[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.7

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

“ทางนี้ครับ”

เด็กคนนั้นเดินไปตามทางเดิน หลังจากผ่านห้องนั่งเล่นมา พอเดินขึ้นบันไดที่อยู่ตรงด้านหนึ่งของบ้าน ก็เจอห้องนั่งเล่นของชั้นสอง รอบด้านเป็นกระจก ข้างหน้าต่างห้องนั่งเล่นมีเปียโนใสเหมือนคริสตัลตั้งอยู่

“ว้าว”

มีบ้านที่มีเปียโนแบบนี้อยู่จริงๆ ด้วยแฮะ เปียโนโปร่งใสที่มองเข้าไปเห็นข้างในชัดเจนนั้นเปล่งประกายระยิบระยับเมื่อโดนแสง และคงจะทำความสะอาดไว้อย่างดีมากถึงไม่มีฝุ่นเกาะอยู่บนเปียโนเลยแม้แต่เม็ดเดียว

“นี่ของนายเหรอ”

“เปียโนของแม่ครับ บอกไปแล้วนี่ครับว่าผมไม่เล่นเปียโน”

เด็กคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย

“ผมไปล้างมือก่อนนะครับ”

เด็กคนนั้นเดินหายไปอย่างรวดเร็ว ห้องนั่งเล่นเงียบลง ผมยืนนิ่งมองเปียโน แล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้อย่างระมัดระวัง เปิดฝาครอบตรงคีย์บอร์ด พอกดปุ่มคีย์บอร์ดก็เกิดเสียงใส ๆ ดังออกมา ถึงไม่รู้ว่าแม่ของเด็กคนนั้นทะนุถนอมเปียโนมากขนาดไหน แต่ก็เหมือนจะดูแลรักษาอย่างดี

พอลองกดคีย์บอร์ดอย่างระมัดระวังก็เช็กดูว่ามีคนกำลังขึ้นมาที่ชั้นสองหรือเปล่า จากนั้นก็นั่งหลังตรง วางมือบนคีย์บอร์ด ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แล้วกดเสียงแรกอย่างแผ่วเบา อากาศก็ดี เปียโนก็สวย ถ้าจะให้เข้ากับวันแบบนี้อย่างน้อยก็คงต้องเป็นเพลงประมาณนี้

ท่วงทำนองอันแผ่วเบา

หลังจากงานศพของแม่ ก็ไม่มีความสบายใจพอจะเล่นเปียโนเลย ช่วงนั้นเหมือนไม่ได้เปิดแม้แต่ฝาครอบคีย์บอร์ดเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ฝาครอบ ความสะอาดก็ไม่ได้ทำ ฝุ่นคงเกาะเต็มแล้ว พอนึกถึงเปียโนของตัวเองที่อยู่ในโลกแห่งความจริงก็ถอนหายใจออกมา ส่ายหัวไล่ความคิดแล้วดึงสติกลับมาอยู่กับนิ้วมือที่กำลังดีดเปียโน

ผมดีดเปียโนในท่วงท่าที่ขยับตัวราวกับกำลังเต้นรำและสายตามองลงต่ำ เด็กคนนั้นที่ไปล้างมือกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กำลังยืนเกาะข้างเปียโนมองมาทางผม ไม่น่าจะเพิ่งเคยเห็นคนเล่นเปียโนครั้งแรก แต่กลับยืนมองอ้าปากค้าง ดูน่าตลกดี ผมก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องและเล่นเปียโนต่อไป

กังวลว่าจะเล่นพลาดเพราะวางมือมาสักพักแล้ว แต่ค่อยยังชั่วที่ไม่ได้พลาดต่อหน้าผู้ชมตัวน้อย พอกดคีย์สุดท้ายแล้วเอามือลง เด็กคนนั้นก็ปรบมือเล็ก ๆ ให้ดังแปะ ๆ ๆ

“พี่งดงามจริง ๆ ครับ”

คาดหวังคำชื่นชมแค่ประมาณว่าเล่นได้ดีจริง ๆ ครับเท่านั้นเอง ผมเกาแก้มพลางมองเด็กคนนั้น

“หมายถึงดนตรีที่งดงามใช่ไหม”

“พี่งดงามมากครับ”

ไม่สิ ควรพูดความรู้สึกที่ได้ฟังการเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ แต่ไม่ว่ายังไงคำชมก็คือคำชม ผมเลยพูดขอบคุณ พลางลูบหัวเด็กคนนั้น ทว่าคำชมว่างดงามก็…

“แล้วการแสดงดนตรีเป็นยังไงบ้าง”

“อืม ก็ดีนะครับ”

เด็กคนนั้นพยักหน้า พูดชื่นชมหน้านิ่ง แต่ดูจากสีหน้าแล้วก็เหมือนจะไม่แย่

“Mozart Sonata K.330 ไม่ใช่เพลงยาก แต่เป็นเพลงที่งดงาม”

ผมพูดกับเด็กคนนั้นอย่างโอ้อวดว่าแค่นี้ง่ายมาก เด็กคนนั้นเบ้ปากเพราะดูออกว่าผมแกล้งทำเป็นเก่ง

“แต่ยังไงก็เล่นเก่งกว่าแม่ครับ”

เด็กคนนั้นกระซิบราวกับกำลังบอกความลับ

“ตอนลูอยู่ในท้อง แม่เล่นเปียโนทุกวันเลยครับ ปวดหูมาก”

“ลูเหรอ”

“น้องสาวน่ะครับ”

คงจะเล่นเปียโนเพื่อให้ส่งผลดีต่อทารกในครรภ์ แต่ดูท่าฝีมือในการเล่นคงจะทำให้เด็กฟังแล้วเป็นทุกข์นิดหน่อย แค่จินตนาการก็พานจะยิ้มออกมา เลยต้องเม้มปากแน่น

“ถ้าอย่างนั้น ทีนี้มาลองดูฝีมือการเล่นไวโอลินของกีอูกันบ้างดีกว่า”

ผมนั่งหันไปทางเด็กคนนั้นแล้วพูด เขาหยิบไวโอลินออกมาจากกระเป๋าที่ตอนแรกวางอยู่บนโต๊ะในห้องนั่งเล่น ท่าทางที่วางไวโอลินพาดบนบ่าระหว่างใต้คางนั้นดูดีเกินคาด เขาขยับคันชักเริ่มเล่น ถือว่าใช้ได้เลยสำหรับเด็กอายุเท่านี้ ท่าทางเป็นเลิศกว่าฝีมือการเล่น แต่ผมไม่ได้พูดออกไป

ผมกลายเป็นผู้ชมอย่างจริงจังคนหนึ่ง ตั้งใจฟังการแสดงดนตรีของเด็กคนนั้นจนจบ เมื่อการแสดงจบลงก็ปรบมือ ความจริงแล้วฝีมือของเด็กคนนี้ถือว่าใช้ได้ ไม่ถึงขั้นมีพรสวรรค์ แต่ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ต้องการคำชื่นชมแล้วเติบโตขึ้นไม่ใช่เหรอ พอคิดแบบนี้ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กเช่นกัน

“ว้าว เรียนมานานแค่ไหนเนี่ย เก่งมากเลย”

“เรียนตั้งแต่ก่อนเข้าประถมครับ เพราะแม่บอกว่าต้องเล่นเครื่องดนตรีให้เป็นสักหนึ่งอย่าง แต่มันไม่สนุกจริง ๆ นะครับ”

“ไม่สนุกอะไรกัน จะมีอะไรสนุกเท่าดนตรีอีก”

“ผมชอบฟุตบอลมากกว่าไวโอลินครับ แต่แม่บอกว่าเล่นฟุตบอลไม่ได้”

“ทำไมล่ะ ถ้าเล่นไวโอลินด้วย เล่นฟุตบอลด้วยก็ได้นี่”

“เพราะผมเคยเจ็บหน้าอก แม่ก็เลยไม่ให้วิ่ง”

เด็กคนนั้นบุ้ยปากพูด

“เจ็บหน้าอกเหรอ ตรงไหน แต่เมื่อกี้นายก็เล่นบอลนี่”

“ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วครับ เพราะผ่าตัดแล้ว ตอนนี้ก็เลยเล่นฟุตบอลได้แล้ว แต่แม่บอกว่ายังไงก็ห้ามวิ่ง ส่วนพ่อบอกว่าไม่เป็นไร”

เด็กคนนั้นตอบคำถามที่แสดงความเป็นห่วงของผม เขายักไหล่และตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“ตรงนี้ยังมีแผลอยู่เลย อยากดูไหมครับ”

เด็กคนนั้นเอาไวโอลินไปวางบนโต๊ะแล้วเดินกลับมาเลิกเสื้อยืดขึ้นจนถึงคอ บนหน้าอกเล็กมีแผลตามที่เด็กคนนั้นบอก ซึ่งมีเนื้อขึ้นมาใหม่เป็นสีขาว คงจะผ่าตัดฝั่งหัวใจ และเป็นเพราะแผลอยู่บนหน้าอกของเด็กก็เลยดูใหญ่เป็นพิเศษ

“ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วเหรอ”

“ครับ คุณหมอบอกว่าตอนนี้หายดีถึงขั้นที่จะเป็นนักฟุตบอลได้แล้ว”

“เหมือนจะหายดีแล้วจริง ๆ สินะ”

ถ้าหมอพูดแบบนั้นก็หมายความว่าการผ่าตัดเสร็จสิ้นด้วยดีใช่ไหม ผมรู้สึกสบายใจแล้วจึงพูดว่า ค่อยยังชั่ว ต้องเจอการผ่าตัดใหญ่คงจะเหนื่อยน่าดู และถ้ายังต้องป่วยต่อไปอีกเรื่อย ๆ เด็กตัวเล็กแค่นี้จะยิ่งเหนื่อยขนาดไหน จินตนาการไม่ออกเลย

“แต่ไวโอลินไม่สนุกจริง ๆ ครับ”

“ไม่หรอก ถ้าได้ลองเล่นแล้ว ดนตรีก็สนุกไม่แพ้ฟุตบอลนะ”

ผมเล่นเพลง The Celebrated Chop Waltz เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กคนนั้น เป็นเพลงที่ถ้าเป็นเด็กที่เล่นเปียโนจะต้องเคยลองเล่นสักครั้งแน่นอน

ตึงตึงตึง ตึงตึงตึง ตึงตึงตึง ตึงตึงตึง

เด็กคนนั้นพยักหน้าตามจังหวะที่สนุกสนาน พอส่งสัญญาณให้ทางสายตาเด็กคนนั้นก็วิ่งไปหยิบไวโอลินมายืนข้าง ๆ แล้วตั้งท่า คงเป็นเพลงที่รู้จักอยู่แล้ว เด็กคนนั้นก็เลยสีไวโอลินได้อย่างคล่องแคล่ว ประสานเสียงให้เข้ากัน สร้างความแปลกใหม่ได้เล็กน้อย

มือของเด็กน้อยขยับเล่นเครื่องดนตรีอย่างสนุกสนานสุด ๆ นัยน์ตาที่กำลังมองมาทางผมนั้นเปล่งประกายระยิบระยับ คงจะสนุกกว่าที่คิดจึงหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง ผมก็หัวเราะตามเหมือนกันโดยที่ยังไม่หยุดมือซึ่งกำลังดีดเปียโน

แปะ ๆ ๆ

พอหันหน้าไปตามเสียงปรบมือที่ได้ยินจากด้านหลัง ก็เห็นผู้ชายสูงอายุที่ดูภูมิฐานเดินขึ้นบันไดมา ยืนพิงกำแพงและกำลังมองมาทางผม เด็กคนนั้นหมุนตัวตามสายตาของผม ถือไวโอลินไว้ในมือ วิ่งตึง ๆ เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของชายสูงอายุ

“คุณปู่”

“สงสัยอยู่ว่าใครเล่นไวโอลินเพราะขนาดนี้ กีอูของปู่เองสินะ”

“ผมเล่นกับพี่มุนยองครับ ปู่ได้ยินรึเปล่าครับ”

“แน่นอน เท่มากเลยละ”

บอกแล้วไงว่ายองเฉย ๆ ไม่ใช่มุนยอง เมื่อกี้คงฟังไม่เข้าใจทั้งหมด ผมได้แต่หงุดหงิดในใจ แต่จะว่าไปถ้าเรียกว่าคุณปู่ ก็หมายความว่าเป็นพ่อของผู้ชายคนนั้นนี่ ผมมองชายสูงวัยท่าทางดูดีในชุดฮันบกร่วมสมัย แล้วลุกจากเก้าอี้อย่างเก้ ๆ กังๆ

“ป้าแม่บ้านบอกว่าทำอาหารว่างไว้ให้ รีบลงไปกินแล้วขึ้นมาก่อนคุณครูจะมาเถอะ”

“ไปกับพี่เหรอครับ”

ชายสูงวัยมองมาทางผมเพราะคำถามของเด็กชาย

“พี่เขาจะกินพร้อมปู่ กีอูลงไปกินคนเดียวได้ไหม คุณครูใกล้จะมาแล้ว เดี๋ยวกินไม่ทันนะ”

“ครับ”

เด็กชายตอบรับคำพูดของชายสูงวัยอย่างว่าง่ายแล้ววิ่งกระโดดลงบันไดไป ชายสูงวัยรอดูจนมั่นใจว่าเด็กน้อยไปถึงชั้นหนึ่งอย่างปลอดภัยแล้วถึงหันกลับมามองผม

“…มานี่หน่อย”

เขากวักมือเรียก ผมจึงเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว ชายสูงวัยจ้องผมด้วยสีหน้าจริงจัง อย่างกับลูกค้าที่จ้องหุ่นโชว์ที่ใส่เสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่

“หิวไหม”

“ไม่ครับ พอดีผมเพิ่งกินข้าวเช้ามาไม่นานเท่าไหร่ครับ”

“ดีเลย เพราะฉันก็ยังไม่หิวเหมือนกัน อีกเดี๋ยวกะว่าจะให้พยองซันเแด็กทำมักกุกซู [1] ชอบมักกุกซูรึเปล่า”

“ชอบครับ อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวผมชอบทุกอย่างเลยครับ”

“ค่อยยังชั่ว ใส่ผักใบอ่อนที่เพิ่งออกลงไปแล้วคลุกก็จะอร่อยมากเลยละ”

ชายสูงวัยพยักหน้าพูดราวกับว่ากำลังพึมพำทำนองเพลง

“มาคุยฆ่าเวลากับฉันสักหน่อยจนกว่าจะถึงตอนนั้นแล้วกัน”

ชายสูงวัยพูดแบบนั้นแล้วจับข้อมือผมลากไป ถึงจะเป็นคนสูงอายุแต่พลังแขนแข็งแรงมาก ไม่มีเหตุผลที่ต้องขัดขืนและไม่ได้อยากขัดขืนด้วย แต่พอถูกลากไปอย่างรวดเร็วก็คิดว่าเขากระฉับกระเฉงต่างจากอายุเลย

เมื่อลงไปชั้นหนึ่งแล้วเดินผ่านทางเดินไปยืนตรงหน้าประตูบานเลื่อนซึ่งตกแต่งอย่างหรูหราด้วยแผ่นไม้ที่ติดชังโฮจี [2] เหมือนประตูโบราณ แต่ดูไม่หนัก พอเปิดประตูบานเลื่อนเข้าไปด้านในแล้ว ชายสูงวัยจึงปล่อยข้อมือของผม

“นั่งสิ”

ชายสูงวัยนั่งบนเบาะรองนั่งที่วางตรงโต๊ะอาหารเล็ก ๆ ชี้เบาะรองนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วพูด พอผมนั่ง ชายสูงวัยก็พูดออกไปทางด้านนอก

“ดงโฮ ดงโฮอยู่ข้างนอกรึเปล่า”

“ครับ คุณท่าน”

จำได้ว่าตอนเข้ามาในห้องไม่เห็นใครอยู่แถวนั้นแน่นอน แต่กลับมีเสียงขานรับคำเรียกของชายสูงวัยดังมาจากข้างนอกทันที ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน

“ไปบอกพยองซันแด็กให้ชงชามาสองถ้วยนะ เอาชาอะไรดีล่ะ”

ประโยคหลังชายสูงวัยหันมาถามผม เมื่อผมตอบไปว่า อะไรก็ได้ครับ ชายสูงวัยก็พูดว่า จริงเหรอ และทำตาเป็นประกาย

“เอาชาซังฮวา [3] ใส่ไข่ให้ลอยบนชามาด้วยนะ”

ชาซังฮวากับไข่เหรอ เป็นเมนูผสมผสานที่เห็นได้ยากในยุคนี้ไม่ใช่เหรอ ชายสูงวัยหัวเราะเสียงดัง คงเป็นเพราะเห็นสีหน้าที่ฝืนใจเล็กน้อยของผม

“พูดเล่นน่ะ บอกให้ชงชาโมกวา [4] มาสองถ้วยนะ ได้ยินไหม”

“ครับ คุณท่าน”

เสียงของคนที่ชื่อดงโฮหายไป ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้า ส่วนชายสูงวัยหันกลับมามองผมอีกครั้ง เหมือนธุระเมื่อกี้จบไปแล้ว

“ดื่มชาสักถ้วยแล้วคุยกันไปด้วยเถอะ”

“ครับ”

ถึงไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรจะคุย แต่ผมก็พยักหน้าไปก่อน ผมนั่งสบตากับชายสูงวัยอยู่แบบนั้นประมาณห้านาที ก๊อก ๆ มีใครบางคนเข้ามาด้านในหลังเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นคุณป้าที่เตรียมอาหารเช้าให้ผมก่อนหน้านี้ เธอวางชาที่ยกเข้ามาลงบนโต๊ะอย่างสุภาพนอบน้อม

“พยองซันแด็ก”

“ค่ะ คุณท่าน”

“มื้อเที่ยงอยากกินมักกุกซู”

“ผักสดเพิ่งมาส่งพอดีเลย ทราบได้ยังไงคะ แล้วหิวรึยังคะ จะให้ทำเลยไหม”

“ยังไม่ต้องทำตอนนี้ อีกสักประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วกัน”

“ถ้าอย่างนั้นจะจัดเตรียมของเอาไว้ก่อน ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็บอกนะคะ”

“ได้ จะกินพร้อมพ่อหนุ่มคนนี้ เตรียมให้ด้วย”

“ค่ะคุณท่าน ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุยกันตามสบายนะคะ”

คุณป้าเดินถอยกลับไปเบา ๆ แล้วปิดประตูออกไป ในห้องมีแต่ความเงียบกับเสียงชายสูงวัยที่กำลังดื่มน้ำชาเท่านั้น ผมหาจังหวะยื่นมือออกไปจับถ้วยชาของตัวเอง ถ้วยอุ่นมาก พอดื่มเข้าไปหนึ่งอึก กลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วปาก

 

 

[1] ก๋วยเตี๋ยวเกาหลีที่เส้นทำจากบัควีท

[2] กระดาษเกาหลีที่ใช้สำหรับกรุประตู

[3] ชาที่ทำจากสมุนไพรหลากชนิด

[4] ชาที่ทำจากควินซ์จีน

ใส่ความเห็น