[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 88 : ตัวข้าเจอผู้เกิดใหม่คนที่สอง

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

88

ตัวข้าเจอผู้เกิดใหม่คนที่สอง

โม่หรานพลันเงยหน้า มองไปตามเสียง

บุรุษสวมเสื้อโต่วเผิงสีดำเดินลายทองผู้หนึ่งปรากฏตัวที่สุดทางเดิน เขามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ห่อหุ้มทั้งร่างมิดชิดอยู่ใต้เสื้อคลุม แม้กระทั่งใบหน้าก็ปิดด้วยผ้าโปร่งสีดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนท่ามกลางความมืด

ในมือของคนผู้นั้นถือดาบเล่มหนึ่ง

ตัวดาบแคบยาว ดำสนิทตลอดเล่ม คมกริบหาใดเทียม

ปู้กุย

“ใคร!”

“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ” คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็นชา น้ำเสียงเขาแปลกประหลาดยิ่งนัก เหมือนจงใจให้ผิดเพี้ยน “เจ้ารู้แค่ว่าข้ารู้จักเจ้าก็พอ”

โม่หรานสะท้าน แต่ยังคงนิ่งสงบ พรางตัวเอาไว้ “ข้าเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งของยอดเขาสื่อเซิง เจ้าจะรู้จักข้าไปทำไม มีอะไรน่าสนใจหรือ”

“ศิษย์ของยอดเขาสื่อเซิง? เฮอะ มิผิด แต่ว่าเจ้าลืมไปแล้วหรือ เจ้ายังเป็นท่าเซียนจวินด้วย เป็นตี้จวินแห่งโลกมนุษย์ เป็นผีร้ายที่สังหารอาจารย์ เป็นดวงวิญญาณที่หนีกลับมาจากบาดาลเหลือง”

แต่ละคำที่เขากล่าว ทำให้โลหิตทั่วร่างของโม่หรานยิ่งเย็นเยียบทีละน้อย

ทั้งร่างราวกับตกลงไปในโพรงน้ำแข็ง

ท่าเซียนจวิน

ฆ่าล้างเจ็ดสิบสองเมืองของหรูเฟิง

ตี้จวินแห่งโลกมนุษย์

แต่งงานกับสตรีที่งามที่สุดในใต้หล้า สังหารอาจารย์และญาติมิตร ก้าวสู่จุดสูงสุดของมนุษย์

คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าคือ โม่เวยอวี่”

โม่เวยอวี่

ก่อบาปมหันต์เกินอภัย ตายหมื่นครั้งก็ยังไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

โม่เวยอวี่ สมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น ควักหัวใจและลูกตา ตายศพไม่สมบูรณ์ที่ยอดเขาสื่อเซิง!

“เจ้าเป็นใคร!”

สองตาของโม่หรานแดงก่ำ ความอ่อนเยาว์บนหน้ามลายไป เหลือเพียงความอำมหิตโหดเหี้ยมดุจปีศาจร้าย ยืนคุมเชิงกับคนที่อยู่สุดปลายทางเดินผู้นั้น ชั่วขณะนั้นคิดจะรัดคออีกฝ่าย บดขยี้สมญาเรียกขานที่เขาไม่อยากได้ยินเหล่านั้นให้เหลวแหลกอยู่ในลำคอ!

คนผู้นั้นยกมือที่หุ้มด้วยผ้าโปร่งดำ พลันผนึกผลึกน้ำแข็งหลายชั้นขึ้นบนทางเดินทอดยาว กีดกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสองไว้

“ตอนนี้ เจ้าเรียกดาบมั่วเตาไม่ได้แล้วสินะ” คนผู้นั้นเดินมาช้าๆ หยุดลงเบื้องหน้าเขาห่างออกไปสิบกว่าก้าว “ตี้จวินแห่งโลกมนุษย์…หรือบางทีตอนนี้เรียกเจ้าว่าโม่เวยอวี่น่าจะดีกว่า? น่าขันนัก เจ้าเคยดูตัวเองในตอนนั้นอย่างเต็มตาบ้างหรือไม่

“ใจหนึ่งดวงที่ไม่เย็นชาและแข็งเป็นเหล็กอีก ติดตามอยู่ข้างกายฉู่หว่านหนิง กลับดีต่อเขาขึ้นไม่น้อยจริงๆ

“เกิดใหม่ เกิดใหม่ คนที่ชาติก่อนเคยพูดว่าจะปกป้อง ไปอยู่เสียที่ใด”

โม่หรานสีหน้าแปรเปลี่ยน “ซือเม่ย?! เจ้าทำอะไรซือเม่ย!”

คนผู้นั้นไม่ตอบ เพียงแค่นหัวเราะหยัน “รู้หรือไม่ว่าเหตุใดเจ้ามิอาจเรียกปู้กุย” ปลายนิ้วของเขาไล้ผ่านคมดาบสีดำสนิทนั้นช้าๆ “เพราะวิญญาณเจ้าจะเปลี่ยนแปลง ความแค้นจะสลาย…ก่อนเจ้าตาย บังเกิดความเสียใจในชาตินั้นที่มิอาจปกป้องศิษย์พี่หมิงจิ้งของเจ้าให้ปลอดภัย เคยลั่นวาจาว่า หากมีชาติหน้า…ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวังอีก”

ดวงตาดุร้ายพลันเหลือบขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“โม่หราน เจ้าทำได้หรือยัง!”

“ข้า…”

“เขตอาคมโลกภูตผีกำลังจะพังทลาย เรื่องในครั้งนั้นจะซ้ำรอยเดิม เจ้าจะต้องมองเขาตาย วิญญาณแตกดับอีกครั้ง คุกเข่าขอความเมตตาจากฉู่หว่านหนิงอีกครั้ง? …เจ้ากำลังพลาดโอกาสที่ได้กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ เจ้าไม่คู่ควรแตะต้องปู้กุยอีก”

“ไม่ต้องให้เจ้าบอก!” โม่หรานเอ่ยเสียงเกรี้ยว “เรื่องของข้ากับซือเม่ย ไม่ต้องให้คนอื่นสอดมือ! ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าคือร่างที่เกิดใหม่ แล้วเจ้าคือใคร โกวเฉินตัวปลอม? หรือเป็นผีชราตนใดที่ตายแล้วเกิดใหม่เหมือนกับข้า!”

“เฮอะ…” คนผู้นั้นหัวเราะเบาๆ “ผีชราที่ตายแล้วเกิดใหม่…ใช่ ข้าคือผีชราที่ตายแล้วเกิดใหม่ หาไม่แล้ว เจ้าคิดว่าในโลกนี้คนที่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์ให้เกิดใหม่มีเพียงเจ้าคนเดียวอย่างนั้นรึ”

เป็นใคร!

ใบหน้าเลือนรางไม่ชัดเจนมากมายวูบเข้ามาในความคิดอย่างบ้าคลั่ง

คนเหล่านั้นที่ตายไปตอนที่ข้ายังชีวิตเมื่อชาติก่อน

เซวียเจิ้งยง หวังฟูเหริน ฉู่หว่านหนิง ซ่งชิวถง เยี่ยวั่งซี

หรือเป็นคนที่บุกตำหนักอูซานจัดงานศพให้ข้าเมื่อชาติก่อน

เซวียเหมิง เหมยหานเสวี่ย นักโทษประหารของสิบสำนักใหญ่…

เป็นใคร…เป็นใคร!

ใครล่วงรู้ความลับข้า คว้าจุดเจ็ดชุ่น [1] ของข้า ภูตผีที่ถูกกีดกั้นไว้ด้วยความเป็นความตาย เป็นผู้ใดที่ก้าวข้ามบาดาลเหลืองไล่ตามข้ามา ซ้ำยังบีบให้ข้าจนตรอก! เป็นใคร!

เพียงชั่วขณะที่ความคิดกำลังผุดขึ้นมา เบื้องหน้าพลันปรากฏเงาวูบไหว เสื้อคลุมของบุรุษผู้นั้นปลิวสะบัด เคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว คนผู้นี้หลังจากเกิดใหม่ กลับมีพละกำลังแข็งแกร่งเช่นนี้

โม่หรานตื่นตระหนก

คมดาบของปู้กุยจ่อที่หน้าอกเขา เพียงออกแรงเล็กน้อยก็จะแทงทะลุเลือดเนื้อ ตัดชีพจรหัวใจ

“โม่เวยอวี่ เดิมคิดว่าเจ้าเป็นพวกงมงายในรัก แต่อาจเพราะศิษย์พี่หมิงจิ้งของเจ้าอาภัพ เจ้าเกิดใหม่อีกชาติ ก็ยังคงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา”

โม่หรานกัดฟันกรอด “พูดเหลวไหล”

“ข้าพูดเหลวไหล?” คนผู้นั้นแค่นหัวเราะหยันน่าสะพรึง มือหนึ่งสัมผัสที่ลำคอของโม่หราน ค่อยๆ เลื่อนลงมาที่หน้าอก “ในใจเจ้า เหลือที่ไว้ให้เขาเท่าใด ความห่วงหาเพียงน้อยนิดของเจ้า น่ากลัวจะหมดสิ้นไปนานแล้ว ยังมีเหลืออยู่อีกหรือ”

โม่หรานเดือดดาล “ในใจข้ามีใคร ข้าย่อมต้องรู้ดีกว่าเจ้า มัวแต่พูดพล่ามมากมาย เหตุใดไม่ถอดผ้าปิดหน้าให้ข้าเห็นเล่า!”

“อยากเห็นข้า ไม่ต้องร้อนใจ” เสียงของคนผู้นั้นเบาบางดุจหมอกควัน นัยน์ตาคลุมเครือ คล้ายเจือแววเย้ยหยันที่ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา “รอตอนเจ้ากำลังจะตายในชาตินี้ ข้าจะให้เจ้าได้เห็น”

“เจ้าต่างหากที่ต้องตาย เจ้า…”

ไม่ทันขาดคำ พลันรู้สึกหนาวยะเยือกเสียดกระดูกที่ฝ่าเท้า โม่หรานก้มลงมอง หนามน้ำแข็งของคนผู้นั้นลามขึ้นมาจับบนร่างเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้

อาคมน้ำแข็ง หนามน้ำแข็ง…ธาตุน้ำ

เป็นใคร ชาติก่อนมีผู้ใดใช้อาคมเช่นนี้ได้

ศัตรูที่เคยพบเจอมีมากเหลือเกิน ขณะพยายามนึกอย่างร้อนรน ในใจกลับสับสนยุ่งเหยิงไปหมด

เซวียเหมิง ไฟ

ฉู่หว่านหนิง ทอง ไม้

เยี่ยวั่งซี ดิน

เซวียเจิ้งยง ดิน

เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงนึกไม่ออกว่าใครมีพลังแข็งแกร่งควบคุมน้ำแข็งได้เช่นนี้

“เจ้ากล่าวมิผิด ข้าเองก็ต้องตาย เพียงแต่ โม่เวยอวี่ นั่นยังอีกนานแสนนานให้หลังอย่างแน่นอน”

น้ำแข็งหนาจับทั่วร่างเขาอย่างรวดเร็ว

พละกำลังของคนผู้นี้น่ากลัวนัก โม่หรานปล่อยพลังวิญญาณของตนออกมาต้านทานน้ำแข็งเพียงเล็กน้อย ก็สัมผัสถึงพลังมหาศาลบ้าระห่ำที่จู่โจมเข้ามา

คนผู้นี้ พละกำลังไม่เป็นรองฉู่หว่านหนิงเลย!

ผู้ที่ธาตุน้ำ

ใคร!

ชั่วประกายหินไฟ คล้ายปรากฏใบหน้าเลือนรางวูบขึ้นมา แต่เขายังไม่ทันคิดได้ชัดเจน ลำคอก็ถูกคนผู้นั้นบีบไว้

ปลายนิ้วที่ปกปิดด้วยผ้าโปร่งดำลูบไล้ลำคอเขา คนผู้นั้นแววตามืดมน ไร้ประกาย

“อายุขัยของข้า ไม่ต้องให้ตี้จวินเป็นกังวล” เขาเอ่ยเนิบช้า “ให้ข้าเรียกมิตรภาพของการเกิดเป็นมนุษย์กลับคืนมาให้เจ้าก่อน เลี่ยงไม่ให้เจ้าทำเรื่องไม่ควรทำ ทำลายแผนการใหญ่ของข้า”

“อึก…!”

ปู้กุยร้องครวญขณะกรีดเลือดเนื้อของอดีตผู้เป็นนาย

“แผลไม่ลึก แค่เอาเลือดเจ้ามาประสานผนึก”

คนผู้นั้นเพียงปาดโลหิตบางส่วนจากปากแผลของเขา จากนั้นแตะที่หว่างคิ้วเขา พลางร่ายคาถาบางอย่าง

โม่หรานรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง ก่นด่าเสียงดังลั่น “สมสู่…มารดา…เจ้า! ชาติก่อนเจ้าถูกข้าสับเป็นไส้ซาลาเปา หรือว่าข้าไปฆ่าบรรพบุรุษระยำสิบแปดชั่วโคตรของเจ้า? บัดซบ เจ้าจะทำอะไรกันแน่”

“ชู่ อย่าขยับ แค่อาคมจิตกุศลเท่านั้น”

“บัดซบ! ข้าไม่สนว่าเจ้าใช้อาคมจิตกุศลหรือว่าอาคมจิตอกุศล เจ้าเลิกทำให้ข้ารู้สึกคลื่นไส้ได้หรือไม่ ไสหัวไป!”

“โม่หรานเอ๋ย” คนผู้นั้นวาดอักขระที่หว่างคิ้วของเขา พลางถอนหายใจเบาๆ “เจ้าให้ข้าไสหัวไปได้ลงคอได้อย่างไร” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนร่ายอาคมต่อ “จิตใจไม่เหมือนสายน้ำ ความคิดมิอาจหยุดยั้ง ประตูใจ…เปิด”

หน้าอกพลันปวดเหมือนถูกบีดรัด!

“เจ้า…”

อาคมน้ำแข็งพลันคลายออก โม่หรานโงนเงน สีหน้าซีดเผือด ค่อยๆ ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

“เจ้ายังไม่ขอบคุณข้าอีก” คนชุดดำผู้นั้นหลุบตาลง สีหน้าเฉยชา ปรายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าเปิดอารมณ์ในใจเจ้าหมดแล้ว สิ่งที่รัก สิ่งที่ชัง จะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จะได้เห็นหัวใจของตนเองชัดเจนขึ้นกระมัง หากเจ้ายังไม่รู้จักปกป้องซือเม่ยสุดความสามารถ ตายหมื่นครั้งไม่ลังเล เช่นนั้นเจ้ามันก็…ก็ไร้ประโยชน์ เป็นแค่เด็กที่ถูกทอดทิ้งเท่านั้น!”

ที่แท้อาคมจิตกุศลนี้ ทำให้ความรักความชังในใจรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมหรือ

เหตุใดคนผู้นี้ต้องทุ่มเทจิตใจ รักษาชีวิตซือเม่ยเช่นนี้…

ธาตุน้ำ…

นี่คือเสี้ยวสุดท้ายของความคิดอันยุ่งเหยิงที่แวบผ่านเข้ามาก่อนที่สติของเขาจะหลุดลอยไป

ตุ้บ! โม่หรานล้มลงกับพื้น ดวงตาปิดสนิท คนชุดดำผู้นั้นมองเขาอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาช้าๆ ตรวจชีพจรของเขา ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงยกมือขึ้นอีกครั้ง ประกายสีน้ำเงินผนึกรวมอยู่ที่กลางฝ่ามือ

“ลืมสิ้น”

คนชุดดำเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ประกายน้ำเงินสว่างจ้ายิ่งขึ้น หว่างคิ้วที่ขมวดแน่นของโม่หรานค่อยๆ คลายออก

เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็จะจำได้เพียงตนออกจากห้องไปเรียกเทพศัสตรา แต่เทพศัสตราไม่มา เรื่องราวที่เหลือล้วนจำไม่ได้ เขาจะไม่มีวันรู้ว่าบนโลกยังมีคนที่เกิดใหม่อีกคนหนึ่ง

ส่วนผลของอาคมจิตกุศล แม้คงอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน แต่ก็ชี้หนทางให้จิตใจที่กำลังสับสนได้ดียิ่ง

“อารมณ์เปิดออก เกรงว่าหลังจากเจ้าฟื้นขึ้นมา ก็จะพบว่าตนชมชอบซือหมิงจิ้งยิ่งกว่าเดิม ถึงขั้นแทบจะควักหัวใจออกมาให้เขา” คนชุดดำเอ่ยอย่างเยือกเย็น

“แล้วพบกันใหม่ ท่าเซียนตี้จวิน”

คลื่นลมราตรีผ่านไป ทุกเรื่องเรียบร้อย รุ่งเช้าวันต่อมา โม่หรานลืมตาขึ้น พบว่าตนยังนอนอยู่ข้างเตียงฉู่หว่านหนิง เขาหันไปมอง เห็นหน้าต่างห้องพักคล้ายถูกลมพัดเปิดออกตอนกลางคืน กำลังขยับเปิดปิดเบาๆ ตามสายลมยามเช้า เสียดสีกับกรอบไม้เสียงดังออดแอด

ในห้องเงียบยิ่งนัก โม่หรานไม่ได้มองไปที่เตียง แต่ก็รู้ว่าฉู่หว่านหนิงคงยังไม่ตื่นนอน

นอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าอมเทา ตะวันยังไม่แย้มเมฆสาดส่องลงมาบนพื้นดิน ท้องฟ้ายามรุ่งสางมักหม่นซีดไร้สีโลหิต แสงตะวันยังไม่แผ่ความอบอุ่นออกมามากนัก คนที่ตื่นเช้ามีไม่มาก เขาเองก็คร้านจะแต่งตัว คร้านที่จะปลุกตัวเองจากความอิดโรยอ่อนเพลีย

ลมที่โชยเข้ามา พัดพาเอากลิ่นของหญ้าเขียวและน้ำค้างมาด้วย

โม่หรานนอนอยู่เช่นนี้ครู่หนึ่ง รอให้สติกลับคืนจึงค่อยลุกขึ้นนั่ง กลับรู้สึกเจ็บที่ไหล่วูบหนึ่ง

แปลก เสื้อขาดตั้งแต่เมื่อใด ยังมีรอยเลือดแห้งกรังซึมออกมาจากด้านในด้วย

เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

เมื่อวานข้าออกไปสืบหาปู้กุยมิใช่หรือ จำได้เพียงปู้กุยไม่ตอบสนอง น่าจะเป็นของปลอม ต่อมา เหมือนว่าจะ…

ซี้ด นึกไม่ออกแล้ว

กวาดตามองซ้ายขวา บนพื้นกระดานสีน้ำตาลเข้มมีตะปูหนาโผล่ออกมา

คงถูกตะปูนั้นบาดเข้า ข้าหลับสนิทถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

เขาสวมเสื้อลุกขึ้น มองไปที่เตียง

ฉู่หว่านหนิงยังหลับสบายอยู่ ทั้งที่คุ้นกับการที่อีกฝ่ายสุขสบายอยู่ในตำแหน่งที่ดีเสมอ ส่วนตนได้แต่เลือกสิ่งที่เขาเหลือไว้ อย่างเช่นพื้นกระดานปลายเตียงพอเป็นที่ให้นอนตอนกลางคืน แต่วันนี้ตนกลับเดือดดาลอย่างไม่รู้สาเหตุ จ้องคนบนเตียงตาขวางด้วยความรู้สึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ถือดีอะไรเอาแต่ให้ข้านอนพื้นกระดาน ส่วนตัวเองนอนบนเตียง อาจารย์ไม่ผิด แต่มิใช่มีคำกล่าวว่าผู้อาวุโสต้องเมตตาผู้เยาว์หรือ”

โม่หรานไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก

พอนึกได้ว่าบนพื้นกระดานยังมีตะปูโผล่ออกมาตัวหนึ่ง บาดถูกตนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่

เวลายังเช้ามาก เขาก็ไม่อยากลำบากนอนบนพื้นอีกแล้ว จึงถือโอกาสขึ้นไปนอนบนเตียง หลับต่อจากเมื่อครู่เสียเลย

สองคน คนหนึ่งตะแคงซ้าย คนหนึ่งตะแคงขวา เตียงกว้างใหญ่ ไม่มีใครถูกตัวใคร

เคยตระกองกอดกันเข้านิทรา ยามนี้แบ่งเขตหลับใหล

ชาติก่อนเนื้อแนบเนื้อก่ายกอดกัน ในช่วงเวลาที่บ้าคลั่งที่สุด ทุกคืนหลังร่วมรักกับฉู่หว่านหนิง เขาถึงขั้นไม่ยินยอมถอดถอนตนออกมา คนสองคนที่เคยใกล้ชิดสนิทแนบเช่นนั้น บัดนี้กลับนอนอยู่สุดขอบคนละฝั่งเตียงอันกว้างใหญ่ หลับไปเช่นนี้

 

 

อ่านต่อได้ใน ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 และ ในรูปแบบ E-BOOK

 

[1] คือจุดเจ็ดชุ่นของงู หมายถึง จุดตาย หรือจุดอ่อนของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็คือหัวใจ เพราะ “จุดเจ็ดชุ่น” ของงูเป็นตำแหน่งที่ตรงกับหัวใจงูพอดี ซึ่งจะทำให้งูตาย

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 88 : ตัวข้าเจอผู้เกิดใหม่คนที่สอง

ใส่ความเห็น