[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.6

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เหมือนว่าวันนี้เขาตั้งใจจะหยุดงานตามอำเภอใจอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนชุดเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังแต่เช้า สีหน้าไม่อยากออกไปนั้นชัดเจนมาก เหมือนกำลังมองเด็กน้อยอายุแปดขวบที่ไม่อยากไปโรงเรียนก็เลยยิ้มออกมา

“ไม่อยากไปบริษัทขนาดนั้นแล้วจะทำยังไงดีล่ะครับเนี่ย”

“…ไปด้วยกันไหม”

เห็นครุ่นคิดอยู่ตั้งนาน แต่สิ่งที่พูดมีแค่ชวนให้ไปด้วยกันเนี่ยนะ

“ไปไหนครับ บริษัทของลุงน่ะเหรอ”

คิดว่าไม่น่าใช่ก็เลยถามย้ำ แต่เขาพยักหน้าทันที ผู้ชายคนนี้ทำงานอะไรกันแน่นะ พอเห็นว่าเขาไม่ได้พูดเล่นผมก็หยุดยิ้ม ถึงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่กับเขามานานแค่ไหนแล้ว แต่ถึงขนาดที่ไม่อยากอยู่ห่างกันขนาดนี้เลยเหรอ

“ผมพอจะรู้แล้วว่าลุงชอบผมมาก แต่ยังไงทำแบบนี้ก็เกินไปนิดนะครับ”

“ทำไม”

“มีใครเขาพาแฟนไปที่บริษัทกันบ้างล่ะ อยากโดนไล่ออกเหรอ”

“ถ้าโดนไล่ออกก็ดี จะได้ไม่ต้องไป”

พูดอะไรของเขา ให้ตายเถอะ ผมหาวพร้อมบิดขี้เกียจแล้วลุกจากเตียง ถ้ามัวแต่คุยกันแบบนี้แล้วเขาเปลี่ยนใจไม่ไปบริษัทขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องใหญ่ ก็เลยตั้งใจว่ารีบปล่อยเขาไปดีกว่า

“แล้วไม่ได้กินข้าวเช้าไม่เป็นไรเหรอครับ”

“ดื่มกาแฟไปแล้ว”

คงจะจริง เพราะได้กลิ่นกาแฟเข้ม ๆ มาจากตัวเขาที่เดินเข้ามาใกล้

“ดื่มกาแฟจะไปอยู่ท้องอะไร ผมน่ะถ้าไม่กินข้าวเช้าก็จะอารมณ์ไม่ดี ไม่มีแรงไปตลอดทั้งวัน เพราะงั้นถ้าตื่นสายแม่ก็จะทำแซนด์วิชให้ตลอด ที่จริงชอบกินข้าว แต่ถ้าไม่มีเวลากินข้าวก็จะกินแซนด์วิชระหว่างทางไปโรงเรียน พอไปถึงโรงเรียนปุ๊บก็จะเข้าร้านสะดวกซื้อทันที แล้วซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยมากิน”

เขาตั้งใจฟังคำพูดผมเหมือนเป็นเรื่องที่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก ที่จริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตั้งใจฟังขนาดนั้นก็ได้ ผมยิ้มเล็กน้อย แล้วดันหลังเขาให้ออกจากห้อง

“จะนอนต่อเหรอ”

เขาถามขณะที่เดินออกไปที่ห้องนั่งเล่นเพราะถูกมือที่ไม่มีแรงของผมรุนหลัง

“เปล่าครับ คงจะไม่นอนแล้ว ถึงจะเป็นคนว่างงาน แต่ถ้านอนจนสายโด่ง คงรู้สึกผิดนิดหน่อย”

“แล้วจะทำอะไรอยู่ที่บ้าน”

“อืม…ปกติผมทำอะไรเหรอครับ”

พอนึกถึงตอนปิดเทอม ผมจะไปเรียนพิเศษหรือไม่ก็ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่ก็เล่นคอมพิวเตอร์ มีแค่นั้น แต่หลังจากนั้นสี่ปี คนว่างงานอย่างผมจะทำอะไรบ้าง นึกไม่ออกเลย หรือว่านอนต่อจะดีกว่าจริง ๆ ถึงจะถามผู้ชายคนนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด ก็อย่างว่า เขาคงจะออกไปทำงาน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าระหว่างนั้นผมทำอะไร

“แต่ตอนนี้ผมหิว เดี๋ยวจะลองไปค้นตู้เย็นหาของกินก่อนแล้วกัน ของที่อยู่ในตู้เย็นกินได้ใช่ไหมครับ”

“ถ้ากินแล้วไม่ตายก็กินได้หมด”

พอพูดทีไรก็ต้องกวนตลอด ผมหรี่ตามองค้อนเขาแล้วก็หัวเราะออกมา

“หลังจากอาบน้ำแล้วว่าจะไปเดินที่สวนสักหน่อยด้วยครับ”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

“หลังจากนั้น…คงต้องคิดดูก่อน เพราะตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าคนว่างงานควรใช้ชีวิตให้สนุกยังไงดี”

ผมย่นจมูกคิดแล้วส่ายหัว เพิ่งรู้ตัวว่าระหว่างที่คุยกันอยู่อย่างนี้เวลากำลังผ่านไปอย่างรวดเร็ว มือถือที่อยู่ในกระเป๋าผู้ชายคนนั้นสั่นและส่งเสียงดังไม่หยุด สั่นแรงมากถึงขนาดได้ยินเสียงดังครืด ผมเลยดันหลังเขาให้เดินออกไปจนถึงหน้าประตู

“คงไม่ได้ขี้เกียจจนไปทำงานสายแบบนี้ทุกวันใช่ไหมครับ”

“ถ้าบอกว่าไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกวัน จะยอมทำเป็นหลับหูหลับตาให้ฉันโดดงานสักวันรึเปล่า”

“เมื่อวานก็โดดไปแล้วนี่นา”

ทำไมถึงตีเนียนโกหกว่าวันนี้สักวันด้วยนะ อายุขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงได้ขี้เกียจไปทำงานขนาดนี้

“ไปหาเงินกลับมาเยอะ ๆ เถอะครับ”

ผมพูดและตบบ่าเขาเบา ๆ ตอนที่เขากำลังใส่รองเท้าอยู่ เขายืดตัวขึ้นมามองผมทันที ตาเบิกกว้างดูเหมือนตกใจนิดหน่อย การบอกว่าให้หาเงินมาเยอะ ๆ เป็นคำพูดที่ดูเห็นแก่วัตถุนิยมเกินไปเหรอ ก็แค่พูดเล่น แต่บางทีฟังแล้วอาจจะรู้สึกไม่ดีก็ได้สินะ ขณะที่ผมกำลังจะบอกว่าพูดเล่น เขาก็ยื่นมือออกมาดึงตัวผมเข้าไปกอด หน้าของผมแนบกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ซักมาอย่างสะอาดของเขา

“อะ…อะไรครับ”

“ฉันจะรีบกลับมา เดี๋ยวรีบกลับมาเลย”

เขาพูดอย่างรีบร้อนราวกับมีใครไล่ รู้สึกเหมือนกำลังมองดูฉากที่คู่รักกำลังคุยกันว่าไม่อยากอยู่ห่างกันตั้งแต่เช้าแบบนี้ จะให้ลุกไปทำงานได้ยังไง ไม่รู้ว่าทำไมพวกเราถึงยังหลงใหลกันขนาดนี้ ทำให้รู้สึกเขินอายขึ้นมาเลย

“จะรีบกลับมาเลยได้ยังไงครับ ต้องทำงานให้เสร็จก่อนสิ”

น่าจะต้องมีกำหนดเวลาเลิกงานอยู่แล้วนี่ แต่กลับบอกว่าจะรีบกลับ เดี๋ยวกลับมาเลยเนี่ยนะ เป็นคนที่ตลกจริง ๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าเขาพูดแบบนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน ก็เลยยกมือขึ้นลูบหลังเขาเบา ๆ

“อย่าอู้ แล้วก็ตั้งใจทำงานนะครับ”

เขาก้มลงมาจูบที่ต้นคอผมแล้วสูดหายใจเข้าลึกแทนการตอบ ริมฝีปากอุ่นของเขาสัมผัสลงบนผิวหนังที่บอบบาง จนทำให้ขนลุก ผมยืนตัวแข็งทื่อ หลังจากที่ประทับริมฝีปากกับต้นคอผมแล้วเขาก็ปล่อย จากนั้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ฮู่ ลมหายใจพรั่งพรูออกมา ผมถึงได้รู้ตัวว่าเมื่อกี้กลั้นหายใจอยู่

“…”

ทั้งผมและเขาไม่มีใครพูดอะไร เพราะความตกใจและเขินอายเล็กน้อยก็เลยคิดไม่ออกว่าควรพูดอะไร ผมหลบตามองพื้นและยืนอ้ำอึ้ง ผู้ชายคนนั้นก็ทำเป็นกระแอม

“เดี๋ยวกลับมา”

ผมพยักหน้าเพราะพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเอาสายตาไปไว้ที่ไหนก็เลยมองหัวรองเท้าของเขา แต่หัวรองเท้านั่นดูไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลย ไปสิ บอกว่าจะไปไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ไปสักที!

“เดี๋ยวฉันบอกคุณป้าให้เตรียมอาหารไว้ให้ นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ”

“โอเคครับ”

เข้าใจแล้ว เพราะงั้นไปสักทีเถอะน่า ผมพยายามพูดออกไปโดยที่ยังก้มหน้าอยู่ ขณะนั้นมือของเขาก็ยกขึ้นมากุมต้นคอผม ปลายนิ้วที่วางเรียงกันสัมผัสบริเวณที่ริมฝีปากเคยประทับจูบแล้วลูบไล้เบา ๆ ความร้อนแผ่กระจายพร้อมกับความรู้สึกจั๊กจี้ ผมเงยหน้ามองเขาด้วยความตกใจ เอามือของเขาออกแล้วใช้สองมือกุมคอ แต่ฝ่ามือร้อนวูบวาบ และแน่นอนว่าใบหน้าก็คงจะขึ้นสีด้วยเช่นกัน

“อ๊ะ จริง ๆ เลย…”

ผมบ่นพึมพำว่าน่าหงุดหงิดแล้วผลักเขาออกไป พลางก้มคอลง แต่รู้ดีว่าบริเวณต้นคอก็คงไม่ต่างจากใบหน้าที่ร้อนผ่าว และผู้ชายคนนั้นก็คงดูออก ผมรีบดันเขาออกไป ค่อยยังชั่วที่เขายอมขยับตัวง่าย ๆ

“เดี๋ยวกลับมา”

แค่คำว่าเดี๋ยวกลับมาอย่างเดียวก็ไม่รู้ว่าพูดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว

“เลิกเอาแต่พูดอย่างเดียวว่าจะไป แล้วไปสักทีเถอะครับ จะอยู่ตรงนี้จนสายจริง ๆ เหรอ”

พอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาก็ยิ้มเล็กน้อยเหมือนดูออกว่าผมกำลังหงุดหงิดบางอย่าง

“จะไปจริง ๆ แล้ว”

“ครับผม ไปเถอะครับ ขอร้อง”

เขาออกไปจากประตูด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดาย สีหน้าแบบนั้นเหมือนกับเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียนจริง ๆ ทำให้ผมหัวเราะออกมา เป็นผู้ชายตัวโตแต่ทำไมทำตัวน่ารักได้ถึงขนาดนี้กันนะ สงสัยผมคงจะสายตาไม่ดีซะแล้ว

พออาบน้ำกินข้าวเสร็จก็ไม่มีอะไรทำ ไม่ว่าจะคิดยังไงการเป็นคนว่างงานก็เหมือนจะไม่เหมาะกับผมเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้ชีวิตเป็นคนว่างงานอยู่

ห้องนั่งเล่นที่เคยเละเทะตอนเห็นครั้งก่อน ตอนนี้มีเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาตั้งแล้ว ผมนอนเหยียดยาวกระดิกเท้าอยู่บนโซฟา แล้วจู่ ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมา ใส่สลิปเปอร์ที่ผู้ชายคนนั้นให้มา

“04261109”

ผมกดรหัสปลดล็อกประตูอย่างระวังแล้วเสียงติ๊ดก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูเปิดออก 0426 คือวันเกิดของผม ส่วน1109 อาจจะเป็น…วันเกิดของผู้ชายคนนั้น เหมือนเด็กเลย ถึงจะไม่มีคนเห็น แต่ผมก็ใช้หลังมือลูบแก้มโดยไม่จำเป็นเพราะความรู้สึกแปลก ๆ

ผมลากสลิปเปอร์เดินอยู่ในสวน ไม่มีทางที่บ้านกว้างขนาดนี้จะไม่มีคนอยู่ แต่ก็ไม่รู้สึกถึงสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีคนอื่นอยู่เลย เดินไปไหนมาไหนกันแบบไม่ให้มีเสียงเหรอ ตามที่ผู้ชายคนนั้นเคยบอกก็น่าจะมีคนใช้ที่ทำงานอยู่ประมาณหนึ่งนี่นา ผมเดินในสวนที่เงียบสงบอย่างอิสระพลางเหลือบสายตาไปทางบ้านหลัก

ระหว่างกำลังเดินอยู่ในสวนกว้างก็ต้องหยุดเดินกะทันหันเพราะได้ยินเสียงลูกบอลดังตุบ ๆ แล้วก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าโฮ่ง ๆ ตามมาทันที เหมือนว่าจะมีคน ก็เลยเดินไปทางต้นเสียง เห็นเด็กคนหนึ่งที่ดูน่าจะอายุประมาณสิบขวบกำลังใช้ลูกบอลเล่นกับสุนัข ผมมองภาพนั้นอยู่ไกล ๆ แต่สุนัขตัวนั้นรู้ตัวก่อนว่ามีคนมา มันเห่าและวิ่งวนไปมาอยู่รอบตัวผม

“อ๊ะ”

เด็กที่กำลังเล่นลูกบอลอยู่ตอนแรก พอเห็นผมก็เบิกตากว้าง เป็นเด็กที่น่ารักมากเลย คงเป็นเพราะวิ่งเล่นที่หน้าผากเลยมีเหงื่อซึมออกมา ผมพาสุนัขที่วิ่งเห่าวนไปมาอยู่รอบ ๆ เดินไปทางเด็กคนนั้น

“สวัสดี”

“…สวัสดีครับ”

เด็กคนนั้นระวังตัวราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า เขาโค้งตอบคำทักทายของผมอย่างฝืนใจโดยแสดงอาการออกมาทางสีหน้า ผมก็เลยต้องพยายามกลั้นยิ้ม

“ทำอะไรอยู่”

“เล่นบอลครับ”

“กับน้องหมาน่ะเหรอ”

“ไบค์ครับ”

“ไบค์?”

“ชื่อหมาครับ”

ท่าทางสุนัขตัวนี้จะฟังชื่อตัวเองออกก็เลยเห่าดังโฮ่ง ชื่อไบค์เหรอ คงไม่ได้หมายถึงมอเตอร์ไบค์ใช่ไหม แต่ผมก็พยักหน้า ไม่กล้าถามว่าใครตั้งชื่อ

“อยู่ที่นี่เหรอ”

“ใช่ครับ ตรงโน้น”

เด็กคนนั้นชี้นิ้วไปทางบ้านหลักและตอบคำถามผม คงจะเป็นคนในครอบครัวของผู้ชายคนนั้น หรือไม่ก็ครอบครัวของคนที่ทำงานที่นี่ละมั้ง ถึงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน และต่อให้บ้านหลักอยู่ห่างจากบ้านรองยังไง ก็น่าจะต้องเคยเจอกันสักครั้งสิ แต่เด็กคนนี้ดูไม่คุ้นเคยกับผมจนน่าแปลกใจ

“ไม่เคยเจอฉันมาก่อนเหรอ”

“เคยครับ”

“ถ้างั้นรู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร”

“…พี่ชายที่อยู่บ้านอา”

ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ผมพยักหน้าตอบว่า อ้อ

“เธอเป็นหลานของลุงสินะ”

“ลุงเหรอครับ”

“ลุงพอมจูโด”

“ใช่ครับ นั่นอาของผมเอง”

เด็กคนนั้นโยนลูกบอลที่ถืออยู่ลงพื้นดังตุบ บอลเด้งหนึ่งทีแล้วเขาก็ใช้เท้าเตะ สุนัขที่เดินไปเดินมาอยู่รอบ ๆ ก็วิ่งอย่างบ้าคลั่งไปทางที่ลูกบอลกลิ้งไป

“โอ๊ะ ไบค์เล่นบอลเก่งแฮะ”

ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ตัวใหญ่เลยดูท่าทางน่าจะดุ แต่คงได้รับการฝึกมาอย่างดี ถึงไม่แยกเขี้ยวเลยด้วยซ้ำ

“แล้วเธอชื่ออะไร”

“พอมกีอูครับ”

“ฉันชื่อซอมุนยองนะ”

“ซอ มุนยองเหรอครับ”

“ซอมุน ยอง ซอมุนคือนามสกุล ยองคือชื่อ”

“แปลกดีนะครับ”

เด็กคนนั้นตอบด้วยสีหน้าที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด แต่เป็นสีหน้าที่ดูเบื่อหน่ายมาก ลูกบอลที่กลิ้งไปทางนั้นทีทางนี้ที พอไบค์พยายามคาบมาจนได้ เด็กคนนั้นก็เตะออกไปด้วยความหงุดหงิด ดูเหมือนมีแต่สุนัขที่สนุก

“อายุเท่าไหร่เหรอ”

“เก้าขวบครับ”

“เก้าขวบเหรอ แล้วทำไมอยู่ที่นี่ล่ะ ไม่ใช่เวลาไปโรงเรียนหรอกเหรอ”

“วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนครับ เป็นวันครบรอบการก่อตั้งโรงเรียน”

“ถ้างั้นก็น่าจะไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ นะ อยู่บ้านไม่เบื่อเหรอ”

“เบื่อครับ แต่แม่บอกว่าไม่ให้ออกไป เพราะอีกเดี๋ยวคุณครูก็จะมาแล้ว”

ผมพอจะเข้าใจความน้อยใจของเด็กคนนี้ก็เลยยิ้มออกมา เหมือนไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความจริงจังกับการศึกษาของลูกของเหล่าคุณแม่ก็ไม่เคยน้อยลงเลย

“เล่นบอลกันไหมครับ”

“แบบนั้นคงยากไปหน่อย แม้แต่นักฟุตบอลก็ยังไม่ใส่สลิปเปอร์เล่นฟุตบอลกันนี่นา”

ผมพูดแล้วก้มลงมองสลิปเปอร์ที่ใส่อยู่ เด็กคนนั้นก็พยักหน้า

“ผมกลับก่อนนะครับ ต้องฝึกซ้อมก่อนที่คุณครูจะมา”

ตอนแรกนึกว่าเป็นคุณครูที่มาสอนทำแบบฝึกหัด แต่ดูจากที่บอกว่าต้องซ้อมแล้ว คงจะไม่ใช่คุณครูสอนวิชาการที่เกี่ยวกับเรื่องเรียน

“คุณครูที่จะมาสอนอะไรเหรอ”

“ไวโอลินครับ”

“เรียนไวโอลินด้วยเหรอ”

“ครับ ไม่สนุกสุด ๆ”

พอเห็นท่าทางตอนตอบที่ทำปากยื่นออกมาแล้ว คงจะเป็นรสนิยมของพ่อแม่มากกว่าความชอบของเด็ก

“ส่วนฉันเล่นเปียโน”

“เปียโนเป็นของที่พวกเด็กผู้หญิงเล่นกันครับ”

“นั่นน่ะเป็นทัศนคติแบบเหมารวม ผู้ชายที่เล่นเปียโนมีตั้งเยอะ อย่างเบโธเฟน โมสาร์ท ชูเบิร์ท ก็เล่นเปียโนกันหมด อีรูมาก็เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงของเกาหลี”

ถึงผมจะแย้งกลับไปอย่างจริงจัง แต่เด็กคนนั้นก็ดูจะไม่ค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่ เขาหยิบลูกบอลที่สุนัขคาบมาแล้วหนีบไว้ข้างตัว เดินไปทางบ้านหลัก ผมเดินตามเด็กคนนั้นแล้วถามว่าขอไปดูได้ไหม

“ดูอะไรครับ”

“ที่นายซ้อม”

“…ถ้าไม่รบกวนก็ดูได้ครับ”

ฮู่ ตัวเล็กแค่นี้ พูดจาฉะฉานจังเลยแฮะ น่าหมั่นไส้ถึงขนาดที่ถ้าเป็นน้องผมคงจะแจกมะเหงกไปสักทีแล้ว แต่ก็น่ารักมาก ผมเดินตามเด็กคนนั้นไปเรื่อยๆ และบอกว่าจะไม่รบกวน

“มีใครอยู่ที่บ้านไหม พี่เข้าไปได้รึเปล่า”

“มีแค่คุณปู่กับคุณป้าที่ทำงานที่นี่ครับ”

“แล้วคุณแม่ล่ะ”

“ไปห้าง ครับ”

ห้างเหรอ เดาไม่ถูกว่าไปทำงานหรือไปช็อปปิ้ง ผมพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปด้านในบ้านหลักอย่างระวัง

สุนัขที่เคยวิ่งไปวิ่งมาอยู่รอบ ๆ จะตามเข้ามา เด็กคนนั้นก็พูดว่าไม่ได้ด้วยน้ำเสียงดุดัน สุนัขตัวนั้นร้องหงิง ๆ กระดิกหาง แล้วรีบหมอบลงเพราะความกลัว เป็นท่าทางที่น่าจะทำให้ใจอ่อนลงได้ แต่เด็กคนนั้นบอกว่าไม่ได้อีกครั้ง แล้วก็เตะลูกบอลที่หนีบไว้ออกไปข้างนอก พอสุนัขวิ่งไปทางที่ลูกบอลลอยไปเป็นเส้นโค้ง เขาก็รีบปิดประตูบ้านทันที แล้วหัวเราะอย่างเย็นชาออกมาอย่างไม่มีเหตุผล

ใส่ความเห็น