[ทดลองอ่าน] จงหลับใหล สตีเวน คิง

[ทดลองอ่าน] จงหลับใหล


Sleeping Beauty
ผลงานสุดเร้าอารมณ์เเละน่าทึ่ง
จากความร่วมมือกันของสองพ่อลูก
สตีเวน คิง เเละ โอเวน คิง

*หมายเหตุ ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

ผีเสื้อกลางคืนตัวนั้นทำให้อีวีหัวเราะ มันร่อนลงมาเกาะบนปลายแขนเปลือยเปล่าข้างหนึ่ง เธอไล้นิ้วชี้ไปบนลายคลื่นสีน้ำตาลปนเทาที่แต่งแต้มปีกของมัน “หวัดดี ผีเสื้อแสนสวย” เธอบอกผีเสื้อกลางคืนตัวนั้น มันบินหนี สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วเจ้าผีเสื้อกลางคืนก็ถูกกลืนหายไปในลำแสงตะวันที่เต้นวิบวับท่ามกลางใบไม้สีเขียวแวววาวสูงขึ้นไปยี่สิบฟุตจากจุดที่อีวียืนอยู่ท่ามกลางแขนงรากมากมายบนพื้นดิน

ลำตัวยาวเหมือนเส้นเชือกสีทองแดงไหลออกมาจากโพรงสีดำตรงใจกลางของลำต้นและลดเลื้อยไประหว่างแผ่นเปลือกไม้ อีวีไม่ไว้ใจเจ้างู แน่อยู่แล้ว เธอเคยมีเรื่องกับมันมาก่อน

ผีเสื้อกลางคืนของเธอกับตัวอื่นๆ อีกนับหมื่นโผบินจากยอดไม้ไปเป็นกลุ่มก้อนสีน้ำตาลหม่นพร้อมเสียงดังพึ่บพั่บ พวกมันทั้งฝูงบินข้ามท้องฟ้าไปทางดงต้นสนแคระแกร็นซึ่งกำลังฟื้นตัวขึ้นมาใหม่อยู่ที่อีกด้านของทุ่งหญ้า เธอพยายามลุกเพื่อจะตามไป กิ่งก้านไม้แตกหักภายใต้ฝีเท้าและต้นหญ้าสูงเทียมเอวขีดข่วนเนื้อตัวเปลือยเปล่า ขณะที่เธอเดินเข้าสู่ป่าอันซึมเศร้าที่ซึ่งไม้มีค่าถูกตัดโค่นไปเกือบหมด เธอได้กลิ่นสารเคมีชุดแรก—ทั้งแอมโมเนีย เบนซีน ปิโตรเลียม และอื่นๆ อีกมาก สังเกตเห็นรอยบาดเล็กๆ นับหมื่นรอยบนผิวกายส่วนหนึ่ง—แล้วก็ละวางความหวังที่เธอไม่รู้ตัวว่าเก็บซ่อนมันเอาไว้ เส้นใยแผ่กระจายจากรอยเท้าเหล่านั้นของเธอและทอประกายในแสงอรุณ

————————————————————-

ภาคหนึ่ง

สามเหลี่ยมแท่งเก่า

ในเรือนจำหญิงแห่งนั้น

มีนักโทษรวมกันเจ็ดสิบคน

ฉันหวังจะได้อยู่ร่วมกับพวกเธอทุกคน

แล้วแท่งสามเหลี่ยมเก่านั่น

ส่งเสียงสั่นก๊องๆ

เลียบแนวลำคลองของรอยัลคาแนล

 —เบรนดัน เบฮัน

บทที่ 1

รีถามเจเน็ตต์ว่าเคยมองดูแสงรูปสี่เหลี่ยมจากช่องหน้าต่างไหม เจเน็ตต์ตอบว่าไม่ รีอยู่ที่เตียงชั้นบน ส่วนเจเน็ตต์อยู่ที่เตียงชั้นล่าง ทั้งสองกำลังรอคอยการไขประตูห้องขังเพื่อจะไปกินมื้อเช้า เป็นยามเช้าอีกวันหนึ่ง

ดูเหมือนเพื่อนร่วมห้องขังของเจเน็ตต์ใช้เวลาศึกษาสี่เหลี่ยมที่ว่านั่น รีอธิบายให้ฟังว่า แสงรูปสี่เหลี่ยมเริ่มปรากฏบนผนังฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง เลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วสาดกระทบผิวโต๊ะเขียนหนังสือของพวกเธอ และท้ายที่สุดเคลื่อนตัวไปอยู่บนพื้น อย่างที่เจเน็ตต์มองเห็นได้ในตอนนี้ มันอยู่ตรงกลางพื้นพอดี สว่างไสวยิ่งกว่าสิ่งใด

“รี” เจเน็ตต์พูด “ฉันไม่มีใจจะสนแสงรูปสี่เหลี่ยมหรอกนะ”

“ฉันว่า เธอไม่มีใจจะสนแสงรูปสี่เหลี่ยมไม่ได้หรอก!” รีหัวเราะก๊าก อันเป็นการแสดงอารมณ์ขันของเธอ

เจเน็ตต์พูด “ก็ได้ หมายความว่าไงก็ช่างหัวมันเถอะ” แล้วเพื่อนร่วมห้องขังของเธอก็หัวเราะก๊ากอีก

รีก็ดีอยู่หรอก แต่เธอเหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน ความเงียบทำให้เธออยู่ไม่สุข รีติดคุกข้อหาฉ้อโกงบัตรเครดิต ปลอมแปลงเอกสาร และมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เธอไม่เก่งในเรื่องที่ว่ามาสักเท่าไร ซึ่งเป็นเหตุให้เธอต้องเข้ามาอยู่ที่นี่

เจเน็ตต์ติดคุกข้อหาฆ่าคนตาย คืนหนึ่งในฤดูหนาวปี 2005 เธอแทงเดเมียนผู้เป็นสามีเข้าที่ง่ามขาด้วยไขควงหัวแฉก และเนื่องจากว่ากำลังเมายาได้ที่ เขาก็เลยนั่งแหมะอยู่บนเก้าอี้นวมจนเสียเลือดถึงแก่ชีวิต แน่นอนว่าเธอเองก็เมายาด้วยเหมือนกัน

“ฉันคอยจับตาดูนาฬิกา” รีบอก “ลองจับเวลาดู ใช้เวลายี่สิบสองนาทีกว่าที่แสงจะย้ายจากหน้าต่างไปยังพื้นตรงนั้น”

“เธอน่าจะเรียกกินเนสส์บุ๊กมา” เจเน็ตต์พูด

“เมื่อคืนฉันฝันว่ากินเค้กช็อกโกแลตกับมิเชลล์ โอบามา แล้วนางก็โมโหใหญ่เลย ‘กินแบบนี้ก็อ้วนน่ะสิ รี!’ แต่นางก็กินเค้กนั่นด้วย” รีหัวเราะก๊าก “เปล่าหรอก ฉันไม่ได้ฝัน แต่งเรื่องนั้นขึ้นมาเฉยๆ ที่จริงฉันฝันถึงคนที่เคยเป็นครูของฉัน ครูเอาแต่พูดซ้ำๆ ว่านี่ไม่ใช่ห้องเรียนของฉัน แล้วฉันก็ต้องบอกครูซ้ำๆ ว่านี่คือห้องเรียนของฉัน แล้วครูก็บอกว่างั้นก็ได้ แล้วสอนต่อ จากนั้นก็พูดอีกว่านี่ไม่ใช่ห้องเรียนของฉัน แล้วฉันก็จะบอกว่าใช่สิ นี่คือห้องเรียนของฉัน แล้วเราก็พูดวนอยู่แบบนั้น น่าหงุดหงิดชะมัด เธอล่ะฝันว่าอะไร เจเน็ตต์”

“อา…” เจเน็ตต์พยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออก ยาตัวใหม่ดูเหมือนทำให้เธอหลับลึกขึ้น แต่ก่อนนี้เธอฝันร้ายถึงเดเมียนเป็นบางครั้ง เขามักจะอยู่ในสภาพเดียวกับตอนเช้าวันรุ่งขึ้น สภาพตอนที่เขาตายแล้ว เนื้อตัวเป็นลายริ้วสีฟ้า เหมือนกับหมึกที่โดนน้ำ

เจเน็ตต์เคยถามดร. นอร์ครอสส์ เขาคิดว่าความฝันเชื่อมโยงกับความรู้สึกผิดหรือเปล่า คุณหมอหรี่ตามองเธออย่างกับจะบอกว่า-เอา-จริง-จริง-น่ะ-หรือ ซึ่งเคยทำให้เธอหัวเสียบ่อยๆ แต่เธอเคยชินกับมันเสียแล้ว จากนั้นเขาก็ถามว่า เธอเชื่อว่ากระต่ายมีหูยาวห้อยหรือไม่ อื้อ ได้เลย เอาอย่างนั้นก็ได้ อย่างไรเสียเจเน็ตต์ก็ไม่ได้อยากฝันถึงเรื่องพวกนั้นอีก

“โทษที รี ฉันนึกไม่ออกเลย ไม่ว่าฉันจะฝันเรื่องอะไร มันก็หายไปหมดแล้ว”

ที่ไหนสักแห่งบริเวณโถงทางเดินชั้นสองของปีกบี มีเสียงรองเท้าดังกระทบพื้นซีเมนต์ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังสำรวจตรวจตราในนาทีสุดท้ายก่อนเปิดประตู

เจเน็ตต์หลับตาลง เธอสร้างภาพความฝันขึ้นมา ในฝันนั้นเรือนจำเป็นซากปรักหักพัง เถาวัลย์เขียวชะอุ่มเลื้อยไปตามผนังห้องขังเก่าแก่และส่ายไหวไปมาในสายลมอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ เพดานหายไปครึ่งหนึ่ง ค่อยๆ สึกกร่อนไปตามเวลาจนเหลือแต่เพียงเพิงที่ยื่นออกมา กิ้งก่าตัวจ้อยคู่หนึ่งวิ่งไปเหนือกองซากผุพังสนิมเขรอะ ผีเสื้อบินว่อนอยู่ในอากาศ กลิ่นอบอวลของดินกับใบไม้ฟุ้งตลบอยู่ในซากห้องขังนี้ บ็อบบีดูประทับใจขณะยืนอยู่ข้างเธอตรงรูโหว่บนผนังและมองเข้าไป แม่ของเขาเป็นนักโบราณคดี เธอเป็นคนค้นพบที่แห่งนี้

“เธอคิดว่าเธอจะออกรายการเกมโชว์ได้ไหมถ้าเธอมีประวัติอาชญากรรม”

ภาพฝันพังทลาย เจเน็ตต์ครางออกมา อืม รู้สึกดีจังระหว่างที่มันคงอยู่ ชีวิตดีขึ้นเป็นไหนๆ เวลาที่ได้กินยา มีสถานที่สงบและสบายใจที่เธอสามารถค้นเจอ ก็ต้องยกความดีให้หมอ เพราะชีวิตดีอย่าบอกใครเมื่อเราใช้ยา[1] เจเน็ตต์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

รีกำลังจ้องเจเน็ตต์ตาถลน คุกก็ไม่ได้ดีอะไรนักหรอก แต่ผู้หญิงอย่างรี บางทีอยู่ข้างในนี้อาจจะปลอดภัยกว่า ในโลกภายนอกนั่น มีแววว่าเธอจะเดินไปโดนรถเฉี่ยวชน หรือไม่ก็ขายยาให้สายของตำรวจที่ดูยังไงก็คือสายของตำรวจ เหมือนกับที่เธอเคยทำมาแล้วนั่นแหละ

“เป็นอะไรไป” รีถาม

“เปล่า ฉันเพิ่งไปสวรรค์มา ก็แค่นั้น แล้วเสียงคุยจ้อของเธอก็ทำสวรรค์แตกกระจุย”

“อะไรนะ”

“ช่างเถอะ นี่ ฉันว่าน่าจะมีเกมโชว์ที่เราจะเล่นได้ก็ต่อเมื่อเรามีประวัติอาชญากรรมเท่านั้น เราน่าจะตั้งชื่อรายการว่าโกหกล่ารางวัล

“ถูกใจชะมัด! มันเล่นยังไงล่ะ”

เจเน็ตต์ลุกขึ้นนั่ง หาว แล้วยักไหล่ “ฉันจะต้องคิดก่อน แบบว่า ตั้งกฎกติกาน่ะ”

บ้านของพวกเธอก็เป็นอย่างที่มันเคยเป็นมาและจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไป ชั่วกัลปาวสาน เอเมน ห้องขังความยาวสิบก้าว ระยะทางสี่ก้าวจากเตียงสองชั้นไปยังประตู ผนังฉาบปูนเนียนเรียบสีน้ำตาลอ่อน รูปถ่ายกับโปสการ์ดที่ม้วนงอของพวกเธอ (ซึ่งไม่มีใครใส่ใจจะมอง) ถูกแปะติดด้วยกาวยางสีเขียวบนที่ว่างเพียงหย่อมเดียวที่พอจะแปะอะไรได้ มีโต๊ะเขียนหนังสือโลหะตัวเล็กวางชิดติดผนังด้านหนึ่งกับชั้นโลหะสั้นๆ ติดผนังฝั่งตรงข้าม ฝั่งซ้ายของประตูมีส้วมทำด้วยเหล็กกล้าที่พวกเธอต้องนั่งยองๆ ใช้วิธีหันหน้าไปคนละทางเพื่อให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวซึ่งแทบจะหาไม่ได้เลย ประตูห้องขังมีหน้าต่างกระจกสองชั้นอยู่ในระดับสายตา มองออกไปเห็นทางเดินสั้นๆ ที่เชื่อมกับปีกบี ทุกตารางนิ้วและทุกสรรพสิ่งภายในห้องขังคละเคล้าไปด้วยกลิ่นคละคลุ้งของคุก ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ เชื้อรา น้ำยาฆ่าเชื้อไลซอล

แม้จะไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายเจเน็ตต์ก็สังเกตแสงแดดรูปสี่เหลี่ยมระหว่างเตียง มันเดินทางไปเกือบถึงประตูแล้ว– แต่คงไปไกลกว่านั้นไม่ได้อีก จริงไหมล่ะ นอกจากว่าผู้คุมเสียบกุญแจไขล็อกหรือเปิดห้องขังจากบูธ มันถูกกักขังเอาไว้ในนี้เหมือนกับพวกเธอนี่แหละ

“แล้วใครจะเป็นพิธีกร” รีถาม “เกมโชว์ทุกรายการต้องมีพิธีกร แล้วรางวัลคืออะไร ต้องเป็นรางวัลดีๆ นะ รายละเอียด! เราต้องคิดรายละเอียดทั้งหมดนะ เจเน็ตต์”

รีรองมือหนุนศีรษะและเริ่มใช้นิ้วหมุนพันเกลียวผมหยิกหยอยที่ฟอกสีอ่อนขณะมองเจเน็ตต์ ใกล้ๆ ขอบหน้าผากของรีมีแผลเป็นนูนหย่อมหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนกับรอยไหม้จากการย่างเนื้อ เป็นเส้นลึกเข้มเรียงขนานกันสามเส้น แม้ว่าเจเน็ตต์จะไม่รู้ที่มาของแผลนั้น แต่เธอเดาออกว่าใครเป็นคนทำ ผู้ชายสักคนหนึ่ง อาจจะเป็นพ่อของเธอ อาจจะเป็นพี่น้องผู้ชาย อาจจะเป็นแฟน อาจจะเป็นผู้ชายที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนและจะไม่มีวันพบเจออีก ในหมู่ผู้ต้องขังของทัณฑสถานดูลลิง ถ้าจะให้พูดแบบสุภาพนุ่มนวลก็คือ แทบไม่มีเรื่องดีงามใดๆ เลย แต่มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพวกผู้ชายเลวๆ

เราจะทำอะไรได้ล่ะ เราจะสงสารตัวเองก็ได้ เราจะเกลียดตัวเองหรือเกลียดทุกคนก็ได้ เราจะสูดกลิ่นผลิตภัณ์ทำความสะอาดจนเมาเคลิ้มไปเลยก็ได้ เราจะทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ (ภายในทางเลือกซึ่งแน่นอนว่ามีอยู่จำกัด) แต่สถานการณ์จะไม่เปลี่ยน โอกาสที่เราจะได้หมุนวงล้อรับโชคอันใหญ่วิบวับในรายการเกมโชว์คงไม่มาเร็วไปกว่าการพิจารณาพักการลงโทษครั้งต่อไป เจเน็ตต์อยากจะออกแรงหมุนจนสุดแขน ก็เธอมีลูกชายให้ต้องนึกถึง

มีเสียงแก๊งดังก้องเมื่อเจ้าหน้าที่ในบูธปลดล็อกหกสิบสองตัว เวลา 06.30 น. ทุกคนออกจากห้องขังของตัวเองเพื่อนับยอด

“ไม่รู้สิ รี เธอก็ลองคิดดู” เจเน็ตต์พูด “แล้วฉันก็จะคิดด้วย จากนั้นเราค่อยมาแลกเปลี่ยนความคิดกัน” เธอเหวี่ยงขาลงจากเตียงแล้วลุกขึ้นยืน

2

ห่างจากเรือนจำไม่กี่ไมล์ บริเวณลานบ้านนอร์ครอสส์ แอนตัน หนุ่มล้างสระกำลังช้อนแมลงตาย สระนี้เป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานปีที่สิบซึ่งดร. คลินตัน นอร์ครอสส์ มอบให้ไลลาผู้เป็นภรรยา ภาพของแอนตันมักทำให้คลินต์ตั้งคำถามว่าเป็นการฉลาดแล้วหรือที่ให้ของขวัญชิ้นนี้ เช้านี้ก็เป็นหนึ่งในหลายครั้งนั้น

แอนตันไม่สวมเสื้อ เพื่อเหตุผลที่ดีอยู่สองข้อ ข้อแรก วันนี้อากาศจะร้อน ข้อสอง หน้าท้องของเขาคือแผ่นหิน เขามีกล้ามเป็นมัด ๆ แอนตันหนุ่มล้างสระคนนี้ เขาดูเหมือนหนุ่มหล่อล่ำบนหน้าปกนิยายประโลมโลก ถ้าใครจะยิงกระสุนใส่หน้าท้องของแอนตัน อาจจะต้องยิงจากมุมทะแยง เพราะกระสุนอาจสะท้อนกลับได้ หมอนี่กินอะไร กินแต่โปรตีนเป็นตัน ๆ อย่างนั้นหรือ เขาออกกำลังกายยังไง ทำความสะอาดคอกวัวของออเจียส[2]หรือไร

แอนตันชำเลืองมองขึ้นมาและยิ้มให้ภายใต้กรอบแว่นกันแดดเวย์ฟาร์เรอร์ที่ส่องประกาย เขาใช้มือข้างที่ว่างโบกทักทายคลินต์ ซึ่งกำลังมองดูจากหน้าต่างชั้นสองของห้องนอนใหญ่

“พระเยซูเจ้าช่วยด้วย” คลินต์พูดเบาๆ กับตัวเอง เขาโบกมือตอบ “เห็นใจกันหน่อยเถอะ”

คลินต์ขยับตัวจากหน้าต่าง ในกระจกบนประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ปรากฏโฉมหน้าของชายผิวขาววัยสี่สิบแปด ศศ.บ.จากคอร์เนล, พ.บ.จากเอ็นวายยู ห่วงยางน้อย ๆ จากมอคค่าไซส์แกรนเดของร้านสตาร์บัคส์ เคราสีขาวเหลือบเทาไม่ได้ทำให้เขาดูห้าวหาญเหมือนคนตัดไม้ แต่เหมือนกัปตันเรือง่อยเปลี้ยเสียขามากกว่า

คลินต์มองว่าการที่เขาประหลาดใจกับวัยและสังขารที่เริ่มร่วงโรยของตัวเองช่างเป็นเรื่องตลกร้าย เขาไม่เคยมีความอดทนกับความหลงตัวเองของมนุษย์เพศชายสักเท่าไร โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในวัยกลางคน และเป็นไปได้อีกด้วยว่า ประสบการณ์การทำงานที่ได้สั่งสมมาก็ยิ่งทำให้เขาฟิวส์ขาดกับเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้น อันที่จริงสิ่งที่คลินต์คิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเป็นหมอของเขาเกิดขึ้นเมื่อสิบแปดปีก่อน ปี 1999 เมื่อว่าที่คนไข้ชื่อพอล มอนต์พีเลียร์ มาหาคุณหมอหนุ่มด้วย “วิกฤตความทะเยอทะยานทางเพศ”

เขาถามมอนต์พีเลียร์ว่า “ที่คุณเรียกว่า ‘ความทะเยอทะยานทางเพศ’ คุณหมายความว่ายังไง” คนที่มีความทะเยอทะยานจะพยายามไต่เต้าเพื่อให้ได้เลื่อนขั้น คนเราจะกลายเป็นรองประธานในเรื่องเซ็กส์ไม่ได้อยู่แล้ว มันเป็นการใช้คำสวยหรูที่ฟังดูแปลกพิลึก

“ผมหมายถึง…” มอนต์พีเลียร์แสดงสีหน้าเหมือนกำลังใคร่ครวญหาคำอธิบายที่มีอยู่มากมาย เขากระแอมแล้วตัดสินใจพูด “ก็ผมยังอยากทำมันอยู่ ผมยังอยากทะยานไปหามัน”

คลินต์พูดว่า “แบบนั้นไม่น่าจะเป็นการทะเยอทะยานที่ผิดปกตินะ มันดูเป็นเรื่องธรรมดา”

เขาเพิ่งจบหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชและยังไม่ย่อหย่อนในหน้าที่ นี่แค่วันที่สองของคลินต์ในห้องทำงานและมอนต์พีเลียร์เป็นคนไข้รายที่สองของเขาเท่านั้น

(คนไข้รายแรกของเขาเป็นวัยรุ่นที่วิตกกังวลกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ไม่ช้าเขาก็ได้รู้ว่า สาวน้อยผู้นี้ทำข้อสอบเข้าได้ 1750 คะแนน คลินต์บอกว่า เยี่ยมไปเลย และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษาหรือนัดพบกันครั้งที่สอง หายแล้ว! เขาเขียนอย่างเร็วรี่บนสมุดฉีกกระดาษสีเหลืองแบบมีเส้นบรรทัดที่เขาใช้จดบันทึก)

วันนั้น พอล มอนต์พีเลียร์ นั่งบนเก้าอี้นวมบุหนังเทียมตรงข้ามกับคลินต์ สวมเสื้อกั๊กไหมพรมสีขาวกับกางเกงขายาวจับจีบ เขานั่งคู้ตัวมาข้างหน้า พาดข้อเท้าข้างหนึ่งบนเข่าอีกข้าง และวางมือหนึ่งบนรองเท้าหนังหุ้มส้นขณะพูด ก่อนหน้านี้ คลินต์เห็นเขาจอดรถสปอร์ตสีแดงเหมือนลูกกวาดในที่จอดรถข้างนอกอาคารสำนักงานหลังคาต่ำ การทำงานอยู่ลำดับบนสุดของห่วงโซ่อาหารในอุตสาหกรรมถ่านหินทำให้เขาสามารถซื้อรถแบบนั้นได้ แต่ใบหน้าที่ดูอมทุกข์และเศร้าหมองของเขาทำให้คลินต์นึกถึงกลุ่มโจรบีเกิลบอยส์[3] ซึ่งชอบก่อกวนมหาเศรษฐีสครูจ แมคดั๊ก[4] ในการ์ตูนช่องเรื่องเก่า

“ภรรยาของผมบอกว่า—เอ่อ ก็ไม่ได้พูดอะไรมากหรอกนะ แต่ก็ คือแบบว่า ความหมายก็ชัดเจนน่ะ ความ เอ่อ ความหมายโดยนัยน่ะ เธออยากให้ผมเลิกเสีย ทิ้งความทะเยอทะยานเรื่องเซ็กส์เสีย” เขาเชิดคางขึ้น

คลินต์มองตามสายตาของเขา มีพัดลมหมุนควงอยู่บนเพดาน ถ้ามอนต์พีเลียร์ส่งความทะเยอทะยานทางเพศของเขาขึ้นไปบนนั้น มันจะต้องถูกตัดสะบั้น

“เรามาย้อนอดีตกันสักหน่อยนะ พอล เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างคุณกับภรรยาตั้งแต่ต้นยังไง มันเริ่มต้นที่ไหน”

“ผมมีชู้ มันเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่เรื่องราวไม่คาดคิด แล้วโรดา— ภรรยาของผม —ก็ไล่ผมออกจากบ้าน! ผมอธิบายไปแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ มันเกี่ยวกับ— ผมมีความต้องการน่ะ เข้าใจใช่ไหม ผู้ชายมีความต้องการที่ผู้หญิงไม่ได้เข้าใจเสมอไป” มอนต์พีเลียร์หมุนศีรษะบนลำคอ เขาทำเสียงลอดไรฟันอย่างขัดใจ “ผมไม่อยากหย่า! ใจหนึ่งผมรู้สึกเหมือนกับว่าเธอนั่นแหละที่จะต้องทำใจรับเรื่องนี้ให้ได้ รับผมให้ได้”

ความเศร้าและความสิ้นหวังของผู้ชายคนนี้เป็นความรู้สึกที่จริงแท้ และคลินต์พอจะเข้าใจความเจ็บปวดที่เกิดจากการต้องระเห็จออกจากบ้านอย่างกะทันหัน—ใช้ชีวิตอยู่กับกระเป๋าเดินทาง กินไข่เจียวจืดชืดลำพังคนเดียวในร้านอาหาร มันไม่ใช่ภาวะซึมเศร้า แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งควรได้รับความเคารพและความใส่ใจ แม้ว่าเขานั่นแหละที่น่าจะเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเอง

มอนต์พีเลียร์โน้มตัวมาเหนือพุงที่เริ่มโย้ของเขา “ขอพูดตรงๆ ก็แล้วกันนะ ผมจะห้าสิบอยู่แล้ว คุณหมอนอร์ครอสส์ ช่วงเวลาฟิตปั๋งของผมผ่านไปแล้ว ผมยอมทิ้งมันเพื่อเธอ สละมันให้เธอ ผมเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ผมขับรถไปดูทุกเกม ทุกการแข่งขัน และหาเงินเป็นทุนการศึกษามหาวิทยาลัยให้ลูก ผมติ๊กแบบสอบถามเรื่องการแต่งงานทุกช่อง แล้วทำไมเรายังตกลงกันดีๆ ไม่ได้อีกล่ะ ทำไมมันจะต้องกลายเป็นเรื่องเลวร้ายและสร้างความแตกแยกด้วย”

คลินต์ไม่ตอบ เพียงแต่รอ

“สัปดาห์ที่แล้ว ผมอยู่ที่บ้านมิแรนดา เธอเป็นผู้หญิงที่ผมนอนด้วย เราทำกันในห้องครัว เราทำกันในห้องนอนของเธอ เราเกือบจะซ้ำยกที่สามระหว่างอาบน้ำอยู่แล้ว ผมสุขสุดๆ ไปเลย! เอ็นดอร์ฟินนั่นไง! แล้วจากนั้นผมก็กลับบ้าน แล้วเราก็กินมื้อค่ำแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้าน และเล่นเกมสแคร็บเบิลกัน ทุกคนรู้สึกดีกันถ้วนหน้า! ปัญหาอยู่ตรงไหนล่ะ มันเป็นปัญหาที่คนเราเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา นั่นละที่ผมคิด ทำไมผมถึงมีอิสระในเรื่องนี้บ้างไม่ได้ มันมากเกินจะขอหรือไง มันเลวร้ายนักเหรอ”

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่สองสามวินาที มอนต์พีเลียร์มองคลินต์ คำพูดดีๆ ว่ายวนและโฉบไปมาภายในหัวคลินต์เหมือนลูกอ๊อด สามารถรวบจับได้โดยง่าย แต่เขายังคงรั้งรอ

ข้างหลังคนไข้ของเขา สิ่งที่พิงติดผนังคือภาพพิมพ์ของฮ็อกนีย์[5]ในกรอบ ซึ่งไลลามอบให้คลินต์เพื่อ “เพิ่มชีวิตชีวาให้แก่ห้องนี้” เขาตั้งใจจะแขวนมันภายหลังในวันนั้น ข้างภาพคือกล่องใส่ตำราแพทย์ซึ่งยังไม่ได้แกะออกมาอีกครึ่งหนึ่ง

ต้องมีใครสักคนช่วยชายคนนี้ คุณหมอหนุ่มจับความคิดของตัวเองได้ และพวกเขาก็ควรจะทำเช่นนั้นในห้องสวยๆ ที่เงียบสงบเหมือนกับห้องนี้ แต่ใครคนนั้นควรจะเป็นนายแพทย์คลินตัน อาร์. นอร์ครอส หรือเปล่า

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็พากเพียรอย่างหนักกว่าจะได้เป็นหมอ และโดยไม่มีทุนมหาวิทยาลัยมาจุนเจือช่วยเหลือคลินต์ เขาเติบโตมาภายใต้ความยากลำบากและต้องหาเลี้ยงตัวเอง บางครั้งต้องใช้มากกว่าเงิน กว่าจะผ่านพ้นมาได้เขาต้องทำอะไรหลายสิ่งที่เขาไม่เคยบอกภรรยา และไม่มีวันจะบอกด้วย เขาทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็เพื่อสิ่งนี้น่ะหรือ เพื่อรักษาพอล มอนต์พีเลียร์ ผู้มีความทะเยอทะยานทางเพศอย่างนั้นหรือ

ร่องรอยบางๆ ของความเสียใจเป็นเส้นย่นยู่อยู่บนใบหน้ากว้างของมอนต์พีเลียร์ “โอ พ่อหนุ่ม ตายละ ผมทำไม่ถูกใช่ไหม”

“คุณทำได้ดีครับ” คลินต์พูด และช่วงเวลาสามสิบนาทีต่อมา เขาตั้งใจพับเก็บความสงสัยต่างๆ ของตน พวกเขากางแผ่สิ่งนั้นออก มองดูมันจากทุกด้าน ถกกันถึงความแตกต่างระหว่างความปรารถนาและความจำเป็น พวกเขาพูดถึงคุณนายมอนต์พีเลียร์และรสนิยมบนเตียงอันน่าเบื่อของเธอ (ตามความเห็นของมอนต์พีเลียร์) พวกเขาถึงกับลองเบี่ยงเส้นทางด้วยการพูดคุยเปิดอกจนน่าตกใจเพื่อย้อนไปดูประสบการณ์ทางเพศในวัยแรกรุ่นของพอล มอนต์พีเลียร์ ตอนที่เขาช่วยตัวเองกับปากตุ๊กตาจระเข้ยัดนุ่นของน้องชาย

ด้วยข้อบังคับในอาชีพ คลินต์ถามมอนต์พีเลียร์ว่าเขาเคยคิดทำร้ายตัวเองหรือไม่ (ไม่) เขานึกสงสัยไหมว่ามอนต์พีเลียร์จะรู้สึกอย่างไรหากว่ามีการสลับบทบาทกัน (เขายืนกรานว่าเขาจะบอกเธอให้ทำสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทำ) มอนต์พีเลียร์มองเห็นตัวเองอยู่ที่ไหนในอีกห้าปี (ตอนนั้นเองที่ชายในเสื้อกั๊กไหมพรมสีขาวเริ่มร้องไห้)

เมื่อหมดเวลา มอนต์พีเลียร์บอกว่า เขาตั้งตารอการพบกันครั้งต่อไปแล้ว และทันทีที่เขาจากไป คลินต์โทรศัพท์หาโอเปอเรเตอร์ บอกให้โอนสายทั้งหมดของเขาไปยังจิตแพทย์ในเมย์ล็อก ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกัน โอเปอเรเตอร์ถามเขาว่าเป็นเวลานานเท่าไร

“จนกว่าจะมีรายงานว่าเกิดหิมะตกปรอยๆ ในนรกนั่นแหละ” คลินต์พูด จากหน้าต่างห้อง เขามองมอนต์พีเลียร์ถอยรถสปอร์ตสีแดงเหมือนลูกกวาดและขับออกจากลานจอด ไม่มีวันจะได้พบได้เจอกันอีก

ต่อจากนั้น เขาโทร. หาไลลา

“ฮัลโหล คุณหมอนอร์ครอสส์” น้ำเสียงของเธอให้ความรู้สึกแบบที่คนเราหมายถึง—หรือน่าจะหมายถึง—เวลาที่เราพูดว่า หัวใจร้องเพลง เธอถามเขาว่าวันที่สองของการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

“ผู้ชายที่ไร้มโนสำนึกที่สุดในอเมริกาแวะมาน่ะ” เขาบอก

“อ้อเหรอ คุณพ่อของฉันไปที่นั่นเหรอคะ ฉันมั่นใจว่าภาพของฮ็อกนีย์ทำเขามึนไปเลย”

เธอเป็นคนฉลาด ภรรยาของเขา ฉลาดพอๆ กับที่เป็นคนอบอุ่น และเป็นคนแกร่งพอๆ กับที่เป็นคนฉลาด ไลลารักเขา แต่เธอไม่เคยหยุดทำให้เขาเขว คลินต์คิดว่าเขาอาจจะต้องการสิ่งนั้นก็ได้ เป็นไปได้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่ต้องการ

“ฮ่า-ฮ่า” คลินต์พูด “แต่คืองี้นะ ตำแหน่งงานว่างที่คุณพูดถึงที่เรือนจำน่ะ คุณไปได้ยินมาจากใครนะ”

มีความเงียบหนึ่งหรือสองวินาทีระหว่างที่ภรรยาของเขาคิดใคร่ครวญถึงความหมายแฝงในคำถามนั้น เธอตอบด้วยการย้อนถาม “คลินต์ คุณมีเรื่องอะไรที่ต้องบอกฉันหรือเปล่า”

คลินต์ไม่คิดด้วยซ้ำว่า เธออาจจะผิดหวังที่เขาตัดสินใจทิ้งคลินิกของตัวเองเพื่อไปรับงานราชการ เขามั่นใจว่าเธอจะไม่ผิดหวัง

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับไลลา

3

ในการใช้เครื่องกำจัดขนไฟฟ้ากับตอหนวดสีเทาข้างใต้จมูก คลินต์ต้องบิดและแหงนใบหน้าขึ้นมาจนเขาดูละม้ายคล้ายกาซีโมโด[6] เส้นขนสีขาวดุจหิมะโผล่ออกมาจากรูจมูกข้างซ้าย แอนตันสามารถยกบาร์เบลล์ได้เท่าที่เขาต้องการ แต่ขนจมูกขาวๆ รอคอยผู้ชายทุกคนอยู่ เช่นเดียวกับขนที่ปรากฏในรูหู คลินต์จัดการไถเส้นนี้ออก

เขาไม่เคยมีหุ่นล่ำเหมือนอย่างแอนตัน แม้กระทั่งปีสุดท้ายในไฮสกูลตอนที่ศาลอนุญาตให้เขาได้รับอิสระในการดำเนินชีวิต แล้วเขาก็ใช้ชีวิตตามลำพังและวิ่งออกกำลังกาย คลินต์เคยมีหุ่นเก้งก้างกว่านี้ ผอมแห้งกว่านี้ หน้าท้องไร้กล้ามแต่แบนราบ เหมือนกับแจเร็ดลูกชายของเขา เท่าที่เขาจำได้ พอล มอนต์พีเลียร์ ร่างท้วมกว่าภาพที่คลินต์มองตัวเองเมื่อเช้านี้ แต่เขาก็ดูเหมือนมอนต์พีเลียร์มากกว่าแอนตัน ตอนนี้หมอนั่นอยู่ไหนนะ พอล มอนต์พีเลียร์น่ะ ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขหรือยัง ก็ไม่แน่นะ เวลาช่วยเยียวยาทุกบาดแผล แน่นอนว่า มีพวกเจ้าคารมบางคนเคยพูดไว้ด้วยว่า บาดแผลแย่ลงทุกเวลาด้วยเหมือนกัน

คลินต์ไม่ได้มีอะไรมากเกินกว่าคนทั่วไป นั่นคือ มีสุขภาพดี สติดีทุกอย่าง และจินตนาการบรรเจิด—โหยหาที่จะได้นอนกับผู้หญิงที่ไม่ใช่เมียตัวเอง แต่ตรงข้ามกับพอล มอนต์พีเลียร์ สถานการณ์ของเขาไม่ใช่วิกฤตปัญหาใดๆ มันก็เป็นชีวิตปกติทั่วไปตามที่เขาเข้าใจ มีการเหลียวหลังกลับไปมองสาวสวยบนถนน แอบมองโดยสัญชาตญาณเวลาเห็นผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นลงจากรถ เกิดอารมณ์กระสันแทบไม่รู้ตัวเมื่อเห็นหนึ่งในนางแบบที่ประดับรายการเกมโชว์เดอะไพรซ์อีสไรต์ มันเป็นสิ่งน่าเศร้า เขาคิด น่าเศร้าและอาจจะตลกนิดๆ การที่อายุกระชากเราไปไกลขึ้นเรื่อยๆ จากร่างกายที่เราชอบที่สุด และทิ้งสัญชาตญาณเดิมๆ ไว้ให้ (ไม่ใช่ความทะเยอทะยาน ขอบคุณพระเจ้า) เหมือนกับกลิ่นของการทำอาหารที่ยังกรุ่นกระจายอยู่หลังจากกินอาหารไปหมดแล้ว แล้วเขากำลังตัดสินผู้ชายทุกคนจากตัวเขาเองหรือเปล่า ไม่หรอก เขาก็สังกัดเผ่าพันธุ์นี้ด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ผู้หญิงต่างหากที่เป็นปริศนาของจริง

คลินต์ยิ้มให้ตัวเองในกระจก เขาโกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลาแล้ว เขายังมีชีวิต เขากำลังจะย่างเข้าสู่วัยเดียวกับพอล มอนต์พีเลียร์ เมื่อปี 1999

เขาพูดกับกระจกว่า “เฮ้ย แอนตัน ไสหัวไปให้พ้นเลย” เป็นการวางก้ามที่ดูจอมปลอม แต่อย่างน้อยเขาก็ได้พยายามแล้ว

จากห้องนอนถัดจากประตูห้องอาบน้ำ เขาได้ยินเสียงบิดล็อกดังกริ๊ก ลิ้นชักเปิดออก เสียงดังตุ้บเมื่อไลลาวางเข็มขัดซองปืนลงในลิ้นชัก ปิด แล้วบิดล็อกอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงเธอถอนหายใจและหาว

เผื่อว่าเธอหลับไปแล้ว เขาแต่งตัวโดยไม่พูดอะไร และแทนที่จะนั่งบนเตียงเพื่อสวมรองเท้า คลินต์หยิบรองเท้าขึ้นมาเพื่อจะหิ้วลงบันได

ไลลากระแอม “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังไม่หลับ”

คลินต์ไม่มั่นใจเลยจริงๆ เพราะไลลาเพียงแค่ปลดกระดุมเม็ดบนของกางเกงชุดเครื่องแบบก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง เธอไม่ได้ตะกายตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มด้วยซ้ำ

“คุณต้องเพลียแน่ๆ ผมจะออกไปแล้ว ทุกคนบนภูเขาไม่เป็นไรใช่ไหม”

เมื่อคืนนี้ เธอส่งข้อความมาว่า มีอุบัติเหตุบนถนนเมาน์เทนเรสต์โร้ด—ไม่ต้องอยู่รอ แม้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องปกติ เขากับแจเร็ดกินสเต๊กและซดเบียร์แองเคอร์สตีมสองขวดที่ลานบ้าน

“ตู้รถพ่วงหลุดกระเด็น จากร้านเพ็ตอะไรสักอย่าง ร้านค้าแฟรนไชส์ใช่ไหมนะ มันพลิกตะแคง ขวางถนนทั้งเส้น กระบะทรายแมวและอาหารหมากระจายเกลื่อน เราลงเอยด้วยการใช้รถแทรกเตอร์ไถมันออกจากทาง”

“คงจะเละเทะน่าดู” เขาก้มลงจูบแก้มเธอ “นี่ คุณอยากออกไปจ็อกกิ้งด้วยกันไหม” ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นและเขารู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที เราหยุดร่างกายไม่ให้ทรุดโทรมหรือหนาขึ้นไม่ได้ แต่เราสามารถต่อต้านมันได้

ไลลาลืมตาข้างขวา สีเขียวอ่อนในความมืดสลัวของห้องที่ผ้าม่านปิดอยู่ “เช้านี้ไม่ไหวค่ะ”

“แหงละ” คลินต์พูด เขาก้มตัวอยู่เหนือร่างเธอ กำลังคิดว่าเธอจะจูบเขาตอบ แต่เธอเพียงแค่อวยพรเขา และอย่าลืมบอกแจเร็ดให้เอาขยะไปทิ้งด้วย ดวงตาข้างนั้นปิดลงตามเดิม ประกายสีเขียวสว่างวูบ…แล้วก็ดับไป


[1] คำขวัญของ DuPont บริษัทผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ของโลก

[2] ในตำนานกรีกโบราณ การทำความสะอาดคอกวัวใหญ่สุดสกปรกของพระราชาออเจียสคือหนึ่งในสิบสองมหาภารกิจของเฮอร์คิวลิส

[3] Beagle Boys ตัวการ์ตูนกลุ่มหนึ่งของดิสนีย์ สร้างขึ้นในปี 1951 รวมอยู่ในจักรวาลโดนัลด์ดัก ลักษณะเป็นหมายืนสองขาเหมือนคนจำนวนห้าตัว

[4] Scrooge McDuck ตัวการ์ตูนของดิสนีย์ สร้างขึ้นในปี 1947 รวมอยู่ในจักรวาลโดนัลด์ดัก ลักษณะเป็นเป็ดเพอร์กินยืนสองขาเหมือนมนุษย์

[5] David Hockney (ปี1937-ปัจจุบัน) จิตรกรชาวอังกฤษ หนึ่งในศิลปินอังกฤษที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งทศวรรษที่ 20

[6] ตัวละครในนวนิยายเรื่อง The Hunchback of Notre Dam ชายพิการหลังค่อมผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์ มีหน้าที่ตีระฆังประจำวิหารนอทร์-ดาม

ใส่ความเห็น