[ทดลองอ่าน] จอมโจรขโมยหนังสือ (The Book Thief)

จอมโจรขโมยหนังสือ

The Book Thief

 

มาร์กัส  ซูซัก เขียน

พรรณี  ชูจิรวงศ์ แปล

 

ติดตามการวางจำหน่ายได้ทางเพจ “เเพรวนิยายเเปล”

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

 

 

คำนำสำนักพิมพ์

 

ช่วงเวลาแห่งสงครามนับเป็นช่วงเวลาเลวร้าย เพราะมันมักมีแต่ความเจ็บปวด ความสูญเสีย การพลัดพราก ไปจนกระทั่งความตาย ใครจะไปคาดคิดว่าจะมีสิ่งที่ดีงามต่อหัวใจเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งฝุ่นควันเช่นนั้นได้ด้วย

จอมโจรขโมยหนังสือ เป็นสุดยอดวรรณกรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบรรยายช่วงเวลาที่โลกต้องประสบกับสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงเวลาที่มีความตายมากมายถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวโดยยมทูต ฉายให้เห็นภาพชีวิตรอบตัวเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อ “ลีเซล เมมิงเกอร์”

เราจะได้มองเห็นภาพอันงดงามของมิตรภาพบนถนนคลุกฝุ่น ความอบอุ่นในบ้านหลังเล็กๆ ที่หนาวแทบตาย ความเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ทว่าเล็กจ้อย และได้เห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่ถ้อยคำและตัวหนังสือ…มีพลังยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ

หากคุณพร้อมแล้ว เราอยากชวนคุณเปิดหัวใจออกให้กว้าง แล้วโอบรับถ้อยคำเหล่านี้เข้าไปทีละนิดๆ

จอมโจรหนังสือกำลังรอคุณอยู่ค่ะ

 

                                                                                                                                       แพรวสำนักพิมพ์

 

เปิดฉาก

ซากปรักหักพังกองพะเนิน

นักเล่าเรื่องของเราขอแนะนำให้รู้จัก:

ตัวเขา – สี – และจอมโจรหนังสือ

 

ยมทูตกับช็อกโกแลต

ตอนแรกคือสี

จากนั้นคือมนุษย์

นั่นคือวิธีที่ข้ามองสิ่งต่างๆ

หรืออย่างน้อย ข้าก็พยายาม

 

นี่คือข้อเท็จจริงเล็กๆ

พวกเจ้ากำลังจะตาย

ด้วยความสัตย์จริง ข้าพยายามพูดคุยหัวข้อนี้อย่างสนุก แม้คนส่วนใหญ่จะอึกอักไม่อยากเชื่อ ไม่ว่าข้าจะทักท้วงแค่ไหน แต่โปรดเชื่อข้าเถอะ แน่นอนข้าสามารถสนุกได้ เป็นมิตรได้ ตกลงกันได้ อ่อนโยนก็ได้ เห็นไหม มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น แต่อย่าขอให้ข้าทำตัวดีนะ เพราะการทำตัวดีไม่เกี่ยวกับข้า

 

 ปฏิกิริยาต่อข้อเท็จจริงข้างต้น

นี่ทำให้เจ้ากังวลงั้นหรือ

ขอล่ะ – อย่ากลัวไปเลย

ข้าหาใช่สิ่งใดไม่ นอกจากยมทูตผู้ยุติธรรม

 

แน่ล่ะ การเกริ่นนำ

การเริ่มต้น

มารยาทของข้าหายไปไหน

ข้าจะแนะนำตัวให้เหมาะสมกว่านี้ก็ได้ แต่ไม่จำเป็นเลย เพราะพวกเจ้าจะรู้จักข้าดีพอและเร็วพอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรมากมาย หากพอจะบอกได้ว่า เมื่อถึงเวลา ข้าจะมายืนค้ำร่างเจ้าอย่างเป็นมิตรที่สุด ดวงวิญญาณของเจ้าจะอยู่ในอ้อมแขนข้า สีจะมาเกาะอยู่บนไหล่ข้า และข้าจะพาดวงวิญญาณของเจ้าไปอย่างทะนุถนอม

เจ้าจะนอนอยู่ตรงนั้น (ข้าแทบไม่เคยเห็นใครยืน) ตัวแข็งอยู่ในร่างของเจ้า อาจมีคนมาพบ อาจมีเสียงกรีดร้องระงม แต่เสียงที่ข้าได้ยินหลังจากนั้นจะมีแต่เสียงลมหายใจของข้า เสียงของกลิ่น กับเสียงฝีเท้าของข้าเท่านั้น

เกิดคำถามว่า แล้วทุกอย่างจะเป็นสีอะไรตอนที่ข้ามาหาเจ้า ท้องฟ้าจะเป็นอย่างไร

โดยส่วนตัวแล้ว ข้าชอบท้องฟ้าสีช็อกโกแลต…ช็อกโกแลตเข้ม…ดำทะมึน คนส่วนใหญ่บอกว่ามันเหมาะกับข้า แต่ข้าพยายามชอบทุกสีที่เห็น – ทุกแสงสี กลิ่นรสมากมายพันล้านอย่างล้วนแตกต่างกัน ท้องฟ้าจะดูดซับมันช้าๆ ช่วยบรรเทาความเครียดและทำให้ข้าผ่อนคลาย

 

ทฤษฎีเล็กๆ

มนุษย์สังเกตเห็นสีต่างๆ ของวันแค่ตอนเริ่มต้นและหมดวันเท่านั้น

แต่สำหรับข้า ในหนึ่งวันผสมปนเปไปด้วยหลากเฉดหลายโทน

ในแต่ละชั่วขณะที่ผ่านไป  

หนึ่งชั่วโมงอาจเต็มไปด้วยสีสันนับพัน

เหลืองขี้ผึ้ง ฟ้าอมขาว ดำทะมึน

ในสายงานของข้า ข้าจำเป็นต้องสังเกตพวกมัน

 

อย่างที่บอก สิ่งเดียวที่ช่วยข้าได้คือเรื่องอื่นที่จะมาดึงความสนใจ เรื่องที่ทำให้ข้ายังมีสติ และยังรับมือกับงานนี้ได้หากดูจากระยะเวลาที่ข้าปฏิบัติหน้าที่นี้มา ปัญหาอยู่ที่ใครกันจะมาแทนที่ข้าได้ ใครจะมาแทนยามที่ข้าพักร้อนไปอยู่ตามรีสอร์ตเหมือนพวกเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเมืองร้อนหรือไปเล่นสกี แน่นอนว่าไม่มีอยู่แล้ว มันจึงทำให้ข้าตัดสินใจอย่างมีสติได้ทันที ว่าจะใช้เรื่องที่ดึงความสนใจแทนการพักร้อน ไม่จำเป็นต้องพูด ข้ามีเรื่องให้ได้พักมากมาย…พักกับสีสันสารพัน

เจ้าอาจสงสัยว่า ทำไมยมทูตอย่างข้าถึงต้องการวันหยุดพัก และจะหาเรื่องช่วยดึงความสนใจแบบนั้นได้จากที่ไหน

ข้าจึงจะเข้าประเด็นต่อไป

ก็พวกมนุษย์ที่เหลืออยู่ไงเล่า

พวกที่รอดชีวิต

มีบางคนที่ข้าอดจะจ้องมองไม่ได้ แม้ข้าจะพลาดไปในหลายโอกาส ข้าตั้งใจแยกแยะสีเพื่อจะได้ไม่ต้องนึกถึงพวกเขา แต่บางครั้งข้าก็เห็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังล้มทรุดราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ท่ามกลางความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสิ้นหวัง ทั้งประหลาดใจ หัวใจของพวกเขาถูกทิ่มแทง ปอดถูกบดขยี้

และมันทำให้ข้านึกถึงเรื่องที่ข้ากำลังจะเล่าให้เจ้าฟังคืนนี้หรือวันนี้ ไม่ว่าจะโมงยามไหนหรือสีอะไร เรื่องราวของหนึ่งในผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง – คนที่มักถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ

มันเป็นเรื่องเล็กจริงๆ ท่ามกลางเรื่องอื่นมากมาย มันเป็นเรื่องของ:

  • เด็กสาวคนหนึ่ง
  • บางถ้อยคำ
  • นักเล่นหีบเพลงคนหนึ่ง
  • พวกเยอรมันบ้าคลั่ง
  • นักชกยิวคนหนึ่ง
  • และการโจรกรรมอีกมากมาย

 

และข้าเจอแม่หนูจอมโจรหนังสือคนนี้มาแล้วถึงสามครั้ง

 

 

 

 

ข้างรางรถไฟ

 

ตอนแรกเป็นสีขาว…ขาวจ้าจนตาแทบบอด

พวกเจ้าบางคนชอบคิดว่าสีขาวไม่ใช่สี ไร้สาระสิ้นดี ข้าบอกเจ้าได้เลยว่ามันคือสี สีขาวคือสีอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย และข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่อยากเถียงกับข้าแน่

 

ประกาศย้ำอีกครั้ง

ได้โปรดใจเย็นก่อน แม้เจ้าจะเพิ่งโดนขู่ไปเมื่อครู่

ข้าทำเป็นวางโตไปอย่างนั้นเอง

ข้าไม่รุนแรง ไม่ร้ายกาจ

ข้าคือผลของการกระทำ

 

ใช่ มันเป็นสีขาว

ราวกับโลกทั้งใบถูกหิมะปกคลุม เหมือนโลกสวมหิมะแบบเดียวกับที่เจ้าสวมเสื้อกันหนาวจัมเปอร์ ใกล้รางรถไฟ รอยเหยียบจมมิดถึงหน้าแข้ง เหล่าต้นไม้ถูกห่มคลุมด้วยหิมะ

และเป็นไปตามคาด มีคนตาย

 

พวกเขาไม่อาจแค่ปล่อยเขาทิ้งไว้บนพื้น ตอนนี้มันอาจไม่ใช่ปัญหา แต่อีกไม่นานจะเป็นแน่ เมื่อเส้นทางข้างหน้าถูกเคลียร์ และรถไฟต้องแล่นต่อ

มียามสองคน

มีแม่กับลูกสาว

ศพหนึ่งศพ

แม่ ลูกสาว และศพ พวกเขายังคงดื้อดึงและเงียบงัน

 

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง”

ยามคนหนึ่งสูง คนหนึ่งเตี้ย คนสูงมักพูดก่อนเสมอแม้จะไม่ใช่หน้าที่ เขามองคนเตี้ยกว่า ตัวอ้วนกลมกว่า คนที่หน้าแดงราวลูกตำลึงสุก

“เอาล่ะ” เขาตอบ “เราทิ้งเขาไว้แบบนี้ไม่ได้ ว่ามั้ย”

คนตัวสูงหมดความอดทน “ทำไมจะไม่ได้”

คนตัวเตี้ยใกล้จะระเบิดโทสะ เขาเงยหน้ามองคางของคนตัวสูงและตะโกน “สปินสต์ ตู แกโง่หรือเปล่า!” ความขยะแขยงเริ่มปรากฏบนสองแก้มมากขึ้นทุกที ผิวขยายออก “มา” เขาบอกและเดินย่ำหิมะขาวโพลน “เราจะแบกทั้งสามคนนั่นกลับไปถ้าต้องทำ แล้วเราค่อยแจ้งเมื่อถึงสถานีถัดไป”

 

ส่วนข้า ข้าทำพลาดในเรื่องที่ไม่น่าพลาดที่สุด ข้าบอกไม่ถูกว่าผิดหวังกับตัวเองแค่ไหน ปกติแล้วข้าทำทุกอย่างถูกต้องเสมอ

ข้าจ้องมองท้องฟ้าขาวจ้าราวหิมะผ่านหน้าต่างรถไฟที่กำลังแล่น ที่จริงข้าเกือบจะสูดหายใจรับมันเข้าไปแล้ว แต่เกิดลังเล ข้ายอมรับว่าข้าเริ่มสนใจแม่หนูน้อยคนนั้น ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะข้าอีกแล้ว ข้ายอมให้ตัวเองอ้อยอิ่งอยู่นานอีกหน่อยเท่าที่เวลาจะอำนวย แล้วข้าก็เฝ้ามอง

ยี่สิบสามนาทีต่อมา เมื่อขบวนรถไฟหยุด ข้าออกมาพร้อมพวกเขา

วิญญาณดวงน้อยอยู่ในอ้อมแขน

ข้ายืนถัดออกไปทางขวาเล็กน้อย

 

คู่หูยามรถไฟผู้กระตือรือร้นเดินกลับไปหาคู่แม่ลูกกับศพเด็กหนุ่มร่างเล็ก ข้าจำได้แม่นว่าวันนั้นข้าหายใจเสียงดัง น่าแปลกที่ยามทั้งสองคนไม่สังเกตเห็นตอนที่เดินผ่านข้าไป โลกค่อยๆ จมลงใต้กองหิมะอันหนาหนัก

ห่างจากข้าไปสิบเมตรด้านซ้ายมือ เด็กสาวท้องว่างหน้าซีดยืนหนาวสั่น

ปากของเธอสั่นระริก

แขนเย็นเฉียบของเธอยกขึ้นกอดอก

น้ำตาบนใบหน้าของแม่หนูจอมโจรหนังสือกลายเป็นน้ำแข็ง

 

 

 

คราส

 

ถัดมาคือสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ จะว่าเพื่อแสดงให้เห็นความเก่งกาจรอบด้านของข้าก็ได้ มันคือช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนฟ้าสาง

ครั้งนี้ข้ามาหาชายคนหนึ่ง อายุน่าจะราวยี่สิบสี่ นับเป็นความงดงามแบบหนึ่ง เครื่องบินยังคงดังตะกุกตะกัก พ่นควันโขมงออกจากปอดทั้งสองข้างของมัน

พอมันดิ่งพสุธา พื้นดินแยกออกเป็นสามร่องลึก ปีกของมันไม่ต่างจากแขนที่ถูกเลื่อยขาด มันไม่กระพืออีกแล้ว ไม่อีกแล้วสำหรับเจ้านกเหล็กตัวเล็กนี้

 

ข้อเท็จจริงอีกนิด

บางครั้ง ข้าก็มาเร็วเกินไป

ข้ารีบ

และบางคนก็ยึดติดกับชีวิต

มากกว่าที่คิด

 

ผ่านไปไม่กี่นาที ควันจางหายไปเอง ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

เด็กหนุ่มมาถึงก่อน ลมหายใจหอบฮัก เหมือนจะถือกล่องเครื่องมือมาด้วย ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัว เขาเข้าไปใกล้ห้องพลขับ ดูว่านักบินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอนนั้นนักบินยังไม่สิ้นใจ ส่วนแม่หนูจอมโจรมาถึงในอีกสามสิบวินาทีต่อมา

ถึงจะผ่านไปหลายปี แต่ข้ายังจำแม่หนูคนนี้ได้แม่น

เธอพักหอบหายใจ

 

เด็กหนุ่มหยิบของออกมาจากกล่องเครื่องมือ…ตุ๊กตาหมี

เขาเอื้อมมือเข้าไปในห้องพลขับผ่านทางกระจกหน้าที่แตกกระจาย แล้ววางตุ๊กตาหมีลงบนอกนักบิน หมีน้อยหน้ายิ้มนั่งอยู่ท่ามกลางศพจมกองเลือด ในสภาพแออัดบนซากเครื่องบิน ไม่กี่นาทีต่อมา ข้าฉวยโอกาสของข้า ได้เวลาพอดี

ข้าเดินเข้าไป ปลดดวงวิญญาณของเขา และนำมันออกมาอย่างทะนุถนอม

เหลือแต่เพียงร่างของเขา กลิ่นควันที่ค่อยๆ จาง กับหมีน้อยหน้ายิ้ม

 

พอคนเริ่มกรูเข้ามาแน่น สิ่งต่างๆ ย่อมเปลี่ยนไป ขอบฟ้ากลายเป็นสีถ่าน สิ่งที่เหลืออยู่บนท้องฟ้าดำทะมึนคือร่องรอยฉวัดเฉวียนที่เลือนรางจางหายไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเทียบกันแล้ว ชายคนนั้นมีสีเหมือนกระดูก ผิวสีกระดูก เครื่องแบบยับยู่ยี่ ดวงตาสีน้ำตาลเยือกเย็นราวกับคราบกาแฟ และรอยฉวัดเฉวียนบนฟ้าครั้งล่าสุดดูประหลาด แต่ก็คุ้นตา มันเป็นเอกลักษณ์

 

คนมุงก็ทำอย่างที่มักทำ

ตอนข้าแหวกทางเข้าไป แต่ละคนยืนจ้อง สนุกอยู่ในความเงียบ มีทั้งการทำไม้ทำมือประกอบ เสียงพูดอู้อี้ ไม่ก็หันรีหันขวางเงียบๆ ทำอะไรไม่ถูก

ตอนที่ข้าหันกลับไปชำเลืองมองเครื่องบิน ปากที่เปิดอยู่ของนักบินคล้ายกำลังยิ้ม

มุกตลกบัดสีครั้งสุดท้าย

อีกหนึ่งมุกเด็ดของมนุษย์

เขายังอยู่ในเครื่องแบบขณะที่แสงเงินยวงงัดข้อกับแผ่นฟ้า ตอนที่ข้าเริ่มออกเดินทางต่อพร้อมกับดวงวิญญาณอีกจำนวนมาก ดูเหมือนมีเงาแวบพาดผ่านอีกแล้ว นั่นคือคราสระยะสุดท้าย – สัญญาณที่บ่งบอกว่าดวงวิญญาณหนึ่งได้จากไป

สำหรับข้า มันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แม้จะมีสีสันมากมายติดอยู่กับสิ่งที่ข้าเห็นบนโลก แต่ข้ามักเห็นคราสทุกครั้งที่มีคนตาย

ข้าเห็นคราสมาเป็นล้าน

เห็นมามากจนคร้านที่จะจดจำ

 

ธง

 

ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นเธอคือสีแดง ท้องฟ้าแดงฉานราวซุปเดือด บางที่ถูกไฟลุกไหม้ มีเศษซากสีดำและฝุ่นผงร้อนๆ ราวพริกไทยเป็นรอยทางตัดกับสีแดง

ก่อนหน้านั้นเด็กๆ กำลังเล่นกระต่ายขาเดียวอยู่บนถนนที่ดูเหมือนกระดาษเลอะคราบน้ำมัน ตอนข้าไปถึง ข้ายังได้ยินเสียงก้องสะท้อน เสียงกระโดดย่ำเท้าบนถนน เสียงหัวเราะของเด็กๆ และรอยยิ้มดุจเกลือที่ละลายอย่างรวดเร็ว

จากนั้นก็ระเบิดบึ้ม

 

ครั้งนี้ ทุกอย่างสายเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นเสียงไซเรน เสียงคุกคูเตือนภัยทางวิทยุ ทุกอย่างสายเกินไป

 

ภายในไม่กี่นาที ซากอิฐหินดินปูนกองพะเนิน ถนนแยกแตกระแหง เลือดไหลนองถนนจนแห้งกรัง ศพเกลื่อนกลาดติดอยู่ตรงนั้นเหมือนท่อนซุงหลังน้ำลด

พวกเขาติดอยู่ตรงนั้น พวกเขาทุกคน ดวงวิญญาณเป็นกลุ่ม

มันเป็นชะตากรรมหรอกหรือ

หรือคราวเคราะห์

ที่ทำให้พวกเขาติดอยู่อย่างนั้น

แน่ละว่าไม่ใช่

อย่าโง่ไปหน่อยเลย

บางทีอาจมีมากกว่าลูกระเบิดที่ทิ้งกระหน่ำลงมาจากฝีมือของมนุษย์ผู้ซ่อนตัวอยู่หลังกลีบเมฆ

นานหลายชั่วโมงทีเดียวที่ท้องฟ้าเป็นสีแดงเดือดราวกับอาหารปรุงสุก เมืองเล็กๆ ในประเทศเยอรมนีถูกระเบิดถล่มลงมาอีกครั้ง สะเก็ดเถ้าถ่านปลิวว่อนราวหิมะ ช่างงดงามจนเจ้าอยากแลบลิ้นออกไปสัมผัส อยากลิ้มรสมัน แต่มันจะแผดเผาริมฝีปากของเจ้าจนมอดไหม้ ลวกปากของเจ้าจนสุก

 

แน่นอน ข้าเห็น

ข้าเกือบจากไปแล้วตอนที่เห็นแม่หนูน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น

ซากปรักหักพังกองพะเนินเป็นภูเขาถูกเขียนขึ้น ถูกออกแบบ ถูกสร้างขึ้นรอบตัวเธอ เธอกำหนังสือเล่มหนึ่งในมือแน่น

 

เหนือสิ่งอื่นใด แม่หนูจอมโจรอยากกลับไปห้องใต้ดินเหลือเกิน กลับไปเขียนหรืออ่านเรื่องราวของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ข้ารู้ดี ข้าเห็นมันชัดเจนจากสีหน้าของเธอ เธออยากทำอย่างนั้นใจจะขาด – รู้สึกปลอดภัย เพราะมันคือบ้าน – แต่เธอไม่อาจขยับตัวได้ ซ้ำยังไม่มีห้องใต้ดินหลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินที่ถูกถล่มทำลาย

 

เชื่อข้าเถอะ ข้าขอร้อง

ข้าอยากหยุดแวะ อยากก้มตัวลงไปหา

อยากบอกว่า

“ข้าเสียใจนะแม่หนู”

แต่ข้าทำไม่ได้

ข้าไม่ก้ม ข้าไม่พูด

ข้าได้แต่จ้องมองเธออยู่พักใหญ่ พอเธอขยับตัวได้ ข้าก็ตามเธอไป

 

เธอวางหนังสือลง

คุกเข่า

จอมโจรหนังสือกรีดร้องโหยหวน

 

หนังสือของเธอถูกเหยียบย่ำหลายหนตอนเริ่มทำความสะอาดพื้นที่ แม้จะมีคำสั่งให้จัดการเฉพาะกองอิฐหินดินปูน แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดของเธอก็ถูกโยนเข้ารถขนขยะ ข้าถูกดึงความสนใจ ณ จุดนั้น ข้าจึงปีนขึ้นไปหยิบมันออกมา โดยไม่รู้เลยว่าข้าจะหยิบมันออกมาอ่านอีกเป็นหลายร้อยครั้งตลอดหลายปีระหว่างการเดินทาง ข้าจะมองทุกที่ที่ข้ากับแม่หนูนั่นเคยพบกัน และตะลึงกับสิ่งที่เธอเห็น รวมถึงวิธีที่เธอเอาตัวรอดมาได้ ข้าทำได้ดีที่สุดแค่นี้ – ได้แต่เฝ้ามองมันเป็นไปพร้อมกับสิ่งต่างๆ ที่ข้าได้รู้ได้เห็นในช่วงนั้น

 

เมื่อไรที่หวนนึกถึงเธอ ข้าจะเห็นสีสันสารพัน แต่มีสามสีที่สะท้อนออกมาเด่นชัดที่สุด บางทีข้าก็ลอยออกไปไกลเหนือสีทั้งสามนั้น แค่ลอยตัวรอ จนกระทั่งความจริงอันขมขื่นเริ่มปรากฏเป็นความชัดเจน

นั่นคือตอนที่ข้าเห็นพวกมันรวมตัวกัน

 

สี

แดง:   ขาว:   ดำ:  

 

พวกมันหล่นลงมาทับกัน สีดำหวัดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ อยู่บนสีขาวสว่างจ้าทั่วทั้งโลก อยู่บนสีแดงดุจซุปเดือด

ใช่ ข้านึกถึงแม่หนูนั่นอยู่บ่อยๆ และจดจำเรื่องราวของเธอไว้เล่าต่อ เก็บมันไว้ในกระเป๋าใบหนึ่งในกองมากมาย มันเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ข้าพกติดตัว แต่ละเรื่องมีความพิเศษเฉพาะตัว แต่ละเรื่องเป็นความพยายาม – ความพยายามมหาศาล – ที่พิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า พวกเจ้าและมนุษย์ทั้งหลายคู่ควรจะได้รับรู้

และนี่คือหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ว่า

จอมโจรขโมยหนังสือ

ถ้าพวกเจ้าชอบ มากับข้าสิ ข้าจะเล่าให้ฟัง

ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นอะไรบางอย่าง

 

 

 

 

 

ตอนที่หนึ่ง

 

ตำราสัปเหร่อ[1]

 

นำเสนอ:

ถนนฮิมเมล – ศิลปะในการเป็นเซาเมนซ์ – ผู้หญิงในมือกำเตารีด

พยายามจูบ – เจสซี โอเวนส์ – กระดาษทราย

กลิ่นอายมิตรภาพ – แชมเปียนเฮฟวี่เวท – และเจ้าแม่วาต์เชน

 

มาถึงถนนฮิมเมล

 

ครั้งสุดท้ายนั่น

ท้องฟ้าสีแดงเดือด…

แล้วแม่หนูจอมโจรนั่งคุกเข่าร่ำไห้ข้างกองซากปรักหักพังมอดไหม้คราบมันเยิ้มน่าสมเพชเพราะฝีมือมนุษย์ได้อย่างไรน่ะหรือ

มันเริ่มขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนหิมะตก

ถึงเวลาแล้วล่ะ สำหรับใครคนหนึ่ง

 

ช่วงเวลาแสนเศร้าสุดประทับใจ

รถไฟกำลังเคลื่อนขบวนอย่างรวดเร็ว

มันอัดแน่นไปด้วยมนุษย์

เด็กชายวัยหกขวบเสียชีวิต

อยู่ในตู้ที่สาม

 

แม่หนูจอมโจรกับน้องชายกำลังเดินทางลงใต้ไปยังเมืองมิวนิก ที่ซึ่งพวกเขาจะได้ไปอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์ แต่ก็อย่างที่เรารู้ เด็กชายไปไม่ถึง

 

สิ่งที่เกิดขึ้น

ไอหนักหน่วง รุนแรง

แทบจะเป็นการระดมกำลังอย่างน่าทึ่ง

แต่ในไม่ช้า – ก็ไม่เหลืออะไรเลย

 

พอสิ้นเสียงไอก็ไม่เหลืออะไรแล้ว นอกจากร่างไร้วิญญาณที่กล้ามเนื้อยังเกร็งกระตุกเบาๆ แทบไม่ได้ยิน ปากของเขากลายเป็นสีน้ำตาลสนิม ลอกล่อนราวกับสีเก่าที่ต้องทาสีใหม่โดยไว

แม่ของพวกเขากำลังหลับ

ข้าเข้าไปในรถไฟ

ย่ำเท้าไปตามทางเดินแน่นขนัด ภายในพริบตา ฝ่ามือของข้าก็จ่อรอเหนือริมฝีปากของเด็กน้อย

ไม่มีใครสังเกตเห็น

รถไฟยังคงมุ่งหน้าต่อไป

ยกเว้นแม่หนูคนนั้น

 

ตาข้างหนึ่งลืม อีกข้างยังสะลึมสะลือในความฝัน แม่หนูจอมโจร – หรือที่รู้จักกันในนามของลีเซล เมมิงเกอร์ – มองเห็นอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าตอนนี้ แวร์เนอร์ น้องชายที่อยู่ข้างๆ ได้จากโลกนี้ไปแล้ว

ดวงตาสีฟ้าของเขาจ้องมองพื้น

แต่ไม่เห็นอะไรอีก

 

จวนเจียนจะตื่น แม่หนูจอมโจรกำลังฝันถึงท่านผู้นำฟูห์เรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และในความฝัน เธอกำลังอยู่ในที่ชุมนุม เขากำลังกล่าวปาฐกถา เธอมองผมของเขาที่มีสีเหมือนหัวกะโหลก หนวดของเขาตัดแต่งได้รูป เธอกำลังตั้งใจฟังวาจารุนแรงที่พรั่งพรูจากปากเขาอย่างสนุก คำพูดของเขาดูเปล่งประกายในแสงไฟ ช่วงที่เสียงเงียบลง เขาก้มลงมาใกล้เธอและยิ้มให้ เธอจ้องตอบและพูดว่า ‘กุตเทน ทัก แฮร์ ฟูห์เรอร์ วีเกสต์ เดียร์ ฮอยต์ สวัสดีค่ะท่านผู้นำ สบายดีหรือคะ’ เธอกำลังหัดพูด ยังไม่เก่งเท่าไร อ่านก็ไม่เอาไหน เพราะเธอแทบไม่ได้ไปโรงเรียน ส่วนเหตุผลน่ะหรือ ถึงเวลาเธอก็จะรู้เอง

ฟูห์เรอร์เกือบจะตอบอยู่แล้ว แต่เธอดันตื่นเสียก่อน

ตอนนั้นคือเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1939 เธออายุเก้าขวบ กำลังจะย่างสิบขวบ

น้องชายของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว

 

ตาข้างหนึ่งลืม

อีกข้างยังสะลึมสะลือในความฝัน

ถ้าทั้งหมดคือฝันไปคงดี ข้าคิด แต่เรื่องอย่างนี้ ข้ามิอาจควบคุมได้จริงๆ

ตาข้างที่สองลืมโพลงขึ้นฉับพลัน เธอเห็นข้าอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนที่ข้ากำลังคุกเข่าปลดวิญญาณเด็กชายออกจากร่าง และโอบอุ้มมันอย่างปวกเปียกในอ้อมแขนอันอวบบวมพอดิบพอดี เดี๋ยวเขาจะอุ่นขึ้นเอง ตอนที่ข้าอุ้มเขา ดวงวิญญาณนั่นเย็นเฉียบและอ่อนยวบไม่ต่างจากไอศกรีม เขาเริ่มละลายในอ้อมกอดของข้า จากนั้นเขาจะอุ่นขึ้น กำลังได้รับการเยียวยา

ส่วนลีเซล เมมิงเกอร์ เธอดูอ่อนล้าจนไม่อยากขยับ ความคิดสะเปะสะปะจู่โจมเข้ามาในหัว เอส สติมต์ นิคช์ ไม่จริง มันไม่ได้เกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้น

จากนั้นก็เขย่าตัว

ทำไมพวกเขาถึงชอบเขย่าตัวกันนัก

ใช่ ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าคิดว่ามันคงเป็นสัญชาตญาณเพื่อปิดกั้นความจริง ยามนั้นหัวใจของเธอคงยากจะเข้าใจ ร้อนรุ่ม และเต้นเสียงดังมาก ดังมากๆ

ข้าได้แต่ยืนเฝ้ามองอย่างงงงัน

 

ต่อมา แม่ของเธอ

เธอปลุกแม่ให้ตื่นด้วยการเขย่าตัวอย่างร้อนรนแบบเดียวกัน

ถ้าเจ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงความเงียบชวนอึดอัด นึกถึงหัวใจที่ล่องลอยด้วยความสิ้นหวัง และจมอยู่ในรถไฟดูสิ

 

หิมะยังตกอย่างต่อเนื่อง รถไฟที่จะไปมิวนิกจำต้องหยุดชะงักเพราะระบบรางเกิดความผิดพลาด ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องไห้ มีเด็กผู้หญิงอีกคนยืนนิ่งไร้ความรู้สึกอยู่ข้างๆ เธอ

ด้วยความตื่นตระหนก แม่ของเธอจึงเปิดประตู

นางปีนลงไปในกองหิมะ อุ้มร่างเล็กๆ นั่นไว้

แล้วเด็กผู้หญิงจะทำอะไรได้นอกจากตามลงไป

 

อย่างที่เจ้ารู้อยู่แล้ว ยามสองคนออกจากรถไฟมาด้วย พวกเขาถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไร สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าพูดถึงเท่าไร แต่ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะนำทั้งสามไปส่งที่เมืองถัดไป และทิ้งไว้ที่นั่นให้พวกเขาจัดการแก้ปัญหากันเอง

รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนผ่านประเทศที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ฉึกฉัก ฉึกฉัก จากนั้นก็หยุด

พวกเขาก้าวลงที่ชานชาลา ศพอยู่ในอ้อมแขนแม่

พวกเขายืนนิ่ง

เด็กชายเริ่มตัวหนักขึ้นทุกที

 

ลีเซลไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ทุกอย่างดูขาวโพลนไปหมด ระหว่างยืนรอที่ชานชาลา เธอจ้องมองตัวอักษรสีซีดจางบนป้ายที่อยู่ตรงหน้า สำหรับลีเซลแล้ว เมืองนี้ไร้ชื่อ และสองวันต่อมา แวร์เนอร์ น้องชายของเธอก็ถูกฝังที่นั่น ผู้ร่วมเป็นพยานได้แก่ บาทหลวงคนหนึ่งกับสัปเหร่อตัวสั่นสองคน

 

สิ่งที่เห็น

ยามรถไฟสองคน

สัปเหร่ออีกสองคน

ถ้าดูให้ชัดจะเห็นว่า

คนหนึ่งตัดสิน คนอื่นทำตาม

คำถามคือจะเป็นอย่างไร

ถ้าคนอื่นที่ว่านั้นมีจำนวนเยอะกว่าหนึ่งมาก

 

ผิดพลาด ผิดพลาด ดูเหมือนตอนนั้นข้าจะทำได้แต่เรื่องผิดพลาด

สองวันนั้นข้าออกไปทำงาน เดินทางท่องโลกเหมือนปกติ แบกรับดวงวิญญาณและลำเลียงไปตามทางสู่ดินแดนอมตะ เฝ้ามองดวงวิญญาณเหล่านั้นเลื่อนไปตามสายพานอย่างไม่รู้สึกรู้สา ข้าเตือนตัวเองอยู่หลายครั้งว่าอย่าเข้าใกล้พิธีศพของน้องชายแม่หนูลีเซล เมมิงเกอร์มากนัก แต่ข้ากลับละเลย

ห่างออกไปหลายไมล์ ขณะเข้าไปใกล้ ข้าเห็นคนกลุ่มเล็กยืนหนาวสั่นท่ามกลางหิมะเวิ้งว้าง สุสานต้อนรับข้าราวกับมิตร ในไม่ช้า ข้าก็ไปอยู่กับพวกเขา และโค้งคำนับ

 

ทางซ้ายของลีเซล สัปเหร่อกำลังถูมือทั้งสองข้าง พลางบ่นอุบเรื่องหิมะกับการขุดหลุมในสภาพอากาศแบบนี้ เช่น “ขุดเจาะน้ำแข็งยากเป็นบ้า” เป็นต้น คนหนึ่งเป็นน้องใหม่ อายุไม่เกินสิบสี่ พอเขาเดินไปได้ยี่สิบกว่าก้าว หนังสือเล่มสีดำก็ร่วงหล่นออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ตโดยไม่รู้ตัว

 

ไม่กี่นาทีต่อมา แม่ของลีเซลก็เดินออกไปพร้อมบาทหลวง พลางเอ่ยปากขอบคุณที่ช่วยทำพิธีให้

แต่เด็กสาวยังอยู่

เข่าของเธอทรุดลงกับพื้น ถึงเวลาของเธอแล้ว

ด้วยความไม่เชื่อ เธอจึงเริ่มขุด…เขาตายไม่ได้…เขาตายไม่ได้…ไม่ได้นะ…

แค่ไม่กี่วินาที หิมะก็กัดกร่อนผิวของเธอ

เลือดแข็งแตกเป็นเกร็ดกระจายทั่วทั้งมือ

เธอเห็นหัวใจของเธอแตกออกเป็นสองเสี่ยงอยู่บนกองหิมะ มันเริ่มสะท้อนแสงและเต้นตุบอยู่ใต้พื้นขาวโพลน เธอเพิ่งรู้ตัวว่าแม่กลับมาตามตอนที่เธอรู้สึกถึงมือผอมเหลือแต่กระดูกที่แตะลงบนไหล่ เธอถูกลากตัวออกไปจากที่นั่น เสียงกรีดร้องลั่นระงมอยู่ในลำคอ

 

ภาพเล็กๆ น่าจะห่างออกไปราวยี่สิบเมตร

พอเลิกฉุดกระชาก

แม่ลูกยืนพักหอบหายใจ

มีอะไรบางอย่างรูปทรงสี่เหลี่ยมสีดำฝังอยู่ในหิมะ

เด็กสาวเท่านั้นที่มองเห็น

เธอก้มตัวลงหยิบ และกำมันแน่นในมือ

บนปกมีตัวหนังสือสีเงินเขียนอยู่

 

พวกเขาจับมือกัน

เป็นการร่ำลายืดยาวครั้งสุดท้าย พวกเขาเลี้ยวออกจากสุสาน และหันกลับไปมองอยู่หลายครั้ง

ส่วนข้า ข้าอยู่ตรงนั้นต่ออีกหน่อย

ข้าโบกมือ

แต่ไม่มีใครโบกมือตอบ

 

แม่ลูกพ้นจากบริเวณสุสาน ก่อนจะขึ้นรถไฟเที่ยวต่อไปมุ่งหน้าไปยังมิวนิก

ทั้งคู่ผ่ายผอมซีดเซียว

ทั้งคู่มีความเจ็บปวดอยู่บนริมฝีปาก

ลีเซลสังเกตเห็นมันจากหน้าต่างรถไฟสกปรกฝ้าจับตอนขึ้นรถไฟก่อนเที่ยงวัน ในภาษาที่เธอเขียนเองในเวลาต่อมา การเดินทางดำเนินต่อไปเหมือนที่ทุกอย่างเคยเกิดขึ้น

 

พอรถไฟเข้าจอดที่บาห์นฮอฟ ชานชาลาของเมืองมิวนิก ผู้โดยสารก็กรูกันออกมาราวกับห่อสัมภาระที่ขาดกระจุย มีคนทุกระดับ แต่คนจนย่อมสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด คนจนมักย้ายไปเรื่อย ราวกับการโยกย้ายจะช่วยให้ดีขึ้น พวกเขาไม่สนความจริงที่ว่า ปัญหาเดิมในรูปแบบใหม่มักรออยู่ที่ปลายทางเสมอ – ประหนึ่งญาติที่เจ้ากระหายจะเข้าไปจุมพิต

ข้าคิดว่าคนที่เป็นแม่รู้เรื่องนี้ดี นางจึงไม่ส่งลูกไปอยู่กับครอบครัวคนรวยในเมืองมิวนิก แต่กลับเป็นบ้านอุปถัมภ์ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน จะว่าไป อย่างน้อยครอบครัวใหม่คงเลี้ยงดูแม่หนูน้อยกับน้องชายให้ดีขึ้นได้นิดหน่อย รวมถึงให้การศึกษาได้อย่างเหมาะสม

แต่เด็กชายคนนั้น

ลีเซลมั่นใจว่าแม่จะจดจำน้องชายไปตลอดชีวิต นางอุ้มเขาพาดบ่า วางลง นางเห็นเท้าของเขา ขาของเขา และร่างของเขากระแทกกับพื้นชานชาลา

ผู้หญิงคนนั้นยังเดินได้อย่างไร

นางยังขยับตัวได้อย่างไร

นั่นคงเป็นสิ่งที่ข้าไม่มีวันรู้ ไม่มีวันเข้าใจว่ามนุษย์สามารถทำอะไรได้บ้าง

นางอุ้มเขาขึ้นมาและเดินต่อ เด็กสาวเกาะติดแจอยู่ด้านข้าง

 

หลังพบตัวเจ้าหน้าที่ มีการถามไถ่ถึงเหตุที่ล่าช้าและเรื่องเด็กชายนิดหน่อย ลีเซลอยู่ที่มุมห้องทำงานเล็กแคบฝุ่นเขรอะ ขณะที่แม่นั่งคิดหนักอยู่บนเก้าอี้ไม้แข็งๆ

มีการร่ำลาเสียงดังวุ่นวาย

เด็กสาวซบหน้าลงบนเสื้อขนสัตว์ตัวเก่าของแม่ และเป็นอีกครั้งที่ต้องฉุดกระชาก

 

ไกลจากชานเมืองมิวนิกพอสมควร มีเมืองเล็กชื่อโมลช์คิง ที่ข้าและคนอย่างพวกเจ้ามักออกเสียงว่าโมลคิง พวกเขาพาเธอไปที่นั่น ไปยังถนนที่ชื่อฮิมเมล…

 

คำแปล

ฮิมเมล = สวรรค์

 

ใครก็ตามที่ตั้งชื่อถนนสายนี้ต้องเป็นคนชอบเหน็บแนมแน่ ใช่ว่ามันคือนรกนะ ไม่เลย แต่มันก็ไม่ใช่สวรรค์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่อุปถัมภ์ของลีเซลก็ตั้งหน้าตั้งตารอ

ครอบครัวฮูเบอร์มานน์

พวกเขาหวังจะได้เจอทั้งเด็กชายและเด็กหญิง และหวังว่าคงได้รับเงินนิดหน่อยเป็นค่าเลี้ยงดู ไม่มีใครอยากเป็นคนบอกโรซา ฮูเบอร์มานน์ว่าเด็กชายไม่รอดจากการเดินทางครั้งนี้ ความจริงไม่มีใครอยากบอกอะไรเธอหรอก เพราะหากพูดถึงเรื่องนิสัยแล้ว นิสัยของเธอไม่ใช่สิ่งที่น่าอิจฉาสักเท่าไร แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะมีประวัติที่ดีในการอุปถัมภ์เด็ก และเห็นได้ชัดว่าเธอดัดนิสัยเด็กบางคนได้จริงก็ตาม

สำหรับลีเซล มันเป็นการนั่งรถเล่น

เธอไม่เคยนั่งรถมาก่อน

ท้องของเธอกระเพื่อมขึ้นลง พลางคิดหวังลมๆ แล้งๆ ว่าพวกเขาจะหลงทางหรือเปลี่ยนใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธออดคิดถึงแม่ไม่ได้ แม่กลับไปที่บาห์นฮอฟและรอที่จะจากไปอีกครั้ง แม่คงยืนตัวสั่น ซุกตัวอยู่ในเสื้อโค้ตที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ คงกำลังกัดเล็บระหว่างรอรถไฟขบวนต่อไป ชานชาลาทอดยาวและคงไม่สะดวกสบายเท่าไร พื้นปูนเย็นเฉียบ แม่จะคอยมองหาสุสานที่ฝังศพน้องระหว่างทางกลับหรือเปล่า หรือความง่วงจะหนักหนากว่า

รถยังแล่นต่อ ลีเซลหันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้ายอย่างหวาดกลัวจับหัวใจ

 

วันสีเทาหม่น สีประจำทวีปยุโรป

รอบรถกลายเป็นม่านน้ำฝน

“เกือบถึงแล้ว” คุณนายไฮน์ริช ผู้ดูแลบ้านอุปถัมภ์หันมาบอกและยิ้ม “ดาย นอย ไฮม์ บ้านใหม่ของหนูไงจ๊ะ”

ลีเซลถูกระจกฝ้าเป็นวงและจ้องมองออกไป

 

ภาพบนถนนฮิมเมล

ตึกเรียงรายเป็นแถว

ส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังเล็ก

กับตึกแถวดูน่าขนลุก

หิมะหมองปกคลุมไปทั่วราวกับผืนพรม

มีต้นไม้ใบโกร๋น และอากาศขมุกขมัว

 

มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถด้วย เขาอยู่กับเด็กสาวตอนที่คุณนายไฮน์ริชหายเข้าไปในบ้าน เขาไม่พูดอะไรเลย ลีเซลคิดเองว่าเขาคงอยู่เพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน หรือถ้าเธอก่อเรื่อง เขาจะได้จับเธอให้อยู่แต่ในรถ แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นจริง เขาก็ยังนั่งมองเฉยๆ บางทีเขาอาจเป็นที่พึ่งสุดท้าย เป็นทางออกสุดท้าย

ไม่กี่นาทีต่อมา ชายร่างสูงโปร่งเดินออกมา ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์ พ่ออุปถัมภ์ของลีเซล ข้างเขาคือคุณนายไฮน์ริช สตรีรูปร่างปานกลาง อีกข้างคือโรซา ฮูเบอร์มานน์ หญิงอ้วนม่อต้อ ดูเหมือนตู้ใบเล็กที่มีเสื้อคลุมอยู่ ท่าเดินปาดไปปาดมาของนางช่างเป็นเอกลักษณ์เสียจริง เกือบน่ารักแล้ว ถ้าไม่เป็นเพราะหน้าของนางที่ดูเหมือนกระดาษแข็งยับย่นดูหงุดหงิด ราวกับนางต้องจำใจฝืนทนกับทุกอย่าง สามีของนางเดินตรงมา ในมือคีบบุหรี่ที่เขามวนเอง

 

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า:

ลีเซลไม่ลงจากรถ

 

วาส อิส ลอส มิท เดม คิน ยัยเด็กนั่นเป็นอะไร” โรซา ฮูเบอร์มานน์ถาม และถามอีกครั้ง “เด็กนั่นเกิดบ้าอะไรขึ้นมา” นางยื่นหน้าเข้าไปในรถและพูดต่อ “นา คอม คอม มาสิ ลงมา”

เบาะหน้าถูกดันขึ้น แสงแดดอบอุ่นดูเชื้อเชิญให้เธอออกมา แต่เธอไม่ขยับ

ข้างนอก จากวงกลมที่เธอวาดบนกระจกฝ้า ลีเซลเห็นนิ้วของคนตัวสูงคีบบุหรี่อยู่ ขี้บุหรี่ติดอยู่ตรงปลายมวน มันขยับขึ้นลงอยู่หลายครั้งก่อนจะร่วงลงพื้น ต้องใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีกว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เธอลงจากรถได้ และนั่นเป็นฝีมือของคนตัวสูง

อย่างเงียบสงบ

 

ถัดไปมีประตูรั้ว เธอเกาะมันแน่น

น้ำตาค่อยๆ รินไหลจากสองตาขณะที่เธอเกาะประตูรั้วแน่นไม่ยอมเข้าข้างใน คนบนถนนเริ่มมุงดู จนโรซา ฮูเบอร์มานน์ตะโกนไล่พวกเขาให้กลับไปยังที่ที่พวกเขามา

 

คำแปลสิ่งที่โรซา ฮูเบอร์มานน์ประกาศลั่น

“พวกแกมองอะไรกันหา ไอ้ทุเรศ”

 

ในที่สุด ลีเซล เมมิงเกอร์ ก็เดินเข้าไปข้างในช้าๆ อย่างระแวดระวัง มือข้างหนึ่งของฮันส์ ฮูเบอร์มานน์จับมือเธอไว้ อีกข้างถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบจิ๋ว ใต้เสื้อผ้าที่พับอยู่ในกระเป๋ามีหนังสือปกดำเล่มเล็ก พวกเราคงเดาได้ สัปเหร่อหนุ่มวัยสิบสี่ในเมืองนิรนามอาจใช้เวลาตามหามันร่วมสองสามชั่วโมง “ผมสาบาน” ข้าคิดว่าเขาคงพูดอย่างนี้กับเจ้านาย “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ผมหามันทุกที่แล้ว ทุกที่จริงๆ!” ข้ามั่นใจว่าเขาไม่คิดสงสัยแม่หนูคนนี้แน่ แต่มันอยู่ตรงนั้น – หนังสือปกดำกับตัวอักษรสีเงิน มันอยู่ใต้เสื้อผ้าของเธอ

 

ตำราสัปเหร่อ

คู่มือสิบสองขั้นตอนสู่ความสำเร็จ

ในการฌาปนกิจ

จัดพิมพ์โดยสมาคมฌาปนกิจบาเยิร์น

 

จอมโจรหนังสือลงมือครั้งแรก – และนั่นคือจุดเริ่มต้นอาชีพอันลือลั่นของเธอ

 

กลายเป็นเซาเมนซ์

 

ใช่แล้ว อาชีพอันลือลั่นของเธอ

ข้าน่าจะรีบยอมรับตั้งแต่ตอนนั้น อย่างไรก็ตาม มันขาดตอนไปพักหนึ่งระหว่างการขโมยหนังสือเล่มแรกกับเล่มที่สอง และประเด็นน่าคิดก็คือ หนังสือเล่มแรกถูกขโมยมาจากกองหิมะ ส่วนเล่มที่สองจากกองไฟ และยังมีเล่มอื่นที่มีคนมอบให้เธออีก ทุกคนบอกว่าเธอมีหนังสือทั้งหมดสิบสี่เล่ม แต่เธอมองว่าเรื่องราวของเธอถูกเขียนขึ้นเพราะหนังสือสิบเล่มเป็นพิเศษ และในสิบเล่มนั้น มีหกเล่มถูกขโมยมา เล่มหนึ่งเจอบนโต๊ะในห้องครัว มีสองเล่มเป็นฝีมือของชาวยิวที่หลบซ่อนตัว และอีกเล่มถูกนำมาให้เธอโดยชุดบางเบาสีเหลืองอ่อนในยามบ่าย

เมื่อเธอเริ่มลงมือบันทึกเรื่องราว ลีเซลจะต้องสงสัยว่า ตั้งแต่เมื่อไรที่หนังสือเหล่านั้นกับถ้อยคำต่างๆ เริ่มไม่ได้เป็นแค่บางสิ่งบางอย่างสำหรับเธอ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ จะใช่ตอนที่เธอเห็นห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือหรือเปล่า หรือตอนที่แมกซ์ แวนเดนเบิร์ก มาถึงถนนฮิมเมล แบกความทุกข์เต็มสองอุ้งมือมาพร้อมกับหนังสือ ไมน์ คัมฟ์[2]ของฮิตเลอร์ หรือตอนที่อ่านหนังสือในหลุมหลบภัย หรือตอนเดินขบวนครั้งสุดท้ายไปยังค่ายกักกันในเมืองดาเชา หรือจะเป็นหนังสือคนเขย่าคำ[3] บางทีอาจไม่มีคำตอบแน่ชัดว่ามันเริ่มต้นที่ไหนเมื่อไร มันเหนือความสามารถของข้า แต่ก่อนจะเข้าถึงรายละเอียด เราจำเป็นต้องไปดูจุดเริ่มต้นของลีเซล เมมิงเกอร์บนถนนฮิมเมล กับศิลปะการทำตัวเป็นเซาเมนซ์ของเธอเสียก่อน

 

ตอนที่เธอมาถึง พวกเจ้ายังเห็นแผลหิมะกัดบนมือของเธอ และเลือดแห้งกรังตกสะเก็ดตามนิ้วมือ เธอขาดสารอาหาร หน้าแข้งผ่ายผอมราวสายไฟ แขนราวกับไม้แขวนเสื้อ ไม่ง่ายหรอกนะที่เธอจะทำให้เป็นอย่างนั้นได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว เธอมีรอยยิ้มของเด็กผู้หิวโหย

เธอมีผมสีทองไม่ต่างจากคนเยอรมัน แต่กลับมีดวงตาอันตรายสีน้ำตาลเข้ม ในประเทศเยอรมนียุคนั้น พวกเจ้าไม่อยากมีดวงตาสีน้ำตาลแบบนั้นแน่ บางทีเธอคงได้มันมาจากพ่อ แต่เธอไม่มีทางรู้หรอก เธอจำเขาแทบไม่ได้ มีอยู่อย่างเดียวที่เธอรู้เกี่ยวกับพ่อ ทว่ามันเป็นคำที่เธอไม่เข้าใจ

 

คำแปลก

คอมมิวนิสต์

 

เธอได้ยินคำนี้หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในบ้านพักที่แออัดยัดเยียด ห้องหับเต็มไปด้วยคำถาม และคำคำหนึ่ง คำแปลกๆ นี้มักอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ตรงมุมห้อง เฝ้ามองจากความมืด มาในเครื่องแบบ ไม่ว่าพวกเขาจะไปไหนต้องมีคำนั้นมาด้วยเสมอ แต่ละครั้งที่พูดถึงพ่อของเธอ เธอยังได้กลิ่นของมัน รู้สึกถึงรสชาติของมัน เธอสะกดคำนั้นไม่เป็นและไม่เข้าใจ พอถามแม่ว่ามันหมายถึงอะไร แม่ก็ได้แต่บอกว่ามันไม่สำคัญและไม่ควรกังวลกับเรื่องนี้มากนัก ที่บ้านพักหลังหนึ่ง มีผู้หญิงที่สุขภาพดีกว่าคนอื่นๆ พยายามสอนให้เด็กขีดเขียน ใช้ถ่านเขียนบนกำแพง ลีเซลอยากถามถึงความหมายของคำนั้น แต่ก็ไม่เคยถาม จนวันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นถูกจับตัวไปสอบสวน และไม่ได้กลับมาอีกเลย

 

ตอนที่ลีเซลมาถึงเมืองโมลช์คิง อย่างน้อยเธอก็รู้ตัวว่าเธอรอดตายแล้ว ถึงอย่างนั้นลีเซลก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เพราะถ้าแม่รักเธอ ทำไมถึงปล่อยเธอทิ้งไว้ที่หน้าประตูบ้านคนอื่น ทำไม ทำไม

ทำไม

ความจริงที่เธอคิดว่ามันคือคำตอบซึ่งเธอรู้มาคร่าวๆ ก็ดูไม่น่าเป็นคำตอบเท่าไร แม่ของเธอป่วยกระเสาะกระแสะตลอดเวลาและไม่มีเงินรักษา ลีเซลรู้ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอต้องยอมรับมันนี่ ไม่ว่ากี่ครั้งที่มีคนบอกว่าแม่รักเธอ เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมแม่ต้องทอดทิ้งเธอด้วย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า เธอเป็นแค่เด็กผอมแห้งที่ถูกทิ้งไว้ต่างถิ่นกับคนแปลกหน้ามากมาย…เพียงลำพัง

 

ครอบครัวฮูเบอร์มานน์อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กรูปทรงเหมือนกล่องบนถนนฮิมเมล มีแค่ไม่กี่ห้อง มีห้องครัว และมีลานด้านนอกที่ใช้ร่วมกับเพื่อนบ้าน หลังคาแบนราบ มีห้องใต้ดินไม่ลึกนักไว้เก็บของ มันไม่ใช่ห้องใต้ดินที่ลึกพอ ในปี ค.ศ.1939 เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาหรอก แต่พอปี ค.ศ.1942 กับ ค.ศ.1943 มันจะเป็นปัญหาแน่ เวลาเกิดการโจมตีทางอากาศ พวกเขาต้องรีบวิ่งหนีลงไปตามถนน ไปหาหลุมหลบภัยที่ดีกว่า

ตอนแรกมีแต่เสียงสบถด่าทอสาปแช่ง ทั้งดุเดือดและพรั่งพรู คำก็เซาเมนซ์ ไม่ก็เซาแคร์ล หรืออัคช์ลอช สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับคำพวกนี้ ข้าจะบอกให้ว่า คำว่าเซาเป็นคำเรียกหมู ในกรณีของเซาเมนซ์ ใช้เป็นคำด่า คำติเตียน หรือคำดูถูกลูกผู้หญิง ส่วนคำว่าเซาแคร์ล ใช้กับผู้ชาย คำว่าอัคช์ลอช แปลตรงๆ คือ ไอ้ทุเรศ ไม่มีการแบ่งเพศ สามารถใช้อย่างนั้นได้เลย

เซาเมนซ์ ตู เดร็คกิช!” แม่อุปถัมภ์ของลีเซลตะโกนคำนั้นในคืนแรกที่เธอไม่ยอมอาบน้ำ “แก อีหมูสกปรก! ทำไมถึงไม่ถอดเสื้อผ้าสักที” นางอารมณ์เสียบ่อยมาก ความจริงพูดได้ว่า โรซา ฮูเบอร์มานน์หน้าตาบูดบึ้งโกรธเคืองตลอดเวลา นั่นคือสาเหตุที่ใบหน้าของนางมีแต่รอยยับย่นเหมือนกระดาษแข็งยับเยิน

ลีเซลมักถูกจับอาบน้ำด้วยความกังวลเสมอ ไม่มีทางที่เธอจะยอมอาบน้ำหรือเข้านอนแต่โดยดี เธอมักถูกจับบิดตัวอยู่ตรงมุมห้องอาบน้ำที่เหมือนส้วมเล็กๆ ตะเกียกตะกายควานหาอ้อมแขนของกำแพงที่ไม่มีอยู่จริงเป็นที่พักพิง มีแต่สีแห้งๆ ลมหายใจหอบแฮก และโดนโรซาด่าทอ

“ปล่อยเธอเถอะน่า” ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์เข้ามาแทรก เสียงทุ้มนุ่มของเขาดังลอดเข้ามา “ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง”

เขาเดินเข้าไปใกล้และนั่งลงบนพื้น หลังพิงกำแพง กระเบื้องเย็นเฉียบ

“มวนบุหรี่เป็นมั้ย” เขาถาม อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขานั่งอยู่ในความมืด เล่นกับใบยาสูบและกระดาษมวนบุหรี่ ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์กำลังสูบบุหรี่

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ลีเซลสามารถมวนบุหรี่ได้ดีพอใช้ แต่เธอยังไม่อาบน้ำ

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฮันส์ ฮูเบอร์มานน์

เขาชอบสูบบุหรี่

แต่ที่ชอบเป็นหลักคือมวนบุหรี่

เขามีอาชีพเป็นช่างทาสี และชอบเล่นหีบเพลง

มันยิ่งมีประโยชน์ โดยเฉพาะในหน้าหนาว

เพราะเขาสามารถหาเงินเพิ่มได้อีกนิด

จากการแสดงในผับในเมืองโมลช์คิง เช่นที่ร้านโนลเลอร์

เขาเคยโกงข้ามาแล้วในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ต่อมาเขาจะถูกจับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง (ถือว่าเป็นการตกรางวัล)

ที่เขาหาทางหนีข้าพ้นอีกครั้งจนได้

 

สำหรับคนส่วนใหญ่ ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์แทบไม่มีตัวตน เป็นคนไม่สำคัญ แน่นอนว่าฝีมือการทาสีของเขายอดเยี่ยมมาก ความสามารถทางดนตรีของเขาก็เก่งกว่ามาตรฐานทั่วไป แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าน่าจะเคยเจอคนประเภทนี้มาก่อน เขาสามารถทำตัวกลมกลืนกับฉากหลังได้อย่างแนบเนียน แม้จะยืนอยู่แถวหน้าก็เถอะ เขามักจะอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ไม่เป็นที่สังเกต ไม่สำคัญ หรือไม่มีคุณค่าอะไรเป็นพิเศษ

อย่างที่เจ้าคงนึกออก สิ่งที่น่าหงุดหงิดกับภาพลักษณ์แบบนี้ก็คือ มันทำให้เข้าใจผิดได้อย่างสิ้นเชิง แน่นอนที่สุดว่ามีคุณค่าในตัวเขา และลีเซล เมมิงเกอร์ไม่พลาดที่จะมองเห็นมัน (เด็กคนนี้บางครั้งก็เฉลียวฉลาดกว่าผู้ใหญ่อุ้ยอ้ายตายด้านเสียอีก) เธอมองออกทันที

มารยาทของเขา

บรรยากาศรอบตัวเขาช่างสงบนิ่ง

พอเขาเปิดไฟห้องอาบน้ำเล็กเย็นเฉียบในคืนนั้น ลีเซลสังเกตเห็นแววตาชวนพิศวงของพ่ออุปถัมภ์ แววตาสีเงินยวงเปี่ยมด้วยความเมตตา เมื่อเห็นดวงตาที่ไม่ต่างจากแร่เงินหลอมเหลวคู่นั้น ลีเซลเข้าใจทันทีว่า ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์มีคุณค่าใหญ่หลวงนัก

 

 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรซา ฮูเบอร์มานน์

นางสูงห้าฟุตหนึ่งนิ้ว

และใช้หนังยางมัดผมสีเทาน้ำตาลเป็นกระจุก

เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว

นางจึงรับจ้างทำความสะอาดและซักรีด

ให้กับห้าครอบครัวมีฐานะในเมืองโมลช์คิง

ฝีมือการทำครัวของนางห่วยมาก

นางมีความสามารถพิเศษที่จะโมโหทุกคนที่นางพบ

แต่นางก็รักลีเซล เมมิงเกอร์

วิธีแสดงความรักของนางอาจแปลกไปหน่อย

นั่นรวมถึงการใช้ช้อนไม้ตี และใช้ถ้อยคำดุด่าต่อว่าอยู่เป็นระยะ

 

ในที่สุดลีเซลก็ยอมอาบน้ำ หลังจากใช้ชีวิตบนถนนฮิมเมลมานานสองสัปดาห์ โรซากอดเธอแน่นจนจุกเจ็บ แทบจะเขย่าตัวเธอเลยก็ว่าได้ นางบอกว่า “เซาเมนซ์ ตู เดร็คกิช – ได้เวลาแล้ว!”

 

ผ่านไปไม่กี่เดือน ไม่มีคุณและคุณนายฮูเบอร์มานน์อีกต่อไป โรซาพูดอย่างเป็นปกติว่า “ทีนี้ฟังนะลีเซล – ตั้งแต่นี้ไป หนูต้องเรียกฉันว่ามามา” นางคิดครู่หนึ่ง “หนูเรียกแม่จริงๆ ของหนูว่าไง”

ลีเซลตอบเบาๆ “อัค มามา – มามาเหมือนกันค่ะ”

“ดี งั้นฉันเป็นมามาหมายเลขสองก็แล้วกัน” นางมองสามี “ส่วนเขาที่อยู่ตรงนั้นน่ะ” ดูเหมือนนางหยิบจับแต่ละคำไว้ในมือ ก่อนจะเอามารวมกันแล้วขว้างข้ามโต๊ะไป “เจ้าเซาแคร์ล หมูสกปรกนั่น – เธอเรียกเขาว่าปาปาก็แล้วกัน แวร์ชเตสต์ เข้าใจมั้ย”

“ค่ะ” ลีเซลตอบตกลงทันที ครอบครัวนี้ชอบการตอบรับอย่างรวดเร็ว

“ค่ะ มามา” มามาแก้ให้ “เซาเมนซ์ เรียกฉันว่ามามาทุกครั้งที่พูดกับฉันสิ”

ตอนนั้น ฮันส์ ฮูเบอร์มานน์เพิ่งมวนบุหรี่เสร็จ เขาแลบลิ้นเลียกระดาษให้มันติดกัน พลางมองหน้าลีเซลและขยิบตาให้ เธอไม่ขัดข้องเลยที่จะเรียกเขาว่าปาปา

 

 

[1] Gravedigger’s Handbook

[2] Mein Kampf  เขียนโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เนื้อหาเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมืองของฮิตเลอร์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1925 ฉบับภาษาไทยชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1937 แปลโดย ศ.ป.

[3] The Word Shaker

 

 

ใส่ความเห็น