fbpx

[ทดลองอ่าน] ปลุกมาหลอน / ชิมิซุ คารูมะ

禁じられた遊び

ปลุกมาหลอน

ชิมิซุ คารูมะ เขียน

ฉวีวงศ์ อัศวเสนา เเปล

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

————————————————————

บทนำ

เอ๊ะ…อะไร

คูราซาวะ ฮิโรโกะ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ค่อย ๆ กวาดสายตาไปรอบห้องกินข้าวพร้อมครัว เธอมองตรวจตราได้ทั่วถึงทุกซอกมุมก็เพราะประตูบานเลื่อนที่กั้นระหว่างห้องกินข้าวขนาดหกเสื่อ[1]กับห้องครัวขนาดสี่เสื่อครึ่งถูกยกทิ้งไป จึงมีพื้นที่รวมกันกว้างกว่ายี่สิบตารางเมตร

ห้องนี้ตกแต่งด้วยสีขาวและชมพูเป็นหลัก ประดับด้วยตุ๊กตากระเบื้องตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด ออกจะกระจุ๋มกระจิ๋มเกินไปสำหรับสาวสำนักงานวัยยี่สิบสี่ และขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความเย็นยะเยือกอย่างประหลาดภายในห้อง

กุญแจที่วางไว้บนโต๊ะเลื่อนตกลงบนพื้นเสียงเหมือนของแหลมคมเจาะลงไปบนเนื้อไม้ ม่านหน้าต่างพลิ้วอยู่ไหว ๆ พัดลมระบายอากาศก็หมุนแล้วจู่ ๆ ก็หยุด

“หยุดเสียทีเถอะ ฉันขอร้อง ทำไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะ โกรธแค้นอะไรนักหนา ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอสักหน่อย”

ฮิโรโกะร้องอุทธรณ์ออกไปดัง ๆ คล้ายกับว่ามีใครสักคนยืนอยู่ตรงหน้า ความวิปริตของทุกสิ่งอย่างในห้องสั่นประสาททุกส่วนให้ตึงเขม็งจนถึงขีดสุด น้ำตาซึมออกมาคลอเบ้า

ความปั่นป่วนกวนประสาทภายในห้องซาลงทันใด ราวกับยินยอมผ่อนตามคำขอ พอโล่งอกฮิโรโกะก็คอแห้งขึ้นมาทันที จึงเดินไปที่อ่างล้างจาน ยื่นมือหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ตรงนั้น แต่แค่โดนปลายนิ้วเธอแก้วใบนั้นก็แตกละเอียดเหมือนลูกโป่งถูกเข็มเจาะ เศษแก้วกระจายว่อน

ฮิโรโกะยืนนิ่งขึงอยู่ตรงนั้น และพอเห็นปลายนิ้วถูกสะเก็ดแก้วจนเลือดซึมออกมาเป็นหยดกลมแดงที่ปากแผล ก็ใจเสียเดินโผเผไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในครัว แล้วก็ต้องสะดุ้งตัวลอยเพราะจอโทรทัศน์สว่างจ้าขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้กดรีโมต จอสว่างไร้ภาพมีแต่จุดละเอียดยิบพร่างพรายหมุนเวียนราววังวน ขณะที่ฮิโรโกะตะลึงมองอยู่นั้น ใบหน้าของหญิงคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาช้า ๆ  จากกลางวังวน ก้มหน้าขยับริมฝีปากนิด ๆ เหมือนกระซิบอะไรสักอย่าง แต่จับความไม่ได้เพราะถูกกลบด้วยเสียงซ่าแทรกซ้อน จังหวะต่อมาแถบสีเขียวที่แสดงระดับเสียงพุ่งสูงขึ้นทันใด พร้อมกับเสียงแทรกซ้อนแสบแก้วหูดังกึกก้อง ก่อนที่จอจะดับวูบ มืดสนิทลงดังเดิม

ฮิโรโกนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในห้องที่เงียบกริบ ไม่อาจกระดิกตัวได้ดังใจราวกับถูกผีอำ

เสียงโทรศัพท์กรีดแหลมขึ้นทำลายความเงียบสุดสะพรึง

ฮิโรโกะสะดุ้ง ตัวสั่นระริก ค่อย ๆ เบนสายตาไปที่มุมห้อง โทรศัพท์สีขาวกำลังส่งสัญญาณรอให้คนรับอยู่ตรงนั้น จะมีใครโทร. เข้ามาได้อย่างไร ในเมื่อเธอปลดสายโทรศัพท์ไว้ เพราะหมดความอดทนกับเสียงโทรศัพท์ลึกลับที่ดังรบกวนไม่หยุดมาหลายคืนติดต่อกัน แต่ ณ นาทีนี้ โทรศัพท์เครื่องนั้นกำลังส่งเสียงเรียกก้องกังวานไม่หยุดยั้ง

“ขอโทษเถอะนะ ฉันไม่ไหวแล้ว”

ฮิโรโกะเลื่อนตัวจากเก้าอี้ลงมานั่งยอง ๆ อยู่กับพื้น ยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหูแน่น แต่เสียงโทรศัพท์ก็ยังลอดฝ่ามือเข้ามาให้ได้ยิน นานเท่านานเหมือนกับจะดังไปจนกว่าจะสิ้นโลก

และแล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจเดินน้ำตาอาบหน้าไปที่โทรศัพท์…เอาละ บอกให้ก็ได้ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรน่ารังเกียจ ไม่ได้เป็นชู้กับสามีเธอ

ห้องทั้งห้องเงียบสงัด ฮิโรโกะรวบรวมความกล้า ค่อย ๆ ยื่นมือสั่นเทาไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู และได้ยินเสียงลมหวีดหวิว…คล้ายกำลังพัดพาลางร้ายผ่านก้นหุบเหวมืดมิดสักแห่งมาเยือน

“…ฉันรู้นะว่าคุณคือใคร”

เสียงลมเงียบลงทันทีที่สิ้นเสียงสั่นสะท้านของฮิโรโกะ ทั่วบริเวณเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเต้นของหัวใจหญิงสาวซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่ในห้องนั้น และอึดใจต่อมาหูโทรศัพท์ก็ร้อนจี๋ขึ้นทันควัน

“ว้าย”

ควันขาว ๆ ลอยขึ้นมาจากหูโทรศัพท์ที่ฮิโรโกะรีบปาทิ้งลงพื้น พรมติดไฟส่งกลิ่นไหม้รุนแรง...ขืนปล่อยไว้ไฟไหม้แน่ หญิงสาวตาลีตาลานรีบก้มลงเก็บ แต่พอหูโทรศัพท์โดนปลายนิ้วแตะเท่านั้นเองก็มีเสียงดังเปรี๊ยะแล้วแตกกระจาย ไม่ผิดอะไรกับแก้วน้ำเมื่อกี้

เสียงกระดิ่งประตูหน้าบ้านสั่นเบา ๆ ในวินาทีเดียวกับที่ฮิโรโกะกระโดดตัวลอยเหมือนถูกจับโยนไปที่มุมห้องหญิงสาวหยุดกึกและเงี่ยหูฟัง จำได้ว่าตอนกลับเข้ามาเธอใส่กุญแจบ้านเรียบร้อยแล้วจึงไม่น่ามีอะไร แต่ก็ต้องสั่นเทาไปทั้งตัวเมื่อได้ยินเสียงลูกบิดถูกหมุน ตามมาด้วยเสียงบานพับประตูเสียดสีกัน และเสียงหายใจหอบถี่เหมือนสัตว์ป่า

เสียงฝีเท้าและเสียงหายใจหอบถี่ดังใกล้เข้ามาช้า ๆ  ฮิโรโกะไม่กล้าหันไปมอง

“ฉันขอโทษ”

หญิงสาวร้องเสียงสั่นเครือ หลับตาแน่นห่อตัวเบียดกับมุมห้อง ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าพร่ำพูดขอโทษ

“ยอมแล้ว ฉันจะลาออกจากบริษัท และจะไม่พบกับคนสำคัญของคุณอีกต่อไป เพราะฉะนั้น…เพราะฉะนั้นคุณเลิกทำอย่างนี้กับฉันเสียที”

ฮิโรโกะพร่ำพูดซ้ำไปซ้ำมาราวกับท่องคาถาไม่หยุดปาก

 

1

 

อิฮาระ นาโอโตะ ได้ลูกหมาพันธุ์ชิบะที่เกิดในบ้านคนรู้จักมาตัวหนึ่ง

เขาฝันมานานตั้งแต่สมัยเด็กว่าจะได้เลี้ยงหมาสักตัวในบ้านของตัวเอง  และวันนี้นาโอโตะก็วุ่นอยู่กับการสร้างบ้านให้เจ้าหมาชิบะตัวน้อยมาตั้งแต่เช้า เริ่มด้วยการเลือกเศษไม้ที่กองสุมอยู่ตรงมุมสวนมาเลื่อยให้ได้ขนาดตามต้องการ ท่ามกลางแสงแดดจัดจ้า จนเท้าสองข้างจมอยู่ในกองขี้เลื่อย

แม้จะทำงานอยู่ในแผนกการตลาดของบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ออกแบบ และได้จับต้องเครื่องไม้เครื่องมือนานาชนิดอยู่เสมอ แต่เขาก็ได้แต่ขายอย่างเดียว เพราะนาโอโตะไม่มีหัวทางศิลปะแม้แต่น้อย ตอนอยู่โรงเรียนก็อาศัยชั่วโมงศิลปะและงานฝีมือเพื่อพักเหนื่อยจากการเรียนวิชายาก ๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาทำงานแนวนี้

เพิ่งจะเดือนพฤษภาคมแต่แดดจัดราวกับฤดูร้อน นาโอโตะหยุดเลื่อยไม้ ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาเต็มหน้าผาก ฮารูโตะลูกชายวัยห้าขวบวิ่งวนไปรอบ ๆ สวนอยู่ไม่ไกลตา เป็นธรรมดาที่ลูกชายจะต้องดีใจที่มีสวนให้วิ่งเล่นสักที หลังจากอยู่คอนโดมาตลอด

“ฮารูโตะเล่นดี ๆ สิ เสื้อผ้าสกปรกหมดแล้ว เดี๋ยวก็โดนหม่าม้าดุอีกหรอก”

“เล่นโคลนสนุกดีพ่อ ผมชอบ”

เด็กชายยังไม่มีเพื่อนในละแวกบ้านเพราะเพิ่งย้ายมาอยู่ ลูกหมาจึงเป็นเพื่อนเล่นที่ดี

บ่ายคล้อย… นาโอโตะแหงนหน้ามองบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน

บ้านสองชั้นพร้อมสวนขนาดพอเหมาะหลังนี้ออกจะกว้างเกินพอสำหรับครอบครัวที่มีกันสามคนพ่อแม่ลูก ชั้นล่างมีห้องกินข้าวพร้อมครัวกว้างถึง 20 เสื่อ หรือราว 36 ตารางเมตร กับห้องขนาดหกเสื่อแบบญี่ปุ่นและแบบฝรั่งอย่างละห้อง  ชั้นบนมีห้องขนาดหกเสื่ออีกสามห้อง

ก่อนหน้านี้นาโอโตะกับครอบครัวเช่าคอนโดอยู่ในย่านกลางกรุงโตเกียวซึ่งทั้งแพงและแคบ ลูกชายก็โตขึ้นทุกวัน เขาจึงกู้เงินซื้อบ้านซึ่งถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่บ้านที่ฮารูโตะจะซื้อได้นั้นมีอยู่เพียงจำกัด และท้ายที่สุดหลังจากจัดการกับเงื่อนไขต่าง ๆ จนหมดแล้ว เขาก็ได้บ้านที่อยู่ห่างจากย่านกลางกรุงราวชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟฟ้า

บ้านใหม่ของนาโอโตะอยู่ลึกสุดของพื้นที่ในโครงการเคหะ ซึ่งพัฒนาที่ดินอยู่อาศัยด้วยการเฉือนส่วนหนึ่งของไหล่เขา รอบบ้านจึงมีพื้นดินเปลือย ๆ และหินผาของภูเขาที่ถูกเฉือนให้เห็นเป็นแห่ง ๆ

ที่ดินบริเวณนี้เพิ่งพัฒนาเสร็จ มีบ้านเดี่ยวกระจายตัวอยู่ห่าง ๆ กัน และหลายหลังกำลังอยู่ในระหว่างปลูกสร้าง ที่ดินข้างบ้านทั้งสองฟากยังว่างอยู่จึงดูโล่งให้ได้ชื่นชมกับธรรมชาติของป่าเขาโดยรอบ ซึ่งเหมาะกับเด็กที่กำลังโตอย่างฮารูโตะมากกว่าที่จะอยู่ท่ามกลางมลภาวะในนครหลวง

นาโอโตะแกว่งแขนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดก่อนจับเครื่องมือเริ่มสร้างบ้านสำหรับเจ้าหมาน้อยอีกครั้ง ด้วยเศษไม้ที่เหลือจากการสร้างบ้าน ซึ่งเขาขอให้ช่างไม้ช่วยเอาไปกองไว้ที่มุมสวน

นาโอโตะที่กำลังเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่กับการตอกตะปู ไม่ทันสังเกตเห็นผีเสื้อสีขาวจุดดำตัวหนึ่งขยับปีกช้า ๆ บินผ่านมาข้าง ๆ และผ่านไปเหมือนถูกลมพัด

“โอ้โฮ เก่งจังเลย”

มิยูกิ ภรรยาของเขาชะโงกเข้ามาชื่นชม ผมยาวดำเป็นมันขลับไหวน้อย ๆ ไปกับสายลม ผิวของเธอขาวราวผิวของหุ่นขี้ผึ้งเช่นเคย แต่วันนี้ใบหน้าดูดีมีเลือดฝาด รู้สึกว่าร่างกายของมิยูกิจะแข็งแรงขึ้นตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่

“แน่นอน ผมไม่เคยทำมาก่อนก็เพราะไม่มีที่ให้ทำเท่านั้นเอง”

นาโอโตะลิงโลดเหมือนเด็กที่ได้รับคำชม ถ้าเป็นแต่ก่อน อย่าคิดเลยว่าจะมีการสนทนากันแบบนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอจืดจางและห่างเหินกันมานานแล้ว การย้ายบ้านดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จครั้งหนึ่งในชีวิตครอบครัว

ตลอดแปดปีตั้งแต่แต่งงานกันมา นาโอโตะแทบไม่เคยคิดถึงครอบครัว มิยูกิอดทนอยู่กับเขาโดยไม่ปริปากบ่นสักครั้งกับการที่เขาไม่กลับบ้านบ่อยครั้งเพราะงานยุ่ง นาโอโตะงานยุ่งจริงตั้งแต่ต้องรับผิดชอบงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกการตลาดเมื่อย่างเข้าวัยสามสิบ แต่ก็มีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาไม่กลับบ้านด้วยเช่นกัน

นาโอโตะหลงรักมิยูกิที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อย รักนวลสงวนตัวและแต่งงานกับเธอ แต่พอใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไม่นาน นาโอโตะก็เริ่มรำคาญความเสงี่ยมหงิมเก็บความรู้สึกจนแทบไม่แสดงอารมณ์ของมิยูกิมากขึ้นทุกที บรรยากาศภายในบ้านจึงอึมครึมมาก นาโอโตะเริ่มรู้สึกว่าใบหน้าแสนสวยของมิยูกิที่เขาหลงใหลมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกับใบหน้าไร้ความรู้สึกของตุ๊กตา

การที่นาโอโตะปันใจให้คูราซาวะ ฮิโรโกะ ลูกน้องในแผนกนั้นนับว่าเป็นไปตามครรลองของธรรมชาติโดยแท้   ฮิโรโกะเป็นผู้หญิงร่าเริงแจ่มใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต่างกับมิยูกิราวขาวกับดำ แต่นาโอโตะไม่คาดคิดเลยว่านั่นจะเป็นเหตุให้ฮิโรโกะต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้

นาโอโตะสำนึกผิดในสิ่งที่เขาทำต่อฮิโรโกะ และจนบัดนี้สำนึกนั้นก็ยังไม่จางลงแม้แต่น้อย ทางเดียวที่เขาจะทำได้คือไม่เข้าใกล้เธออีก… เท่านั้นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนต้องเจ็บปวด แต่คนเจ็บที่สุดน่าจะเป็นมิยูกิ และคนที่ทำให้มิยูกิเจ็บก็คือนาโอโตะ เขาตั้งใจมอบบ้านหลังนี้ให้มิยูกิเป็นการชำระบาปที่เขาได้ก่อแก่เธอ

แม้จะไม่ค่อยสะดวก แต่นาโอโตะแน่ใจว่ามิยูกิจะต้องมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติที่บ้านหลังนี้มากกว่าอุดอู้อยู่ในกล่องคอนกรีตที่คอนโด

“หม่าม้า”

ฮารูโตะวิ่งเข้ามาเกาะบั้นท้ายแม่ ทำอย่างกับอิจฉาที่เห็นพ่อกับแม่หัวร่อต่อกระซิกกัน

“ไม่เอาน่าฮารูโตะจัง อย่าเอามือเปื้อน ๆ มาจับแม่ ไม่เอา”

มิยูกิร้องเสียงแหลมใสน่าเอ็นดูพลางวิ่งหนีไปรอบ ๆ สวน ลูกชายตัวน้อยกวดตามไปอย่างน่ากลัวว่าจะหกล้ม มือทั้งสองเล่นดินมาจนเลอะโคลนเต็มไปหมด

“คุณ…อย่ามัวแต่หัวเราะ ช่วยจับลูกที”

มิยูกิร้องและส่งสายตาขอให้ช่วย นาโอโตะจึงต้องส่งเสียงเรียกลูกเอาไว้

“ฮารูโตะอย่าแกล้งแม่ หยุดได้แล้ว”

“โธ่เอ๊ย”

เด็กชายร้องอย่างขัดใจ หันมามองหน้าพ่อ ทำตาโต แก้มป่อง บิดตัวไปมา นาโอโตะมองด้วยความเอ็นดูและอัศจรรย์ใจที่เด็กไร้เดียงสาอย่างลูกชายรู้จักทำอะไรเช่นนั้น อยากจะรวบตัวเข้ามากอดแต่ก็ต้องห้ามใจไว้ แล้วสั่งสอนด้วยเสียงที่พยายามทำให้น่าเกรงขามสมกับความเป็นพ่อ

“ฮารูโตะเป็นเด็กผู้ชายใช่ไหม และหม่าม้าเป็นผู้หญิง  ฮารูโตะจึงต้องปกป้องคุ้มครองหม่าม้า เข้าใจนะ”

“ครับ ขอโทษนะหม่าม้า”

ฮารูโตะพยักหน้าอย่างว่าง่าย ระยะนี้เด็กชายดูเหมือนจะชอบใจกับคำที่ว่า ฮารูโตะเป็นเด็กผู้ชายใช่ไหม เวลามีอะไรแล้วเริ่มว่าฮารูโตะเป็นเด็กผู้ชายใช่ไหม ส่วนใหญ่ก็จะฟังแต่โดยดี… ตัวแค่นี้เองรู้จักฝันจะเป็นผู้ชายเต็มตัวกับเขาด้วย

และด้วยอิทธิพลของวลีนี้ ฮารูโตะเข้านอนเองในห้องส่วนตัวของเขาได้ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ ฮารูโตะกับมิยูกิจึงมีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองหลังจากห่างหายไปนาน

“ดีจริง ฮารูโตะ หนูเป็นเด็กดีมาก มาล้างมือเร็ว”

มิยูกิส่งยิ้มให้นาโอโตะ ก่อนจูงมือเด็กชายตัวน้อยไปที่ก๊อกน้ำตรงมุมสวน ซึ่งนาโอโตะขอให้ช่างติดตั้งเอาไว้เป็นพิเศษเพื่อใช้รดน้ำต้นไม้ ตามความประสงค์ของมิยูกิที่บอกว่าอยากเริ่มทำสวนในไม่ช้า

ตอนนี้ละแวกบ้านยังเป็นที่ว่าง แต่ต่อไปก็คงมีบ้านปลูกเต็มด้านหลังนี้ด้วย และอีกสักปีหนึ่งข้างหน้าก็คงจะกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์ คนบ้านใกล้เรือนเคียงก็จะร้องทักกันข้ามรั้ว เด็ก ๆ จะพากันมาเล่นที่ถนนหน้าบ้าน ถือเป็นความสุขที่สุดในอนาคตเท่าที่นาโอโตะจะจินตนาการได้ในขณะนี้

นาโอโตะปลื้มใจอยู่ในส่วนลึกกับความสุขที่ได้อยู่กับภรรยาสุดสวยแสนดี ลูกชายน่ารักน่าเอ็นดูในชั่วโมงอันสุขสันต์ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เขาคิดถูกที่ซื้อบ้าน แม้จะไกลจากที่ทำงานกว่าแต่ก่อนก็ตาม

บ้านหมาน้อยเสร็จเร็วเกินคาด ถึงจะเป็นงานช่างไม้ชิ้นแรกหลังเคยทำงานไม้เล็ก ๆ น้อย ๆส่งครูในวิชาศิลปะที่โรงเรียน แต่ก็อดชมตัวเองไม่ได้ว่าผลงานไม่เลวเลยทีเดียว เหลือแต่ตอกเสาหลักสำหรับผูกเชือกจูงเท่านั้นก็เสร็จสมบูรณ์

นาโอโตะเดินไปหยิบเสาหลักที่ขอให้ช่างเสี้ยมปลายเอาไว้ให้จากกองไม้ มาปักลงโดยใช้น้ำหนักตัวเขาขย่มลงให้แน่นลงในพื้นดินพอไม่ให้ล้มเมื่อปล่อยมือ แล้วใช้ค้อนอันใหญ่ที่ซื้อมาจากโฮมเซ็นเตอร์ประเคนลงไปบนหัวเสา พื้นดินเพิ่งถูกขุดพลิกหน้าดินไว้ใหม่ ๆ จึงยังนิ่มอยู่ ตอกทีเดียวเสาลงลึกไปหลายสิบเซนติเมตร กะดูแล้วน่าจะสูงพอสำหรับล่ามหมาตัวเล็ก ๆ เพราะถ้าตอกลึกลงไปมากกว่านี้อาจถอนออกยากเวลาอยากเปลี่ยนที่

แต่…เอาอีกทีแล้วกัน… คิดแล้วนาโอโตะก็ประเคนค้อนลงไปอีกโดยคิดว่าเป็นครั้งสุดท้าย และทันทีที่เสียงเสาไม้กระทบค้อนดังก้องเข้าไปในป่าด้านหลัง เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของมิยูกิดังประสานขึ้นมา ผิดกับเสียงที่กรี๊ดกร๊าดกับฮารูโตะเมื่อกี้อย่างสิ้นเชิง

นาโอโตะรีบวิ่งหน้าตาตื่นไปทางต้นเสียง

“มิยูกิ”

“คุณ คุณ…”

มิยูกิกระโดดจากมุมลับตาข้างบ้านเข้ามากอดเขาไว้แน่น

“อะไร เกิดอะไรขึ้น”

นาโอโตะถาม แต่มิยูกิไม่ตอบ ได้แต่เหลียวไปข้างหลังพลางชี้มือไปด้วย ปากคอสั่นไปหมดกว่าจะตะกุกตะกักออกมาได้ว่า

“จะ…จิ้งเหลน”

“จิ้งเหลนเหรอ โธ่…ผมตกใจหมดเลยรู้ไหม”

นาโอโตะยิ้มเจื่อน ๆ อย่างอ่อนใจ

“คุณก็รู้ว่าฉันเกลียดพวกสัตว์เลื้อยคลานยังกะอะไรดี”

มิยูกิแก้ตัวเขิน ๆ เบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดของนาโอโตะแล้วหันหลังให้

ทำอะไรน่าเอ็นดูอย่างนี้ก็เป็นด้วยหรือ แค่จิ้งเหลนไม่เห็นจะน่าตกใจถึงขนาดนี้เลย นาโอโตะมองมิยูกิด้วยแววตาเปี่ยมความรักใคร่คล้ายครั้งแต่งงานกันใหม่ ๆ …หรือว่าบรรยากาศของชีวิตที่เริ่มขึ้นในบ้านใหม่จะเป็นใจ

ฮารูโตะวิ่งเข้ามาหา

“ปาป๊า”

เด็กชายเงยหน้า จ้องตาแป๋วมาที่นาโอโตะพร้อมกับยื่นมือเล็ก ๆ ที่กำอะไรไว้แน่นให้ดู แวบแรกที่เห็นคิดว่าเขาจับจิ้งเหลนมาได้ แต่ดูขนาดมือลูกชายแล้วเห็นว่าเล็กเกินกว่าจะกำจิ้งเหลนทั้งตัวไว้ได้มิด ทั้งคงไม่มีจิ้งเหลนที่ไหนเชื่องช้าขนาดที่เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างฮารูโตะจะจับได้อยู่มือ

“ฮารูโตะไปจับตัวอะไรมาเหรอ”

พอถูกถาม ฮารูโตะก็ค่อย ๆ แบมือออก เผยให้เห็นอะไรอย่างหนึ่งเหมือนเชือกสีดำเส้นเล็ก ๆ กำลังคิดว่าอะไรกันแน่ เชือกนั้นก็กระตุกขึ้นเหมือนมีชีวิตและหลุดจากมือเด็กชายน้อยตกลงไปบนพื้นดิน

มิยูกิร้องกรี๊ด นาโอโตะเองก็ยังเบี่ยงตัวหลบไปทางหนึ่ง แต่ก็เข้าใจทันทีว่ามันคือหางของเจ้าจิ้งเหลนที่ถูกฮารูโตะวิ่งกวดไปสลัดทิ้งเมื่อจวนเจียนถูกจับได้

ฮารูโตะอาศัยอยู่ในคอนโดกลางเมืองหลวงมาตั้งแต่เกิด จึงไม่เคยแม้แต่จะเห็นจิ้งเหลนสักตัว นาโอโตะจำได้ว่าเขาเองก็เคยมีประสบการณ์แบบเดียวกันนี้สมัยเด็ก และคิดว่าที่กำลังขยะแขยงจนขนลุกเมื่อเห็นหางจิ้งเหลนดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนพื้น คงเป็นเพราะเขาอยู่ห่างไกลธรรมชาติมานาน

แต่นาโอโตะเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมจึงได้สนใจหางจิ้งเหลนนั้นมากถึงกับจับจ้องมันไม่วางตา หรือว่าความสนใจใคร่รู้ไปทุกสิ่งอย่างในวัยเด็กจะหวนกลับมา

“ปาป๊า อย่างนี้จิ้งเหลนมันก็หัก เล่นไม่ได้แล้วซี”

ฮารูโตะถามเหมือนกับว่าเจ้าจิ้งเหลนตัวนั้นเป็นของเล่น ทั้งที่ยังจ้องดูหางที่จิ้งเหลนสลัดทิ้งไปเพื่อเบนความสนใจของศัตรู ด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ได้หักหรอก เวลาที่จิ้งเหลนถูกศัตรูทำร้ายมันก็จะหนี โดยสลัดหางทิ้งให้กระดุกกระดิกอยู่อย่างนี้ เพื่อล่อศัตรู และพอศัตรูหันไปสนใจหาง มันก็หนีไปสบายใจเฉิบ”

“ไม่มีหาง จิ้งเหลนก็แย่น่ะสิ มันจะกลับมาเก็บหางไหมเนี่ย”

คำถามของลูกชายน่ารักจนนาโอโตะต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

“จิ้งเหลนไม่เอาหางอันนี้แล้ว เพราะพอหางหลุดไป หางอันใหม่ก็จะงอกขึ้นมา”

“หือ…หางงอกใหม่ได้ด้วย สุดยอด”

ดวงตาของฮารูโตะเป็นประกายวาววับด้วยความดีใจที่ได้สัมผัสกับโลกใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เป็นเด็กนี่มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นได้ทุกวันเลยจริง ๆ

“งั้น หางนี่ก็งอกตัวจิ้งเหลนออกมาได้เหรอ…ปาป๊า”

เจอคำถามนี้เข้า นาโอโตะถึงกับอึ้งไป เด็กมีจินตนาการล้ำเลิศจนน่าตกใจ คิดได้อย่างไรไม่รู้… ไม่แน่นะ สมัยเด็กเขาเองก็คงเป็นแบบนี้ แต่พอโตขึ้นมีความรู้มากขึ้นและรู้จักมองอะไร ๆ ด้วยสามัญสำนึก ความคิดแบบเด็ก ๆ นั้นก็ค่อย ๆ หายไป คิดแล้วเสียดายอยู่เหมือนกัน

คงจะเป็นเพราะความรู้สึกเสียดายเช่นว่า ทั้งยังไม่อยากทำลายจิตใจของลูกรัก นาโอโตะจึงคิดอะไรแผลง ๆ ขึ้นมา

“ก็ใช่น่ะสิ ตัวจิ้งเหลนจะงอกออกมาจากหางของมันด้วย”

“จริงเหรอ”

ฮารูโตะร้องเสียงดัง ใบหน้าแจ่มใสขึ้นทันใด

“เดี๋ยวก่อน …คุณ”

มิยูกิขัดขึ้นเป็นเชิงท้วงติง แต่นาโอโตะหลิ่วตาข้างหนึ่งเป็นนัยให้คล้อยตาม เธอจึงได้แต่นิ่วหน้าและส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาแล้วเงียบไป

นาโอโตะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ หยิบหางจิ้งเหลนที่ยังกระดุกกระดิกอยู่บนพื้นดินขึ้นมาให้ฮารูโตะกำไว้ตามเดิม

“แต่เราต้องเอาไปฝังดินและรดน้ำให้มันนะ”

“งั้นก็เหมือนเมล็ดดอกไม้น่ะสิ”

ฮารูโตะคงได้ความรู้เกี่ยวกับการทำสวนมาจากมิยูกิ จึงเข้าใจจิ้งเหลนไปตามประสาเด็ก มิยูกิทำหน้าเครียดกับความคิดแผลง ๆ ของสามี แต่นาโอโตะไม่สนพลางหัวเราะชอบใจ คิดว่าพูดเล่นกับลูกแค่นี้ ไม่เห็นจะผิดอะไร อย่างน้อยก็ในตอนนี้…

“ใช่ เหมือนดอกไม้นั่นแหละ”

นาโอโตะมองลูกชายตัวน้อยที่เชื่อเป็นจริงเป็นจังทั้งหมดในเรื่องที่เขาพูดเล่น ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดูจนอยากดึงตัวเข้ามากอดแน่น ๆ แต่ถึงอยากจะทำก็ไม่ทัน เพราะฮารูโตะหมุนตัวกลับแล้ววิ่งไปที่มุมสวนเสียก่อน

“ปาป๊า ฝังไว้ตรงนี้ได้ไหม แดดส่องดีด้วย”

ฮารูโตะหันหน้ามาถามนาโอโตะ นัยตาดำที่จ้องมาเป็นประกายทำให้ไม่อาจบอกได้ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก

“ได้ ตรงนั้นละ”

เอาเถอะ…ตอนนั้นนาโอโตะคิดง่าย ๆ ว่าเดี๋ยวลูกก็ลืม

ฮารูโตะหยิบเสียมที่มิยูกิซื้อมาเตรียมทำแปลงดอกไม้ขึ้นมาขุดดินฝังหางจิ้งเหลนที่ยังกระดุกกระดิกอยู่ จากนั้นนำกระป๋องฝักบัวที่ใหญ่เกินตัวไปรองน้ำกลับมารดลงไป

“ใช่ ๆ ลืมไป หางจิ้งเหลนไม่เหมือนดอกไม้ รดน้ำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องท่องคาถาด้วย”

“คาถาเหรอ”

“ใช่ ต้องท่องคาถาอย่างนี้นะ… เอโรอิมุ เอซซาอิมุ”

 

 

2

 

แต่ก่อนไม่เห็นจะต้องคอยวันสุดสัปดาห์มากขนาดนี้

ตั้งแต่ย้ายบ้าน นาโอโตะมีเวลาอยู่บ้านกับครอบครัวน้อยลงสุด ๆ เพราะต้องตื่นแต่เช้าตรู่และกลับบ้านค่ำมืดเพราะบ้านใหม่อยู่ไกลจากที่ทำงานมากกว่าเดิม นาโอโตะกำลังเครียดเพราะเพิ่งย้ายบ้านมาใหม่ ๆ มีอะไรต้องจัดและทำอีกมากมาย แต่ก็ต้องรอให้ถึงวันหยุดก่อนจึงจะทำได้

ทั้งที่ตั้งตาคอยวันหยุดขนาดนั้น แต่กว่าแสงแดดที่ส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาจะปลุกให้นาโอโตะลืมตาตื่นได้ก็เกือบเที่ยงวัน

“ตื่นแล้วหรือคะ ฉันเห็นคุณดูอ่อนระโหยโรยแรงเลยไม่อยากปลุก”

นาโอโตะลงไปที่ห้องนั่งเล่น พอดีกับที่มิยูกิเดินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนเข้ามาเห็น จึงทักขึ้น

“อือ ไม่เป็นไร ผมเลยได้นอนเสียเต็มอิ่ม”

ชายหนุ่มพูดพลางขยี้ผมที่ยุ่งเหยิงอยู่บนศีรษะ มิยูกิยิ้มให้แล้วบอกว่า

“ขอบคุณมากสำหรับบ้านแสนสวย”

“อะไรกันอีกล่ะ คำพูดอย่างนี้ผมอยากฟังจากปากของเจ้าโพจิมากกว่านะ”

มิยูกิหัวเราะขบขัน

ลูกหมาที่ได้มาจากบ้านคนรู้จักได้ชื่อว่าโพจิ สมัยเด็ก ทุกครั้งเมื่อพูดถึงชื่อหมานาโอโตะจะนึกถึงแต่ชื่อพื้น ๆ อย่างจ็องกับโพจิเสมอ เขาอยากเลี้ยงหมามาตลอด แต่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยง เนื่องจากอาศัยอยู่ในอาคารสงเคราะห์และคอนโด มาสมหวังนที่สุดก็ครั้งนี้ นาโอโตะจึงไม่ลังเลที่จะตั้งชื่อเจ้าหมาตัวน้อยที่ได้มาว่าโพจิ และอุตส่าห์ลงทุนลงแรงสร้างบ้านให้เสียดิบดี แต่ดูเอาก็แล้วกัน…

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้นาโอโตะตั้งตาคอยวันสุดสัปดาห์ก็คืออยากทำสวนและทำงานช่างไม้ หลังจากสร้างบ้านให้เจ้าหมาน้อยเสร็จ เขาก็นึกสนุกกับงานช่างไม้และอยากทำนั่นนี่ต่อไปอีกเรื่อย ๆ ขณะที่บ้านหมาถูกทิ้งร้างอยู่อย่างน่าเสียดาย

นาโอโตะต้องจำยอมเมื่อฮารูโตะร้องไห้คร่ำครวญด้วยความสงสารโพจิต้องนอนอยู่นอกบ้านตัวเดียว ถ้าเป็นหมาตัวเล็ก ๆ อย่างชิวาว่าหรือพูเดิ้ลก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เจ้าโพจิเป็นพันธุ์ชิบะ หมาใหญ่ที่นิยมเลี้ยงนอกบ้าน จึงต้องคิดกันมากหน่อย หลังจากคิดไปคิดมาและเห็นว่าตอนนี้มันยังเป็นลูกหมาตัวเล็ก ๆ ขนปุกปุยกลิ้งไปมาน่ารักน่าเอ็นดู สุดท้ายจึงต้องยอมเลี้ยงในบ้าน และปลอบใจตัวเองว่าเดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจเลี้ยงให้มันเป็นหมาเฝ้าบ้านอยู่แล้ว

“แล้วเจ้าโพจิล่ะ”

นาโอโตะถามไปอย่างนั้นเอง แต่มิยูกิทำหน้าไม่สบายใจบอกว่า

“ใช่ ฉันกำลังอยากคุยกับคุณอยู่พอดี”

แล้วบุ้ยหน้าไปทางสวน นาโอโตะเปิดประตูกระจกออกไปก็พบเจ้าโพจินั่งหน้าเหลอหลาอยู่ที่มุมสวน ความที่ขายังสั้นและหัวค่อนข้างใหญ่ เมื่อนั่งอยู่ในท่านั้นมันจึงดูคล้ายก้อนไหมพรมสีน้ำตาลนุ่ม ๆ

ฮารูโตะนั่งยอง ๆ หันหลังอยู่ข้างเจ้าหมาน้อย

“ฮารูโตะทำอะไรน่ะ”

“ก็คุณน่ะซี ไปพูดอะไรบ๊อง ๆ แบบนั้น”

เมื่อเข้าไปให้จึงเห็นว่าฮารูโตะนั่งอยู่หน้าเนินดินเล็ก ๆ ที่มุมสวน พึมพำท่องคาถา “เอโรอิมุ เอซซาอิมุ” ออกเสียงอย่างเด็กที่ยังพูดไม่ชัด ซ้ำไปซ้ำมา

“ไม่น่าเชื่อ…ลูกจริงจังขนาดนี้เลยเหรอ”

“ก็ใช่นะซี ฮารูโตะรดน้ำแล้วก็ท่องคาถาอย่างนี้ทุกวัน ฉันจะบอกคุณหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้จังหวะสักที”

นี่แปลว่าฮารูโตะปักใจเชื่อในเรื่องที่นาโอโตะพูดเล่น ๆ ด้วยความสนุกปากแล้วลืมสนิทไปอย่างนั้นหรือ

“หึ หึ”

นาโอโตะอดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกไม่ดีที่หลอกลูกชาย แต่ภาพฮารูโตะที่กำลังตั้งอกตั้งใจท่องคาถาอยู่ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน

โพจินั่งหน้าเหลอหลาอยู่ข้าง ๆ ฮารูโตะ นาโอโตะชอบหมาตรงที่มันซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมาตั้งแต่ยังเป็นลูกหมา แต่สำหรับเจ้าโพจิตัวนี้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้คลุกคลีอยู่กับฮารูโตะคนเดียว นาโอโตะเรียกก็เมินหน้า ทำไม่รู้ไม่ชี้ จะเข้ามาหาเขาก็ตอนมีอาหารให้กินเท่านั้นเอง

โพจิดูเหมือนจะมองนาโอโตะกับมิยูกิเป็นลูกบ้านในระดับเดียวกันกับมัน หรือบางทีอาจต่ำต้อยด้วยซ้ำ โพจิอาจตาแหลมที่มองออกว่าคนที่มีอำนาจสั่งการได้เด็ดขาดที่สุดในบ้านหลังนี้คือฮารูโตะ

“ปาป๊า ตื่นแล้วเหรอ”

ฮารูโตะคงได้ยินเสียงพ่อแม่พูดกัน จึงหันหน้ามาทักแล้วลุกขึ้นวิ่งเข้ามาหา โพจิวิ่งตามเท้าฮารูโตะที่ใส่รองเท้าผ้าใบมาติด ๆ พันแข้งพันขาจนน่าเสียวไส้ว่าจะทำให้หกล้ม

นาโอโตะยื่นมือทั้งสองออกไปโดยไม่รู้ตัวจังหวะเดียวกับที่ฮารูโตะโผเข้าหา เขาเลยโอบกอดลูกชายตัวน้อยขึ้นอุ้มไว้ ฮารูโตะถูเท้าทั้งสองข้างสลัดรองเท้าออก และพอรองเท้าตกลงพื้น เจ้าโพจิก็ตรงเข้าไปเขี่ยเล่นอย่างสนุก

“ปาป๊า จิ้งเหลนงอกขึ้นมาหรือยังก็ไม่รู้นะ”

นาโอโตะมองหน้าคนถามที่กอดเขาไว้แน่น สีหน้าของลูกชายตัวน้อยจริงจังจนหัวเราะเขาไม่ออก รู้สึกเสียวแปลบอยู่ในใจ พอส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือยามคับขัน ก็เห็นมิยูกิชำเลืองมองมา ทำหน้าคล้ายพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ นาโอโตะจึงแกล้งขมวดคิ้วใส่

“ไม่รู้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ดีไหม…ต่อจากนี้ไปปาป๊าจะเฝ้าดูด้วย”

 

เสร็จจากการกินอาหารง่าย ๆ นาโอโตะไม่มีเวลาสำหรับทำงานช่างไม้เช่นเคย เขาฉวยตาข่ายด้ามยาวสำหรับจับแมลงของฮารูโตะเข้าไปในดงไม้ จากนั้นก็คลานบุกพงหญ้าตามล่าจิ้งเหลนไปตามพื้นดิน

ความร้อนชื้นจากต้นหญ้าทำเขาเหงื่อไหลไคลย้อย เนื้อตัวโดนกิ่งไม้ครูด เรียวหญ้าบาดจนแสบไปหมด แต่นาโอโตะก็ยอมทนและเพียรพยายามไล่ล่าต่อไป เขาไม่ได้ทำอะไรเช่นนี้มาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว แต่ก็แปลกดีเหมือนกันที่งานนี้ทำให้ใจของเขาตื่นระทึก

ภูเขาหลังบ้านรอดพ้นจากการบุกเบิกจึงยังมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ หลังจากคลานไปตามทางเดินของสัตว์ป่าราวหนึ่งชั่วโมง นาโอโตะก็พบจิ้งเหลนตัวหนึ่งจึงใช้ตาข่ายจับแมลงตะครุบตัวไว้ได้ก่อนที่มันจะทันสลัดหางทิ้ง แล้วแอบเอาไปฝังไว้ในหลุมที่มุมสวนโดยไม่ให้ฮารูโตะเห็น

“ฮารูโตะ ป่านนี้จิ้งเหลนน่าจะงอกแล้วนะ ไปดูกันไหม”

นาโอโตะรีบปัดมือที่เปื้อนดินแล้วร้องเรียกเข้าไปในบ้าน ฮารูโตะร้องเสียงแหลมด้วยความดีใจ กระโจนออกมาทันทีพร้อมกับโพจิ นาโอโตะอยากเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขสมหวังของลูกชาย ความรู้สึกที่เต็มตื้นอยู่ในอกของนาโอโตะขณะนั้นคือ แม้จะเป็นเรื่องโกหก แต่เขาก็อยากทำให้ฮารูโตะมีความสุขจากการได้เห็นว่าจิ้งเหลนงอกออกมาจากหาง

“เอาละ ฮารูโตะลองขุดดูสิ แต่ต้องขุดดี ๆ ไม่อย่างนั้นจิ้งเหลนจะบาดเจ็บได้ ปาป๊าว่าอย่าใช้เสียมเลยนะ ใช้มือค่อย ๆ ขุดดีกว่า”

“อืม”

ฮารูโตะพยักหน้าอย่างตื่นเต้นแล้วเริ่มลงมือขุดดินที่พูนเป็นเนิน โดยมีโพจิกระโดดอยู่ข้าง ๆ ด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน ดูเหมือนจะรู้สึกด้วยสัญชาติญาณว่ามีอะไรสักอย่างมีชีวิตอยู่ใต้ดินตรงนั้น

“เอโรอิมุ เอซซาอิมุ เอโรอิมุ เอซซาอิมุ…ปาป๊าก็ท่องคาถาด้วยสิ”

เมื่อเป็นคำของของฮารูโตะ นาโอโตะก็ไม่อาจขัด

“ได้สิ…เอโรอิมุ เอซซาอิมุ เอโรอิมุ เอซซาอิมุ…”

คาถาบทนี้นาโอโตะคิดขึ้นมาเล่น ๆ โดยไม่ตั้งใจ แต่พอมานึกดูดี ๆ จึงจำได้ว่าเป็นคาถาปลุกคนตายจากหนังเรื่องหนึ่งที่ดูนานมาแล้ว เขารู้สึกไม่ค่อยเป็นมงคลนักที่มาท่องคาถานี้เล่น ๆ กับลูกชายตัวน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใด เพราะไอ้ที่อยู่ในดินนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าจิ้งเหลนตัวหนึ่งที่เขาจับมาฝังไว้เมื่อกี้นี้เอง

ฮารูโตะท่องคาถาพลางขุดดินลึกลงไปทีละน้อยอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้สิ่งที่อยู่ในนั้นบาดเจ็บ…

“เฮ้ย…”

นาโอโตะตาตื่นเมื่อได้ยินฮารูโตะร้องออกมาด้วยความดีใจ

ตัวอะไรดำ ๆ คลานขึ้นมาจากหลุม แล้ววิ่งปรูดปร๊าดเฉียดเท้าของสองพ่อลูกไปด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทัน เจ้าโพจิซึ่งเป็นหมาล่าสัตว์โดยสัญชาตญานคำรามเสียงดุดันแล้ววิ่งกวดตามจิ้งเหลนไป พลางเห่าเสียงขรม แต่ความที่ยังเป็นหมาน้อยจึงเร็วไม่ทันจิ้งเหลนที่หายวับเข้าพงหญ้าไปในพริบตา

“ปาป๊า จิ้งเหลนงอกออกมาจริงด้วย สุดยอด”

ฮารูโตะบอกด้วยความตื่นเต้นจนแก้มแดงเรื่อ ก่อนวิ่งตามโพจิที่ยังไม่เลิกไล่ล่าจิ้งเหลนง่าย ๆ

“ฮารูโตะ ระวังหกล้ม”

นาโอโตะร้องเตือนจนติดปากเวลาเห็นลูกวิ่ง รู้สึกเหมือนกับว่าคาถาของตนปลุกจิ้งเหลนให้ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ และนึกเสียใจอยู่ลึก ๆ ว่าไม่ควรทำเลย

 

 

3

หลายเดือนต่อมา

หลังย้ายมาอยู่ที่นี่ นาโอโตะได้สัมผัสใกล้ชิดกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างที่ไม่เคยมีโอกาสมานาน พออากาศร้อนขึ้นต้นไม้ใบหญ้าก็เขียวชอุ่มอยู่นาน จนผ่านช่วงกลางฤดูร้อนไปได้สักพักก็ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ต้นเมเปิ้ลบนภูเขาหลังบ้านก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นแดงแสดและเหลือง สวยงามแต่เศร้าสร้อยเพราะจะร่วงหล่นลงดินในไม่ช้า ในระยะนี้อากาศหนาวเย็นขึ้น บางวันถึงกับมีหิมะโปรยปรายลงมาเบา ๆ

จิตใจของนาโอโตะสุขสงบจากการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและได้รับอากาศบริสุทธ์สดชื่นจากต้นไม้ใบหญ้า เขายังเดินทางไปทำงานที่บริษัทในย่านกลางกรุงตามเดิม แม้จะต้องนั่งรถไฟนานเป็นชั่วโมง แต่พอคุ้นชินเข้ากลับรู้สึกสบายเสียอีก

ตอนเช้า นาโอโตะขึ้นรถไฟที่สถานีต้นทางจึงได้นั่งสบายไปจนถึงที่ทำงาน ส่วนขากลับรถไฟอาจแน่นบ้าง แต่พอมาถึงราวครึ่งทางคนก็ลงกันแทบหมด เวลานอนไม่พอก็จะงีบหลับได้สบายในรถไฟที่โคลงไปมาเหมือนไกวเปล

สุดยอดของความสุขคือการมีบ้านเป็นของตัวเอง แม้จะเป็นบ้านเงินผ่อนก็ตาม และมีครอบครัวคอยต้อนรับการกลับมาของเขาอยู่ที่บ้าน แต่จะว่ากันตามจริง นาโอโตะได้เห็นหน้าลูกชายเฉพาะเวลาหลับเท่านั้น เพราะตอนที่เขาออกไปทำงาน ฮารูโตะยังไม่ตื่น และเข้านอนไปแล้วตอนเขากลับจากทำงาน

แต่นาโอโตะก็มีเจ้าโพจิที่คอยออกมากระดิกหางต้อนรับเมื่อกลับถึงบ้าน โพจิโตเร็วมาก ตอนมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ใหม่ ๆ มันยังเป็นลูกหมาตัวนิดเดียว แต่ในชั่วเวลาเพียงสองสามเดือน รูปร่างหน้าตาของมันเปลี่ยนไปเป็นหมาพันธุ์ชิบะอินุแท้ แต่ก็ยังตัวเล็กไม่พ้นวัยลูกหมา

สุดท้ายบ้านหมาที่นาโอโตะอุตส่าห์สร้างขึ้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลยสักครั้ง ถูกทิ้งร้างอยู่ที่มุมสวน พร้อมกับเสาที่ตอกไว้สำหรับล่ามเชือกจูง หมดความจำเป็นในเมื่อเจ้าโพจิกลายเป็นหมาเลี้ยงในบ้านไปแล้ว

สุขภาพของมิยูกิแข็งแรงดี คงเพราะได้อยู่ในที่โล่งกว้างและได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทุกอย่างกำลังไปได้สวยจนกระทั่งวันนี้เมื่อโทรศัพท์สายพ่วงบนโต๊ะทำงานของนาโอโตะส่งเสียงเรียก

นาโอโตะเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังและกดปุ่มรับสายนอกทั้งที่ยังขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินเสียงพนักงานแผนกต้อนรับแจ้งเข้ามาว่า “ตำรวจโทร.มาค่ะ”

“ผมอิฮาระกำลังพูดสายครับ”

“ภรรยาคุณ…”

เสียงของผู้ชายที่แสดงตัวว่าเป็นตำรวจไม่ได้ร้อนรน แต่ฟังดูเครียด คล้ายยากที่จะกลั่นกรองคำพูดให้เหมาะสม

นาโอโตะกระโจนออกจากบริษัททันทีที่วางหู ไม่เคยรู้สึกว่าบ้านอยู่ไกลเหลือเกินเท่าครั้งนี้ รถไฟแล่นช้ามาก คล้ายกำลังจะหมดแรงแล่นต่อไปไม่ไหว

ระหว่างทาง คำพูดที่ได้ยินทางโทรศัพท์วนเวียนอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า

‘ภรรยาคุณถูกรถบรรทุกที่คนขับหลับในชนเสียชีวิต’

นาโอโตะรีบรุดไปยังสถานีตำรวจใกล้บ้าน แล้วรู้สึกว่าสิ้นหวังเมื่อถามตัวเองขึ้นว่า…ทำไมให้มาที่สถานีตำรวจ ไม่ใช่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล

นาโอโตะเดินตามตำรวจไปยังห้องพยาบาลภายในสถานีตำรวจและพบโยริโกะ แม่ของเขานั่งคอยอยู่ที่ม้ายาวตรงระเบียงทางเดิน

“มิยูกิล่ะ”

โยริโกะไม่ตอบคำถามของลูกชาย แต่บอกด้วยเสียงแหบโหยว่า “ฮารูโตะรออยู่ในนั้น” แล้วลุกขึ้นผลักประตูเข้าไปในห้องพยาบาล

ฮารูโตะนอนอยู่บนเตียง พ่อแม่ของมิยูกิ กับชูจิซึ่งเป็นพ่อของนาโอโตะยืนดูอยู่โดยรอบ

“นาโอโตะ”

แม่ของมิยูกิร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้นเมื่อเห็นหน้านาโอโตะ บรรยากาศภายในห้องพยาบาลทาสีขาวว่างโล่ง นั้นเยียบเย็น ไม่มีใครพูดอะไรกันนอกจากเสียงสะอึกสะอื้นไม่หยุดของเธอ แต่นาโอโตะไม่มีเวลาที่จะปลอบโยน

“ฮารูโตะ”

เด็กชายจ้องตอบพ่อที่เรียกหาและถลาเข้ามาเกาะข้างเตียง แต่ไม่พูดอะไร ได้แต่นอนนิ่ง โดยไม่ได้หลับตา

“ฮารูโตะไม่เป็นอะไร ไม่มีบาดแผลแม้แต่นิดเดียวเหมือนปาฏิหาริย์ เพียงแต่ไม่พูดสักคำและไม่มีทีท่าว่าจะหลับด้วย คงจะช็อก”

คำพูดของแม่ทำให้หัวใจของนาโอโตะที่แทบจะหยุดเต้นอยู่แล้วเริ่มสูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกายอีกครั้ง รู้สึกอบอุ่นไปจนถึงปลายนิ้ว ฮารูโตะยังจ้องมองเขา แต่เขาไม่อาจอ่านความรู้สึกในสายตาคู่นั้นของลูกชายตัวน้อยได้เลย

ฮารูโตะคงช็อกอย่างรุนแรงที่เห็นมิยูกิประสบอุบัติเหตุต่อหน้าต่อตา… คิดแล้วนาโอโตะแทบสิ้นแรงและทรุดลงไปตรงนั้น

“มิยูกิล่ะครับ มิยูกิอยู่ที่ไหน”

ทุกคนหลุบตาลงต่ำเกือบพร้อมกันเมื่อนาโอโตะหันไปถาม ไม่มีใครตอบนาโอโตะ ใบหน้าของแต่ละคนหม่น หมองด้วยความเศร้าระคนเจ็บปวด

ชายในชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่ยืนอยู่ตรงประตูเอ่ยขึ้นเหมือนรอจังหวะว่า

“สามีคุณอิฮาระใช่ไหมครับ…”

แล้วกล่าวคำแสดงความเสียใจงึมงำอยู่ในลำคอพร้อมก้มศีรษะตามมารยาท ตำรวจในเครื่องแบบที่ยืนตัวตรงอยู่ข้าง ๆ เสริมขึ้นว่า

“ภรรยาของคุณอยู่ในห้องใต้ดิน จะลงไปพบไหมครับ”

นาโอโตะพยักหน้าเงียบ ๆ แทนคำตอบ ขณะที่เนื้อตัวเย็นเฉียบไปหมด หัวใจที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะขึ้นมาเมื่อครู่กลับอ่อนแรงลง ทำท่าคล้ายหยุดเต้นเอาดื้อ ๆ

พ่อแม่ของมิยูกิและโยริโกะอยู่เฝ้าฮารูโตะ ดูเหมือนทุกคนจะโศกเศร้ากับการได้เห็นร่างไร้วิญญาณของมิยูกิจนจิตใจชอกช้ำเจียนสลายกันมาแล้ว

นาโอโตะเดินตามตำรวจ ชายใส่เสื้อกาวน์ และพ่อของเขาลงลิฟต์ไปยังชั้นใต้ดินชั้นสอง ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรกัน ความเงียบบีบคั้นหัวใจนาโอโตะอย่างรุนแรง ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เหมือนขาดออกซิเจน

“ดูเหมือนมิยูกิจะตายคาที่ อาจเป็นบุญของเธอที่ไม่ต้องทรมาน แต่เห็นแล้ว…”

ชูจิรำพึงกับลูกชายหลังออกจากลิฟต์แล้วเดินไปตามระเบียงห้องใต้ดินที่มีผนังเกลี้ยง ๆ ขนาบสองด้าน แต่ก็พูดจนจบไม่ได้

เหตุเกิดเมื่อรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่คนขับหลับในพุ่งเข้าชนมิยูกิที่เดินอยู่บนทางเท้าระหว่างทางกลับจากการซื้อของที่ย่านการค้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแรงปะทะรุนแรงเพียงใดในเมื่อเป็นทางลาด และคนขับเร่งความเร็วเต็มที่โดยไม่มีร่องรอยว่าพยายามเหยียบเบรก

มิยูกิดูเหมือนจะผลักฮารูโตะที่เดินอยู่ด้วยกันกระเด็นไปให้พ้นอันตราย แต่น่าอัศจรรย์ที่เด็กชายตัวน้อยไม่มีบาดแผลอะไรเลย

“ที่นี่ครับ”

ชายในชุดกาวน์ที่เดินนำหน้าหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง และทันทีที่ประตูเปิดออก อากาศเย็นเยียบก็พลุ่งออกมาเหมือนเวลาเปิดตู้เย็น ทำให้รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาจากฝ่าเท้า

นาโอโตะมองข้ามไหล่ชายข้างหน้าเข้าไปในห้อง เห็นร่างที่น่าจะเป็นมิยูกินอนนิ่งมีผ้าขาวคลุมตลอดทั้งตัว ควันลอยขึ้นเป็นสายจากกระถางธูปที่หัวเตียง กลิ่นธูปกับผนังคอนกรีตเปลือยเป็นองค์ประกอบที่ประหลาดนัก

“เชิญครับ”

ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น นาโอโตะแข็งเกร็งไปทั้งตัว ก้าวขาไม่ออก

“ไม่”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ เมื่อเช้ามิยูกิยังยืนยิ้มส่งเขาอยู่เลย จะมานอนอยู่ในห้องมืดสลัวและเย็นเยียบอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วยิ่งได้ยินว่าร่างที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาวนั้นอยู่ในสภาพยับเยินอย่างน่าเวทนาด้วยแล้ว ยิ่งไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ถึงจะเป็นความจริงก็ไม่อยากยอมรับ

“งั้นก็ไม่ต้องหรอก ไม่จำเป็นต้องฝืนใจดู เก็บภาพที่สวยงามของมิยูกิเอาไว้ในใจตลอดไปน่าจะดีกว่า”

ชูจิแตะไหล่ลูกชาย คงเพราะตัวเย็นเยียบ นาโอโตะจึงรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือของพ่อ แม้จะสวมเสื้อโค้ทอยู่

“ครับ ทางเราชันสูตรศพและตรวจสอบลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้สามียืนยันตัวตนอีก”

ตำรวจดูเหมือนจะโล่งใจ จริง ๆ แล้วคงไม่อยากให้นาโอโตะดูศพเหมือนกัน

“จากนี้ก็ปล่อยให้บริษัทจัดงานศพเป็นธุระจัดการให้ดีกว่า เรากลับไปดูฮารูโตะกันเถอะ ฮารูโตะช็อกมากที่เห็นแม่ตายไปต่อหน้าต่อตา”

สุดท้ายนาโอโตะก็ไม่เข้าไปในห้องเก็บศพ พ่อจึงช่วยรุนหลังให้เขาหันกลับ

เสียงบานพับเสียดสีกันเบา ๆ เมื่อปิดประตูห้อง เสียงนั้นสะดุดหูจนนาโอโตะต้องชะงัก… คล้ายเสียงคนคราง…ไม่ใช่สิ ไม่ใช่คล้าย เพราะนั่นมันเสียงของมิยูกิที่กำลังครางด้วยความเจ็บปวดชัด ๆ

“ไม่ใช่นะ มิยูกิยังไม่ตาย”

นาโอโตะร้องออกมาดัง ๆ ทำเอาทุกคนในที่นั้นหน้าเครียดไปตาม ๆ กัน ชายสวมเสื้อกาวน์พูดขึ้นเป็นเชิงปลอบโยน

“เสียใจด้วยครับ ภรรยาคุณเสียชีวิตแล้วครับ”

“โกหก ผมได้ยินเสียงเธอเมื่อกี้ คุณ… คุณตรวจรักษาเธอดีแล้วเหรอ นึกแล้วเชียวว่ามันตลก มีอย่างที่ไหน อยู่ ๆ ก็พามาห้องเก็บศพที่สถานีตำรวจทันที โดยไม่พาไปโรงพยาบาล”

“นาโอโตะ สงบสติอารมณ์หน่อย มิยูกิจากพวกเราไปแล้ว”

ชูจิปลอบเบา ๆ โดยการโอบไหล่ลูกชายเข้ามาชิด

“โกหก ทุกคนโกหก ผมเพิ่งได้ยินเสียงมิยูกิกับหู”

นาโอโตะปัดแขนพ่อ ผลักตำรวจไปทางหนึ่งแล้วก้าวพรวด ๆ เข้าไปในห้องเก็บศพ ทุกคนยืนนิ่งขึง ไม่มีใครห้าม ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจอยากห้าม แต่ร่างกายไม่เคลื่อนไหวตามใจนึก เหมือนเครื่องจักรขาดน้ำมัน

“มิยูกิกลับบ้านกับผมนะ กลับบ้านของเรากันเถอะ”

นาโอโตะเสียงสั่นเครือ ค่อย ๆ เอื้อมมือไปที่ผ้าขาวแล้วเปิดออกทั้งผืน ในพริบตานั้น

“มิยูกิ…ทำไม ทำไมเป็นอย่างนี้”

สิ่งที่นาโอโตะเห็นก่อนหมดสติคือก้อนเนื้อดำ ๆ แดง ๆ ไม่ใช่มิยูกิภรรยาคนสวยและน่ารักที่เขารู้จักดี

 

4

“หนาวจัง”

โยริโกะแม่ของนาโอโตะบ่น ถูมือทั้งสองไปมาพลางจุดเตาผิง กลิ่นน้ำมันก๊าดที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงอบอวลไปทั่วห้องทันที

นาโอโตะเป็นคนที่ไม่ค่อยถูกกับกลิ่นน้ำมัน แต่ก็ยอมตามมิยูกิที่บอกว่าการใช้เตาผิงน้ำมันก๊าดประหยัดกว่าเตาผิงแก๊สและฮีตเตอร์ไฟฟ้า และเพิ่งได้ใช้เตาผิงน้ำมันก๊าดเป็นครั้งแรกเมื่อย่างเข้าฤดูหนาวปีนี้ ตอนอยู่คอนโด ถึงจะอยากใช้เตาผิงแบบนี้ก็ไม่อาจใช้ได้

ถึงจะไม่ชอบกลิ่นน้ำมันก๊าดแต่พอนึกว่าเป็นเตาผิงที่มิยูกิอยากใช้นักหนา นาโอโตะก็อดคิดถึงเธอขึ้นมาไม่ได้

ทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพของมิยูกิที่เห็นในห้องเก็บศพก็หวนกลับมาในห้วงคิด แม้พยายามระงับความปวดร้าวสะเทือนใจที่ว่ามองเท่าไรก็ไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่านั่นคือมิยูกิ ไม่อยากเชื่อว่ามิยูกิตายไปแล้ว แต่เขาก็ต้องยอมรับ ในเมื่อตำรวจได้ตรวจสอบยืนยันลายนิ้วมือเป็นที่เรียบร้อย

นาโอโตะ พ่อแม่ของเขา และฮารูโตะ ลาพ่อแม่ของมิยูกิที่สถานีตำรวจกลับมาบ้านด้วยกันสี่คน เพื่อเตรียมพิธีเคารพศพ ระหว่างนั้นนาโอโตะอยู่ในสภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ ไม่รับรู้ทุกสิ่งอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่รอบข้าง แรงสะเทือนจากการตกจากยอดสูงสุดแห่งความสุขแล้วดิ่งลงไปถึงก้นนรกอเวจีทำให้สมองของเขาชาดิก กลไกการคิดทุกส่วนหยุดทำงาน

ตรงกันข้ามกับลูกชาย โยริโกะพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยการลงมือจัดเก็บห้องให้เรียบร้อยอย่างกระฉับกระแฉงตามประสาคนขยัน

ความจริงมิยูกิเองก็คอยจัดเก็บสิ่งของต่าง ๆ ให้เข้าที่อยู่เสมอ แต่ฮารูโตะก็จะรื้อออกมาเกลื่อนอีกทุกครั้งไป แรก ๆ มิยูกิก็พยายามตามเก็บด้วยนิสัยของคนเจ้าระเบียบ จนมาหลัง ๆ นี้รู้สึกว่าเธอจะปล่อยวางลงมาก

แต่นาโอโตะกลับสบายใจเมื่อเห็นคนเจ้าระเบียบเหลือเกินอย่างมิยูกิปล่อยให้บ้านรก เพราะนั่นเป็นเรื่องปกติวิสัยในชีวิตครอบครัว เขากับมิยูกิจะใช้ชีวิตอย่างนั้นในบ้านหลังนี้ ผ่อนชำระเงินกู้นานยี่สิบสามสิบปีพร้อมกับเฝ้าดูการเติบโตของฮารูโตะไปด้วยกัน

ไม่จริง… เห็นของเล่นของฮารูโตะที่เกลื่อนอยู่เต็มห้องแล้ว นาโอโตะยิ่งไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุอันแสนหฤโหดเช่นนั้นกับมิยูกิจริง ๆ …เขาอยากปล่อยให้มันเกลื่อนอยู่อย่างนั้นมากกว่า

“แม่ ไม่ต้องเก็บก็ได้”

นาโอโตะพูดเบา ๆ คล้ายรำพึงกับตัวเอง ซุกร่างหนักอึ้งลงไปในโซฟาราวกับจะให้มันจมลึกลงไปไม่สิ้นสุด

โยริโกะเก็บข้าวของเข้าที่ต่อไปเหมือนไม่ได้ยินคำขอของเขา แต่นาโอโตะก็เข้าใจความรู้สึกของแม่ที่คงคิดว่าการหมกมุ่นอยู่กับงานบ้านที่คุ้นเคยจะช่วยผ่อนคลายความตื่นตระหนกจากความตายของลูกสะใภ้ลงได้บ้าง

นาโอโตะไม่พูดอะไรอีก เบนสายตาออกไปที่สวน ข้างนอกมืดสนิท ไกลออกไปเห็นแต่เพียงแสงของเส้นขอบฟ้าสลัวลางเหนือทิวไม้ในป่า พอให้เห็นเงาใบไม้ไหว ลมต้องแรงแน่เพราะอยู่ถึงในนี้ยังได้ยินเสียงหวีดหวิวเมื่อมันพัดผ่านสายไฟ เหมือนเสียงคนกรีดร้องไม่มีผิด

“ช่วยปิดม่านหน่อยก็ไม่ได้”

โยริโกะบ่นก่อนรูดม่านหน้าต่างบานสูง ดึงนาโอโตะที่กำลังลอยคว้างเหมือนถูกห่อหุ้มอยู่ในปุยสำลีแห่งความมืด กลับมาสู่ความเป็นจริงในห้องที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออน

“ลูกต้องเข้มแข็งเข้าไว้ มัวแต่ทำตัวอย่างนี้ให้ได้อะไรขึ้นมา ต้องเข้มแข็งเพื่อฮารูโตะนะรู้ไหม”

โยริโกะเบนสายตาช้า ๆ ขึ้นไปข้างบน ซึ่งสามีเธอพาหลานปู่ขึ้นไปที่ห้องเด็กบนชั้นสอง ตั้งแต่พบหน้ากันที่สถานีตำรวจ ฮารูโตะยังไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำเดียว ใคร ๆ ก็เข้าใจดีว่าเด็กน้อยย่อมต้องตื่นตระหนกและสะเทือนใจอย่างรุนแรงที่เห็นแม่ตายในอุบัติเหตุตรงหน้า

นาโอโตะอึ้งไป เขามัวแต่จมอยู่กับความรู้สึกของตัวเองจนไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าฮารูโตะคือสิ่งเดียวที่มิยูกิทิ้งไว้ให้เขา

“ฮารูโตะ”

นาโอโตะผลุดลุกขึ้นทันทีแล้ววิ่งขึ้นบันได ผลักโพจิที่นั่งเฝ้าปกป้องนายของมันอยู่หน้าห้องไปทางหนึ่งก่อนเปิดประตูเข้าไป

“อ้อนาโอโตะ ดีขึ้นแล้วเหรอ”

ชูจิเหลียวหน้ามาถามลูกชายอย่างโล่งอก

“ครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว แต่ฮารูโตะล่ะเป็นยังไงบ้าง”

ฮารูโตะที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่หันมองนาโอโตะด้วยแววตาว่างเปล่า เหมือนมองทะลุตัวเขาไกลออกไป

“ฮารูโตะคงจะช็อกมาก นั่งมองเหม่ออยู่อย่างนี้ตลอด”

ชูจินิ่วหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นและริ้วรอยของความทุกข์ใจ

“ฮารูโตะ นอนหลับเสียหน่อยดีกว่า”

ชูจิยกมือขึ้นลูบศีรษะหลานเบา ๆ ทันใดนั้นเองฮารูโตะก็กระโจนลงจากเตียง วิ่งเฉียดสีข้างพ่อ พุ่งตัวออกไปจากห้อง

“ฮารูโตะ!”

นาโอโตะวิ่งกวดตามลูกชายไปทันทีโดยที่สมองยังไม่ทันสั่ง โยริโกะยืนหน้าเหลอหลาอยู่ที่เชิงบันได ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“เกิดอะไรขึ้น ฮารูโตะจังวิ่งรี่ออกไปข้างนอกแน่ะ”

“ไม่มีอะไร ผมออกไปดูเอง ไม่ต้องเป็นห่วง พ่อกับแม่คอยอยู่ที่นี่แหละ”

นาโอโตะรีบใส่รองเท้า แต่ก็ยังไม่เร็วดังใจก่อนกระโจนออกไปข้างนอก ต้องมองหาครู่หนึ่งถึงเห็นฮารูโตะยืนหันหลังให้อยู่ในความมืดที่มุมสวน

“ฮารูโตะออกไปทำอะไรตรงนั้น เดี๋ยวเป็นหวัดนะ”

นาโอโตะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวังเพราะเกรงว่าฮารูโตะอาจวิ่งเตลิดไปอีก แต่จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลเลย เพราะพอฮารูโตะรู้สึกตัวว่าเขาวางมือลงบนบ่า เด็กชายก็หันมามองด้วยดวงตากลมใสแจ๋ว ไม่ใช่ดวงตาที่ตื่นตระหนกกับความตายของแม่อย่างที่เขาเห็นเมื่อครู่ นาโอโตะไม่รู้ว่าลูกชายตัวน้อยคิดอะไรอยู่ จิตใจที่สุดแสนจะรันทดหดหู่ราวใบไม้แห้งที่กำลังจะปลิดปลิวด้วยแรงลมทำให้เขาคิดถึงแต่เรื่องร้าย ๆ

ลมเย็นเยียบพัดผ่านขึ้นมาจากปลายเท้า เงาของภูเขาส่วนที่ถูกตัดเพื่อนำมาทำที่ดินปลูกสร้างจนกลายเป็นชะง่อนผาทาบทับลงมาราวกับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่มหึมากำลังย่างสามขุมเข้าใกล้ หมู่ไม้สั่นไหวไปทั้งราวป่า

“ฮารูโตะเป็นเด็กผู้ชายใช่ไหม ทำให้คุณปู่คุณย่าเป็นห่วงไม่ดีนะ”

นาโอโตะอ้างพ่อแม่ของเขา ทั้งที่ตัวเขาเองก็วิตกไม่น้อย

ฮารูโตะหันหน้ามาเมื่อได้ยินเสียง และเปิดปากพูดเป็นครั้งแรกในวันนั้น

“ปาป๊า”

นาโอโตะกลั้นหายใจคอยว่าลูกชายจะพูดอะไรออกมาเป็นคำต่อไป แต่ฮารูโตะกลับเงียบและยื่นมือมาตรงหน้าเขา วินาทีนั้นชายหนุ่มรู้สึกเหมือนสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ภาพที่คลับคล้ายว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนฉายวูบวาบขึ้นมาบนม่านตาแวบเดียวแล้วเลือนหาย…เดจาวู

ฮารูโตะกำมือแน่น จะว่าไปเขาเห็นลูกชายตัวน้อยกำมือแน่นมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว แต่ไม่ได้ผิดสังเกตเพราะคิดว่าคงเป็นเพราะช็อกกับการตายของมิยูกิ ไม่ใช่หรอก…เป็นเพราะเขาเองนั่นแหละที่ตื่นตระหนกเสียจนมองข้ามไป ไม่มีเวลาที่จะสนใจอะไรจริงจัง

ดูเหมือนจะมีอะไรอยู่ในกำมือของฮารูโตะ

“อะไรน่ะ ฮารูโตะกำอะไรไว้ ขอดูหน่อยสิ”

“ปาป๊า นิ้วไม่กระดุกกระดิกเลย”

ฮารูโตะสั่นศีรษะช้า ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ เคร่งขรึมเหมือนผู้ใหญ่ กำมือแน่นเสียจนปลายนิ้วซีดขาว และความที่กำไว้นานมากจึงดูเหมือนจะเกร็งจนแบออกด้วยตัวเองไม่ได้

นาโอโตะมองอย่างฉงน ไม่รู้ว่าของในกำมือสำคัญอะไรนักหนาถึงต้องกำแน่นขนาดนั้น เขายื่นมือไปกุมกำปั้นเล็ก ๆ ของลูกชายเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ง้างออกทีละนิ้ว หัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง…

แม้ในสวนจะมีโคมไฟ แต่ทั่วบริเวณก็ยังมืดสลัว และทันทีที่สัมผัสกับความเปียกชื้นในอุ้งมือของลูกชาย นาโอโตะก็ต้องกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เพราะสิ่งที่สัมผัสได้ไม่ใช่น้ำหรือเหงื่อ แต่เป็นของเหลวดำ ๆ หนืด ๆ

นาโอโตะง้างนิ้วลูกชายต่อไป…นิ้วนาง นิ้วก้อย

ในที่สุดกำปั้นของเด็กน้อยก็แบออก สิ่งที่วางอยู่กลางฝ่ามือเล็ก ๆ ที่กำลังสั่นนิด ๆ คือชิ้นส่วนช่วงปลายนิ้วจนถึงนิ้วข้อที่สองเห็นได้ชัดว่าถูกตัดขาดกระเด็น

“นั่น นั่น…นิ้วของหม่าม้าเหรอ”

ฮารูโตะพยักหน้านิด ๆ

นาโอโตะนึกขึ้นมาอีกครั้งถึงร่างของมิยูกิที่ตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการสืบสวนคดีในห้องเก็บศพ ร่างที่ใคร ๆ บอกเขาว่าคือมิยูกิ ร่างของมิยูกิในสภาพแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี แขนขาไปคนละทาง ไม่ผิดอะไรกับหุ่นพลาสติกที่รื้อจากกล่องออกมาวางเรียงบนโต๊ะเพื่อเตรียมประกอบเข้าเป็นตัว

หากนิ้วจะหายไปสักชิ้นก็คงไม่มีใครสังเกตเห็น และไม่แปลกด้วยถ้านิ้วนั้นจะมาอยู่ที่นี่

ฮารูโตะคงเก็บมาตอนเกิดอุบัติเหตุ นิ้วมีเลือดติดอยู่ แต่เล็บดูเป็นเงาวาวเมื่อสะท้อนแสงจากโคมไฟในสวน มิยูกิเกือบไม่ทาเล็บเลยหลังฮารูโตะเกิด แต่พออาบน้ำเสร็จจะต้องขัดถูเล็บให้เป็นมันวาวทุกครั้ง บอกว่าอยากให้เล็บสวยอยู่เสมอ

เมื่อนาโอโตะคิดถึงสีหน้าสีตาและเรียวปากที่เม้มนิด ๆ อย่างมุ่งมั่นของมิยูกิตอนทำเล็บแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าอารมณ์สร้อยเศร้าที่อดกลั้นเอาไว้ในอกแทบจะพังทำนบพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง

“ปาป๊า ฮารูโตะเอานี่ไปฝังดินได้ไหม”

เสียงแจ๋ว ๆ ของลูกชายปลุกเขาขึ้นจากภวังค์

“ว่าไงนะ”

“ฮารูโตะอยากฝังนิ้วแม่ และจะรดน้ำทุกวัน ท่องคาถารัว ๆ เลยด้วย ได้ใช่ไหมปาป๊า ฮารูโตะฝังนิ้วแม่ในสวนได้ใช่ไหม”

นาโอโตะรู้แล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเดจาวูเมื่อครู่นี้… จิ้งเหลนนั่นเอง

ความรู้สึกเย็นสันหลังวาบตอนฮารูโตะฝังหางจิ้งเหลนที่ตะครุบมาได้ที่มุมสวนในวันอาทิตย์หนึ่งของสุดสัปดาห์หลังย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ได้ไม่นานหวนกลับมาอีกครั้ง

“นะปาป๊า ฮารูโตะฝังได้ใช่ไหม”

ลูกชายตัวน้อยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องความตายดีนักเบิกตาโตอ้อนวอนนาโอโตะครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าโพจิที่ยืนอยู่แทบเท้านายกระดิกหางดิก ๆ  จ้องตาแป๋วมองขึ้นมาที่เขา คล้ายช่วยเชียร์อีกแรง

“อา เอ่อ”

นาโอโตะปล่อยเสียงผ่านลำคอที่แห้งผากออกมาไม่เป็นคำพูด

“ได้ ฝังหม่าม้าไว้ตรงนั้นเถอะ”

ใบหน้าที่เศร้าซึมอยู่ตลอดของฮารูโตะสว่างแจ่มใสขึ้นทันที พยักหน้าอย่างแข็งขันก่อนหันไปนั่งยอง ๆ ลงที่มุมสวน ฉวยเสียมสำหรับทำสวนของมิยูกิมาขุดหลุมอย่างขมีขมัน ฮารูโตะถึงจะยังเป็นเด็ก แต่ก็คงพอจะรู้ว่ามนุษย์ตัวใหญ่กว่าจิ้งเหลน จึงขุดหลุมลึกลงไป ลึกลงไปเรื่อย ๆ โดยมีเจ้าโพจิวิ่งวนอยู่รอบ ๆ

มองเผิน ๆ อาจเหมือนเด็กกำลังเล่นขุดดิน แต่ฮารูโตะกำลังจริงจังขุดหลุมเพื่อฝังนิ้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่ที่ตายไป และยิ่งกว่านั้นคือนั่นไม่ใช่การฝังศพไว้ในสุสาน แต่เป็นการฝังเพื่อให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา

ภาพตรงหน้าเคลื่อนไหววิบวับราวแสงหิ่งห้อย แม้มือเท้าเย็นเยียบจนชาดิกด้วยความเหน็บหนาวยามค่ำคืน แต่นาโอโตะบอกตัวเองว่าจะปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยทำอย่างนั้นไม่ได้ บ้าบอเกินไป เขาจะต้องห้าม ให้หยุดฝังเดี๋ยวนี้ แต่ก็ได้แต่คิด ยืนนิ่งขึง และร้องเอะอะอยู่ในใจ

คงเป็นเพราะเขาเองก็ไม่อาจบังคับใจให้หยุดหวังว่ามิยูกิจะกลับคืนมา ไม่ว่าด้วยวิธีใด แม้แต่วิธีที่เธอจะฟื้นขึ้นมาจากในดินก็ตาม

“ปาป๊า”

ฮารูโตะกำมือพ่อแน่น มือของนาโอโตะจึงพลอยเปรอะเปื้อนดินโคลนเปียก ๆ ไปด้วย รู้สึกคล้ายกับถูกลูกชายตัวน้อยกระตุ้นเตือนให้สำนึกว่าเขาก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

ตรงมุมสวนมีเนินดินเล็ก ๆ ที่ขุดขึ้นมาใหม่ ๆ ดินเปียกชื้นเป็นสีดำดูเด่นขึ้นมา คล้ายกับเป็นลางร้ายที่ผุดขึ้นมากลางชีวิตประจำวันอันสุขสงบ ภายในอาณาบริเวณของบ้านหลังนี้

นาโอโตะมองลงไปที่พื้นดินด้วยความรู้สึกว่า เขาได้ย่างก้าวแรกเข้าไปในหนทางมืดมิด ที่ไม่อาจหันหลังกลับมาได้อีกต่อไป

 

5

“บ.ก.เรียก 401…บ.ก.เรียก 401…”

ระหว่างติดไฟแดง เสียงเรียกปนเสียงแทรกซ้อนดังมาจากเครื่องรับส่งวิทยุไร้สายที่ติดตั้งอยู่เหนือแผงหน้าปัดของรถแลนด์โรเวอร์คู่ใจ เสียงเร่าร้อนแบบนี้คงต้องเกิดอะไรขึ้นที่ไหนสักแห่ง คูราซาวะ ฮิโรโกะ รีบตอบทันที

“401 ค่ะ”

“หวัดดี นี่ผมเอง กรุณาระบุตำแหน่งที่อยู่ ณ ขณะนี้และงาน”

เสียงจากปลายสายทักทายมาอย่างคุ้นเคยก่อนจะกลับไปเป็นงานเป็นการตามเดิม ฮิโรโกะคิดถึงใบหน้าคล้ำแดดที่เคร่งขรึมคล้ายรูปสลักอยู่เสมอของคูซามะ เออิจิ แล้วนึกขันอยู่ในใจว่านายคนนี้แปลกพิลึก ไม่เห็นจำเป็นต้องเรียกด้วยหมายเลขสักหน่อยในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเรียกใคร

“ขณะนี้อยู่ที่บริเวณสี่แยกชิมิซูบาชิ ถนนโฮนัน และไม่มีงาน”

ฮิโรโกะตอบกลับไปด้วยภาษาทางการเหมือนกัน คำว่า “งาน” คือรหัสที่รู้กันเป็นการภายในว่าหมายถึงงานการสืบหาข่าวสารข้อมูลสำหรับทำรายการที่ได้รับมอบหมายขณะที่ถูกถาม และหากอยู่ระหว่างหาข้อมูลก็จะตอบว่ากำลังทำ วันนี้ช่วงเช้าฮิโรโกะไปเก็บข้อมูลจากร้านกาแฟที่กำลังดังในย่านคิชิโจจิ และขณะนี้อยู่ระหว่างทางกลับสถานี เธอจึงตอบไปว่าไม่มีงาน

อันที่จริง บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องถามตำแหน่งที่อยู่ทุกครั้งก็ได้ เพราะเครื่องรับส่งวิทยุไร้สายที่ช่างภาพอย่างเธอติดไว้ในรถมีระบบระบุตำแหน่งอยู่ในตัว แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขายังต้องถามทุกครั้ง ฮิโรโกะอดหงุดหงิดไม่ได้กับการทำงานของสถานีโทรทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับระเบียบแบบแผน จนไม่คำนึงว่าเป็นการทำงานโดยเปล่าประโยชน์

“เกิดเหตุวัยรุ่นยกพวกตีกันที่บริเวณสี่แยกโดเก็นซากะ รีบไปทำข่าวโดยด่วน”

คูซามะสั่งงานเช่นนั้นด้วยเสียงที่ยังตื่นเต้นนิด ๆ ส่วนฮิโรโกะนั้นแทนที่จะกลัวการลงพื้นที่ทำข่าวคนตีกัน กลับรู้สึกว่าร่างกายขับสารแอดรีนาลีนออกมาทั่วตัว ทำให้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที หญิงสาวเริ่มเข้าวงการนี้มาได้สามปีแล้ว และตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพเต็มตัว

“รับทราบ จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

“ดีมาก แต่ระวังตัวหน่อยนะ อย่าหักโหม”

คูซามะกล่าวเช่นนั้นแล้วปิดเครื่องก่อนที่ฮิโรโกะจะทันตอบ เธอยิ้มแห้ง ๆ ให้กับคำพูดของอีกฝ่าย คูซามะเห็นเธอเป็นเด็กอยู่เสมอ ทั้งที่เขาเองเป็นคนดึงเธอที่เคยเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่งเข้ามาและปั้นเธอให้เป็นช่างภาพ

ฮิโรโกะรู้สึกตัวพอดีเมื่อไฟสัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รีบออกรถมุ่งหน้าไปทางสี่แยกโดเก็นซากะซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ปกติแล้วช่วงเวลานี้ถนนยามาเตะรถไม่ติด แต่พอเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกรถก็เริ่มติดแทบไม่ขยับ ฮิโรโกะตัดสินหมุนพวงมาลัยเบี่ยงออกวิ่งบนเลนสวนซึ่งว่างโล่ง

ช่างภาพสาวขับแซงขึ้นไปจนเห็นฝูงคนมุงล้อมเป็นวงกั้นกลางถนนใหญ่ มีตำรวจแค่สองคนซึ่งคงมาจากป้อมสาละวนอยู่กับการกั้นรถกับคนและเฝ้าระวังเหตุการณ์ เพราะท่าทางไม่น่าจะหยุดยั้งวัยรุ่นที่กำลังอาละวาดหนัก อีกไม่นานตำรวจลาดตระเวนย่านนี้คงจะระดมกำลังมาระงับเหตุ ซึ่งก็คงจะสงบลงในไม่ช้า

ฮิโรโกะประเมินเหตุการณ์แล้วเห็นว่าขืนช้าอยู่คงไม่ได้ข่าว จึงจอดรถเทียบทางเท้า คว้ากล้องถ่ายวิดีโอสำหรับมืออาชีพยี่ห้อโซนี่ขึ้นมาถือไว้ กล้องตัวนี้เป็นรุ่นเก่าล้าสมัยและใหญ่เทอะทะ เปรียบได้กับซากหินดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีใครใช้กันแล้ว และที่สำคัญคือหนักอึ้ง รวมแบตเตอรี่ด้วยแล้วก็หนักกว่าห้ากิโลกรัม ตอนต้องออกไปทำข่าวใหม่ ๆ เธอต้องใช้สองมือยกขึ้นถ่าย แต่ตอนนี้คุ้นกันมากแล้ว ถึงจะบอกไม่ได้ว่าเบาแต่ก็ไม่หนักหนานัก และอันที่จริงความหนักของกล้องก็ช่วยคลายความตื่นเต้นและทำให้มั่นใจในการทำงานได้มากเหมือนกัน

ต้องรีบ เดี๋ยวพวกนั้นจะเลิกตีกันเสียก่อน ฮิโรโกะกระโดดลงจากรถ ยกกล้องวิดีโอขึ้นแบกบนบ่าแล้ววิ่งเข้าไปที่ฝูงคนมุง พร้อมกับแหวกเข้าไปจนถึงแนวหน้า ไม่สนใจกับผมสั้น ๆ ที่ถูกลมตีจนกระเซิง

เด็กวัยรุ่นหลายสิบคนอยู่ในวงนั้น บางคนสักจนถึงคอ บางคนย้อมผมสีเหลืองอ๋อย ทั้งหมดกำลังตีกันอุตลุดด้วยดาบไม้และไม้เบสบอล กลายเป็นศึกใหญ่อยู่กลางถนน ปิดกั้นรถราและการสัญจรของผู้คน

ฮิโรโกะจับภาพเหตุการณ์ผ่านเลนส์กล้องวิดีโอ เห็นวัยรุ่นหลายคนถูกตีเลือดอาบ บางคนทรุดลงไปนั่งกับพื้นถนน แต่ที่ยืนหยัดอยู่ก็ยังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพันตูกันต่อไปอย่างเมามัน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝูงคนที่มามุงดูแน่นขนัด สีหน้าของวัยรุ่นแต่ละคนที่ฮิโรโกะเห็นผ่านกล้องไม่ผิดอะไรกับนักสู้บนสังเวียนที่มีคนดูส่งเสียงเชียร์เร้าใจอยู่โดยรอบ

ฮิโรโกะไม่เห็นความกลัวหรือแม้แต่ความเคียดแค้นในแววตาของแต่ละคน แต่กลับมีอะไรที่คล้ายกับความผยองที่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน พวกนี้ไม่ได้ตีกันเพื่อระบายความโกรธแค้น เพียงแค่ก่อเรื่องขึ้นเพื่อสนองความเมามันกันในชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น

ฮิโรโกะก้าวพ้นแนวฝูงคนออกไปถึงกลางถนน ตั้งกล้องจับภาพใบหน้าของวัยรุ่นที่กำลังคึกคะนองเพื่อให้เห็นสีหน้าชัด ๆ เพราะอยากถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงของวัยรุ่นที่กำลังโรมรันกันให้ประจักษ์ต่อสายตาของผู้ชมรายการ แต่ที่ไม่ได้ดังใจคือเวลานำคลิปไปออกอากาศจำเป็นต้องปิดบังใบหน้าไว้ตามกฎระเบียบ

“คุณ คุณ อย่าออกไป…อันตราย”

ตำรวจวิ่งเข้ามาห้ามและพยายามดันฮิโรโกะให้กลับเข้าไปในฝูงคน แต่ช่างภาพสาวสะบัดตัวแล้วเดินหน้าต่อไปอย่างทะนงในศักดิ์ศรีของมืออาชีพ เธอตั้งใจจะเข้าไปกลางวงต่อสู้เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ระยะนี้คนมุงดูส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนถ่ายเหตุการณ์ แต่ภาพที่ถ่ายได้นั้นก็แค่เอาไปอวดต่อ ๆ กัน ไม่อาจเอาไปขายเป็นภาพข่าว เพราะจับระยะภาพไม่ได้ แม้จะอยู่ในระยะห่างเท่ากันกับกล้องวิดีโอตัวนี้

หลังตีกันได้สิบกว่านาที วัยรุ่นทั้งสองฝ่ายก็ทำท่าว่าจะหมดแรง และกำลังหาโอกาสเหมาะเพื่อเลิกรา แต่ฝูงคนยังไม่ยอมให้เลิกง่าย ๆ

“อะไร้…จะเลิกตีกันแล้ว อ่อนหัดไปหน่อยไหมนั่น”

“นั่นไง ทีวีเขาอุตส่าห์มา เอาเลย…โชว์สุดฝีมือเลยนะคราวนี้”

กองเชียร์เลือดเดือดใช้ถ้อยคำเผ็ดร้อนขึ้นทุกทีเมื่อเห็นวัยรุ่นอ่อนแรงลง

“ฆ่ามันเลยสิ รออะไร”

ฮิโรโกะหันกล้องไปทางเสียงทันควัน แต่ก็ไม่อาจจับได้ว่าใครเป็นคนตะโกนคำแสลงหูนั้นออกมา เพราะคนรอบตัวเธอต่างยิ้มนิด ๆ อย่างสะใจกันทุกคน

ช่างภาพสาวอยากหาเจ้าของเสียงตะโกนให้เจอจะได้จับภาพไปแฉให้คนดูทั่วประเทศเห็นว่าคนที่พูดอย่างสิ้นคิดนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะช่างภาพจะทำตัวเป็นนักเลงกล้องโทรศัพท์มือถือเหมือนฝูงคนที่ชอบแห่มาดูเหตุการณ์พวกนั้นได้อย่างไร

ฮิโรโกะหันกล้องวิดีโอกลับไปทางการต่อสู้อีกครั้ง และพบกับประกายตาของแต่ละคนที่สู้กันเหนื่อยหอบจนตัวโยน…อยากเด่นดัง อยากเป็นจุดสนใจ… ความคิดเช่นนี้เองที่ทำให้วัยรุ่นพวกนี้ก้าวออกมาก่อเหตุโกลาหล

ฮิโรโกะเพิ่งรู้ว่าเธอรุกล้ำเข้ามาอยู่กลางสนามรบบนถนนใหญ่ก็เมื่อวัยรุ่นคนหนึ่งที่โกนคิ้วจนเหี้ยน แผดเสียงขู่พลางวิ่งชูไม้ตีเบสบอลตรงเข้าใส่กล้องอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

“เฮ้ย ทีวี…ถ่ายทำไม”

ช่างภาพสาวยึดหลักที่ว่า จะไม่ซูมภาพเวลาถ่ายวิดีโอในที่เกิดเหตุ แต่จะเข้าไปประชิดและถ่ายในมุมกว้าง เพราะจะทำให้ได้ภาพที่มีพลังดึงดูดสายตาผู้ชมมากกว่า และตั้งใจเข้าไปใกล้เป้าหมายมากกว่าช่างภาพคนอื่นก้าวหนึ่งเสมอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทำให้ตอนนี้เธอบุกเข้าไปกลางวงวัยรุ่นโดยไม่ทันรู้ตัว

“นางนี่…”

วัยรุ่นคนนั้นแผดเสียงอีก คล้ายเรียกพลังให้ตัวเอง มือที่แกว่งไม้เบสบอลเงื้อง่าเข้ามาดูไม่ค่อยแน่ใจเมื่อเข้ามาใกล้ ฮิโรโกะยังจ้องผ่านจอของกล้องวิดีโอต่อไป

คูซามะสอนไว้ตอนที่ฮิโรโกะเริ่มเป็นช่างภาพใหม่ ๆ ว่า… เวลากลัวให้มองผ่านเลนส์และถ่ายไปเรื่อย ๆ เพื่อเตือนว่าตนเป็นช่างภาพที่มีภารกิจบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สำนึกนั้นจะก่อให้เกิดความกล้าหาญและพลัง…ซึ่งฮิโรโกะจะกระซิบเตือนตัวเองอยู่ในใจเสมอเวลาวิ่งออกไปยังที่เกิดอุบัติเหตุหรือคดีอะไรก็ตาม ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เธอตั้งกล้องเข้าประจันหน้าและถ่ายภาพใบหน้าของวัยรุ่นคนนั้นที่ค่อย ๆ ใหญ่เต็มจอ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝูงคน พิศดูแล้วหน้าตายังเป็นเด็กชายน่ารักอยู่เลย

นักดาบผู้เก่งกล้าอาจใช้ดวงตาประกายกล้าราวพญาเหยี่ยวสะกดคู่ต่อสู้ให้จังงังได้ แต่ลำพังผู้หญิงสำอางตัวคนเดียวอย่างฮิโรโกะจะมีพลังอะไร ถ้าเธอไม่มีกล้องวิดีโอใหญ่ยักษ์มืออาชีพตัวนี้ เลนส์ใหญ่ที่เป็นดวงตาของมันมีพลังแรงกล้าหลายสิบเท่าแทนเจ้าของ จับจ้องและสะกดคู่ต่อสู้ให้ได้แต่หยุดยืนสบถเสียงลั่น แต่ไม่อาจฟาดไม้เบสบอลลงปะทะ

เสียงไซเรนรถตำรวจดังขึ้นได้จังหวะพอดี วัยรุ่นมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนหนีกระจัดกระจาย วิ่งฝ่าฝูงชนออกไปคนละทิศทาง กระโดดขึ้นรถยนต์บ้าง กระโจนขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์บ้าง พรึ่บเดียวไม่มีเหลือสักคน

ฮิโรโกะยืนตะลึงอยู่ในท่าแบกกล้องวิดีโอถ่ายภาพท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ตัวแข็งเกร็ง ก้าวขาไม่ออกด้วยความกลัว รู้สึกกล้องหนักอึ้งขึ้นทันทีที่หยุดถ่าย ทำเอาไหล่แทบทรุดและร่างกายซวนเซจนต้องหายใจเข้าลึก ๆ

 

[1] หน่วยวัดพื้นที่ของญี่ปุ่น 1 เสื่อทาตามิ มีขนาดประมาณ 1.55 ตารางเมตร

 

 

ติดตามต่อได้ในนิยายฉบับเต็ม

วางจำหน่ายเร็วๆ นี้

ใส่ความเห็น