fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก เล่ม 1 ตอนที่ 9

ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก
小女花不弃

จวงจวง 桩桩 เขียน
เสี่ยวหวา แปล

 

— โปรย —

เมื่อขอทานสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติไปเป็นทารกที่ถูกทอดทิ้ง
จนต้องกลายเป็นขอทานและถูกเลี้ยงดูโดยแม่สุนัข
ชีวิตเดิมในภพปัจจุบันว่ายากลำบากแล้ว
ชีวิตใหม่ในภพใหม่กลับขัดสนกว่าเดิม
ทั้งที่เป็นขอทานตัวน้อย กลับมีแต่คนหมายจะสังหารนาง
หรือไม่ก็จะใช้นางเป็นหมาก

แท้จริงแล้วชาติกำเนิดของนางเป็นอย่างไร
เหตุใดชีวิตถึงพัวพันยุ่งเหยิงอย่างนี้เล่า

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ”

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

9

เงาหญิงงามในหลิงปัว

 

อดีตฮ่องเต้แคว้นเว่ยมีทายาทมากมาย เป็นโอรสเจ็ดคนธิดาสิบคน อ๋องเจ็ดเป็นโอรสคนสุดท้อง ทั้งยังเป็นอนุชาร่วมมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน จึงได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ที่สุด

ฮ่องเต้แยกแยะอย่างกระจ่าง นอกจากอ๋องเจ็ด อ๋องคนอื่นล้วนถูกส่งออกจากเมืองวั่งจิงนานแล้ว ฮ่องเต้มอบที่ดินให้พวกเขา ปล่อยพวกเขาเป็นท่านอ๋องผู้ว่างงาน ใช้ชีวิตร่ำรวยมีเกียรติ มีเพียงอ๋องเจ็ดเท่านั้นที่ยังอยู่ในเมืองวั่งจิงรั้งตำแหน่งหัวหน้าคลังใน[1]

เงินส่วนพระองค์มาจากสองแหล่ง ส่วนแรกคือ รายได้จากการเก็บภาษีของแคว้นทั้งหมด ซึ่งจะเข้าสู่ท้องพระคลัง จากนั้นท้องพระคลังจะจัดสรรเงินให้คลังหลวงตามสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนที่สองคือ รายได้จากที่ดินทรัพย์สินส่วนพระองค์

เมื่อรายรับของแคว้นเพิ่มขึ้น รายได้ของคลังหลวงย่อมเพิ่มตามไปด้วย เมื่อการเก็บเกี่ยวให้ผลผลิตดี ฮ่องเต้ย่อมได้รับผลประโยชน์ดีตามไปด้วย

แต่รายจ่ายของฮ่องเต้มีมากมาย ไม่ว่าการเลี้ยงดูพระสนม นางกำนัล ขันที องครักษ์ส่วนพระองค์ การตกรางวัลให้พระบรมวงศ์และขุนนางใหญ่ล้วนเป็นเงินจากคลังหลวง บัดนี้ไทเฮาอายุมากแล้ว ฮองเฮาก็มิอาจออกจากวังหลวง เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าขันทีกับขุนนางในราชสำนักสมรู้ร่วมคิดกัน จึงมีเพียงขันทีฝ่ายในที่มีหน้ามีตาได้รับความไว้วางใจมากที่สุด สามารถช่วยฮองเฮาทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนอำนาจการดูแลคลังหลวงและการซื้อขายมอบให้ผู้ที่ปราศจากอำนาจทางการทหารและไม่เคยถามไถ่ถึงงานบริหารราชการแผ่นดินอย่างอ๋องเจ็ดเป็นผู้ดูแล

ฮ่องเต้กับอ๋องเจ็ดต่างถือหลักการ แม้พี่น้องผูกพันกัน แต่เรื่องเงินทองต้องแยกแยะ เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่มีค่าตอบแทนสูง ดังนั้นเพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากอ๋องเจ็ดจะได้รับเบี้ยหวัดจากราชสำนักแล้ว ทุกปีที่มีการเปิดประมูลจัดซื้อของเข้าคลังหลวง ขอเพียงเขาหาราคาได้ต่ำกว่าที่ฮ่องเต้ต้องการ เงินส่วนต่างเหล่านั้นสามารถเก็บไว้เองได้

ในแต่ละปีผู้จัดหาสินค้าให้ราชวงศ์รายใหญ่ที่สุดมีสี่สกุล วาณิชย่อมแสวงหากำไร เฝ้าหาหนทางให้อ๋องเจ็ดซื้อของในราคาสูงขึ้นอีกสักหน่อย ถ้าสามารถติดสินบนเป็นการส่วนตัวก็จะทำกำไรได้มากขึ้น ทว่าอ๋องเจ็ดกลับแบมือ บอกพวกเขาด้วยท่าทางจนปัญญา “พ่อค้าที่ฉลาดที่สุดในแผ่นดินไม่มีผู้ใดเกินฮ่องเต้ พระองค์รู้ราคาต่ำสุดของบุปผาที่ทำจากผ้าไหมอย่างแจ่มแจ้งประดุจนิ้วบนฝ่ามือ ข้าคิดดูแล้ว รับส่วนที่พระองค์แบ่งให้อย่างตรงไปตรงมาดีกว่า น้ำไหลน้อยจึงจะไหลได้ไกล แม้การรับเงินสินบนของพวกเจ้าจะหาเงินได้มากกว่า แต่ก็ทำได้เพียงครั้งเดียว มิหนำซ้ำข้ายังจะทำให้เงินในคลังสมบัติของพระองค์พลอยสกปรกไปด้วย อย่างนั้นปีหน้าผู้ที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้คงไม่ใช่ข้าอีกต่อไป พวกเจ้าบอกข้าเถิดว่าสมควรถือข้างฝ่ายใด”

เหล่าวาณิชหลวงพากันล้มเลิกความคิด แอบรู้สึกว่ายุติธรรมดี

คนเดียวที่ปีนี้อ๋องเจ็ดขุ่นเคืองจริงๆ คือสกุลม่อแห่งวั่งจิง เขากล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าม่อและม่อรั่วเฟยอย่างเย็นชา “ร้านแลกเงินฟางหยวนถือเป็นร้านใหญ่ที่สุดในแคว้นเว่ย พวกพ่อค้าแห่งเจียงหนานมีใจปรารถนาจะร่วมหุ้นเปิดร้านแลกเงินที่เจียงเป่ยนานแล้ว เงินหลวงส่วนหนึ่งในร้านแลกเงินเทียบได้กับดอกเบี้ยหมุนเวียนในหมู่ราษฎรหนึ่งปี เชื่อว่าฮ่องเต้กับเสนาบดีกรมคลังคงชอบที่จะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง”

สิบสามปีก่อนฮูหยินผู้เฒ่าม่อส่งข่าวร้ายว่าอ๋องเจ็ดสูญเสียสตรีในดวงใจ ยามนี้เรียกได้ว่ากรรมตามสนอง นางเป็นลมหมดสติเพราะถ้อยคำของอ๋องเจ็ด ทำได้เพียงถอนใจยาวทั้งน้ำตา “ต้นไม้ใหญ่จะล้มแล้ว ต้นไม้ใหญ่จะล้มแล้ว!”

ดังนั้นม่อรั่วเฟยจึงรีบพาเจี้ยนเซิงออกเดินทางไปยังซีโจว คิดจะชิงตัดหน้าหาตัวบุตรีของฮูหยินผู้นั้นให้เจอ

สี่สกุลใหญ่ได้ครอบครองสิทธิ์การจัดซื้อสินค้าให้ตำหนักใน ส่วนที่เหลือยังมีวาณิชจำนวนมากจ้องแย่งชิง นอกจากนี้ ผู้ใดล้วนทราบว่าอ๋องเจ็ดผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของไทเฮาและฮองเฮาที่สุด เมื่อแต่ละท้องถิ่นของเขตปกครองซีโจวได้รับภาพวาด มีหรือจะไม่พยายามอย่างสุดความสามารถ

หลังม่อรั่วเฟยพาฮวาปู๋ชี่ออกจากหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์กลับเมืองวั่งจิ่ง บ่าวรับใช้ชายหญิงของหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ก็ปล่อยข่าวลือออกมา ด้วยเหตุนี้ พอแต่ละท้องถิ่นหาเด็กสาวที่มีหน้าตาคล้ายฮูหยินสองส่วน จึงรีบลงแส้ม้าเร็วไปส่งยังวั่งจิง เร่งเดินทางเร็วรี่เป็นสองเท่าท่ามกลางพายุหิมะ ในใจต่างคิดว่าไม่แน่ช่วงวันปีใหม่นี้อ๋องเจ็ดอาจจะประสบพบเจอญาติ พ่อลูกได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน

 

เวลาเดียวกัน จวนอ๋องเจ็ดกลับวุ่นวายราวโจ๊กที่ต้มจนเละหม้อหนึ่ง

อ๋องเจ็ดมีอ๋องน้อยที่เกิดจากชายาเอกคนหนึ่ง และมีบุตสาวที่เกิดจากภรรยาสามคน หลังชายาเอกวายชนม์ ชายารองกับฮูหยินทั้งห้าล้วนอยากเป็นชายาเอก ครั้นเรื่องเมื่อสิบสามปีก่อนแพร่ออกไป ค่อยรู้ว่าที่แท้ตนเองเป็นเพียงตัวแทน ในจวนอ๋องจึงมีการแสดงละครตีโพยตีพายว่าจะผูกคอตายหมุนเวียนกันวันละหลายรอบ

กานชายาที่เข้าจวนคนแรกและมีอารมณ์รุนแรงที่สุด จูงมือบุตรีอายุสิบสาม บอกว่าต้องการบวชชี อ๋องเจ็ดย่อมขัดขวาง กานชายาเชิดหน้ากล่าวเสียงเย็น “ปีนั้นท่านอ๋องกับท่านอ๋องห้ามาที่เรือนข้าเพื่อสู่ขอพร้อมกัน คนหนึ่งต้องการให้ข้าเป็นชายารอง อีกคนต้องการให้เป็นชายาเอก ข้าผู้เป็นบุตรีของภรรยาเอกท่านโหว[2]ที่สง่าผ่าเผยและซื่อตรงเอาชีวิตข่มขู่ท่านพ่อกับพี่ชายโดยไม่เสียดาย ยามนี้ถึงได้รู้ว่าท่านอ๋อง…”

อ๋องเจ็ดนิ่งเงียบ

หลี่ชายาผู้อ่อนแอที่สุดพลันกอดบุตรีอายุสิบขวบร่ำไห้ “บ้านมารดาของข้าเป็นครอบครัวบัณฑิตหลายชั่วอายุคน หากไม่ใช่เพราะพบท่านอ๋องที่ไปอ่านหนังสือที่สำนักศึกษาติดต่อกันสามเดือน มีหรือข้าจะยอมลดตัวมาเป็นชายารอง”

อ๋องเจ็ดแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า

เถียนชายาผู้สุภาพเยือกเย็นที่สุดค่อยๆ วางขลุ่ยหยกในมือลง หันไปเอ่ยกับบุตรีอายุแปดขวบอย่างไม่ใส่ใจนัก “เจ้าตั้งใจฝึกดีดพิณเถิด ได้ยินว่าขอทานเลี้ยงดูเด็กคนนั้นจนเติบใหญ่ ต่อให้มีสายเลือดสูงศักดิ์ อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กกะโปโลคนหนึ่ง อยากรังแกนาง ย่อมไม่มีทางเวียนมาถึงตาเจ้า ไม่เห็นหรือว่าท่านพี่อ๋องน้อยของเจ้าฟันดอกเหมยในสวนจนไม่เหลือสักดอก”

อวี๋ชายากับหลิวฮูหยินไม่มีบุตร เอ่ยกับอ๋องเจ็ดว่า “สวรรค์เมตตาโดยแท้ นางกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ข้ายินดีปฏิบัติต่อนางเหมือนบุตรีในอุทรเจ้าค่ะ”

สีหน้าของอ๋องเจ็ดผ่อนคลายลงในที่สุด ในดวงตาที่เคยแจ่มใสฉลาดเฉียบแหลมแฝงความรู้สึกซับซ้อน เขาเดินจากไปโดยไม่เอ่ยวาจา สีหน้าอวี๋ชายากับหลิวฮูหยินต่างเบิกบานใจ

เล่ากันว่าชายาเอกที่วายชนม์แล้วของอ๋องเจ็ดเป็นสตรีงามสง่าเพียบพร้อมด้วยความรู้ความสามารถ ชื่นชอบมวลผกาต้นหญ้างามและให้ความรู้สึกสูงส่ง ดังนั้นสถานที่พำนักจึงปลูกดอกเหมย ดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่ และดอกเบญจมาศ[3] ทะเลสาบกลางสวนยามคิมหันต์มีดอกบัวขาวชูช่อโดดเด่น อ๋องเจ็ดเคยกล่าวว่าดอกบัวขาวในสระดูจืดชืดเกินไป ขาดเสน่ห์เย้ายวน ชายาเอกจึงด่าว่าเขาเป็นบุรุษหยาบกระด้าง รู้จักแต่สูดกลิ่นเงิน ก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

อ๋องน้อยพำนักที่เรือนหลิวสุ่ยซึ่งเป็นเรือนของชายาเอก ในสวนมีบรรยากาศยามเหมันต์และดอกเหมย เพียงแต่เป็นดั่งที่เถียนชายาว่า กิ่งเหมยในเวลานี้ถูกฟันทิ้ง ดอกเหมยร่วงหล่นเกลื่อนพื้น ให้ความรู้สึกชวนเวทนาราวสตรีที่ถูกหมิ่นเกียรติ อ๋องน้อยเฉินอวี้วัยสิบเจ็ดปีฟันดอกเหมยดอกสุดท้ายหลุดจากกิ่ง บนหน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราย

เฉินอวี้หน้าตางดงามคล้ายชายาเอก พอระบายโทสะเสร็จ เหลือบมองดอกเหมยร่วงโรย สวนร้างวังเวง หว่างคิ้วมีเพียงความเย็นชา แววตามีแต่ความเศร้าสลด

มารดาสูงส่งงดงามถึงเพียงนั้น กลับต้องทนมองบิดารับสตรีเข้ามาทีละคนเงียบๆ ไม่เอ่ยคำใด ยามเหมันตฤดูมักเดินอยู่ในสวนเหมยอย่างอ้อยอิ่ง แม้เขายังเยาว์ แต่ก็เข้าใจความเจ็บปวดในใจของมารดา เดิมเป็นดอกเหมยบนยอด กลับถูกวายุพัดร่วงสู่โคลนตม โดนเหยียบย่ำอย่างน่าสงสาร ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสตรีนางหนึ่ง…สตรีนางนั้น! คิดไม่ถึงว่าสตรีนางนั้นจะมีลูกจริงๆ! นางตายแล้ว หากยังทำให้บิดาคะนึงหาจนถึงวันนี้ มิหนำซ้ำบุตรีของนางยังคิดจะเข้าจวนอ๋อง มารดาจะทนได้อย่างไร เฉินอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง

อาสือบ่าวคนสนิทเห็นเฉินอวี้เก็บกระบี่ ค่อยเอ่ยเสียงสั่น “ท่านอ๋องน้อย ได้ยินพ่อบ้านบอกว่าคนที่ซีโจวส่งมาพำนักที่เรือนหลินเฉ่า ท่านต้องการไปดูหรือไม่ขอรับ”

เฉินอวี้โยนกระบี่ให้อาสือ กล่าวอย่างหงุดหงิด “ให้ไปดูอันใด ดูว่าหน้าตาคล้ายคนที่อยู่ในภาพวาดหรือไม่ จากนั้นก็ยอมรับเป็นน้องสาวอย่างนั้นรึ”

อาสือกอดกระบี่ บอกอย่างขุ่นเคือง “หน้าตาเหมือนก็เอากระบี่นี้กรีดหน้านางให้เสียโฉม! คิดจะเข้าจวนอ๋องไม่มีทางเป็นไปได้!”

เฉินอวี้รับผ้ามาเช็ดเหงื่อ เอ่ยเสียงเรียบเรื่อย “ไม่เห็นท่าทางราวกับจะกินภาพวาดเป็นอาหารของท่านพ่อหรือ เมื่อใดที่ยายเด็กนั่นเข้าจวนคงถูกพวกแม่รองเล่นงานแน่ แล้วข้าจะร้อนใจไปไย หากจะไปดูจริงๆ มีเพียงสถานที่เดียว นั่นคือคฤหาสน์หงซู่ของสกุลม่อที่ชานเมือง เตรียมม้า ข้าจะไปดูคนที่ม่อรั่วเฟยพากลับมาราวกับเป็นของล้ำค่าสักหน่อย!”

 

ลำธารไหลเอื่อยผ่านลานเรือนสู่ทะเลสาบเล็กๆ น้ำในทะเลสาบใสกระจ่าง ประดับหินหลิงหลงริมฝั่ง ต้นสุ่ยเซียนปลูกเป็นกลุ่มก้อน ชูกิ่งก้านเขียวขจี อวดดอกขาวกระจัดกระจายราวทะเลดาราบนฟากฟ้า คล้ายปรากฏโฉมสะคราญยืนอยู่บนฝั่งเหลียวมองแม่น้ำ ก่อนเหยียบผิวน้ำ เหาะเหินสู่จันทรา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมเย็นอ่อนจางในสายลม

ใกล้ทะเลสาบมีอาคารขนาดเล็กสองชั้น หลังคาทรงภูเขา เชิงชายคาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว ใต้ชายคาแกะสลักลวดลายนกกระจอกตัวน้อยดูมีชีวิตชีวา เสาค้ำแกะสลักเป็นแปดเซียนข้ามทะเล จงขุย[4]เทพพิชิตภูตผีปีศาจ และเทพเทียนกวน[5]ประทานความสุข ประดับตกแต่งด้วยผงทองคำ

เรือนหลิงปัวขนาดเล็กงดงามนักซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความหรูหรา แม้สร้างข้างทะเลสาบ แต่ก็ฝังท่อนำความร้อนไว้ใต้ดินเพื่อให้ความอบอุ่น หน้าต่างใช้เพียงแพรต่วนผืนบาง ปล่อยให้แสงส่องลอดเข้ามาอย่างอ่อนโยน สะท้อนให้เห็นการตกแต่งประณีตและงดงามภายในห้อง

ระเบียงทางเดินบนชั้นสองกว้างสามฉื่อ[6] ประตูไม้สี่บานแกะสลักลายดอกเหมย ดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่ และดอกเบญจมาศ มองจากตรงนี้สามารถชื่นชมทิวทัศน์ของคฤหาสน์ได้ทั้งหมด ทิวเขาถูกหิมะปกคลุมอยู่ไกลออกไปจนเกิดเป็นเงาดำตัดกับแสงตะวันราวกับทรายทอง ส่องกระทบผิวทะเลสาบ ต้นไม้ และเรือนหลังเล็กๆ จนเห็นประกายอ่อนจาง

ฮวาปู๋ชี่จดจำถ้อยคำของม่อรั่วเฟยเงียบๆ ยามนั้นฮูหยินท่านนั้นยืนอยู่ที่นี่ แล้วเห็นอ๋องเจ็ดมาขอน้ำดื่มหน้าประตู

นางคลี่ยิ้ม บทนี้เล่นง่ายมาก

เขตปกครองซีโจวส่งเด็กหญิงอายุเท่าฮวาปู๋ชี่มายี่สิบกว่าคน

วันนี้อ๋องเจ็ดจะมาที่คฤหาสน์ นางแค่ต้องยืนอยู่ที่นี่ ทอดตามองต้นสุ่ยเซียนแบ่งบานริมทะเลสาบ และปล่อยให้สายลมพัดเสื้อผ้าพลางยิ้มมองต้นสุ่ยเซียน

เพียงแต่ความรู้สึกของอ๋องเจ็ดยามเห็นนางย่อมไม่เหมือนเดิม เขาจะต้องหวนนึกถึงวันในฤดูวสันต์เมื่อสิบสามปีก่อน คราวที่เขาเห็นสตรีอายุสิบเจ็ดผู้นั้นครั้งแรก ความละม้ายคล้ายคลึงแปดส่วนก็จะกลายเป็นความเหมือนสิบส่วน

ไฉนนางจึงไม่ดีใจเลยเล่า เหตุใดไม่ตื่นเต้นที่ตนเองจะได้เป็นหงส์ที่โผบินสู่ยอด

“ท่านอาเก้า ข้าใจอ่อน ใจไม่แข็งพอที่จะ…” ฮวาปู๋ชี่พึมพำ

ฮวาปู๋ชี่จับเสื้อคลุมไว้แน่น แววตาเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว นี่เป็นด่านที่นางต้องผ่านให้ได้ หากไม่ได้รับการยอมรับจากท่านอ๋อง นางคาดเดาจุดจบของตนเองไม่ออกเลย

“รถม้าของท่านอ๋องอยู่ห่างจากคฤหาสน์หนึ่งหลี่ คุณชายกำชับไว้แล้ว แม้ข้างนอกจะหนาว คุณหนูต้องอดทนไว้” เจี้ยนเซิงที่ยืนอยู่ข้างหลังนางพูดอย่างนอบน้อม

ฮวาปู๋ชี่หัวเราะ “ช่วยเปลี่ยนเตาพกให้ข้าที เจียซินกับปิงปิงทำซาลาเปาถั่วแดงให้ข้าที่ห้องครัว จึงได้แต่รบกวนพี่เจี้ยนเซิงแล้ว!”

เจี้ยนเซิงไม่ขยับ

ฮวาปู๋ชี่ถอนหายใจ “หากข้าหนาวจนแข็ง แล้วยิ้มไม่ออกจะทำอย่างไร”

“ข้าจะไปเอามาประเดี๋ยวนี้!”

ฮวาปู๋ชี่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจี้ยนเซิงเดินลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว อดหัวเราะไม่ได้ ยังเหลืออีกหนึ่งหลี่ จะร้อนใจไปไย! นางเป่าลมใส่มือให้อบอุ่น ยืนพิงเสา

เสียงนกน้อยร้องแว่วใกล้หู นางชะโงกหน้าดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พบนกนางแอ่นทำรังอยู่บนเสาค้ำทะแยงใต้ระเบียงทางเดิน ในรังมีนกตัวเล็กสองตัวเยี่ยมหน้าออกมา นกตัวใหญ่กำลังป้อนอาหารให้

ฮวาปู๋ชี่เห็นแล้วชอบใจ อดฟุบอยู่บนราวระเบียงแล้วยื่นตัวออกไปไม่ได้

นางไม่รู้ถึงความเร็วของรถม้าจวนอ๋อง ยามเพลิดเพลิน ได้ยินเสียงเจี้ยนเซิงกล่าวอย่างร้อนใจ “คุณหนู ท่าน…ท่านระวังนะขอรับ!”

“วางใจได้ ไม่ตกลงมาแน่!”

เสียงดังมาจากข้างล่าง ฮวาปู๋ชี่รู้ว่าเจี้ยนเซิงที่ไปเปลี่ยนเตาพกกลับมาแล้ว ทว่านางไม่สนใจเขาอย่างสิ้นเชิง

เวลานี้ริมทะเลสาบของเรือนหลิงปัว คนกลุ่มหนึ่งซึ่งรายล้อมด้วยองครักษ์ดูโดดเด่นเดินทางมาถึงแล้ว

ผู้ที่เดินนำหน้าสวมเสื้อคลุมสีม่วงอมแดงลายมังกรสี่เล็บ เครายาวปลิวไสว คลุมเสื้อขนเตียวสีดำ สายตาจับจ้องนาง ม่อรั่วเฟยเดินตามหลังครึ่งก้าว คอยติดตามเป็นเพื่อนเขา รอยยิ้มพลันแข็งค้าง

เขาเห็นฮวาปู๋ชี่ฟุบอยู่บนราวระเบียงแต่ไกล ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นสูง รองเท้าปักสีเขียวอ่อนแกว่งไปมา ไม่รู้ว่าก้มลงมองอันใด เขากัดฟันกรอด ถลึงตาใส่เจี้ยนเซิงทีหนึ่ง

เจี้ยนเซิงลอบสาปแช่ง ตะโกนเสียงดัง “คุณหนู คุณชายมาแล้วขอรับ!”

ฮวาปู๋ชี่ฟุบอยู่บนราวระเบียง หันไปยิ้ม “ตรงนี้มีรังนกนางแอ่น!”

ครั้นเห็นแขกมาถึงริมทะเลสาบ ฮวาปู๋ชี่อึ้งงัน สวรรค์ เหตุใดพวกเขามาถึงเร็วเพียงนี้เล่า ร่างของนางที่ฟุบบนราวระเบียงแข็งทื่อ ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าจะออกปากทักทายเช่นไร พอดีกับนกนางแอ่นโผบินออกจากรัง ตีปีกใส่หน้าของฮวาปู๋ชี่ ขนนกปัดถูกดวงตาของนาง ฮวาปู๋ชี่อุทาน ร่างกายซวนเซ พลัดหล่นลงสู่เบื้องล่าง

“ปู๋ชี่!” ม่อรั่วเฟยตกใจสะดุ้งโหยง สืบเท้าปราดไปยังเรือนหลังเล็ก กลับปรากฏเงาขาวราวกับนกกระเรียนยักษ์กระโดดข้ามกำแพงอย่างฉับพลัน พุ่งตรงไปยังเรือนหลิงปัว

ฮวาปู๋ชี่กรีดร้องสองสามที พยายามเอาเท้าเกี่ยวราวระเบียงไว้ ร่างกายอีกครึ่งหนึ่งโอนเอนไปมา ก่อนเกี่ยวเอาไว้ได้อย่างมั่นคง นางถอนหายใจโล่งอก ยิ้มได้ใจ ขณะจะออกปาก ใบหน้าเยียบเย็นพลันปรากฏตรงหน้านาง ห่างจากนางเพียงสองฉื่อ นางกะพริบตา เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเอามือยันเสาค้ำแล้วเงยหน้ามองนางอย่างเย็นชา

นางหัวเราะแหะๆ สองที “ขาของข้าเกี่ยวราวระเบียงไว้แล้ว ไม่ตกหรอก”

เฉินอวี้กล่าวเสียงเย็น “จริงหรือ” ราวระเบียงแกะฉลุ เขาบีบรังนกนางแอ่นจนแหลกคามือ จากนั้นดีดไปที่หลังเท้าของฮวาปู๋ชี่ สีหน้าเรียบเฉย

สายตาของเขาพาให้ฮวาปู๋ชี่หวาดกลัวเล็กน้อย นางจับราวระเบียงแล้วถอยหลังตามจิตใต้สำนึก ทันใดนั้นเท้าของนางถูกผลักไปข้างหลังด้วยพลังขุมหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของฮวาปู๋ชี่ยังไม่ทันจางหาย ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น คนก็ร่วงลงไปแล้ว

บนฝั่งมีเสียงร้องเรียกให้คนช่วย ใบหน้าของฮวาปู๋ชี่มองผืนน้ำที่ใกล้เข้ามา ตกใจร้องเสียงดัง พร้อมรู้สึกถูกรัดแน่นที่เอว เป็นเฉินอวี้ที่จับนางไว้

แม้ฮวาปู๋ชี่ยังไม่หายตกใจ แต่ไม่ลืมตะโกน “ขอบคุณ!”

เฉินอวี้ยืมแรงพาฮวาปู๋ชี่ขึ้นฝั่ง ขณะที่นางใจหายใจคว่ำ กลับได้ยินเสียงเยียบเย็น “เข้าใจว่าข้าอ๋องน้อยจะใจดีช่วยเจ้าจริงๆ หรือ”

สิ้นเสียง สายคาดเอวของฮวาปู๋ชี่ก็ขาดสะบั้น คนตกลงไปในทะเลสาบดังตูม เฉินอวี้ที่อยู่กลางอากาศทำท่าคล้ายตกตะลึง ตีลังกาหลายตลบ ถึงยืนอยู่บนก้อนหินหลิงหลงได้

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกะทันหัน ทุกคนที่อยู่ริมทะเลสาบได้แต่ตื่นตะลึง

“เจี้ยนเซิง ช่วยคน!” ม่อรั่วเฟยตะโกนเสียงดัง

ยามนี้เฉินอวี้ที่ยืนอยู่บนหินหลิงหลงริมฝั่งพลันสะกิดปลายเท้าแผ่วเบา ใช้วิชาตัวเบากระโดดทีหนึ่งไปไกลถึงสามจั้ง เพื่อเร่งไปให้ถึงกลางทะเลสาบ หากก็ยังห่างจากจุดที่ฮวาปู๋ชี่ตกลงไปในทะเลสาบถึงห้าหกจั้ง

เจี้ยนเซิงมองม่อรั่วเฟยด้วยความตกใจ สองนายบ่าวใจสื่อถึงกัน ทะยานร่างไปที่ริมฝั่งในเวลาเดียวกัน

น้ำค่อนข้างเย็น เสื้อหนักประหนึ่งถูกถ่วงด้วยก้อนเหล็กทำนางจมลง เลือดในกายของฮวาปู๋ชี่แข็งตัวดุจน้ำแข็ง นางว่ายน้ำเป็น ทว่ากลับมิอาจว่ายได้ ได้แต่พยายามโผล่หัวเหนือน้ำ สูดอากาศให้มากที่สุดก่อนจมลงไปอีกครา

นางจะตายหรือไม่ ฮวาปู๋ชี่หายใจไม่ออกไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ดิ้นรน บางทีผู้คนบนฝั่งคงช่วยนางได้อย่างทันท่วงที ทว่านางต้องกลั้นหายใจทนให้ได้

นางลืมตาในน้ำ น้ำในทะเลสาบใสสะอาดคล้ายหยกเขียว หากแสงตะวันที่ส่องจากบนผิวทะเลสาบกลับมิอาจช่วยให้ร่างกายของนางอบอุ่นขึ้น ทันใดนั้นนางนึกถึงคืนหิมะตกคืนนั้นที่ฮวาจิ่วเสียชีวิต เกล็ดหิมะใหญ่ราวขนห่านโปรยปรายลงมาดั่งผ้านวมขนเป็ดถูกแทงจนฉีกขาด หนาแน่นจนมองแทบไม่เห็นอันใด ฮวาจิ่วแบะเสื้อนวมบุฝ้ายขาดๆ โอบนางไว้ในอ้อมอก ใบหน้าของนางแนบทรวงอกของเขา ร่างกายของเขาคล้ายชามใหญ่อุ่นร้อน แต่นางก็ยังหนาวอยู่ดี หนาวจนไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะร่ำไห้ หนาวจนเจ็บปวด อาการปวดแปลบรุนแรงส่งมาจากใบหู เจ็บปวดจนจำไม่ได้ว่านางคลานเข้าบ้านสุนัขของอาหวงได้อย่างไร

ที่นางยังมีชีวิอยู่เป็นเพราะฮวาจิ่วใช้ชีวิตของตนเองปกป้องนาง ดังนั้นตัวนางจึงแบกชีวิตของฮวาจิ่วไว้ด้วย ครั้นคิดถึงตรงนี้นางก็พยายามตีขาเพื่อให้ตัวลอย ทว่ากระโปรงกลับรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ชั่วขณะที่นางใกล้จะหายใจไม่ออกก็ถูกดึงขึ้นจากน้ำ

ฮวาปู๋ชี่หายใจหอบเหนื่อยอ่อน สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อากาศค่อนข้างเย็น นางรู้สึกระคายเคือง ไอออกมา นางหันไปกอดรัดผู้ที่ดึงนางขึ้นมาตามสัญชาตญาณราวกับเป็นวัชพืชในน้ำ

“ปล่อยมือ!” เฉินอวี้ตวาด แกะแขนของนางออก ค่อยพานางว่ายไปที่ศาลาริมน้ำ

ริมฝีปากของฮวาปู๋ชี่ต้องความเย็นจนม่วงคล้ำ ฟันกระทบกันดังกึกๆ แต่ยังถามอย่างดื้อรั้น “ไม่ใช่เป็นเพราะเจ้าหรือที่ทำให้ข้าตกน้ำ เหตุใดเจ้าถึงช่วยข้าเล่า”

เฉินอวี้หน้าดำคล้ำ ไม่ตอบคำถาม

ยามนี้เจี้ยนเซิงยืนอยู่บนระเบียงชั้นหนึ่งของศาลาริมน้ำ สะบัดเชือกออก ม่อรั่วเฟยทะยานร่างกลางอากาศ จับปลายเชือกอีกด้านหนึ่งไว้ ตะโกนว่า “ท่านอ๋องน้อย ยื่นมือออกมา!”

มือข้างหนึ่งของเฉินอวี้จับฮวาปู๋ชี่ อีกข้างจับมือของม่อรั่วเฟย คนทั้งสามลอยขึ้นมาจากทะเลสาบ ทะยานร่างไปที่ระเบียงราวกับกำลังเล่นว่าว

“เจี้ยนเซิงไปเอาสุรารสแรงมา! ปิงปิงพาคุณหนูไปเปลี่ยนเสื้อ! เจียซินไปเอาเสื้อของข้ามา!” ม่อรั่วเฟยถอดเสื้อคลุมนกกระเรียนคลุมให้เฉินอวี้

เฉินอวี้รับเสื้อคลุมนกกระเรียนมาห่อฮวาปู๋ชี่ไว้อย่างมิดชิด จากนั้นรับสุราจากเจี้ยนเซิงดื่มอึกใหญ่ แล้วบีบปากของฮวาปู๋ชี่ ก่อนถือกาสุรากรอกลงไป พอเห็นว่านางกลืนได้เอง จึงส่งนางให้ปิงปิง “คุณชายม่อ ข้ามีกำลังภายในคุ้มครอง ไม่เป็นอันใด”

สีหน้าของฮวาปู๋ชี่ซีดเผือด เอนพิงปิงปิงตัวอ่อนระทวย ฮวาปู๋ชี่ที่ตัวสั่นเทาหันไปกล่าวบ้าง “คุณชาย ข้าก็ไม่เป็นอันใด!”

หากทำลายเรื่องใหญ่ของข้าเสียหาย ข้าจะโยนเจ้าลงน้ำอีกครั้ง! ม่อรั่วเฟยลอบด่าทอเงียบๆ ถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง ก่อนหันไปสนทนากับเฉินอวี้ด้วยความเป็นห่วง “ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านอ๋องที่ห้องอุ่น ท่านอ๋องน้อยโปรดรักษาสุขภาพด้วย น้ำในทะเลสาบเย็นเสียดแทงกระดูก เพื่อเด็กคนหนึ่งไม่คุ้มกันเลย”

เฉินอวี้เหน็บ “ไม่แน่เด็กคนนี้อาจจะเป็นน้องสาวของข้าก็ได้ หากข้าไม่กระโดดลงไปช่วยนาง ท่านพ่อข้าอาจจะถลกหนังของข้าก็ได้”

ม่อรั่วเฟยหัวเราะหยัน ประสานมือคารวะ หันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดสักคำ ในใจเปี่ยมด้วยความไม่พอใจ คิดเย้ยหยัน หากเจ้าไม่ใช่อ๋องน้อย มีหรือข้าจะยอมต้อนรับเจ้าอย่างสมเกียรติ สายคาดเอวของฮวาปู๋ชี่ขาดกะทันหัน ไม่ใช่ฝีมือของเจ้าอย่างนั้นรึ ครั้นนึกถึงชายาเอกของอ๋องเจ็ดที่ตรอมใจตาย ม่อรั่วเฟยพลันรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง ประจบผู้เป็นพ่อ แต่กลับต้องล่วงเกินผู้เป็นลูก เวลานี้สกุลม่อต้องคลายโทสะของอ๋องเจ็ดก่อน แล้วภายภาคหน้าเล่า หากเฉินอวี้สืบทอดตำแหน่งอ๋อง ย่อมต้องรับหน้าที่ดูแลการเลือกซื้อสินค้าของคลังหลวงต่อเช่นกัน อย่างนั้นบัญชีนี้สมควรคิดอย่างไรดี

ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ทว่าเวลานี้เขาไม่สมควรคิดไกลเกินไป ต้องหาทางรับมือกับอ๋องเจ็ดก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

เฉินอวี้มองบิดาที่เพียงจับจ้องอย่างเงียบงันจากที่ไกลๆ มาโดยตลอด เขาเห็นบิดาเก็บสายตาดุดัน เดินจากไปพร้อมม่อรั่วเฟย ก็หัวเราะเยาะ ยกกาสุราขึ้นดื่มจนหมด

เจี้ยนเซิงกล่าวกับเฉินอวี้อย่างนอบน้อมว่า “ท่านอ๋องน้อยเข้าเรือนเถิด หากลมพัดจะทำให้เสื้อจับตัวเป็นน้ำแข็งขอรับ”

เฉินอวี้กะพริบตา บอกเจี้ยนเซิง “ความจริงข้าเป็นคนทำสายคาดเอวของนางขาดเอง ข้าค่อนข้างชื่นชมความสามารถนายน้อยของเจ้า แต่เขากลับยัดเยียดน้องสาวให้ข้า ข้าไม่ยอมรับ”

เจี้ยนเซิงหัวใจกระตุกวูบ ก้มหน้าลงอย่างอึดอัด เห็นเจียซินนำเสื้อสะอาดมาแล้ว จึงรีบปรนนิบัติเฉินอวี้เปลี่ยนเสื้อ

หลังเปลี่ยนเป็นเสื้อสะอาดและเช็ดผมแห้งแล้ว เฉินอวี้ยืดเส้นยืดสาย เห็นเจี้ยนเซิงก้มหน้าก้มตาไม่พูดจา เขาอดหัวเราะไม่ได้ “ในใจสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงช่วยนางใช่หรือไม่ นางตกทะเลสาบด้วยมือของข้า ถึงเป็นข้าก็มิอาจสังหารคนต่อหน้าท่านพ่อ! ยิ่งกว่านั้นแต่ไหนแต่ไรหอสุรากับโรงน้ำชาของสกุลม่อก็ให้ข้ากินดื่มเปล่าๆ มาตลอด นี่ถือเสียว่าข้าอ๋องน้อยตอบแทนคุณชายบ้านเจ้าก็แล้วกัน! รอให้คนเข้าจวนอ๋อง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคุณชายบ้านเจ้าอีก ข้าค่อยจัดการกับนางทีหลังก็ยังไม่สาย!”

เจี้ยนเซิงตัวสั่นสะท้าน เฉินอวี้หัวเราะเสียงดัง ก่อนเดินออกจากศาลาริมน้ำ

 

สวนมังกรทั้งหก[7] ไก่เมาสุราฮวาเตียว เนื้อเป็ดผัดฝูหรง น้ำแกงเทียนหม่า[8]ตุ๋นหัวปลา กลิ่นหอมของอาหารอบอวลทั่วห้องอุ่น

อ๋องเจ็ดยิ้มเล็กน้อย “คุณชายม่อช่างเอาใจใส่ยิ่งนัก”

ม่อรั่วเฟยกล่าวอย่างนอบน้อม “ตอนอายุห้าขวบอี้ซานจำฮูหยินพูดได้ว่าท่านอ๋องชอบกินอาหารเหล่านี้มากที่สุด”

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เฉินอวี้ปรายตามองม่อรั่วเฟยอย่างเย็นชาปราดหนึ่ง เขาวางถ้วยชา เอ่ยกับบิดาว่า “เดิมคิดจะมาดูคนที่คุณชายใหญ่ม่อตั้งใจไปรับมาจากซีโจวเป็นพิเศษ แต่กลับเห็นไก่ตกน้ำแกง ลูกกระโดดลงน้ำไปช่วยคน ให้รู้สึกเพลียอยู่บ้าง ขอตัวก่อนขอรับ”

อ๋องเจ็ดกล่าวอย่างไม่เร่งรีบว่า “เจ้าอยู่ใกล้ที่สุด คงมองอย่างละเอียดแล้วกระมัง เจ้าคิดว่านางเป็นน้องสาวของเจ้าหรือไม่”

แววตาของสองพ่อลูกสาดประกายเย็นเยียบ สบตากันครู่หนึ่ง เฉินอวี้ถึงลุกขึ้นยืนเอ่ย “ท่านพ่อก็รับสตรีที่มีหน้าตาคล้ายคลึงเข้าจวนแล้วห้าคน ท่านพ่อรู้อยู่แก่ใจ ในจวนมีน้องสาวแล้วสามคน ขาดนางคนหนึ่งคงไม่เป็นอันใดกระมัง ขอตัวก่อนขอรับ!”

เขาเดินถึงหน้าประตู ค่อยหันกลับมากล่าวอย่างจริงจังว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ท่านพ่อไม่เคยรู้ ปีนั้นยามที่ลูกไปเป็นเพื่อนท่านแม่ไหว้พระจุดธูปเคยเจอนาง สายลมวสันต์พัดหมวกคลุมหน้าขึ้น ใบหน้าที่เห็นงดงามดั่งบุปผา รูปร่างอรชรเอวกิ่วดั่งกิ่งหลิวลู่ลม คล้ายว่ากำลังร่ายรำอยู่จริงๆ ได้ยินว่าเด็กคนนั้นมีชีวิตลำบากตั้งแต่เล็ก คิดว่าคงไม่อ่อนแอจนมิอาจต้านทานแม้แต่แรงลมเหมือนมารดาของนาง”

นี่เขาข่มขู่ข้าอย่างนั้นรึ หากพาฮวาปู๋ชี่กลับจวนจริง เขาจะสรรหาวิธีทำร้ายนางใช่หรือไม่ เช่นเดียวกับวันนี้ ที่สายคาดเอวของฮวาปู๋ชี่ขาดกะทันหันในมือของเขา แล้วตกทะลเสาบที่เย็นจัดรึ ขณะที่อ๋องเจ็ดกำลังจะระเบิดโทสะ พลันได้ยินเสียงหัวเราะอย่างอ้างว้างลอยไปไกล ได้แต่วางถ้วยชาในมืออย่างอ่อนแรง สูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวกับม่อรั่วเฟยว่า “รู้ความลับมากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี”

ม่อรั่วเฟยเผยรอยยิ้มไร้ที่ติ ยกกาสุรารินให้อ๋องเจ็ด ยิ้มน้อยๆ “วันนี้ท่านอ๋องให้เกียรติดูบุปผาชมทิวทัศน์ที่คฤหาสน์หงซู่ ถือเป็นเกียรติของอี้ซานขอรับ”

อ๋องเจ็ดมองเขาด้วยสายตาแหลมคม เห็นเพียงความสงบและรอยยิ้มในดวงตาของม่อรั่วเฟย ราวกับฮวาปู๋ชี่ไร้ตัวตนและอ๋องน้อยไม่ได้มาวันนี้ เขาหัวเราะเหอะ “คุณชายม่ออายุสิบขวบก็ควบคุมสกุลม่อแห่งวั่งจิงได้แล้ว หากนายท่านผู้เฒ่าม่อในปรโลกรู้ จะต้องภูมิใจในตัวเจ้า เด็กคนนั้นชื่อปู๋ชี่ใช่หรือไม่ มองดูไกลๆ เหมือนนางมา สกุลม่อมีเจ้าเป็นทายาทเพียงคนเดียว ไม่มีพี่น้องอื่นอีก หน้าตาอี้ซานโดดเด่น หากมีน้องสาวจะต้องมีหน้าตาดุจเทพธิดาอย่างแน่นอน”

หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ม่อรั่วเฟยพลันแตกตื่น

ท่านอ๋องเยินยอความสามารถของเขา ทั้งเปลี่ยนการเรียกขานจากคุณชายม่อเป็นชื่อรองของเขา จงใจเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับเขา ได้ยินอ๋องเจ็ดบอกว่าฮวาปู๋ชี่เหมือนฮูหยินผู้นั้นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าในใจของอ๋องเจ็ดยอมรับฮวาปู๋ชี่เป็นบุตรีของฮูหยินผู้นั้นแล้ว ทว่าเหตุใดถึงไม่พานางกลับจวนอ๋อง ซ้ำยังเอ่ยว่าสกุลม่อมีทายาทน้อย ฟังจากความหมายของอ๋องเจ็ด หรือคิดจะให้เขารับฮวาปู๋ชี่เป็นน้องสาว

อ๋องเจ็ดถอนหายใจ “เฉิงกั๋วกงเสียใจที่ชายาเอกของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร ดังนั้นข้าจึงไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นชายาเอกเพราะรู้สึกละอายใจต่อชายามาโดยตลอด วันนี้อวี้เอ๋อร์เป็นแขกที่คฤหาสน์ แต่กลับไม่ได้ทักทายเจ้าของเรือน อี้ซานอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย ล้วนเป็นเพราะข้าตามใจเขาจนเสียคน”

ม่อรั่วเฟยได้ยินถ้อยคำนี้พลันฉุกคิด เข้าใจเรื่องราวขึ้นหลายส่วน

ชายาเอกของอ๋องเจ็ดเป็นบุตรีที่เกิดจากภรรยาเอกของเฉิงกั๋วกง เขาเสียใจที่บุตรีต้องสิ้นใจก่อนวัยอันควรเนื่องจากท่านอ๋องมากรักหลายใจ ฉะนั้นจะยอมให้ฮวาปู๋ชี่เข้าจวนอ๋องง่ายๆ ได้อย่างไร อ๋องน้อยก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย อ๋องเจ็ดมีบุตรชายเพียงคนเดียว ทั้งได้ยินว่าชายารองกับฮูหยินห้าคนพากันสร้างเรื่องวุ่นวาย เขาไม่ยอมรับฮวาปู๋ชี่ แต่คิดหาวิธีให้นางอยู่ที่คฤหาสน์สกุลม่อ พอฮวาปู๋ชี่กลายเป็นคุณหนูสกุลม่อ แน่นอนว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ถือว่าได้แลกเปลี่ยนเงื่อนไขกันแล้ว ท่านอ๋องกลายเป็นคนหนุนหลังสกุลม่อ เขารับน้องสาวเข้ามาคนหนึ่ง ก็แค่เพิ่มชามกับตะเกียบในเรือนอีกคู่หนึ่งเท่านั้น สกุลม่อเลี้ยงดูคุณหนูสูงศักดิ์จะใช้เงินสักเท่าไรกัน เรื่องดีเช่นนี้ไหนเลยจะพลาดได้

เขายิ้มกล่าว “ปู๋ชี่มีชีวิตลำบากตั้งแต่เด็ก ทว่าจิตใจบริสุทธิ์ ข้ารู้จักนางที่หมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ และคิดจะรับนางเป็นน้องสาวอยู่แล้ว รอให้นางพักรักษาตัวอีกสองวัน จะพานางกลับคฤหาสน์ไปพบท่านแม่ของข้า ถึงเวลานั้นรบกวนท่านอ๋องเจียดเวลามาร่วมพิธีด้วยขอรับ”

อ๋องเจ็ดหัวเราะเสียงดัง ชูจอกขึ้น กล่าวว่า “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว! ข้าชอบสุราชั้นดีที่สกุลม่อหมักเองมากที่สุด ย่อมต้องไปร่วมดื่มแน่นอน!”

 

[1] ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของกษัตริย์และดูแลการประมูลของคลังหลวง

[2] บรรดาศักดิ์ของขุนนาง เรียงตามลำดับสูงไปต่ำ ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ หนาน

[3] ในสมัยโบราณ ดอกเหมย ดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่ และดอกเบญจมาศ เป็นตัวแทนของสิ่งสูงส่งและบริสุทธิ์ โดยครอบคลุมครบทั้งสี่ฤดูกาล

[4] เทพกึ่งปีศาจในตำนานเทพของจีน เชื่อกันว่าเป็นผู้กำราบปิศาจร้าย และมักวาดภาพจงขุยไว้หน้าประตู เพื่อปกปักษ์คุ้มครองบ้าน

[5] เทพแห่งฟ้า หนึ่งในสามเทพผู้ยิ่งใหญ่ตามความเชื่อของลัทธิเต๋า ทำหน้าที่มอบโชคลาภ ความสุขแก่มนุษย์

[6] หน่วยความยาวของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้ว

[7] อาหารเรียกน้ำย่อยหกจานเล็กที่ผ่านการหมักเกลือ ได้แก่ หน่อไม้แห้งหั่นฝอยคลุกถั่วลิสง สับปะรด ปลาตะเพียนทอดกรอบ หัวไชเท้าดอง กระหล่ำดอก และฟักเขียว

[8] สมุนไพรประเภทหนึ่ง ช่วยลดหยางตับ ขับลม ทะลวงเส้นลมปราณ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า