fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก เล่ม 1 ตอนที่ 10

ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก
小女花不弃

จวงจวง 桩桩 เขียน
เสี่ยวหวา แปล

 

— โปรย —

เมื่อขอทานสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติไปเป็นทารกที่ถูกทอดทิ้ง
จนต้องกลายเป็นขอทานและถูกเลี้ยงดูโดยแม่สุนัข
ชีวิตเดิมในภพปัจจุบันว่ายากลำบากแล้ว
ชีวิตใหม่ในภพใหม่กลับขัดสนกว่าเดิม
ทั้งที่เป็นขอทานตัวน้อย กลับมีแต่คนหมายจะสังหารนาง
หรือไม่ก็จะใช้นางเป็นหมาก

แท้จริงแล้วชาติกำเนิดของนางเป็นอย่างไร
เหตุใดชีวิตถึงพัวพันยุ่งเหยิงอย่างนี้เล่า

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ”

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

10

คุณหนูสกุลม่อ

 

ค่ำคืนที่หิมะตกเย็นสบายปลอดโปร่ง ทิวทัศน์ที่มองจากที่ห่างไกลกลายเป็นภาพเลือนรางราวทรายสีเงิน โคมไฟใต้ชายคาสาดต้องต้นสนจนเป็นสีฟ้าอ่อนจาง หยดน้ำจากทะเลสาบไหลไปตามร่องน้ำฟังคล้ายเสียงร่ำไห้กระซิก กลิ่นหอมของดอกสุ่ยเซียนพัดวนรอบคฤหาสน์อย่างเงียบงัน

ห้องอุ่นเป็นทรงแปดเหลี่ยม ใช้ผ้าไหมโปร่งบางผืนยาวล้อมกรอบไม้ทั้งสี่ด้านไว้เพื่อทำเป็นฉากบังตา พอถึงคิมหันตฤดูก็จะเอาฉากบังตาออกและกลายเป็นศาลาพักร้อน

ผ้าไหมโปร่งบางชนิดนี้เป็นฝีมือของหญิงทอผ้าผู้มีทักษะสูงที่สุดของสกุลจูแห่งเจียงหนาน แม้บางพอที่จะเห็นลายมือผ่านผ้าชัดเจน แต่การถักทอแน่นหนา สามารถเป่าลมจนพองเหมือนลูกหนัง เรือนที่มีฐานะมักใช้ล้อมศาลาพักร้อนในเหมันตฤดู เพื่อชมทิวทัศน์โดยไม่ได้รับผลกระทบจากลมหนาว

สิ่งของที่สกุลม่อใช้ย่อมแตกต่างจากผู้อื่น บนผ้าไหมโปร่งบางราวผืนหมอกหนาปรากฏงานปักสองด้านแบบซูโจว ทั้งลายปักดอกโบตั๋น บุปผาแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย ดอกเบญจมาศอันหยิ่งทระนง ดอกบัวขาวชูช่อพิสุทธิ์ และดอกท้อสีชมพูอ่อน บนโคมไฟขาวที่ส่องสว่างอยู่นอกห้องอุ่น ไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อหรือบุปผชาติล้วนราวกับมีชีวิต รวมเป็นทัศนียภาพแสนงามของมวลผกาบานสะพรั่ง

ฮวาปู๋ชี่สวมเสื้อแขนกว้างสีเขียวปักลายบุษบง ด้านที่ล้อมรอบปักด้วยดิ้นเงิน เสื้อเกาะอกสีเขียวอ่อนเข้าคู่กับกระโปรงยาวสีเข้ม คลุมทับด้วยเสื้อขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว นางจ้องฉากบังตาผ้าไหมที่ล้อมรอบห้องอุ่นทั้งสี่ด้านตาไม่กะพริบ

หลินตานซาแห่งหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์เคยมีพัดด้านเดียวที่ทำจากผ้าไหมชนิดนี้ พัดทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ ปักรูปผีเสื้อหลากสีสัน หลินตานซาเคยบอกนางว่า พัดนี้มีมูลค่าสิบตำลึง ในแต่ละเดือนสาวใช้ขั้นหนึ่งของหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์จะได้รับเงินหนึ่งเตี้ยว[1] หากสิบเดือนไม่ใช้เงินแม้แต่เหวินเดียวจึงจะสามารถซื้อพัดผ้าไหมปักผีเสื้อด้านเดียวได้

ม่อรั่วเฟยเขย่าจอกสุรากระเบื้องสีขาวในมือ จิบสุรารสแรงอึกหนึ่งอย่างพึงพอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ แม้ฮวาปู๋ชี่ตกน้ำ แต่โชคดีที่ร่างกายแข็งแรง หลังอาบน้ำแล้วก็ดื่มน้ำขิงหนึ่งชามขับไล่ความหนาว ไม่เป็นไข้จนล้มป่วย เพราะอ๋องน้อยก่อเรื่องแบบนี้ อ๋องเจ็ดจึงต้องฝากฮวาปู๋ชี่ไว้ที่คฤหาสน์สกุลม่อ เทียบกับการส่งฮวาปู๋ชี่ไปยังจวนอ๋องโดยตรงแล้ว ยิ่งดีต่อการสานสัมพันธ์กับอ๋องเจ็ดในระยะยาว

ริมฝีปากบางยกขึ้น ม่อรั่วเฟยยิ้มเจ้าเล่ห์ อ๋องเจ็ดฉลาดเฉียบแหลมทั้งชีวิต ครั้งนี้เกรงว่าคงโมโหจนเลอะเลือนแล้ว จึงปล่อยให้ฮวาปู๋ชี่อยู่ที่คฤหาสน์สกุลม่อ มิเท่ากับว่ามอบตัวประกันให้เขาหรอกหรือ หากอ๋องเจ็ดรักสงสารฮวาปู๋ชี่ และเป็นห่วงนาง วันหน้าหากสกุลม่อประสงค์สิ่งใด อ๋องเจ็ดจะกล้าไม่ยอมจำนนเชียวหรือ

คิดเช่นนี้ เขาจึงท่องบทกวีให้ฮวาปู๋ชี่ฟังอย่างสบายอกสบายใจ “ดอกท้อชมพูบานสะพรั่ง ดอกปทุมเพิ่งแบ่งบานยังมิแปดเปื้อนความโสมม ดอกเบญจมาศโชยกลิ่นหอมระรื่น ต้อนรับต้นสารทฤดู ดอกเหมยผลิบานข้ามเหมันต์ งามมากใช่หรือไม่”

ฮวาปู๋ชี่ทอดถอนใจ ไม่แม้แต่จะหันหน้ามา “ช่างมีเงินจริงๆ!”

มือของม่อรั่วเฟยที่ถือจอกสุราอยู่กระตุกวูบ สุราหกรดสาบเสื้อ หยดน้ำสีน้ำตาลเข้มหยดเล็กหยดใส่เสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่แล้ว แต่วันนี้เขามีความสุขจึงส่ายหัว คิดอย่างจนปัญญาว่าช่างดีดพิณให้วัวฟัง ยายเด็กนี่มีความสามารถในการเผาพิณต้มกระเรียน[2] ใบหน้างดงามเกลื่อนยิ้ม ม่อรั่วเฟยกล่าวอย่างพอใจว่า “สกุลม่อของข้าเปิดร้านแลกเงิน จึงมีเงินมากที่สุด! ใส่จนสกปรกมอมแมมแล้ว ปีหน้าค่อยเปลี่ยนใหม่ วันนี้เจอท่านอ๋องกับท่านอ๋องน้อย ข้าอยากรู้ความคิดของปู๋ชี่”

ฮวาปู๋ชี่เก็บสายตาอาลัยอาวรณ์ บนโต๊ะกลมที่ปูด้วยผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มปักลายต้นไผ่มีอาหารวางอยู่สองสามจาน นางเคยกินยามอยู่หมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ จึงรู้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองวั่งจิง นางชอบกินไก่เมาสุราฮวาเตียวเป็นพิเศษ นำท้องไก่ยัดหน่อไม้เพิ่งแตกหน่อยามเหมันตฤดูกับเห็ดหอมผ่านการปรุงรสแล้วไปนึ่งกับสุรา น้ำส้มสายชู และขิงหั่นฝอย ไก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล ส่งกลิ่นหอมของสุราเจือจาง ซ้ำยังมีรสหวานเล็กน้อย

นางคีบน่องไก่น่องหนึ่งวางในจาน คิดจะใช้มือหยิบแทะ แต่เกรงม่อรั่วเฟยจะว่านาง จึงใช้ตะเกียบคีบแล้วกัดคำหนึ่ง น้ำลายกระเซ็นออกมา รอจนกลืนเนื้อไก่ลงไปแล้ว ฮวาปู๋ชี่ถึงตอบ “อยู่ไกลเกินไป เห็นไม่ชัด”

ม่อรั่วเฟยที่รอครู่หนึ่งถึงได้ยินถ้อยคำประโยคนี้รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “ปู๋ชี่ ท่านอ๋องเจ็ดยอมรับเจ้าแล้ว เขาเป็นท่านพ่อของเจ้า!”

ฮวาปู๋ชี่แทะน่องไก่ กล่าวอืมทีหนึ่ง

“เขาเป็นท่านพ่อของเจ้า!” ม่อรั่วเฟยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

ฮวาปู๋ชี่แทะน่องไก่หมดอย่างรวดเร็ว ค่อยหยิบผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อออกมาเช็ดมุมปากอย่างสุภาพเรียบร้อย กะพริบตากล่าว “ข้ากินน่องไก่อีกน่องก่อน แล้วค่อยพูดจะได้หรือไม่”

ม่อรั่วเฟยกลอกตาอย่างเอือมระอา คิดในใจว่าด้วยท่าทางแบบนี้ของเจ้ายามนี้ หากพากลับจวนอ๋องไม่พ้นถูกคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่ การที่อ๋องเจ็ดให้คนตามหาสตรีแบบนี้กลับมา แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด เห็นฮวาปู๋ชี่กลืนน้ำลาย เขาได้แต่คีบน่องไก่อีกน่องให้นางอย่างจนปัญญา หันหลังให้พลางบอก “ใช้มือหยิบขึ้นมาแทะเถิด! กินเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”

ฮวาปู๋ชี่หัวเราะคิกคัก หยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะอย่างไม่เกรงใจ นางกินเร็วมาก เนื้อไก่เมาสุรานุ่มเปื่อยถึงกระดูก แทบละลายในปาก ม่อรั่วเฟยอดหันมองไม่ได้ ฮวาปู๋ชี่วางกระดูกสองชิ้นบนจานอย่างเป็นระเบียบ คนก็นั่งตัวตรง มุมปากไม่มีคราบน้ำมันแม้แต่น้อย

เขาส่ายหน้า ยิ้มกล่าว “ข้าเข้าใจว่ากระทั่งกระดูกสองชิ้นนี้เจ้าคงแทะไม่เหลือ!”

ฮวาปู๋ชี่กวาดตามองจานว่างเปล่าตรงหน้าเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดจา

ม่อรั่วเฟยตะลึงงัน ดวงตาฉายยิ้มที่แฝงความหมายบางอย่าง “ในใจคงเหน็บแนมข้าว่า ขนาดกินไก่ยังละโมบใช่หรือไม่ แม้แต่กระดูกก็แทะไม่เหลือ”

“ปู๋ชี่มิกล้า!” เป็นอีกครั้งที่ถูกเขามองทะลุปรุโปร่ง ฮวาปู๋ชี่ก้มหน้าลง ลูบหน้าอกที่แตกตื่น ใจเต้นตึกตัก

หวนคิดถึงเหตุการณ์คืนที่หิมะตกคืนนั้น ตอนอยู่ในโพรงบนภูเขาได้ต่อปากต่อคำกับนาง ม่อรั่วเฟยอารมณ์ดีมาก จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ปู๋ชี่ เจ้าติดตามฮวาจิ่วขอทานตั้งแต่ยังเล็ก แล้วเป็นสาวใช้ที่หมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ แม้เจ้าเพิ่งอายุสิบสาม แต่ก็เข้าใจโลกแล้ว ท่านอ๋องเจ็ดยอมรับเจ้า แต่มิอาจพาเจ้ากลับจวนอ๋อง รับเป็นบุตรีของเขาอย่างถูกต้องชอบธรรมได้”

ฮวาปู๋ชี่ตื่นตกใจ หรือจะส่งนางกลับหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ ไม่ง่ายเลยกว่านางจะมีโอกาสมาเมืองวั่งจิง นางจะกลับไปไม่ได้!

นางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตามีหยดน้ำคลอคลอง กล่าวเจือสะอื้น “ท่านแม่จากไปแล้ว ปู๋ชี่ไม่มีบ้านให้กลับ คุณชาย ท่านอย่าส่งข้ากลับหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์เลยนะ!”

ม่อรั่วเฟยยิ้มกล่าว “ข้าไม่ส่งเจ้ากลับแน่ ข้าให้เจี้ยนเซิงส่งจดหมายกลับไปให้ท่านแม่ของข้าที่คฤหาสน์สกุลม่อแล้ว วันพรุ่งพวกเราจะกลับคฤหาสน์ ข้าจะรับเจ้าเป็นน้องสาว นับแต่วันนี้ไปเจ้าคือคุณหนูรองสกุลม่อ!”

เอ๊ะ น้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาของฮวาปู๋ชี่ยังไม่ทันไหลริน ข่าวอันน่าตกใจนี้ทำให้แห้งเหือดแล้ว เขาจะรับนางเป็นน้องสาวหรือ นางจะต้องใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกับเขาอย่างนั้นรึ

ฮวาปู๋ชี่อธิบายตะกุกตะกัก “ขะ…ข้าหมายถึงว่าเมืองวั่งจิงใหญ่กว่าหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ ข้าทำงานได้ ข้าจะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองวั่งจิงให้ดี”

ใบหน้าของนางแดงเรื่อเพราะความตื่นเต้น สีหน้ายังฉายความหวาดกลัว ม่อรั่วเฟยเข้าใจว่านางตกใจจึงลูบศีรษะของนาง เอ่ยวาจา “เป็นคุณหนูคฤหสน์สกุลม่อไม่ดีหรืออย่างไร ปู๋ชี่ หลังจากนี้ข้าคือพี่ชายเจ้า ชื่อรองของข้าคืออี้ซาน เจ้าเรียกข้าว่าพี่ซาน! หรือจะเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ก็ได้!”

พอได้ยินคำว่าพี่ซาน ฮวาปู๋ชี่ก้นลื่น เกือบจะพลัดหล่นจากเก้าอี้ผ้าไหม อี้ซาน คิดไม่ถึงว่าเขาจะตั้งชื่อรองให้ตนเองว่าอี้ซาน! หัวใจของฮวาปู๋ชี่กระตุกวูบ หน้าเปลี่ยนสี อยากร่ำไห้อย่างไม่น่าดู นางก้มหน้าลง มิกล้าให้เขาเห็นแม้แต่นิด

ม่อรั่วเฟยยังไม่รับรู้ กล่าวต่ออย่างมีความสุข “ท่านอ๋องบอกว่าจะมาแสดงความยินดีในพิธีรับบุตรบุญธรรม ด้วยตนเอง รอจนคุณหนูรองสกุลม่อปักปิ่นแล้วไม่รู้ว่าจะมีคุณชายที่มีชาติตระกูล เพียบพร้อมด้วยความรู้ความสามารถในเมืองวั่งจิงกี่มากน้อยมาสู่ขอ! ปู๋ชี่ เจ้าไม่ใช่บุตรีต่ำต้อยที่ท่านประมุขหลินของหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าหาผู้มีอำนาจอีกต่อไป ข้าจะอบรมเจ้าให้เป็นคุณหนูสูงศักดิ์อย่างแท้จริง!”

นางย่อมอยากเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่จะกินข้าวก็แค่อ้าปากรอ สวมเสื้อผ้าก็เพียงยื่นแขนอออกไป ทว่านางไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ใต้เปลือกตาเขา หากวันหนึ่งไม่ระวังเผยพิรุธออกมา เขามองออกถึงความผิดปกติ แล้วนางจะทำอย่างไร นางสูดหายใจเข้าลึก ทำหน้าเศร้าสลดในชั่วพริบตา ก้มหน้าลง กล่าวเสียงเศร้า “ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณชาย ปู๋ชี่ไม่อยากจะอาศัยใต้ชายคาคนอื่น[3]อีกต่อไปแล้ว วันพรุ่งข้าจะไปจากคฤหาสน์หงซู่ คุณชายไม่ต้องเหนี่ยวรั้ง”

“ไม่ได้! ข้าจะวางใจให้เจ้าใช้ชีวิตเพียงลำพังได้อย่างไร ท่านอ๋องฝากฝังเจ้าไว้กับสกุลของข้า ข้าย่อมต้องรับผิดชอบเจ้า! ปู๋ชี่ เจ้าอย่าได้คิดถือชามขอทานของฮวาจิ่วออกไปขอทานอีกเด็ดขาด ท่านอ๋องยอมรับเจ้าแล้ว หากเจ้ายังทำเช่นนั้น จะไม่ทำให้คนทั้งแผ่นดินหัวเราะเยาะท่านอ๋องหรือ ไม่แน่อาจทำให้ไทเฮากับฮ่องเต้พิโรธ แล้วใช้ไม้ตีเจ้าจนตาย!” ม่อรั่วเฟยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ยิ่งพูดถึงประโยคสุดท้าย ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าล้วนเข้มงวด ถมึงทึง สายตาที่จ้องฮวาปู๋ชี่เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง

ฮวาปู๋ชี่เงยหน้าขึ้น กล่าวอ้อนวอนว่า “คุณชาย ท่านเช่าเรือนในเมืองวั่งจิงให้ข้าอยู่คนเดียวก็ได้ สกุลม่อเป็นสกุลใหญ่มีหน้ามีตา จะยกสาวใช้คนหนึ่งเป็นคุณหนูตามใจได้อย่างไร”

ม่อรั่วเฟยจ้องหน้าของนางอย่างจริงจัง ดวงตาวาววับคู่นั้นมีแต่ความตื่นกลัวและหมองหม่น ไม่ได้เสแสร้ง เขาถอนหายใจเล็กน้อย “ปู๋ชี่ บิดาของเจ้ามีความลำบากใจของเขา เจ้าต้องรู้ว่าเขารักท่านแม่ของเจ้า ชายาเอกจึงตรอมใจตาย วันนี้ท่านอ๋องน้อยจงใจทำให้เจ้าตกน้ำ ชายารองและเหล่าฮูหยินในจวนอ๋องล้วนแต่เกลียดชังเจ้า ที่เขาไม่พาเจ้ากลับจวนอ๋องก็เพื่อปกป้องเจ้า

“ข้าจะบอกความจริงกับเจ้า ที่ข้ารับเจ้าเป็นน้องสาวเป็นประสงค์ของท่านอ๋อง และข้าก็มีเรื่องจะขอร้องเขาเช่นกัน เจ้าเป็นคุณหนูสกุลม่อถือเป็นผลดีกับทุกคน ข้าไม่มีทางปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม วันหน้าเจ้าจะได้ออกเรือนอย่างมีหน้ามีตา ท่านอ๋องก็จะสบายใจที่เจ้าจะมีคนดูแลชั่วชีวิต เช่นนี้ยังมีสิ่งใดไม่ดีอีก”

ก็เพราะว่าข้ารู้ว่าเจ้าคือพี่ซานน่ะสิ ฮวาปู๋ชี่เริ่มหลั่งน้ำตา ครั้งนี้ร่ำไห้ออกมาจริงๆ นางเข้าใจถ้อยคำของม่อรั่วเฟย ท่านอ๋องเตรียมการสำหรับอนาคตของนางแล้ว สกุลม่อได้รับการสนับสนุนจากอ๋องเจ็ด นางไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้าและอาหารการกินอีก ยิ่งกว่านั้นยังได้รับความรักจากท่านอ๋อง ทุกคนต่างพอใจ มิอาจเปลี่ยนแปลงเพราะเห็นแก่นางได้

นางจะลืมได้อย่างไร ที่เขาพานางมาวั่งจิง เพื่อใช้นางเป็นเบี้ยต่อรอง

เช่นนี้ก็ดี หากเขาสงสารนางอยากให้นางเป็นน้องสาวด้วยความจริงใจ นางย่อมรู้สึกผิดในใจ ไม่ใช่ว่าเจ้าใช้ประโยชน์จากข้า ข้าใช้ประโยชน์จากเจ้าหรอกหรือ ถือว่าแล้วกันไป นางไม่อยากเป็นหนี้น้ำใจเขา เพราะทำให้นางนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายชาติก่อน

ม่อรั่วเฟยเช็ดน้ำตาบนใบหน้านางอย่างแผ่วเบา เสียงที่กล่าวแฝงความเห็นใจ “ปู๋ชี่ เห็นเจ้าแล้ว ข้ามักนึกถึงลูกศิษย์คนนั้นของข้า ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความจริงใจ จะไม่ปล่อยให้เจ้าถูกรังแกอีก ไหนลองเรียกข้าว่าพี่ซานสักคำสิ!”

พอได้ยินคำว่าพี่ซานอีกครั้ง ฮวาปู๋ชี่คล้ายเผชิญกับแรงกระตุ้นบางอย่างประหนึ่งมีใครเหยียบหาง แทบอยากกระโดดลุกพรวดแล้วหันหลังวิ่งหนี นางพยายามควบคุมตนเอง บอกตนเองว่าเขาไม่รู้ เขาไม่รู้อันใดทั้งสิ้น ผ่านไปครู่ใหญ่ นางถึงเค้นเสียงลอดไรฟัน “พี่ใหญ่!”

ม่อรั่วเฟยคลี่ยิ้ม “เรียกข้าแบบนี้ก็ได้!”

แววตาของฮวาปู๋ชี่สะท้อนความสับสน หากไม่ทำอันใดสักอย่าง นางต้องเป็นบ้าแน่ จึงเสหยิบตะเกียบคีบผักใส่ปาก ระหว่างกิน นางรู้สึกว่าม่อรั่วเฟยจ้องนาง ได้แต่โอดครวญในใจ ก้มหน้าพึมพำ “ข้าเหมือนจริงหรือ ข้าไม่ได้งดงามเพียงนั้น ท่านอ๋องดูผิดใช่หรือไม่ ถึงได้ไม่พาข้ากลับจวน”

“เหมือนมาก ลักษณะท่าทางเหมือน โดยเฉพาะดวงตาคู่นี้ที่เหมือนมากที่สุด ภาพวาดจะสามารถวาดแววตาของนางออกมาได้อย่างนั้นหรือ ท่านประมุขหลินบอกได้เพียงว่าเจ้ามีลักษณะท่าทางคล้ายคลึงเท่านั้น แต่ข้าเคยเห็นฮูหยินมาก่อน ทันทีที่เห็นดวงตาเจ้า ข้าก็มั่นใจว่าเจ้าเป็นบุตรีของนาง วันนี้ขนาดอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ยามที่เจ้าหันหน้ามายิ้มพูดคุย ดวงตาทอประกายเจิดจ้าดุจตะวัน ข้าคิดว่า ท่านอ๋องเจ็ดยอมรับเจ้าแล้ว”

ฮวาปู๋ชี่หยุดเคี้ยว ถามว่า “ครอบครัวของท่านแม่ข้ายังมีคนอื่นอีกหรือไม่ นาง…นางมีนามว่าอันใด”

ม่อรั่วเฟยมองนางอย่างเห็นใจ “ท่านแม่ของเจ้าแซ่เซว์ มีชื่อพยางค์เดียวว่าเฟย หลังนางออกเรือนไม่นาน คนสกุลเซว์ก็ตายในกองเพลิง นางล้มป่วยแล้วจากไป ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่สนใจครอบครัวสามีของนาง”

ฮวาปู๋ชี่นิ่งเงียบชั่วขณะ ค่อยเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ข้าขอร้องอย่างหนึ่งได้หรือไม่”

“เจ้าลองพูดมา”

“ข้าไม่อยากเป็นคุณหนูที่ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ย่าง[4] ข้าสามารถเข้าออกคฤหาสน์สกุลม่อได้อย่างมีอิสระหรือไม่”

นางมองม่อรั่วเฟยอย่างตื่นเต้นแกมหวาดหวั่น เกรงจะถูกขังอยู่ในเรือนหลังใหญ่ แม้ไม่ต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าอาหารการกิน ทว่านางกลับรู้สึกในบางแง่ว่าถูกพี่ซานควบคุมดั่งภพก่อน

ม่อรั่วเฟยหัวเราะเบาๆ “จริงสิ เจ้าไม่คุ้นชินกับการใช้ชีวิตเยี่ยงคุณหนูสูงศักดิ์นับแต่เยาว์วัย ช่างเถิด หากข้าออกไปดูแลการค้า อาจพาเจ้าออกไปด้วยได้”

“แต่ถ้าข้าอยากเที่ยวเมืองวั่งจิงด้วยตนเองเล่า”

ม่อรั่วเฟยขบคิดครู่หนึ่ง “ข้าจะสั่งให้เจี้ยนเซิงไปเป็นเพื่อนเจ้า เรื่องนี้กลับคฤหาสน์แล้วค่อยว่ากันอีกที ท่านแม่เคร่งครัดธรรมเนียมมารยาทยิ่ง ต้องถามนางก่อนจึงจะได้”

เจี้ยนเซิงหรือ ฮวาปู๋ชี่คิดอย่างเหยียดหยัน กำจัดไอ้เด็กตูดนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ดวงตาเจือยิ้มสดใส กล่าวกับม่อรั่วเฟยอย่างประจบสอพลอ “มีพี่ใหญ่ช่างดีจริงๆ! หลังจากนี้ติดตามท่านแล้วจะได้กินดีอยู่ดี!”

ฉับพลันนั้นคล้ายมีกระบี่แหลมคมเล่มหนึ่งแทงหัวใจ เจ็บจนหัวคิ้วของม่อรั่วเฟยขมวดแน่น เขาเงยหน้าขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย พริบตาที่นางยิ้ม เขาคล้ายเห็นนางอีกคน เวลาที่เขาโยนเศษเงินให้นางไปซื้อของกิน และเล่นอินเตอร์เน็ต นางกำเงินแล้วยิ้มสดใสพอใจแบบเดียวกันนี้

เขาควบคุมความรู้สึก เอ่ยเสียงต่ำ “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้ากลับห้องไปก่อน วันรุ่งขึ้นพวกเราค่อยกลับคฤหาสน์!”

ฮวาปู๋ชี่มองแผ่นหลังของเขาอย่างแปลกใจ ทบทวนสิ่งที่ตนเองพูดอย่างรวดเร็วด้วยความกลัดกลุ้ม นางคงไม่ได้หลุดปากเอ่ยคำศัพท์ปัจจุบันออกมากระมัง ครั้นมั่นใจว่าไม่ใช่ นางค่อยลุกขึ้นกล่าวอย่างวางใจ “พี่ใหญ่ ข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ”

รอจนได้ยินเสียงฝีเท้า ม่อรั่วเฟยหลับตาลง จ่อมจมบนเก้าอี้ผ้าไหมอย่างหมดแรง สิบสามปีที่ผ่านมา เขาแทบจะลืมทุกสิ่งในอดีตสิ้นแล้ว ทว่าฮวาปู๋ชี่กลับกระตุ้นความรู้สึกผิดที่ซ่อนลึกในใจออกมา นึกถึงความเป็นอยู่ในภพก่อน เพื่อให้ได้กินอาหารจำต้องขโมยและหลอกลวงผู้คน เขาลืมตาโดยพลัน ทุบกำปั้นบนโต๊ะโครมหนึ่ง กัดฟันก่นด่า “สมควรตายร้อยครั้ง สมควรตายร้อยครั้ง หากไม่ใช่เพราะยายเด็กนั่น ข้าจะตกหน้าผาแล้วเกิดใหม่ในสถานที่ที่ไม่มีแม้แต่โทรทัศน์อย่างนี้หรือ หากเกิดในร่างของฮวาจิ่ว มิสู้โขกศีรษะตายดีกว่า!”

เสียงของเจี้ยนเซิงแว่วมาจากหน้าห้องอุ่นว่า “นายน้อย บ่าวกลับมาแล้ว”

ม่อรั่วเฟยกลับคืนสู่ท่าทีตามปกติ ถามว่า “ฮูหยินสั่งความหรือไม่”

“ฮูหยินกล่าวอมิตาภพุทธ ดูจะดีใจมากขอรับ!”

ชาตินี้เขามีท่านแม่ มีคนในสกุล สกุลม่อรุ่นของเขามีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เขาแบกความรุ่งโรจน์และความล่มสลายของสกุลม่อไว้บนบ่า เรื่องราวในกาลก่อนผุดขึ้นจากความทรงจำเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เขาจมดิ่งอยู่ในนั้นโดยไม่สนใจความเป็นจริงเบื้องหน้า ม่อรั่วเฟยรินสุราแล้วดื่มช้าๆ สั่งว่า “ให้พ่อบ้านเฉินเตรียมรถม้า วันรุ่งขึ้นยามเหม่า[5]ออกเดินทาง”

 

ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า นครใหญ่ท่ามกลางทุ่งหิมะกว้างไกลพลันปรากฏท่ามกลางแสงสุริยาสีทองราวกับดินแดนในเทพนิยาย กำแพงดำสูงตระหง่านมั่นคงดั่งขุนเขา หอประตูเมืองคล้ายมนุษย์ร่างยักษ์สูงหลายสิบจั้ง บนหน้าจั่วของหลังคาทรงจั่วผสมปั้นหยาคลับคล้ายมังกรดำเก้าตัวคำราม โผทะยานท่ามกลางแสงแรกแห่งอรุณ ชือเหวิ่น[6]มีหัวเป็นมังกรหางเป็นปลา ท่วงท่าน่าเกรงขาม แข็งแรงและทรงพลัง ถลึงตาจ้องผู้คนด้านล่างที่เดินผ่านประตูเมืองอย่างดูแคลน

ทันทีที่เห็นว่าถึงเมืองวั่งจิงแล้ว ฮวาปู๋ชี่ลืมเอามือที่เลิกม่านลง อ้าปากกว้างแหงนหน้าขึ้น หอประตูเมืองคล้ายเหยียบย่ำนางไว้ใต้ฝ่าเท้าด้วยแรงกดอันแรงกล้า

รถม้าขับผ่านประตูเมืองอันกว้างขวางที่สามารถให้รถม้าผ่านไปได้ถึงแปดคัน นางนึกประหวั่นราวกับตนเองเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ถูกปลาวาฬยักษ์และสัตว์ดุร้ายกลืนลงท้อง

ที่นี่คืออนาคตของนาง และยังเป็นเวทีของนางใช่หรือไม่

หลังผ่านประตูเมืองแล้ว ทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไป ตลอดสองฝั่งถนนกว้างขวาง บ้านเรือนเรียงรายจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด กระเบื้องดำอาบย้อมแสงตะวันสีทองส่องประกายราวเกล็ดปลา บุรุษสตรีแต่งกายสีฉูดฉาดเดินขวักไขว่สวนกันไปมา ส่งเสียงเซ็งแซ่ดุจน้ำป่าไหลเชี่ยวกราก เยื่อแก้วหูประหนึ่งถูกทิ่มแทงจนแทบฉีกขาดอยู่รอมร่อ ไม่ว่าเสียงทอดถอนใจของการซื้อขาย เสียงหยอกล้อของการต่อรองราคา เสียงพูดคุยหัวเราะจากการพบเจอคนรู้จัก เสียงฆ้องและกลองจากสถานที่ที่มีการละเล่นปาหี่ ยังมีเสียงปรบมือ ทุกสรรพเสียงลอยเข้าหูนางอย่างชัดเจน

“ขายดอกไม้เจ้าค่ะ! ขายดอกไม้สด! ดอกเหมย ดอกสุ่ยเซียน ดอกเย่ว์จี้[7] ดอกฉาฮวา[8] ดอกรุ่ยเซียง[9]เจ้าค่ะ…” เสียงกังวานใสพลันดึงดูดความสนใจของฮวาปู๋ชี่

ริมถนนมีพี่น้องชายหญิงคู่หนึ่งถือตะกร้าดอกไม้มองรถม้าหรูหราที่ขับเข้ามาจากประตูเมืองแล้วกะพริบตาปริบๆ พี่สาวกับน้องชายอายุเจ็ดแปดขวบ สวมเสื้อนวมบุฝ้าย เกล้าแกละสองข้าง ใบหน้าแดงด้วยความหนาว

“หยุดรถ!”

ฮวาปู๋ชี่กับม่อรั่วเฟยตะโกนพร้อมกัน

ดวงตาของพี่สาวน้องชายฉายความยินดีปรีดา ถือตะกร้าดอกไม้เข้าไปหา

ม่อรั่วเฟยมองฮวาปู๋ชี่ ถามว่า “ปู๋ชี่ชอบดอกใด”

หัวใจของฮวาปู๋ชี่เต้นตึกตัก ยามได้ยินเสียงม่อรั่วเฟยตะโกนใส่สารถีในเวลาเดียวกัน นางเริ่มรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง โชคดีที่นางเปลี่ยนสีหน้ารวดเร็วดุจพลิกฝ่ามือ ฮวาปู๋ชี่ยิ้มเขินอาย กล่าวว่า “ตั้งแต่พำนักที่เรือนหลิงปัว เสื้อผ้าที่คุณชายให้ข้าเลือกส่วนใหญ่เป็นสีขาวสีเขียวสีฟ้า ทำให้ชอบดอกสุ่ยเซียน ไม่รู้ว่าพวกเขามีดอกสุ่ยเซียนที่เพิ่งแตกกิ่งหรือไม่ ข้าอยากจะลองเอาไปปลูกดู”

ม่อรั่วเฟยยิ้มเล็กน้อย “นึกถึงท่านแม่ของเจ้าใช่หรือไม่”

นึกถึงกับผีนะสิ! ฮวาปู๋ชี่ก้มหน้าเงียบๆ แอบด่าในใจ

“คุณชายม่อ วันนี้อยากได้ดอกไม้ใดเจ้าคะ” ผู้เป็นพี่สาวพยายามยกตะกร้าดอกไม้ในมือสูงขึ้น เพื่อให้ม่อรั่วเฟยเห็นชัดขึ้น

ม่อรั่วเฟยกล่าวอย่างอ่อนโยน “มีต้นอ่อนของดอกสุ่ยเซียนหรือไม่”

ผู้เป็นพี่สาวหน้าม่อยคอตก นางกับน้องชายขายดอกไม้สด ไม่มีเมล็ดพันธุ์ น้องชายมองม่อรั่วเฟยอย่างกระตือรือร้น กล่าวเสียงสดใส “หากวันพรุ่งคุณชายยังมาอีก พวกเราถึงจะมีขอรับ”

ฮวาปู๋ชี่รีบกล่าวว่า “ไม่เป็นอันใด ดอกไม้สดก็ได้” นางล้วงกระเป๋าเงินที่ม่อรั่วเฟยมอบให้นางออกมา หยิบแผ่นทองคำแผ่นหนึ่งวางบนมือของผู้เป็นน้องชาย

ผู้เป็นพี่สาวมองตะกร้าดอกไม้ในมือ เอ่ยอย่างกังวล “คุณหนู ท่านมีเหรียญทองแดงหรือไม่ มิเช่นนั้นรอสักครู่ ข้าจะไปแลกเงินที่ร้านเอามาทอนให้ท่าน”

“ไม่ต้อง คิดเสียว่า…ข้าตกรางวัลพวกเจ้า” ฮวาปู๋ชี่พูดคำว่าให้รางวัลอย่างยากลำบาก นี่เป็นครั้งแรกที่นางให้รางวัลผู้อื่น

ม่อรั่วเฟยลูบหัวผู้เป็นน้องชาย ชี้แนะว่า “ยังไม่ขอบคุณน้องสาวของข้าอีก”

พี่สาวกับน้องชายส่งเสียงร้องด้วยความปีติ เร่งเอาตะกร้าบุปผาวางบนรถม้า กล่าวพร้อมกันว่า “ขอบคุณคุณหนูม่อ”

“ข้าแซ่ฮวา” ฮวาปู๋ชี่กล่าวจบ ก็ไม่มองสีหน้าของสองพี่น้องอีก ปล่อยผ้าม่านลง

ม่อรั่วเฟยเอนกายพิงหมอนอิง หัวเราะเหอะๆ “ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะโกรธ แม้เจ้าจะเป็นคุณหนูของสกุลม่อ ข้าก็มิกล้าสั่งให้เจ้าเปลี่ยนเป็นแซ่ม่อ”

“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแต่ไม่อยากลืมบุญคุณที่ท่านอาเก้าเลี้ยงดู” ฮวาปู๋ชี่อธิบาย นางหยิบดอกสุ่ยเซียนดอกหนึ่งจากตะกร้าดอกไม้ขึ้นดม แสร้งถามอย่างแปลกใจ “ดูจากสีหน้าของพวกเขา คุณชายคงจะซื้อดอกไม้บ่อยใช่หรือไม่ หรือสวนบุปผาในคฤหาสน์ขาดแคลนดอกไม้สด”

ม่อรั่วเฟยยิ้มตอบ “ทุกครั้งที่ซื้อดอกไม้ของพวกเขาจนหมด พวกเขาจะยิ้มสดใส ข้าชอบเห็นพวกเขายิ้มแบบนั้น”

กลีบดอกขาวอ่อนนุ่มของดอกสุ่ยเซียนแตะปลายจมูก ราวกับมือที่แตะหัวใจของนางอย่างแผ่วเบา ให้ความรู้สึกอ่อนโยนไร้ที่มา บางทีในใจของพี่ซานยังคงสงสารนางอยู่ ฮวาปู๋ชี่เงยหน้าส่งยิ้ม “พี่ใหญ่ ในเมื่อข้าเป็นคุณหนูสกุลม่อแล้วแต่ละเดือนจะได้เงินเท่าใดเจ้าคะ ข้าจะบอกว่าหากข้าเจอพวกเขาอีก ข้าจะได้มีเงินซื้อดอกไม้ของพวกเขา”

ยายเด็กหน้าเงิน! ม่อรั่วเฟยลอบด่าในใจ หยอกล้อ “เจ้าอยากได้เงินรายเดือนเท่าใด”

สีหน้าฮวาปู๋ชี่จริงจัง กระแอมให้คอโล่ง “ท่านอ๋องไม่สะดวกพาข้ากลับจวน จึงจัดการให้ข้ามีฐานะเป็นคุณหนูของคฤหาสน์สกุลม่อ คุณชายคิดจะเอาใจท่านอ๋อง เห็นด้วยกับฐานะนี้เช่นกัน ยามที่ปู๋ชี่เป็นสาวใช้ที่หมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ แต่ละเดือนจะได้ค่าจ้างสามสิบเหวิน ในเมื่อเป็นคุณหนู ทั้งยังเป็นถึงคุณหนูของร้านแลกเงินอันดับหนึ่งของแผ่นดิน เงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนสมควรจะต้องได้หลายเท่าตัวใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“ยายเด็กคนนี้นี่! ในที่สุดก็กลับคืนสู่นิสัยเดิมแล้ว ข้าคุณชายยังนึกว่าคนของหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์อบอรมสั่งสอนเจ้าเรื่องสามคล้อยตามสี่คุณธรรม[10]จนโง่งมแล้วเสียอีก เหอะ แต่ละเดือนได้เงินสามสิบตำลึงเป็นอย่างไร” ม่อรั่วเฟยประสบความสำเร็จ ได้เห็นนัยน์ตาของฮวาปู๋ชี่เปลี่ยนเป็นสว่างไสวดั่งตะเกียงพายุ ถือดอกสุ่ยเซียนดอกนั้นแล้วยิ้มโง่งม เขามองฮวาปู๋ชี่เนิ่นนานมาก ค่อยพบว่าตนเองไม่ได้เก็บมุมปาก มีรอยยิ้มเป็นสุขเช่นเดียวกับนาง หัวใจพลันหวั่นไหว ยื่นมือไปกุมมือของฮวาปู๋ชี่ กล่าวอย่างจริงจังว่า “บางทีข้าคิดว่าการรับเจ้าเป็นน้องสาวไม่ได้เป็นเพราะประสงค์ของท่านอ๋องเจ็ดเพียงอย่างเดียว ปู๋ชี่ ข้าดีใจที่มีน้องสาวเช่นเจ้า”

ใบหน้านั้นเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันไร้ขอบเขต งดงามจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก นางมองใบหน้านี้ เกือบจะไม่พบสิ่งใดที่คล้ายพี่ซานเลย ได้แต่ยิ้มแหย ดึงมือออกโดยไม่เผยร่องรอย ก้มหน้าลง ตั้งอกตั้งใจหยิบดอกไม้หลายชนิดออกจากตะกร้ามาเล่น พอหันหลังให้ม่อรั่วเฟย รอยยิ้มค่อยจางลง แปรเป็นความขมฝาดที่พาดผ่านเพียงชั่วแล่น

หากไม่รู้ว่าเขาคือพี่ซาน หัวใจของนางอาจยังเต้นโครมครามเช่นยามที่เจอกันคราแรกที่ถูกความงามของเขาล่อลวง ทั้งยังปรารถนาให้เขารับนางเป็นสาวใช้ จากนั้นเป็นต้นมาทุกคราที่เห็นใบหน้าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติของเขาก็จะน้ำลายไหล

สามารถลืมอดีต แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้หรือไม่ นางลองไตร่ตรอง ทว่ายามนางมองม่อรั่วเฟยมักนึกถึงความอนาถาของทั้งสองชาติ นางมิอาจทำได้

กลิ่นหอมของผกากำจาย ตลบอบอวลจนทำให้คนในรถม้าเคลิบเคลิ้ม

ม่อรั่วเฟยมองฮวาปู๋ชี่ แล้วยิ้มบางเบา รู้สึกถึงยามรุ่งอรุณที่แสงตะวันสาดส่องหิมะบนพื้นอย่างอ่อนโยน

ฮวาปู๋ชี่ผูกช่อดอกไม้อย่างมีความสุขและคิดถึงอนาคตของตนเอง

 

หนึ่งชั่วยามถัดมา รถม้าหยุดลง

ม่อรั่วเฟยประคองฮวาปู๋ชี่ลงจากรถม้า นางเงยหน้าขึ้นมอง ประตูคฤหาสน์เปิดกว้าง บานประตูสีแดง บนขั้นบันไดชั้นสองขึ้นไปมีบ่าวรับใช้ชายหญิงยืนเรียงแถวต้อนรับสองแถว

แผ่นป้ายสีดำป้ายหนึ่งแขวนอยู่กึ่งกลางประตู เขียนว่าคฤหาสน์สกุลม่อ นอกจากประตูใหญ่แล้วยังมีกำแพงหินสีขาวราวหิมะสะอาดตาคอยกางกั้น ราวกับจันทรากางกลดกลมปิดกั้นสายตาผู้คนทั้งหลาย

ม่อรั่วเฟยกล่าวกับพ่อบ้านม่อที่ยืนตัวตรงแฝงความเคารพว่า “นางเป็นน้องสาวคนใหม่ของข้า ปู๋ชี่ ลุงม่อเป็นพ่อบ้านของคฤหาสน์ หลังจากนี้หากมีเรื่องใดเพียงบอกเขาก็ใช้ได้แล้ว”

ลุงม่อเห็นประกายแห่งความแปลกใจพาดผ่านในดวงตาของฮวาปู๋ชี่ จึงก้มหน้าลง กล่าวอย่างนอบน้อม “คารวะคุณหนู นายน้อย ฮูหยินรออยู่ในห้องโถงแล้วขอรับ”

ม่อรั่วเฟยกุมมือของฮวาปู๋ชี่พาเดินเข้าไป เขายิ้มเล็กน้อยพลางบอก “ไม่ต้องกลัว ท่านแม่ของข้ามากเมตตา นางชอบสวดมนต์ จะต้องชอบเจ้าเป็นแน่”

ฮวาปู๋ชี่ส่งเสียงอืม เดินตามเขาเข้าคฤหาสน์อย่างเชื่อฟัง

พอเดินอ้อมกำแพงกั้นด้านในประตูใหญ่ปรากฏลานเรือนกว้าง พื้นปูด้วยอิฐสีเขียวคราม หิมะถูกกวาดจนสะอาดหมดจด บนบันไดใต้ชายคามีดอกชาวางอยู่หลายกระถาง ใบไม้สีเขียวเข้มส่งกลิ่นหอมกำจาย สีขาวงดงามดุจหยก สีชมพูอ่อนช้อยน่ารัก สีแดงสดสวยสดงดงาม สีม่วงอมแดงงามหรู ลานกว้างขวางและขาวสะอาดเกินไปให้ความรู้สึกราวกับมีงานเฉลิมฉลอง

ฮวาปู๋ชี่เงยหน้าขึ้นมองหลังคากระเบื้องเคลือบสีฟ้าอมเขียว ที่สันหลังคามีเป่าผิง[11]ใบหนึ่ง ตัวแจกันส่องประกายแวววาว ไม่รู้ว่าทำจากสิ่งใด ยามแสงสุริยาส่องผ่านเป่าผิง ทำให้ห้องโถงของคฤหาสน์สกุลม่อเบื้องหน้านางเกิดรัศมีสะท้อนรอบทิศราวกับตำหนักเทพ ไม่ต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นางแน่ใจว่ากระเบื้องเหล่านี้ไม่ได้มาจากเตาเผาธรรมดา

ภายในห้องโถงใหญ่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่กลับปราศจากแม้แต่เสียงเสียดสีของเสื้อผ้า ตรงกลางทางซ้ายของเก้าอี้ไท่ซือมีสตรีวัยสี่สิบคนหนึ่งนั่งอยู่ ในมือถือสร้อยประคำหนึ่งเส้น สวมเสื้อคลุมสีม่วงอมแดงปักลายคล้ายกากบาท ผมเกล้าเป็นมวยไว้ด้านหลัง ปักปิ่นหยกขาวอันเดียวอย่างเรียบง่าย แต่กลับเป็นการแต่งกายเรียบง่ายทว่าหรูหรา

นางมองฮวาปู๋ชี่อย่างเงียบงัน ค่อยยกมุมปากขยับยิ้ม “เด็กคนนี้เหมือนท่านแม่ของนางจริงๆ อ่อนหวานน่ารักราวกับดอกสุ่ยเซียน!”

ฮวาปู๋ชี่กะพริบตาหันไปถามม่อรั่วเฟย “พี่ใหญ่ นี่เป็นท่านแม่ของท่านจริงหรือ ไม่ใช่พี่สาวคนโตของท่านหรอกหรือ”

ม่อรั่วเฟยเผลอหัวเราะ เขกหัวของนาง ก่อนบอก “ยังไม่คารวะท่านแม่บุญธรรมอีก!”

ม่อฮูหยินได้ยินถ้อยคำของฮวาปู๋ชี่ยิ่งชอบใจ ยามฮวาปู๋ชี่ยอบกายคารวะ จึงลุกขึ้นยืนแล้วดึงนางให้ลุกขึ้น มองซ้ายมองขวา เอ่ยวาจา “เป็นคุณหนูสกุลม่อแล้ว จะขาดเครื่องประดับที่เหมาะสมได้อย่างไร เสี่ยวซื่อ ไปเอาของมา”

สาวใช้เสี่ยวซื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังนางประคองกล่องเครื่องประดับไม้หนานมู่มาตรงหน้าฮวาปู๋ชี่ ม่อฮูหยินไถ่ถาม “แม่บุญธรรมมอบให้เจ้าเป็นของขวัญแรกพบ ลองดูว่าชอบหรือไม่”

ฮวาปู๋ชี่เปิดกล่องดู ข้างในเป็นกำไลหยกเขียวใสวงหนึ่ง นางร้องอุทานคำหนึ่ง กล่าวตะกุกตะกัก “ขอบคุณท่านแม่บุญธรรมเจ้าค่ะ กำไลวงนี้งามนัก ราคาคงแพงมากกระมัง ข้ามิกล้าสวม กลัวจะทำแตกเจ้าค่ะ!”

ม่อรั่วเฟยกับม่อฮูหยินสบตากันแล้วหัวเราะ ม่อฮูหยินกล่าวกับบ่าวรับใช้ชายหญิงโดยรอบเสียงเข้มว่า “นับแต่นี้ปู๋ชี่คือคุณหนูของคฤหาสน์อย่างชัดเจนแล้ว หากผู้ใดกล้าไม่เคารพนางจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎประจำตระกูล!”

ได้ยินเสียงพูดว่าคารวะคุณหนูดังมาจากรอบกายโดยพร้อมเพรียงกัน ครั้นหันมองรอบด้าน กลับไม่มีผู้ใดเงยหน้าขึ้นมามองนางแม้แต่คนเดียว หมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์เป็นครอบครัวใหญ่ที่สุดที่นางเคยเห็น แต่เมื่อเทียบกับชื่อเสียงและอิทธิพลของสกุลม่อ นางทอดถอนใจ ในที่สุดก็รู้ว่าเช่นไรจึงเป็นสกุลใหญ่อันเก่าแก่และร่ำรวย

“ลุงม่อ เจ้าพาคุณหนูรองไปพักผ่อน อี้ซาน เจ้าเข้ามาด้านใน แม่ยังมีเรื่องจะพูดกับเจ้า” นางตบมือของฮวาปู๋ชี่เบาๆ พลางถอนหายใจ “เจ้าช่างมีดวงตางดงามเหมือนมารดาของเจ้านัก พำนักที่สกุลม่ออย่างสบายใจเถิด”

ม่อฮูหยินสั่งการเสร็จก็ให้เสี่ยวซื่อค่อยๆ ประคองออกไป

ม่อรั่วเฟยกล่าวกับฮวาปู๋ชี่ด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่ต้องกังวล ข้ากำชับไว้เรียบร้อยแล้ว มีเรื่องใดก็บอกลุงม่อ”

เห็นเขาเดินไม่กี่ก้าวเข้าไปจับมือของม่อฮูหยิน สองแม่ลูกพูดคุยเสียงเบา ใบหน้าของม่อรั่วเฟยเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ภาพแม่ลูกอันอบอุ่นชวนให้ฮวาปู๋ชี่เศร้าใจ นางอภัยให้ม่อรั่วเฟยแล้ว เขาก็จนปัญญาเหมือนกันกระมังที่ใช้นางเป็นเบี้ยต่อรองเพื่อเอาใจท่านอ๋อง ชาตินี้เขามีมารดาที่รักเขา มีญาติพี่น้องในสกุล แบกอนาคตของสกุลม่อ ยิ่งนึกถึงม่อรั่วเฟยที่ท่องบทกวีออกมาได้อย่างง่ายดาย ย่อมหมายความว่าเขาต้องอ่านหนังสือมากมายก็ยิ่งเศร้า เขากับนางเหมือนกัน อยากมีชีวิตอีกครั้งในสภาพแวดล้อมใหม่ เพียงแต่ชีวิตของนางไม่ดีเท่าชีวิตของเขา

 

“คุณหนูรอง เชิญทางนี้ขอรับ!” ลุงม่อส่งเสียงเรียกฮวาปู๋ชี่ให้ได้สติอย่างนอบน้อม

ฮวาปู๋ชี่เดินตามลุงม่อ ผ่านระเบียงทางเดินเข้าลานเรือนอีกแห่งหนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียง ระเบียงทางเดินมืดมิดเงียบเชียบ ลานเรือนสลับซับซ้อนประหนึ่งเก้าห่วงปริศนา หลังเดินผ่านลานเรือนชั้นแล้วชั้นเล่า นางพลันนึกถึงถ้อยคำ ที่ว่าทางเข้าเรือนของสกุลผู้ดีลึกดั่งทะเลขึ้นมาได้ ในใจเริ่มประหวั่น ไม่รู้ว่าจะสามารถเดินออกจากคฤหาสน์ใหญ่ดุจเขาวงกตแห่งนี้ได้หรือไม่

หลังเดินผ่านสวนบุปผาเข้าไปในลานเล็กๆ ลุงม่อจึงบอกนางว่าเรือนหลิงปัวแห่งนี้เป็นที่พำนักของนาง

สองข้างของเรือนหลักยังมีอีกสองห้อง สวนดอกไม้ขนาดย่อมตั้งอยู่กลางลาน มีสระน้ำไม่ลึกนัก ทั้งยังปลูกดอกสุ่ยเซียนไว้โดยรอบ บริเวณที่มีร่องน้ำไหลผ่านของลานเรือนปลูกต้นเหมยเก่าแก่แข็งแรงต้นหนึ่ง ดอกเหมยสีเหลืองบานเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมเย็นโชยตามลม ด้านหลังเรือนยังมีต้นสนอีกหลายต้น

ลุงม่อกล่าวคล้ายอธิบาย “เนื่องจากคุณหนูรองชอบดอกสุ่ยเซียน นายน้อยจึงสั่งให้เอามาปลูกใหม่ขอรับ”

ปลูกใหม่ภายในหนึ่งชั่วยามนับแต่เข้าเมืองจนมาถึงคฤหสน์สกุลม่ออย่างนั้นหรือ การมีเงินนี่ช่างดีจริงๆ!

ภายในลานเรือนมีสาวใช้สี่คน อายุน้อยที่สุดสิบห้าสิบหกปี มากที่สุดราวยี่สิบปี พวกนางสวมเสื้ออ่าวแขนแคบแบบเดียวกัน แต่สีสันกับความยาวกระโปรงแตกต่างกัน มองโดยรวมถือว่าสบายตา ลุงม่อแนะนำว่า “คนที่อายุน้อยชื่อซิ่วชุน ถังชิว กับเหริ่นตง คนที่อายุมากชื่อหลิวซื่อ ท่านเรียกนางว่าหลิงกูก็พอแล้ว นางเป็นสาวใช้ที่เกิดในคฤหาสน์ สามีคือหลิวเซิงคนดูแลคอกม้า หลิงกูจะคอยชี้แนะคุณหนูเรื่องมารยาทต่างๆ ขอรับ”

จากนั้นสาวใช้ทั้งสี่คนสืบเท้าเข้ามาคารวะ

หลิงกูยังเข้ามาประคองฮวาปู๋ชี่อย่างสนิทสนม เอ่ยรับรอง “ลุงม่อวางใจ บ่าวจะปรนนิบัติคุณหนูอย่างดีเจ้าค่ะ”

ตอนเย็นม่อรั่วเฟยกินข้าวเป็นเพื่อนฮวาปู๋ชี่ บอกนางว่าทุกวันยามฟ้าสางจะต้องไปคารวะม่อฮูหยิน ส่วนมื้อกลางวันกับมื้อเย็นไม่จำต้องไปอยู่เป็นเพื่อน

ฮวาปู๋ชี่คิดในใจว่าการเป็นคุณหนูก็คือการทำงาน ทุกเช้าต้องมีการตรวจสอบเวลาเข้างาน อย่างไรก็ดี ตามความหมายของม่อรั่วเฟยคือ เวลาอื่นสามารถทำอันใดได้อย่างอิสระเสรี ฮวาปู๋ชี่จึงกล้าออกปากว่าอยากเที่ยวชมเมืองหลวง

ม่อรั่วเฟยจากเมืองวั่งจิงไปหลายวัน มีหลายเรื่องรอให้จัดการ จึงมิอาจไปเป็นเพื่อนฮวาปู๋ชี่ได้ แต่เห็นสีหน้ากระตือรือร้นของนาง ก็ปฏิเสธไม่ลง “รอผ่านไปสักสองสามวัน ให้เจ้าคุ้นกับคฤหาสน์สกุลม่อก่อน แล้วข้าค่อยพาเจ้าไปเที่ยว”

 

[1] 1 เตี้ยว เท่ากับ 1,000 เหวินหรืออีแปะ

[2] เป็นการทุบทำลายพิณทำเป็นฟืนเพื่อก่อเตาไฟต้มกระเรียนกิน หมายถึง ทำลายสิ่งของที่งดงามมีคุณค่าอย่างไม่ควร หรือทำให้เสียของ ไม่คุ้มค่า

[3] หมายถึง คนที่ต้องคอยพึ่งพาอาศัยคนอื่น เลี้ยงตัวเองไม่ได้

[4] หมายถึง ไม่ออกไปพบคนข้างนอก เป็นมารยาทธรรมเนียมของสตรีสกุลชนชั้นสูงสมัยโบราณ ประตูใหญ่คือประตูออกนอกคฤหาสน์ ส่วนประตูรองคือประตูเรือนพักส่วนตัวของสตรี

[5] เวลา 5.00-7.00 นาฬิกา

[6] ลูกมังกรตัวที่สองจากพี่น้องทั้งหมดเก้าตัว หัวเป็นมังกร ปากกว้างลำตัวสั้นเป็นปลา เป็นมังกรที่คอยจ้องมองระยะไกลเพื่อป้องกันภัย มีความสามารถในการดับไฟ ดังนั้น สถาปัตยกรรมจีนในอดีตมักปรากฏชือเหวิ่นบนจั่วของวัง อารามหลวง สุสานหลวง เพื่อเป็นเคล็ดป้องกันอัคคีภัย และภัยอื่นๆ

[7] ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้ชื่อดังอันดับที่ห้าของจีน

[8] ดอกคามีเลีย

[9] ดอกวินเทอร์ แดฟนี

[10] สามคล้อยคือ ยังไม่ออกเรือนคล้อยตามบิดา ออกเรือนคล้อยตามสามี และสามีถึงแก่กรรมแล้วคล้อยตามบุตรชาย สี่คุณธรรมคือ คุณธรรมของสตรี วาจาของสตรี รูปลักษณ์ของสตรี และความประพฤติของสตรี

[11] หรือแจกันวิเศษ หนึ่งในแปดสัญลักษณ์มงคลของพุทธมหายาน เป็นตัวแทนอวัยวะของพระศากยมุนีพุทธเจ้า เชื่อว่าแจกันเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่มเย็นเป็นสุข และเป็นตัวแทนของพระธรรมของพระพุทธองค์ที่เปรียบดั่งขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด

ใส่ความเห็น