fbpx

[ทดลองอ่าน] ผมพูดไม่ได้ว่าใครคือฆาตกร / แพรวสำนักพิมพ์

ผมพูดไม่ได้ว่าใครคือฆาตกร 

피터래빗죽이기

อีชันย็อง เขียน

สุมาลี สูนจันทร์  แปล 

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์) 

——————————————————————————————————————-

 

 

 

วันนี้ต้องฆ่าคนคนหนึ่ง

จินช็อลรู้สึกกดดันอย่างหนักเพราะความคิดที่เกินจะรับมือไหว  เขาติดกระดุมเครื่องแบบผิดหลายครั้ง

เม็ดกระดุมเก่าๆ ขาดผึงและร่วงสู่พื้นราวกับต้านความคิดของเขาไว้ไม่ไหวเช่นกัน  เม็ดกระดุมกลิ้งขลุกๆ ไปถึงขอบตู้โชว์

สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่เม็ดกระดุม แต่จับจ้องอยู่ที่โล่เกียรติคุณบนตู้โชว์  ข้อความบนโล่ปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้งอย่างไม่คุ้นชิน

 

มอบโล่เกียรติคุณเพื่อแสดงว่าบุคคลนี้ ได้แสดงปฏิภาณและความกล้าหาญ

ในการจับกุมอาชญากรจำนวนมาก และได้ส่งเสริมความยุติธรรมแก่สังคม

 

ความยุติธรรม..แก่สังคม

 

 

 

สองคำนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดและเรียกความทรงจำเก่า ๆ ให้หวนกลับมา

“ผมอยากสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมครับ”

นั่นคือตอนที่เขาสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้ารับราชการตำรวจเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน  เขาตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ว่าทำไมเขาถึงอยากเป็นตำรวจอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยว่าเขาอยากสร้างความยุติธรรมให้กับสังคม  ตอนเป็นหนุ่มเขาคงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า  วันหนึ่งเขาจะวางแผนปลิดชีวิตคน

จินช็อลลูบโล่เกียรติคุณอย่างระมัดระวังด้วยใจที่ภาวนา

ขอให้วันนี้ เขาสามารถแสดงปฏิภาณและความกล้าหาญที่แท้จริง…

ขอให้ความตายของผู้นั้น จงส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในสังคม…

 

 

วันที่ 15 เมษายน ปีค.ศ. 2018  เวลา 10 นาฬิกา  11 ชั่วโมงก่อนลงมือฆาตกรรม

 

“สวัสดีครับท่านผอ.”

จินช็อลเดินเข้ามาในห้องควบคุมกล้องวงจรปิดเมืองอันซันพร้อมกับรับคำทักทายจากเจ้าหน้าที่อย่างขอไปที และตรงเข้าไปในห้องทำงานของผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมกล้องวงจรปิดเมืองอันซัน

เขาล็อกประตู และกำลังจะปิดมู่ลี่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะพฤติกรรมที่ดูผิดปกติจะทำให้เขาดูน่าสงสัย

เขามองไปรอบห้องควบคุมผ่านบานกระจก ด้วยสีหน้านิ่งเฉยและเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

หัวหน้าศูนย์ฯ เดินไปรอบห้องเพื่อสั่งนั่นสั่งนี่  ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกนายกำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตนได้รับมอบหมาย

ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของเขา ก็คงไม่เป็นไร  เพราะเขาเคยเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง เพื่อจดจ่อกับงานบ่อยครั้ง

 

 

 

เจ้าหน้าที่คงคิดว่าเขากำลังจดจ่ออยู่กับภารกิจลับบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผย

จินช็อลคลายความกังวลไปได้มาก

เขานั่งหน้าจอมอนิเตอร์ แล้วคลิกโฟลเดอร์ของกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย  หน้าต่างต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามการคลิกของเขา

A-728

B-100

C-005

A-526

กล้องแต่ละตัวบันทึกภาพสี่แยกโรงเรียนมัธยมต้นฮัมฮย็อน  ภาพโรงพยาบาลเทศบาลเมืองอันซัน  ภาพถนนที่เนืองแน่นด้วยร้านเหล้า  และภาพอาคารเรอเนสซองส์ทาวเวอร์ที่ผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัยกับศูนย์การค้า  ทั้งหมดเป็นสถานที่ที่จินช็อลคาดว่าเป้าสังหารของเขาจะปรากฏตัวในวันนี้

จินช็อลจับตาดูภาพจากกล้องวงจรปิดแต่ละตัวอย่างใกล้ชิด

เป้าหมายของเขาที่กำลังทำงานอยู่ที่โรงเรียนมัธยมต้นฮัมฮย็อนในหน้าจอของกล้อง  A-728  จะไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลในหน้าจอของกล้อง B-100 หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ

และจะกลับมาทำงานต่อที่โรงเรียนในหน้าจอของกล้อง  A-728 อีกครั้ง  จากนั้นก็จะไปดื่มเหล้าที่ย่านผับบาร์ในหน้าจอของกล้อง C-005  เมื่อเมาได้ที่ เป้าหมายของเขาก็จะไปหาภรรยาในหน้าจอของกล้อง A-526 เป็นแบบนี้เสมอ

เมื่อสายตาของเขาไล่มาถึงศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารเรอเนสซองส์ทาวเวอร์ ในหน้าจอ A-526  จิตใจที่สงบนิ่งอย่างยากเย็นเมื่อครู่ก็เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงอีกครั้ง

“ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจาง โซฮี”  

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เขาจะต้องกระโดดเข้าไปยังหน้าจอ A-526 ด้วยตัวเอง  เพื่อสวมบทฆาตกร  ไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีกต่อไป

เขาจ้องมองหน้าจอนี้พลางจินตนาการภาพตัวเองในนั้นมาแล้วหลายต่อหลายหน

 

 

 

และจำลองการกำจัดเป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนับครั้งไม่ถ้วน!

หัวใจของเขาเต้นอย่างบ้าคลั่ง  เลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง  ราวกับกำลังเยาะเย้ยความพยายามทั้งหมดของเขา

ชายคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากโรงเรียนมัธยมต้นฮัมฮย็อนในหน้าจอ A-728

เงาขนาดใหญ่ของชายร่างสูงกำยำพาดผ่านกลุ่มเด็กนักเรียนชายที่กำลังหลั่งไหลออกมาพักทานของว่าง  เมื่อเขายืนท่ามกลางเด็กนักเรียนชายวัยกำลังเจริญเติบโตและมีขนาดตัวไล่เลี่ยกัน  ทำให้เกิดภาพหลอกตาเหมือนเห็นยักษ์กำลังปรากฏตัวในดินแดนมนุษย์จิ๋ว

จินช็อลยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอมอนิเตอร์  สายตาของเขาเพ่งอยู่ที่ชายคนนั้น  ราวกับตั้งใจจะตรวจจับทุกความเคลื่อนไหว  แม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของสีหน้า  หรือแม้กระทั่งการกระแอมไอในลำคอ

ชายคนนี้คือเป้าหมายที่จินช็อลต้องสังหารโดยเดิมพันหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้

เขาคือยัง คีโฮ  อดีตนักกีฬาเบสบอลมืออาชีพ  ปัจจุบันเป็นโค้ชทีมเบสบอลของโรงเรียนมัธยมต้นฮัมฮย็อน

ครั้งหนึ่งคีโฮเคยเป็นดาวเด่นในวงการกีฬาเบสบอลจนได้รับฉายายอดนักตีมือฉกาจ  แฟนกีฬามองนิสัยก้าวร้าวของเขาเป็นเพียงจิตใจที่แข็งแกร่งและหนักแน่น  พร้อมสู้ศึกในสนาม  แต่โชคของเขาหยุดอยู่เพียงแค่นั้น  โชคชะตาของเขาเหมือนกับรถไฟเหาะ  เขาได้ลิ้มรสเกียรติภูมิสูงสุดเพียงช่วงสั้นๆ  ก่อนจะตีลังกาหัวทิ่มลงสู่ความอับโชคอย่างไร้ที่สิ้นสุด

เขาควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้  และฟาดไม้เบสบอลใส่นักกีฬารุ่นน้องในระหว่างการแข่งขันจนถูกปลดออกจากการเป็นนักกีฬามืออาชีพ  และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความตกต่ำของเขา  เขาเริ่มเมาหัวราน้ำหลังจากเหตุการณ์นั้น  และจมอยู่กับความทรงจำในสมัยที่เคยรุ่งเรือง  จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน เขาได้เป็นโค้ชทีมเบสบอลในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่งจากการแนะนำของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน

มรสุมชีวิตในช่วงที่ผ่านมาทำให้พิษสงของเขาเบาบางลงไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น

 

 

 

ธาตุแท้ที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจของคีโฮยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน  แม้จะผ่านมานับสิบปีแล้ว  แต่ไม่ว่าสิ่งใดอยู่ในมือเขาก็สามารถใช้มันเป็นอาวุธเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้เหมือนเดิม  จินช็อลรู้ข้อเท็จจริงนี้ดียิ่งกว่าใคร

เขาต้องสังหารชายผู้นี้

ข้อความบนโล่ประกาศเกียรติคุณปรากฏขึ้นในหัวของจินช็อลที่กำลังอัดแน่นไปด้วยความคิดเหล่านี้

ปฏิภาณและความกล้า

ตอนนี้สองข้อที่เขาเคยยึดถือ  จำเป็นกับเขายิ่งกว่าครั้งไหนๆ  เพื่อให้ผู้ที่นอนตายอยู่บนพื้นอันเย็นเยียบในอีกสิบเอ็ดชั่วโมงข้างหน้าคือคีโฮ ไม่ใช่ตัวเขาเอง

 

 

วันที่ 15 เมษายน ปีค.ศ. 2018 เวลา 16 นาฬิกา  5 ชั่วโมงก่อนลงมือฆาตกรรม

 

“ศูนย์รับแจ้งเหตุความรุนแรงต่อสตรีค่ะ  มีอะไรให้ทางเราช่วยไหมคะ”

ปลายสายของหูโทรศัพท์ที่โซฮีถืออยู่ในมือ เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุด  ราวกับกำลังพูดว่า “คุณคะ ทางเราจะช่วยเหลือคุณเอง  โปรดอย่าวางสายนะคะ  กล้าหาญเข้าไว้นะคะ” เพื่อช่วยผลักดันให้ปลายสายกล้าหาญขึ้น

โซฮีขยับริมฝีปากเพื่อเริ่มพูดอยู่หลายครั้ง  แต่เธอก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดออกมาได้  และในที่สุดเธอก็วางสายลง

น้ำตานองใบหน้าทันทีที่วางหูโทรศัพท์  เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอกำลังร้องไห้ให้กับความโง่เขลาของตัวเองที่ไม่กล้าแจ้งเรื่องนี้เพราะกลัวสูญเสียภาพลักษณ์ทางสังคม  หรือเธอกำลังร้องไห้ให้กับโชคชะตาที่กำลังเล่นตลกกับเธอ  ทำให้เธอต้องคิดฆ่าสามีของตัวเองกันแน่  แต่บางทีน้ำตาที่ไหลรินอาจเกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อนกว่าที่เธอคิดก็ได้

 

 

 

โซฮีดึงทิชชู่ออกมาสองสามแผ่น  เธอยืนอยู่หน้ากระจก  และเช็ดคราบน้ำตาอย่างระมัดระวัง  แต่ตรงจุดที่ทิชชู่สัมผัส  ก็ยังเห็นรอยเครื่องสำอางถูกถูออกไปได้อย่างชัดเจน  และภายใต้เครื่องสำอางที่ถูกลบออกไปนั้น  ได้เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวราวกับเนื้อผลไม้เน่า  เมื่อเธอเห็นรอยฟกช้ำเธอก็รีบหยิบเครื่องสำอางออกมาทันที  ราวกับถูกเผยความลับที่ไม่อาจเปิดเผยให้โลกรู้

ภาพของตัวเองที่กำลังใช้พัฟทาครีมรองพื้นเพื่อปกปิดรอยฟกช้ำเป็นภาพที่น่าหดหู่  ไม่ต่างกับความคิดบางอย่างที่เธอได้ตัดสินใจไว้ในใจอย่างแน่วแน่

ลองนึกถึงนักกีฬารุ่นน้องที่เดินขาเป๋เพราะถูกสามีของเธอทำร้ายสิ  ไหนจะเด็กๆ ในทีมเบสบอลที่หวาดกลัวการลงโทษที่ใช้การฝึกเป็นข้ออ้างจนหัวหดเหล่านั้นอีกล่ะ  เด็กๆ เหล่านั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป  นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  อย่างน้อยก็เพื่อพวกเขาเหล่านั้น  และยิ่งไปกว่านั้น การฆาตกรรมในครั้งนี้นับเป็นสิทธิอันชอบธรรมในการปกป้องตัวเองด้วย  เพราะหากเธอไม่ชิงลงมือเสียก่อน  วันหนึ่งคงเป็นเธอที่ถูกเขาฆ่าเสียเอง

เหมียวว~

โซฮีได้ยินเสียงร้องของแมวเหมียวดังแว่วมา  คงเป็นเสียงร้องของแมวจรจัดที่มาคุ้ยหาเศษอาหารในถุงขยะหน้าตึก  โซฮีนึกถึงเจ้าคิตตี้  แมวสายพันธุ์เปอร์เซียที่เธอรักดั่งคนในครอบครัว

เมื่อสามเดือนก่อน คีโฮ สามีของโซฮีรีบตรงกลับมาบ้านทันทีหลังวงเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเลิกรา  พอมาถึงเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง  พุ่งไปหยิบไม้เบสบอลที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องรับแขกก่อนเป็นอันดับแรก  และฟาดไม้เบสบอลลงมาที่โต๊ะกินข้าวเพื่อทำลายข้าวของขณะเค้นถามโซฮีว่า

“มันเป็นใคร! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็นใคร! ”

ไม่นานสามีผู้ฉุนเฉียวก็พ่นลมหายใจออกมาจนกลิ่นเหล้าคละคลุ้งเต็มบ้าน  เธอเอามือปิดจมูกพลางถามกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า

“เป็นใครอะไร  คุณถามเรื่องอะไร  ฉันไม่เห็นเข้าใจ”

การเมาอาละวาดแบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้ง  เพราะเครื่องมือควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของเขาได้พังไปนานแล้ว  ตั้งแต่นาทีที่เขาพบกับความอัปยศตอนถูกปลดออกจาก

 

 

 

การเป็นนักกีฬาอาชีพอย่างไม่เต็มใจ

และในที่สุดความสงบนิ่งที่เธอพยายามรักษาเอาไว้อย่างยากเย็นก็พังครืนลงมา  เมื่อสามีถามคำถามถัดมา

“ผมถามว่าผู้ชายที่คุณคบหาอยู่น่ะ  มันเป็นใคร! ”

เขาบังเอิญได้ยินข่าวลือที่คนแอบกระซิบกระซาบลับหลังเขาในวงเหล้า

เมียคีโฮแอบคบชู้รึเปล่า มีคนเห็นเมียคีโฮอยู่กับผู้ชายแถวทะเลสาบมุลวังรี  ท่าทางของทั้งคู่คงจะดูไม่ธรรมดานั่นแหละ

ใช้ชีวิตคู่กับคนขี้เหล้าแบบนี้  ก็ต้องมีเพื่อนชายอีกคนเป็นเรื่องธรรมดา  

โซฮีเคยไปที่ทะเลสาบมุลวังรีกับจินช็อลเพียงแค่ครั้งเดียว  และตอนนั้นแถวนั้นก็ไม่มีคนเลย  เพราะเป็นคืนก่อนที่พายุจะเข้า  สภาพอากาศมืดครึ้มมาก  สถานที่ที่น่าจะมีคนอย่างร้านอาหารหรือจุดตกปลาก็ปิดกันหมด  แต่ดูเหมือนมีคนแอบจับตามองพวกเขาอยู่

โซฮีรู้สึกตระหนกเพียงชั่วครู่  แล้วเธอก็กลับมาใจเย็นได้อีกครั้ง  เพราะสามีได้โพล่งเรื่องที่ได้ยินต่อๆ กันมาจากผู้อื่นออกมาหมดแล้ว  เขาก็แค่ได้ยินข่าวลือมา  ยังไม่มีหลักฐานยืนยันสิ่งใดทั้งนั้น

โซฮีเริ่มแสดงละครอย่างไม่สะทกสะท้าน  ด้วยสีหน้าที่กำลังบอกว่าเธอไม่สนใจข่าวลือไร้สาระแบบนี้

“คนพวกนี้น่าขันจริงๆ ทะเลสาบมุลวังรีขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่พลอดรักของชู้รักก็จริง  แต่ไม่ได้มีแค่คนกลุ่มนี้ไปสักหน่อย  ฉันยังเคยไปแข่งแรลลี่รวมใจที่ทะเลสาบแห่งนี้กับเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ เลย  แล้วยังเคยไปพบคนไข้ที่นัดเลี้ยงข้าวฉันที่นี่ด้วย…”

คำพูดของเธอคงมีพลังโน้มน้าวใจไม่พอ  หรือการแสดงของเธออาจยังไม่สมจริง

 

 

 

เมื่อเธอพูดจบคีโฮจึงเหวี่ยงไม้เบสบอลเต็มแรง  โซฮีเอามือกุมหัวขณะงอตัวลงทันที  พลางคิดว่าเธอคงตายในสภาพนี้

แง๊ววว!! พลั่ก! เสียงไม้เบสบอลกระทบกับวัตถุบางอย่างพร้อมมีเสียงร้องดังแปลกประหลาด  เป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัว  เธอแน่ใจว่านั่นไม่ใช้เสียงกรีดร้องของเธออย่างแน่นอน

โซฮีตกใจกับสัมผัสของของเหลวอุ่นๆ ที่ปลายนิ้ว  จึงเงยหน้าขึ้น และเห็นกองขนที่แดงฉาน

ขนยาวงามสง่าของแมวเปอร์เซีย  บัดนี้กลายเป็นเพียงกองขนชุ่มเลือดอันไร้ค่า

“ถ้าข่าวลือนั่น… เป็นความจริงล่ะก็  เตรียมตัวตายได้เลย! ”

โซฮีกำลังตกใจสุดขีดกับภาพสยดสยองในห้องรับแขกเบื้องหน้าเธอ  จึงไม่ทันได้ยินคำขู่ของสามี

วันนั้นเธอสังหรณ์ใจว่าอีกไม่นาน เธอคงลงเอยเหมือนกับเจ้าคิตตี้

 

 

วันที่ 15 เมษายน ปีค.ศ. 2018 เวลา  18 นาฬิกา  3 ชั่วโมงก่อนลงมือฆาตกรรม

 

“พวกเรากลับก่อนนะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”

“วันนี้อยู่เตรียมให้คำปรึกษาจนถึงเช้าอีกแล้วเหรอคะ นับถือผู้อำนวยการจริงๆ ”

หากเจ้าหน้าที่เหล่านี้รู้ว่าเธอทำเรื่องผิดศีลธรรม และยังตัดสินใจฆาตกรรมสามีตัวเองจะยังนับถือเธออยู่อีกไหม หากเธอบอกว่าเธอทนพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรงของสามีไม่ได้จึงตัดสินใจจับมือของจินช็อลที่ยื่นมา  พวกเขาจะมอบคำปลอบโยนให้เธอ

 

 

 

 

สักคำไหม

คงไม่หรอก  หากพวกเขารู้ความจริงคงใส่สีตีไข่เรื่องของเธอจนกลายเป็นละครน้ำเน่าระหว่างหญิงที่มีสามีแล้วแต่ยังควบคุมตัณหาไม่ได้กับชายที่มีภรรยาแล้วแต่ยังคงทำตัวเสเพล  แล้วก็แพร่สะพัดข่าวลือออกไปจนถึงหูลูกสาวของเธอที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

อนาคตของลูกสาวคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้โซฮีตกลงยอมรับแผนฆาตกรรมของจินช็อล  แม้จะเป็นความรักของแม่ที่ออกจะพิลึกพิลั่นสักหน่อย  แต่เธออยากให้ลูกจดจำว่าเธอเป็นแม่ที่น่าภาคภูมิใจ  อย่างน้อยก็ด้วยการฆ่าสามีตัวเอง

พอศูนย์ให้คำปรึกษาฯ ปลอดผู้คน  โซฮีก็รีบเริ่มแผนการทันที  เธอคลายล็อกประตูหลัง  และใส่เชือกปีนเขากับเทปผ้าไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน  และไม่ลืมที่จะนำเงินสดที่ได้จากการเล่นแชร์มาวางไว้บนโต๊ะราวกับจงใจวางโชว์เอาไว้

“ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจาง โซฮี” ก่อตั้งได้หนึ่งปีแล้ว แต่ตั้งอยู่ในอาคารเรอเนสซองส์ทาวเวอร์ที่ยังไม่ได้เปิดขายห้องพักแก่บุคคลทั่วไป  ดังนั้นนอกจากร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่ปิดร้านเร็วแล้ว  ชั้นสองทั้งชั้นเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่รอให้ถูกใช้งาน

ความมืดมิดและมวลอากาศเย็นเยือกที่อัดแน่นอยู่เต็มพื้นที่อาคาร กำลังจะกลายเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียวของเหตุการณ์ฆาตกรรมในครั้งนี้  พยานแห่งความเงียบงันที่ไม่อาจให้การใดๆ ได้

เมื่อโซฮีจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว  ก็นั่งรอบนโซฟาในห้องรับรอง  พลางจินตนาการถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้

จินช็อลที่ปลอมตัวเป็นโจรจะแอบเข้ามาทางประตูหลัง  แล้วรัดคอสามีที่กำลังเมาหลับไม่ได้สติของเธอ  หากสามีของเธอตื่นเพราะรู้สึกเจ็บที่ถูกรัดคอ  โซฮีกับจินช็อลจะดึงเชือกอย่างสุดแรงเกิดพร้อมกัน  เมื่อแขนขาทั้งสองข้างของสามีห้อยลู่ลงแล้ว  จินช็อลก็จะมัดมือมัดเท้าของเธอแล้วปิดปากเธอด้วยเทปผ้า  แล้วหนีหายไปพร้อมกับเงิน

แล้วพนักงานที่มาทำงานเป็นคนแรกในวันรุ่งขึ้นก็จะพบเธอถูกมัดมือมัดเท้า พร้อมกับสามีที่เสียชีวิต  และโทรแจ้งตำรวจ…..  หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน

 

 

 

 

การสืบสวนก็จะพุ่งเป้าไปที่การฆ่าชิงทรัพย์ของโจรจ้องจะขโมยเงินค่าแชร์ของเธอ

ยิ่งเข้าใกล้เวลานัดหมาย  เธอกลับยิ่งใจเย็นได้อย่างน่าประหลาด  ในเวลาเช่นนี้ความรู้สึกละอายต่อบาปและความรู้สึกผิดที่คิดฆ่าสามีของตัวเอง ไม่สามารถทำอะไรเธอได้แม้แต่น้อย  เธอแค่อยากเป็นอิสระจากความรู้สึกหวาดกลัวความตายที่ตามหลอกหลอนเธอทุกวัน

 

วันที่ 15 เมษายน ปีค.ศ. 2018 เวลา 19  นาฬิกา  2 ชั่วโมงก่อนลงมือฆาตกรรม

 

จินช็อลจับตามองกิจวัตรของคีโฮผ่านกล้องวงจรปิดมาเป็นชั่วโมงที่แปดแล้ว  ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกระป๋องกาแฟที่กองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะแสดงถึงความวุ่นวายใจตลอดแปดชั่วโมงที่ผ่านมา

คีโฮเคลื่อนไหวตามที่จินช็อลคาดการณ์ไว้  หลังจากทำงานในช่วงเช้าก็ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลในช่วงบ่าย  จากนั้นแวะซื้อบุหรี่กับไอศกรีมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหน้าโรงเรียน  แล้วก็ใช้เวลาอยู่ในร้านเกมตู้อีกสามสิบนาที  แม้แต่ไอศกรีมก็เป็นรสเดิมที่กินประจำ

ถ้าไม่นับเรื่องติดแอลกอฮอล์ก็ถือว่าคีโฮเป็นคนเจ้าระเบียบ  เมื่อเสร็จกิจวัตรแล้วก็จะไปดื่มเหล้าโซจูที่ร้านเหล้าสองขวด  แล้วก็กลับบ้านช่วงสามทุ่มถึงสี่ทุ่มเสมอ  เมื่อมีวงเหล้าที่ดื่มกันหลายคนบ่อยๆ ก็มีบ้างที่กลับบ้านไม่ตรงเวลา  แต่ด้วยนิสัยชอบเมาอาละวาด  ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนดื่มกับเขานัก  เลยยิ่งบังคับให้เขากลายเป็นคนตรงต่อเวลาไปโดยปริยาย

แม้จะเมาแค่ไหนสัญชาตญาณที่ต้องดิ้นรนกลับไปให้ถึงรังก็ไม่เคยหายไป  พอกลับมาถึงเรอเนสซองส์ทาวเวอร์  เขาก็จะจุดบุหรี่สูบหนึ่งมวน  พลางมองสลับระหว่างศูนย์ให้คำปรึกษาฯ บนชั้นสองกับบ้านบนชั้นเจ็ด

 

 

ปกติเวลาโซฮีเลิกงานดึกจะเห็นไฟชั้นสองเปิด  แต่หากโซฮีเลิกงานกลับเข้าบ้านเร็วก็จะเห็นไฟชั้นเจ็ดเปิด

หลังจากสูบบุหรี่หมดไปหนึ่งมวน  คีโฮก็กลับไปหาภรรยาด้วยท่าทีระมัดระวัง ดูไม่เหมือนคนกำลังกลับเข้าบ้านตามปกติ  เพราะท่าทางของคีโฮตอนกลับเข้าบ้านที่จินช็อลเห็นผ่านกล้องวงจรปิด ดูเหมือนนักสืบเอกชนที่กำลังสืบหาชายชู้  เต็มไปด้วยความสงสัย  และความมุ่งร้าย

โซฮีเคยเล่าให้ฟังว่าหลังจากคีโฮค้นจนทั่วทุกซอกทุกมุมจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีชายชู้ซ่อนอยู่ในบ้าน  เขาก็จะผล็อยหลับตรงนั้นทันที  ราวกับเป็นผู้ป่วยโรคลมหลับ[1] ความอ่อนเพลียที่เก็บกดเอาไว้คงถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับความโล่งใจเมื่อเห็นว่าภรรยาอยู่คนเดียว

หากไฟเปิดสว่างไสวพร้อมกันทั้งชั้นสองและชั้นเจ็ด  จะเป็นวันที่อึกทึกคึกโครมไปทั่วละแวกบ้าน  เพราะเป็นวันที่คีโฮถือไม้เบสบอลออกค้นหาภรรยาไปทั่ว

หากวันนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ  คีโฮคงจะหลับลึกอยู่บนโซฟาในศูนย์ให้คำปรึกษาฯ  และนั่นคือช่วงเวลาที่จินช็อลได้คาดการณ์เอาไว้  เป็นช่วงเวลาที่เขาจะเข้าไปในหน้าจอของกล้องหมายเลข  A-526 แล้วแสดงปฏิภาณและความกล้าหาญออกมา

ตี๊ด ตี๊ด เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้น  เป็นเวลา 19 นาฬิกา 10 นาที

จินช็อลตั้งเตือนเวลากลับบ้านของคีโฮเอาไว้  จะได้ไม่พลาดดูภาพคีโฮกลับเข้าบ้าน  เพราะเขาอาจผล็อยหลับไป  หรือมัวปลดทุกข์อยู่ในห้องน้ำ  แต่ยังไม่มีภาพของคีโฮในหน้าจอของกล้อง  A-728  คีโฮคงออกจากประตูโรงเรียนเพื่อไปยังร้านเหล้าในหน้าจอของกล้อง C-005 ในอีกไม่ช้า  หากเขาเห็นภาพยืนยันว่าคีโฮเข้าไปในร้านเหล้าเรียบร้อยแล้ว  เขาจะปิดหน้าจอของกล้องวงจรปิดเหล่านี้ทั้งหมด  และดำเนินแผนสร้างพยานหลักฐานอ้างที่อยู่ต่อไป

แผนสร้างหลักฐานที่อยู่ในเวลาเกิดเหตุเป็นแผนเรียบง่าย  เขาจะเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดขึ้นในอาคารของสำนักงานตำรวจในช่วงหลังเลิกงาน  โดยจอดรถไว้ที่ลานจอดรถของอาคารสำนักงานตำรวจ  แล้วพยายามพบปะคนให้มากที่สุด  เมื่อการบรรยายเริ่มขึ้นและผู้คนเริ่ม

 

 

 

สัปหงกไปทีละคนสองคน  เขาจะแอบปลีกตัวออกมาจากห้องสัมมนา

หลังจากแอบออกมาผ่านเส้นทางลับที่คนงานใช้กัน  เขาก็จะอาศัยมุมอับของกล้องวงจรปิดปลอมตัวเป็นโจร   เมื่อฆาตกรรมคีโฮสำเร็จแล้ว  เขาก็จะแอบกลับเข้ามาในงานสัมมนาอีกครั้ง  เพื่อกรอกแบบประเมินความพึงพอใจการเข้าร่วมงาน  การที่เขาเลือกวันนี้เป็นวันลงมือฆาตกรรมก็เพราะงานสัมมนาที่ทั้งยาวนานและน่าเบื่อนี้ ง่ายต่อแผนสร้างหลักฐานเพื่ออ้างที่อยู่ในเวลาเกิดเหตุ

คีโฮปรากฏตัวขึ้นในเวลา 19 นาฬิกา  20 นาที ที่กล้อง  A-728  เขาออกจากประตูโรงเรียนและมุ่งหน้าไปยังถนนสายบันเทิงที่เต็มไปด้วยร้านเหล้าตามที่จินช็อลคาดการณ์ไว้ไม่ผิด

ในจังหวะที่คีโฮกำลังจะหายไปจากเฟรมของกล้อง A-728 ก็มีรถยนต์คันเล็กสีแดงแล่นมาจอดขวางหน้าคีโฮไว้  เขารู้สึกคุ้นตารถคันนี้  เคยเห็นที่ไหนนะ

แล้วใครคนหนึ่งก็เปิดประตูลงมาจากรถราวกับช่วยตอบคำถามนั้นให้จินช็อล

ปลายนิ้วที่สั่นเทาคลิกขยายหน้าจอเพื่อเพิ่มความละเอียดของภาพทันที

หญิงที่ก้าวลงจากรถและเผยให้เห็นใบหน้าก็คือมิน อกซุก ที่ได้รับฉายา “คุณนายโทรโข่ง”  เธอเป็นทั้งสมาชิกของกลุ่มอาสาสมัครที่โซฮีและจินช็อลเข้าร่วมทำกิจกรรมอยู่  และเป็นผู้ปกครองของนักเรียนในทีมเบสบอลของคีโฮ  ทุกเรื่องที่ผ่านเข้าหูเธอจะกลายเป็นเรื่องสาธารณะทันที  สมาชิกกลุ่มอาสาจึงตั้งฉายาให้เธอว่าคุณนายโทรโข่ง

เธอเข้าไปใกล้คีโฮแล้วเอ่ยทักขึ้นก่อน  สีหน้าของเธอขณะกำลังรัวคำพูดออกมานั้นดูจริงจัง  เธอกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่นะ  ต้องเห็นปฏิกิริยาของฝ่ายที่ฟังถึงจะพอเดาได้ว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร  ทว่ากล้องจับได้เพียงแผ่นหลังกว้างของคีโฮเท่านั้น

คงแค่ทักทายหรือปรึกษาปัญหาของผู้ปกครองตามปกติ  จินช็อลพยายามทำใจให้สงบลง แต่แล้วจู่ๆ การเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันได้กลายเป็นเหมือนที่ปัดน้ำฝน  ปัดทุกอย่างออกจากหัวของจินช็อลจนเหลือแต่ความว่างเปล่า

 

 

 

คีโฮหันหน้ามา  และจ้องมาที่กล้องวงจรปิดเขม็ง  หัวใจของจินช็อลหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม  เพราะรู้สึกเหมือนกำลังสบตากันจริงๆ

คีโฮกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่  เขามองมาที่กล้องวงจรปิดและหยุดค้างอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง  จินช็อลจ้องมองอยู่อีกฝั่งด้วยอาการเกร็งจนลืมหายใจ

แล้วคีโฮที่ยืนนิ่งราวกับหน้าจอค้างก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง  เขากลับเข้าไปในโรงเรียน  แล้วถือบางอย่างกลับออกมา  มันคือไม้เบสบอล  ไม่ใช่ไม้เบสบอลที่ทำจากไม้  แต่เป็นไม้เบสบอลที่ทำจากเหล็กกล้าสะท้อนแสงไฟจากเสาไฟริมถนนแวววาว

จินช็อลผงะไปด้านหลังราวกับไม้เบสบอลของคีโฮกำลังกวัดแกว่งอยู่เบื้องหน้า

คีโฮเรียกแท็กซี่ไปยังสถานที่หนึ่ง

จินช็อลสูดลมหายใจยาว  พยายามควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง

เมาส์ในมือของเขาขยับวุ่นวายไปหมด  เขาเปิดและปิดภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างรวดเร็ว  ไล่ไปตามเส้นทางที่รถแท็กซี่แล่น

รถแท็กซี่ที่คีโฮนั่งได้แล่นออกจากถนนฮัมซงซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมต้นฮัมฮย็อน  แล้ววิ่งต่อไปพักใหญ่จากนั้นแล่นเข้ามารวมแถวกับรถที่กำลังแล่นกลับบ้านเต็มสี่แยกมหาวิทยาลัยฮันยาง

หากรถแท็กซี่เลี้ยวขวาตรงสี่แยกและเข้ามาทางถนนฮังกาอุล ก็แสดงว่ารถกำลังมุ่งหน้ามาทางศูนย์ควบคุมกล้องวงจรปิดเมืองอันซันอย่างแน่นอน  แต่กว่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้  ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าสิบนาที  เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าถนนหน้าศูนย์ควบคุมฯ เป็นคอขวดที่สภาพการจราจรติดขัดอย่างหนัก

ขณะกำลังรอสัญญาณไฟจราจรด้วยใจระทึก  จู่ๆ คีโฮก็ลงจากรถแท็กซี่  แล้วเริ่มวิ่งอย่างไม่ลังเล

ความคาดหวังให้คีโฮเลือกวิ่งไปทางถนนด้านซ้ายพังครืนอย่างไม่เป็นท่า  เพราะคีโฮเลี้ยวขวาตรงสุดถนนแล้ววิ่งตรงมายังศูนย์ควบคุมฯ อย่างแม่นยำ  เขาคงมาถึงที่นี่ในอีกไม่กี่นาที

จินช็อลถีบประตูออกมาจากห้องควบคุมฯ อย่างแรง

 

 

 

จินช็อลออกมาที่โถงทางเดิน และกำลังยืนอยู่หน้าลิฟต์

ไฟบอกเลขชั้นของลิฟต์เริ่มขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

คีโฮอาจขึ้นลิฟต์มาแล้วก็ได้ แต่เขาไม่อาจรอให้ประตูลิฟต์เปิดออกเพื่อยืนยันว่าใครขึ้นลิฟต์คันนี้มากันแน่

เขาเปิดประตูฉุกเฉินและก้าวพรวดลงบันไดไป  หลังจากก้าวขาลงบันไดไปได้เพียงไม่กี่ก้าวจินช็อลก็รู้สึกเจ็บแปลบ   เขานึกถึงหัวเข่าของเขาที่มีอาการกระดูกอ่อนสึก  และนึกถึงคำเตือนของหมอที่ห้ามไม่ให้เขาเดินลงบันได  แต่เขาก็ยังลงบันไดต่อไปพร้อมกับฝืนทนความเจ็บปวดราวกับถูกไฟช็อตทั่วร่างทุกครั้งที่ก้าวขา

แอ๊ดด! ปึง!

จินช็อลได้ยินเสียงประตูเหล็กเปิดออก ขณะที่เขาลงมาถึงชั้นสอง

เขากลั้นใจขณะเงยขึ้นไปมองความเคลื่อนไหวของชั้นบน  เขาได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดัง แคร้ง แคร้ง  แคร้ง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เป็นเสียงของไม้เบสบอลเหล็กกล้ากระทบกับราวบันไดเหล็ก

จินช็อลมัวแต่แหงนมองด้านบนจนก้าวพลาด  เขาล้มกลิ้งลงบันไดไป

จินช็อลรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ร่างกายของเขากระแทกกับขั้นบันไดไปจนถึงชั้นหนึ่ง ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน  ราวกับไร้ที่สิ้นสุด  แล้วร่างของเขาก็ขดงออยู่ตรงปลายบันได  เขาไม่อาจขยับเขยื้อนตัวได้

ทั่ก ทั่ก ทั่ก

จินช็อลได้ยินเสียงคนกำลังรีบร้อนลงบันไดมา  เรี่ยวแรงของแขนขาทั้งสองข้างของเขากลับคืนมาราวกับเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงนั้น  ในจังหวะที่เขายกตัวลุกขึ้น  ความเจ็บปวดได้แล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ

 

จินช็อลหลบหนีออกมาจากอาคารของศูนย์ควบคุมกล้องวงจรปิดฯ ได้อย่างฉิวเฉียด เขารีบขึ้นรถแล้วขับออกไป  ยังถนนหน้าศูนย์ฯ  ที่เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์

 

 

 

จินช็อลหยิบไฟไซเรนออกมาติดบนรถ

ไซเรนส่งเสียงดังกึกก้องเพื่อแจ้งบอกเหตุฉุกเฉิน  การใช้ไซเรนได้ผล  เส้นทางค่อยๆ เปิดออกทีละนิด  กระทั่งเขาสามารถหลุดออกมาจากถนนที่มีรถติดเนืองแน่นได้

จินช็อลขับตรงไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว  เขาไม่ได้คิดอะไรในหัวเลย  เขาแค่อยากไปที่ไหนก็ได้ที่คีโฮตามเขาไม่ทัน  เมื่อเขาขับมาถึงจุดสิ้นสุดเขตเมือง ก็พลันนึกถึงโซฮี   เขาจอดรถตรงไหล่ทาง  หากคีโฮตามเขาไม่ทัน  จะต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่โซฮีอย่างแน่นอน

เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาโซฮีทันที  ต้องรีบเตือนให้เธอรู้ว่ากำลังมีอันตราย

“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้  กรุณาฝากข้อความหลังได้ยินเสียงสัญญาณ”

เสียงจากระบบตอบรับอัตโนมัติ บ่งบอกว่าโทรศัพท์ของเธอปิดอยู่

เขาส่ายหัวราวกับว่าเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้  แล้วกลับขึ้นรถอีกครั้ง  การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องที่ใครก็สามารถทำได้  แม้แต่ยัง คีโฮเองก็คงไม่กล้าล้ำเส้นนั้นหรอก  ขณะที่จินช็อลสตาร์ตรถก็นึกถึงโซฮีที่หัวใจแตกสลายตอนเล่าเรื่องแมวที่ตายจากไป

แปะ! มีบางอย่างหยดลงบนพวงมาลัย  สิ่งที่หยดเต็มพวงมาลัยก็คือเลือด  เขามองกระจกมองหลังเพื่อหาที่มาของเลือด  ในกระจกสะท้อนภาพชายที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยชรา  ชุ่มโชกไปด้วยเลือด  และตัวสั่นเทาอย่างน่าเวทนา

 

 

วันที่ 15 เมษายน ปีค.ศ. 2018 เวลา 20 นาฬิกา 30 นาทีก่อนลงมือฆาตกรรม

 

เสียงฝีเท้าหนักๆ กำลังใกล้เข้ามา

โซฮีปิดเสียงโทรศัพท์  และกำลังทำสมาธิ  เธอรู้สึกราวกับหัวใจกำลังจะหยุดเต้น

 

 

 

คนที่จะเปิดประตูเข้ามาในตอนนี้  จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากหนึ่งในสองคน  และคนที่ผลักบานประตูพรวดพราดเข้ามาในศูนย์ให้คำปรึกษาฯ ก็คือจินช็อล  ที่ตอนนี้สารรูปของเขาดูไม่ได้เอาเสียเลย

“เขารู้แล้ว”

โซฮีตกใจแทบช็อก

“ต้องรีบหนี…”

เสียงฝีเท้าดังแว่วเข้ามาก่อนที่จินช็อลจะทันพูดจบ  เสียงฝีเท้านั้นดังอย่างเป็นจังหวะจะโคน  ยิ่งทำให้ฟังดูน่าขนลุก… และกำลังดังใกล้เข้ามาทีละน้อย

โซฮีรีบจัดการตามที่เคยซักซ้อมเอาไว้ก่อนหน้านี้เผื่อกรณีที่เกิดผิดแผนขึ้นมา  เธอจับจินช็อลยัดเข้าไปในตู้เอกสารตรงมุมห้องรับรอง  แล้วลงกลอนบานประตูตู้

“อยู่ตรงนี้  อย่าขยับนะคะ  ฉันจะลองแก้ไขสถานการณ์ดู  คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ  เขามีด้านที่เหมือนเด็ก  บางครั้งถ้าลองเกลี้ยกล่อมดีๆ  เขาก็เหมือนกับลูกแกะเชื่องๆ ตัวหนึ่ง”

เมื่อโซฮีพูดจบก็ปิดไฟในห้องรับรอง  แล้วเดินตรงไปยังห้องผู้อำนวยการ  เธอตั้งใจให้สามีเห็นว่าตัวเองกำลังเตรียมให้คำปรึกษาเหมือนเช่นทุกวัน

ไม่นานเสียงดนตรีคลาสสิกก็ดังลอดออกมาจากห้องผู้อำนวยการ  จินช็อลรู้สึกว่าเสียงดนตรีแสนสง่างามที่เขาได้ยินนี้  ช่างเหมือนกับการดิ้นรนของโซฮี  เพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงในยามปกติเอาไว้

 

ประสาทสัมผัสทั้งหมดของจินช็อลที่ถูกขังอยู่ในตู้เอกสารกำลังจดจ่อไปที่เสียงฝีเท้า  ในเวลานี้เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเหมือนร่างกายถูกบดขยี้ที่เคยทรมานเขามาจนถึงเมื่อครู่เลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลง  และได้ยินเสียงประตูแง้มเปิดดังแอ๊ด

 

 

 

เขาพยายามเพ่งตามองผ่านช่องบานประตูของตู้เอกสารออกไปด้านนอก  เขาเห็นเพียงเงาของผู้บุกรุกที่เกิดจากการตกกระทบของแสงไฟสลัวตรงประตูฉุกเฉิน   แม้สายตาของเขาจะแย่ลงตามวัย  แต่ประสบการณ์จากการเป็นตำรวจสืบสวนมายาวนานกว่ายี่สิบปีทำให้สายตาของเขายังมีสัญชาตญาณหลงเหลืออยู่  และชายที่เขามองด้วยสัญชาตญาณนี้ไม่ใช่คีโฮ

ผู้บุกรุกที่น่าสงสัย สวมหมวกและเสื้อแจ็กเก็ตคลุมทับคนนี้  มีรูปร่างผอมบางและสูงเพียง 170 เซนติเมตรนิดๆ  ซึ่งแตกต่างจากคีโฮที่สูงเกิน 190 เซนติเมตร

ผู้บุกรุกเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาในความมืดมิดได้อย่างแม่นยำราวกับคุ้นเคยโครงสร้างภายในของศูนย์ให้คำปรึกษาฯ เป็นอย่างดี  เขาหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะ และเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อยพักหนึ่ง

แกร๊ก! ฟึ่บ!

เสียงประกอบวัตถุบางอย่างอย่างเบามือ  ดังเข้าจังหวะกับเสียงดนตรีที่โซฮีเปิดไว้อย่างน่าประหลาด

ผ่านไปประมาณสองนาที  ชายผู้นี้ก็ยกสิ่งที่เขาเพิ่งประกอบขึ้นสูง  เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบและขนลุกไปทั่วทั้งร่าง  นั่นมันไม้เบสบอลนี่  เป็นไม้เบสบอลเหล็กกล้าแบบประกอบชิ้นส่วน

เสียงดนตรีหยุดลงพอดี  เขาได้ยินเสียงของโซฮี

“ที่รักเหรอคะ”

พอได้ยินเสียงของเธอ  ชายผู้นี้ก็ถือไม้เบสบอลไปยืนแอบอยู่ข้างประตูห้องผู้อำนวยการอย่างเงียบเชียบ

เป็นท่าทางของอาชญากรอย่างแท้จริง

อันตราย! เขาอยากตะโกนออกไป แต่ริมฝีปากกลับไม่ยอมขยับเขยื้อนตาม  หากเขาร้องเตือนเธอ  ผู้บุกรุกก็จะรู้ว่าเขาแอบอยู่ตรงนี้

ทันทีที่โซฮีเปิดประตูออกมา ผู้บุกรุกก็ฟาดไม้เบสบอลเข้าที่ท้ายทอยของเธอ

 

 

 

อย่างไม่ลังเลย

ผลัวะ! โซฮีกุมศีรษะและล้มลงพร้อมกับเสียงนั้น  โจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะล้มผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่น่าสงสารแบบนี้ได้แล้ว  ทว่าชายผู้นี้กลับทุบตีเธอด้วยไม้เบสบอลอีกหลายต่อหลายครั้งราวกับแค่นี้ยังไม่สาแก่ใจ

เสียงโฆษะ[2]ของอาวุธทื่อที่ฟาดกระทบเนื้อและเสียงระเบิด[3]ของกระดูกที่แตกเป็นเสี่ยง  กำลังทรมานแก้วหูของเขาไปพร้อม ๆ กัน  เส้นผมของเธอชุ่มโชกไปด้วยเลือดเช่นเดียวกับขนของแมวเปอร์เซียของเธอ

เมื่อกลิ่นคาวเลือดกระทบกับประสาทรับกลิ่น  จินช็อลก็ตัวแข็งทื่อกลายเป็นก้อนหินทันที  ความคิดที่แวบเข้าตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว  นั่นคือตู้เอกสารที่เขาซ่อนอยู่ตอนนี้ปลอดภัยแค่ไหน  และเขาปรารถนาอย่างยิ่งยวด  ให้ชายคนนี้ออกไปจากที่นี่โดยเร็ว

ชายผู้นี้หยิบโทรศัพท์ของโซฮีขึ้นมาถือราวกับยังเหลือเรื่องที่ต้องจัดการ  โทรศัพท์คงเปิดโหมดลำโพงอยู่  จินช็อลจึงได้ยินเสียงไล่ดูรายการโทรและเสียงกดปุ่มโทรออกได้อย่างชัดเจน

ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ เสียงอิเล็กทรอนิกส์รบกวนโสตประสาทดังขึ้นและตามด้วยเสียงดนตรี

“And now, the end is near…”

คือเสียงเพลงมายเวย์[4] ซึ่งเป็นเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ของจินช็อล

จินช็อลตัวสั่นเทาเนื่องจากโทรศัพท์ในมือสว่างวาบ พร้อมกับสั่นอย่างแรง

เขารีบเปลี่ยนใช้โหมดปิดเสียง  และทำได้เพียงอธิษฐานขอให้คนร้ายคิดว่าเสียงสั่นที่ได้ยินสั้น ๆ นั้น แค่หูแว่วไปเอง

คำอธิษฐานคงเป็นจริง  เมื่อเห็นว่าเขาไม่รับสาย  ชายคนนั้นก็กดวางสาย  และเหลียวมองภายในศูนย์ฯ เป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนจะเริ่มขยับขาก้าวเท้าไปยังประตูทางออกในที่สุด

ในสายตาของจินช็อล การเคลื่อนไหวของชายคนนั้นดูเชื่องช้าอย่างมาก

 

 

 

ทันใดนั้น เสียงโลหะแข็งตกกระทบก็ดังกึกก้องบรรยากาศที่เงียบสนิท

ตึงง!

โทรศัพท์ลื่นหลุดออกจากมือที่ชุ่มเหงื่อของจินช็อล และตกลงบนพื้นตู้

ชายคนนั้นชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปทันที  แล้วหันกลับมาจ้องมาทางตู้เอกสารช้าๆ  มองเห็นฟันของเขาเป็นเงาวับแม้อยู่ภายใต้แสงสลัว  ดูเหมือนเขากำลังแสยะยิ้ม

วินาทีนั้น จินช็อลรู้สึกว่าชายคนนี้รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ด้วย  บางทีเขาอาจเป็นหนึ่งในเหยื่อแผนฆาตกรรมของชายคนนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้  ดูเหมือนว่าชายคนนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ใส่ร้ายว่ายัง คีโฮฆ่าโซฮี  เพราะหากมีเป้าหมายแค่นั้น  ทำไมถึงรู้ว่าเขากับโซฮีอยู่ด้วยกันที่นี่เวลานี้ได้

ชายคนนี้คือใครกันแน่

กว่าจินช็อลจะรู้ตัวว่าเขากำลังเสียเวลาสงสัยโดยเปล่าประโยชน์  ฆาตกรก็เข้ามาประชิดจนได้ยินเสียงลมหายใจ

ตึง! ตึง! ตึง!  จินช็อลเขย่าประตูตู้เอกสารอย่างแรง   เขาพยายามกระแทกจนกลอนที่คล้องไว้หลวมๆ  กำลังขยับออกทีละนิด  อีกนิดเดียว  อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น

ข้างตู้เอกสารเป็นทางเดินไปยังห้องห้องพักผ่อนชั่วคราว  หากเขาสามารถเข้าไปยังทางเชื่อมนี้ได้เร็วกว่าไม้เบสบอลของชายคนนี้  เขาก็อาจมีชีวิตรอด

ทว่าการเคลื่อนไหวถัดมาของชายคนนี้ได้ทำลายโอกาสมีชีวิตรอดของจินช็อลให้เหลือเพียงศูนย์

กริ๊ก! เขาใช้มือปลดสลักกลอน  ประตูตู้เอกสารที่เคยแข็งแกร่งกำลังเปิดออกช้าๆ

 

 

 

“แกเป็นใคร”

ไม้เบสบอลลอยสูงขึ้น  ก่อนจะผ่าอากาศลงมาในชั่วพริบตา  และนั่นคือภาพสุดท้ายที่จินช็อลมีโอกาสได้เห็นบนโลกใบนี้

 

 

 

2

 

 

วันที่ 2 ตุลาคม ปีค.ศ. 2018 ศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮันกุก

 

ช็องโฮเดินออกมาจากห้องบรรยายหลังจากเขาบรรยายจบด้วยย่างก้าวที่เบาสบายสมกับที่เขาตั้งตารอ

กลิ่นอับของห้องบรรยายที่ชวนให้ปวดหัว  และท่าทางการฟังบรรยายแบบฟังหูซ้ายทะลุหูขวาขณะที่ตามองเพียงโทรศัพท์มือถืออย่างไม่ใส่ใจการเรียนของนักศึกษา  ล้วนไม่อาจทำลายความรู้สึกตื่นเต้นของเขาในยามนี้ได้

ช็องโฮได้รับอีเมลจากด็อกเตอร์แพ็ก ซังอาเมื่อเย็นวาน

ในเนื้อความยาวเหยียดของอีเมลที่ด็อกเตอร์แพ็ก ซังอาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในวงการจิตวิทยาพัฒนาการด้านสติปัญญา[5] และเป็นเจ้าของคลินิกจิตเวชเล็กๆ แห่งหนึ่งส่งมาถึงเขานั้น เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะด้านจิตวิทยาที่ช็องโฮไม่เข้าใจ

ช็องโฮต้องอ่านข้อความยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่เข้าใจยากจนจบ  ถึงพบประโยคที่เขาต้องการ

 

 

 

อาการทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า คัง อึนชุง มีความสามารถเพียงพอที่จะให้การในฐานะพยานในคดีฆาตกรรม

 

เมื่ออ่านพบประโยคนี้  จิตใจของช็องโฮก็พลันสว่างไสว  เป็นแสงสว่างแห่งความหวังว่าเขาสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับน้องชายได้  น้องชายของยัง ช็องโฮก็คือยัง คีโฮนักกีฬาเบสบอลมืออาชีพที่ติดคุกในข้อหาฆาตกรรมจาง โซฮีภรรยาของตัวเอง และคิม จินช็อลเพื่อนชายที่แอบคบหากัน

คดีฆาตกรรมจาง โซฮีกับคิม จินช็อล ก็เพิ่งได้รับอนุมัติให้เปิดพิจารณาคดีใหม่ได้พอดี  หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น  น้องชายของเขาคงได้ถอดชุดนักโทษและได้ไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยติดเตียงก่อนฤดูหนาวจะมาถึง

ช็องโฮ ออกมาจากตึกคณะมนุษยศาสตร์ และเดินกลับไปยังตึกอาจารย์  เขาตั้งใจจะนำหนังสือไปเก็บที่ห้องทำงาน  แล้วเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางไปยังเมืองอันซันต่อ  เขาอยากบอกข่าวดีที่ได้รับผ่านอีเมลฉบับนี้กับอึนชงซึ่งเป็นพยานของคดีนี้ให้เร็วที่สุด

มหาวิทยาลัยฮันกุกได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตกว้างขวางมากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศ  ดังนั้นไม่ว่าจะรีบเดินแค่ไหน  ก็ใช้เวลาเกินสิบนาทีกว่าจะไปถึงตึกที่เป็นห้องทำงานอาจารย์

ช็องโฮชะงักไปทันทีเมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานที่มีป้ายชื่อของเขาติดอยู่  เขามั่นใจว่าตอนที่ออกไปสอน เขาได้ล็อกประตูแล้ว  แต่ประตูกลับแง้มออกเล็กน้อย  เห็นได้ชัดว่ามีคนแอบเข้าไปในห้องทำงานของเขา  ข้าวของเครื่องใช้ที่เก็บอยู่ข้างในลิ้นชักถูกรื้อออกมากองบนโต๊ะ  แฟ้มเอกสารและตำราวิชาเอกที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบก็ปะปนกันอย่างยุ่งเหยิง

ใครเข้ามานะ  ดูจากที่ออกไปโดยไม่ทันได้ปกปิดร่องรอยแสดงว่าต้องออกไปอย่างรีบร้อน  คงได้ยินเสียงเขา

 

 

 

กำลังเดินมาก็เลยรีบวิ่งหนีออกไปอย่างฉุกละหุก

ช็องโฮรีบเดินไปตามโถงทางเดินหน้าห้องทำงานอาจารย์และเลี้ยวตรงหัวมุม

พอเลี้ยวตรงหัวมุมก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังรีบร้อนลงบันไดวนตรงกลางอาคาร

ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีดำและสวมหมวกสีดำ

เขาสวมหมวกปิดบังใบหน้าและสวมฮู้ดทับหมวกอีกชั้น  ยิ่งทำให้ดูสะดุดตามากขึ้น

ทันทีที่เห็นการแต่งกายน่าสงสัย  ช็องโฮก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า บางทีชายคนนี้อาจเป็น “หมอนั่น” ก็ได้

“หมอนั่น” ที่เขาก็ไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรม  แต่เขารู้ว่ามีตัวตนจริงอย่างแน่นอน

“หมอนั่น” ที่คอยวนเวียนรอบตัวเขากับอึนชงราวกับเงา  และคอยกดดันพวกเขาอยู่เงียบๆ

“หมอนั่น” อาจเป็นฆาตกรตัวจริงในคดีฆาตกรรมจาง โซฮีและคิม จินช็อลเมื่อหกเดือนก่อนก็ได้

“เฮ้!  หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ทันทีที่ช็องโฮเรียก  ชายคนนั้นก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง

ต้องจับตัวไว้ให้ได้! ช็องโฮรีบวิ่งตามไป แต่ทันใดนั้น ชายคนนั้นก็เริ่มวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่า

กล้ามเนื้อของเขาอ่อนแอจึงไม่อาจวิ่งได้เร็วเท่าที่ใจปรารถนา  เมื่อวิ่งลงมาใกล้ถึงเชิงบันได  เท้าของช็องโฮก็พลิก

เขากลิ้งตกจากบันไดลงไปนอนกองกับพื้นอย่างน่าขบขันตรงหน้าอนุสรณ์รำลึกที่สลักเจตนารมณ์การก่อตั้งมหาวิทยาลัย

“ศาสตราจารย์คะ  ทำอะไรอยู่ตรงนี้เหรอคะ”

ผู้ช่วยสอนเพิ่งเดินผ่านล็อบบี้เข้ามาพอดี  เธอเดินเข้ามาหาและมองเขาด้วยสายตางุนงง

 

 

 

 

“มีคนแอบเข้ามาที่ห้องทำงานของผม  ผมแน่ใจว่าล็อกห้องดีแล้ว”

“หนูเปิดไว้เองค่ะ  คุณป้าที่ทำความสะอาดห้องทำงานของอาจารย์บอกว่าตอนทำความสะอาดน่าจะลืมโทรศัพท์ไว้…”

ผู้ช่วยสอนอธิบายที่มาที่ไปอย่างละเอียดแต่เขายังไม่อาจคลายความสงสัย

แล้วทำไมชายสวมเสื้อฮู้ดสีดำต้องวิ่งหนีเขาด้วยล่ะ

ช็องโฮเปิดประตูบานกระจกตรงทางเข้าตึกอาจารย์แล้วออกไปด้านนอก

ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังยืนเป็นล้อมเป็นวงกลมอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าตึกอาจารย์

ทุกคนสวมฮู้ดทับหมวกสีดำเหมือนชายน่าสงสัยเมื่อครู่  ชายหนุ่มเหล่านี้เวียนกันเข้าไปยืนในวงกลมแล้วพึมพำแรปออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ  เสื้อฮู้ดและหมวกสีดำเป็นเครื่องแต่งกายประจำชมรมฮิปฮอป

หรือเขาจะเข้าใจผิดคิดว่านักศึกษาที่รีบร้อนไปเข้าชมรมเป็นคนร้ายที่กำลังหลบหนี…

เขากลับเข้ามาในตึก  ขณะกำลังเดินกลับไปห้องทำงานอีกครั้ง  เขาได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ตรงปลายจมูก

เขาเหลียวมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ของอาคารห้องทำงานอาจารย์ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังอบอวลอยู่  ตอนแรกช็องโฮคิดว่าเป็นเรื่องแปลก แต่แล้วเขาก็สันนิษฐานว่าพนักงานจากบริษัททำความสะอาดคงทำน้ำยาฆ่าเชื้อหกระหว่างขนอุปกรณ์

 

วันที่ 2 ตุลาคม ปีค.ศ. 2018 คัง อึนชง พยานเพียงหนึ่งเดียวของคดี

 

ขณะที่ช็องโฮกำลังมองทิวทัศน์ของเมืองอันซันที่เห็นด้านนอกหน้าต่างของรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาก็นึกถึงเด็ก

 

 

 

หนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เคยออกจากเมืองนี้เลยสักครั้งเดียว

คัง อึนชง  พยานในคดีฆาตกรรมจาง โซฮีและคิม จินช็อลอาศัยอยู่ในเมืองอันซันเสมอ ไม่เคยออกไปไหน  ถ้าจะพูดให้ชัด  ต้องบอกว่าเขาไม่สามารถออกไปจากเมืองนี้ได้

อึนชงจะเกิดอาการชักอย่างไม่สามารถควบคุมได้ทันทีเมื่อขึ้นยานพาหนะทุกชนิด

รถยนต์  รถไฟฟ้าใต้ดิน  รถไฟ…  ยานพาหนะล้วนมีความหมายต่อผู้คนแตกต่างกันไป

สำหรับช็องโฮยานพาหนะหมายถึงการเดินทาง เขาหลงรักการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เวลาสตาร์ตเครื่องครั้งแรก  ยามได้หลีกหนีออกจากชีวิตประจำวันที่น่าอึดอัด  แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยว

สำหรับแม่ของช็องโฮที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดมาตลอดชีวิต ขณะที่ลูกสาวได้จากไปอยู่เมืองอื่น  ยานพาหนะจึงหมายถึง “การจากลา”

สำหรับอึนชง ยานพาหนะทำให้เขานึกถึง “การสูญเสีย” เป็นการสูญเสียที่สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เพียงนึกถึงช่วงเวลานั้น  เขาก็จะเวียนหัวและหายใจไม่ออก

และนั่นคือเหตุผลที่ช็องโฮต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปจนถึงเมืองอันซันซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงสองชั่วโมงทุกครั้งที่มีเรื่องเกิดขึ้น และแม้แต่ด็อกเตอร์แพ็ก ซังอาก็ต้องมาที่เมืองนี้ด้วยตัวเองหากต้องการพบอึนชง

ช็องโฮลงที่สถานีโคจัน  และหยิบโปสการ์ดที่เตรียมมา หย่อนไว้ในล็อกเกอร์แบบหยอดเหรียญที่ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของสถานี  แล้วกดรหัสผ่านก่อนที่จะส่งข้อความถึงอึนชง

 

หลังจากส่งข้อความที่มีเพียงตัวเลขแล้ว  ช็องโฮก็นั่งรถไฟฟ้ากลับกรุงโซลทันที

หลังจากที่ช็องโฮกลับไปได้ประมาณยี่สิบนาที

 

 

 

เด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่สถานี  หากมองเผินๆ  เด็กหนุ่มจะดูเหมือนเด็กชายวัยรุ่นอายุสิบต้นๆ เนื่องจากเขาตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันและหน้าตาค่อนข้างคล้ายเด็กเป็นพิเศษ  แต่ความจริงเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดปี และหากสังเกตดีๆ จะเห็นลูกกระเดือกและขนตามแขนขาซึ่งเป็นพัฒนาการทางร่างกายตามวัยได้อย่างชัดเจน

สายตาของเด็กหนุ่มที่เดินอย่างเชื่องช้าจับจ้องไปในอากาศ  ราวกับเขาได้รับภารกิจห้ามสบตากับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

เด็กหนุ่มใส่เสื้อยืดลายกระต่ายน้อยปีเตอร์[6]

เด็กหนุ่มอายุเกือบยี่สิบปีกับลวดลายการ์ตูนรูปกระต่ายน้อยบนเสื้อดูขัดตาและไม่เข้ากันเลยสักนิด  แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างเร่งรีบไม่มีเวลาที่จะสนใจสังเกตผู้อื่น  จึงเพียงเดินผ่านเด็กหนุ่มไปอย่างไม่ได้สนใจ  เด็กหนุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและอ้อยอิ่งท่ามกลางผู้คนที่เร่งรีบและเสียงดัง  ดูคล้ายเกาะแก่งที่ล่องลอยอยู่เพียงลำพัง

เมื่อเด็กหนุ่มเดินมาถึงหน้าตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ  ชายสวมเสื้อเทรนช์โค้ต[7]สีเทาเดินชนเด็กหนุ่มอย่างแรงก่อนจะเดินผ่านไป  แต่พอชายผู้นั้นเห็นเด็กหนุ่มล้มลงเขาก็เข้ามาใกล้และประคองเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้น

“ขอโทษครับ เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

เด็กหนุ่มปัดมือของชายคนนั้นออก  และถอยห่างออกมาประมาณหนึ่ง

สายตาล่องลอย  เสื้อยืดลายกระต่าย  ท่าทีสงวนตัวระแวดระวังผู้คน

สายตาของชายคนนั้นที่มองมายังเด็กหนุ่มเปลี่ยนจาก  “ห่วงใย”  กลายเป็น  “ตกใจ”

เพราะเด็กหนุ่มมีท่าทีเหมือนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่พบเห็นได้บ่อยในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน  ชายคนนั้นมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะถอยห่างออกมาจากเด็กหนุ่ม

 

 

 

อย่างสองจิตสองใจ

เมื่อชายคนนั้นเดินจากไปเด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า  มุ่งตรงไปยังหน้าจอสัมผัสที่อยู่ตรงกลางตู้ล็อกเกอร์ หยอดเหรียญ

“กรุณากดหมายเลขช่องเก็บสัมภาระที่ท่านต้องการ”

เด็กหนุ่มกดหมายเลขหนึ่งตามคำแนะนำของเครื่อง

“กรุณากดรหัสผ่าน”

บานประตูของล็อกเกอร์เปิดออกทันทีเมื่อเด็กหนุ่มกดหมายเลข 4654

ในล็อกเกอร์หมายเลข 1 มีโปสการ์ดที่ช็องโฮหย่อนใส่ไว้

ในช่องผู้ส่งด้านซ้ายมือของโปสเตอร์มีสติกเกอร์ของ “แบล็กแพนเทอร์[8]” แปะอยู่  เด็กหนุ่มทอดสายตามองสติกเกอร์แบล็กแพนเทอร์ครู่หนึ่ง  แล้วใช้มือลูบสติกเกอร์เบาๆ  ราวกับกำลังกล่าวคำทักทายแบล็กแพนเทอร์  จากนั้นเด็กหนุ่มค่อยๆ เลื่อนสายตาไปทางด้านขวาของโปสการ์ดอย่างช้าๆ  ซึ่งตรงนั้นน่าจะมีข้อความที่ผู้ส่งต้องการบอกเด็กหนุ่มเขียนอยู่

ทว่าด้านขวามือของโปสการ์ดในมือของเด็กหนุ่มกลับไม่มีตัวอักษรใดๆ เขียนไว้เลย

มีเพียงรูปวงกลมหลากสีเรียงอยู่

เด็กหนุ่มจ้องมองรูปวงกลมทีละวงราวกับกำลังฟังรูปวงกลมเหล่านั้นถ่ายทอดข้อความให้เขาฟัง  และกำลังตั้งใจจดจำคำพูดที่รูปวงกลมบอกเล่าอย่างไม่ให้พลาดแม้แต่คำเดียว

หลังจากเด็กหนุ่มตรวจสอบจนถึงวงกลมรูปสุดท้าย  เขาก็ทิ้งโปสการ์ดลงถังขยะ  และก้าวเท้าเดินไปยังประตูทางออก

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

 

 

 

เด็กหนุ่มก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า และหยุดเดินตรงก้าวที่ห้า  จากนั้นหันหลังแล้วเดินกลับไปที่หน้าถังขยะอีกครั้ง  ทั้งความเร็วและระยะก้าวล้วนคงที่ได้อย่างน่าประหลาดใจ

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

พอเด็กหนุ่มก้าวเท้าไปได้ห้าก้าว  เขาก็มาหยุดยืนตรงหน้าถังขยะพอดี  เด็กหนุ่มยื่นมือเข้าไปในถังขยะแล้วหยิบโปสการ์ดออกมา  แล้วดึงสติกเกอร์แบล็กแพนเทอร์ตรงช่องผู้ส่งของโปสการ์ดออกมาอย่างระมัดระวัง  แล้วนำมาแปะไว้ที่เสื้อยืดของตัวเอง  สติกเกอร์แบล็กแพนเทอร์แปะอยู่อย่างมั่นคงข้างกระต่ายน้อยปีเตอร์  จากนั้นโปสการ์ดก็ถูกทิ้งลงถังขยะอีกครั้ง  แล้วเด็กหนุ่มก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมอย่างช้าๆ

เมื่อเดินออกมาจากประตูทางออกของสถานี  พนักงานส่งของคนหนึ่งได้เดินเฉียดผ่านเด็กหนุ่มไป  เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจากพนักงานคนนั้น

 

วันที่ 10 ตุลาคม ปีค.ศ. 2018 แพ็ก ซังอา ด็อกเตอร์ด้านจิตวิทยาการรู้คิด[9]

 

ทันทีที่รถยนต์ของซังอาผ่านถนนฮวารังเข้าสู่ถนนฝั่งตะวันตกของคลองฮวาจ็องช็อน สนามหญ้าที่กว้างขวางและเขียวชะอุ่มก็ปรากฏเต็มสองตาของซังอา

สถานที่นี้คือจุดตั้งแคมป์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

ตอนได้รับข้อความนัดพบที่จุดตั้งแคมป์ฮวารังออโต้แคมปิงในเมืองอันซันจากศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮเมื่อสองวันก่อน  ซังอารู้สึกว่านี่เป็นคำเชิญที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย  งานวิจัยเกี่ยวกับอึนชงของเธออาจสร้างคลื่นลูกใหญ่ในวงการจิตวิทยาการรู้คิดอย่างมหาศาลเลยก็ได้  อาการเฉพาะตัวของเด็กหนุ่มที่ซังอาได้เปิดเผยออกมานั้น  เป็นอาการที่ยังไม่เคยพบที่ไหนในโลกนี้มาก่อน

 

 

 

หากงานวิจัยของซังอาได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ  มนุษยชาติจะเข้าใกล้ความสามารถอันไร้ขีดจำกัดของสมองได้อีกขั้น

ทั้งที่เป็นงานที่สำคัญขนาดนี้  แต่กลับนัดดำเนินงานในสถานที่ที่คนมาย่างบาร์บีคิวและตั้งวงเหล้าเสียนี่

หากแบ่งทุกคนบนโลกนี้ออกเป็น “กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตเพื่อบรรลุเป้าหมาย” กับ “กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตเพื่อเพลิดเพลินไปกับความสุขรูปแบบต่างๆ ”  ซังอาจัดอยู่กลุ่มแรกอย่างชัดเจน  เพราะชีวิตของเธอคือการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ  เธอคิดว่าการค้นคว้าและการเรียนรู้ทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น  ส่วนความบันเทิงและการพักผ่อนคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอป่วยไข้เหมือนกับไวรัส

แม้ว่าเธอเกลียดการพักผ่อนมาก  แต่เธอก็เปลี่ยนใจทันทีเมื่อจอดรถในลานจอดรถของจุดตั้งแคมป์และได้ย่ำเท้าลงบนพื้นหญ้า

แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนระลอกคลื่นของทะเลสาบ  เป็นประกายระยิบระยับราวกับอัญมณี  และเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะช่างน่ารักจั๊กจี้แก้วหู  ซังอาสูดหายใจลึกเอากลิ่นหญ้าเข้าปอดเพื่อขับไล่อากาศที่เป็นมลพิษของตัวเมืองออกไป  ความรู้สึกเบาสบายแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาเป็นเวลาหลายปีได้ไหลผ่านทางเดินหายใจและแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

ซังอามีตารางงานมากกว่าคลินิกแห่งอื่น  เพราะเธอต้องการแบ่งเบาปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนด้วยความรู้ที่เธอมีให้มากขึ้น

เธอรู้สึกผิดกับตัวเองเมื่อตระหนักได้ว่าเธอเอาแต่พูดว่าทำเพื่อสุขภาพจิตของผู้อื่นโดยดื้อดึงไม่ยอมใส่ใจสุขภาพจิตของตัวเอง

ที่ผ่านมาเธอทำงานหนักมากเหลือเกิน  ฉะนั้นคิดเสียว่าวันนี้เธอได้ลาพักร้อนสักวันก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

ซังอาหยิบกระเป๋าใบใหญ่จากเบาะหลังรถและสะพายไปยังจุดต้อนรับซึ่งตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าของจุดตั้งแคมป์ พอเอ่ยชื่อของศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮซึ่งเป็นผู้จอง

 

 

 

เจ้าหน้าที่ก็ยื่นกุญแจรถแคมปิง[10]ให้

กุญแจรถอยู่ในพวงกุญแจที่มีคำว่า “เวนิส” เขียนติดอยู่

ดูเหมือนรถแคมปิงทุกคันในจุดตั้งแคมป์แห่งนี้จะมีชื่อเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง

กุญแจที่มีชื่อเมืองต่างๆ  เช่น  กรุงเทพฯ  ปารีส  อิสตันบูล  และอัมสเตอร์ดัม  ถูกแขวนอยู่บนผนังของจุดต้อนรับอย่างเข้ากันได้ดี

หลังออกมาจากจุดต้อนรับ  ซังอาก็เดินไปตามลูกศรบนป้าย  เมื่อเดินเข้าไปได้ประมาณสิบนาทีก็เห็นรถแคมปิงเวนิส

รูปโฉมภายนอกของรถแคมปิงชวนให้นึกถึงอเมริกาในยุคปี 70 ที่มีชาวฮิปปี้เดินกันให้ไขว่มากกว่าเมืองเวนิสที่มีเรือกอนโดลาลอยล่องอยู่ในลำคลอง

แล้วยังไง! แค่ได้พักผ่อนก็ดีแล้วนี่!

ซังอาเข้าไปในรถแคมปิง แล้วหยิบสัมภาระออกมาจากกระเป๋า

กางโต๊ะพับออก  แล้ววางแล็ปท็อปกับเอกสารงานวิจัยที่หยิบออกมาจากกระเป๋าลงบนโต๊ะ  หลังจากจัดอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วก็หยิบกระเป๋าเสริมใบเล็กที่ใส่ไว้ด้านในสุดของกระเป๋าออกมา  ด้านในกระเป๋าเสริมมีรองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่  เป็นรองเท้าผ้าใบที่เธอพกติดตัวตลอดเวลา  เผื่อไว้ใส่ในวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย

ซังอาสวมรองเท้าผ้าใบและออกมาจากรถแคมปิงด้วยความรู้สึกตื่นเต้น  ตั้งใจจะสนุกไปกับการออกนอกลู่นอกทางเสียหน่อย  ก่อนที่ช็องโฮกับเด็กหนุ่มจะมา

 

***

 

เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลาลับขอบฟ้าเหนือทะเลสาบ  แสงสว่างก็เริ่มจางหาย  ความมืดมิดเข้าปกคลุมแทนที่อย่างรวดเร็ว

นาฬิกาในลานจตุรัสกลางจุดตั้งแคมป์ที่เคยชี้บอกเวลา 17 นาฬิกาตอนที่เธอมาถึงจุดตั้งแคมป์  แต่ตอนนี้เข็มนาฬิกาได้เลยเลขหกไปแล้ว

 

 

 

แค่เดินสำรวจรอบๆ จุดตั้งแคมป์ซังอาก็เหนื่อยแล้ว  เธอจึงรีบกลับไปที่รถแคมปิงเพื่อเตรียมตัวพบกับอึนชง

ทันทีที่ซังอาก้าวเข้ามาในรถ  เธอสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง  เธอรู้สึกเหมือนรถแคมปิงเวนิสเปลี่ยนไปเดิม  ต่างกับตอนที่เธอเดินออกไปอย่างสิ้นเชิง

แล็ปท็อปที่เธอวางอยู่บนโต๊ะเปิดอยู่  ส่วนม่านกั้นตรงทางเดินไปยังเตียงก็ถูงดึงปิดไว้  ก่อนเธอออกจากรถเธอได้ตรวจสอบซ้ำหลายรอบจนแน่ใจแล้วว่าล็อกหน้าต่างกับประตูทางเข้าเรียบร้อยแล้ว

ซังอาตื่นตระหนกกับสภาพภายในรถที่เปลี่ยนไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มควบคุมสติได้อย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮคงมาถึงแล้ว

ซังอาคิดว่าช็องโฮซึ่งควรจะมาพบกันตอนหนึ่งทุ่ม  คงมาถึงเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย

และคงได้รับกุญแจจากผู้ดูแลแคมป์  เมื่อเข้ามาก็คงดึงม่านกั้นปิด และเปิดแล็ปท็อปทิ้งเอาไว้  ก่อนจะออกไปข้างนอกครู่หนึ่งเหมือนกัน

ซังอาหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอออกจากกระเป๋าเพื่อโทรหาช็องโฮ

ช็องโฮไม่รับสาย มีเพียงเสียงสัญญาณดังยาวอย่างต่อเนื่อง

ซังอาเหลียวมองไปรอบๆ ขณะฟังเสียงสัญญาณ  ด้านนอกเริ่มมืดมากขึ้น

ซังอาเปิดสวิตซ์ไฟแล้วได้ยินเพียงเสียงคลิกเปิดแต่ไฟไม่ติด

จึงเดินเข้าไปยังฝั่งในสุดของตัวรถเพื่อหาไฟฉายฉุกเฉิน  แต่เดินไปได้เพียงประมาณสามก้าวก็เหยียบบางสิ่งอยู่ใต้เท้า

เธอก้มหยิบของที่อยู่ใต้เท้าขึ้นมา  มันคือถุงมือผ้าฝ้ายสำหรับช่าง  มีกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดโชยออกมาจากถุงมือผ้าฝ้ายที่เคลือบยางสีแดงตรงนิ้ว ฉุนจนแสบจมูก

ซังอาหันมองไปรอบรถแคมปิงโดยอาศัยเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟ

 

 

 

รถแคมปิงเวนิสไม่ใช่รถคาราวานที่วางขายอย่างเป็นทางการ  แต่เป็นรถที่นำรถโดยสารประจำทางขนาดเล็กมาดัดแปลง  บานหน้าต่างจึงมีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากกว่ารถแคมปิงทั่วไป  ก่อนออกไปข้างนอกเธอได้ล็อกหน้าต่างส่วนใหญ่แล้ว  แต่ไม่ได้ล็อกหน้าต่างระบายอากาศบนเพดาน  ซังอาแหงนหน้ามองหน้าต่างระบายอากาศ  ถึงแม้จะเป็นชายฉกรรจ์  แต่หากเป็นชายรูปร่างผอม  ก็น่าจะสามารถห่อไหล่ค่อยๆ บีบตัวเองเข้ามาได้

ซังอาจ้องไปที่ม่าน  ดูเหมือนม่านกำลังไหวเล็กน้อย

ซังอาที่กำลังเดินถอยหลังอย่างลังเล ได้หยุดนิ่งอย่างกระทันหัน

ก็แค่ถุงมือใส่ทำงาน  เธออาจตื่นตูมไปเอง

อาจเป็นแค่ถุงมือที่หล่นตอนซ่อมรถก็ได้

กรอบแกรบ… ซังอาได้ยินเสียงฝีเท้า

เธอรีบย่อตัวลงอย่างรวดเร็วแล้วหันไปทางต้นเสียง  มีคนเอาหน้าแนบกับหน้าต่างรถเพื่อมองเข้ามาข้างใน

แสงที่ส่องมาจากเสาไฟด้านหลังของชายคนนั้นทำให้เงาของเขาทอดยาวมาบนพื้นของรถแคมปิง  ผมของเขาสั้นแบบผมทรงทหาร  ไหล่กว้างบึกบึน  เพียงเห็นเงาซังอาก็เดาได้ว่าเขาเป็นใคร  เพราะเธอรู้จักชายคนนี้ดี

เขาคือผู้จัดการอ็อมจากมย็องซ็องกรุ๊ปนั่นเอง  เขามาทำอะไรที่นี่

แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าผู้จัดการอ็อมจะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอกรถแคมปิงแบบนี้

ซังอาแอบย่องไปทางประตูรถแล้วลงกลอน  เสียงโลหะกระทบดังเล็กน้อย  แต่โชคดีที่ดูเหมือนผู้จัดการอ็อมจะไม่ได้ยิน

คนจากบริษัทมย็องซ็องตามเธอมาถึงที่นี่เชียวหรือ

มีเพียงศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮกับอึนชงเท่านั้นที่รู้ว่าเธอมาที่นี่ในวันนี้  แถมยังติดต่อกันผ่านการโพสต์ข้อความที่เข้ารหัสเอาไว้ในคาเฟ่[11]รหัสลับ[12] ในเว็บไซต์เนเวอร์[13]

 

 

 

จะไม่ติดต่อกันทางอีเมลหรือทางโทรศัพท์โดยเด็ดขาด

ศาสตราจารย์ยัง ช็องโฮ เชื่อว่ามี “หมอนั่น” ซึ่งเป็นบุคคลปริศนาคอยจับตาดูเขาและอึนชงอยู่  และยังคิดว่าอีเมลหรือโทรศัพท์อาจถูกหมอนั่นเจาะข้อมูลได้ง่าย  ที่ต้องติดต่อกันผ่านคาเฟ่ของเว็บไซต์เนเวอร์ก็เพราะศาสตราจารย์ยังระมัดระวังตัวอย่างมาก

ผู้จัดการอ็อมไม่น่าเป็นสมาชิกคาเฟ่รหัสลับในเว็บไซต์เนเวอร์  แต่ถึงเป็นก็ไม่มีทางรู้ความหมายของข้อความที่เข้ารหัสไว้ได้

แสดงว่าเขาแอบสะกดรอยตามเธอมาน่ะสิ…

ซังอาขนลุกซู่ เขาเริ่มจับตาดูเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เมื่อประมาณสิบห้าวันก่อน  ผู้จัดการอ็อมมาหาซังอาที่คลินิกแล้วขอร้องเธอหนึ่งเรื่อง  นั่นคือ ขอดูบันทึกการรักษาของคนไข้รายหนึ่ง  แม้เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่กลับฟังเหมือนกำลังข่มขู่มากกว่า แน่นอนว่าเธอปฏิเสธคำขอของเขาไป

ตามที่ซังอาได้ยินจากคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในบริษัทมย็องซ็อง  ผู้จัดการอ็อมคือคนที่คอยตามจัดการปัญหาให้กับประธานบริษัทมย็องซ็อง

ผู้จัดการอ็อมหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า

ลำแสงจากกระบอกไฟฉายส่องเข้ามาด้านในรถ  เส้นผ่าศูนย์กลางของลำแสงอย่างมากก็ประมาณยี่สิบเซนติเมตรนิดๆ  แต่สำหรับซังอามันเป็นลำแสงที่ดูใหญ่โตมโหฬารราวกับลำแสงจากโคมไฟเซิร์ชไลต์สำหรับส่องตรวจตรานักโทษแหกคุก

เธอหมอบชิดพื้น  และคลานไปด้านริมหน้าต่างที่ผู้จัดการอ็อมยืนอยู่

เมื่อผู้จัดการอ็อมตรวจสอบรอบรถแคมปิงจนแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ในรถ  เขาก็โทรศัพท์ไปหาใครคนหนึ่งเหมือนกำลังจะล้มเลิกภารกิจ

 

 

 

“ยังไม่พบตัวครับ  ไม่ต้องกังวลครับ  ไม่น่าจะไปไหนไกลเพราะรถยังอยู่ที่นี่  ครับ  ผมจะค้นหาต่อไป”

ผู้จัดการอ็อมพูดทิ้งท้ายด้วยสำนวนการพูดที่ดูเคร่งครัดดุจทหาร

จากนั้นไม่นานเสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไป

ซังอานั่งนิ่งไม่ไหวติง พลางจับตาสังเกตความเคลื่อนไหวภายนอกรถ  พอผ่านไปได้ราวห้านาที  จนมั่นใจว่าผู้จัดการอ็อมหายลับไปจากสายตาโดยสมบูรณ์แล้ว  เธอถึงได้ยืดตัวขึ้น

พอยืดขาที่ขดงออยู่นานอย่างกระทันหัน  ก็ทำให้เท้าของเธอเป็นตะคริว  ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นพร้อมกันทำให้ซังอาเสียการทรงตัว  และเอนไปทางม่าน  เธอยื่นมือออกไปจะคว้าม่านกั้นเอาไว้เพื่อทรงตัว  ทว่า..หมับ!  มือของเธอกลับคว้าบางอย่างได้

พอเปิดม่านก็พบกับชายสวมหมวกและหน้ากากบิดบังใบหน้า

ชายผู้นี้สวมถุงมือผ้าฝ้ายที่มือขวาเพียงข้างเดียว

ซังอาผงะล้มลงไปด้านหลัง  พยายามจะลุกขึ้นแล้วแต่ขาสั่นจนไร้เรี่ยวแรง  เธออยากกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงออกมา

แฮก แฮก มีเพียงเสียงหอบหายใจดังก้องอยู่ในอากาศแทนที่เสียงกรีดร้อง

ซังอาถอยหลังอย่างจนตรอก  ชายคนนั้นก้าวเท้าเข้าไปหาเธอทีละก้าว

พอซังอาถอยหนีจนชิดมุมรถ เขาก็หยิบมีดพับออกมา และกางใบมีดออก  คมมีดสะท้อนแสงไฟจากเสาไฟเป็นเงาวับ  ตรงด้ามจับของมีดมีข้อความสลักว่าชมรมปีนเขา มหาวิทยาลัยฮันกุก เป็นมีดของช็องโฮ  ซังอาเคยเห็นช็องโฮใช้มีดเล่มนี้เปิด

 

 

กล่องพัสดุ

“หมอนั่น” ที่ช็องโฮตามหาก็คือชายคนนี้นี่เอง

ขณะนั้นซังอาสัมผัสได้ถึงความตายของตัวเอง  หากชายคนนี้เป็นหมอนั่นจริงๆ  และหากเขาได้เห็นเนื้อหาในแล็ปท็อปแล้ว  เธอคงเป็นเป้าหมายที่หมอนั่นต้องกำจัดทิ้งเป็นอันดับแรก

“ดะ..ได้โปรดไว้ชีวิตฉันเถอะ”

ทันทีที่ซังอาร้องขอชีวิต  ชายคนนั้นก็วิ่งเข้ามาตะครุบตัวเธอ

แต่เธอบิดตัวหนีทันอย่างหวุดหวิด  มือจับประตูรถไว้ได้  เธอพยายามจะเปิดประตูรถ  แต่นิ้วมือที่ร้อนรนทำให้จับพลาด  ดึงสลักกลอนไม่ออกสักที

เขาปิดปากเธอเอาไว้ และใช้แขนล็อกคอ

ต้นแขนล่ำสันเบียดใบหน้าของเธอให้หงายไปข้างหลัง  สายตาของเธอจ้องไปที่เพดานรถ  บนเพดานรถมีภาพวาด  เป็นภาพชายสวมหมวกฟีดอรากำลังพายเรือกอนโดราอยู่

หมอนั่นปาดลำคอของซังอาด้วยมีดเล่มนั้น  เลือดพุ่งจากลำคอราวกับน้ำพุ  เปรอะเปื้อนลำคลองของเมืองเวนิส

 

 

 

 

3

 

 

วันที่ 12 ตุลาคม ปีค.ศ. 2018 ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเขตมาโพ กรุงโซล

 

อึนฮเย  เจ้าหน้าที่อารักขาจากบริษัท “การ์เดี้ยนส์”  ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยของเอกชน  กำลังทวนเมนูกาแฟของเพื่อนร่วมงานขณะยืนเข้าแถวยาวเหยียดอยู่ในร้านกาแฟ  งานซื้อกาแฟเป็นหนึ่งในงานสำคัญของอึนฮเย

อึนฮเยเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาของบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่งทันทีหลังจบการศึกษาด้านการรักษาความปลอดภัย[14]จากมหาวิทยาลัย อึนฮเยเข้าทำงานวันแรกพร้อมกับความควาดหวังเต็มเปี่ยม

ในบริษัทรักษาความปลอดภัยคงไม่มีการกีดกันทางเพศ

ทว่าในการทำงานวันแรก เธอก็ได้รับภารกิจซื้อกาแฟประจำวันพร้อมกับได้เรียนรู้ว่าความควาดหวังที่ว่าจะมีการกีดกันทางเพศในงานด้านการรักษาความปลอดภัยนั้น เป็นเพียงความคาดหวังที่ไร้ความหมาย  “ยังเป็นเด็กใหม่ก็ต้องทำหน้าที่แบบนี้แหละ” เธอปลอบใจตัวเอง  ทว่าต่อให้มีพนักงานใหม่ที่เป็นเพศชายเข้ามา  หน้าที่ซื้อกาแฟก็ยังคงเป็นหน้าที่ของเธออยู่ดี

งานซื้อกาแฟยังพอรับได้  แต่ปัญหาคือการแบ่งงานในการทำงานจริง

 

 

 

ภารกิจสำคัญจะถูกมอบหมายให้กับเจ้าหน้าที่อารักขาเพศชายเท่านั้น  ภารกิจที่อึนฮเยได้รับมอบหมายมากที่สุดนับตั้งแต่เข้าบริษัทมาคือภารกิจพาบุตรหลานที่ยังอายุน้อยของตระกูลแชโบล[15]ไปกลับโรงเรียนอย่างปลอดภัย และงานดูแลสัตว์เลี้ยงราคาแพงที่ค่ากรูมมิง[16]ยังสูงกว่าเงินเดือนของเธอทั้งเดือน

ผลการประเมินของเธอออกมายอดเยี่ยมทุกด้าน  และทักษะในศิลปะการต่อสู้ของเธอก็เหนือกว่าสมาชิกเพศชายในทีมที่อยู่ในวัยเดียวกัน  แต่คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นหายวับไปทั้งหมด  เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง

ผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกันกับเธอเดินผ่านหน้าเธอไป  ผู้หญิงคนนั้นมีบัตรประจำตัวพนักงานคล้องคอ  และกำลังท่องจำเมนูกาแฟของเพื่อนร่วมงานอย่างตั้งอกตั้งใจ  เมื่อได้เห็นผู้หญิงคนนี้  อึนฮเยรู้สึกเหมือนกำลังเห็นตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อสั่งกาแฟเสร็จก็รออีกประมาณห้านาที  เครื่องเรียกคิว[17]ที่อึนฮเยถืออยู่ก็ส่งเสียงเตือน

อึนฮเยคืนเครื่องเรียกคิว  และกำลังหิ้วถุงกระดาษที่บรรจุแก้วเครื่องดื่มออกจากร้าน  แต่ก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้นมาจากที่หนึ่งเสียก่อน

“อ๊ากกกก…”

เสียงร้องนั้นทำให้ขาที่กำลังจะก้าวไปยังประตูร้านกาแฟหยุดชะงัก

พอเธอหันไปมองก็เห็นพนักงานบริษัทกลุ่มหนึ่งกำลังดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือพลางหัวเราะกันคิกคัก  เสียงที่เธอได้ยินเป็นเสียงที่ดังออกมาจากคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือ

“ดูเด็กคนนี้สิ  โตขนาดนี้แล้วยังใส่เสื้อลายการ์ตูนอยู่อีก  กระต่ายตัวนี้ชื่ออะไรนะ”

“กระต่ายน้อยปีเตอร์ไง  การ์ตูนตัวนี้มันนานมากเลยนะ”

เมื่ออึนฮเยได้ยินคำว่า “กระต่ายน้อยปีเตอร์” หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบต้านทานไม่ไหว

เธอวางถุงแก้วกาแฟลงอย่างตื่นตระหนก  แล้วเดินเข้าไปคว้าโทรศัพท์จากพนักงานในกลุ่มนั้นมาถืออย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

คลิปวิดีโอที่กำลังเปิดในโทรศัพท์มือถือนั้น  เป็นภาพวิดีโอของเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อยืดลาย

 

 

 

กระต่ายน้อยปีเตอร์กำลังกรีดร้องพร้อมกับวิ่งไปรอบสวนสาธารณะ

เด็กหนุ่มในคลิปวิ่งแทรกไปมาระหว่างผู้คนขณะที่มือกำลังทำท่าบางอย่างซ้ำๆ  เป็นท่าง่ายๆ  เด็กหนุ่มเพียงใช้นิ้วหัวแม่มือขวาชี้ไปที่หน้าอกซ้ายฝั่งที่มีหัวใจ

หัวใจของอึนฮเยหล่นวูบ

เธอรู้จักความหมายของภาษามือนี้ดี

ช่วยกลับมานะ

 

 

ในรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองอันซัน ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน  

 

ที่นั่งบนรถบัสเที่ยวกลางวันนั้นว่างโล่ง  มีผู้โดยสารเพียงประปราย  ถนนหนทางก็โล่งไร้สิ่งกีดขวาง  เป็นสภาพการจราจรที่ดูแปลกตาสำหรับอึนฮเย  เพราะเธอคุ้นเคยแค่สภาพการจราจรที่แออัดในช่วงเข้าและออกงานเท่านั้น

หลังจากรถบัสขึ้นมาวิ่งบนมอเตอร์เวย์  อึนฮเยก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอตัดสินใจดีแล้วจริงๆ หรือที่หุนหันลาพักร้อนเพียงเพราะอึนชงเรียกหาพี่สาวผ่านคลิปวิดีโอ

เมืองอันซันซึ่งเป็นบ้านเกิดของอึนฮเย  อยู่ไม่ไกลจากเขตมาโพที่เธออาศัยอยู่นัก  หากนั่งรถบัสระหว่างเมือง  ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น  แต่หลังจากอึนฮเยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย  เธอก็ไม่เคยขึ้นรถบัสสายนี้อีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

อึนฮเยเลิกติดต่อกับสองแม่ลูกที่ทำเธอเหนื่อยใจ  ซึ่งก็คือ  โม ฮเยย็องแม่ของเธอกับ คัง อึนชงน้องชายของเธอและเองมาเป็นเวลานานกว่าห้าปีแล้ว

อึนฮเยเปิดดูคลิปวิดีโอเจ้าปัญหาในรถบัส  คลิปวิดีโอนี้

 

 

 

ถูกบันทึกและอัปโหลดไว้บนเว็บไซต์เผยแพร่คลิปวิดีโอตั้งแต่เมื่อวาน  โดยเด็กนักเรียนชั้นประถมที่ออกมาเที่ยวเล่นในสวนสาธารณะ

อึนฮเยย้อนดูช่วงที่อึนชงทำสัญญาณมือซ้ำหลายรอบ

ตอนที่อึนชงอายุเจ็ดขวบและอึนฮเยอายุสิบสามขวบ  ทั้งสองได้สร้างสัญญาณมือที่มีเพียงสองพี่น้องเท่านั้นที่เข้าใจความหมาย  มีสัญญาณมือทั้งหมดประมาณสิบกว่าท่า  ส่วนใหญ่เป็นท่าทางง่ายๆ  เหมือนท่าเต้นตามจังหวะของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล

เวลาทั้งคู่แอบสื่อสารกันด้วยสัญญาณมือเพื่อหลอกแม่กับคุณครู  ทั้งคู่จะรู้สึกตื่นเต้นราวกับกำลังปฏิบัติภารกิจสายลับครั้งยิ่งใหญ่

ส่วนใหญ่ถูกลืมเลือนไปหมดแล้ว แต่อึนฮเยยังคงจดจำความหมายของสัญญาณมือที่เห็นในคลิปวิดีโอได้

หัวใจคือจิตใจ  และจิตใจก็หมายถึงสถานที่ที่สบายเหมือนบ้าน  ดังนั้นสองพี่น้องจึงให้ความหมายกับท่าที่ใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปที่หัวใจว่า “จงกลับมาบ้าน”

เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่บ้านงั้นหรือ  อึนชงถึงได้สื่อสารด้วยวิธีที่ใกล้เคียงกับการใช้รหัสลับแบบนี้

อึนฮเยรู้สึกราวกับได้ยินเสียงของอึนชง

กลับบ้านเรานะครับ  มีเพียงพี่เท่านั้นที่ช่วยผมได้…

 

ย่านซ็อนบู เขตทันว็อน เมืองอันซัน  ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

 

รสบัสจอดให้อึนฮเยลงที่หน้าเขตอะพาร์ตเมนต์ในย่านซ็อนบู

ช่วงเวลาห้าปีได้เปลี่ยนแปลงย่านนี้ไปไม่น้อย  แต่ก็ยังเหลือภูมิทัศน์ที่คุ้นตาอยู่มากพอ ให้เธอนึกถึงความทรงจำเก่าๆ

ชีวิตวัยเด็กของอึนฮเย ตอนที่ยังมีสมาชิกครอบครัวครบทั้งสี่คน  เป็นชีวิตที่มีความสุข  พ่อของอึนฮเยเป็นสถาปนิกออกแบบสิ่งปลูกสร้าง   แม่ของอึนฮเยนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างเคร่ดครัด

 

 

 

ส่วนอึนฮเยกับอึนชงน้องชายของเธอ  เป็นพี่สาวกับน้องชายที่มีอายุห่างกันหกปี

เงาแห่งความโชคร้ายได้ทอดตัวลงมาหลังจากพ่อเสียชีวิต

พ่อเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุรถยนต์ในฤดูหนาวปีที่อึนชงอายุห้าขวบ  ตอนที่พ่อพาอึนชงที่กำลังไม่สบายไปโรงพยาบาล  ขณะนั้นถนนลื่นและคนขับรถบรรทุกที่ขับสวนมาก็อยู่ในอาการมึนเมาอย่างหนัก

หน่วยกู้ชีพที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นกลุ่มแรกเล่าว่าอึนชงนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างร่างที่เย็นเฉียบของพ่ออย่างเงียบเชียบ  ไม่ส่งเสียงร้องสักแอะเดียว

ตอนนั้นอึนชงอายุเพียงห้าขวบ  เด็กน้อยต้องนั่งมองพ่อกำลังตายจากไป  ตั้งแต่เริ่มจนจบ

เมื่ออึนฮเยเดินไปได้สักพักก็ผ่านเขตอะพาร์ตเมนต์และมาถึงเขตบ้านเรือนที่เป็นที่ตั้งของบ้านอึนฮเย

อึนฮเยเดินเข้าไปในซอยได้สักพักก็เห็นบ้านของเธอ  ครอบครัวของอึนฮเยยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้อย่างเหนียวแน่น  ไม่ย้ายไปไหน  แม้ต้องผ่านเรื่องเศร้าครั้งนั้น  ไม่สิ  เพราะย้ายออกไปไม่ได้มากกว่า

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  นอกจากสีบ้านที่ดูซีดจาง  และประตูรั้วที่ขึ้นสนิมมากกว่าเดิม  กำแพงยังคงเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนจากสเปรย์ต่างๆ

“ไอ้เด็กพิการโรคจิต  ย้ายออกไปซะ  อย่าทำให้เพื่อนบ้านขายขี้หน้า”

ส่วนใหญ่เป็นข้อความถากถางอึนซงกับครอบครัว

หลังจากพ่อเสียชีวิต  อึนชงก็ไม่พูดอีกเลย

อึนชงไม่สบตาคน  และจะเคลื่อนไหวตามกิจวัตรที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้น  และทนไม่ได้ หากมีสิ่งใดผิดไปจากที่กำหนดไว้

อึนชงขึ้นยานพาหนะไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์  รถไฟใต้ดิน  หรือรถไฟ  เพราะยานพาหนะทำให้อึนชงนึกถึงอุบัติเหตุเมื่อสิบสามปีก่อน  และความทรงจำที่หวนกลับมา  ทำให้ความเจ็บปวดของอึนชงแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง  ดังนั้นหากอึนชงขึ้นยานพาหนะจะเริ่มชักและหายใจไม่ออก

 

 

 

อึนชงปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งเป็นสาเหตุให้อึนชงกับแม่ต้องอาศัยอยู่ในย่านนี้และในบ้านหลังนี้ตราบชั่วนิรันดร์

อึนชงไม่ยอมพูดจา  และเริ่มหันไปจดจ่อกับการวาดรูป  ดูการ์ตูน  และจดจ่ออยู่กับเรื่องของตัวเองแทน  หมอบอกว่าอึนชงมีภาวะออทิสซึม[18] และคำอธิบายเพิ่มเติมของหมอที่ว่า  ภาวะออทิสซึมของอึนชงไม่ใช่ภาวะออทิสซึมทั่วไปที่ยังพอใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้  แต่เป็นภาวะออทิสซึมขั้นรุนแรงที่แยกตัวเองออกจากผู้คนโดยสิ้นเชิง  ทำให้แม่ถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นของโรงพยาบาล

การที่อึนชงมีอาการออทิสติก  ทำให้อึนฮเยได้ชื่อใหม่มาเหมือนกัน  นั่นคือ

พี่สาวเด็กเอ๋อ  พี่สาวไอ้พิการ

เด็กในละแวกบ้าน  รวมทั้งเพื่อนที่โรงเรียนที่ยังทำตัวเป็นเด็กไร้หัวคิด  ต่างพากันเรียกอึนฮเยแบบนั้น

“อึนฮเยเหรอ  นั่นอึนฮเยเหรอลูก”

อึนฮเยได้ยินเสียงที่คุ้นเคยขณะตกอยู่ในห้วงความคิด

เมื่อหันหลังกลับไป  ก็เห็นแม่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ   แม่ดูซูบผอมราวกับถูกใครสูบน้ำในตัวออกไปหมด

 

อึนฮเยสำรวจภายในบ้านระหว่างที่แม่เตรียมอาหารเย็น

บ้านหลังนี้ไม่ต่างไปจากเมื่อห้าปีก่อน  มีข้าวของเครื่องใช้ของอึนชงอยู่เต็มบ้าน  เช่น  หนังสือการ์ตูน  ของใช้ลายกระต่ายน้อยปีเตอร์  อุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็กออทิสติก  สมุดวาดภาพกับดินสอสี  เป็นต้น  ขณะที่โล่รางวัลชนะเลิศการประกวดเทควันโดของอึนฮเยครอบครองพื้นที่เพียงซอกมุมหนึ่งของตู้หนังสืออย่างซอมซ่อ

หลังจากพ่อเสีย  จักรวาลของแม่ก็ได้โคจรรอบอึนชงอย่างสมบูรณ์แบบ

แม่เชื่อว่าอาการของอึนชงเป็นเพียงอาการชั่วคราว  แม่ไปโรงพยาบาล

 

 

 

ที่มีชื่อเสียงด้านการรักษาเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติมาแล้วทุกแห่ง  แต่หมอทุกคนทำให้แม่ผิดหวัง  เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ผล  แม่ก็เริ่มหันไปพึ่งการรักษาแบบพื้นบ้าน

บ้านของอึนฮเยมียาสมุนไพรและส่วนผสมอาหารที่ดีต่อพัฒนาการทางสมองอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน  และแม่ยังจัดหาของพิสดารต่างๆ  เช่น สมองลิงและลิ้นงูมาเก็บตุนเอาไว้  แม่เริ่มสูญเสียเหตุผลมากขึ้น  จนถึงขั้นเชื่อวิธีรักษาแบบคิดเชื่อมโยงเอาเองง่ายๆ ว่าถ้าไม่พูดก็ต้องกินลิ้น  ถ้าสมองไม่ดีก็ต้องกินสมอง

เมื่อแม่สิ้นศรัทธาในการรักษาแบบพื้นบ้าน  แม่ก็หันไปพึ่งศาสนาและเทพพระเจ้าต่างๆ แทน

เมื่อวานแม่เข้าโบสถ์  วันนี้แม่เข้าวัด  และวันรุ่งขึ้นแม่ก็ไปหาร่างทรง

แม่อธิษฐานต่อพระเยซูคริสต์  ต่อพระพุทธเจ้า  และต่อเหล่าทวยเทพอย่างครบถ้วนแล้ว  แต่ก็ไม่มีองค์ใดตอบรับคำอธิษฐานของแม่เลย

ขณะที่อึนฮเยมองไปรอบบ้าน  ก็สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง

กระดานหมากชังกี[19]กางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟา  แต่มีฟิกเกอร์[20]ของเหล่าฮีโร่อเวนเจอร์ส[21] วางเรียงรายแทนเบี้ยของหมากรุก

“แม่  อึนชงมีเพื่อนใหม่แล้วเหรอ”

แม่ซึ่งกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมมื้อเย็น  ชำเลืองมองมาทางอึนฮเยด้วยหางตา  แล้วพูดขึ้นว่า

“มีช่องที่ฉายแต่การ์ตูนทั้งวัน  แล้วช่องนั้นก็ฉายหนังอเวนเจอร์สให้ดูซ้ำๆ ”

“ดีเลย  คิดว่าจะชอบแต่กระต่ายน้อยปีเตอร์ไปตลอดชีวิตเสียอีก”

“แต่กระต่ายน้อยปีเตอร์ยังคงเป็นที่หนึ่ง  ถัดจากนั้นก็เป็นไอรอนแมน[22]

 

 

 

อึนฮเยหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปกระดานหมากชักกีที่มีเหล่าฮีโร่จากอเวนเจอร์สยืนอยู่เก็บเอาไว้  เผื่อเธอเผลอไปโดนฟิกเกอร์จนทำให้การจัดวางผิดไปจากเดิมโดยไม่ตั้งใจ

อึนชงมีพฤติกรรมจัดระเบียบที่รุนแรง  และจะทนไม่ได้เลย  หากสิ่งของที่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้  ซึ่งมีแค่ตัวอึนชงเองที่รู้ระเบียบนั้น

ฤดูร้อนในปีที่อึนฮเยอายุสิบสามปี

อึนฮเยไม่เข้าใจพฤติกรรมจัดระเบียบของน้องชาย  เลยแกล้งเปลี่ยนตำแหน่งของดินสอสีเล่นๆ  แต่อึนชงซึ่งตอนนั้นอายุเจ็ดขวบได้เกิดอาการชักทันทีที่เห็นดินสอสีเปลี่ยนที่  เมื่อเห็นน้องชายชักตาเหลือก  แขนและขาทั้งสองข้างสั่นอย่างสั่นรุนแรง  อึนฮเยก็ทำอะไรไม่ถูก

แม่กอดน้องเอาไว้ในอ้อมแขน  ขณะรีบวิ่งไปยังโรงพยาบาล  น้องชายรอดชีวิตมาได้เพราะแพทย์รีบให้ยาระงับประสาท  และขจัดก้อนอาเจียนที่อุดกั้นทางเดินหายใจออกมาอย่างรวดเร็ว  อึนฮเยช็อกกับเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างมาก

“อึนชงสบายดีไหม  นี่พี่เองนะ”

อึนชงกลับจากโรงเรียนตอนบ่ายสี่โมงเย็น

อึนฮเยเอ่ยทักทาย  พลางจ้องมองใบหน้าของอึนชงอย่างพินิจ

เด็กออทิสติกแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าไม่เป็น  และอ่านอารมณ์ของผู้อื่นโดยดูจากสีหน้าของพวกเขาไม่เป็นด้วยเช่นกัน

ใบหน้าของอึนชงส่วนใหญ่เป็นใบหน้าที่เรียบเฉยและไร้อารมณ์   แต่ถึงแม้อึนชงจะมีใบหน้าเดียวตลอดเวลา  อึนฮเยก็สามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนใบหน้าของน้องชายได้  สีหน้าเรียบเฉยที่กำลังตกใจ  สีหน้าเรียบเฉยที่กำลังสับสน  สีหน้าเรียบเฉยที่กำลังไม่พอใจ  และสีหน้าเรียบเฉยที่กำลังพึงพอใจ…

 

 

 

ไม่มีลักษณะเด่นที่อธิบายอย่างเป็นรูปธรรมได้  ไม่ว่าจะเป็นมุมปากที่ยกขึ้น  ดวงตาที่ไหววูบ  หรือคิ้วที่ขมวดมุ่น  ไม่มีอะไรเลย  แต่มีพลังบางอย่างที่มีเพียงอึนฮเยเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้จากสีหน้าของอึนชง

อึนฮเยคิดว่าเธอคงรู้เหตุผลที่อึนชงเรียกเธอ  เมื่อเธอได้เห็นสีหน้าของอึนชง  แต่แล้วเธอก็ต้องพบกับความความงุนงง  เพราะสายตาของอึนชงที่มองมายังเธอแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน  เป็นสีหน้าที่แปลกประหลาด  เธอก็ไม่รู้ว่านั่นคือสีหน้าตกใจ  สีหน้างุนงง  หรือสีหน้าที่กำลังหวาดกลัวกันแน่

แต่เธอแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า  ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่บนสีหน้าของอึนชงไม่ใช่ความรู้สึกยินดีที่ได้พบเธออย่างแน่นอน

 

เวลาห้าโมงเย็น

อาหารเย็นคือไก่ตุ๋นที่อึนชงชอบ  แต่อึนชงไม่ได้นั่งกินด้วยกันที่โต๊ะกินข้าว  อึนชงนั่งกินคนเดียวหน้าโทรทัศน์  เพราะเป็นเวลาฉายการ์ตูนพอดี  อึนชงต้องทำกิจวัตรประจำวันตามตารางเวลาที่กำหนด  น้องชายของเธอไม่ใช่คนที่ละทิ้งกิจวัตรเพียงเพื่อนั่งกินข้าวกับพี่สาวที่ไม่ได้พบหน้ากันห้าปี

“อึนฮเยต้องเข้าใจน้องนะ  น้องดีใจ  แค่ไม่ได้แสดงออกมา”

“หนูเข้าใจค่ะ”

อึนฮเยเล่าชีวิตความเป็นอยู่ที่กรุงโซลให้แม่ฟังขณะกินข้าว

เรื่องที่อึนฮเยเรียนจบมหาวิทยาลัยเพราะทุนการศึกษาและการทำงานพิเศษ  เรื่องชีวิตการทำงานในบริษัทรักษาความปลอดภัย  เรื่องรูมเมตที่อยู่ด้วยกันตอนนี้  แม้กระทั่งเรื่องคุณป้าเจ้าของบ้านเช่า

แต่อึนฮเยไม่ได้เล่าเรื่องชายโรคจิตที่บุกเข้ามาในบ้านเพื่อทำมิดีมิร้าย  กับเรื่องที่อึนฮเยได้รับบาดเจ็บระหว่างฝึก  และเรื่องที่เธอถูกกีดกันทางเพศในที่ทำงานให้แม่ฟัง

แม่ก็เล่าเรื่องราวในช่วงห้าปีที่ผ่านมาให้อึนฮเยฟัง

ทั้งเรื่องที่อึนชงเรียนจบชั้นมัธยมต้นและได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย  เรื่องที่บาทหลวงคนใหม่

 

 

 

เอ็นดูอึนชง   และเรื่องที่มีเด็กสาวคนหนึ่งตกหลุมรักอึนชงโดยไม่รู้ว่าอึนชงมีอาการออทิสติก  เด็กสาวคนนั้นตามอึนชงแจ  แล้วก็ร้องห่มร้องไห้เพราะคิดว่าอึนชงแสดงท่าทีเย็นชาใส่เธอ

แม่เองก็คงมีเรื่องที่เก็บไว้ในใจ  ไม่ได้เล่าออกมาเหมือนกัน  อึนฮเยทำได้เพียงคาดเดาเรื่องราวเหล่านั้นจากเสียงถอนหายใจ  และริ้วรอยลึกบนใบหน้าของแม่

ไม่นานทั้งสองคนก็หมดเรื่องที่จะเล่า  เพราะทั้งอึนฮเยและแม่ต่างมีเรื่องที่อยากเก็บงำไว้ในใจมากกว่าเรื่องที่สามารถหยิบยกออกมาพูดคุยอย่างมีความสุขได้

ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหาร  เสียงช้อนกระทบจานดูดังกว่าปกติ

“เห็นในเมืองมีซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดใหม่ใหญ่มากจริงๆ ”

อึนฮเยพยายามหยิบยกทุกอย่างออกมาพูด  เพราะอยากขจัดความเงียบที่น่าอึดอัดออกไป

“อืม  ได้ยินว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดคย็องกีเลย  แม่ไปที่มุมขายของกินมา  แค่เครื่องแกงกะหรี่ก็มีเป็นร้อยชนิด  ใครจะไปจินตนาการได้เครื่องแกงกะหรี่ตั้งร้อยอย่าง”

แม่คงดีใจที่ความเงียบถูกทำลายลง  จึงพูดด้วยน้ำเสียงมีชีวิตชีวา

“ได้ยินมุมของเล่นข้างในใหญ่มากเลยนี่… แม่เคยพาอึนชงไปรึยัง”

“เคยสิ”

จู่ๆ สีหน้าของแม่ก็เศร้าหมองลง  และแม่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ  อึนฮเยพอเดาได้ว่าแม่กับอึนชงเจอเรื่องอะไรที่มุมของเล่นในซุปเปอร์มาร์เก็ต

พนักงานและลูกค้าที่ใช้บริการคงไม่ต้องรับอึนชงเหมือนลูกค้าคนอื่น

ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง

สำหรับบางครอบครัว  ความเงียบอาจเป็นเครื่องปลอบประโลมจิตใจ

สำหรับบางครอบครัว  อาจเป็นการดีที่สุดที่จะใช้ชีวิตแยกห่างจากกัน

 

 

 

 

เช่นเดียวกับที่อึนฮเยไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลาห้าปี

อึนฮเยไม่ได้พยายามทำลายความเงียบอีกจนกินข้าวเสร็จ

 

“อึนฮเยกลับมาบ้านทั้งที  มีเรื่องน่ายินดีแบบนี้  วันนี้ไปสวดขอบคุณพระเจ้าพร้อมหน้าพร้อมตากันเถอะนะ”

แม่เสนอด้วยน้ำเสียงที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จ  ราวกับแม่กำลังพยายามลบภาพความทรงจำของมื้อเย็นที่น่าอึดอัดทิ้งไป

อึนฮเยไม่ชอบใจข้อเสนอของแม่เท่าไหร่  เพราะเกลียดการไปโบสถ์  เธอไม่ชอบบรรยากาศที่น่าอึดอัดและเคร่งครัดของโบสถ์  แต่สิ่งที่เธอเกลียดยิ่งกว่าโบสถ์ก็คือความคาดหวังที่ไร้สาระของแม่  ที่เชื่อว่าวันหนึ่งอาการของอึนชงจะดีขึ้นหากแม่มุ่งมั่นใช้ชีวิตด้วยความศรัทธา

อึนฮเยพยายามปกปิดสีหน้าอึดอัดใจเอาไว้  ขณะสวมรองเท้าโดยไม่ได้บ่นอะไรออกมา

อึนฮเยไม่อยากทำลายความรู้สึกอยากอธิษฐานเพื่อลูกสาวที่กลับบ้านในรอบห้าปีของแม่

เมื่อมาถึงโบสถ์  อึนฮเยให้แม่กับอึนชงเข้าไปในโบสถ์ก่อน  ส่วนเธอเดินเตร็ดเตร่รอบโบสถ์เพียงลำพัง

โบสถ์ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองลงมาเห็นชุมชนได้ทั้งหมด

หากไม่รวมโครงสร้างของตึกอะพาร์ตเมนต์ที่สร้างขึ้นใหม่  ที่สูงตระหง่านและไม่กลมกลืนกับพื้นที่โดยรอบ  ย่านนี้แทบจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย  ขณะที่อึนฮเยกำลังนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ  และมองลงไปยังบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง  รถเบนซ์ติดฟิล์มดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในลานจอดรถหน้าโบสถ์

ส่วนใหญ่สมาชิกโบสถ์แห่งนี้เป็นคนงานในโรงงาน และเจ้าของกิจการส่วนตัวขนาดเล็ก  ส่วนใหญ่รถที่จอดอยู่ในลานจอดรถของโบสถ์เล็กๆ แห่งนี้จึงเป็นรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถอีโคคาร์  รถเบนซ์ที่เข้ามาจอดท่ามกลางรถยนต์เหล่านั้น

 

 

 

จึงดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

“คนในย่านนี้คงจะร่ำรวยขึ้นมาก”

อึนฮเยเผลอพูดพึมพำออกมา  และเดินเข้าไปในโบสถ์

การสวดภาวนาเป็นไปอย่างน่าเบื่อ

อึนชงนั่นเหม่อลอย  สายตาจับจ้องไปในอากาศ  ขณะที่อึนฮเยนั่งสำรวจผู้คนที่สวมผ้าคลุมหน้า  และใช้เวลาหมดไปกับการคาดเดาว่าพวกเขาสวดอ้อนวอนเรื่องอะไรกัน

แม่สวดนานเป็นชั่วโมงกว่าจะจบ

 

เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากสวดภาวนาเสร็จ  อึนฮเยรู้สึกว่าอากาศในบ้านมีกลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคย

“ทำไมเหมือนมีกลิ่นบุหรี่”

“เหรอ  จะว่าไปก็เหมือนมีกลิ่นบุหรี่จริงๆ ด้วย”

“อึนชงก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม”

อึนชงจ้องกระดานหมากชังกีบนโต๊ะข้างโซฟานิ่ง  ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของพี่สาว  พออึนฮเยเดินเข้าไปใกล้  อึนชงก็ถอยออกมาจากโต๊ะและเดินเข้าห้องไปราวกับไม่มีอะไร

อึนฮเยกวาดสายตามองกระดานหมากชังกีที่อึนชงจ้องเมื่อครู่

รู้สึกเหมือนกระดานหมากชังกีต่างไปจากเดิมเล็กน้อย  อึนฮเยจึงหยิบโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปกระดานหมากชังกีเก็บไว้เพื่อยืนยันความรู้สึกของตัวเอง  ในเขตวังของกระดานที่เห็นในรูปไม่มีฮีโร่คนอื่นอยู่เลยนอกจากไอรอนแมน  ทว่าตอนนี้แบล็กแพนเทอร์ที่เคยอยู่แถวหน้าสุด กลับกำลังปกป้องเขตวังอยู่กับไอรอนแมน  เห็นได้ชัดว่ากระดานหมากชังกีไม่เหมือนเดิม

แต่ที่น่าแปลกกว่าคือปฏิกิริยาของอึนชง  เพราะหากเป็นเวลาปกติ  อึนชงจะต้องจับแบล็กแพนเทอร์กลับไปวางที่ตำแหน่งเดิมทันที

 

 

 

แต่อึนชงกลับเพียงแค่จ้องนิ่งๆ  ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอื่นออกมา

อึนฮเยรู้สึกข้องใจ  และรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองกลับไม่สบายใจที่เห็นอึนชงที่ไม่ถูกกฎของตัวเองผูกมัดอีกต่อไป       อึนฮเยกวาดตามองทั่วบ้านอย่างไร้เหตุผล

อึนฮเยพบจุดที่แปลกไปอีกจุดหนึ่ง  นั่นคือ  ก่อนออกจากบ้าน  ในอ่างล้างจานมีแก้ววางอยู่สามใบ  แต่ตอนนี้กลับมีแก้ววางอยู่สี่ใบ  มีแก้วชาที่อึนฮเยกับแม่ใช้ดื่มกาแฟ  กับแก้วพลาสติกลายกระต่ายน้อยปีเตอร์ซึ่งเป็นแก้วประจำตัวของอึนชง  และแก้วปริศนาอีกหนึ่งใบ

“แปลกจัง”

“อะไรเหรอ”

“เหมือนมีคนเข้ามาในบ้านเลย”

พออึนฮเยทำสีหน้าเคร่งเครียด แม่ก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า

“ช่างซ่อมตู้เย็นคงเข้ามา  ดูสิ  ไม่ได้ยินเสียงมอเตอร์ตู้เย็นแล้ว”

“ช่างซ่อมเข้ามาในบ้านตอนเจ้าของบ้านไม่อยู่ด้วยเหรอ  ประตูก็ล็อกอยู่นะ  จะเข้ามาได้ยังไง”

“แม่เห็นว่าช่างน่าจะเข้ามาช่วงพวกเราออกไปโบสถ์ตอนเย็นพอดี  แม่ก็เลยให้รหัสเปิดประตูบ้านไว้  ก็แค่รหัสเอง เดี๋ยวเปลี่ยนใหม่ก็ได้”

“อะไรนะ  ทำแบบนั้นถ้าเป็นขโมยเข้ามาจะทำยังไง”

“ลุงช่างเขาอยู่แถวบ้านเรานี่แหละ  เห็นหน้ากันมาสามปีแล้ว  แถมคุณป้าบ้านนั้นยังช่วยดูแลอึนชงตอนแม่ยุ่งๆ ด้วย… เวลาคุณป้ายุ่งแม่ก็ช่วยทำของว่างไปให้  เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน”

 

 

 

อึนฮเยเปิดบานหน้าต่างออก  อากาศเย็นยะเยือกตอช่วงหัวค่ำพัดเอากลิ่นบุหรี่ออกไป

เธอหลับตาลงและสูดหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด  พลางตำหนิตัวเองเบาๆ

นานๆ ทีจะได้กลับมาบ้านแท้ๆ  ยังจะอ่อนไหวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก….

 

ข่าวภาคค่ำยังไม่จบดี  แม่ก็เข้านอนแล้ว

เหลือเพียงพี่น้องอยู่ในห้องนั่งเล่นกันตามลำพัง  ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง

อึนฮเยจงใจทำเสียงกรอบแกรบขณะหยิบไอศกรีมออกมาจากตู้เย็น

การกระทำของเธอดึงดูดความสนใจของอึนชงได้สำเร็จ

อึนชงวางหนังสือนิทานที่อ่านอยู่ลง  แล้วมาหาพี่สาวทันที  อึนฮเยแกะห่อไอศกรีมยื่นให้  อึนชงจดจ่ออยู่กับการกินอย่างเพียงอย่างเดียว และอย่างเงียบๆ

อึนฮเยคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสเหมาะที่จะถามคำถามที่เธอสงสัยมาตลอด  ตั้งแต่เธอเห็นท่าทางของมือที่อึนชงทำในคลิปวิดีโอ

“ไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง”

“…..”

“ถูกเพื่อนแกล้งรึเปล่า”

“…..”

“เอ่อ  เมื่อวานอึนชงไปที่สวนสาธารณะมาใช่ไหม  อึนชงไปที่นั่นทำไมเหรอ”

“…..”

“มองพี่หน่อยสิ”

อึนฮเยประคองใบหน้าของอึนชงด้วยสองมือแล้วสบตาอึนชง

ไม่ยอมให้อึนชงหลบหน้า  แม้อึนชงจะไม่ชอบใจ

 

 

 

จากนั้นอึนฮเยค่อยๆ ขยับนิ้วหัวแม่มือข้างขวาไปที่หน้าอกด้านซ้ายอย่างช้า ๆ

“อึนชงยังจำสัญญาณมือท่านี้ได้ไหม  อึนชงกับพี่คิดขึ้นมาด้วยกันไง”

อึนฮเยมองเห็นดวงตาของอึนชงไหววูบ  แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยดังเช่นปกติ  แต่ก็ไม่ถึงกับไร้ความรู้สึกโดยสมบูรณ์

“อึนชงทำให้พี่เห็นเหรอ”

อึนชงจ้องอึนฮเยเขม็ง  หัวใจของอึนฮเยเต้นแรง

อึนชงไม่เคยสบตาใคร  ถ้ามีใครพูดด้วยอึนชงจะมีปฏิกิริยาตอบกลับอยู่สองแบบ  คือไม่หันรีหันขวางมองไปรอบ ๆ  ก็จะหันไปจดจ่อกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องแทน

อึนฮเยเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกว่าในตาขาวของน้องชายที่ขาวจนออกเป็นสีฟ้ายามรับแสงที่ส่องเข้ามานั้นมีจุดเล็กๆ อยู่ด้วย

อึนฮเยกำลังตื่นเต้นกับการกระตุ้นให้อึนชงตอบคำถาม

“อึนชงบอกให้พี่กลับมา  บอกให้พี่รีบกลับบ้าน  แบบนั้นใช่ไหม”

ทันใดนั้นแววตาของอึนชงก็เริ่มไหวระริก

ราวกับเธอได้เอ่ยคำต้องห้ามออกมา  และกลัวว่าจะมีใครได้ยินคำพูดของเธอ

“อือ..อ..อา..อ๊ากก..”

อึนชงเริ่มดิ้น  และทำท่าเหมือนจะชัก  เธอจึงรีบปล่อยน้องชายทันทีก่อนที่เสียงร้องจะกลายเป็นอาการชักเข้าจริงๆ

อึนชงยังคงร้องต่อไปอีกพักหนึ่ง  อึนฮเยไม่ได้พยายามปลอบน้อง หรือทำให้น้องสงบ  เพราะรู้ดีว่าการจับตาดูเงียบๆ  คือวิธีรับมือที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้  แม้เสียงร้องจะค่อยๆ บรรเทาลง  และกลายเป็นเสียงหอบหายใจเข้ามาแทนที่  อึนฮเยก็ยังคงรอต่อไป  รอจนกว่าความวุ่นวายใจของอึนชงจะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์

 

 

 

และแล้วเมื่อเสียงต่างๆ ได้จางหายไป แม้แต่เสียงหายใจที่หนักหน่วง   ความเงียบก็กลับเข้ามาครอบงำระหว่างสองพี่น้องอีกครั้ง

“อึนชง  ดีขึ้นรึยัง”

น้องชายจ้องพี่สาวด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับเมื่อครูไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น

อึนฮเยหยิกแก้มของตัวเองเบาๆ  ท่าหยิกแก้มเป็นอีกหนึ่งสัญญาณมือที่อึนฮเยกับอึนชงทำไว้ด้วยกัน

อึนชงยังจำความหมายของท่านี้ได้ใช่ไหม

อึนชงมักลูบหัวพี่สาว  เวลาพี่สาวหยิกแก้มตัวเอง

การที่น้องลูบหัวพี่สาว  เวลาพี่สาวหยิกแก้มตัวเอง  เป็นสิ่งที่สองพี่น้องมักทำโดยอัตโนมัติราวกับการตอบคำถาม “ฮาว อาร์ ยู” ว่า “แอม ไฟน์ แธ็ง กิว”

อึนฮเยคิดถึงวันเวลาเก่าๆ  คิดถึงเสียงนิ้วมือน้อยๆ ของน้องชายยามแทรกเข้าไปในเส้นผมของเธอ  คิดถึงความใกล้ชิดระหว่างที่น้อง  ที่เคยสัมผัสได้จากไออุ่นของนิ้วมือที่ลูบอยู่บนศีรษะของเธอ

ทว่าอึนชงไม่ได้ลูบหัวพี่สาวเหมือนในอดีต

อึนชงทำสีหน้าเหม่อลอยราวกับไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าทำแบบนั้นไปทำไม  แล้วอึนชงก็หันหลังให้กับพี่สาว

ตอนนั้นเองที่อึนฮเยตระหนักได้ว่า

อึนชงไม่ได้เรียกหาเธอ เธอแค่คิดไปเอง

 

 

4

 

อึนฮเยนอนไม่หลับ ได้แต่นอนพลิกตัวไปมาพยายามข่มตาหลับแต่ก็ไม่เป็นผล  ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นและออกไปยังห้องนั่งเล่น  คิดว่าจะดูทีวีจนกว่าจะหลับ

อึนฮเยหยิบรีโมตขึ้นมา ขณะกำลังจะกดเปิด  ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่ในบ้าน  ดังมาจากตรงไหนสักแห่ง

ดังมาจากห้องนอนที่แม่กำลังนอนหลับอยู่นั่นเอง   แสงไฟสลัวลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดแง้มไว้

แม่ยังไม่นอนอีกหรือ

อึนฮเยเดินไปที่ห้องนอน  พอก้าวขาข้ามธรณีประตูไปได้เพียงหนึ่งก้าว  ปลายเท้าก็สัมผัสกับของเหลวบางอย่าง  อึนฮเยก้มหน้ามองทันที  ทันใดนั้นสมองก็ตื่นตัวอย่างเต็มที่

ของเหลวสีแดงข้น มันคือเลือด!

เลือดไหลลงมาจากเตียง  บนเตียงมีใครบางคนนอนอยู่

 

 

 

โดยมีผ้าห่มคลุมอยู่จนมิดศีรษะ  แม่!?

อึนฮเยค่อยๆ เปิดผ้าห่มออกด้วยมือที่สั่นเทา  พอเปิดชายผ้าห่มขึ้นเล็กน้อยก็เผยให้เห็นกลุ่มก้อนขนสีขาวอยู่ด้านใน  นี่มันอะไรกัน  ขณะที่อึนฮเยกำลังสงสัย  เจ้ากลุ่มก้อนขนสีขาวก็ยื่นมือพรวดออกมา  และคว้าข้อมือของอึนฮเยไว้  มือนั้นปกคลุมด้วยขนสีขาวทั้งหมด

อึนฮเยเปิดผ้าห่มออกทั้งหมด  ขนสีขาวปกคลุมทั่วร่าง  ใบหูยาวสองข้างตั้งขึ้น… เจ้าของมือไม่ใช่มนุษย์!  แต่เป็นกระต่ายตัวหนึ่ง  เป็นกระต่ายปีศาจตัวยักษ์!

ฟันหน้าสองซี่ที่ยื่นออกมาอย่างโดดเด่น  เปื้อนเลือดจนกลายเป็นสีแดงฉาน

“อ๊ากก”

พออึนฮเยกรีดร้อง  เจ้ากระต่ายปีศาจก็จ้องเขม็งเข้ามายังนัยน์ตาของอึนฮเย

ยามที่ดวงตาของเจ้ากระต่ายปีศาจต้องแสงไฟ  จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  และบริเวณตาขาวที่ขาวจนออกเป็นสีฟ้านั้นมีจุดเล็กๆ อยู่ด้วย นี่เป็นดวงตาของอึนชง!

อึนฮเยหมดสติไปทันที

“อึนฮเย”

พอลืมตาขึ้น  ก็เห็นแม่กำลังจ้องเธออยู่

“ฝันเห็นอะไร  ถึงได้เอะอะโวยวายขนาดนั้น  ดูเหงื่อสิ”

ความฝันนั่นเอง  ความฝันที่เหมือนกับฉากหนึ่งในนิทานสยองขวัญนี้  เป็นความฝันที่เคยทรมานเธอทุกค่ำคืนตลอดช่วงวัยรุ่นของเธอ

อึนฮเยลุกพรวด  ดื่มน้ำเย็นอึกใหญ่  ราวกับต้องการลบภาพติดตาของเจ้ากระต่ายปีศาจออกไป

 

 

 

วันที่ 13 ตุลาคม ปีค.ศ. 2018

 

วันเสาร์เป็นวันที่อึนชงไปศูนย์สวัสดิการฯ (คำแปลจะมีแค่ศูนย์สวัสดิการแต่ไม่ได้ระบุชัดว่าเพื่อใครและด้านใด ตอนแรกจะใส่เป็นศูนย์สวัสดิการประชาชน แต่พอเสิร์ชหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเมืองอันซันเจอศูนย์สวัสดิการผู้พิการเมืองอันซัน (http://www.ansanrehab.or.kr/) คิดว่าเรื่องนี้น่าจะต้องการสื่อถึงหน่วยงานนี้แต่เลี่ยงการใช้ชื่อหน่วยงานจริง  จึงเลือกวิธีแปลตรงตัวแล้วใส่ ฯ เพื่อละไว้ในฐานที่เข้าใจ (เอาเอง) ค่ะ^^;; ถ้าต้องการปรับแก้ก็สามารถแก้ตามข้อมูลนี้ได้เลยค่ะ-ผู้แปล) เพื่อรับดนตรีบำบัด

อึนฮเยนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร  และมองอึนชงกับแม่เตรียมตัวออกไปข้างนอก

แม่ป้อนอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ ให้อึนชง  หยิบเสื้อผ้าที่สะอาดที่สุดใส่ให้  จัดเตรียมของว่างและสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้….

เป็นกิจวัตรประจำวันแบบเดียวกับเมื่อห้าปีก่อน  ชีวิตประจำวันของทั้งคู่ที่อึนฮเยไม่อาจแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้

ที่บ้านไม่มีปัญหาอะไร  อึนชงไม่ได้เรียกหาพี่สาว  และอึนชงก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเธอด้วยซ้ำ

อึนฮเยจะอยู่ต่ออีกหนึ่งวันแล้วค่อยกลับโซลช่วงเย็นของวันอาทิตย์ก็ได้  แต่อึนฮเยก็ตัดสินใจกลับกรุงโซลในวันนี้เลย  เธอต้องการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันของเธอโดยเร็วที่สุด  ในฐานะคัง อึนฮเย  ไม่ใช่พี่สาวของอึนชง

“อึนฮเย  ช่วยไปรับโทรศัพท์มือถือแทนแม่หน่อยได้ไหม  ชาร์จโทรศัพท์เต็มแล้ว แต่โทรศัพท์ก็ดับไปเองอยู่เรื่อย   แม่เลยเอาไปฝากซ่อมไว้ที่ศูนย์ซ่อม  เห็นว่าต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดหรืออะไรสักอย่าง  ทางศูนย์บอกให้แม่ไปรับวันนี้  ถ้าแม่ไปเองหลังอึนชงรับดนตรีบำบัดเสร็จ  ก็กลัวจะไปถึงศูนย์ช่วงหมดเวลาทำการพอดี”

ราวกับแม่มองทะลุหัวใจของอึนฮเย  ถึงได้รั้งเธอไว้ด้วยคำขอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้

“เดี๋ยวหนูไปให้”

“มื้อเย็นกินอาหารจีนกันไหม  นานๆ ทีจะอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัว  ออกไปกินข้าวกันเถอะนะ”

“ก็ดีเหมือนกัน”

 

 

 

อึนฮเยตอบแบบไม่ใส่ใจนัก  ในหัวกำลังเรียบเรียงเรื่องต่างๆ ที่เธอต้องทำเมื่อกลับถึงกรุงโซล

 

 

 

“เปลี่ยนเมมบอร์ดให้แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้นานแค่ไหนนะครับ  อันจริงเครื่องเก่าขนาดนี้แล้ว  แทนที่จะซ่อม  ซื้อใหม่ไปเลยจะดีกว่านะครับ”

อึนฮเยแสร้งทำเป็นฟังคำอธิบายของพนักงานในศูนย์ซ่อม  แต่ความจริงประสาทสัมผัสทั้งหมดกำลังพุ่งเป้าไปที่ชายคนหนึ่ง

ชายคนนั้นแสร้งทำเป็นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงที่นั่งรอคิว  ทั้งที่เขาไม่ได้กดบัตรคิว

เขานั่งอยู่ในมุมที่สามารถมองเห็นทั่วศูนย์ได้ในปราดเดียว  และขณะเดียวกันก็สามารถทำตัวให้กลมกลืนไปกับผู้คนได้อย่างดี  ทว่าตัวตนของเขาดูโดดเด่นเกินกว่าจะอำพรางตัวตนของเขาได้

ผมสั้นเกรียนลุคสปอร์ตที่ดูไม่เหมาะกับวัยกลางคน  ไหล่กว้างผึ่งผาย  นั่งหลังตั้งตรง  ใบหูที่บวมเป็นดอกกะหล่ำ[23]  และนาฬิกาหรูที่เป็นประกายแวววาว

อึนฮเยไม่ได้จ้องมองเขาเพียงเพราะเขาไม่ได้กดบัตรคิวหรือเขามีใบหูที่ดูผิดปกติ

แต่ตอนที่อึนฮเยออกมาจากบ้าน  ชายคนเดียวกันนี้กำลังดื่มกาแฟกระป๋องอยู่ตรงพื้นที่โล่งเปล่าบริเวณหน้าบ้านของอึนฮเย  และเขายังวนเวียนอยู่แถวมุมชุดชั้นในผู้หญิงในศูนย์การค้าที่อึนฮเยแวะเข้าไปก่อนมาที่ศูนย์ซ่อม

ชายคนนี้กำลังสะกดรอยตามเธอ  และเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับเธอ  หากดูจากใบหูดอกกะหล่ำ  หรือเรียกให้ชัดเจนก็คือใบหูที่มีอาการอักเสบจนบวมผิดรูป  มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านกีฬาต่อสู้อย่างกีฬายิวยิตสู  หรือยูโด  ซึ่งเป็นกีฬาที่ใบหูต้องเสียดสีกับพื้นบ่อยครั้ง

 

 

 

อึนฮเยออกมาจากศูนย์ซ่อม  แล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปยังย่านที่พักอาศัยของแรงงานต่างชาติในย่านว็อนกก  ที่นั่นเหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่ง

พนักงานเรียกลูกค้าชาวจีนออกมาเรียกลูกค้าถึงกลางถนน   กลุ่มชาวโชซ็อน [24]ที่กำลังดื่มเหล้าพูดขึ้นเสียงใส่กันเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่  ส่วนกลุ่มชาวอินเดียกำลังเปิดเพลงอินเดียเต้นรำกัน

อึนฮเยเดินจ้ำอ้าว  พยายามทิ้งระยะห่างจากชายคนนั้น

หลังจากใช้กระจกมองหลังของรถยนต์ที่จอดอยู่ยืนยันว่าชายคนนั้นมองมาที่เธอจริงๆ  เธอก็เดินเข้าไปซ่อนตัวในซอยแคบๆ

ซอยแคบไม่ถึงหนึ่งเมตร  แถมยังเต็มไปด้วยราวตากผ้ากับจักรยานที่จอดทิ้งไว้  ทำให้แทบไม่เหลือที่ให้เดิน

อึนฮเยมั่นใจว่าอีกไม่นานชายคนนั้นจะต้องมาปรากฏตัวในซอยนี้

 

งานตรวจตราย่านที่พักอาศัยของแรงงานชาวต่างชาติเป็นงานที่ตำรวจมักหลีกเลี่ยง

คย็องมินถูกโยกย้ายจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีอาชญากรรม  ไปเป็นทำหน้าที่สายตรวจ[25]ประจำสถานีตำรวจย่อย[26]ว็อนกกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ขณะกำลังออกตรวจตราพื้นที่อย่างไม่เต็มใจ  เพราะถูกหัวหน้าสถานรบเร้าให้ออกมา

เขาเดินผ่านกลุ่มคนที่ดูเหมือนกำลังมีปากเสียงกันเล็กน้อย  โดยแสร้งทำเป็นไม่เห็น  ตามที่เพื่อนสิบตำรวจตรีแนะนำ  แม้พวกนักเลงทำท่าหาเรื่องก็ให้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน  ให้ยิ้มอย่างเดียว

ขณะที่คย็องมินกำลังเดินทอดน่อง  เคี้ยวโดนัตเกลียว[27]แบบจีนกรวบๆ  อยู่ในซอย  ชายน่าสงสัยคนหนึ่งก็เดินผ่านหน้าเขาไป

ชายคนนั้นสวมนาฬิกาหรูที่ดูไม่เข้ากับผมสั้นเกรียนจนแทบเห็นหนังศีรษะ

และใบหูดอกกะหล่ำของเขาดึงดูดสายตาของคย็องมินยิ่งกว่าสิ่งใด

นักเลงส่วนใหญ่ในละแวกนี้ชกต่อยกันมั่วๆ  ต่อสู้กันแบบที่ใครมีพละกำลังเหนือกว่าก็เป็นฝ่ายชนะไป  ไม่เคยเห็นมีใคร

 

 

 

ข่มคู่ต่อสู้ด้วยเทคนิคจากศิลปะการต่อสู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างถูกต้องเลย

ล่าสุดได้ยินว่าพวกแก๊งอาชญากรหลั่งไหลเข้ามาในประเทศเกาหลีกันเยอะ จะเป็นพวกนั้นรึเปล่านะ

คย็องมินไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็น  จึงตัดสินใจเดินตามหลังชายคนนั้นไป

ชายที่อยู่ตรงใจกลางถนนสายหลากวัฒนธรรม  เดินเลี้ยวหักมุมเข้าไปยังตรอกด้านขวามือ

คย็องมินแอบอยู่ตรงตู้บริจาคเสื้อผ้าเก่าบริเวณต้นซอย  แล้วจับตามองความเคลื่อนไหวของชายน่าสงสัย

ชายคนนั้นยืนหันรีหันขวางอยู่แถวกลางซอย  ราวกับไล่ตามใครมาแล้วคลาดกัน

ไม่นานนัก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งก็ตกลงมาจากอากาศ  แล้วเกาะหัวไหล่ของชายคนนั้นไว้

คย็องมินตกใจจนทำถุงขนมโดนัตเกลียวที่ถืออยู่ในมือตกลงพื้น

ผู้หญิงคนนั้นคงหลบอยู่บนระเบียงชั้นสอง  เพื่อรอชายคนนี้อยู่

มีคนนำชั้นเหล็กมาวางทิ้งไว้ตรงข้างระเบียง  ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายไล่ตามมาคงเหยียบชั้นเหล็กแทนบันไดขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง

ผู้หญิงใช้แขนรัดต้นคอของชายคนนั้นขณะยังเกาะอยู่บนตัวของเขา

เขาจะทำอย่างไรดี…

ระหว่างที่คย็องมินกำลังครุ่นคิด  ใบหน้าของชายคนนั้นบวมแดงเหมือนกำลังเจ็บปวด

ชายคนนั้นไม่ยอมถูกเล่นงานฝ่ายเดียว  เขากำแขนของผู้หญิงเต็มแรง  เมื่อแรงบีบมหาศาลกดเข้าไปในเนื้อ ผู้หญิงก็ทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด  ผู้ชายไม่พลาดจังหวะที่ผู้หญิงผ่อนการโจมตี  เขาใช้จับแขนของผู้หญิงเอาไว้แล้วงอตัวลง  จากนั้นก็ทุ่มผู้หญิงลงพื้น

 

 

 

ผู้หญิงปกป้องร่างกายด้วยการห่อไหล่แล้วม้วนตัวลงอย่างรวดเร็ว  หลังจากหมุนตัวบนพื้นหนึ่งรอบ  ผู้หญิงก็ลุกขึ้นยืน  สูดหายใจลึกและแรง  ก่อนจะตะโกนออกมาว่า

“แกเป็นใคร! ”

ผู้ชายเลื่อนมือไปจับที่เอวโดยไม่พูดตอบ

คย็องมินเห็นวัตถุคล้ายโลหะเงาวับอยู่บนเอวของผู้ชาย  เขาไม่มีเวลายืนยันให้แน่ใจว่านั่นคือวัตถุอะไร

คย็องมินหยิบนกหวีดออกมาเป่า ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด

ผู้ชายตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของตำรวจ  จึงผลักผู้หญิงออกไปอย่างแรงแล้วหนีหายไปทางท้ายซอย

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

คย็องมินเอ่ยถามขณะเข้าไปใกล้ผู้หญิงที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยดินและเหงื่อ

“เขาหนีไปแล้ว คุณมาขัดจังหวะทำไม”

ผู้หญิงเริ่มวิ่งไปทางท้ายซอยที่ผู้ชายหายลับไป  เหลือทิ้งไว้เพียงคำพูดแสดงความไม่พอใจที่ตำรวจช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากวิกฤต

 

อึนฮเยวิ่งตามชายคนนั้นพักใหญ่

เรื่องวิ่งเป็นเรื่องที่อึนฮเยมั่นใจกว่าใครๆ  ชายคนนั้นจะต้องเหนื่อยก่อนเธอแน่  ถึงตอนนั้นเธอค่อยจับตัวเขาไว้

ชายคนนั้นวิ่งเข้าไปในย่านว็อนกกที่คดเคี้ยวดุจเขาวงกตอย่างคุ้นเคย  เขาขัดขวางการไล่ตามโดยการจับถังน้ำมันสำหรับทำอาหารของร้านอาหารที่ตั้งซ้อนกันอยู่ในซอยโยนใส่อึนฮเยบ้าง  และดันรถเข็นมาขวางทางบ้าง  แต่อึนฮเยก็ยังคงไล่ตามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เมื่ออึนฮเยวิ่งตามนานเข้า  การเคลื่อนไหวของชายคนนั้นก็เริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดตาม  ที่อึนฮเยคาดการณ์ไว้

ชายคนนั้นวิ่งออกจากซอยออกไปยังถนนใหญ่  ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับอึนฮเย

 

 

 

เพราะบนถนนใหญ่ไร้สิ่งบดบังทัศนวิสัยและไร้สิ่งกีดขวางการไล่ตาม

พออึนฮเยออกมาจากซอย  ก็พบชายคนนั้นกำลังยืนอยู่ที่ริมถนนด้วยอาการเหนื่อยหอบ

แล้วจู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้าชายคนนั้น

อึนฮเยไม่ได้คาดการณ์ว่าเขาจะมีคนมาช่วย  จึงวิ่งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี  เธอต้องจับชายคนนี้ไว้ให้ได้ก่อนที่เขาจะขึ้นรถหนีไป

เธอเข้าใกล้จนมือแตะท้ายรถได้แล้ว  แต่รถคันที่รับชายคนนั้นขึ้นไปได้ขับหายไป  เหลือไว้เพียงกลุ่มควันหนาราวกับเยาะเย้ยเธอ

อึนฮเยมองรถคันนั้นแล่นไกลออกไปด้วยสีหน้าหมดหวัง

รถเบนซ์สีดำติดฟิล์มดำ น่าจะเป็นคันเดียวกับที่เธอเห็นในลานจอดรถของโบสถ์

ชายน่ากลัวคนนั้นวนเวียนอยู่รอบตัวอึนชงมาตลอดรึเปล่านะ

อึนฮเยรู้สึกร้อนใจ  ต้องรีบไปหาอึนชง

อึนฮเยหวังว่ารถที่ขับหายไปคันนั้นจะไม่ได้ขับไปหาอึนชง  เธอรีบเรียกแท็กซี่

 

อาคารของศูนย์สวัสดิการฯ เป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่มาก  แต่การตามหาอึนชงไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อเข้าไปภายในอาคารของศูนย์สวัสดิการฯ  อึนฮเยก็ได้ยินเสียงไซโลโฟนที่ดังอย่างไร้ความใสกังวาล  เพราะเป็นการตีอย่างแข็งกระด้าง  ไม่สนทั้งจังหวะและท่วงทำนอง   เมื่ออึนฮเยเดินไปตามเสียง  ก็พบกับห้องดนตรีบำบัดตามที่คาดไว้  อึนฮเยมองเห็นอึนชงกำลังตีไซโลโฟนด้วยใบหน้าที่เฉยเมย และเห็นแม่กำลังจ้องมองอึนชงอยู่ด้านในห้องกระจก

อึนฮเยเปิดประตูเข้าไปด้านใน

“อ้าว อึนฮเย”

“แม่! เป็นอะไรกันรึเปล่า”

“อะไรเหรอ”

 

 

 

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า แล้วอึนชงล่ะ”

“ทำไมอยู่ดีๆ ก็ถามอะไรแปลกๆ ”

“วันนี้เห็นรถเบนซ์สีดำไหม”

“รถเบนซ์เหรอ หมายถึงรถของบาทหลวงรึเปล่า ทำไมเหรอ”

“รถของบาทหลวงเหรอ รถคนนั้นติดฟิล์มดำด้วยรึเปล่า ดำสนิทแบบมองไม่เห็นด้านในเลยน่ะ”

“แม่จำไม่ได้ขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ ตอนนี้อึนชงกำลังเรียนอยู่”

แม่ตอบด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญ

จู่ๆ เสียงโลหะกระทบกันก็ดังอื้ออึงรอบหูของอึนฮเย

แต๊ง แต๊ง แต๊ง แต๊ง

อึนชงที่ตีไซโลโฟนตามครูสั่งอย่างเบื่อหน่ายเมื่อครู่ กลับตีอย่างรุนแรงขึ้นมากระทันหัน

ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่อึนชง

อึนชงลุกขึ้นเดินมาที่อึนฮเย  และผลักอึนฮเยเต็มแรงก่อนจะออกไปด้านนอก

อึนฮเยสามารถอ่านใจจากพฤติกรรมของน้องได้

ผมเกลียดพี่  ไปให้พ้นเลย

“อึนฮเย  ลูกกลับไปก่อนดีกว่า  เอาไว้เราค่อยเจอกันตอนที่อึนชงอาการดีขึ้นเถอะนะ”

สีหน้าของแม่ที่กำลังพูดความรู้สึกแทนอึนชง ดูเยือกเย็น

 

อึนฮเยกลับมาบ้านก่อนเพียงลำพัง  และเริ่มเก็บสัมภาระทันที  เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่น่ากลับมาที่บ้านเลย

เธอไม่น่ากลับมาที่บ้านหลังนี้อีก  ไม่สิ  เธอไม่ควรดูวิดีโอนั่นตั้งแต่แรก

 

หน้า 67

 

วิ้งๆ

เสียงมอเตอร์ทำงานดัง  ได้ขับไล่ความรู้สึกซับซ้อนในหัวของเธอออกไป

นั่นเป็นเสียงมอเตอร์ตู้เย็น  อึนฮเยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ  ราวกับกำลังฟังเสียงที่เธอไม่ควรจะได้ยิน

แม่บอกว่าซ่อมแล้วนี่  เมื่อวานนี้มีช่างซ่อมมาที่บ้านจริงๆ หรือ

อึนฮเยค้นสมุดเก็บนามบัตรในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งของแม่

เพราะความละเอียดรอบคอบของแม่  ที่แบ่งประเภทนามบัตรไว้อย่างเป็นระเบียบ  เช่น  ประกัน  การซ่อมแซม  โบสถ์  เพื่อนร่วมรุ่น  ทำให้อึนฮเยหานามบัตรของช่างซ่อมตู้เย็นเจอไม่ยาก  อึนฮเยกดตัวเลขที่เขียนอยู่บนนามบัตรลงบนแป้นของโทรศัพท์ทีละตัวอย่างใจเย็น

“สวัสดีครับ จาง แชจิน ตัวแทนบริการหลังการขายจากบริษัทซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ครับ”

“จากบ้านที่ขอให้เข้ามาช่วยซ่อมตู้เย็นรุ่นซีเพลเมื่อวานนะคะ”

“บ้านอึนชงเหรอ  โอ้!  ขอโทษด้วยครับ  ผมต้องเข้าไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  แต่พอดีเมื่อวานงานเยอะมาก  คนที่ซ่อมรุ่นนั้นได้มีแค่ผมคนเดียวน่ะครับ”

“…..”

อึนฮเยตัดสายก่อนที่จะช่างซ่อมจะพูดขอโทษจบ

ช่างซ่อมไม่ได้เข้ามาที่บ้าน

เห็นได้ชัดว่ามีกลิ่นบุหรี่ในบ้านที่ไม่มีคนอยู่  แล้วฟิกเกอร์ก็ถูกเปลี่ยนตำแหน่ง  แถมแก้วที่ไม่เคยใช้กลับวางตั้งอยู่บนอ่างล้างจาน  อึนฮเยวางกระเป๋าลงทันที

เธอไม่อาจกลับกรุงโซลได้จนกว่าจะแน่ใจว่าอึนชงกับแม่ปลอดภัย

 

อึนฮเยออกมานอกบ้าน  เหลียวมองไปรอบๆ

 

หน้า 68

 

เธอต้องค้นหาสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่ามีคนบุกรุกเข้ามาที่บ้านจริงๆ  เช่น  กล้องวงจรปิดส่วนบุคคล  หรือกล้องหน้ารถยนต์

ชาวบ้านละแวกนี้ไม่ได้มีฐานะดีขนาดสามารถจ่ายเงินติดกล้องวงจรปิดได้  รถจอดต่อแถวกันอยู่ในช่องจอดรถยาวเหยียด  หัวแถวของรถที่จอดอยู่ไม่ได้หันไปด้านบ้านของอึนฮเย  แต่หันไปทางท้ายซอย

ใบหน้าที่คุ้นเคยผ่านเข้ามาในสายตาของอึนฮเย  รูปร่างผอมสูง  ทำให้ภาพรวมดูเป็นคนผอมแห้ง  แต่ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายอยู่เสมอ

เขาคือพัก ซูโฮ

พัก ซูโฮ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของอึนฮเยตั้งแต่สมัยประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย  เขานั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงินในร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่หน้าบ้านของอึนฮเย  และสวมเสื้อกั๊กสีม่วงสำหรับพนักงาน

อึนฮเยมองกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่นอกร้าน  กล้องหันไปทางด้านหน้า  ซึ่งเป็นทิศของบ้านอึนฮเยพอดี

 

เสียงกระดิ่งดังกังวานทันทีที่อึนฮเยเปิดประตูเข้าไปในร้าน

เสียงนั้นทำให้ซูโฮที่กำลังก้มหน้าอยู่กับหนังสือการ์ตูน เอ่ยทักทายเหมือนเครื่องจักร

“เชิญครับ”

อึนฮเยเลือกช็อกโกแลตหนึ่งแท่ง  แล้ววางลงบนเคาน์เตอร์  เมื่อซูโฮละสายตาจากหนังสือเพื่อจะยิงบาร์โค้ด  เขาก็จำเธอได้ทันที

“คัง อึนฮเย! ”

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

“นั่นน่ะสิ  กี่ปีแล้วเนี่ย  ดีใจที่ได้เจอกันอีก”

แต่สีหน้าของซูโฮต่างกับคำพูด  เพราะดูไม่ค่อยดีใจสักเท่าไร

ระหว่างทั้งคู่มีความทรงจำที่น่าอึดอัดมากกว่าความทรงจำที่ดี

[1] โรคลมหลับ หรือ ภาวะง่วงเกิน (Narcolepsy) เป็นความผิดปกติทางสมองที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วงซึมตลอดเวลา

[2] การออกเสียงที่เกิดจากการสั่นของเส้นเสียง

[3] การออกเสียงที่เกิดจากการปิดกั้นริมฝีปากแล้วดันลมออกมา

[4] เพลง My way ของ Frank Sinatra

[5] พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) ความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

สามารถรับรู้ สังเกต จดจำ และวิเคราะห์ได้

[6] ตัวเอกจากวรรณกรรมเรื่องกระต่ายน้อยปีเตอร์ หรือ เรื่องเล่าของปีเตอร์ แรบบิท (The Tale of Peter Rabbit) ประพันธ์โดยบีทริกซ์ พอตเตอร์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1902

[7] Trench Coat เสื้อโค้ตสำหรับใส่กันฝน

[8] ซุปเปอร์ฮีโร่ในมาร์เวลคอมิกส์  มีชื่อจริงว่าชัลลา (T’Challa)  ส่วนชื่อแบล็กแพนเทอร์ (Black Panther) เป็นชื่อตำแหน่งกษัตริย์และผู้พิทักษ์แห่งประเทศวาคานดา (Wakanda)

[9] ศึกษากระบวนการเกิดความรู้และความเข้าใจของมนุษย์

[10] รถยนต์สำหรับตั้งแคมป์  คล้ายรถบ้านเคลื่อนที่

[11] คาเฟ่ (Cafe) เป็นบริการชุมชนทางอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง

[12] การเข้ารหัสข้อมูล ผู้ที่มีกุญแจถอดรหัสข้อมูลเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใจความหมายของข้อความได้

[13] เว็บท่า (Web Portal) ยอดนิยมของประเทศเกาหลี

[14] หลักสูตรหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีและเทคนิคด้านการรักษาความปลอดภัย

[15] กลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ ที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพล อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนของประเทศ

[16] การดูแลความสะอาดและตัดแต่งขนเพื่อความสวยงาม

[17] เครื่องส่งสัญญาณแบบไร้สาย เพื่อแจ้งคิวแก่ลูกค้า

[18] ภาวะที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของพัฒนาการหลายๆด้าน  เช่น  การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  และการสื่อสาร   และมีพฤติกรรมทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ

[19] หมากรุกของเกาหลีซึ่งรับมาจากประเทศจีน และมีวิธีเล่นคล้ายกัน ตัวหมากเขียนด้วยอักษรจีน

[20] โมเดลของตัวละครจากการ์ตูน ภาพยนต์ และเกม ที่มีชื่อเสียง  เป็นของสะสมอย่างหนึ่ง

[21] ทีมซุปเปอร์ฮีโร่ในมาร์เวลคอมิกส์

[22] ซุปเปอร์ฮีโร่ในมาร์เวลคอมิกส์ เป็น CEO ของบริษัทผลิตอาวุธ  มีชุดสูทล้ำสมัยเป็นอาวุธหลัก

[23] หูดอกกะหล่ำ เชื่อว่าเป็นลักษณะใบหูของคนที่เก่งด้านการต่อสู้ แต่ความจริงเกิดจากการบาดเจ็บซ้ำๆ หรือการเสียดสีของใบหูจนมีเลือดหรือของเหลวไปคั่งบริเวณกระดูกอ่อนจนเกิดการอักเสบ มักพบในนักกีฬาสายต่อสู้ที่รุนแรง เช่น มวย ยิวยิตสู  มวยปล้ำ เป็นต้น

[24] ชาวเกาหลีที่อพยพไปอยู่ที่ประเทศจีนตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20

[25] งานตรวจตราความเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรภายในพื้นที่รับผิดชอบ  เป็นงานของนายตำรวจยศสิบตำรวจตรี

[26] สถานีตำรวจขนาดเล็ก ให้บริการประชาชนตามหมู่บ้านหรือย่านชุมชนขนาดเล็ก  กำกับดูแลโดยสถานีตำรวจประจำเมืองหรือประจำเขตที่มีขนาดใหญ่กว่า

[27] ขนมที่นวดแป้งให้เรียวยาวแล้วบิดเป็นสองเกลียว ทอดในน้ำมัน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า