[ทดลองอ่าน] สิ่งที่คนอื่นบอกเราไม่สำคัญเท่าเราบอกตัวเอง ง่วง

 

ง่วง

เจ้าของเพจ บันทึกนึกขี้นได้

ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 5 เเสนคน

————————————————————-

ถ้าการมีชีวิตอยู่ คือการหยิบเอาของที่สำคัญใส่กระเป๋าเป้สะพายไปด้วย

ในกระเป๋าใบนั้น จะมีอะไรอยู่บ้าง

ใช่สิ่งที่มันสำคัญกับการเดินไปข้างหน้าของวันนี้จริงๆ หรือเปล่า

หรือเป็นสิ่งที่หยิบมาใส่ตั้งแต่ตอนไหนก็จำไม่ได้

แต่ไม่กล้าที่จะหยิบมันออกมาทิ้งสักที

รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้มีประโยชน์ที่จะแบกกันต่อไป

แต่ก็เสียดาย ใจชอบคิดไปเองว่า เผื่อวันหน้าจะได้มีโอกาสใช้มัน

เคยสังเกตตัวเองไหม

ที่รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตมันหนักหนาสาหัส

เพราะข้างในเราแบกอะไรกันอยู่

ลองเปิดกระเป๋าใบนั้นดู

เอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมาวาง

แล้วค่อยๆ เลือกว่าอะไรจะเก็บ อะไรจะทิ้ง

————————————————————-

 

สารบัญ

6 สิ่งที่อยากมี

ไม่คาดหวัง ก็ไม่น่าจะผิดหวัง

สิ่งที่ไม่ต้องรีบทำก็ได้ ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่

ก่อนช่วงอายุ 20 ปีจะผ่านไป อะไรคือสิ่งที่เราควรรู้บ้าง

ความฝันในใจ ที่เข้าใกล้ไม่ได้สักที

ไม่เลือกสักอย่าง คือ การเลือกอย่างหนึ่ง

ไม่มีใครไม่เคยถูกปฏิเสธ

สิ่งที่นึกขึ้นได้เมื่อทำงานมาแล้ว 10 ปี (ฉบับมนุษย์เงินเดือน)

ความเข้าใจที่ไม่มากพอ

เราต่างเป็นตัวร้าย(ในเรื่องเล่าของใครสักคน)

ความคิดที่ต้องจบด้วยตัวเอง

ยังชอบตัวเองอยู่ไหม ในวันที่ไม่มีใครชอบเราเลย

ถ้าไม่มีเราที่นั่น จะยังมีเราที่นี่ไหม

ในความเหงา ไม่ได้มีเราอยู่คนเดียว

อยู่คนเดียว ก็โอเคนะ

ถึง : ตัวเองในวันที่ไม่มีความสุข

20 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่

ไม่มีใครมีหน้าที่ทำให้เรามีความสุข

สิ่งที่ต้องเตรียมใจเมื่อต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน

ไปต่อ..หรือรอต่อไปดี

สิ่งที่หล่นหายเมื่อใครสักคนเดินจากไป

เหตุผลของการจากไป และเหตุจูงใจของการคงอยู่

ส่วนประกอบหลักของความทรงจำ

ในเมื่อลืมไม่ได้ แล้วจะจำกันต่อไปอย่างไรดี

เวลาเราถามอะไรใคร เรามักมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

คำถามที่ท้าทายคำตอบ

การเดินทางที่ไม่เคยมีใครกลับมาเล่าอะไรให้ฟัง

ช่างเก็บ

 

————————————————————-

 

คำนำสำนักพิมพ์

 

จะมีบางอย่างที่เกิดขึ้น หรือบางคนทำให้ตั้งคำถามกับตัวเอง

มีคำตอบบ้าง บางครั้งก็ไม่มี

และหลายครั้งที่อาจไม่มีคำตอบในตอนนี้

แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบคำตอบในอนาคต

 

หนังสือบางเล่มก็ทำหน้าที่นั้น

บันทึกนึกขึ้นได้และคิดถึงตอนนั้นเหมือนกันนะ

ผลงานของง่วง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเพจบันทึกนึกขึ้นได้

เคยพาตั้งคำถามทั้งกับตัวเอง คนอื่น รวมถึงความเป็นไปรอบตัว

 

และตอนนี้สิ่งที่คนอื่นบอกเราไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เราบอกตัวเอง เล่มนี้

จะพาคุณไปทบทวนชีวิต ความฝัน ความทรงจำ

และอีกหลายเรื่องราวทั้งที่จบลงไปแล้ว และที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

 

ไม่แน่ว่าอาจจบแล้วคุณอาจลองถามใครสักคน

หรือไม่ก็อยากชวนคนข้างๆมาร่วมหาคำตอบไปด้วยกัน

– Springbooks

 

————————————————————-

 

6 สิ่งที่อยากมี

นี่น่าจะเป็น 6 สิ่งที่เราอยากมี

 

1.ความสุข

หมดไปอีกวันที่เราไม่แน่ใจว่าเรามีความสุขหรือเปล่า

ทำงาน กิน เที่ยว

อยู่กับเพื่อน ทั้งวันทำหลายอย่างแทบไม่มีเวลาว่าง

แต่ในใจยังรู้สึกว่างเปล่า

นี่เรามีความสุขอยู่ใช่ไหท

จริงๆ แล้วข้างในเป็นอย่างไร

ใครบอกเราได้ที

 

2. เวลา

ในวันที่ทุกอย่างเร่งเร้าเข้ามา

เราอยากมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงต่อวัน

เพื่อให้อย่างน้อยหลังเลิกงาน

เรามีเวลาอยู่กับครอบครัว คนรัก

อยู่กับตัวเอง

ทำสิ่งที่ไม่ต้องมีใครจ้างเราให้ทำ

3.ใครสักคน

เรามีคนมากมายรายล้อม

ที่ทำงาน ที่ห้องเรียน ที่บ้าน

แต่บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่มีใครสักคนที่เข้าใจเรา

เรื่องอึดอัดในใจ เรื่องข้างในที่มี

เราอยากมีใครสักคนมายึดเหนี่ยวจิตใจ

อยากมีใครสักคนที่มานั่งข้างๆ

รับฟังเรา แต่ไม่ต้องเข้าใจเราก็ได้

4.เงิน

ไม่จริงหรอกที่บอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้

ที่ดิ้นรนกันอยู่ทุกวันนี้

ก็เพราะเราต้องการเงินมาสร้างความสุข

สุขที่คิดว่าไม่ต้องใช้เงิน

แต่ทุกอย่างที่ได้มา และสูญเสียไป

เราพยายามหายใจต่อเพื่อจะเอามันไปสร้างความสุข

ไม่รู้ว่าสุขจริงหรือสุขปลอม

แต่ที่แน่ๆ ทุกอย่างต้องใช้เงิน

5.สติ

ไม่ว่าชีวิตจะดี จะร้าย

เราจะร้องไห้จนหายใจไม่ออก

หรือหัวเราะจนกรามแข็ง

เจอเรื่องที่หาทางออกไม่เจอ

เจอหนทางที่ข้างหน้ามีแต่สิ่งดีๆ รออยู่

 

เรามักขอให้ตัวเองมีสติ

ใช้ชีวิต ณ ตอนนี้ให้สมบูรณ์แบบ

แบบที่มันควรจะเป็นแค่ในวินาทีนี้

 

ถึงจะไม่มีเวลา

ไม่มีใครสักคน

ไม่มีเงิน

ไม่มีความสุข

 

แต่ถ้าเรายังรู้ตัวว่า ณ ขณะนี้เราเป็นใคร

กำลังทำอะไร

เพื่ออะไร

 

เราว่าทุกสิ่งที่ขาด

เราสามารถหามันมา

ตามกำลังที่ชีวิตนี้จะไขว่คว้ามาได้

 

การรู้ตัวว่าเราไม่ได้ขาด

นั่นอาจทำให้เรารู้อีกอย่างหนึ่งว่า

จริงๆ แล้วเราไม่ต้องมี

ไม่คาดหวัง ก็ไม่น่าจะผิดหวัง

 

ใครบ้างไม่เคยคาดหวังกับอะไรเลย

คำถามนี้ตอบยาก

โดยเฉพาะถ้าเราถามตัวเอง

 

ยอมรับแบบไม่เขินอาย

ผมเองก็เป็นนักคาดหวังตัวยง

ชอบคิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้จะเป็นตามอย่างที่เราคิด

 

แล้วพอมันไม่ใช่

ก็เราเองอีกนั่นแหละ

ที่จะมาคอยตีโพยตีพาย

เสียใจ หงุดหงิด นั่งเศร้าเป็นวันๆ

 

เรียกว่า วนอยู่ในวงจรแห่งความคาดหวัง

โดยที่ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงเลย

 

ผมลองถามตัวเอง ว่าในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

เราคาดหวังกับอะไรบ้างที่มันเป็นสิ่งที่คอยกีดขวางเราไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า

ถามเพื่อให้รู้ ไม่ใช่เพื่อที่จะไม่ต้องไปคาดหวังกับมัน

เพื่อที่สุดท้าย เราจะได้มีสติ ว่าสิ่งที่กำลังอยู่กับมันตรงนี้

มันคือความคาดหวัง ไม่ใช่ความจริง

 

 

1.อย่าคาดหวังว่าใครสักคนจะทำให้ความเจ็บปวดที่มีหายไปได้

 

เคยมีใครสักคนหายไปจากชีวิต

แบบที่หายไปเงียบๆ ไม่บอกกล่าว

ไม่ให้เราตั้งตัว ไม่ให้คำตอบ ไม่ให้ตั้งคำถาม

ว่าทำไมถึงหายไป ถึงจากไป

เป็นความสัมพันธ์ที่ยุติลงแบบที่ไม่มีใครกล่าวปิด

 

ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้นี่แหละที่ทำให้เราคิดมาก

แล้วยังทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลงด้วย

จริงๆ แล้ว เราคาดหวังที่จะให้ใครคนนั้นเป็นฝ่ายบอกยุติความสัมพันธ์ครั้งนี้

 

บอกกันสักหน่อย ไม่ใช่หายกันไปเลย

แต่รู้อะไรไหม

เหตุผลหลักๆ ของคนที่หายไป

ส่วนใหญ่แล้ว เขาเองก็ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนให้กับตัวเอง

ซึ่งถ้าเขาบอกกับเราว่าจะหยุดความสัมพันธ์นี้

เราเองก็อาจมีคำถามอีกมากมาย ว่าทำไม เพราะอะไร

ที่เขาคนนั้นอาจไม่ได้มีคำตอบที่ดีให้เรา

 

บางทีมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะต้องเป็นคนกล่าวคำลา

เพราะสุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ของวันนี้เปลี่ยนไปอยู่ดี

 

เข้าใจว่า ยังมีความรู้สึกค้างคา มีความเจ็บปวดอยู่

แต่อย่าให้แค่คำว่า อยากรู้ว่าทำไม อยากให้เขาพูดออกมา

ทำให้เราเดินหน้าต่อไปไม่ไหว

 

อย่าคาดหวังว่าใครคนนั้นจะทำให้ความเจ็บปวดที่มีหายไปได้

เราต่างหากที่ต้องยุติความรู้สึกนี้ลงด้วยตัวเอง

 

บางทีการมูฟออนคือการซื่อสัตย์กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้

แล้วเรียนรู้ที่จะยอมรับ แล้วก็เดินหน้าต่อไป

แต่อย่าลืมว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมูฟออน

ถ้ายังแอบกลับไปเยี่ยมชมอดีตอยู่บ่อยๆ

 

การกลับไปหาอดีตที่เราเองยังไม่ยุติความสัมพันธ์ในใจนั้นลง

มีแต่จะทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้น

 

ใจดีกับตัวเองบ้าง

เลิกคาดหวังว่าเขาจะกลับมาบอกเหตุผลทั้งหมดที่จบไป

แล้วจบความรู้สึกกับตัวเอง

พร้อมเริ่มต้นใหม่หน้าถัดไป สู่บทใหม่ของชีวิต

 

 

2.อย่าคาดหวังคำขอโทษจากคนอื่น

 

เคยอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนทำให้เสียใจ

แต่เขาไม่เคยเอ่ยคำขอโทษออกมา

 

ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวไหม

หรือรู้ตัว แต่ไม่ได้สนใจ

 

นั่นทำให้หลายครั้งผมไม่พอใจ

ว่าทำไม ถึงไม่รู้จักขอโทษกันบ้าง

 

เป็นเรื่องน่าหงุดหงิด

การที่ถูกใครสักคนทำร้าย

ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ

แล้วอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนั้นกระทบใครอีกคน

 

พอมาลองคิดดูอีกที

มันก็หลายปีแล้ว

ที่ผมเสียเวลานั่งรอคำขอโทษจากใครสักคน

โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้รับมันมา

 

นอกจากเรียนรู้ที่จะเลิกคาดหวังในคำขอโทษจากคนอื่นแล้ว

เราควรจะเรียนรู้ที่จะขอโทษตัวเอง

ที่ทำพลาด ทำอะไรหรือทำให้ใครในชีวิตพัง

แล้วก็ยกโทษให้ตัวเองด้วย

เพื่อที่จะทำให้เรารู้สึกตัว ว่าเราเองก็ควรปรับปรุงข้อผิดพลาดด้วยเหมือนกัน

 

 

3.อย่าคาดหวังว่าจะมีใครเข้าใจเรา

 

เวลาเราเล่าความฝันให้ใครฟัง

หรืออยากบอกสิ่งที่เราคิด ที่เราเป็นให้อีกฝ่ายเข้าใจ

 

มันน่าผิดหวัง ถ้าอีกคนจะไม่ได้รู้สึกอะไรตามไปด้วย

 

แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่กำลังนั่งฟังเรื่องราวของเราอยู่

บางทีเราเองต่างหากที่อาจยังสื่อสารออกไปไม่ชัดเจนพอ

ที่เราเล่าออกไป เราต้องการอะไรจากเขา

 

ทางที่ดี อธิบายให้ชัดเจน ว่าสิ่งที่เราเป็น เราคิด มันคืออะไร

ถ้ามั่นใจว่าสื่อสารได้ครบถ้วนแล้ว ยังไม่มีใครเข้าใจอีก

ก็เข้าใจซะว่า เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว

ซึ่งจะมีคนเข้าใจหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรอีกต่อไป

 

รู้แค่ว่าเรากำลังจะทำอะไร

ไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีใครมาเข้าใจ

เพราะถ้าเราแน่วแน่กับสิ่งนั้น

สักวันจะมีคนเห็นเอง

 

 

4.อย่าคาดหวังที่จะได้รับคุณค่าจากคนอื่น

 

 

การทำทุกอย่างเพื่อให้ถูกยอมรับ มันเหนื่อย

 

ยิ่งเป็นการถูกยอมรับจากคนอื่นด้วยแล้ว

อัตราการสูญเสียความมั่นใจ ยิ่งมีมากขึ้น

 

เราอยากได้กระเป๋าใบนี้ เพราะถ้ามี คนต้องชอบ ต้องชมเราแน่

ถ้าเราใส่เสื้อตัวนี้ เราจะสวยมาก เราจะมั่นใจ

แล้วคนอื่นก็จะยอมรับว่า สไตล์การแต่งตัวของเรามันดี

 

นี่แค่ยกตัวอย่าง ซึ่งยังมีอีกหลายอย่างที่เราพยายามทำ

เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนอื่น

 

บางอย่างที่ไม่ได้อยากทำ ไม่ได้อยากมี

แต่ถ้าทำ ถ้ามี จะมีคนสนใจ

 

ฟังดูตื้นเขิน แต่ครั้งหนึ่งก็เคยทำ

 

อย่าคาดหวังที่จะได้รับคุณค่าจากคนอื่น

เพราะถ้าเริ่มคาดคิด ก็เตรียมล้มเหลวได้เลย

 

ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน

เราก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้

แล้วถ้ายังไม่เข้าใจความจริงข้อนี้

เราก็จะเหนื่อยในแบบที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

 

ก่อนที่จะให้คนอื่นยอมรับคุณค่าในตัวเรา

เราเองก็ต้องยอมรับการเป็นตัวเราให้ได้ก่อน

เพราะว่าถ้าเราโอเคกับการเป็นตัวเองเมื่อไหร่

 

จะมีคนให้ค่าเราไหม

ถึงตอนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องสนใจอีกต่อไป

 

อีกอย่าง

ไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีคนเชื่อในตัวเราไหม

อย่าเสียเวลาที่จะทำให้ทุกคนมาเชื่อในสิ่งเรากำลังทำ

แต่ค่อยๆ ใช้เวลาในการทำในสิ่งเล็กๆ ที่เราเชื่อ

วันละนิด วันละหน่อย

เชื่อในความรู้สึกลึกๆ ว่า มันใช่สำหรับเรา

แล้วตั้งใจทำมันให้เต็มที่

 

คนที่เชื่อมั่นในตัวเอง

ไม่ว่าเขาจะทำอะไร

จะมีคนเชื่อในสิ่งนั้นเสมอ

 

มันไม่ใช่การเย้อหยิ่งในสิ่งที่มีที่เป็น

แต่มันเป็นการเข้าใจ และมั่นใจในสิ่งที่กำลังลงมือทำอยู่

 

ไม่คาดหวัง เราก็ไม่น่าจะผิดหวัง

ผมใช้คำว่า “น่าจะ”

 

เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่า

จะมีสักกี่คนที่จะทำมันได้

 

แต่ก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก

ว่าไม่ต้องทำให้ได้ก็ได้

 

แต่ขอให้รู้ตัวอยู่ตลอดว่า

ณ เวลานี้ เราคาดหวังกับอะไรไปแล้วบ้าง

อะไรที่ควรหวังต่อ

และอะไรที่ควรล้มเลิกและฝากความหวังไว้ที่มันเสียที

 

 

 

 

************

สิ่งที่ไม่ต้องรีบทำก็ได้ ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่

 

คนส่วนใหญ่มักมองความช้าในแง่ลบ

ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ไม่งั้นไม่ทันกิน ไม่ทันคนอื่น

 

นั่นทำให้เรามองความช้าเป็นความพ่ายแพ้

บางครั้งเรามองคนที่เข้าเส้นชัยทีหลังคนอื่นคือคนน่าสงสาร

แล้วบางครั้งเราก็กดดันตัวเองว่าทำไมเราถึงวิ่งไม่ทันคนอื่นเขาสักที

 

กลายเป็นว่า เราต่างเสพติดความเร็ว

อินเทอร์เน็ตก็ต้องเร็ว ส่งไลน์ไปหาใครก็อยากให้เขารีบตอบ

สั่งของก็อยากให้รีบส่ง งานก็ต้องรีบทำ

มีที่เที่ยวเปิดใหม่ก็ต้องรีบไป กินก็ต้องรีบกิน

 

ทุกอย่างดูเร่งรีบ ฉาบฉวย

จนบางทีเราก็หัวเสียกับคนที่ตอบข้อความช้าไปไม่กี่นาที

โวยวายกับคนที่ส่งของให้ช้าไปวันสองวัน

รู้สึกเบื่อกับหนังที่ไม่ได้สนุกตั้งแต่เริ่มเรื่อง

แต่ถ้าทนดูต่อไปอาจจะเป็นหนังที่เปลี่ยนอะไรในใจเราได้

 

แต่ความช้าก็มีเสน่ห์ของมัน

 

พอได้ค่อยๆ คิด เราก็จะมีสติ รอบคอบขึ้น

มีเวลาที่จะทบทวนว่าที่จริงแล้วควรจะทำอย่างไร

ควรจะรู้สึกแบบไหน ควรจะตอบกลับไปไหม

และควรจะทำในสิ่งที่รักไปในทิศทางไหน

 

เลยไม่แน่ใจว่าที่เราไม่ชอบความช้า

เพราะเราคิดว่า ถ้าเดินช้าลง นั่นจะทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายรึเปล่า

หรือเราคิดว่า ถ้าทำในสิ่งที่เราต้องการอย่างช้าๆ แล้ว

นั่นจะทำให้ความหมายของมันหายไปด้วยรึเปล่า

แล้วเคยคิดไหมว่า พอเราช้ากว่าคนอื่น

นั่นหมายความว่าเราเป็นไอขี้แพ้ด้วยรึเปล่า

 

ผมคิดว่าไม่นะ

เพราะเมื่อไหร่ที่เราเริ่มช้า นั่นหมายความว่าเราเริ่มที่จะระวัง

ยิ่งถ้าเป็นเส้นทางใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย

เราควรนับและจับจังหวะสิ่งที่กำลังจะลงมือทำ

เพื่อความมั่นใจทุกย่างก้าว

มากกว่าการวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปในสนาม

ซึ่งอาจจะวิ่งเร็วกว่าคนอื่น แต่สุดท้ายก็สะดุดล้ม

จนคนที่เดินตามมาแอบหัวเราะเมื่อเดินผ่านไป

 

แล้วอะไรบ้างที่เราไม่ต้องรีบทำมันมากไปก็ได้
ค่อยๆ เริ่มไปกับมัน ไม่พร้อมก็พัก ยังมีเวลาอีกสำหรับเรื่องนี้
บางอย่างมันไม่ต้องรีบเกินไปก็ได้

 

 

อย่าเพิ่งรีบไว้ใจใคร

 

การไว้ใจใครสักคนต้องใช้เวลา

ยิ่งกับใครสักคนที่จะเป็นคนสำคัญในชีวิตแล้ว

ยิ่งต้องดูกันนานๆ

 

มันเรื่องยากที่เราจะเชื่อใจหรือไว้ใจใครสักคนตั้งแต่วันแรกที่พบกัน

คุณอาจเชื่อในรักแรกพบ เชื่อในสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง

แต่ก็อย่าลืมว่า เพราะความเชื่อแบบนั้น ทำให้เราผิดหวังกับใครมาบ้างแล้ว

 

การที่เขาดูเข้าใจเราไปเสียหมด

การที่เขาชอบอะไรเหมือนเรา มีอารมณ์ขันในแบบที่เราถูกจริต

พูดจาดูน่าเชื่อถือ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเชื่อทุกอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้

 

เชื่อตัวเองในบางครั้งยังยากเลย

ทำไมเราถึงรีบที่จะเชื่อใจใครสักคนที่ยังไม่มีอะไรพิสูจน์ได้เลยว่า

คำพูด การกระทำทั้งที่เห็นตอนนี้ และยังไม่มีโอกาสได้เห็นเมื่อลับหลัง

จะเป็นเครื่องการันตีว่า เขานั้นจริงใจกับเราจริงๆ

 

 

ความไว้ใจ

เมื่อเกิดขึ้นกับใครสักคนแล้ว จะทำให้เรามีความสุขกับช่วงเวลานั้นๆ

ทำให้เราสะดวกใจที่จะเปิดเผยความเป็นไปในชีวิตให้เขารับรู้

ในขณะที่อีกฝั่งก็เข้าใจ เห็นคุณค่า และอยู่เคียงข้างเรา

ไม่ว่าระยะทางที่แท้จริงเราจะยื่นห่างไกลกันมากสักแค่ไหน

 

แต่ก็เจ็บกันไปเท่าไหร่แล้วกับการไว้ใจผิดคน

เจ็บกันไปเท่าไหร่แล้วกับการรีบรับปาก รับใครสักคนเข้ามาในชีวิต

 

ไม่ต้องรีบรับใครอีกคนเข้ามา

ไม่ต้องรีบวางใจ ว่าเขาคือคนที่เอาใจไปฝากไว้ได้

 

ทุกอย่างต้องใช้เวลา

แม้กระทั่งการทดสอบความจริงใจจากใครสักคน

 

 

 

อย่าเพิ่งรีบตัดสินกัน

 

เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไหร่

ถ้าเราจะตัดสินใครสักคนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

 

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าภาพที่เห็นกันตรงหน้า

แสดงความเป็นตัวเขาได้ทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ตัวเขา ณ ช่วงเวลานั้น

 

เมื่อได้รู้จักใครสักคน

แล้วพอมีอีกคนมาถามเราว่า คนนั้นเป็นคนยังไง

ก็เป็นเรื่องยากที่จะตอบ

เพราะถ้าจะเอาสิบนาที หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งวันที่เพิ่งได้รู้จักกัน

มาบอกว่าเขาคนนั้นเป็นคนยังไง

 

บางทีอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น

เพื่อที่จะตัดสินได้ว่า จริงๆ แล้วเขาเป็นคนแบบไหน

มากกว่าสิ่งที่เราเห็น

 

ซึ่งก็น่าจะมีคนถามอีกว่า

แล้วต้องนานแค่ไหนถึงจะตัดสินกันได้

แต่ถ้ามีคนมาถามเราตอนนี้ถึงเขา จะตอบไปอย่างไร

 

ถ้าเรายังไม่รู้

ก็ตอบไปว่าไม่รู้ก็ได้

 

มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า ที่จะต้องบอกว่าใครเป็นคนยังไง

ดีหรือไม่ดี ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้จักกันจริงๆ

 

ถ้ามีใครสักคนไปถามคนที่เพิ่งมาคุยกับเราได้แค่ไม่กี่นาทีว่า เราเป็นคนยังไง

เราอยากให้เขาตอบไปแบบไหน

แล้วคิดว่าสิ่งที่เขาตอบกลับไป ใช่ตัวเราจริงๆ หรือเปล่า

 

หรือเป็นเราแค่เสี้ยวเดียวในสิบนาทีที่ได้ทำความรู้จัก

แล้วมันยุติธรรมกับเราไหม ถ้าเขารีบตัดสินเราตั้งแต่วินาทีแรกที่แวบเห็น

 

 

ไม่ต้องรีบกับทุกเรื่องในชีวิตก็ได้

เพราะบางอย่างก็ต้องใช้เวลาในการทำความรู้จัก

ในการให้ความหมาย ในการตัดสินใคร รวมถึงในการไว้ใจใครสักคน

การที่ค่อยๆ ทำสิ่งเหล่านี้

น่าจะทำให้ทุกๆ วันที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เราได้มีเวลาในการพิจารณาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ที่กำลังจะก่อตัว หรือที่กำลังจะลาจากไป

 

อะไรที่ควรรีบ ก็รีบเถอะ

แต่อะไรที่มันรอได้ อะไรที่ถ้าใช้เวลาไปกับมันแล้วคุ้มค่ากับการทำ

ก็ไม่ต้องไปรีบก็ได้นะ

 

 

 อ่านบทอื่นๆ ต่อได้ในหนังสือ  “สิ่งที่คนอื่นบอกเรา ไม่สำคัญเท่าเราบอกตัวเอง”

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น