fbpx

[ทดลองอ่าน] เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น ตราบชั่วเวลาของคำโกหก / เเพรวสำนักพิมพ์

この嘘がばれないうちに

เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น ตราบชั่วเวลาของคำโกหก

คาวางุจิ โทชิคาซึ เขียน

อภิวัฒน์ พวงไธสง เเปล

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

 

1

เพื่อนสนิท

 

ชิบะ โกทาโร่ มีคำโกหกที่ปกปิดลูกสาวมายาวนานถึงยี่สิบสองปี

 

ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี [1] นักประพันธ์ชาวรัสเซียกล่าวเอาไว้ว่า “เรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต คือการมีชีวิตโดยไม่โกหก”

ถึงจะบอกว่าเป็น “คำโกหก” แต่เป้าประสงค์ของมันก็ต่างกันออกไป คำโกหกเพื่อยกยอตน คำโกหกเพื่อหลอกลวงผู้อื่น หากมีคำโกหกที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวด เช่นนั้น ย่อมมีคำโกหกที่ช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม โดยมากแล้ว ผู้คนมักนึกเสียใจกับคำโกหกของตนในภายหลัง

โกทาโร่ก็เช่นเดียวกัน เขาเดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าร้านกาแฟที่ลือกันว่าย้อนกลับไปสู่อดีตได้มามากกว่าสามสิบนาทีแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงคำโกหกของตัวเองขึ้นมา ปากก็บ่นงึมงำพึมพำ

“ไม่ได้โกหกเพราะอยากโกหกซะหน่อย”

 

ร้านกาแฟซึ่งย้อนกลับไปในอดีตได้นั้น อยู่ห่างจากสถานีจินโบโจโดยใช้เวลาเดินไม่กี่นาที ในซอยลึกหลังตึกสำนักงานเรียงราย มีป้ายร้านขนาดเล็กเขียนกำกับ “ฟูนิคูลี ฟูนิคูลา”

เพราะร้านตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน หากไม่มีป้ายร้านติดอยู่ ก็คงไม่มีใครรู้ว่ามีร้านกาแฟอยู่ตรงนั้น

โกทาโร่เดินลงบันไดไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูร้านอยู่หลายหน ประตูไม้ประดับรูปสลักลึก ปากพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง ส่ายศีรษะน้อยๆ ก่อนหมุนตัวเดินกลับขึ้นบันได หยุดยืนนิ่งกลางทางพลางทำหน้าเครียด เดินกลับลงไปอีกครั้ง ขึ้นอีกที ทำเช่นนี้ ซ้ำไปซ้ำมา

 

“เข้าไปด้านในก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ค่ะ”

 

ฉับพลัน เสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง โกทาโร่ตกใจหันกลับไปมอง สายตาจ้องหญิงร่างเล็กที่ยืนอยู่ หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ และผ้ากันเปื้อนสำหรับซอมเมอลิเยร์ โกทาโร่รู้ได้ทันทีว่าเธอคือพนักงานของร้านกาแฟ

“อ๊ะ คือว่า…”

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

ขณะที่โกทาโร่ยังไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี หญิงสาวเดินอ้อมด้านข้างเขา ลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ก่อนเปิดประตูเข้าร้านไป เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงกระดิ่ง

ถึงเธอจะบอกให้เข้าไปข้างใน แต่ก็หาใช่การบังคับขู่เข็ญ คล้ายเป็นเพียงสายลมเย็นที่พัดผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังทิ้งความรู้สึกประหลาด คล้ายกับภายในใจถูกมองผ่านทะลุไว้ในตัวโกทาโร่ด้วย

เหตุผลที่โกทาโร่เอาแต่เดินขึ้นลงบันได ไม่กล้าเข้าไปนั้น เพราะเขาไม่มั่นใจว่าที่ร้านกาแฟแห่งนี้ จะย้อนกลับไปในอดีตได้จริงหรือไม่ หากข่าวลือที่ได้ยินมาจากเพื่อนเก่า เป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น เขาก็จะกลายเป็นลูกค้าน่าอายที่มาเพราะเชื่อคำลือ

แต่ต่อให้ย้อนกลับไปได้จริง เขาก็เคยได้ยินมาว่ามันมีกฎยุ่งยากอยู่มากมาย ที่ต้องปฏิบัติเพื่อย้อนกลับไปในอดีต หนึ่งในกฎข้อนั้นกล่าวไว้เช่นนี้

 

แม้จะย้อนกลับไปในอดีต แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ความเป็นจริงก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ครั้งแรกที่โกทาโร่ได้ยินกฎข้อนี้ เขาถึงกับต้องเอียงคอฉงนสงสัย

“แบบนั้น มันจะยังมีคนอยากกลับไปอดีตอยู่หรือไงกัน”

แต่ตอนนี้ โกทาโร่ก็มายืนอยู่หน้าร้านกาแฟที่ว่านั้นและคิดว่า “ต่อให้เป็นแบบนั้น ก็อยากย้อนกลับไป”

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็ไม่มีทางรู้เด็ดขาดว่าโกทาโร่กำลังลังเลเรื่องอะไร เช่นนั้น คำที่เธอกล่าวเมื่อครู่ก็ควรจะเป็น “คุณลูกค้า ต้องการมาใช้บริการของร้านเหรอคะ” ไม่ใช่หรือ

            แต่เธอกลับกล่าวว่า “เข้าไปด้านในก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ค่ะ”

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เธอหมายความเช่นนี้

“ย้อนกลับไปในอดีตได้จริงค่ะ แต่เข้าไปด้านในก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ค่ะ”

 

ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้ว่าโกทาโร่มาที่ร้านนี้เพื่อย้อนกลับไปในอดีต แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นของเธอ เขาก็มองเห็นความหวังอันริบหรี่ โกทาโร่ตัดสินใจแน่วแน่

รู้ตัวอีกที มือของเขาก็ยื่นไปหาลูกบิดประตูทางเข้าร้านกาแฟ แล้วดึงมันเปิดออกอย่างแรง

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

โกทาโร่ก้าวเท้าเข้าไปในร้านกาแฟซึ่งว่ากันว่าย้อนกลับไปในอดีตได้

 

***

 

ชิบะ โกทาโร่ อายุห้าสิบเอ็ดปี อาจเป็นเพราะเขาสังกัดชมรมรักบี้ ทั้งในช่วงชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย ทำให้ร่างกายของเขาบึกบึนใหญ่โต จนถึงกับต้องใส่สูทไซต์สามเอ็กซ์แอล อาศัยอยู่กับลูกสองคนลูกสาวชื่อฮารุกะ ซึ่งปีนี้ เธอจะมีอายุครบยี่สิบสามปีบริบูรณ์ โกทาโร่บอกลูกสาวเสมอว่า “แม่ของลูกน่ะ ป่วยตายไปตอนที่ลูกยังเล็ก” โกทาโร่เป็นเจ้าของร้านอาหารเล็กๆ ชื่อ “คามิยะ โชคุโด[2]” ในเขตฮาจิโอจิ เมืองโตเกียว มีฮารุกะคอยช่วยงานร้าน

เมื่อผ่านประตูไม้ใหญ่สูงกว่าสองเมตรเข้าไปในร้านกาแฟ ยังไม่เจอตัวร้าน แต่จะพบทางเดินกว้างไม่ได้ปูพื้น ด้านหน้าคือห้องน้ำ ด้านขวาตรงกลางมองเห็นทางเข้าเชื่อมไปสู่ตัวร้าน

 

เมื่อเข้าไปในร้าน โกทาโร่สบตากับหญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์

“คะซุจัง ลูกค้าจ้ะ” หญิงคนนั้นเอ่ยเรียกไปทางห้องด้านในทันที

ภายในร้านมีเด็กชาย ดูคลับคล้ายจะอยู่ชั้นประถม นั่งอยู่ข้างหญิงคนดังกล่าว และมีหญิงสวมเดรสแขนสั้นสีขาว นั่งอยู่ที่มุมในสุดของร้าน หญิงผิวขาวซีดจาง นั่งอ่านนิยายเงียบเฉียบไร้สุ้มเสียง

“พนักงานร้านเพิ่งกลับมาจากซื้อวัตถุดิบทำอาหารน่ะ นั่งรอก่อนนะ”

ถึงแม้จะเพิ่งเคยพบกันครั้งแรก แต่หญิงคนนั้นกลับชวนโกทาโร่พูดคุยอย่างสนิทสนม คงจะเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ โกทาโร่ค้อมหัวเล็กน้อย ตอบรับคำเชิญ “ขอบคุณครับ” ถึงจะรู้สึกสะกิดใจกับสายตาที่จ้องมองมาราวกับจะบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องของร้านนี้แล้วละก็ ถามฉันได้ทุกรูขุมขน ของหญิงคนนั้น แต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะซึ่งใกล้กับทางเข้าที่สุด แล้วกวาดสายตามองภายในร้าน

นาฬิกาติดผนังโบราณ สูงจากพื้นจรดเพดาน คานไม้แบบธรรมชาติพาดผ่านกัน พัดลมไม้ติดเพดานขนาดใหญ่หมุนวนเชื่องช้า กำแพงดินสีคินาโกะ[3]ขุ่นและคราบเปื้อนกาลเวลาเนิ่นนานที่ผ่านผัน กระจายอยู่ทั่วทั้งผืนกำแพง เพราะเป็นชั้นใต้ดิน จึงไม่มีหน้าต่าง ภายในร้านมืดสลัว มีเพียงแสงส่องของโคมที่ห้อยลงมาจากเพดาน ย้อมภายในร้านให้เป็นสีซีเปีย

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

หญิงสาวซึ่งเอ่ยทักโกทาโร่ที่หน้าร้านเดินออกมาจากห้องด้านใน วางแก้วน้ำลงตรงหน้าของโกทาโร่

ชื่อของเธอคือ โทคิตะ คะซุ ผมบ็อบยาวถึงไหล่ ถูกมัดไว้ที่ด้านหลัง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกด้วยโบหูกระต่ายสีดำ สวมเสื้อกั๊กและคล้องผ้ากันเปื้อนสำหรับซอมเมอลิเยร์ คะซุ คือพนักงานเสิร์ฟหญิงของร้าน ฟูนิคูลี ฟูนิคูลา

คะซุผิวขาว ดวงตาเรียวยาว ใบหน้าสะสวย แต่กลับไร้สิ่งใดให้จดจำ หากเพียงแค่หลับตาลง ครั้งเดียวเท่านั้น รูปหน้าจะหายวับ ใช้เวลาสักพักกว่าจะนึกออกว่าเธอเป็นเจ้าของใบหน้าแบบไหน เรียกกันสั้นง่าย จืดจางไม่เข้มข้น ปีนี้เธอมีอายุครบยี่สิบเก้าปี

“อ๊ะ คือว่า คือที่นี่ แบบว่า…”

โกทาโร่พูดตะกุกตะกัก ไม่รู้ว่าควรจะเปิดประเด็นเรื่องการย้อนกลับไปในอดีตอย่างไร คะซุจ้องมองท่าทางของโกทาโร่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย หันหลังให้ ก่อนถาม

“วันเวลาที่คุณอยากกลับไป คือตอนไหนคะ”

เสียงปุดๆ บางเบาของกาแฟจากเครื่องชงกาแฟไซฟ่อน ล่องลอยออกมาจากในครัว

 

พนักงานเสิร์ฟหญิงคนนี้ มองเห็นข้างในหัวใจเราทะลุปรุโปร่งจริงๆ ด้วย…

 

            กลิ่นกรุ่นกาแฟหอมบาง ทำให้โกทาโร่นึกย้อนความทรงจำใน “วันนั้น” ขึ้นมาได้อย่างชัดเจน

 

***

 

คามิยะ ชูอิจิและโกทาโร่กลับมาพบกันอีกครั้งที่หน้าร้านกาแฟแห่งนี้ หลังจากไม่ได้พบกันมานานเจ็ดปี ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทีมในชมรมรักบี้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ตอนนั้น บริษัทของคนรู้จักที่โกทาโร่เป็นผู้ค้ำประกันร่วมเกิดล้มละลาย ทำให้ทรัพย์สินและบ้านของเขาสูญหายไปกับการถูกยึด สุดท้ายก็หมดตัว กลายเป็นคนไร้บ้าน ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน สวมเสื้อผ้าสกปรก ร่างกายส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งรุนแรง กระนั้น ในตอนที่ได้พบกับโกทาโร่ ชูอิจิกลับไม่ทำสีหน้ารังเกียจแม้แต่นิดเดียว เขาเพียงแค่ดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างบังเอิญเท่านั้น

ชูอิจิชวนโกทาโร่มาที่ร้านกาแฟแห่งนี้ หลังจากฟังโกทาโร่บรรยายชีวิตจบ ชูอิจิเอ่ยชวน

“งั้น นายก็มาทำงานที่ร้านของฉันสิ”

หลังจบมหาวิทยาลัย ฝีมือของชูอิจิเข้าขั้น พรสวรรค์ได้รับการยอมรับ เข้าสังกัดสมาชิกทีมรักบี้โอซาก้า แต่ผ่านไปยังไม่ถึงปี เขากลับได้รับบาดเจ็บจนลงเล่นไม่ได้อีก หลังจากนั้น เขาเข้าทำงานที่แฟรนไชส์ร้านอาหารตะวันตก

ชูอิจิมองโลกในแง่ดีมาตลอด เขามองว่าอาการบาดเจ็บของตนนั้นเป็นโอกาส ทำงานหนักกว่าคนทั่วไปสองถึงสามเท่า ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการพื้นที่ ดูแลร้านสาขาถึงเจ็ดร้าน แต่หลังจากแต่งงาน เขาก็ลาออกมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ กับภรรยา เห็นบอกว่าตอนนี้เป็นช่วงขาขึ้น กำลังขาดคนช่วยงานอยู่พอดี

“ถ้านายมา จะช่วยฉันได้เยอะเลย”

โกทาโร่เหนื่อยล้าเต็มทนกับชีวิตอับจนแร้นแค้น สูญสิ้นแม้กระทั่งความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ หลั่งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจพลางพยักหน้าน้อยๆ

“เอาละ! งั้นก็ไปกันเถอะ!”

ชูอิจิลุกพรวดจากที่นั่งดังครืด ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางกล่าว

“เดี๋ยวฉันจะให้นายดูหน้าลูกสาว”

“ลูกสาวเหรอ” โกทาโร่เบิกตาโพลง ถามกลับ เพราะโกทาโร่ยังไม่ได้แต่งงาน ทำให้เขาตกใจไม่น้อยที่ได้ยินว่าชูอิจิมีลูก

“ใช่ เพิ่งเกิดใหม่ๆ เลย น่ารักเชียวละ”

คงเพราะชูอิจิดีใจกับปฏิกิริยาตอบรับของโกทาโร่ เขาหยิบใบออร์เดอร์ขึ้นมา สาวเท้าว่องไวไปทางเครื่องคิดเงิน

“มาสเตอร์ คิดเงินด้วยครับ”

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเครื่องคิดเงิน คือชายวัยราวๆ มัธยมปลาย ร่างกายสูงใหญ่ มหึมาเกือบสองเมตร ตาเรียวเล็ก ใบหน้าขาดไร้อัธยาศัย

“เจ็ดร้อยหกสิบเยนครับ”

“นี่ครับ”

ทั้งโกทาโร่และชูอิจิเป็นนักกีฬารักบี้ ทั้งสองเป็นเจ้าของร่างกายใหญ่โต แต่เมื่อเห็นชายที่มีร่างกายใหญ่กว่า ทั้งคู่คงกำลังคิดว่า นี่คือร่างกายที่เกิดมาเพื่อเล่นรักบี้ชัดๆ อยู่เป็นแน่ พวกเขามองหน้ากันหัวเราะคิกคัก

“เงินทอนครับ”

ชูอิจิรับเงินทอนมาจากชายคนนั้น ออกเดินตรงไปยังทางออก

 

ก่อนที่โกทาโร่จะกลายมาเป็นคนไร้บ้าน เขาเคยได้รับสืบทอดบริษัทซึ่งมีผลประกอบการต่อปีกว่าหนึ่งร้อยล้านเยนมาจากพ่อ เรียกได้ว่าเคยใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ามามากทีเดียว

โกทาโร่เคยเป็นคนตั้งใจ ขยันทำงาน แต่เงินนั้นทำให้เขาเปลี่ยนไป เขาเหลิงใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เคยคิดแม้แต่ว่า มีเงินซะอย่าง จะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อบริษัทของคนรู้จักที่เขาเป็นผู้ค้ำประกันร่วมล้มละลาย จึงทำให้เขามีหนี้มากมายที่ต้องชำระ สุดท้าย บริษัทของเขาเองก็ล้มละลายลงไปด้วย

พอโกทาโร่ไม่เหลือเงิน คนรอบตัวที่เคยคบหาติดตามเขามาก็หนีหน้าหายไป ไม่ต่างกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แม้แต่พวกพ้องที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพื่อน ก็ประกาศกร้าวต่อหน้าว่า หากไร้เงิน โกทาโร่ก็ไร้ค่า ก่อนหายไปจากชีวิตเขา

 

กระนั้น ชูอิจิก็ไม่ทอดทิ้งโกทาโร่ที่สูญเสียทุกอย่าง

คนที่จะยื่นมือช่วยเหลือคนที่ลำบากโดยไม่หวังอะไรตอบแทนนั้นมีไม่มาก คามิยะ ชูอิจิ คือคนแบบนั้น โกทาโร่จ้องมองแผ่นหลังของชูอิจิที่ก้าวไปยังทางออกพลางระลึกไว้ในใจ บุญคุณนี้ฉันจะต้องตอบแทนนายให้ได้ ก่อนเดินตามชูอิจิออกไป

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

***

 

“นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อนครับ”

ชิบะ โกทาโร่เอื้อมมือออกไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ตรงหน้า ยกขึ้นดื่ม ผ่อนลมหายใจเบาๆ ดัง “ฟู่” สำหรับคนอายุห้าสิบแล้ว โกทาโร่ยังถือว่าดูหนุ่ม แต่ศีรษะเริ่มมีผมขาวให้ได้เห็น โดดเด่นขึ้นมาบ้าง

“หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจทำงานที่ร้านของชูอิจิ หวังว่าจะจดจำงานให้ได้เร็วขึ้นแค่วันเดียวก็ยังดี แต่หลังจากนั้นหนึ่งปี ทั้งชูอิจิและภรรยาของเขา กลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต…”

ทั้งที่เรื่องก็ผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอาการช็อกจากเหตุการณ์นั้นยังคงไม่หายไป คำพูดของโกทาโร่ขาดห้วง ดวงตาของเขาแดงก่ำ ในตอนนั้นเอง

 

ซู้ดดดดด

 

เด็กชายที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ใช้หลอดดูดน้ำส้มเสียงดังเพื่อจะดูดดื่มให้หมดจนหยดสุดท้าย

“แล้วเป็นยังไงต่อคะ” คะซุถามโดยไม่หยุดมือที่ทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จริงจังขนาดไหน อากัปกิริยาท่าทางของเธอก็ไม่เปลี่ยนไป มันคงจะเป็นจุดยืน เป็นวิธีทิ้งระยะห่างกับผู้คนของคะซุ

“…หลังจากนั้น ผมก็เลี้ยงดูลูกสาวของเขา”

โกทาโร่ก้มหน้า พูดเสริมราวกับว่ากำลังพูดอยู่คนเดียว เขายืนขึ้นช้าๆ

“ขอร้องละครับ ช่วยพาผมกลับไปวันนั้น ช่วยพาผมกลับไปวันนั้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อนที” เขาร้องขอ ค้อมโค้งร่างกายใหญ่โตลงต่ำ

 

ที่นี่ คือร้านกาแฟ ฟูนิคูลี ฟูนิคูลา เคยโด่งดังจากเรื่องเล่าขานตำนานเมือง “ร้านกาแฟที่ย้อนกลับไปในอดีตได้” เมื่อหลายสิบปีก่อน

หากกล่าวถึงตำนานเมือง โดยมากแล้ว มันมักจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ว่ากันว่าที่ร้านกาแฟแห่งนี้ ย้อนกลับไปในอดีตได้จริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหญิงสาวที่ย้อนกลับไปพบกับชายคนรัก เรื่องของพี่สาวที่ย้อนกลับไปพบกับน้องสาวที่ตายจาก และเรื่องของภรรยาที่ย้อนกลับไปพบกับสามี ก่อนที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทั้งหมดยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

แต่การจะย้อนกลับไปในอดีตได้นั้น มีกฎยุ่งยากอยู่…มีกฎที่ยุ่งยากอยู่มากเหลือเกิน

 

ก่อนอื่น ก็กฎข้อแรก แม้จะย้อนกลับไปในอดีต หากคนที่อยากพบไม่เคยมาเยือนร้านกาแฟแห่งนี้ ก็จะไม่ได้พบ  ในกรณีคนที่อยากพบ ไม่เคยมาเยือนร้านกาแฟแห่งนี้มาก่อน ต่อให้กลับไปในอดีตได้ ก็จะไม่ได้พบกับคนคนนั้น หรือจะพูดอีกอย่างคือ ต่อให้คนจากทั่วประเทศ มารวมตัวกันเพราะอยากย้อนกลับไปในอดีต ลูกค้าที่มาเกือบทั้งหมด ก็จะเสียเวลาเปล่า

 

กฎข้อที่สอง แม้จะย้อนกลับไปในอดีต แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ความเป็นจริงก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

พอได้ยินกฎข้อนี้ ลูกค้าเกือบทั้งหมดที่ได้ยินข่าวลือแล้วพากันมาที่ร้านกาแฟแห่งนี้ ก็ต้องผิดหวังกลับไป เพราะโดยปกติแล้ว คนที่ “อยากย้อนกลับไปในอดีต” คือคนที่ต้องการแก้ไขการกระทำในอดีต พอได้ยินว่าความเป็นจริงจะไม่เปลี่ยนแปลง ก็แทบไม่มีใครอยากย้อนกลับไปแล้ว

 

กฎข้อที่สาม ที่นั่งซึ่งย้อนกลับไปในอดีตได้ จะมีคนนั่งอยู่ก่อนเสมอ และจะนั่งที่นั่งนั้นได้ เพียงแค่ตอนที่เธอลุกออกไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น

ถึงจะรู้ว่าลูกค้าคนนี้จะไปเข้าห้องน้ำวันละครั้ง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอจะไปตอนไหน

 

กฎข้อที่สี่ แม้จะย้อนกลับไปในอดีต ก็ลุกจากที่นั่งไม่ได้

หากลุกจากที่นั่ง จะถูกดึงตัวกลับมายังปัจจุบันทันที เพราะเป็นแบบนั้น ต่อให้ย้อนอดีตกลับไปได้ ก็ออกจากร้านกาแฟแห่งนี้ไปข้างนอกไม่ได้

 

กฎข้อที่ห้า จะย้อนกลับไปในอดีตได้ ก็แค่เฉพาะช่วงเวลา หลังจากที่กาแฟถูกรินจนเต็มถ้วยและยังอุ่นอยู่ ซ้ำร้าย ใช่ว่าใครจะเป็นคนรินกาแฟก็ได้ ปัจจุบัน มีเพียง โทคิตะ คะซุ เท่านั้น ที่รินกาแฟได้แล้วพาย้อนกลับไปในอดีต

 

แต่ถึงแม้จะมีกฎยุ่งวุ่นวายเพียงนี้ ก็ยังมีลูกค้าที่ได้ยินข่าวลือและบอกว่า “อยากย้อนกลับไปในอดีต”

โกทาโร่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

***

 

“ไม่ทราบว่าต้องการกลับไปทำอะไรในอดีตเหรอคะ”

หญิงคนที่บอกให้โกทาโร่นั่งรอก่อนตอนเข้าร้านมาเอ่ยถาม

เธอมีชื่อว่า คิจิมะ เคียวโกะ แม่บ้านวัยสี่สิบต้นๆ ลูกค้าประจำร้านกาแฟแห่งนี้ เธอเพียงบังเอิญมาที่ร้านนี้ในเวลานี้พอดี เธอจ้องโกทาโร่ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นอย่างเปิดเผย คงเป็นเพราะเธอเพิ่งเคยเห็นลูกค้าที่อยากย้อนเวลากลับไปในอดีตจริงๆ เป็นครั้งแรก

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ แต่ไม่ทราบว่าอายุเท่าไหร่เหรอคะ”

“ห้าสิบเอ็ดครับ” โกทาโร่ตอบ แต่เขาคงกำลังเข้าใจผิดคิดว่า “เรากำลังถูกตำหนิว่าโตจนป่านนี้แล้ว ยังจะมาพูดว่าอยากย้อนกลับไปในอดีตอยู่อีกเหรอ” เขาจึงเอาแต่ก้มหน้า เพ่งพินิจหลังมือที่กุมอยู่บนโต๊ะนิ่ง

“…ขอโทษนะคะ ชื่อว่าคุณอะไรนะคะ คุณชูอิจิใช่มั้ย เขาจะไม่ตกใจเอาเหรอคะ ที่อยู่ๆ คุณที่แก่ไปตั้งยี่สิบสองปีก็ไปโผล่ตรงหน้าโดยที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“คะซุจังก็คิดเหมือนกันใช่มั้ย” เมื่อเห็นโกทาโร่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เคียวโกะลนลานหันไปขอความเห็นคะซุที่ยืนอยู่ในเคาน์เตอร์

“นั่นสินะคะ” คะซุตอบ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ตอบเพราะเห็นด้วยกับเคียวโกะ

 

“แม่ครับ เดี๋ยวกาแฟก็เย็นหมดหรอก”

เด็กชายที่ดื่มน้ำส้มหมดแล้วพึมพำ ชื่อของเขาคือ คิจิมะ โยซุเกะ ลูกชายของเคียวโกะ โยซุเกะกำลังจะขึ้นชั้นประถมสี่ในฤดูใบไม้ผลินี้ เด็กชายผมยาวปานกลาง ใบหน้าเกรียมแดด สวมชุดเครื่องแบบ MEITOKU FC พิมพ์เลขเก้าที่กลางหลัง โยซุเกะเป็นนักกีฬาฟุตบอลนั่นเอง

กาแฟที่โยซุเกะพูดถึง คือกาแฟในถุงกระดาษสำหรับนำกลับบ้าน วางอยู่ข้างๆ เคียวโกะ

“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงซะ คุณยายก็เป็นคนลิ้นแมว[4]อยู่แล้ว”

พอพูดจบ เคียวโกะขยับหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของลูกชาย ก่อนกระซิบบอก “รออีกเดี๋ยวเดียวนะ” แล้วเหลือบไปมองโกทาโร่ คาดหวังคำตอบจากเขา

            โกทาโร่เงยหน้าขึ้น ประหนึ่งปรับอารมณ์เสียใหม่ แล้วพึมพำเป็นคำตอบ

“ก็อาจจะเป็นอย่างที่คุณว่า”

“ใช่มั้ยล่ะ”

เคียวโกะตอบกลับไปด้วยใบหน้าพึงพอใจเมื่อได้ยินคำตอบของโกทาโร่ คะซุเทน้ำส้มเติมให้โยซุเกะพลางฟังบทสนทนาของทั้งสอง โยซุเกะค้อมศีรษะรับด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ถ้าย้อนกลับไปได้ ถ้าหากว่าย้อนกลับไปในอดีตได้จริงๆ ผมมีเรื่องที่อยากจะบอกชูอิจิ”

ถึงคนที่ถามจะเป็นเคียวโกะ แต่โกทาโร่ตอบคำถามนั้นกับคะซุ

เมื่อได้ยินคำตอบ คะซุออกจากเคาน์เตอร์มายืนอยู่ตรงหน้าโกทาโร่ด้วยสีหน้าที่ยังเรียบเฉย

บางครั้ง จะมีลูกค้าที่ได้ยินคำร่ำลือว่าย้อนกลับไปในอดีตได้ เดินทางมาที่ร้านเหมือนโกทาโร่ แต่ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร อากัปกิริยาของคะซุก็ไม่เปลี่ยน

“ทราบกฎดีใช่มั้ยคะ” คะซุถามสั้นๆ เพราะในหมู่บรรดาลูกค้าที่มาเยือน ก็มักจะมีคนที่ไม่รู้กฎอะไรเลยอยู่ด้วย

“ก็พอทราบมาบ้าง…” โกทาโร่ตอบกำกวม

“พอทราบมาบ้างเหรอคะ” เคียวโกะส่งเสียงถามอย่างตกใจ ในร้านมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่กำลังตื่นเต้น

คะซุชายตามองเคียวโกะ แต่ไม่ได้พูดอะไร คงเป็นเพราะเธอก็คิดว่าคำถามของเคียวโกะนั้นเข้าเป้าตรงประเด็น คะซุเพียงหันกลับมามองโกทาโร่เงียบๆ

“ได้ยินมาว่า…ถ้านั่งที่นั่งตัวหนึ่ง แล้วให้รินกาแฟให้ ก็จะย้อนกลับไปในอดีตได้” โกทาโร่ตอบอึกอักอย่างรู้สึกผิด คงเพราะประหม่าจนคอแห้ง เขายื่นมือออกไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ตรงหน้า

“คร่าวๆ ก็ประมาณนั้นค่ะ ไม่ทราบว่าได้ยินมาจากใครเหรอคะ”

คำถามของเคียวโกะตอกย้ำซ้ำเติมโกทาโร่

“ได้ยินมาจากชูอิจิครับ”

“ถ้าบอกว่าได้ยินมาจากคุณชูอิจิ…เอ๊ะ ก็หมายความว่าได้ยินมาเมื่อยี่สิบสองปีก่อนสินะคะ”

“ครับ ชูอิจิเล่าให้ฟังตอนที่เรามาที่ร้านนี้เป็นครั้งแรก ดูเหมือนหมอนั่นจะรู้เรื่องข่าวลือของร้านกาแฟนี้อยู่แต่แรกแล้ว”

“แบบนี้นี่เอง”

“เพราะงั้น ต่อให้ผมที่แก่ลง ปรากฏตัวต่อหน้าชูอิจิ เขาก็คงตกใจอยู่บ้าง แต่น่าจะไม่มีปัญหาอะไรครับ”

โกทาโร่ตอบคำถามของเคียวโกะที่เธอถามไว้ก่อนหน้า

“เอายังไงดีจ๊ะ คะซุจัง” เคียวโกะถาม ราวกับสิทธิ์ในการเดินทางกลับไปยังอดีตนั้นอยู่ที่พวกตน แต่คะซุยังคงปิดปากเงียบไม่ตอบอะไร

เธอเพียงแถลงแจ้งให้ทราบอย่างใจเย็น

“ต่อให้กลับไปในอดีต ต่อให้พยายามแค่ไหน ความเป็นจริงก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปนะคะ”

พูดอีกอย่างคือ เธอกำลังกล่าวเช่นนี้

 

คุณเปลี่ยนแปลงความตายของเพื่อนไม่ได้หรอกนะคะ

 

จนถึงตอนนี้ มีลูกค้ามากหลายที่เดินทางมาเยือนร้าน โดยมีจุดประสงค์ต้องการ “กลับไปในอดีตเพื่อรักษาชีวิตของใครสักคนเอาไว้” และทุกครั้ง คะซุก็จะอธิบายกฎนี้ให้พวกเขาฟัง

แน่นอนว่าคะซุเองก็รู้ซึ้งถึงความโศกเศร้าของการสูญเสียคนสำคัญ แต่ตราบใดที่มันเป็นกฎของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะมีเหตุผลประการใด กฎก็คือกฎ

            เมื่อได้ยินคำอธิบายของคะซุ โกทาโร่ไม่มีทีท่าสับสน เขาแค่ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา

“ทราบครับ”

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

เสียงกระดิ่งติดประตูของร้านกาแฟดังขึ้น เด็กหญิงคนหนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา เมื่อเห็นสาวน้อยคนนั้น คะซุเอ่ยทัก “กลับมาแล้วเหรอ” แทนคำว่ายินดีต้อนรับ

ชื่อของเด็กหญิงคือ โทคิตะ มิกิ ลูกสาวของโทคิตะ นางาเระ มาสเตอร์ร้านกาแฟแห่งนี้ มิกิสะพายกระเป๋านักเรียนประถมสีแดง[5]ด้วยท่าทางภาคภูมิใจพลางเอ่ยทักทาย ด้วยถ้อยแถลงแปลกแปร่งดังก้องไปทั่วทั้งร้าน

“อิฉันกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

“อุ๊ย มิกิจัง ไปได้กระเป๋านักเรียนมาจากไหนจ๊ะ”

คนที่เอ่ยถามคือเคียวโกะ

            “มีคนซื้อให้ค่ะ” มิกิยิ้มหน้าบาน ตอบพลางชี้นิ้วไปทางคะซุ

“แหม ดีจังเลยนะ”

เคียวโกะพูดพลางหันไปกระซิบ ถามคะซุเบาๆ

“แต่พิธีเปิดภาคเรียน มันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ”

ถึงจะถามแบบนั้น เธอก็ไม่ได้ตำหนิหรือล้อเลียนการกระทำของมิกิ แต่เพราะภาพของมิกิที่ดีใจเพราะมีคนซื้อกระเป๋าให้ อดใจรอให้ถึงวันเปิดภาคเรียนไม่ไหวจนต้องสะพายมันออกไปเดินรอบบ้าน ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้ม

“นั่นสินะคะ”

คะซุเห็นด้วย แต่ริมฝีปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม

 

“คุณยายคินุโยะสบายดีหรือเปล่าคะ”

ระดับเสียงของเด็กหญิงยังดังก้อง เธอต่อบทสนทนาด้วยเสียงกังวานไปทั่วร้าน

“สบายดีจ้ะ วันนี้ฉันก็มาเอาแซนด์วิชกับกาแฟของคุณพ่อมิกิจังไปให้เหมือนเดิม” เคียวโกะตอบพลางยกถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้น โยซุเกะที่นั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ดื่มน้ำส้มแก้วที่สองผ่านหลอดดังซู้ด ขณะยังหันหลังให้มิกิ

“กินแต่แซนด์วิชของพ่อทุกวัน คุณยายคินุโยะไม่เบื่อเหรอคะ”

“คุณยายบอกว่าชอบแซนด์วิชกับกาแฟที่คุณพ่อของมิกิทำมากจ้ะ”

“แต่หนูว่าแซนด์วิชของพ่อไม่ได้อร่อยอะไรขนาดนั้นสักหน่อย”

อาจเพราะมิกิยังคงพูดคุยด้วยเสียงดัง ทำให้บทสนทนานั้นได้ยินไปถึงในครัว

“เฮ้ๆ บอกว่าแซนด์วิชของใครไม่อร่อยน่ะ”

โทคิตะ นางาเระ ร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตรปรากฏตัวออกมาจากครัว

 

นางาเระ คือมาสเตอร์ร้านกาแฟแห่งนี้ และเป็นพ่อของมิกิ แม่ของมิกิ มีชื่อว่า โทคิตะ เค เธอมีสภาวะหัวใจอ่อนแอแต่กำเนิด เสียชีวิตไปเมื่อหกปีก่อนหลังให้กำเนิดมิกิ

มิกิไม่สนใจคำพูดของนางาเระ เธอกล่าวลาด้วยถ้อยแถลงแปร่งประหลาด

“อ๊ะ เห็นที อิฉันจะต้องจากลาเสียแล้ว” ค้อมหัวให้เคียวโกะ แล้ววิ่งเหยาะๆ หายเข้าไปยังห้องด้านใน

            “อิฉันงั้นเหรอ”

เคียวโกะหันไปมองนางาเระ ด้วยสายตาราวกับจะถามว่า ไปจำมาจากที่ไหนกัน

นางาเระเพียงเกาศีรษะเบาๆ พลางตอบกำกวม

“อะไรของเขากันนะ”

โยซุเกะชำเลืองมองบทสนทนาของทั้งสองด้วยหางตาพลางสะกิดท้องแขนของเคียวโกะ ส่งเสียงเรียกด้วยท่าทางเอือมระอาเล็กน้อย

“กลับกันได้แล้วแม่”

“จริงด้วย”

สงสัยคราวนี้เธอคงคิดได้ว่าถึงเวลาที่ต้องกลับแล้วจริงๆ เคียวโกะรีบร้อนลุกขึ้นจากที่นั่ง

“งั้นอิฉันก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน” เธอพูดเลียนแบบมิกิ ส่งถุงกระดาษให้โยซุเกะถือ วางค่าแซนด์วิช กาแฟ และน้ำส้มที่โยซุเกะดื่ม ลงบนเคาน์เตอร์โดยไม่มองใบออร์เดอร์ เธอจ่ายค่าน้ำส้มแก้วที่สองที่คะซุเติมให้โยซุเกะด้วย

“ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำส้มแก้วที่สองก็ได้ค่ะ”

            พอคะซุพูดจบ เธอเหลือเงินค่าน้ำส้มแก้วที่สองไว้บนเคาน์เตอร์ เริ่มกดปุ่มเครื่องคิดเงินเสียงดังต๊อกแต๊ก

“ไม่จ่ายไม่ได้หรอก”

“ฉันเป็นคนเติมให้เองค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องจ่ายค่ะ”

เคียวโกะตั้งใจที่จะไม่หยิบเงินซึ่งวางอยู่บนเคาน์เตอร์ แต่คะซุเก็บเงินค่าเครื่องดื่มและแซนด์วิชทั้งหมดโดยไม่รวมค่าน้ำส้มแก้วที่สองลงลิ้นชักเรียบร้อย แล้วยื่นใบเสร็จให้เคียวโกะ

“งะ…งั้นเหรอ”

เคียวโกะลังเลเล็กน้อย แต่คงเพราะเธอรู้ดีว่าหากเป็นแบบนี้แล้ว คะซุก็จะไม่มีทางรับเงินเด็ดขาด “งั้นขอโทษนะ” เธอพูดพลางหยิบเงินค่าน้ำส้มแก้วที่สองจากเคาน์เตอร์ “ขอบคุณจ้ะ” กล่าวขอบคุณแล้วเก็บเงินลงกระเป๋าสตางค์

“ฝากความคิดถึง ถึงครูคินุโยะด้วยนะคะ” คะซุเอ่ยพลางค้อมหัวให้เคียวโกะอย่างสุภาพ

คะซุเข้าเรียนชั้นเรียนวาดภาพที่คินุโยะสอน ตั้งแต่อายุได้เจ็ดขวบ และคินุโยะยังเป็นคนที่แนะนำให้คะซุเรียนต่อมหาวิทยาลัยศิลปะด้วย หลังจบการศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะ คะซุทำงานพิเศษเป็นครูสอนวาดภาพที่ห้องเรียนของคินุโยะ แต่เพราะคินุโยะเข้าโรงพยาบาล ปัจจุบัน คะซุจึงรับสอนทั้งหมด

“คะซุจัง ลำบากหน่อยนะ ต้องทำงานสองที่พร้อมกัน แต่อาทิตย์นี้ก็ขอฝากห้องเรียนสอนภาพวาดด้วยนะจ๊ะ”

“สบายมากค่ะ” คะซุตอบ

“ขอบคุณสำหรับเครื่องดื่มครับ” โยซุเกะกล่าวขอบคุณเมื่อคะซุพูดจบ ค้อมหัวให้เธอกับนางาเระที่ยืนอยู่ในเคาน์เตอร์ ก่อนเดินนำหน้าออกจากร้านไป

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

“งั้นฉันไปละนะ”

เคียวโกะโบกมือน้อยๆ ให้ทั้งสอง ก่อนเดินตามหลังโยซุเกะออกไป

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

ภายในร้านที่คึกคักจนถึงเมื่อครู่ เงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน

            ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ ไม่ได้เปิดเพลงคลอ เพราะแบบนั้น หากไม่มีใครพูดอะไร ภายในร้านจะเงียบขนาดได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษนิยายของสตรีในชุดเดรสสีขาว

“คุณคินุโยะเป็นไงบ้าง”

นางาเระที่เช็ดแก้วอยู่เอ่ยถามด้วยเสียงบางเบาราวกับพูดคนเดียว คะซุเพียงแค่ก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามนั้น

“งั้นเหรอ” นางาเระตอบเสียงแผ่ว ก่อนเดินหายเข้าไปในห้องด้านใน

 

ภายในร้านเหลือเพียงโกทาโร่ คะซุ และหญิงในชุดเดรสสีขาวเท่านั้น

“ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะ” คะซุเอ่ยถามสอบทานโกทาโร่ ขณะกำลังเก็บกวาดในเคาน์เตอร์เหมือนทุกครั้ง

สิ่งที่คะซุกำลังถาม คือเหตุผลของการย้อนกลับไปในอดีตของโกทาโร่

โกทาโร่เหลือบตามองคะซุ หลบตาทันที สูดหายใจลึกๆ เงียบๆ

“จริงๆ แล้ว…”

อาจเป็นไปได้ว่าโกทาโร่ตั้งใจที่จะไม่พูดถึงเหตุผลของการย้อนกลับไปในอดีต ตัวตนของบุคคลที่สามอย่างเคียวโกะอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลนั้นด้วย

            แต่ในตอนนี้ นอกจากสตรีในชุดเดรสสีขาวแล้ว ทั้งร้านก็ไม่เหลือใคร โกทาโร่เริ่มตอบคำถามของคะซุทีละน้อย

“ลูกสาว กำลังจะแต่งงานน่ะครับ”

“แต่งงานเหรอคะ”

“ใช่ครับ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ลูกสาวของชูอิจิครับ”

โกทาโร่พูดพึมพำออกมา

“ไหนๆ ก็จะแต่งงานทั้งที ผมก็อยากให้ลูกได้เห็นหน้าพ่อที่แท้จริง”

พอพูดจบ โกทาโร่หยิบกล้องดิจิทัลขนาดบางออกมาจากกระเป๋าในของเสื้อสูท

“คิดว่าถ้าได้ถ่ายข้อความอะไรจากชูอิจิมาสักอย่างก็คงจะดี…”

โกทาโร่กล่าว ดูเศร้าสร้อย อ่อนแออย่างบอกไม่ถูก

คะซุจ้องโกทาโร่เขม็ง

“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ” คะซุถามด้วยเสียงแผ่วเบา สิ่งที่เธอกำลังถามคือ จะทำอย่างไรต่อ หลังบอกให้ลูกสาวรู้ถึงตัวตนของพ่อที่แท้จริงแล้ว

โกทาโร่รู้สึกราวกับหัวใจของเขาถูกบีบกำ

คำโกหก อาจใช้ไม่ได้ผลกับพนักงานเสิร์ฟสาวคนนี้ก็ได้

            ราวกับเขามีคำตอบที่เตรียมเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว โกทาโร่เหม่อจ้องมองอากาศ

“หน้าที่ของผม ก็จบเพียงเท่านั้นครับ” แผ่วเบา เขาเอ่ยตอบ

 

***

 

ถึงแม้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชูอิจิและโกทาโร่จะอยู่ชมรมรักบี้เหมือนกัน แต่ครั้งแรกที่ทั้งสองรู้จักกัน ต้องย้อนกลับไปยังโรงเรียนสอนรักบี้ในช่วงชั้นประถม

ทั้งสองสังกัดอยู่กันคนละทีม บางครั้งก็ต้องประจันหน้ากันในการแข่งขัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ในช่วงชั้นประถม ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย ช่วงชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย ทั้งสองยังคงเล่นรักบี้อยู่ แต่อยู่กันคนละโรงเรียน บางครั้งก็ต้องพบปะแข่งขันกันในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทำให้ทั้งสองเริ่มตระหนักถึงตัวตนของอีกฝ่าย

หลังจากนั้น ทั้งสองบังเอิญเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และเข้าร่วมชมรมรักบี้เหมือนกัน โกทาโร่รับตำแหน่งฟูลแบ็ค ส่วนชูอิจิรับตำแหน่งสแตนด์ออฟ

หากพูดถึงตำแหน่งสแตนด์ออฟ นั้นหมายถึงผู้สวมเสื้อเบอร์สิบ ตำแหน่งซึ่งเป็นดาวเด่นของทีมรักบี้ หากเป็นเบสบอล ก็จะเป็นผู้ตีสวมเสื้อเบอร์สี่หรือพิชเชอร์ หากเป็นฟุตบอล ก็จะเป็นดาวเตะทำประตู

            ชูอิจิปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสแตนด์ออฟได้อย่างน่าทึ่ง

ชื่อเล่นที่เขาถูกเรียกขานในตอนนั้นคือ “ตาทิพย์หมื่นลี้ชูอิจิ” เพราะในช่วงการแข่งขัน การเล่นของเขา น่าอัศจรรย์ราวกับปาฏิหาริย์ ถึงขนาดมีข่าวลือว่า “หมอนั่นมันมองเห็นอนาคต”

ในทีมรักบี้จะมีผู้เล่นทั้งหมดสิบห้าคน สิบตำแหน่ง ชูอิจิรู้นิสัย ข้อดี และข้อเสียของเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างดี เขามองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าหากวางใครไว้ตรงไหน ตำแหน่งอะไร ใครจะเล่นได้ดีที่สุด

เพราะเป็นแบบนั้น ทำให้เขาได้รับความเชื่อใจจากรุ่นพี่ในทีมรักบี้มหาวิทยาลัย และได้รับการคาดหวังให้เป็นหัวหน้าทีมคนต่อไปทันที

 

ในทางกลับกัน โกทาโร่มักเล่นตำแหน่งนั้นที ตำแหน่งนี้ที มาตั้งแต่สมัยประถม เพราะมีนิสัยปฏิเสธคนไม่เป็น ทำให้เขามักจะถูกขอร้องให้เล่นตำแหน่งว่างที่คนไม่พออยู่บ่อยครั้ง

คนที่ทำให้โกทาโร่ได้ประจำตำแหน่งฟูลแบ็ค คือชูอิจิ

ฟูลแบ็ค คือตำแหน่งสำคัญในกีฬารักบี้ จนถึงขนาดถูกเรียกว่า “ปราการป้อมสุดท้าย” เป็นตำแหน่งที่จะต้องพุ่งชน หยุดศัตรูที่ฝ่าแนวป้องกันของเพื่อนร่วมทีมเข้ามา ขัดขวางการทำคะแนนของฝ่ายตรงข้าม

ที่ชูอิจิวางตำแหน่งให้โกทาโร่ประจำอยู่ที่ฟูลแบ็ค เพราะความสามารถในการหยุดยั้งศัตรูของเขา ตอนที่ชูอิจิต้องประจันหน้ากับโกทาโร่ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ สมัยมัธยมต้นและมัธยมปลาย เขาไม่เคยวิ่งผ่านโกทาโร่ไปได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ความสามารถในการตรึงศัตรูอันน่าทึ่งนี้ หากได้มาร่วมทีม ก็จะเบาสบายใจไปได้หลายเปราะ การบุกทำคะแนนอันกล้าหาญของชูอิจิ เกิดขึ้นได้เพราะมีปราการเหล็กคอยเฝ่าระวังอยู่ข้างหลังนั่นเอง

            “ถ้ามีนายคอยระวังหลังให้ ฉันก็สบายใจได้” คือคำพูดติดปากของชูอิจิก่อนเริ่มการแข่งขัน

 

วันเวลาผันผ่าน เจ็ดปีผ่านพ้น หลังจบการศึกษา ทั้งสองคนได้กลับมาพบกันอีกครั้งที่หน้าร้านกาแฟแห่งนี้

หลังออกจากร้านกาแฟ ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังอพาร์ตเมนต์ของชูอิจิ คนที่ออกมารับพวกเขา คือโยโกะ ภรรยาของชูอิจิ ที่อุ้มฮารุกะ ลูกสาวที่เพิ่งเกิด

คงเพราะชูอิจิแจ้งข่าวให้โยโกะทราบก่อนแล้ว เธอจึงได้เตรียมน้ำร้อนรอไว้ให้โกทาโร่อาบ

“คุณโกทาโร่ที่เล่นตำแหน่งฟูลแบ็คใช่มั้ยคะ ฉันได้ยินเรื่องของคุณจากสามีอยู่บ่อยๆ” โยโกะกล่าวต้อนรับอย่างเป็นกันเอง กับโกทาโร่ที่ปล่อยกลิ่นตัวเหม็นหึ่ง

โยโกะเป็นคนโอซาก้า ชอบดูแลช่วยเหลือไม่น้อยหน้าไปกว่าชูอิจิ นอกจากตอนนอนแล้ว เธอก็พูดไม่หยุดอยู่ตลอดเวลา เธอชอบทำให้ผู้คนหัวเราะด้วยมุกตลก โยโกะทั้งฉลาด กล้าคิดกล้าทำ เช้าวันต่อมา หลังจากโกทาโร่มาถึง เธอก็เตรียมที่อยู่และเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไว้ให้โกทาโร่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่บริษัทล้มละลาย โกทาโร่กลายเป็นคนไม่ไว้ใจใคร แต่เมื่อเริ่มทำงานที่ร้านของชูอิจิได้สองเดือน ความร่าเริงสดใสที่เขามีอยู่แต่เดิมก็กลับคืนมา

            ทุกครั้งที่มีลูกค้าประจำมาที่ร้าน โยโกะมักจะอวดให้ลูกค้าฟังเสมอว่า “เขาเป็นนักกีฬารักบี้ที่สามีของฉันเชื่อใจที่สุดตอนเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ” เวลาที่ถูกชมแบบนั้น โกทาโร่มักจะเขินดีใจและพูดถึงอนาคตที่มีความหวังได้ว่า “กำลังฝึกฝน ให้ได้รับคำชมแบบนั้นที่ร้านนี้อยู่ครับ”

 

ทุกอย่างดูเหมือนว่ากำลังไปได้สวย

เย็นวันหนึ่งของวันวานเหล่านั้น โยโกะโอดครวญถึงอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ชูอิจิต้องพาเธอไปโรงพยาบาล แต่เพราะปิดร้านไม่ได้ โกทาโร่จึงอยู่ดูแลฮารุกะที่ร้านลำพัง

เป็นวันวานที่มีฉากหลังเป็นฟ้าใสไร้เมฆ ดอกซากุระร่วงโรยไร้สุ้มเสียงราวเกล็ดหิมะ

 

“ฝากฮารุกะด้วยนะ”

 

ชูอิจิกล่าวที่หน้าทางเข้า ก่อนหันหลังเดินจากไป นั่นคือภาพสุดท้ายที่โกทาโร่เห็นชูอิจิ

เพราะทั้งพ่อและแม่ของชูอิจิและโยโกะ ทั้งปู่ย่าและตายาย ทุกคนล้วนแล้วแต่ล้มหายตายจาก ทำให้ฮารุกะกลายเป็นเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตรด้วยวัยเพียงหนึ่งขวบ เมื่อได้เห็นใบหน้าแย้มยิ้มอย่างไม่เข้าใจความตายของพ่อแม่ในงานศพของชูอิจิและโยโกะ โกทาโร่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าตนจะเป็นคนเลี้ยงดูฮารุกะเอง

 

***

 

ตึง ตึง ตึง…

 

เสียงระฆังบอกเวลาของนาฬิกาติดผนังส่งเสียงดังแปดครั้ง

โกทาโร่ตกใจเสียงระฆัง ลนลานเงยหน้าขึ้น ทัศนวิสัยเลือนราง เปลือกตาหนาหนัก

“ที่นี่คือ…”

เมื่อมองกวาดตา สดับรับภาพร้านที่ถูกย้อมเป็นสีซีเปียด้วยโคมไฟ พัดลมหมุนเชื่องช้าบนเพดาน คานค้ำและเสาสีน้ำตาลเข้ม นาฬิกาติดผนังโบราณสามเรือน มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านเวลามาอย่างยาวนาน

ใช้เวลาไปครู่ใหญ่ กว่าโกทาโร่จะรู้ว่าตัวเองหลับไป ภายในร้านร้างไร้ผู้ใดหากไม่นับสตรีในชุดเดรสสีขาว

โกทาโร่ตบแก้มสองข้างของตัวเองแปะๆ สาวดึงความทรงจำให้กลับเข้าที่ และนึกขึ้นได้ว่าหลังได้ยินจากคะซุว่า “ไม่รู้ว่าที่นั่งซึ่งย้อนกลับไปในอดีตได้จะว่างตอนไหน” เขาก็นั่งเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผล็อยหลับไป ถึงจะตกใจที่ตัวเองเผลอหลับไป ทั้งที่ตั้งใจแน่วแน่ถึงขนาดนั้นว่าจะต้องย้อนกลับไปในอดีตให้ได้ แต่โกทาโร่ก็อดสงสัยในตัวของพนักงานเสิร์ฟสาวที่ปล่อยตนทิ้งไว้แบบนั้นไม่ได้

            โกทาโร่ยืนขึ้น ส่งเสียงเรียกไปที่ห้องด้านใน

“ขอโทษนะครับ”

ไร้เสียงใดตอบกลับ

โกทาโร่มองนาฬิกาติดผนังหนึ่งในสามเรือนเพื่อตรวจสอบเวลา แต่ก็ต้องหันหน้ากลับลงมามองนาฬิกาข้อมือของตัวเองทันที

เมื่อเข้ามาที่ร้านกาแฟแห่งนี้ อย่างแรกที่เขาคิดสงสัย คือนาฬิกาติดผนังโบราณขนาดใหญ่ทั้งสามเรือน ทั้งที่มีนาฬิกาตั้งสามเรือน แต่ทั้งหมดกลับชี้บอกเวลาคลาดเคลื่อนกันคนละทิศ เมื่อลองถาม ก็ดูเหมือนว่าสองเรือนด้านข้างนั้นเสีย เรือนหนึ่งบอกเวลาเร็วไป ส่วนอีกเรือนก็เดินตามหลังมาอย่างช้าๆ เห็นบอกว่าไม่ว่าจะพยายามซ่อมกี่ครั้งก็ไม่เป็นผล

“สองทุ่มยี่สิบนาที…”

โกทาโร่ส่งสายตา มองสตรีในชุดเดรสสีขาวตรงหน้า

มีเรื่องหนึ่ง โกทาโร่จำได้แจ่มแจ้งจากเรื่องเล่าของร้านกาแฟแห่งนี้ที่ได้ยินมาจากชูอิจิ เรื่องนั้นคือ ที่นั่งซึ่งย้อนกลับไปในอดีตได้ จะมีวิญญาณนั่งอยู่ เรื่องน่าสงสัยเกินไป ยากจะทำใจเชื่อ เพราะแบบนั้น เขาจึงยังจำมันได้อย่างชัดเจน

            หญิงคนนั้นไม่สนใจสายตาของโกทาโร่ เธออ่านนิยายต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

…หืม

ระหว่างเพ่งพินิจใบหน้าของเธอ โกทาโร่รู้สึกฉงนฉงายประหลาด ราวกับว่าเขาเคยพบกับหญิงคนนี้ที่ไหนมาก่อน แต่หากเธอเป็นวิญญาณ ก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ โกทาโร่สะบัดศีรษะน้อยๆ ลบภาพความทรงจำที่กำลังจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างทิ้ง

 

ผับ

 

ฉับพลัน สตรีในชุดเดรสปิดนิยายลง เสียงดังก้องในร้านที่เงียบสงัด โกทาโร่ตกใจกับการกระทำเหนือความคาดหมายของเธอจนหัวใจแทบจะพุ่งทะลักออกจากปาก เขาสะดุดที่นั่งตรงเคาน์เตอร์จนเกือบล้ม

ถ้าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ เขาคงไม่ตระหนกถึงเพียงนี้ แต่เขาตกใจเพราะได้ยินมาว่าเธอเป็นวิญญาณ ถึงจะยังไม่เชื่อ แต่ภาพจำของคำว่า วิญญาณ = ขนพองสยองเกล้า ก็ยังติดแน่นหนาหนึบ ไม่ใช่อะไรที่จะเช็ดถูออกได้

            “…”

โกทาโร่สัมผัสได้ถึงเหงื่อเปียกชุ่มไหลซึมแผ่นหลัง หยุดนิ่งไม่ไหวติง

สตรีในชุดเดรสสีขาวยืนขึ้นไร้สุ้มเสียง ไม่สนใจปฏิกิริยาของโกทาโร่ เธอเลื่อนตัวออกมาจากที่นั่ง ถือนิยายที่อ่านค้างไว้อย่างทะนุถนอม สาวเท้า ก้าวเงียบงันไปยังทางเข้า

โกทาโร่สัมผัสเสียงหัวใจกระหน่ำรัวอยู่หลังหน้าอก จับจ้องมองหญิงในชุดเดรสสีขาว ย่างก้าวไร้สุ้มเสียงผ่านหน้าเขาไป

หญิงในชุดเดรสสีขาวเดินผ่านทางเข้า เลี้ยวขวาแล้วหายไป จำได้ว่าที่ปลายทางนั้นคือห้องน้ำ

เป็นวิญญาณ ต้องเข้าห้องน้ำด้วยหรือไง

โกทาโร่เอียงคอฉงนฉงาย มองดูที่นั่งซึ่งหญิงในชุดเดรสสีขาวนั่งอยู่จนถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ที่นั่งซึ่งจะพากลับไปยังอดีตนั้นว่างแล้ว

 

โกทาโร่เดินเข้าไปใกล้ที่นั่งดังกล่าว หนึ่งก้าวและก้าวอีกย่างหนึ่ง ระมัดระวัง กลัวว่าหญิงในชุดเดรสสีขาวจะทำหน้าตาน่ากลัว กลับออกมาจากห้องน้ำกะทันหัน แต่เมื่อลองพินิจพิจารณาที่นั่งดู มันก็เป็นเพียงที่นั่งสามัญธรรมดา ไร้สิ่งใดหรืออะไรพิเศษ

            ที่นั่งเป็นแบบขาสิงโต โค้งอ่อนช้อย ทั้งพนักพิงและที่นั่งปูด้วยผ้ามอสสีเขียวอ่อน แม้แต่โกทาโร่ที่ไม่ได้รู้เรื่องของเก่าดี ก็รู้ได้ว่าที่นั่งนี้มีราคาสูง

ถ้านั่งที่นั่งนี้แล้วละก็…

            ในตอนที่โกทาโร่วางมือลงบนพนักพิงอย่างหวาดๆ ได้ยินเสียงรองเท้าแตะใส่ในอาคารดังเตาะแตะออกมาจากห้องด้านใน

โกทาโร่เหลียวหลังกลับไปมองทางห้องนั้น เห็นเด็กหญิงในชุดนอนยืนอยู่ หากความทรงจำของเขาไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เธอคือมิกิ ลูกสาวมาสเตอร์ร้านกาแฟแห่งนี้

มิกิจ้องมองโกทาโร่เขม็งด้วยดวงตากลมโต เธอไม่ระมัดระวังตัวแม้จะเป็นการประจันหน้าตรงๆ กับผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จัก โกทาโร่เสียเองที่เป็นฝ่ายรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่จ้องมองตรงมาอยู่เล็กน้อย

“สะ…สวัสดี”

โกทาโร่รีบร้อนดึงมือของจากพนักพิงพลางเอ่ยเสียงหลงทักทายมิกิ เด็กหญิงเดินเตาะแตะมาตรงหน้าโกทาโร่

“คุณลุงอยากกลับไปในอดีตเหรอคะ” เธอถามพลางจ้องมองตรงมายังใบหน้าของเขาด้วยดวงตากลมใหญ่

“อ๊ะ คือว่า…”

            คำตอบไม่ก่อตัวเป็นรูปร่าง ถ้อยคำที่ส่งผ่านมีเพียงเสียงตะกุกตะกัก

“ทำไมล่ะคะ”

มิกิเอียงคอฉงน ไม่สนใจท่าทางสับสนของโกทาโร่

 

โกทาโร่กระวนกระวาย ประหวั่นว่าหญิงในชุดเดรสสีขาวจะกลับมาระหว่างที่ตนกำลังสนทนากับมิกิ เขาจึงขอร้องเธอ

“ช่วยเรียกคนที่ร้านให้หน่อยได้มั้ย”

แต่เรียกได้ว่ามิกิไม่ฟังคำพูดของโกทาโร่เลยแม้แต่นิดเดียว เธอเดินอ้อมด้านข้างเขา หยุดยืนอยู่หน้าที่นั่งซึ่งหญิงในชุดเดรสสีขาวเหลือทิ้งไว้

“คุณคานาเมะไปเข้าห้องน้ำแล้วเหรอคะ”

มิกิพูดพลางละสายตาจากที่นั่งว่างเปล่ากลับมามองโกทาโร่

“คุณคานาเมะเหรอ”

“…”

มิกิยังเก็บปากเงียบ หันหน้าไปมองทางเข้าของร้านกาแฟ โกทาโร่มองตามสายตานั้นไปยังทางเข้าเช่นเดียวกัน มันคือทางเข้าที่หญิงในชุดเดรสสีขาวเดินออกไปเมื่อครู่

โกทาโร่พยักหน้าเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาเข้าใจความหมาย

“อ๋อ คนนั้นน่ะเหรอ เธอชื่อคุณคานาเมะเหรอ”

            แต่ก่อนที่โกทาโร่จะพูดจบ มิกิดึงมือเขาเร่งเร้ารีบร้อน

“นั่งสิ”

เธอเก็บกวาดถ้วยกาแฟที่หญิงในชุดขาวดื่ม เดินส่งเสียงรองเท้าแตะใส่ในอาคารดังเตาะแตะเข้าไปในครัว ไร้ช่องว่างใดให้ต่อต้าน

โกทาโร่ยืนจ้องเหม่อลอยไปทางครัวที่มิกิเดินเข้าไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคิดขึ้นได้ หรือว่า เด็กคนนั้นจะพาเราย้อนกลับไปในอดีตกันนะ โกทาโร่ขยับร่าง แทรกเข้าไประหว่างที่นั่งและโต๊ะตรงหน้าด้วยใบหน้าประหม่าเกร็ง ก่อนหย่อนตัวลงนั่ง

ถึงจะไม่รู้ว่าจะกลับไปในอดีตได้ด้วยวิธีใด แต่แค่ความคิดที่ว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ ณ ที่นั่งซึ่งจะพาย้อนกลับไปในอดีต เท่านั้นก็สัมผัสได้ถึงหัวใจที่สั่นไหวรัวเร็วกว่าปกติถึงเท่าตัว

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง มิกิเดินกลับออกมา สองมือถือถาดสั่นเทาส่งเสียงดังโคลงเคลง บนถาดมีกาสีเงินและถ้วยกาแฟสีขาวล้วนวางอยู่

มิกิเดินมาถึงด้านข้างโกทาโร่

“เดี๋ยวอิฉันจะชงกาแฟให้คุณเองนะคะ” เธอกล่าว สองมือที่ถือถาดยังคงสั่นคลอนไปมา

จะ…จะไหวหรือเปล่าเนี่ย โกทาโร่เกือบเผลอพูดออกไป แต่ยั้งตัวเองไว้ทัน

“อะ…อืม” เขาตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่สบายใจ

มิกิจ้องเขม็งมองของบนถาดด้วยดวงตากลมใหญ่จนไม่ทันสังเกตสีหน้าประหวาดหวั่นของโกทาโร่

“การที่จะกลับไปในอดีตได้นั้น…”

ขณะที่มิกิกำลังจะพูดต่อ นางาเระที่สวมเสื้อยืดก็โผล่หน้าออกมาจากห้องด้านใน

“ทำอะไรอยู่น่ะ”

นางาเระพึมพำเคล้าเสียงถอนหายใจ ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธ เพียงแค่เอือมระอา ประหนึ่งจะพูดว่า เอาอีกแล้วเหรอ เท่านั้น

“อิฉันจะชงกาแฟให้คุณคนนี้”

“มันยังเร็วเกินไปสำหรับลูก อีกอย่างนะ เลิกพูดว่าอิฉันได้แล้ว”

“อิฉันจะชงให้เขา”

“ไม่ได้”

มิกิถือถาดด้วยมือสั่นเทา สั่นไหวไปมาพลางทำแก้มป่อง จ้องมองขึ้นไปหานางาเระชายร่างใหญ่

นางาเระหรี่ตาที่เรียวเล็กราวกับเส้นด้ายอยู่แล้ว ให้เล็กเรียวลงอีก เบ้ปาก จ้องมองลงมาหาลูกสาว กลายเป็นการแข่งขันความดึงดันเพื่อเอาชนะที่จะถอยก็ถอยไม่ได้ทั้งคู่ หากใครพูดก่อน คนนั้นก็แพ้ เป็นบรรยากาศแบบนั้น

            คะซุออกมาตอนไหนไม่รู้ เธอเดินอ้อมหลังนางาเระ ย่อตัวลงตรงหน้าของมิกิ

“อิฉัน…”

เมื่อถูกคะซุจ้องมองกลับมาในระดับสายตาเดียวกัน ดวงตากลมโตโกรธเคืองของมิกิก็ค่อยๆ เอ้อล้นไปด้วยหยดน้ำ เป็นวินาทีแห่งความพ่ายแพ้ของสาวน้อยนั่นเอง

คะซุฉีกยิ้มกว้าง ก่อนบอกเพียง “สักวันหนึ่งนะ” แล้วรับถาดที่มิกิถือมาเงียบๆ

พอมิกิมองขึ้นไปหานางาเระด้วยดวงตาฉ่ำน้ำตา นางาเระก็พูดเพียงว่า “อืม” ก่อนยื่นมือไปหามิกิอย่างอ่อนโยน เช่นกัน สีหน้าอันตรายอันตรธานหายไปจากใบหน้าของนางาเระ

“เข้าใจแล้วค่ะ”

มิกิรับอย่างว่าง่าย จับมือของนางาเระที่ยื่นมาหาและหลบไปยืนที่ด้านข้าง สีหน้าบูดบึ้งจนถึงเมื่อครู่หายไปในชั่วพริบตา ถึงจะมีเรื่องที่ไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่จมจ่อม เปลี่ยนอารมณ์ได้ว่องไว เมื่อมองท่าทางแบบนั้นของลูกสาว นางาเระก็ได้แต่หัวเราะเฝื่อน เหมือนแม่ไม่มีผิด

โกทาโร่สัมผัสได้จากท่าทางที่คะซุปฏิบัติต่อมิกิว่า พนักงานเสิร์ฟหญิงคนนี้ไม่ใช่แม่ของเด็กหญิง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรับรู้ได้ชัดเจน ถึงความว้าวุ่นใจของนางาเระ ที่ต้องเป็นคู่มือให้เด็กหญิงวัยนี้ด้วย เพราะโกทาโร่เองก็มีประสบการณ์ ที่ต้องเลี้ยงลูกสาวชื่อฮารุกะมาด้วยมือของผู้ชายคนเดียว

 

“ฉันขอทบทวนกฎให้แน่ใจก่อนนะคะ”

คะซุกระซิบอยู่ด้านข้างของที่นั่งซึ่งย้อนกลับไปในอดีตที่โกทาโร่นั่งอยู่ ภายในร้านยังคงเงียบสงัดไม่เปลี่ยนแปลง

โกทาโร่จำได้เพียงเลือนราง ถึงกฎที่ชูอิจิเคยเล่าให้ฟังเมื่อยี่สิบสองปีก่อน

สิ่งที่จำได้มีแค่ ย้อนกลับไปในอดีตได้ เมื่อย้อนอดีตกลับไป ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ความเป็นจริงก็จะไม่เปลี่ยนแปลง และตรงที่นั่งนั้นจะมีวิญญาณนั่งอยู่ เพียงเท่านั้น โกทาโร่เองก็กังวลใจ จึงตั้งใจฟังคำอธิบายของคะซุอย่างขอบคุณ

“ก่อนอื่น ก็กฎข้อแรกค่ะ ถึงจะย้อนกลับไปในอดีต แต่ก็จะไม่พบกับคนที่ไม่เคยมาเยือนร้านกาแฟแห่งนี้”

            แม้จะได้ฟังกฎข้อนี้ โกทาโร่ก็ไม่มีท่าทีตกใจ ยี่สิบสองปีก่อน คนที่ชวนโกทาโร่มาที่ร้านกาแฟแห่งนี้ก็คือชูอิจิ เพราะฉะนั้น เขาต้องอยู่ที่ร้านนี้ไม่ผิดแน่

เมื่อเห็นว่าโกทาโร่ไม่แสดงสีหน้าสับสน คะซุก็อธิบายต่ออย่างรวดเร็ว

ต่อให้ย้อนอดีตกลับไป แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ความเป็นจริงก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

จะย้อนอดีตกลับไปได้นั้น ต้องนั่งที่นั่งซึ่งโกทาโร่นั่งอยู่เท่านั้น ลุกออกจากที่นั่งไม่ได้ ในกรณีที่ลุกออกจากที่นั่ง จะถูกดึงกลับมาปัจจุบันทันที

มีแค่ตอนที่ได้ยินกฎห้ามลุกจากที่นั่งเท่านั้น ที่โกทาโร่ถามกลับไปว่า “งั้นเหรอครับ” นอกจากกฎข้อนั้นแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเกือบทุกข้อเป็นสิ่งที่เขาคาดคิดไว้แล้ว เขาตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“เข้าใจแล้วครับ”

“ฉันจะไปชงกาแฟมาให้ใหม่ รบกวนรอสักครู่นะคะ” คะซุเอ่ยขึ้นหลังจากจบคำอธิบายคร่าวๆ ก่อนเดินหายเข้าไปในครัว

 

โกทาโร่ที่ยังนั่งอยู่ หันไปถามนางาเระที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ภรรยาของคุณใช่ไหมครับ”

ไม่ใช่เรื่องที่โกทาโร่อยากรู้อะไรมากมาย เป็นแค่เพียงถ้อยคำที่หลุดออกมาในฐานะบทสนทนาสัพเพเหระเท่านั้น

“ครับ ยัยนั่นน่ะ เป็นลูกพี่ลูกน้องของผม” นางาเระตอบ ก้มลงชำเลืองมองมิกิ

 “หลังคลอด แม่ของเด็กคนนี้ก็…”

นางาเระพูดเพียงเท่านั้น แล้วหยุดเงียบไป เขาไม่ได้หยุดพูดเพราะกำลังเสียใจเศร้าสร้อย แต่คงเป็นเพราะเขารู้สึกว่าต่อให้ไม่พูดอะไร โกทาโร่ก็คงเข้าใจสิ่งที่เขาอยากบอก และเป็นดังคาด โกทาโร่เพียงแค่ตอบ “แบบนั้นเองเหรอครับ…” และไม่พยายามถามอะไรไปมากกว่านั้น ระหว่างรอให้คะซุกลับมา เขามองดวงตาเรียวเล็กราวกับเส้นด้ายของนางาเระ สลับเทียบกับดวงตากลมโตของมิกิและคิดว่า เด็กคนนี้ต้องหน้าเหมือนแม่แน่ๆ

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง คะซุก็เดินกลับออกมาจากครัว

ในมือของเธอถือถาดเหมือนตอนที่เดินเข้าไป บนถาดวางเรียงเคียงกาสีเงินคือถ้วยกาแฟสีขาวล้วน ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นกาแฟหอมที่คะซุเพิ่งชงเสร็จ หอมหวน ซึมซาบลึกลงไปในอก

            คะซุหยุดยืนอยู่ด้านข้างโต๊ะที่โกทาโร่นั่งอยู่และเริ่มอธิบายกฎเมื่อครู่ต่อ

“ฉันจะชงกาแฟให้คุณ”

เธอกล่าวพลางวางถ้วยกาแฟสีขาวล้วนลงตรงหน้าโกทาโร่

“ครับ”

โกทาโร่ลดสายตาลงมองถ้วยตรงหน้า ระหว่างที่สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องมองถ้วยกาแฟสีขาวบริสุทธิ์ไร้คราบเปื้อนราวกับจะมองทะลุผ่านได้ คะซุยังคงอธิบายต่อ

“คุณจะย้อนกลับไปในอดีตได้ ก็แค่เฉพาะช่วงเวลาหลังจากที่ฉันรินกาแฟลงถ้วยและมันยังอุ่นอยู่เท่านั้น”

“ครับ”

อาจจะเป็นเพราะโกทาโร่เคยได้ยินกฎข้อนี้มาแล้ว เขาถึงไม่ได้ตกใจอะไร แม้จะได้ยินว่าช่วงเวลาที่จะย้อนกลับไปได้นั้น สั่นเพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น

คะซุพยักหน้าน้อยๆ ก่อนพูดต่อ

“เพราะฉะนั้น ก่อนที่กาแฟจะเย็นชืด คุณต้องดื่มมันให้หมด ไม่อย่างนั้น…”

            โดยปกติแล้ว เธอจะต้องอธิบายต่อว่า “คุณจะกลายเป็นวิญญาณและต้องนั่งอยู่ตรงที่นั่งตัวนี้ต่อไป” แต่กฎข้อนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการย้อนกลับไปในอดีตแล้ว นับว่าเป็นกฎที่มีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งเรื่องที่ไม่พบกับคนที่อยากพบได้ หรือเรื่องที่เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงไม่ได้ เมื่อเทียบกับเรื่องที่ตัวเองต้องกลายเป็นวิญญาณแล้ว ก็ไม่นับว่าเป็นความเสี่ยงที่มากมายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากเธอพูดผิดไปแม้แต่นิดเดียว ก็จะทำให้มันฟังดูเป็นเรื่องตลก คะซุต้องการให้เรื่องฟังดูสมจริง เธอจึงเว้นระยะการพูด ในตอนนั้นเอง

“จะกลายเป็นอิตตันโมะเม็น[6]ใช่มั้ยครับ”

โกทาโร่เอ่ยคำที่ไม่น่าเชื่อออกมา

“เอ๊ะ” นางาเระที่ได้ยิน เผลอร้องถามกลับไป

“อิตตันโมะเม็นครับ” ไร้ความลังเล โกทาโร่พูดย้ำคำเดิมอีกครั้ง

“มีแต่กฎข้อนี้นี่ละครับ ที่ตอนได้ยินจากชูอิจิ ผมก็คิดว่ามันน่าสงสัยเกินไป…อ๊ะ ขอโทษครับ…ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยาก ก็เลยยังจำมันได้อย่างชัดเจน”

 

            จากประสบการณ์ในอดีต ทำให้นางาเระรู้ว่าคนที่จะเจ็บปวดที่สุดเมื่อมีใครสักคนไม่รักษากฎนี้ไว้ได้ แล้วกลายเป็นวิญญาณ ไม่ใช่เจ้าตัวที่กลายเป็นวิญญาณ แต่เป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังต่างหาก ในกรณีของโกทาโร่ คนที่จะช็อกกับสภาพเหตุการณ์นั้นที่สุดคือฮารุกะ ลูกสาวของเขา

แต่ไม่รู้ทำไม กฎที่โกทาโร่บอกว่าเขาได้ยินมาจากชูอิจิและจำได้ เรื่อง “กลายเป็นอิตตันโมะเม็น” นั้น ถึงได้ไร้อารมณ์กดดันที่ว่าอยู่เลย ซ้ำร้าย มันยังให้ความรู้สึกน่าขบขันอย่างบอกไม่ถูกเสียด้วย

แต่เมื่อมองแววตาจริงจังของโกทาโร่แล้ว ทำให้นางาเระพูดออกไปง่ายๆ ไม่ได้ว่า “เข้าใจผิดแล้วครับ” และไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดี

“อ๊ะ เออ คือว่า…”

“ใช่ค่ะ” คะซุตอบกลับไปอย่างง่ายดายด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“เอ๊ะ”

นางาเระตกใจกับคำตอบนั้น สองตาเรียวเล็กเบิกกว้าง ปากอ้าค้างตะลึงงัน คงเพราะมิกิที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่รู้ความหมายของคำว่า “อิตตันโมะเม็น” เธอจึงได้มองใบหน้าของนางาเระด้วยดวงตากลมใหญ่กลอกไปมา

แต่กระนั้น คะซุก็ไม่สนใจท่าทางตกใจของนางาเระ และอธิบายกฎต่อ

            “จำไว้ให้ดีนะคะ ถ้าหากคุณดื่มกาแฟไม่หมดก่อนที่มันจะเย็นชืด คราวนี้จะกลายเป็นคุณที่ต้องกลายเป็นอิตตันโมะเม็น แล้วนั่งอยู่ที่ที่นั่งตัวนี้ต่อไป”

สมแล้วที่เป็นคะซุ เธอเปลี่ยนจากวิญญาณมาเป็นอิตตันโมะเม็นได้อย่างง่ายดาย แต่ตัวคะซุเองก็อาจจะเพียงแค่คิดว่า ขี้เกียจอธิบาย เท่านั้นก็ได้ หรือจะพูดอีกอย่างคือ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรืออิตตันโมะเม็น ก็ไม่มีอะไรต่างกัน

“งั้นผู้หญิงคนเมื่อครู่ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ด้วยเหรอครับ” โกทาโร่ถามเมื่อได้ยินคำอธิบายของคะซุ เขากำลังสอบถามว่า เธอคนนั้นก็กลับไปในอดีตแล้วไม่กลับมาเช่นนั้นหรือ

คะซุเงียบไป ก่อนตอบ

“…ค่ะ”

“ทำไมเธอถึงดื่มกาแฟไม่หมดล่ะครับ”

สำหรับโกทาโร่แล้ว เขาอาจจะเพียงแค่สงสัยใคร่รู้ แต่มีแค่เพียงตอนนี้เท่านั้น ที่สีหน้าของคะซุร้างไร้อารมณ์ใดให้หยิบจับ ไม่ต่างอะไรไปกับหน้ากากละครโน[7]

หรือเราจะถามเรื่องที่ไม่ควรถามไปซะแล้ว โกทาโร่คิด แต่สีหน้าไร้อารมณ์ของคะซุก็เหือดหายไปในชั่วพริบตา เธอพูดต่อทันที

“เธอย้อนกลับไปในอดีตเพื่อพบสามีที่เสียไป แต่คงเพราะเธอลืมเรื่องเวลา พอรู้ตัวอีกทีกาแฟก็เย็นชืดหมดแล้ว…”

คะซุเงียบไป ราวกับจะบอกว่า ที่เหลือก็คงจะทราบแล้วนะคะ

            “งั้นเหรอครับ” โกทาโร่ตอบพลางหันหน้าไปมองทางเข้าที่หญิงในชุดเดรสสีขาวเดินหายเข้าไปเมื่อครู่ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย

เพราะโกทาโร่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม คะซุจึงพูดต่อ “พร้อมแล้วใช่มั้ยคะ”

โกทาโร่ผ่อนลมหายใจ ก่อนตอบ

“รบกวนด้วยครับ”

 

คะซุเอื้อมมือไปหยิบกาสีเงินบนถาด แม้แต่โกทาโร่ที่ไม่รู้เรื่องเครื่องครัว เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันที ว่ามันมีราคาสูงลิบ

“ถ้างั้นก็…” คะซุกล่าวกระซิบ โกทาโร่สัมผัสได้ว่าบรรยากาศของเธอเปลี่ยนไป

            บรรยากาศเครียดตึงเขม็ง ประหนึ่งอุณหภูมิภายในร้านลดลงไปหนึ่งองศา และสัมผัสได้ถึงความเงีบลสงัดโปร่งใสเกือบไร้เสียงใดภายในร้าน

คะซุยกกาสีเงินขึ้นสูงเล็กน้อย ก่อนกระซิบแผ่ว

 

“เพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่น…”

 

ขยับกาสีเงินแช่มช้าเข้าหาถ้วย ท่วงท่าอ่อนช้อย อากัปกิริยาราวกับว่ากำลังปฏิบัติพิธีกรรมเคร่งขรึม งดงามไร้ช่องว่างใดให้ใครได้กล้ำกรายมาสู่

ในตอนที่กาสีเงินอยู่เหนือถ้วยเพียงไม่กี่เซนติเมตร ของเหลวสีดำคล้ายเส้นด้าย หลั่งไหลจากพวยกาเรียวไร้สุ้มเสียงลงสู่ถ้วยกาแฟ เพราะไร้เสียงใดให้ได้ยิน มันจึงดูไม่เหมือนกับของเหลวที่เรียกว่ากาแฟถูกรินไหลจากกาลงถ้วยเท่าไรนัก มีเพียงผิวหน้าของกาแฟที่ถูกรินลงไปเท่านั้น ที่เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย กาแฟสีดำขลับประหนึ่งความมืดมิดก็ถูกรินจนเต็มถ้วย

สายตาของโกทาโร่ที่จับจ้องท่วงท่างามสง่าจนถึงเมื่อครู่ มองไปยังหนึ่งสายของไอกาแฟอุ่นที่กรุ่นขึ้นมาจากถ้วย

ทันใดนั้น ความรู้สึกประหลาด คล้ายกับอาการหน้ามืดวิงเวียนก็เข้าห่มคลุมโกทาโร่ ภาพรอบกายเริ่มสั่นไหวและบิดเบี้ยว

            โกทาโร่พยายามขยี้ตา เพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะเผลอหลับ “อ๊ะ…” เขาส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

มือและร่างกายของเขากลายเป็นอุ่นไอกาแฟ ไม่ใช่ทิวทัศน์รอบข้าง หากแต่เป็นเรือนร่างของเขาต่างหากที่สั่นไหวและบิดเบี้ยว แล้วอยู่ๆ ภาพรอบข้างก็เริ่มร่วงหล่น ไหลหลั่งจากบนลงล่างด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

ในตอนนั้นเอง โกทาโร่ตะโกนกรีดร้องด้วยเสียงดังว่า “คะ…ใครก็ได้ช่วยหยุดที!” ที่เป็นแบบนี้ เพราะเขาไม่ชอบเครื่องเล่นหวาดเสียว เพียงแค่มองก็แทบจะเป็นลม แต่ทิวทัศน์ที่เคลื่อนจากบนลงล่าง ยังคงเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะย้อนกลับไปยังวันวาน อดีตกาลยาวนานเมื่อยี่สิบสองปีก่อน

หน้ามืดตาลาย สติสัมปชัญญะของโกทาโร่เริ่มหลุดลอยหายในตอนที่สายธารเวลาเริ่มไหลย้อนกลับ

 

***

 

หลังจากที่ชูอิจิและภรรยาเสียไป โกทาโร่ก็ดูแลร้านอาหารคนเดียว ขณะเดียวกันก็เลี้ยงดูฮารุกะไปด้วย

เพราะเป็นคนตั้งใจขยันทำงานอยู่แล้ว ทำให้โกทาโร่เรียนรู้งานจนทำอาหารและบริหารร้านได้ด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่ช่วงที่ชูอิจิยังมีชีวิตอยู่

            แต่สำหรับโกทาโร่ที่ไม่เคยแต่งงาน การเลี้ยงดูทารกที่ยังไม่หย่านมนั้น เหนื่อยล้าเอาการกว่าที่เขาคิดไว้มาก

หากพูดถึงทารกวัยหนึ่งขวบ ก็คือช่วงที่เริ่มออกเดินเตาะแตะละสายตาไม่ได้ ฮารุกะมักจะร้องไห้ในตอนกลางคืนอย่างหนัก ทำให้โกทาโร่แทบไม่ได้หลับได้นอน พอคิดว่าหากเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว คงจะแบ่งเบาภาระได้บ้าง แต่ฮารุกะกลับเข้ากับคนแปลกหน้าได้ยากเป็นอย่างมาก ร้องไห้งอแงทุกวันเพราะไม่อยากไปโรงเรียนเตรียมอนุบาล

พอขึ้นชั้นประถมก็ออกปากว่าจะช่วยงานร้าน แต่ก็ทำได้แค่เป็นตัวเกะกะ คำที่จำมาพูดก็ไร้ความหมาย หากไม่ฟังเรื่องที่พูดก็จะน้อยใจทันที ถ้ามีไข้ก็ต้องคอยอยู่เฝ้าไข้ ถึงจะเป็นเด็ก แต่ก็มีการคบหาสมาคมต่างๆ มากมาย เดี๋ยวก็งานวันเกิด เดี๋ยวก็คริสต์มาส เดี๋ยวก็วาเลนไทน์ วันหยุดพาไปเที่ยวสวนสนุกหน่อยสิ เดี๋ยวก็อยากได้นั่น เดี๋ยวก็อยากได้นี่ มีแต่ทำให้โกทาโร่ต้องปวดเศียรเวียนหัว

ช่วงมัธยมต้นเป็นวัยต่อต้าน มัธยมปลายก็เคยมีตำรวจติดต่อมาเพราะเรื่องลักเล็กขโมยน้อย

ถึงช่วงวัยรุ่นจะมีเรื่องให้ต้องเหนื่อยหนักใจมากมาย แต่การตัดสินใจแน่วแน่ของโกทาโร่ที่ว่าจะเลี้ยงเด็กกำพร้าไร้ญาติคนนี้ให้เติบโตมาอย่างมีความสุขก็ไม่เปลี่ยนไป

 

นับจากนี้ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ฮารุกะพาชายชื่อโอบิ ซาโตชิ มาหา บอกว่าคบหาดูใจกันโดยมีแผนแต่งงานในอนาคต

ในการพบกันครั้งที่สาม เมื่อโอบิกล่าวขอว่า “ช่วยยกคุณฮารุกะให้ผมด้วยครับ” โกทาโร่ก็ตอบเพียงคำเดียวว่า “ยินดีครับ” เพราะหากคิดถึงความสุขของฮารุกะแล้ว ก็ไร้เหตุผลใดให้ต้องปฏิเสธ

            หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ฮารุกะก็กลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย เธอเข้าเรียนโรงเรียนเฉพาะทางด้านการทำอาหารและได้รู้จักโอบิที่นั่น หลังจบการศึกษา โอบิเข้าทำงานที่ร้านอาหารในโรงแรมย่านอิเกบูกูโระ ส่วนฮารุกะก็เริ่มช่วยงานร้าน

 

โกทาโร่เริ่มรู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่เขาโกหกลูกสาวมาโดยตลอด ก็ตอนที่ฮารุกะตัดสินใจแต่งงาน

ยี่สิบสองปีที่ผ่านมา โกทาโร่เลี้ยงดูฮารุกะมาโดยบอกเธอว่าเธอเป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขา เพื่อที่จะปิดบังเรื่องที่เธอไร้ญาติพี่น้องทางสายเลือด โกทาโร่ไม่เคยให้ฮารุกะดูเอกสารสำมะโนครัวเลยสักครั้ง แต่หากเธอจะแต่งงาน มันก็อีกเรื่องหนึ่ง ในตอนที่ต้องจดทะเบียนสมรส ฮารุกะจะตระหนักได้ทันที ว่าตนเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติ และมันจะเป็นวาระสุดท้ายของคำโกหกตลอดยี่สิบสองปีของโกทาโร่

หลังจากกลัดกลุ้มอยู่นาน โกทาโร่ก็ตัดสินใจว่าจะบอกความจริงกับฮารุกะ ก่อนที่เธอจะเข้าพิธีแต่งงาน และในวันพิธี พ่อที่แท้จริงก็ควรจะเป็นคนที่เข้าร่วมพิธี…

ฮารุกะอาจจะต้องเจ็บปวดที่ได้รู้ความจริง แต่มันก็ช่วยไม่ได้…

เรื่องมันก็ผ่านมาจนทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่โกทาโร่ก็นึกเสียใจที่หากรู้ว่าตัวเองจะต้องรู้สึกเช่นนี้ เขาควรจะบอกความจริงกับฮารุกะไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะบรรลุนิติภาวะ

 

***

 

“เอ่อ คุณลูกค้าครับ…”

 

โกทาโร่ลืมตาขึ้นเมื่อเขาถูกเขย่าไหล่ ตรงหน้ามีชายร่างใหญ่ยืนอยู่

ชายคนนั้นสวมกางเกงนักเรียนสีดำขลับ คล้องผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลไหม้ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ม้วนแขนเสื้อขึ้น โกทาโร่จำชายร่างใหญ่คนนี้ได้ เขาคือนางาเระ มาสเตอร์ของร้านกาแฟนี้ แต่แค่มองดูก็รู้ว่ายังหนุ่ม

ความทรงจำในวันวาน หวนย้อนกาลเวลาคืนสู่สมองของโกทาโร่

เขาจำได้ว่ามาสเตอร์หนุ่มก็อยู่ที่นี่ในวันนั้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อน

พัดลมเพดานหมุนวนเชื่องช้า คานค้ำและเสาสีน้ำตาลลูกเกาลัด สีของกำแพงดิน นาฬิกาติดผนังชี้เวลาคนละทิศ และร้านที่ถูกย้อมด้วยแสงจากโคมไฟจนเป็นสีซีเปีย ถึงแม้จะย้อนเวลากลับมาถึงยี่สิบสองปี แต่ทุกอย่างยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแบบนั้น หากไม่มีนางาเระในวัยหนุ่มอยู่ตรงหน้า โกทาโร่ก็อาจไม่รู้ว่าตัวเองได้ย้อนกลับมาในอดีตแล้วจริงๆ

แต่กระนั้น ยิ่งเขากวาดสายตามองภายในร้านมากเท่าไหร่ หัวใจของเขาก็ยิ่งสั่นไหวรุนแรงเท่านั้น

            ไม่อยู่

เขามองไม่เห็นชูอิจิที่จะต้องอยู่ที่นี่หากเขาย้อนกลับมาในวันนั้น

จะว่าไปแล้ว ถึงเขาจะได้ยินกฎต่างๆ มามากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครบอกเขาว่าต้องทำอย่างไรจึงจะกลับไป “วันนั้น” ได้ ซ้ำร้าย ช่วงเวลาที่เขาจะย้อนกลับมาในอดีตได้ ยังสั้นเพียงชั่วเวลากาแฟยังอุ่นเท่านั้น ต่อให้โกทาโร่กลับมา “วันนั้น” จริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ชูอิจิอยู่ที่นี่หรือเปล่า อาจจะเป็นช่วงเวลาก่อนที่ทั้งสองจะมาที่ร้าน หรืออาจจะเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ทั้งสองกลับไปแล้วก็ได้

“ชูอิจิ!”

โกทาโร่ร้องเรียกจนเผลอเกือบจะยืนขึ้น แต่ก็ได้ฝ่ามือใหญ่โตของนางาเระมาจับไหล่ไว้ กดให้เขานั่งกลับลงไปแล้วกระซิบบอก

“ไปเข้าห้องน้ำครับ”

ถึงโกทาโร่จะอายุย่างเข้าห้าสิบเอ็ดปีแล้วก็ตาม เขาก็เป็นคนร่างใหญ่ แต่นางาเระกลับวางมือไว้บนไหล่ของเขาได้สบายๆ ประหนึ่งกำลังลูบหัวเด็กอยู่

“คนที่คุณมาหา ตอนนี้ เข้าห้องน้ำอยู่ครับ คิดว่าเดี๋ยวก็คงกลับมา นั่งรออยู่เฉยๆ ไม่ลุกไปไหนจะดีกว่าครับ”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น โกทาโร่ก็เรียกสติตัวเองกลับคืนมา ตามกฎแล้ว หากลุกขึ้นจากที่นั่ง ก็จะถูกดึงตัวกลับไปปัจจุบันทันที หากไม่มีนางาเระอยู่ ป่านนี้โกทาโร่ก็คงกำลังโบกมือจากลาอดีตไปแล้ว

“ขะ…ขอบใจ”

“ครับ” นางาเระตอบรับคำขอบคุณของโกทาโร่ด้วยน้ำเสียงไร้อัธยาศัย ก่อนเดินเข้าไปในเคาน์เตอร์แล้วยืนกอดอก ภาพนางาเระที่ยืนกอดอกอยู่ ไม่เหมาะนักหากจะเรียกว่าพนักงานเสิร์ฟ เขาดูเหมือนยามรักษาการณ์ประตูวังเสียมากกว่า

 

ภายในร้านร้างไร้ผู้คน

ไม่สิ เคยมีคนอยู่ต่างหาก วันนั้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อน ในตอนที่ชูอิจิและโกทาโร่เข้ามาในร้านกาแฟ มีคู่รักนั่งอยู่ตรงโต๊ะนั่งใกล้ทางเข้าหนึ่งคู่ และอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์

และตรงที่นั่งซึ่งย้อนอดีตกลับไปได้ที่โกทาโร่นั่งอยู่ตอนนี้ เคยมีสุภาพบุรุษเริ่มชรา ไว้หนวดท่าทางดูดีในชุดทักซิโด้นั่งอยู่

เครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษมีอายุ แผ่รังสีบรรยากาศเก่า จนชวนให้คิดว่า เหมือนกับเดินทางข้ามเวลามาจากยุคไทโชเลย ทำให้โกทาโร่จำเขาได้เป็นอย่างดี

แต่คงจะเป็นเพราะลูกค้าสามคนนอกจากสุภาพบุรุษมีอายุ ทนกับเสื้อผ้าสกปรกและกลิ่นเหม็นรุนแรงของโกทาโร่ไม่ไหว จึงรีบออกจากร้านไปทันที

 

            จำได้แล้ว

ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ ชูอิจิไปเข้าห้องน้ำจริงๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เข้าร้านมา แล้วเขาเล่าเรื่องมหัศจรรย์ การย้อนเวลากลับไปในอดีตของร้านกาแฟแห่งนี้ และฟังเรื่องราวชีวิตของโกทาโร่จบไปคร่าวๆ แล้ว

โกทาโร่ใช้ฝ่ามือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผาก สูดหายใจลึกผ่านจมูก

ในตอนนั้นเอง เด็กหญิงวัยประมาณชั้นประถม สะพายกระเป๋านักเรียนประถมใบใหม่เอี่ยมออกมาจากห้องด้านใน

“แม่คะ เร็วๆ หน่อย”

เด็กหญิงกระโดดขึ้นลงพลางส่งเสียงเรียกสดใสเข้าไปในห้องด้านใน นางาเระมองดูเด็กหญิงที่หมุนตัวอย่างดีใจอยู่กลางร้านแล้วกล่าว

“ดีใจด้วยนะ”

“อืม” เธอตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนวิ่งออกจากร้านไป

 

            กรุ๊งกริ๊ง

 

โกทาโร่เองก็จำเหตุการณ์นี้ได้อย่างเลือนราง ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่เขารู้ว่าหลังจากนี้จะมีหญิงท่าทางเหมือนแม่เดินออกมา เขาจึงหันหน้าไปมองทางห้องด้านใน ในตอนนั้นเอง

“รอเดี๋ยวสิ” หญิงสาวผิวขาวนวล ผมสวยดำขลับปรากฏตัว ดูแล้วน่าจะอายุยี่สิบปลายๆ สวมทูนิคสำหรับฤดูใบไม้ผลิสีชมพูอ่อนลูกท้อและกระโปรงระบายสีเบจ

“ไม่ไหวจริงๆ เด็กคนนี้ ทั้งที่พิธีเปิดภาคการศึกษาจัดพรุ่งนี้แท้ๆ…” หญิงสาวบ่นพึมพำ แต่เธอก็ไม่ได้ดูเอือมระอาขนาดนั้น แต่ถอนหายใจด้วยสีหน้ายินดี

โกทาโร่มองใบหน้าของหญิงสาวแล้วตกใจ

เอ๊ะ

เขาจำใบหน้านั้นของเธอได้ เธอดูคล้ายกับหญิงในชุดเดรสสีขาวซึ่งนั่งอ่านนิยายอยู่ที่นั่งตัวนี้ตลอดเวลา ก่อนที่โกทาโร่จะกลับมาในอดีต

แต่หากบอกว่าเป็นเพียงแค่คนหน้าเหมือน ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น ความทรงจำของคนนั้นเป็นสิ่งเลอะเลือนไม่แน่นอน ถึงจะเป็นคนที่เห็นจนถึงเมื่อครู่ แต่โกทาโร่ก็ยังสับสนอยู่เล็กน้อย

            “ไม่เป็นอะไรจริงๆ เหรอครับ”

นางาเระหนุ่มคลายแขนที่กอดอกออก หรี่ตาเรียวเล็กให้เล็กเรียวลงอีก ก่อนเอ่ยถามหญิงคนนั้น ถึงจะบอกได้ยากจากสีหน้า แต่ก็รู้ได้จากน้ำเสียงว่าเขาเป็นห่วงเธอ

“สบายมาก แค่ไปดูดอกซากุระใกล้ๆ นี่เอง” หญิงสาวตอบพลางเอียงคอเล็กน้อยขณะส่งยิ้มให้

จากบทสนทนา หญิงสาวน่าจะมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง แต่โกทาโร่ก็ไม่เห็นว่าเธอมีท่าทางเจ็บป่วยที่ตรงไหน หากเพื่อความสุขของลูกแล้ว แค่ต้องฝืนตัวเองนิดหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร โกทาโร่เองก็เข้าใจเรื่องนั้นดีจากการเลี้ยงฮารุกะมาคนเดียว

“งั้นรบกวนฝากร้านสักครู่นะคะ คุณนางาเระ”

หญิงสาวไหว้วานนางาเระ ก่อนสาวเท้าก้าวเดินเงียบๆ ไปยังหน้าทางเข้า หันหลังกลับมาเล็กน้อย ค้อมหัวน้อยๆ ให้โกทาโร่และเดินออกไปทั้งแบบนั้น

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

คามิยะ ชูอิจิ เดินสวนหญิงคนนั้นกลับออกมาจากห้องน้ำ

            อ๊ะ…

วินาทีที่มองเห็นชูอิจิ เรื่องที่โกทาโร่คิดเกี่ยวกับหญิงสาวมาจนถึงตอนนั้น ทั้งหมดมลายหายไปจากหัวของเขา จะบอกว่าเขาจำเหตุผลจริงๆ ที่มาที่นี่ขึ้นได้ก็ไม่ผิด

ชูอิจิยังหนุ่มแน่นเหมือนที่โกทาโร่จำได้ หากพูดในทางกลับกัน สำหรับชูอิจิแล้ว โกทาโร่คงแก่ลงไปจนน่าตกใจไม่ผิดแน่

“เอ๊ะ”

เพราะโกทาโร่ที่พูดคุยกันอยู่จนถึงเมื่อครู่ อยู่ๆ ก็แก่ลงไปขนาดนี้เมื่อกลับออกมาจากห้องน้ำ ทำให้ชูอิจิจ้องมองเขาด้วยสีหน้ามึนงงทำอะไรไม่ถูก

“ชูอิจิ”

พอโกทาโร่ส่งเสียงเรียก ชูอิจิก็ยกสองมือขึ้นมาข้างหน้า ขัดคำพูดของเขา “เดี๋ยวๆๆ!” เขาจ้องมองโกทาโร่เขม็งด้วยแววตาเฉียบคม หยุดยืนนิ่งราวกับสต๊อปโมชั่น

แย่แล้ว

โกทาโร่ประมาทเกินไป ที่คิดว่าหากเป็นชูอิจิ คนที่เล่าเรื่องร้านกาแฟแห่งนี้ที่พาคนย้อนกลับไปในอดีตได้ให้เขาฟังเองแล้วละก็ ต่อให้เขาจะปรากฏตัวในสภาพที่แก่ลงไปขนาดไหน ก็จะเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

            โกทาโร่มั่นใจในเรื่องนั้น

ชูอิจิเป็นคนหัวไวมาแต่ไหนแต่ไร หากเป็นการสังเกตการณ์ การวิเคราะห์ และตัดสินใจ เขามีความสามารถเหนือคนทั่วไป โกทาโร่รู้ดีว่าความสามารถเหล่านั้น คือสาเหตุที่ทำให้ชูอิจิแสดงฝีมือเหนือชั้นในสนามได้

ก่อนการแข่งขัน ชูอิจิจะศึกษาข้อมูลนิสัยของคู่แข่ง และฝังทั้งหมดไว้ในหัว ลีลาการทำแต้มและการหลอกล่อศัตรูในฐานะจอมทัพของเขานั้นสมบูรณ์แบบ

ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ยากลำบากขนาดไหน ทั้งการวิเคราะห์และตัดสินใจของเขานั้นไม่เคยผิดพลาด

แต่ถึงแม้จะเป็นชูอิจิ ก็ไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ได้ทันที สำหรับเขา มันคงจะเป็นสถานการณ์น่าพิศวงชวนงงสงสัย

โกทาโร่ใช้สองมือตรวจสอบอุณหภูมิของแก้วให้แน่ใจ

“ชูอิจิ จริงๆ แล้ว…”

เขาตัดสินใจอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ แก้วอุ่นเกินคาดจนน่าตกใจ หากต้องการจัดการทุกอย่างให้เสร็จ ก่อนที่กาแฟจะเย็นชืด ก็ไม่มีเวลาเหลือมากพอให้อธิบายอะไรที่ยุ่งยากแล้ว เหงื่อซึมขึ้นมาบนหน้าผากของโกทาโร่อีกครั้ง

ถึงจะบอกว่าอธิบาย แต่จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ

โกทาโร่เริ่มลังเล หากเขาอธิบายทั้งหมด กาแฟจะต้องเย็นชืดลงก่อนไม่ผิดแน่ หากทำให้ชูอิจิเชื่อไม่ได้ว่าตนนั้นเดินทางมาจากอนาคต ก็จะทำตามจุดประสงค์ที่ต้องการไม่สำเร็จ

            จะอธิบายให้เข้าใจได้หรือเปล่านะ ไม่สิ ต้องไม่ได้แน่

โกทาโร่รู้ดี ว่าตัวเขานั้นไร้พรสวรรค์ด้านการพูดอธิบาย หากมีเวลาเหลือเฟือก็ว่าไปอย่าง แต่นอกจากไม่รู้ว่ากาแฟจะเย็นลงไปตอนไหนแล้ว ชูอิจิยังจ้องมองด้วยแววตาไม่ไว้วางใจอีก แววตานั้นทำให้จิตใจของโกทาโร่ยิ่งร้อนรนขึ้นไปอีก

“ถึงจะบอกว่าให้เชื่อ แต่ก็อาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่…”

โกทาโร่เริ่มพูด เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องเริ่มพูดอะไรสักอย่างเสียก่อน

“นายมาจากอนาคตงั้นเหรอ”

ชูอิจิกล่าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังพูดกับคนไม่รู้ภาษา

“ใช่!”

เพราะความหัวไวของชูอิจิ ทำให้โกทาโร่ตื่นเต้นขึ้นมา ตอบกลับไปด้วยเสียงดัง

[1] นักเขียนชาวรัสเซีย (11 พฤศจิกายน ค.ศ.  1821 – 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1881)

[3] สีของถั่วเหลืองที่ถูกคั่วจนเป็นสีน้ำตาลแล้วนำไปบดละเอียดจนเป็นผง มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองเข้ม

[4] คนที่มีลิ้นสัมผัสไวต่อความร้อนและดื่มของร้อนไม่ได้

[5] กระเป๋านักเรียนประถมแบบญี่ปุ่น โดยมากแล้วจะเป็นสีแดง มีราคาตั้งแต่ 25,000 เยน ไปจนถึง 70,000 เยน

[6] โยไคหรือปีศาจที่มีรูปร่างเป็นผ้า ยาวประมาณ 1 ตัน (11 เมตร) อ่านว่า อิตตัน

[7] หน้ากากไม้สลัก ใช้ในการแสดงละครชนิดหนึ่ง

.

 

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า