fbpx

[ทดลองอ่าน] ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง เล่ม 2 บทที่ 52

ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง

王女韶华

 

溪畔茶 ซีพั่นฉา เขียน

ภวิษย์พร แปล

 

— โปรย —

ใครว่าการเป็นซื่อจื่อน้อยแห่งนครอวิ๋นหนานนั้นแสนสบาย
คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ว่าการจะรักษาตำแหน่ง “ซื่อจื่อ” ไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย
มู่หยวนอวี๋จำต้องเดินทางไกล
จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในเมืองหลวง
เพื่อรักษาความลับที่สำคัญและยื้อชีวิตของตน
แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก
เมื่อบิดาเรียกตัวมู่หยวนอวี๋กลับอวิ๋นหนานบ้านเกิด
การมาอยู่เมืองหลวงครั้งนี้จะเสียเปล่าหรือไม่
แผนการในชีวิตของมู่หยวนอวี๋จะเป็นอย่างไร
ใครเล่าจะรู้ …

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

บทที่ 52

 

อีกฟากหนึ่ง หลังจากที่มู่หยวนอวี๋ส่งจดหมายโต้แย้งไปได้สองวัน ฮ่องเต้ลงพระอักษรแล้วส่งกลับคืนไปยังสภาขุนนาง

ในเวลานี้คนที่สนใจเนื้อหาของหนังสือโต้แย้งต่างก็สืบความจนรับรู้แน่ชัดแล้ว

คนอื่นยังพอทำเนา ซื่อจื่อเตียนหนิงอ๋องแค่เข้าเมืองหลวงก็ถูกคนถวายฎีการ้องเรียน ไม่รู้ว่าตัวเขาเองกำเริบเสิบสานจริงๆ หรือไปขัดหูขัดตาใครเข้าจึงถูกใส่ร้าย คนส่วนใหญ่จึงแค่อยากรู้อยากเห็น

มีเพียงฮูหยินเหวินกั๋วกงเท่านั้นที่แทบจะโมโหจนตาย

เพราะในหนังสือโต้แย้งเอ่ยถึงนางอย่างชัดเจน มู่หยวนอวี๋กล่าวว่า ตนเพิ่งเข้าเมืองหลวงได้ไม่นาน ได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านอื่นมาแค่สองครอบครัว คิดไม่ออกจริงๆว่าตัวเองไม่ให้ความเคารพผู้อาวุโสตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเพียงเรื่องเดียวที่อาจพอเป็นไปได้ นั่นก็คือฮูหยินเหวินกั๋วกง แม้จะไม่แน่ใจนัก แต่ในเมื่อถูกร้องเรียน ตนก็ไม่กล้าปกปิดเรื่องใดต่อฮ่องเต้อีก จึงต้องเล่าเรื่องทุกอย่างตามความเป็นจริง

แล้วจากนั้นก็บรรยายถึงเรื่องที่ตระกูลเหวยมาพักที่บ้านของตัวเองไม่ยอมย้ายออก

“กระหม่อมกับพี่ชายสามต่างก็เป็นบุรุษ ไม่สะดวกจะอยู่ร่วมชายคากับตระกูลเหวย การที่ต้องเชิญแขกทั้งหลายออกไปคือการกระทำที่เกิดจากความจำเป็น แต่กระหม่อมยังคงรู้สึกละอายใจต่อฮูหยินเหวินกั๋วกง เป็นเหตุให้ไม่กล้าไปพบหน้า…”

ฮูหยินเหวินกั๋วกงนินทามู่หยวนอวี๋ไปประโยคหนึ่งในงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงใหญ่ซินเล่อ นั่นถือเป็นงานใหญ่ที่มีผู้คนร่วมงานเยอะมากแล้ว ตอนนั้นนางรู้สึกสาแก่ใจ แต่นางกลับไม่คาดคิดว่ามู่หยวนอวี๋จะหาโอกาสที่คนได้รับรู้เยอะยิ่งกว่าตอกกลับนาง

การร้องเรียนและการโต้แย้งคือขั้นตอนของราชสำนัก ผู้ที่ได้รับข่าวก่อนก็คือเหล่าบุรุษที่เป็นขุนนางซึ่งทำงานอยู่นอกบ้าน ส่วนพวกสตรีที่อยู่เรือนหลังจะได้รับข่าวล่าช้ากว่าเล็กน้อย

เหวินกั๋วกงอายุมากแล้ว มีเพียงพิธีใหญ่ที่สำคัญเท่านั้นเขาถึงจะเข้าวัง อีกทั้งเวลาปกติก็แทบไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองการปกครอง แต่แม้เขาจะไม่ถามไถ่ก็ยังมีคนมาเล่าให้เขาฟังอยู่ดี

ภรรยาชราอายุปูนนี้แล้วกลับยังสร้างเรื่องใหญ่โต เหวินกั๋วกงโกรธจนหน้าเขียว กลับมาถึงก็ชี้หน้าฮูหยินเหวินกั๋วกง แต่เพราะโมโหมากจึงพูดไม่ออก ต้องดื่มชาอุ่นๆสองถ้วยติดกันถึงจะลดไฟโทสะในใจลงไปได้เล็กน้อย แล้วถึงตำหนินางด้วยความขุ่นเคือง

สำหรับฮูหยินเหวินกั๋วกง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป พอได้ยินว่าสามีพลิกสมุดบัญชีเก่ามาเล่นงาน นางก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

ต่อให้คำพูดของมู่หยวนอวี๋จะสวยงามสักแค่ไหน ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว…

ญาติของเจ้าไปยึดบ้านของคนอื่น เขาต้องการให้ญาติของเจ้าย้ายออกด้วยมีเหตุผลจำเป็น การที่เขาจะรู้สึกเกรงใจไม่อยากพบหน้าเจ้าก็เป็นเรื่องปกติ เจอหน้ากันแล้วจะพูดว่าอะไร ไม่พูดก็เรียกว่าปิดบัง พูดไปแล้วก็เท่ากับตบหน้า หลีกเลี่ยงที่จะเจอในเวลาเช่นนี้ถือเป็นวิธีจัดการที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

เจ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็ยังพอทำเนา แต่นี่ยังจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ ซักไซ้คนอื่นไม่เลิกว่าทำไมไม่ให้เกียรติเจ้า

ฮูหยินเหวินกั๋วกงคิดไม่ถึงจริงๆว่าเรื่องในตอนนั้นจะแก้ตัวได้ด้วยวิธีเช่นนี้ นางโกรธจนตัวสั่น คิดจะสั่งให้คนเตรียมรถม้า เพื่อไปคิดบัญชีกับมู่หยวนอวี๋ แต่เหวินกั๋วกงกลับขวางนางอยู่หน้าประตู “ตอนนี้เจ้าไปหาเขาแล้วจะพูดอะไร ใครใช้ให้เจ้าไปปากมากอยู่ข้างนอกก่อน!”

เวลานี้ฮูหยินเหวินกั๋วกงหมดใจจะอธิบายหรือแก้ต่างให้ตัวเองแล้ว เพียงกล่าวเสียงสั่น “ต่อให้ข้าไม่ควรเอาไปพูด เจ้าเด็กตระกูลมู่ผู้นั้นก็ไม่ควรพูดถึงข้าในฎีกา เขา เขาเป็นคนแบบใดกัน ถึงได้ไม่รู้จักหนักเบาเอาเสียเลย”

“เจ้ารู้ว่าเขาเป็นเด็กหนุ่ม จิตใจไม่สงบนิ่ง เวลาโกรธไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำได้หมด แต่ก็ยังจะไปหาเรื่องเขา เจ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ” เหวินกั๋วกงตวาดนางอย่างเดือดดาล “เจ้าไม่ชอบที่เขาไร้มารยาทก็แค่พูดคุยกับคนในบ้านก็พอ ทำไมจะต้องเอาไปพูดข้างนอก!”

ฮูหยินเหวินกั๋วกงที่เห็นว่าเขาเอาแต่กล่าวโทษตัวเองก็เริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้าง ความอับอายที่กลายเป็นความโกรธยิ่งรุนแรงมากขึ้น “สรุปก็คือไม่มีใครทำแบบเขา ผู้อาวุโสในบ้านตำหนิแค่คำเดียว เขาไม่ชอบฟังก็วิ่งแจ้นไปฟ้องถึงตำหนักจินหลวน วันหน้าหากมีคนทำอะไรเขาจริงๆ เขาจะไม่ฆ่าล้างตระกูลเลยหรือ…นายท่านเอาแต่ตำหนิข้าแบบนี้ หมายความว่าอย่างไร!”

“ขนาดคำพูดของข้าเจ้าก็ยังไม่ยอมฟัง ยังจะยอกย้อนข้าอีก” เหวินกั๋วกงหัวเราะเสียงเย็น “ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ามู่ซื่อจื่อเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง เป็นเพราะมีผู้ตรวจการร้องเรียนเขา เขาต้องส่งหนังสือโต้แย้งให้ฮ่องเต้ ถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา หากเจ้าไม่ปากมากก็ไม่มีเรื่องแล้ว ผู้ตรวจการพวกนั้นก็เหมือนปลิงดูดเลือด เดิมทีฐานะของมู่ซื่อจื่อก็กระตุ้นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของผู้คนอยู่แล้ว เกรงว่านับตั้งแต่เข้าเมืองหลวงมาก็คงถูกคนหมายหัว เจ้ารีบร้อนส่งมีดให้คนอื่น ถูกคนอื่นหลอกใช้ยังไม่รู้ตัว ตอนนี้ยังเอาแต่นึกว่ามู่ซื่อจื่อเล่นงานเจ้า บ่อน้ำเบื้องหลังเขาลึกยิ่งนัก เจ้ายังไม่ทันประมาณกำลังตนว่าควรไปข้องแวะด้วยไหมก็เอาหัวทิ่มลงไปแล้ว!”

คนเราย่อมมีเรื่องที่ไม่ถนัด อย่างฮูหยินเหวินกั๋วกงที่เป็นมือดีในการกำราบสะใภ้ แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการเมืองการปกครอง นางกลับไม่มีความเฉียบคมในการรับรู้ แต่เมื่อเหวินกั๋วกงเอ่ยเช่นนี้ นางก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงไหน นางกลับยังคิดไม่ออก ได้แต่นิ่งอึ้งไป ก่อนจะกล่าวว่า “ใครหมายหัวเขา”

เหวินกั๋วกงที่ระเบิดโทสะอยู่นานจึงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า “ตอนนี้จะมองออกได้อย่างไร สรุปก็คือเจ้าหยุดสร้างเรื่องบ้างเถอะ ต่อให้เจ้าจะไม่ชอบสะใภ้ใหญ่ แต่ไม่เห็นต้องพาลโกรธไปยังน้องชายของนาง มาดแม่สามีของเจ้าเอามาใช้กับสะใภ้ก็พอ เขาคือจวิ้นอ๋องในอนาคต ขนาดฮ่องเต้ยังไม่เคยตำหนิเรื่องมารยาทของเขา แล้วเจ้าคู่ควรงั้นหรือ หากการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ครั้งนี้ต้องสิ้นสุดลงจริงๆ เจ้าจะไปหาลูกสะใภ้ที่เป็นบุตรสาวของจวิ้นอ๋องมาจากไหนได้อีก”

ตำแหน่งของเตียนหนิงอ๋องเหนือกว่าบรรดาอ๋องทั้งหลาย เพราะสกุลมู่คือสกุลอ๋องต่างแซ่ แม้จะมีบรรดาศักดิ์เป็นอ๋อง แต่ไม่ถือเป็นเชื้อพระวงศ์ กระนั้นเขาก็ยังถือเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน เหล่าขุนนางก็ยังมองเขาเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มีคุณงามความดี มู่จื่อเฟยจึงได้แต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกของซื่อจื่อเหวินกั๋วกง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบุตรสาวของอ๋องสกุลจูไม่อาจทำได้ อย่างมากก็ได้แค่แต่งกับบุตรชายของขุนนางที่ไม่อาจได้รับตำแหน่งสืบทอดใดๆ

นี่คือกลยุทธ์ที่ราชสำนักใช้ป้องกันไม่ให้อ๋องเชื้อพระวงศ์มีอำนาจเหนือกว่าครอบครัวของฮ่องเต้ ก็เหมือนการที่เลือกฮองเฮาจากหญิงตระกูลทั่วไปหรือตระกูลขุนนางเล็กๆ เพื่อป้องกันปัญหาจากญาติฝ่ายภรรยานั่นเอง

ฮองเฮาทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมทั้งสิ้นสามคนในฮ่องเต้องค์ปัจจุบันล้วนมีชาติกำเนิดที่ไม่สูงทั้งสิ้น

ฮูหยินเหวินกั๋วกงไม่ใช่พวกป่าเถื่อนไร้เหตุผล น้ำเสียงจึงอ่อนลง “ถ้าอย่างนั้นฮ่องเต้ตรัสอย่างไรกับหนังสือโต้แย้งของเขา”

“ทรงพระอักษรความว่า หากผิดจงปรับปรุงแก้ไข หากไร้ผิดแล้วไซร้ จงรับคำนั้นไว้เตือนใจตน” เหวินกั๋วกงมองนางแล้วถาม “เจ้าว่า นี่คือการกล่าวโทษหรือไม่”

แน่นอนว่าไม่ใช่

ฮูหยินเหวินกั๋วกงไม่กล่าวอะไรอีก

ไม่พูดก็ส่วนไม่พูด แต่ความแค้นเคืองในใจนางไม่อาจจางหายไปได้เอง กระนั้นก็ไม่มีหนทางอื่น ได้แต่คาดหวังให้คนที่รู้เรื่องมีไม่มาก และให้เรื่องนี้เงียบไปโดยเร็วที่สุด แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามกับความต้องการของนางอย่างสิ้นเชิง เพราะยังมีมู่จื่อจิ้งแห่งจวนเซวียนซานโหวคนหนึ่งละที่เอาเรื่องของนางออกไปป่าวประกาศ ในคำพูดของมู่จื่อจิ้งนั้นมีนัยว่านางไม่ควรรังแกมู่หยวนอวี๋ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะลืมไปแล้วว่าตัวเองก็ไม่ได้มือสะอาดสักเท่าไหร่

อันที่จริงมู่จื่อจิ้งไม่ได้ลืมสิ่งที่ตัวเองทำไว้ แล้วก็เพราะว่าจำได้ นางถึงต้องออกมาเหยียบหัวฮูหยินเหวินกั๋วกงเช่นนี้ นางรู้ข่าวที่มู่หยวนอวี๋จะมาเมืองหลวงช้ากว่ามู่จื่อเฟยอยู่หลายวัน หลังจากมู่หยวนอวี๋ไปเยี่ยมมู่จื่อเฟยแล้ว จดหมายนั้นจึงได้ส่งมาถึงนาง แล้วก็ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้นางเกิดความคิดที่สมเหตุสมผลว่ามู่หยวนอวี๋คงจะมาเยี่ยมนางด้วย

และเพียงไม่นานคนในจวนก็รู้ว่าซื่อจื่อน้องชายจากบ้านเดิมของนางมาถึงเมืองหลวงแล้ว ทุกคนต่างก็พากันมาแสดงความยินดีกับนาง ขนาดฮูหยินเซวียนซานโหวก็ยังถามถึงอยู่หลายคำ อีกทั้งยังสั่งให้คนในห้องเครื่องเตรียมอาหารของอวิ๋นหนานเอาไว้หลายรายการ เพียงรอให้มู่หยวนอวี๋มาหาเท่านั้น

แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นว่ามีใครมา แม้แต่คนส่งข่าวก็ยังไม่มี ราวกับจำไม่ได้แล้วว่าในเมืองหลวงนอกจากมู่จื่อเฟยแล้วยังมีนางที่เป็นพี่สาวอยู่อีกคน

รัศมีบนใบหน้าของมู่จื่อจิ้งหม่นแสงลงไปทุกวัน

นางกับมู่จื่อเฟยอายุใกล้เคียงกัน จึงง่ายที่จะเกิดความคิดเปรียบเทียบ และในความเป็นจริงแล้วนางก็เปรียบเทียบตัวเองกับอีกฝ่ายมาตั้งแต่เล็กจนโต ความขุ่นเคืองที่สั่งสมกลายมาเป็นทิฐิดึงดัน ทิฐินี้ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองตกเป็นรองมู่จื่อเฟยอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อจิตใจเต็มไปด้วยโทสะจึงทำให้หลุดคำพูดโง่ๆออกไป

เดิมทีนางยังเป็นฝ่ายไปเยือนมู่หยวนอวี๋ถึงเรือนด้วยตัวเองได้ แต่เมื่อคำพูดแสนโง่เขลานั้นหลุดจากปากไปแล้วก็ไม่อาจทำได้อีก…คนทั้งจวนต่างก็จับตามองนาง กว่าจะรักษาชื่อเสียงอันดีงามของตนไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อก่อเรื่องจุดไฟเผาเรือนตัวเองไปแล้ว ย่อมไม่มีบันไดให้นางลง นางจะหาทางลงดีๆได้อย่างไร

ขณะเดียวกันนางก็หวาดกลัว

ใช่ว่านางไม่อยากแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าหน้าตาจะสำคัญ แต่ก็ไม่สำคัญไปกว่าน้องชายซึ่งเป็นบุตรภรรยาเอกจากบ้านเดิม ต่อให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเขา อย่างน้อยก็ไม่ควรล่วงเกินเขา

แต่นางทำพลาดไปแล้ว

ไม่มีทางที่มู่หยวนอวี๋จะไม่รู้…คนที่อยู่ในเหตุการณ์มีฮูหยินเหวินกั๋วกงด้วย ต่อให้นางไม่พูด สาวใช้ที่นางพาไปด้วยก็ต้องพูดอยู่ดี และมู่จื่อเฟยก็จะต้องรู้ เมื่อกุมจุดอ่อนของนางได้แล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางปล่อยไปให้เสียเปล่าแน่นอน

หากในเวลาเช่นนี้นางไปพบมู่หยวนอวี๋ แล้วมู่หยวนอวี๋ไม่ยอมพบนาง จะทำอย่างไรเล่า

แม้ว่าแต่ไหนแต่ไรแล้ว น้องชายคนนี้จะมีนิสัยอ่อนโยน แต่ในฐานะที่มู่จื่อจิ้งเป็นบุตรสาว เกิดมาก็มีความหวาดกลัวต่อน้องชายอยู่แล้ว นั่นคือผู้ชาย คือต้นกล้าหนึ่งเดียวของจวนเตียนหนิงอ๋อง

สมมุติว่ามู่หยวนอวี๋ปิดประตูไม่ต้อนรับนาง ความยากลำบากเกือบสองปีที่ผ่านมาของนางคงเสียเปล่า เมื่อกลับไปถึงจวนเซวียนซานโหวอีกครั้งคงต้องอับอายขายหน้าผู้คน

นางที่ทั้งเสียใจและหวาดกลัวจึงลังเลอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งได้รับของที่เก๋ออี๋เหนียงมารดาของนางฝากมาให้ รวมถึงข่าวที่มู่หยวนอวี๋ล้มป่วยและคำบอกเล่าต่างๆ

คืนนั้นนางที่ร้อนใจจัดถึงกับมีตุ่มร้อนในขึ้นในปาก และวันต่อมาก็รีบขึ้นรถเดินทางไปยังบ้านตระกูลมู่โดยไม่สนใจอะไรอีก

มู่หยวนอวี๋ไม่ได้พบนาง ตอนนั้นมู่หยวนอวี๋เพิ่งนำหนังสือโต้แย้งไปส่ง กำลังรอผลว่าจะเป็นเช่นไร ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจพวกนางอีก

ความคิดที่ว่ามู่หยวนอวี๋คงไม่ต้อนรับนางกลายมาเป็นความจริง นางไม่มีเวลามาสนใจว่าคนของจวนเซวียนซานโหวจะคิดอย่างไร ได้แต่คิดหาวิธีมาแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้

ฮูหยินเหวินกั๋วกงจึงได้ยินเรื่องที่นางเอาไปป่าวประกาศโดยทั่ว

จนทำให้ฮูหยินเหวินกั๋วกงไม่มีหน้าจะออกนอกบ้าน ต้องอ้างว่าป่วยยาวไปจนถึงหลังปีใหม่ แม้แต่ตอนปีใหม่ที่เหล่าญาติมิตรมาเยี่ยมก็ไม่ยอมออกมาพบหน้า

นั่นคือเหตุการณ์ในตอนหลังจะยังไม่ขอกล่าวถึง

 

เรื่องราวในขณะนั้นคือ เมื่อการยื่นหนังสือโต้แย้งของมู่หยวนอวี๋ผ่านไปด้วยดี ผ่านไปไม่นานมู่หยวนอวี๋ก็ถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้า ฮ่องเต้ถามว่า “ใกล้จะปีใหม่แล้ว เจ้าเพิ่งหายป่วย จะรอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนแล้วค่อยเข้าเรียน หรือจะเริ่มเรียนตอนนี้เลย”

มู่หยวนอวี๋รีบยิ้มตอบ “อาการป่วยของกระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ อยู่บ้านก็ว่างไม่รู้จะทำอะไร ได้ยินมาว่าราชบัณฑิตอาวุโสเป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวาง กระหม่อมจึงอยากรีบไปเรียนเร็วๆ จะได้เพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเอง”

ฮ่องเต้พยักหน้า “เจ้ามีใจใฝ่ศึกษา ดีมาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้เจ้าก็ไปที่จวนสืออ๋องเถอะ ซานหลางเองก็อยู่ที่นั่น เขาแก่กว่าเจ้าสองปี นิสัยค่อนข้างดี แต่หากมีอะไรที่ทำให้เจ้าลำบากใจก็ไม่ต้องเก็บไว้ มาบอกเราได้ทุกเมื่อ”

มู่หยวนอวี๋ยิ้ม “กระหม่อมเคยพบองค์ชายสามครั้งหนึ่ง องค์ชายสามเป็นมิตรอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่องค์ชายสามเท่านั้น องค์ชายรองก็ยิ่งใจกว้าง ไม่เพียงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องบาดหมางครั้งก่อนเก่า ยังยอมอภัยให้กับความสะเพร่าบางอย่างของกระหม่อม กระหม่อมได้เรียนหนังสือกับองค์ชายทั้งสองล้วนเป็นเพราะพระกรุณาธิคุณของฝ่าบาท ไหนเลยจะมีเรื่องที่ทำให้ลำบากใจได้”

เมื่อฮ่องเต้ได้ยินมู่หยวนอวี๋พูดถึงจูจิ่นเซิน โทสะที่ยังหลงเหลือก็ผุดขึ้นมา “เอ้อร์หลางไปอยู่ที่วัดชิ่งโซ่วชั่วคราว ยังกลับมาไม่ได้ เจ้าต้องเรียนกับซานหลางคนเดียวไปก่อน”

มู่หยวนอวี๋ยังไม่รู้เรื่องที่จูจิ่นเซินถูกไล่ไปอยู่ที่อื่น นึกว่าอาการป่วยของเขาทรุดลงอีกแล้ว ในยุคที่ผู้คนยังงมงาย เมื่อยาที่แพทย์สั่งให้ใช้ไม่ได้ผลก็มักจะหันไปพึ่งการสวดภาวนาขอพรจากองค์เทพแทน จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ฝ่าบาท หรือว่าองค์ชายประชวรอีกแล้ว เมื่อวันก่อนตอนที่กระหม่อมไปเยี่ยมเขายังดีๆอยู่เลย”

เรื่องน่าอายอย่างการที่บุตรชายพูดถากถางครอบครัวตัวเองว่าโง่เขลาน่าขัน ฮ่องเต้ไม่อยากจะพูดถึงอีก แต่เมื่อได้ยินมู่หยวนอวี๋กล่าวเช่นนี้ก็อดประหลาดใจไม่ได้…นิสัยเอาแต่ใจของจูจิ่นเซินกำเริบเมื่อไหร่ แม้แต่คนเป็นบิดาก็ยังไม่ไว้หน้า คนอื่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยเหตุนี้คนที่กล้าคบค้าสมาคมกับเขาจึงมีไม่มาก ซื่อจื่อน้อยผู้นี้ใจกล้าไม่เบา ถึงขนาดกล้าเอาตัวมาใกล้ชิดกับเขา

ฮ่องเต้ก็ได้แต่กล่าวว่า “ไม่ใช่ เขาเสียกิริยาต่อหน้าเรา เราเลยสั่งให้เขาไปทบทวนตัวเองสองเดือน”

คราวนี้เป็นมู่หยวนอวี๋บ้างที่ต้องกลัดกลุ้ม เพราะไม่สะดวกที่จะถามว่าจูจิ่นเซินเสียกิริยาอย่างไร…ลางสังหรณ์บอกนางว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายแค่นี้ ด้วยรูปลักษณ์ของจูจิ่นเซิน เพียงแค่ยืนเฉยๆก็ยังเจริญหูเจริญตา ต่อให้เขาหลังค่อมเป็นอูฐก็ยังดูสง่างามมากกว่าคนอื่น จะมีอะไรทำให้เขาเสียกิริยาได้

ระยะเวลาการทบทวนตัวเองสองเดือนไม่นับว่าสั้น ไม่เหมือนว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย

เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่มีคำพูดอย่างอื่น มู่หยวนอวี๋ก็ทูลลาไปด้วยความอัดอั้น ออกจากประตูวังขึ้นรถม้า ในใจก็ใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด

นางกำลังสองจิตสองใจว่าจะไปหาจูจิ่นเซินดีหรือไม่

จูจิ่นเซินนับว่าเป็นมิตรกับนางไม่น้อย ตอนนี้เขาเกิดเรื่อง หากเขาเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรง ถูกบิดาไล่ให้ไปอยู่วัดเพื่อทบทวนตัวเองก็คงไม่เป็นปัญหา แต่เขาเป็นคนขี้โรค หากไม่สนใจไยดีเสียเลยก็ออกจะไร้น้ำใจไปหน่อย

เพราะอย่างไรเสีย เมื่อวันก่อนนางก็เพิ่งไปปรึกษาธุระกับเขา

คิดไปคิดมานางก็เลิกผ้าม่านรถม้า ถามสารถีที่อยู่ข้างนอก “วัดชิ่งโซ่วอยู่ที่ไหน ห่างจากที่นี่มากไหม”

สารถีคือบ่าวเก่าแก่ของบ้านตระกูลมู่ คุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองหลวงเป็นอย่างดี พอได้ยินคำถามก็เอ่ยตอบ “ไม่ถือว่าไกล ไปจากที่นี่ก็ประมาณหนึ่งชั่วยามกระมัง”

มู่หยวนอวี๋ตกตะลึง “ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ในเมืองน่ะสิ”

สารถีตอบ “ขอรับ”

อยู่ใกล้ขนาดนี้ ไม่ไปถามไถ่สักคำย่อมไม่ดี จูจิ่นเซินจะยอมพบหน้านางหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นางไม่อาจเสแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลองคิดดูแล้วฮ่องเต้ก็บอกแค่ว่าให้เขาไปทบทวนตัวเอง ไม่ได้บอกว่าสั่งกักบริเวณ

จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่กลับบ้าน ไปที่วัดชิ่งโซ่วก่อน”

สารถีขับรถม้าไปตามคำสั่ง ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมาก็ถึงวัดชิ่งโซ่ว

วัดชิ่งโซ่วคือวัดของเชื้อพระวงศ์ แม้ว่าเวลาปกติจะต้อนรับคนทั่วไปมาจุดธูปไหว้พระ แต่พวกชาวบ้านหวาดเกรงในบารมีของเชื้อพระวงศ์ โดยปกติแล้วจึงไม่มีใครกล้ามา ฉะนั้น แม้จะอยู่ในเมือง ประตูหน้าวัดก็ยังเงียบสงัด ไม่มีภาพควันธูปลอยโขมงเหมือนวัดอื่นๆ

เณรน้อยที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเบื่อหน่ายเป็นกำลัง พอเห็นว่ามีแขกมาเยือนก็พอจะทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้บ้าง เขาวิ่งไปแจ้งคนข้างใน เพียงครู่เดียวก็กลับออกมาเชิญมู่หยวนอวี๋เข้าไปข้างใน

มู่หยวนอวี๋ลงจากรถม้า นางเพิ่งหายป่วยจึงระมัดระวังเรื่องให้ความอบอุ่นกับตัวเองมากเป็นพิเศษ จัดแจงสวมหมวกขนสัตว์หนานุ่ม ประคองเตาอุ่นไว้ในมือแล้วเดินตามเณรน้อยไป

นางไม่รู้ว่าห่างออกไปไม่ไกล หลี่เฟยจางนั่งเอนหลังอยู่ในรถม้าของตัวเอง เลิกผ้าม่านออก เกิดเป็นช่องเล็กๆ  และมองออกมาด้วยสายตาซับซ้อน

เขามาที่นี่ติดต่อกันสองวันแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้พบหน้าจูจิ่นเซิน

องค์ชายรองผู้นี้เข้าถึงได้ยากเกินไป แล้วก็คาดเดาได้ยากเกินไปเช่นกัน บางทีเขาอาจจะลองวิธีอ้อมๆเพื่อช่วยให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย…

ต่อให้จะมีความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่งกั้นขวางอยู่ ในอนาคตอาจต้องยอมก้มหัวให้จวนเตียนหนิงอ๋อง เดิมทีทั้งสองตระกูลก็เดินกันคนละเส้นทางอยู่แล้ว ผลกระทบย่อมมีไม่มาก อย่างไรเสีย ก็ดีกว่าต้องกลั้นใจไปสนับสนุนองค์ชายสามซึ่งสตรีผู้นั้นเป็นคนเลี้ยงดู

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า