生死谷
หุบเขาคร่าวิญญาณ
鄭丰เจิ้งฟง
เขียน
HUNZA
แปล
โปรย
หุบเขาเร้นลับที่ปราศจากทางออก
เหล่าเด็กน้อยถูกพาตัวมารับการฝึกฝนอันแสนโหดเหี้ยม
เพื่อให้พวกเขาเติบใหญ่กลายเป็นนักฆ่า
เป็นอาวุธสังหารที่กุมความเป็นไปของแว่นแคว้น
ในยุคที่แผ่นดินระส่ำระส่ายนี้
เผยรั่วหลัน คุณหนูหกแห่งจวนขุนนาง
เสี่ยวหูจื่อ บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีอู่
แม้มีชาติกำเนิดสูงส่ง หากแต่เด็กทั้งสอง
กลับถูกลักพามาได้อย่างง่ายดาย
ไม่พ้นต้องตกลงสู่นรกไร้ปราณี
ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพวกเขาไป
พี่น้องสองร้อยคน
ด่านทั้งสาม
มีเพียงแปดคนเท่านั้นที่จะได้กลับบ้าน!
ต้นฉบับนี้ยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์
บทที่ 4 ช่วยเหลือกัน
การห้ามคุยกันเป็นกฎสำคัญที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เสี่ยวหูจื่อมาถึงหุบเขาเป็นวันที่สามก็เห็นเด็กสองคนถูกถอดเสื้อผ้า จับแขวนมัดมือมัดเท้าอยู่บนต้นไม้ มีผ้าคาดเอวสีขาวผูกปากเอาไว้ หัวหน้าหมู่คนหนึ่งประกาศความผิดพวกเขาว่า “พี่น้องสองคนนี้แอบคุยเมื่อคืนแล้วถูกหัวหน้าหมู่พบเข้าจึงลงโทษด้วยการโบยแส้สิบครั้ง ถ้าใครยังกล้าทำผิดซ้ำอีกจะต้องถูกลงโทษเยี่ยงนี้” เขาโบยเด็กทั้งสองคนต่อหน้าเด็กคนอื่น ๆ ทั้งหมดสิบครั้ง เนื้อตัวของเด็กสองคนปริแตก เลือดไหลเต็มตัว เด็กคนอื่น ๆ ได้แต่มองดูด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก พวกเขารู้แต่ว่าจะต้องระมัดระวังตัวให้ดี อย่าได้พูดคุยกับเขา
เสี่ยวหูจื่อร้องไห้คิดถึงบ้านติดต่อกันอยู่หลายคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เขาค้นพบว่าการร้องไห้ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น การใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขานี้นานอีกหนึ่งวันเท่ากับดับความหวังที่จะกลับบ้านลงไปอีกหนึ่งวัน หลังจากผ่านไปได้สิบวัน เสี่ยวหูจื่อก็เลิกร้องไห้ เขาเริ่มมั่นใจว่าตนเองจะต้องผ่านด่านทั้งสามได้แน่ บอกตัวเองว่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ เมื่อใดที่อดทนอยู่ไปจนผ่านด่านทั้งสามก็จะเป็นวันที่เขาได้กลับบ้าน
หลายวันหลังจากนั้น เด็ก ๆ ในหมู่เสือดาวสามทั้งห้าคนฝึกวิชาทั้งหกประเภทในหุบเขาภายใต้เสียงตวาดด่าทอและการทุบตีของหัวหน้าหมู่เช่นโต่วเส้าถู มีความเป็นอยู่ยากลำบาก เสี่ยวหูจื่อไม่มีใครให้คุยด้วยต้องเผชิญกับความกดดัน หวาดกลัว โดดเดี่ยวและกระวนกระวายใจเพียงลำพัง รู้สึกชีวิตผ่านไปอย่างทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะความรู้สึกโดดเดี่ยวเป็นเสมือนสายกุญแจที่คล้องคอแน่นหนา ไม่ว่าจะสลัดอย่างไรก็ไม่มีทางหลุดออกจากมันจนทำให้เขารู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
หลังจากทิ้งความคิดถึงบ้านไปแล้ว เสี่ยวหูจื่อเริ่มสังเกตหุบเขาแห่งนี้อย่างละเอียด หุบเขามีพื้นที่กว้างใหญ่ จากที่ลอบคำนวณน่าจะมีความกว้างขนาดตรอกใหญ่ ๆ ในเมืองหลวงสิบกว่าตรอกรวมกัน เขาสังเกตพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกจนสามารถจับตำแหน่งทิศได้ว่า ถ้ำที่พักของหมู่เสือดาวสามอยู่ทิศเหนือของหุบเขา มีถ้ำใหญ่น้อยอยู่รวมกันแถวนั้นถึงสี่สิบกว่าคูหา และอยู่ห่างกันค่อนข้างมาก มีเด็ก ๆ หมู่อื่นพักอาศัยอยู่ในนั้น จากถ้ำที่พักเดินไปทางทิศตะวันออกไม่ไกลนักมีบ่อน้ำธรรมชาติอยู่หลายแห่ง ช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำจะเห็นเด็ก ๆ มาอาบน้ำล้างหน้ากันอยู่ ห่างออกไปอีกหน่อยมีห้องส้วมที่ทำเป็นเพิงหยาบ ๆ เพื่อให้เป็นที่ปลดทุกข์
ห่างจากถ้ำที่พักไปทางตะวันตกราวสามสิบจั้งมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ถ้ำหนึ่ง เวลาที่เสี่ยวหูจื่อฝึกการวิ่งจะผ่านหน้าถ้ำแห่งนั้น เขาเคยชะเง้อมองด้วยความสนใจใคร่รู้ เห็นด้านในมีกระสอบป่านวางเรียงเต็มไปหมด คิดว่าเป็นที่เก็บเสบียงกรังอาหารแห้ง ด้านข้างมีถ้ำขนาดเล็กกว่าหน่อยใช้เป็นห้องทำครัว มีหัวหน้าหมู่อยู่ที่นั่นคอยต้มน้ำร้อน ทำอาหาร ต้มข้าว ทำเนื้อแห้งผักแห้งให้พวกเด็ก ๆ ได้กินตอนเช้าและตอนเย็น มีบางครั้งที่พวกเขากินข้าวต้มที่ใส่ชามไม้ เมื่อกินเสร็จแล้วจะต้องไปล้างชามให้สะอาดที่บ่อน้ำข้าง ๆ ห้องครัวแล้วนำมาเก็บให้เรียบร้อยจึงจะออกไปได้
จากห้องครัวและห้องเก็บเสบียง เดินตรงไปยังทิศตะวันตกอีกหน่อย จะมีถ้ำขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง โต่วเส้าถูเคยบอกว่าเป็นเขตหวงห้าม ไม่ให้ใครเข้าไปใกล้เด็ดขาด
ทิศตะวันออกของหุบเขามีน้ำตกแห่งหนึ่ง ด้านล่างมีแอ่งน้ำใสแจ๋ว ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านนอกจากตอนไปวิ่งที่ริมหุบเขา ถ้าเดินขึ้นไปทิศตะวันออกเฉียงใต้อีกหน่อยจะเป็นป่าไม้ที่รกชัฏน่าสะพรึงกลัว ว่ากันว่ามักจะมีภูตผีปีศาจปรากฏตัวในเวลากลางคืนอยู่เสมอ ทิศใต้ของหุบเขาเป็นแอ่งโคลนสีดำสนิทยาวเป็นแนวเดียวกับชายป่าสร้างความน่าสะพรึงกลัวเสียจนไม่มีใครกล้าเดินไปแถวนั้นเพียงลำพัง
วันเวลาผ่านไปนานเข้าเสี่ยวหูจื่อเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในหุบเขา รู้ว่าจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อฝึกฝนร่างกายตามคำสั่งของโต่วเส้าถู โดยเรียงลำดับไปตั้งแต่ฝึกกำลังขา ฝึกการวิ่ง การปีนป่าย การว่ายน้ำ การกระโดดและการแบกสิ่งของ ทั้งหมดหกอย่างไปจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ไม่มีการพักเหนื่อยระหว่างวัน นอกจากเวลากินอาหารเช้าและอาหารเย็น หลังจากเคยชินกับการตารางการฝึกและการพักผ่อนทำให้เสี่ยวหูจื่อพอจะใช้ชีวิตผ่านไปได้ แม้กฎห้ามพูดกับคนในหมู่เดียวกันจะรักษาได้อย่างยากลำบาก แต่ทว่าพวกเขายุ่งกับการฝึกฝนร่างกายตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอตกค่ำร่างกายอ่อนล้า สองขาแทบยืนไม่ไหว ปวดเนื้อปวดตัวไปหมด พอตัวถึงพื้นก็หลับผล็อย ไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะไปคุยกับเด็ก ๆ คนอื่น
เสี่ยวหูจื่อเป็นนักเตะลูกหนังฝีมือดี มือเท้าว่องไว อีกทั้งกระฉับกระเฉงมากกว่าคนอื่น ทักษะทั้งหกอย่างที่ต้องฝึกทุกวันจึงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขา ไม่นานก็สามารถฝึกแต่ละอย่างได้อย่างชำนาญกลายมาเป็นผู้ทำผลงานได้ดีในทุก ๆ อย่างในหมู่
แต่ละครั้งที่ฝึกการวิ่ง เขาจะเห็นเจ้าสองอยู่รั้งท้ายและจบลงด้วยการถูกลงโทษอย่างหนักทุกครั้งไป แม้จะรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ต้องถูกตี แต่ก็อดเกิดความเห็นใจในตัวเจ้าสองขึ้นมาไม่ได้ เขาคิดว่า ข้าต้องทนเห็นพรรคพวกในกลุ่มถูกลงโทษอย่างหนักทุกวันแต่ก็ยังไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือ ถ้าต่อไปถึงตาข้าต้องโดนลงโทษบ้างคิดว่าพวกเขาก็คงไม่มีใครสนใจเป็นแน่ ให้เป็นเช่นนี้ต่อไปมันจะได้ที่ไหน
เขาคลุกคลีตีโมงกับเด็กข้างถนน เตะลูกหนังเล่นกับพรรคพวกมาตั้งแต่เล็กๆ เข้าใจถึงความสำคัญในการมีมิตรสหายให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตอนนี้เขามิได้มีแต่ความหวาดกลัวเนื่องจากถูกพาตัวมาอยู่ในหุบเขาที่ไม่คุ้นเคยอีกต่อไปจึงเริ่มคิดหาวิธีช่วยเจ้าสอง
วันนี้ขณะที่เด็ก ๆ กำลังฝึกการวิ่งกันอยู่นั้น เสี่ยวหูจื่อจงใจวิ่งให้ช้าลงจนอยู่ระดับเดียวกับเจ้าสอง เขาถือโอกาสที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้นกระซิบเบา ๆว่า “เจ้าวิ่งให้เต็มที่นะ ไม่ต้องห่วงวันนี้ข้าจะรั้งท้ายให้เอง”
เจ้าสองเบิกตาโตราวกับไม่เชื่อหูตนเอง น้ำตาแห่งความซาบซึ้งแทบจะหยดออกมา ริมฝีปากสั่นระริกอย่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ที่จริงแล้วเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามคุยแล้วถูกจับไปลงโทษด้วยการโบยแส้
เสี่ยวหูจื่อหัวเราะตบไหล่เขาเบา ๆ จงใจวิ่งให้ช้าลงจนอยู่เป็นคนสุดท้าย หลังจากวิ่งครบห้ารอบ เจ้าสองวิ่งกลับมาเป็นอันดับสองรองบ๊วย ส่วนเสี่ยวหูจื่อที่ถูกเรียกว่าเจ้าห้ากลับวิ่งมาเป็นคนสุดท้ายด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ทำท่าหายใจแทบไม่ทัน
โต่วเส้าถูนิ่วหน้าด่าทออย่างไม่พอใจ “เจ้าห้า ปกติเจ้าวิ่งนำอยู่คนแรก ทำไมวันนี้ถึงได้วิ่งช้าขนาดนี้”
เสียงของเสี่ยวหูจื่อขาดเป็นห้วง ๆ “เรียนหัวหน้าหมู่ … ข้า … ข้าปวดท้อง …ปวดท้องจะแย่ ..” พูดแล้วก็ยกมือกุมท้อง งอตัวทำสีหน้าเหยเกด้วยความทรมาน
เด็กที่เหลืออีกสี่คนทำตาโตยืนมองเสี่ยวหูจื่อ จากนั้นหันมามองตากันและกันก่อนจะรู้ว่าเขาแสร้งทำ พวกเขาเข้าใจว่าเสี่ยวหูจื่อทำเช่นนี้เพื่อไม่ให้เจ้าสองถูกลงโทษ นอกจากประหลาดใจแล้วพวกเขายังไม่อยากจะเชื่อในสิ่งเห็น
โต่วเส้าถูเห็นท่าทางทรมานของเสี่ยวหูจื่อจึงโบกมือพร้อมกำชับว่า “เจ้าจะถ่ายท้องก็รีบ ๆ ไป อย่าให้เล็ดออกมาเลอะกางเกง” เมื่อเสี่ยวหูจื่อจือทำธุระเสร็จยังคงถูกโต่วเส้าถูตีด้วยแผ่นไม้สิบที เพียงแต่แรงตีไม่หนักเท่าไร
หลังจากนั้นเสี่ยวหูจื่อมักจะหาทางรั้งท้ายช่วยเจ้าสอง โดยเป็นฝ่ายถูกโต่วเส้าถูลงโทษอยู่หลายครั้ง จนสร้างความนับถือขึ้นภายในใจของเด็ก ๆ อีกสี่คนอย่างไม่รู้ตัว
เดิมทีเด็กทั้งห้าคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและยังถูกห้ามไม่ให้คุยกัน ต่างฝ่ายต่างมีความห่างเหินและแปลกหน้าอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เสี่ยวหูจื่อเป็นฝ่ายยื่นมือช่วยเหลือพวกพ้องทำให้เด็กอีกสี่คนเริ่มคิดคล้อยตาม เจ้าหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่จะให้เดินวิ่งกระโดดหรือแบกสิ่งของล้วนแต่ไม่เป็นปัญหา เขาจะแย่ก็ตรงที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ละครั้งที่ถูกสั่งให้ว่ายน้ำเขาจะตะเกียกตะกายอย่างทรมาน กินน้ำเข้าไปหลายอึก อีกทั้งยังเป็นคนนิสัยเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจา ไม่ค่อยให้ความสนใจคนอื่น เมื่อเห็นเสี่ยวหูจื่อยอมโดนตีแทนเจ้าสองทำให้เขาเริ่มประทับใจ สามวันหลังจากนั้น ในขณะที่ฝึกการวิ่ง เขายอมวิ่งรั้งท้าย เพื่อโดนตีแทนเจ้าสอง เจ้าสามและเจ้าสี่เมื่อเห็นแล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้
เจ้าสองเป็นคนรูปร่างอ้วนใหญ่จะให้วิ่งหรือเดินก็ค่อนข้างเชื่องช้าแต่เขามีพละกำลังมากกว่าคนอื่น สามารถแบกของหนัก ๆ เอาไว้ได้ เขาเริ่มยื่นมือช่วยเหลือพวกพ้องอย่างลับ ๆ แต่ละครั้งที่ฝึกการแบกสิ่งของ เขามักจะช่วยหยิบเศษดินเศษหินในห่อผ้าของคนอื่น ๆ มาใส่ไว้ในห่อผ้าของตัวเอง ช่วยให้คนอื่นแบกของน้อยลงหน่อย
เจ้าสามเป็นเด็กผู้หญิง ไม่ถนัดกระโดดข้ามเสา ทุกครั้งที่ฝึกการกระโดด นางจะพลัดตกลงมาถึงเจ็ดแปดครั้งถูกโต่วเส้าถูลงโทษไม่ยั้งมือ หลังจากเสี่ยวหูจื่อฝึกวิชาอยู่ที่นี่ได้สิบกว่าวัน เขาพัฒนาการกระโดดข้ามเสาได้ดีขึ้น กระโดดตัวลอยราวกับนกบิน แทบไม่พลัดตกลงไปข้างล่าง เขาทนเห็นเจ้าสามถูกตีอยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้จึงคิดหาวิธีช่วยนาง ประการแรกคือหาจังหวะที่โต่วเส้าถูไม่ได้ใส่ใจ ทำตัวอย่างให้เจ้าสามดูว่าควรออกแรงที่เท้าอย่างไรจึงจะทรงตัวได้อย่างมั่นคงหลังจากทิ้งตัวลงมาบนเสาไม้อีกท่อนหนึ่ง ถ้านางทรงตัวไม่อยู่เกือบจะพลัดตกลงไป เขาจะแอบประคองตัวนางเอาไว้แทบทุกครั้งถ้าทำได้ แต่เมื่อใดที่อยู่ห่างเกินไป ประคองตัวไว้ไม่ทัน เขาจะแสร้งทำเป็นพลัดตกลงมาก่อน ให้โต่วเส้าถูเล่นงานตนเองเพื่อปล่อยเจ้าสามไป เจ้าสามซาบซึ้งใจเสียจนน้ำตาเอ่อล้น ทุกครั้งที่เสี่ยวหูจื่อถูกตี นางจะหาจังหวะที่โต่วเส้าถูมองไม่เห็นแอบยื่นมือไปให้กับเสี่ยวหูจื่อเพื่อแสดงความขอบคุณ แม้เจ้าสามจะกระโดดเสาไม้ไม่ค่อยคล่อง แต่นางถนัดปีนป่าย จะให้ปีนหน้าผาหรือไต่เชือกนางทำได้อย่างดีเยี่ยม ตอนนี้จึงเริ่มยื่นมือช่วยเจ้าสี่ที่ไม่ถนัดในด้านนี้
เจ้าสี่เป็นคนรูปร่างผอมบางดูแล้วค่อนข้างอ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวมีแรง มักจะปีนหน้าผาไม่ไหว แต่เขาชำนาญการว่ายน้ำ สามารถดำน้ำอยู่เป็นเวลานาน ๆ ว่ายน้ำได้คล่องแคล่วราวกับเป็นปลาในแม่น้ำ เขาเห็นพี่น้องคนอื่น ๆ ว่ายน้ำไม่เป็นก็ลอบให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะว่าควรเก็บลมหายใจอย่างไรเปลี่ยนลมหายใจอย่างไร จะทำท่าอย่างไรให้ว่ายน้ำได้เร็ว
นับตั้งแต่เสี่ยวหูจื่อเริ่มช่วยเจ้าสอง ยอมโดนตีแทนเขา เด็ก ๆ ทั้งห้าคนเริ่มเกิดความรู้ใจกันขึ้นช้า ๆ แต่ละวันที่ฝึกวิชาไม่ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใด ต่างพยายามไม่ให้พวกพ้องในกลุ่มต้องถูกตีติดต่อกันสองวัน ถ้าหากวันก่อนถูกตีไปแล้ว วันนี้คนที่วิ่งรั้งท้ายหรือว่าตกลงจากเสาไม้จะกลายเป็นคนอื่นแทน ส่วนใครจะเป็นคนนั้นก็ไม่ได้กำหนดตายตัว คนที่ไม่ถูกทำโทษมาแล้วสองวันจะเป็นคนออกรับแทน ดังนั้นเมื่อทั้งห้าคนผลัดกันถูกทำโทษ ไม่เพียงแบ่งเบาความเจ็บปวดและหวาดกลัวในใจลงได้ คนที่ถูกตีจะมีเวลาพักฟื้นให้ร่างกายกลับสู่สภาพปกติเพื่อฝึกปรือวิชาในวันต่อไปได้อีก โดยที่ไม่ถูกตีเสียจนต้องนอนซม
เวลาผ่านไปได้หนึ่งเดือน พี่น้องทั้งห้าในหมู่เสือดาวสามก็เชื่อใจ ช่วยเหลือกันและกัน แม้จะไม่กล้าแสดงความห่วงใยหรือเป็นมิตรต่อหน้าโต่วเส้าถู แต่ความสามัคคีและมิตรภาพของพวกเขาทวีความแน่นแฟ้นมากขึ้นทุกวัน พวกเขาให้ความนับถือและซาบซึ้งในตัวเจ้าห้า หรือเสี่ยวหูจื่อมากขึ้นเช่นกัน
หลายครั้งที่เสี่ยวหูจื่อเห็นเด็ก ๆ กลุ่มอื่นกำลังฝึกวิชาทั้งหกกันอย่างขะมักเขม้นกับหัวหน้าหมู่ของตนเองอยู่ไกล ๆ เมื่อตั้งใจฟังจะพบว่าแต่ละหมู่มีชื่อเรียกของตัวเอง หมู่ของเขาชื่อว่า “หมู่เสือดาวสาม” เขาเคยได้ยินหัวหน้าหมู่คนอื่น ๆ ตะโกนว่า “หมู่เสือโคร่งห้า” มีบางครั้งก็ตะโกนว่า “หมู่หมาป่าสี่” เขาไม่รู้ว่าในหุบเขามีการแบ่งเด็กออกเป็นหมู่เล็ก ๆ ทั้งหมดเท่าไร แต่ละหมู่พักอยู่ในถ้ำคนละแห่ง มีหัวหน้าผู้คอยควบคุมดูแลต่างกันไป เวลากลางคืนหัวหน้าหมู่จะนอนอยู่นอกถ้ำ เพื่อคอยเฝ้าเด็กในการดูแลของตน เด็กจากหมู่อื่น ๆ ถ้าเกิดเจอหน้ากันอย่างมากก็แค่ใช้สายตามองอีกฝ่ายราวเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีการส่งเสียงร้องทักทายแต่อย่างใด
เสี่ยวหูจื่อค้นพบในเวลาไม่นานว่าแม้โต่วเส้าถูหัวหน้าหมู่หัวโตจะเข้มงวดกับพวกเขามากก็จริง แต่ก็ยังไม่ใช่หัวหน้าหมู่ที่ดุร้ายที่สุดในหุบเขา หัวหน้าหมู่อื่นๆ ล้วนแต่มีท่าทีและสีหน้าแบบเดียวกัน นอกจากจะด่าทอทุบตี บังคับให้เด็กในหมู่ของตนเองฝึกวิชากันทั้งวันทั้งคืนแล้ว พวกเขายังไม่สนใจอาหารการกินและการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ เด็กส่วนใหญ่มีอายุแค่เจ็ดแปดปี บางคนยังสวมเสื้อผ้าอาบน้ำเองไม่เป็น จะกินจะถ่ายก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้ มีบางคนได้รับบาดเจ็บหรือล้มป่วย ยิ่งไม่รู้ว่าต้องดูแลตนเองอย่างไร หัวหน้าหมู่เหล่านี้ไม่สนใจไต่ถาม ระหว่างเด็ก ๆ ด้วยกันก็พูดคุยกันไม่ได้ ถึงแม้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ไม่อาจร้องขอจากเด็ก ๆ ในกลุ่มได้เลย ถ้าหากไปคุยกับหัวหน้าหมู่ มักจะถูกตวาดกลับมาอย่างไม่ใส่ใจว่า “ทำตัวอ่อนแอไปได้ นี่ไม่ใช่บ้านของพวกเจ้า บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยแค่นี้ยังจะต้องมาร้องไห้กับข้าไปทำไม ถ้าเช่นนั้นก็ไสหัวออกจากหุบเขานี้เสียโดยเร็ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่”
เสี่ยวหูจื่อได้แต่มองเหตุการณ์เหล่านี้เงียบๆ รู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ได้เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด เข้าใจดีว่าในหุบเขาแห่งนี้ ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะถูกปล่อยไปตามยถากรรม จะรอดหรือจะตายก็แล้วแต่ชะตา เขาคิดในใจว่า จะว่าไปแล้วชีวิตที่นี่ไม่แตกต่างจากสภาพในจวนเสนาบดีที่ข้าอยู่สักเท่าไร ทุกอย่างต้องพึ่งพาตนเอง พึ่งพามิตรสหาย บนโลกใบนี้ไม่ว่าที่ใดคงจะเป็นเช่นนี้
จากนั้นมาเขาพยายามดูแลพวกพ้องทั้งสี่เต็มที่ ไม่เพียงเรื่องการฝึกวิชา แม้เรื่องต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างเช่นอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน เขาพยายามให้เด็ก ๆ ทั้งสี่ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น แม้โต่วเส้าถูจะโหดร้ายใช้กำลังทุบตีหรือด่าทออย่างไร แต่เด็ก ๆ ทั้งห้าคนเริ่มตระหนักได้แล้วว่า ขอเพียงแต่พวกเขาให้การช่วยเหลือ ดูแลกันและกัน ไม่มีความยากลำบากใด ๆ ที่จะผ่านพ้นไปไม่ได้
เสี่ยวหูจื่อเริ่มให้ความสนใจกับหมู่ต่าง ๆ ในหุบเขา ด้วยความอยากรู้ว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่ถูกจับตัวมาจากเมืองหลวงพร้อมกับเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง เขาเริ่มสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของหมู่อื่น ๆ จนกระทั่งได้เห็นเด็กที่ถูกจับอยู่ในรถม้าคันเดียวกับเขาหลายคน เลิ่งจื่อเป็นเด็กรูปร่างสูงใหญ่น่าจะหาตัวได้ง่าย แต่เสี่ยวหูจื่อมองไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
หลังจากเสี่ยวหูจื่อเข้ามาอยู่ในหุบเขาได้เดือนครึ่ง เขามองเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังกระโดดข้ามเสาไม้จากที่ไกล ๆ เด็กคนนั้นคล่องแคล่วยิ่งนัก เขาสะดุดใจทันที ‘ดูหน้าตาก็คุ้น ๆ อยู่ หรือว่าข้าจะรู้จักเขา’
เสี่ยวหูจื่อตั้งใจเพ่งมอง พบว่าทรงผมของเด็กคนนั้นไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น เด็กคนนี้เกล้ามวยคู่เรียบร้อยแสดงให้เห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิง เมื่อเขาเพ่งพินิจดูอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงคนนี้หน้าตาหมดจดสดใส รูปร่างผอมบาง อายุน่าจะประมาณเดียวกัน แต่เขาคิดไม่ออกว่านางเป็นใคร เคยเจอหน้าที่ไหนมาก่อนเสี่ยวหูจื่อยกมือตบหัวตัวเองแรง ๆ ลอบบ่นในใจว่า หัวข้านี่มันขี้เลื่อยขึ้นทุกวัน พอมาอยู่ที่นี่ก็เกือบจะลืมเรื่องที่ผ่านมาจนหมด ถึงกับคิดไม่ออกว่าเด็กหญิงคนนี้เป็นใคร
ในตอนนี้โต่วเส้าถูตวาดเสียงดัง เสี่ยวหูจื่อรีบสนใจคำสั่งของเขาในทันที จากนั้นทำท่าหม่าปู้เพื่อฝึกกำลังขาไปพร้อม ๆ กับเด็กหมู่เดียวกัน
ในคืนนั้น เสี่ยวหูจื่อพยายามคิดทบทวนถึงเด็กผู้หญิงที่ตนเองรู้จักขณะอยู่เมืองฉางอันด้วยความข้องใจ เขานอนคิดอยู่บนเสื่อเป็นนานก็คิดไม่ออกว่าเด็กผู้หญิงที่เห็นในวันนี้เป็นใครกันแน่ เขาคิดไปคิดมา ส่วนใหญ่แล้วเขาจะมีพวกพ้องเป็นเด็กผู้ชายเที่ยวเล่นกันอยู่ตามถนนในเมืองมากกว่า ส่วนเด็กผู้หญิงมีอยู่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ขายผักขายสุราแล้ววิ่งออกมาเรียกลูกค้าหรือวิ่งเอาของไปส่งในเมืองอยู่บ้าง เด็ก ๆที่เล่นเตะลูกหนังด้วยกันล้วนแต่เป็นเด็กผู้ชาย ไม่เคยมีเด็กผู้หญิงมาเตะลูกหนังด้วยเลย
เมื่อคิดถึงเตะลูกหนัง เสี่ยวหูจื่ออดคิดถึงการแข่งขันเร้าใจระหว่างทีมพยัคฆ์ขาวกับมังกรเขียวบนพื้นที่ว่างในเมืองขึ้นมาไม่ได้ จู่ ๆ เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเด็กนั่นเป็นใคร เขาคือลิ่วเอ๋อไม่ผิดแน่ เวลาที่เม้มปากอย่างมุ่งมั่นแบบนั้นมันลิ่วเอ๋อชัด ๆ
เสี่ยวหูจื่อทั้งประหลาดใจและดีใจระคนกัน ทำไมลิ่วเอ๋อถึงเป็นเด็กผู้หญิงไปได้ แล้วทำไมถึงถูกจับตัวมาที่หุบเขาแห่งนี้
เมื่อได้พบลิ่วเอ๋ออีกครั้งทำให้ความทรงจำของเสี่ยวหูจื่อย้อนไปขณะที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันและจวนเสนาบดี ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหุบเขาอันแสนห่างไกล วันคืนผ่านไปด้วยความเบื่อหน่ายและยากลำบาก เหน็ดเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ โดดเดี่ยวอ้างว้างและคับข้องใจ ทำได้เพียงปิดกั้นความรู้สึกและความทรงจำไม่ให้ตนเองย้อนคิดไปถึงเรื่องราวและผู้คนในอดีต บังคับให้ลืมเรื่องราวที่ผ่านมาให้หมดเพื่อไม่ให้เศร้าหมอง ไม่ต้องทุกข์ใจจนร้องไห้ออกมา เมื่อมาพบหน้าคนรู้จัก สะกิดความทรงจำแต่เดิมขึ้นมากะทันหัน ทำให้เขาค้นพบว่าที่จริงแล้วตนเองไม่ได้ถือกำเนิดและดำรงชีวิตในหุบเขานี้มาตั้งแต่แรก เขายังมีบ้าน มีสหาย มีอดีตที่ผ่านมา แม้การเห็นหน้าลิ่วเอ๋อจะไม่ได้ช่วยให้ความหวังที่จะกลับบ้านของเขาเพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาเห็นแสงแห่งความหวัง การปรากฏตัวของลิ่วเอ๋อ เท่ากับเป็นแสงสว่างอันริบหรี่ในความมืดมิดที่ค่อยย้ำเตือนเขาว่าอย่าได้ลืมว่าตัวเองเป็นใคร
อย่าได้ลืมว่าตัวเองเป็นใคร เป็นสิ่งที่เสี่ยวหูจื่อย้ำเตือนตนเองอยู่เสมอ ข้าคือบุตรชายของเสนาบดีอู่ ข้าชื่ออู่เสียวหู่ ไม่ใช่เจ้าห้าของหมู่เสือดาวสามอะไรนั่น ข้าจะต้องเตือนตนเองอยู่เสมอว่าอย่าได้ลืมว่าตัวเองเป็นใคร
ครั้งก่อนเพราะเสี่ยวหูจื่อมองผ่าน ๆ จึงจำไม่ได้ว่าลิ่วเอ๋ออยู่หมู่ใด หลายวันหลังจากนั้นเขาไม่เคยได้พบหน้านางอีกเลย ได้แต่นึกเสียใจอยู่ลึก ๆ ทำไมถึงไม่ตั้งใจฟังหน่อยนะว่านางอยู่หมู่ใด แล้วนี่มีเด็กอยู่ในหุบเขาตั้งหลายสิบหมู่จะหานางเจอได้อย่างไร
เขาเริ่มสังเกตอย่างถี่ถ้วนด้วยการตั้งใจฟังชื่อเรียกหมู่อื่น ๆ สุดท้ายเริ่มลำดับความได้ว่า ในหุบเขามีการแบ่งกลุ่มใหญ่ทั้งหมดแปดกลุ่มโดยตั้งชื่อว่า เสือดาว หมาป่า เสือโคร่ง หมาใน หมีดำ หมีน้ำตาล อินทรีและสิงโต แต่ละกลุ่มยังแบ่งแยกเป็นหมู่ย่อยอีกห้าหมู่ โดยตั้งเป็นหมาในหนึ่ง หมาในสอง ไปจนถึงหมาในห้า แต่ละหมู่จะมีเด็กอยู่ห้าคน ทั้งหมดมีเด็กในหุบเขาสองร้อยคนพอดี
เสี่ยวหูจื่อคิดในใจว่า หัวหน้าใหญ่เคยพูดว่า เขาพาตัวเด็กมาฝึกวิชาที่หุบเขาสองร้อยคนก็มิใช่ความเท็จ เขายังคิดต่อไปว่า ตอนนั้นที่พวกมือปราบเมืองหลวงจับตัวเด็กขอทานข้างถนนรวมทั้งตัวข้ามาทั้งหมดสิบเจ็ดคนแล้วส่งตัวให้ถูโก่วฟูและหลวงจีนเท้าเปล่านำตัวมาที่หุบเขา พวกเขาคงรู้ดีว่าแม้เด็กขอทานพวกนั้นจะหายตัวไปก็คงไม่มีใครสนใจหรือเอาความแต่อย่างใด พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าข้าเป็นคนในจวนสกุลอู่ จึงได้จับตัวข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่รู้ว่าท่านพ่อหรือแม่ใหญ่จะร้องเรียนกับทางการเพื่อตามหาตัวข้าหรือไม่ เดินทางด้วยรถม้าอย่างน้อยก็สิบกว่าวัน แสดงว่าที่แห่งนี้ต้องอยู่ห่างจากเมืองหลวงค่อนข้างไกล ถึงแม้พวกเขาจะส่งคนออกตามหาก็คงหาตัวไม่เจอ
เสี่ยวหูจื่อคิดถึงตรงนี้แล้วเกิดความหนักใจ หัวหน้าใหญ่และลูกน้องคนอื่นๆ ของเขาคงจะจับตัวเด็กมาจากสถานที่ต่าง ๆ กัน อาจมาจากเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แล้วส่งเข้ามาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ที่พวกเขาทุ่มเทลักพาตัวเด็กสองร้อยคนมาอยู่รวมกันในหุบเขาเร้นลับอีกทั้งยังให้หัวหน้าที่แต่งกายด้วยเสื้อกางเกงดำทั้งชุดผูกผ้าคาดเอวสีม่วงจับตาดูพวกเราฝึกวิชาต่างๆอยู่ทุกวันมีเป้าหมายใดกันแน่ เขาคิดไม่ตก รู้แค่จะต้องหาคำตอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง อย่างน้อยความหวังที่จะออกจากที่นี่ก็ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เสี่ยวหูจื่อยังสังเกตต่อไป สุดท้ายเขาพบว่าลิ่วเอ๋ออยู่หมู่อินทรีสอง เขาจับตามองลิ่วเอ๋ออย่างเงียบ ๆ และมักจะพบว่านางดูสงบนิ่งเยือกเย็นไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับไม่มีความกังวลใจหรือหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่ความชิงชังหรือชื่นชม ไม่อาจบอกได้ว่าตอนนี้นางกำลังคิดสิ่งใด เสี่ยวหูจื่อจำได้ว่าหลังจากยุติการแข่งขันเตะลูกหนังระหว่างค่ายพยัคฆ์ขาวกับมังกรเขียวในเมืองฉางอันวันนั้นนางถึงกับออกหน้าท้าแข่งกับเขาต่อต่อตัว อีกทั้งคล่องแคล่วว่องไว มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่สนใจวิธีการใด ๆ กล้าลอบเตะเขาอย่างแรง จนเขานึกไม่ถึงว่านางจะเป็นเด็กผู้หญิง ตอนนี้เขาใคร่รู้เหลือเกินว่าเด็กผู้หญิงอย่างนางเหตุใดจึงได้ปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายเข้ามาเล่นเตะลูกหนังกับพวกเขาอยู่ได้ตั้งนาน แล้วนางถูกพวกหัวหน้าใหญ่จับตัวมาที่นี่ได้อย่างไร ครอบครัวของนางเป็นใคร แล้วนางคิดถึงบ้านหรือไม่
เสี่ยวหูจื่อคิดหาวิธีเข้าใกล้นาง ถ้ำที่พักของแต่ละหมู่อยู่ห่างกันค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีหัวหน้าหมู่คอยจับตามองตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ไม่อาจหนีออกจากหมู่ไปโดยพลการ ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสออกไปตามหาลิ่วเอ๋อแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปอีกจนเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ เด็ก ๆมาถึงหุบเขาแห่งนี้เป็นเวลาสามเดือนแล้ว เช้าตรู่ของวันนี้ หัวหน้าทั้งสี่สิบหมู่นำเด็ก ๆ ทั้งสองร้อยคนมายืนรวมกันอยู่ตรงพื้นที่ว่างทางทิศตะวันตกของหุบเขา ออกคำสั่งให้พวกเขายืนรอกันอยู่ด้วยความสงบ เด็ก ๆถูกฝึกเข้มงวด จึงยืนรอกันอย่างเคร่งขรึม ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย หัวหน้าหมู่ยืนอยู่ปากทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางตะวันตกของหุบเขา รู้ดีว่านั่นเป็นสถานที่หวงห้าม ไม่ว่าเด็ก ๆ คนใดก็ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด ทุกคนยืนกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อันใด
เสี่ยวหูจื่อเห็นเด็กในหุบเขาทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่นี่ คิดในใจว่าหากเลิ่งจื่อเข้ามาอยู่ในหุบเขาจะต้องยืนอยู่ในนี้แน่นอน เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ เพื่อหาตัวเลิ่งจื่อ แต่ทว่าเด็กในหมู่อื่น ๆ ยืนสงบนิ่ง และถูกแยกกันอยู่ค่อนข้างไกล ตัวเขาทั้งเล็กทั้งเตี้ย จึงมองไม่เห็นเลิ่งจื่อที่ตัวสูงใหญ่เลย ขณะที่กลอกตามองไปคิดไป ก็รู้สึกเจ็บก้นขึ้นมาทันที เขาถูกโต่วเส้าถูคนหัวโตฟาดก้นอย่างแรงตามมาด้วยเสียงตวาดว่า “มองซ้ายมองขวาหาอะไร ยืนให้ดี ๆ ตามองไปข้างหน้าอย่างเดียว อย่าขยับตัวเป็นอันขาด” เสี่ยวหูจื่อเจ็บก้นจึงต้องยืนนิ่ง ๆ อย่างว่าง่ายไม่กล้าว่อกแว่กมองไปทางไหนอีก
ไม่นานนัก มีนักพรตสวมชุดสีดำเดินออกมาจากสถานที่ต้องห้ามขึ้นไปยังปะรำพิธีสูง จากนั้นก็หันหน้ามาเผชิญกับเด็ก ๆ ทั้งหลาย คนผู้นี้มีผิวหน้าเหลืองซีด ใบหน้าดูเมตตาปรานี เสี่ยวหูจื่อจำได้ว่าคนคนนั้นคือนักพรตที่พาตัวเขาเข้ามาส่งในหุบเขา หรือที่เรียกว่าหัวหน้าใหญ่นั่นเอง
เมื่อหัวหน้าใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมา หัวหน้าหมู่ทั้งสี่สิบหมู่ที่สวมเสื้อผ้าสีดำทั้งชุดคาดเอวด้วยผ้าสีม่วงรีบคุกเข่า คำนับหัวหน้าใหญ่อย่างรวดเร็ว ตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า “คารวะท่านหัวหน้าใหญ่”
เด็กทั้งสองร้อยคนคุกเข่าคำนับหัวหน้าใหญ่ตามคำสั่งของหัวหน้าหมู่ ทุกคนเปล่งเสียพร้อมเพรียงกันว่า “คารวะท่านหัวหน้าใหญ่”
หัวหน้าใหญ่โบกมือพร้อมกับเอ่ยว่า “ลุกขึ้นได้” เสียงของเขายังคงแหบแห้งเช่นเดียวกับที่เสี่ยวหูจื่อจำได้ เป็นเสียงแหบแห้งที่ทรงพลังน่ากริ่งเกรง หัวหน้าหมู่และพี่น้องคนอื่น ๆ ลุกขึ้นยืนคอยฟังคำสั่งเขาอย่างเคร่งขรึมและยำเกรง
หัวหน้าใหญ่กวาดสายตาคบกริบมองไปรอบ ๆ เด็ก ๆ ไม่กล้าสบสายตากับเขา เมื่อเขากวาดสายตามองจนหมดแล้วค่อยเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้าว่า “อีกสามเดือนหลังจากนี้ จะมีการฝ่าด่านที่หนึ่งของหุบเขาเรา ในพี่น้องทั้งสองร้อยคน จะมีเพียงแค่สามสิบหกคนที่จะฝ่าด่านแรกไปได้ คนที่ฝ่าด่านได้จะอยู่ในหุบเขาเพื่อฝึกวิชาต่อไป ใครก็ตามที่ผ่านไม่ได้ จะต้องถูกส่งไปเป็นทหารที่เมืองโยวโจวทางเหนือทั้งหมด”
คำพูดของหัวหน้าใหญ่ประดุจสายลมที่พัดพาความตื่นตระหนก หวาดกลัวและตื่นเต้นดีใจมาสู่เด็ก ๆทั้งสองร้อยคน แม้พวกเขาจะปฏิบัติตามกฎห้ามคุยกันอย่างเคร่งครัด แต่ก็อดส่งเสียงอุทานเบา ๆ ไม่ได้
เสี่ยวหูจื่อยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็ก ๆ ยังอดมองไปทางซ้ายไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาพบว่าลิ่วเอ๋อยืนอยู่ห่างจากเขาไปทางซ้ายไม่ไกล เสี่ยวหูจื่อลอบมองนาง เห็นแต่สีหน้าเรียบเฉย เย็นชาและสงบนิ่ง ไม่เห็นความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด
เสี่ยวหูจื่ออดชื่นชมในใจไม่ได้ ทำไมนางยังทำตัวเยือกเย็น ไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาคิดต่อไปว่านางจะต้องคิดว่าตนเองผ่านด่านนี้ไปได้แน่ถึงได้มั่นใจและเยือกเย็นเช่นนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเสี่ยวหูจื่อก็ตื่นตกใจ โต่วเส้าถูเคยเอ่ยถึงเรื่องการผ่านด่านที่หนึ่งมาก่อน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะสนใจกับเรื่องการผ่านด่าน แต่คาดไม่ถึงว่าการฝ่าด่านแรกจะเกิดขึ้นหลังจากนี้สามเดือน
เมื่อหัวหน้าใหญ่ประกาศเสร็จแล้ว หัวหน้าหมู่นำเด็ก ๆ ทั้งหลายคุกเข่าคำนับ เพื่อเป็นการน้อมส่งเขาอีกครั้ง จากนั้นสั่งให้แต่ละหมู่แยกย้ายกันไปฝึกวิชาต่อ
เสี่ยวหูจื่อคิดคาดเดาไปกับการผ่านด่านแรกต่าง ๆ นานา ไม่รู้ว่าด่านแรกจะต้องทำอะไรบ้าง ในเมื่อพวกเราฝึกวิชาทั้งหกมาตลอด คิดว่าด่านแรกจะต้องเกี่ยวกับวิชาที่ฝึก แต่ว่าจะคัดเลือกคนที่ผ่านด่านแรกสามสิบหกคนอย่างไร ข้าควรจะทำอย่างไรให้ผ่านด่านยังมีเวลาอีกสามเดือน ข้าจะต้องลองสืบหาให้ได้ว่าการฝ่าด่านแรกจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อจะเตรียมตัวให้ฝ่าผ่านด่านไปให้ได้
เขายังหาวิธีที่ดีไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่คิดได้อันดับแรกคือต้องขอความช่วยเหลือจากพี่น้องในหมู่ เขาถือโอกาสในช่วงฝึกทักษะการเดิน เรียกพวกพี่น้องทั้งสี่ในหมู่มาหยุดพักกันอยู่ใต้ต้นท้อริมน้ำตก ก่อนเอ่ยถามขึ้นว่า “อีกสามเดือนหลังจากนี้พวกเราจะต้องผ่านด่านแรก มีใครรู้ไหมว่าด่านแรกจะทดสอบอะไร”
พี่น้องในหมู่เสือดาวสามให้การช่วยเหลือดูแลกันมาตลอด แต่ก็ยังไม่เคยเอ่ยปากพูดคุยกันเป็นจริงเป็นจังมาก่อน เมื่อได้ยินเสี่ยวหูจื่อใจกล้าเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูด จึงมองตาคนอื่น ๆ ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ หากยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากสักคน
เสี่ยวหูจื่อเห็นพวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งเรื่องพูดคุยกัน จึงคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้พูดให้กำลังใจพรรคพวกร่วมมือกันเพื่อให้ได้ชัยชนะจากการเตะลูกหนังในเขตเมืองฉางอันทำให้เขากล่าวต่อไป “ข้ารู้ว่าพวกเราไม่มีใครอยากถูกส่งไปเป็นทหารที่ภาคเหนือ แล้วไม่อาจกลับบ้านได้ตลอดชีวิตใช่หรือไม่”
ทั้งสี่คนส่ายหน้าพร้อมกัน เสี่ยวหูจื่อได้ทีกล่าวต่อไปว่า “หากจะต้องฝ่าด่าน พวกเราก็จะต้องฝ่าด่านไปด้วยกันให้ได้ ดังนั้นพวกเราจะต้องคอยช่วยเหลือกัน ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้”
เจ้าหนึ่งถึงเจ้าสี่ให้ความนับถือเสี่ยวหูจื่อหมดใจ พากันคิดในใจว่าในห้าคนนี้ คนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะผ่านด่านสำเร็จก็คือเจ้าห้า ถ้าเขายอมร่วมมือกับพวกเราเพื่อให้ผ่านด่านกันไปได้ทุกคน พวกเราทำกันเต็มความสามารถ ช่วยเหลือกันและกันจึงจะทำได้สำเร็จ ดังนั้นพยักหน้ากันหงึกหงัก
เสี่ยวหูจื่อกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที เอ่ยต่อไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราไม่เอาใครไปฟ้องอยู่แล้วจึงไม่ต้องกลัวคำสั่งห้ามพูด พวกเราต้องคุยกันถึงจะปรึกษาหาวิธีที่จะทำให้แต่ละคนผ่านด่านไปได้”
เห็นได้ชัดว่าเด็กคนอื่น ๆ ล้วนแต่กลัวจะถูกส่งไปเป็นทหารที่ชายแดนเหนือและถูกลงโทษเพราะขัดคำสั่งห้ามคุย แต่แล้วเจ้าสองที่ตัวอ้วนใหญ่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นคนแรกด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ว่า “ข้าคิดว่าด่านแรกจะต้องทดสอบทักษะการเดินของเรา ดังนั้นจะต้องมีการเดินเป็นระยะทางที่ยาวมาก ๆ”
เจ้าหนึ่งยกมือกอดอก ร่างสูงใหญ่ของเขายืนพิงกับผนังหิน พูดเสียงเคร่งขรึมว่า “หุบเขาใหญ่ขนาดนี้มีใครรู้ว่าจะต้องใช้เส้นทางใดในการผ่านด่าน”
เด็กหญิงใบหน้ากลมอิ่มเช่นเจ้าสามเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง “พวกเราต้องฝึกว่ายน้ำ ดังนั้นการผ่านด่านแรกจะต้องผ่านที่ที่มีน้ำ ในหุบเขามีลำธารเล็ก ๆ อยู่สายหนึ่ง คิดว่าจะต้องเป็นเส้นทางที่ผ่านลำธารสายนั้น”
เจ้าสี่ที่ตัวเล็กผอมดูเป็นคนฉลาดคล่องแคล่ว พูดจาค่อนข้างเร็วเอ่ยแทรกขึ้นว่า “พวกเราฝึกวิชาปีนป่ายมาก็ไม่น้อย พวกเขาจะต้องให้พวกเราปีนขึ้นหน้าผาด้านหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นหน้าผาหลังลำธารเล็ก ๆนั่นก็เป็นได้”
เสี่ยวหูจื่อฟังสิ่งที่พวกเขาคิดแล้วมีรายละเอียดมากกว่าที่ตนเองคิดเอาไว้มากนัก พยักหน้าเห็นด้วยหงึกหงัก “พูดได้ถูกต้อง พูดได้ถูกต้อง ทุกคนช่วยกันออกความคิดเรื่องอะไรก็จะง่ายขึ้นเยอะ”
เจ้าสี่เอ่ยขึ้น “อย่างนี้ดีไหม ในสิบวันต่อจากนี้ ทุกคนพยายามลองฟัง ๆ ดูว่าด่านแรกจะต้องเจออะไรกันบ้าง หลังจากฝึกการเดินรอบที่สองเสร็จพวกเราจะมารวมตัวกันใต้ต้นท้อเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องที่ตนเองได้ยินมาแล้วนำมาปรึกษาเพื่อหาวิธีรับมือต่อไป”
เด็ก ๆ ทั้งสี่ต่างรับคำ พวกเขากลัวว่าโต่วเส้าถูจะรู้ตัว จึงไม่กล้าเถลไถล หลังจากหารือกันเสร็จแล้วรีบวิ่งไปตามทางดินกันอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวหูจื่อเมื่อเห็นว่าพี่น้องในหมู่เสือดาวสามต่างตกลงให้ความร่วมมือก็เกิดความรู้สึกราวกับตนเองยืนอยู่ในพื้นที่ว่างของเมืองฉางอัน พูดคุยหารือกับพรรคพวก‘ค่ายพยัคฆ์ขาว’ เพื่อให้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน เกิดความยินดีอย่างที่สุด
ในตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าเด็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในหมู่อื่นๆ ทั้งสี่สิบหมู่ นอกจากหมู่ของพวกเขาที่เชื่อมั่นเชื่อใจในพี่น้อง ทุกคนผูกพันรักใคร่ ช่วยเหลือร่วมมือไม่ทอดทิ้งกันเพื่อให้ทุกคนร่วมฝ่าฟันผ่านด่านไปได้ หมู่อื่น ๆ ไม่มีใครกล้าละเมิดกฎ‘ห้ามคุย’ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแลกเปลี่ยนความคิด ไม่เคยแม้แต่จะคิดยื่นมือช่วยเหลือพี่น้อง แต่เห็นคนอื่นในหมู่เป็นศัตรู เป็นคู่แข่งที่จะต้องทำลายให้ย่อยยับ

Curry Time ตอนนี้แกงกะหรี่อร่อยที่สุดในชีวิต
เล่นซ่อนหากับเพื่อนจอมหิว
สูตรลับร้อยปีที่สุขพอดีด้วยไมโครเวฟ
Rooms ห้องพักในฝันกับแต่ละวันแสนพิเศษ
หอมกลิ่นรัญจวนอวลกลิ่นเสน่หา เล่ม 4 (จบ)
แชร์เฮาส์กับชาสมุนไพร ส่วนผสมฟื้นฟูใจในวันที่อ่อนล้า
แม่ทัพฮั่วป่วนยุทธภพ เล่ม 3
เกิดใหม่อีกครา ข้าขอทวงแค้น เล่ม 3
อาจจะเป็นแอปเปิลก็ได้นะ
กุริกับกุระ - ปกแข็ง
เพชฌฆาตต้องการเอาตัวรอด เล่ม 1
ร้านซักผ้าของคุณกุกุ (ปกแข็ง)
สวัสดี ที่นี่ร้านดอกไม้ความทรงจำ
ไอเอิร์นเฟลม Iron Flame (ฉบับปกแข็ง)
หมู่บ้านนี้มีอยู่ 100 คน (ปกอ่อน)
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ XI ตอนผจญมัจจุราช
แค่ใช้ชีวิตธรรมดาในแต่ละวันนั่นคือความกล้าหาญแล้ว
เราไม่อาจกักเก็บใครไว้ได้ตลอดกาล ในจักรวาลสีแอเมทิสต์
Deadwood กิน Talent เป็นอาหาร
หุ้น AVENGERS INFINITY STOCK
Lost to Light อาจจะดังหรืออาจจะยัง
ทับทิมกินรี
ก๊วนแมวเหมียวผจญภัยกับแก๊งลูกเจี๊ยบ (ปกแข็ง)
Fever เล่ม 4 (จบ)
ต่อทางรถไฟ - ปกแข็ง
ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ยังไงก็ต้องกินข้าวนะ
ร้านกาแฟจันทร์เต็มดวงในคืนไร้จันทร์
ท้องฟ้าไร้เมฆ เล่ม 3
จากนี้ไปฉันจะใจดีกับตัวเอง
ฉันจะข้ามเวลาไปหาเธอ
เกาะซ่อมฝันแห่งวันพรุ่งนี้
อัลฟ่าต้อง (ห้าม) รัก เล่ม 1
ปาฏิหาริย์บันทึก 1 นาที ดึงดูดเรื่องดีเข้ามาในชีวิต
ของแถม Premium : Limited Set Debut or Die Vol.7
โรคซึมเศร้า (ฉบับปรับปรุง)
ซารัง เดอ ช็อกโกแลต ขอให้ชีวิตเป็นรสช็อกโกแลต
วิธีอยู่ร่วมกับหัวหน้าทุกสไตล์ (และเข้าได้กับลูกน้องทุกแบบ)
เกิดเป็นพี่สาวตัวร้ายมันช่างทรมานเสียจริง เล่ม 3
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนของซุปตาร์ตัวพ่อ เล่ม 1
แม่ทัพฮั่วป่วนยุทธภพ เล่ม 1
ให้หัวใจได้หายใจ
ท่านอาจารย์เป็นหมีแพนด้า! เล่ม 4 (จบ)
กบ 10 ตัวประกวดร้องเพลง (ปกแข็ง)
ซื่อจื่อคนดี ข้าผู้นี้มิใช่สตรีหน้าเงินนะเจ้าคะ เล่ม 1
คนสุขภาพดี เลือดก็ดีแบบนี้แหละ
สมาชิกคนที่หลอก
Menu Book ร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง
คาเฟ่ชาอุ่นๆ สำหรับคุณที่กำลังหลงทาง
ร้านตัดเสื้อคุณกระต่าย - ปกแข็ง
แม่ครัวน้อยแนวหน้า เล่ม 5 (จบ)
ฤดูกาลแห่งพายุ The Witcher ภาคพิเศษ
ดั่งเดือนค้างฟ้า (ปกแข็ง)
จัดบ้านสวยให้รวยโชค
กรัฟฟาโล่ (ปกแข็ง/บาร์ใหม่)
ผ้าพันคอสีแดงของเม่นน้อย (ปกแข็ง)
ร้านหนังสือในจินตนาการที่คนหลงทางเท่านั้นจะหาเจอ
แล้วพบกันในวันที่รอดตาย เล่ม 1
คนสวยคนนี้ย้อนมายุค 70 เพื่อคุณสามีเลยนะคะ เล่ม 3
ท้องฟ้าไร้เมฆ เล่ม 4 (จบ)
Presentation Canvas เปลี่ยนการขาย เป็นการเล่าเรื่องให้โดนใจ (บาร์ใหม่)
สืบปริศนากับหนุ่มคลั่งแมลง
ครอบครัวหนู 102 ตัว (ปกแข็ง)
Not Yours เมื่อผมไม่ใช่
สวัสดี คนสำคัญ
ฝ่าบาทคนดี อัครเสนาบดีผู้นี้มิใช่บุรุษเพคะ เล่ม 5
อนุสรณ์เดือนค้างฟ้า
ชุดผี (งานสรจักร 3 เล่มจบ)
น้องหนูอยู่โรงพยาบาล - ปกแข็ง
หมอครับวันนี้ผมก็ป่วย เล่ม 2
ซื่อจื่อคนดี ข้าผู้นี้มิใช่สตรีหน้าเงินนะเจ้าคะ เล่ม 4
ฮนบุล แสงไฟแห่งดวงวิญญาณ เล่ม 1
ระวังนะ! แผ่นดินไหว
ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ เล่ม2 หอคอยคู่พิฆาต
กระต่ายแต่งงาน (ปกแข็ง)
เคล็ดลับจัดระเบียบสิ่งต่างๆรอบตัวลูก (อ่อน)
ตุ๊กตาหิมะของเม่นน้อย (ปกแข็ง)
Nobody Wants Your Sht ไม่มีใครอยากได้สมบัติบ้าของคุณ
ตำนานบุตรแห่งฮูริน
Sex Education ชวนลูกคุยเรื่องเพศไม่ยากเลย (ปกอ่อน)
ฆาตกรรมเอบีซี ฉ.ปรับปรุง
Monster Town คดีฆาตกรรมในเมืองปีศาจ
โมริคุงกับรถพริกหวานในวันฝนตก (ปกแข็ง)
ก้าวเดียวจากนรก เล่ม 2 (เล่มจบ)
บ้านใหม่ของครอบครัวหมี (ปกแข็ง)
LIVE หลอน ศาลาซ่อนผี
ไม่ขอเคียงคู่ดั่งยวนยาง เล่ม 2
แด่เธอผู้พยายามอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็น
อันธพาลแห่งตระกูลเคานต์ เล่ม 6
Digital marketing unlocked ปลดล็อกการตลาดดิจิทัล
ทักษะทบต้นความสามารถ เพิ่มโอกาสสำเร็จแบบทวีคูณ
แม่ครัวน้อยแนวหน้า เล่ม 1
ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน (ฉบับปรับปรุง) (ไม่ได้รับโปสต์การ์ด)
ลำนำล่มแคว้นลิขิตลายหงส์ เล่ม 1-2 (2 เล่มจบ)
อ๊อกกี้กับฉัน และชีวิตมหัศจรรย์ของเรา (ฉ.เปลี่ยนปก)
เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ วัยไหนก็ได้ดี (ปกใหม่)
ช่วงเวลาพักแสนอร่อยของเจ้าผีน้อยตัวกลม
แค่ฝึกวันละ 3 นาที สายตาดีตลอดไป (ฉ.ปรับปรุง)
ชุดลำนำล่มแคว้น อาคมหมู่ตานเหล็ก เล่ม1-2
ครอบครัวหนูย้ายบ้าน (ปกแข็ง)
แม่ครัวน้อยแนวหน้า เล่ม 2
ปีทองอันแสนสุข (ปกแข็ง)
ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ เล่ม3 กษัตริย์คืนบัลลังก์
ชุด แอบรักคู่ปรับสลับร่าง เล่ม 1-2 