fbpx

[ทดลองอ่าน] หุบเขาคร่าวิญญาณ บทที่ 6 ผ่านด่าน

生死谷
หุบเขาคร่าวิญญาณ

鄭丰เจิ้งฟง
เขียน

HUNZA
แปล

 

โปรย

หุบเขาเร้นลับที่ปราศจากทางออก
เหล่าเด็กน้อยถูกพาตัวมารับการฝึกฝนอันแสนโหดเหี้ยม
เพื่อให้พวกเขาเติบใหญ่กลายเป็นนักฆ่า
เป็นอาวุธสังหารที่กุมความเป็นไปของแว่นแคว้น
ในยุคที่แผ่นดินระส่ำระส่ายนี้

เผยรั่วหลัน คุณหนูหกแห่งจวนขุนนาง
เสี่ยวหูจื่อ บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีอู่
แม้มีชาติกำเนิดสูงส่ง หากแต่เด็กทั้งสอง
กลับถูกลักพามาได้อย่างง่ายดาย
ไม่พ้นต้องตกลงสู่นรกไร้ปราณี
ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพวกเขาไป

พี่น้องสองร้อยคน
ด่านทั้งสาม
มีเพียงแปดคนเท่านั้นที่จะได้กลับบ้าน!

 

ต้นฉบับนี้ยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์

 

บทที่ 6 ผ่านด่าน

 

ไม่นานนัก การทดสอบเพื่อผ่านด่านแรกก็เริ่มขึ้น เช้าตรู่วันหนึ่งในช่วงปลายฤดูร้อนใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง หัวหน้าหมู่พาเด็กทั้งสองร้อยคนมายืนอยู่กลางลานกว้างในหุบเขา ตอนนั้นเผยรั่วหลันอยู่ในหุบเขามาได้ประมาณหกเดือน นางเห็นเส้นสีแดงสดกว้างประมาณสามนิ้วขีดอยู่บนพื้น เด็ก ๆ ก้มหน้ามองเส้นสีแดงอย่างสงสัย ต่างคนต่างเดาไปในความเงียบงันว่าเส้นสีแดงนี้ใช้สำหรับทำอะไร

หัวหน้าหมู่คนหนึ่งยืนเผชิญหน้ากับเด็ก ๆ ทั้งหลาย ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “กฎการทดสอบด่านที่หนึ่งมีดังนี้  เมื่อข้าส่งสัญญาณ พี่น้องทุกคนจะต้องวิ่งข้ามเส้นสีแดงเส้นนี้ ไปจนถึงหน้าผาที่อยู่ริมหุบเขา ว่ายน้ำข้ามลำธาร ปีนขึ้นไปจนถึงที่ราบบนหน้าผา หยิบลูกสนมาหนึ่งลูกแล้วค่อยปีนลงมาวิ่งกลับมายังเส้นสีแดงนี้ตามเดิม คนที่กลับเข้ามาถึงเส้นสีแดงสามสิบหกคนแรก เท่ากับผ่านด่านแรกได้สำเร็จ คนเหล่านั้นจะได้อยู่ในหุบเขาเพื่อฝึกวิชาเตรียมตัวผ่านด่านที่สองต่อไป ส่วนคนที่ไม่ผ่านด่านแรกจะถูกส่งไปเป็นทหารที่เมืองโยวโจวทั้งหมด เข้าใจไหม”

“เข้าใจแล้ว” เด็กสองร้อยคนรับคำอย่างพร้อมเพรียง ในน้ำเสียงมีความตื่นเต้นและเคร่งเครียดแฝงอยู่

เด็กคนอื่น ๆไม่ได้สนใจว่าเด็กในหมู่เสือดาวสามลอบมองตากัน มีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก ด่านแรกจะต้องทดสอบอะไรบ้าง พวกเขาได้หารายละเอียดพร้อมกับวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านด่านทั้งหมดมาล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมั่นใจเต็มเปี่ยม

เผยรั่วหลันมิได้สนใจว่าเด็กคนอื่น ๆจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้นางตื่นเต้นจนเหงื่อออกชื้นทั้งฝ่ามือ หัวใจยังเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม นางครุ่นคิดเงียบ ๆ การผ่านด่านแรกก็คือการทดสอบทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การว่ายน้ำหรือปีนหน้าผา ซึ่งเรื่องเหล่านี้มิได้ยากเย็นอะไร ข้าอยากจะเป็นหนึ่งในพี่น้องที่วิ่งกลับมาเร็วที่สุดสามสิบหกคนแรก ไม่น่าจะยากเกินไป

หัวหน้าหมู่ผู้นั้นยกเขาสัตว์ขึ้นมาเป่าเป็นสัญญาณอย่างไม่ให้เสียเวลาต่อไป เขาตะโกนร้องว่า “ทุกคนเตรียมตัวอยู่หลังเส้นแดง เมื่อข้าให้สัญญาณพวกเจ้าจงออกตัวได้ทันที”

เด็กทั้งหลายกรูกันขึ้นมาข้างหน้า ออกันอยู่หลังเส้นสีแดง

เผยรั่วหลันฉุกคิดได้ว่า ในเมื่อทุกคนคิดจะวิ่งออกไปพร้อมกันย่อมจะเกิดการเบียดเสียด เมื่อแย่งกันอย่างนี้จะต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ ข้าต้องหลบออกจากฝูงชนแล้วค่อยแซงไปข้างหน้าแบบนี้จึงจะไม่เบียดกับคนอื่น ๆนางตัดสินใจแล้วก็รีบวิ่งไปทางขวาที่มีคนจับจองที่อยู่ค่อนข้างน้อย ยืนอยู่หลังเส้นแดงด้วยท่าเตรียมพร้อม แม้จุดเริ่มต้นนี้จะอยู่ห่างจากหน้าผาค่อนข้างมาก แต่เพราะมีคนค่อนข้างน้อยจึงไม่แออัด

หัวหน้าหมู่คนนั้นไม่รอให้เด็ก ๆ ได้เตรียมตัวให้ดีก็เป่าเขาสัตว์ยาว ๆ ครั้งหนึ่ง เสียงของมันลากยาวดังวังเวงอยู่ในหุบเขาอันกว้างใหญ่ เด็กสองร้อยคนพุ่งตัวออกไปอย่างไม่รอช้ากลายเป็นความโกลาหลวุ่นวาย เด็กที่อยู่ข้างหน้าบางคนถูกเบียดมาจากด้านหลังจนล้มลงกับพื้นทำให้คนที่อยู่ถัดมาพลอยล้มลงไปด้วยกระทั่งนอนทับกันเป็นชั้น ๆ กลิ้งหลุนๆอยู่บนพื้น มีเด็กบางคนไม่สนใจคนที่ล้มบนพื้น ย่ำซ้ำลงไปบนตัวคนเหล่านั้น แต่กระนั้นก็ช้ากว่าคนอื่นไม่น้อย

เผยรั่วหลันหลบออกจากจุดที่คนแน่นที่สุดมาอยู่ทางขวามือ นางวิ่งออกไปได้อย่างราบรื่น แม้ระยะทางค่อนข้างไกลแต่เมื่อไร้คนขวางหน้าทำให้วิ่งได้รวดเร็ว นางวิ่งไปถึงริมลำธาร ว่ายน้ำข้ามไป จนกระทั่งมาถึงเชิงผา ในหกเดือนที่ผ่านมานางปีนขึ้นปีนลงที่เชิงผาแห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน จำจุดพักเท้าที่เป็นก้อนหินตะปุ่มตะป่ำได้ขึ้นใจ เมื่อปีนขึ้นไปไม่นานกลับแขนสั่นด้วยความอ่อนล้า ฝ่ามือมีแต่เหงื่อออกเปียกแฉะจนคว้าก้อนหินไม่ค่อยอยู่ มือเล็ก ๆ เช็ดเหงื่อกับขากางเกง พยายามสูดลมหายใจลึก ๆ มุ่งมั่นกับการปีนหน้าผาต่อไป

ขณะที่นางปีนขึ้นไปได้สูงสิบกว่าจั้ง ได้ยินเสียงตะโกนด่าทอ เสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจดังจากด้านล่าง จนเผยรั่วหลันอดก้มหน้าลงมองด้วยความอยากรู้ไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือเด็กจำนวนมากยืนออกันแน่นขนัดอยู่เชิงหน้าผาพยายามแย่งกันปีนขึ้นมาด้านบน คนที่ปีนขึ้นได้ก็เหยียบคนที่อยู่ด้านล่าง คนที่อยู่ด้านล่างก็ยื่นมือไปคว้าข้อเท้าของคนที่ปีนอยู่ข้างบนเพื่อจะดึงพวกเขาลงมา มีทั้งเสียงด่าทอมีทั้งลงมือลงไม้ทุบตีกัน

เผยรั่วหลันลอบบอกกับตนเองว่ายังดีที่มาถึงแถวนี้ก่อนแล้วปีนขึ้นมาได้สูงกว่าคนอื่นเป็นสิบจั้งไม่จำเป็นต้องเบียดเสียดกับพวกนั้นอยู่ด้านล่าง

เมื่อนางหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเห็นมีคนปีนหน้าผาด้านซ้ายมือที่ไกลออกไป ร่างนั้นปีนขึ้นมาอยู่ในระดับสูงประมาณเดียวกับนาง เห็นได้ว่าคนคนนั้นคิดเหมือนกันว่าจะต้องมาถึงตรงนี้เป็นคนแรกๆเพื่อไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่นๆ  คนคนนั้นคล่องแคล่วไม่น้อย แต่เพราะอยู่ค่อนข้างไกลจึงมองไม่เห็นหน้าว่าเป็นใคร

เผยรั่วหลันเกิดความอยากรู้ไปพร้อม ๆ กับประหลาดใจ คนคนนั้นเป็นใคร ถึงได้คิดว่าจะต้องหลบฝูงชนออกมาให้ได้ก่อน นางคิดต่อไปว่าจะแพ้ให้กับคนคนนั้นไม่ได้  นางรีบปีนต่ออย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาถึงที่ราบกลางภูเขา ตอนนี้มีหัวหน้าหมู่ยืนอยู่บนนั้นสิบกว่าคน เมื่อเห็นนางปีนขึ้นมาก็ชี้นิ้วไปที่พื้น นางก้มหน้ามองตาม เห็นตะกร้าใส่ลูกสนวางอยู่บนพื้นหลายใบ จึงรีบหยิบมายัดใส่อกเสื้อลูกหนึ่งจากนั้นหาที่ที่มีคนไม่มากปีนลงไป

นางปีนลงไปได้ไม่กี่จั้ง เห็นหน้าผาทางซ้ายมือในระดับความสูงสิบกว่าจั้งมีเด็กชายรูปร่างสูงใหญ่กำลังปีนขึ้นมา เผยรั่วหลันคลับคล้ายคลับคลาว่าเจอเขาที่ไหนมาก่อน เด็กชายคนนั้นรูปร่างอ้วนใหญ่ ดูไม่เหมือนเด็กชายอายุแปดปีแม้แต่น้อย นางได้ยินเสียงเด็กคนนั้นตะโกนร้อง แต่ก็ฟังไม่ถนัดนอกจากคำว่า “ปล่อยมือ ปล่อยมือ”

เมื่อเผยรั่วหลันตั้งใจดูให้ดี นางเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งปีนมาถึงใต้ร่างของเด็กตัวใหญ่คนนั้น ทำท่าคล้ายจะยื่นมือคว้าข้อเท้าของเขาเอาไว้

เด็กชายตัวใหญ่ส่งเสียงตะโกนเอะอะด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด เขาถีบขาออกไปถูกมือของเด็กชายที่ปีนอยู่ข้างใต้เข้าพอดี ได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจ เด็กชายที่ถูกเหยียบปล่อยมือร่วงลงจากหน้าผา เผยรั่วหลันตกใจ ระดับความสูงสิบกว่าจั้ง เด็กชายที่ตกลงไปคนนั้นถ้าไม่ตายก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ หัวใจนางเต้นไม่เป็นส่ำ คิดในใจว่าทุกคนต่างก็อยากผ่านด่านกันทั้งนั้น ล้วนแต่พยายามทำกันเต็มที่ หากข้าเป็นเขาก็คงจะถีบคนที่คิดจะจับตัวข้าไว้เหมือนกัน เด็กชายตัวอ้วนใหญ่คนนั้นก้มหน้าลงมอง แม้จะอ้าปากกว้างแต่สีหน้าของเขากลับดูเลื่อนลอย ไม่ตื่นตระหนกหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อย

เด็กคนอื่น ๆ ที่กำลังปีนหน้าผาเห็นภาพนี้เข้ากับตาต่างตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พยายามอยู่ให้ห่างจากเด็กผู้ชายตัวใหญ่นั้นให้มากที่สุด

เผยรั่วหลันคิดแต่จะผ่านให้ได้จึงไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปมากกว่านี้ นางปีนลงจากผาอย่างรวดเร็ว ยังคงมีเสียงร้องด้วยความตกใจจากเด็กคนอื่น ๆ ที่กำลังปีนป่ายกันเป็นระยะ ฟังแล้วทั้งน่าตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางไม่ใส่ใจคิดแต่จะวิ่งกลับไปให้ถึงเส้นแดงเพื่อผ่านด่านแรกให้สำเร็จ เมื่อนางลงมาถึงพื้นแล้วก็มิได้คิดจะสนใจความเป็นไปของเด็กชายที่ตกจากหน้าผาคนนั้นแม้แต่น้อย ก้าวเท้าได้ก็วิ่งตรงไปยังลำธาร ว่ายข้ามไปจนวิ่งกลับไปถึงเส้นสีแดง   เมื่อนางหันกลับไปดูด้านหลังอีกครั้งจึงพบว่าตนเองวิ่งกลับมาถึงจุดเริ่มต้นเป็นคนแรก

มีหัวหน้าหมู่คนหนึ่งเดินขึ้นมายื่นมือมาตรงหน้าเผยรั่วหลัน นางยืนหายใจเหนื่อยหอบไปพร้อม ๆ กับมองดูหัวหน้าหมู่ ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการสิ่งใดจากนาง

หัวหน้าหมู่คนนั้นตะคอกใส่อย่างหงุดหงิดว่า “ลูกสนล่ะ”

เผยรั่วหลันจึงรีบล้วงลูกสนออกจากอกเสื้อส่งให้เขา นางคิดในใจ ‘ยังดีที่ไม่ทำหล่นหาย’

หัวหน้าหมู่พยักหน้าพลางถามว่า “อยู่หมู่ไหน ชื่ออะไร”

เผยรั่วหลันตอบ “เจ้าห้า หมู่อินทรีสอง”

หัวหน้าหมู่คนนั้นใช้มีดเล่มเล็กบันทึกชื่อและหมู่ของนางลงบนแผ่นไม้แผ่นหนึ่ง จากนั้นเข้าไปตรวจดูลูกสนจากเด็กที่วิ่งเข้ามาเป็นคนที่สอง คนที่สาม พร้อมกับถามชื่อและหมู่ของเพวกเขา

เผยรั่วหลันนั่งพิงก้อนหินพักเหนื่อย มองเด็กที่วิ่งกลับมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านไปสามสิบกว่าคนจึงเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งข้ามเส้นแดงกลับมา นางหรี่ตาลงคิดในใจว่า เขานั่นเอง

เผยรั่วหลันจำเด็กผู้ชายคนนี้ได้ เขาคือเสี่ยวหูจื่อ เป็นนักเตะลูกหนังฝีมือดีของค่ายพยัคฆ์ขาวที่เป็นคู่แข่งกับนางในเมืองฉางอัน เป็นคนที่เอาชนะนางระหว่างดวลกันตัวต่อตัวคนนั้นเอง นางเคยเห็นเขาจากที่ไกล ๆ ในหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูเป็นคนเถรตรงของเขา นางก็จำได้ทันทีว่าเขาคือเสี่ยวหูจื่อที่อยู่ค่ายพยัคฆ์ขาวนั่นเอง นางเคยเห็นหน้าเขาในหุบเขาอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อคิดว่าตอนนั้นนางแอบหนีออกไปเล่นเตะลูกหนังด้วยสภาพของเด็กผู้ชาย แม้ตอนนี้จะสวมเสื้อสีดำทั้งชุดไม่ได้แบ่งเป็นชุดผู้หญิงหรือชุดผู้ชาย แต่ว่านางมักผูกมวยสองข้างอย่างเด็กผู้หญิงอยู่เสมอ เสี่ยวหูจื่อไม่มีทางจำนางได้แน่ อีกทั้งนางยังฝังใจว่าเด็กผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เอาชนะนางได้ขณะดวลกันตัวต่อตัว จึงเกิดความกริ่งเกรงในตัวเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่เคยคิดจะเข้าไปแสดงตัวกับเขาแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นเสี่ยวหูจื่อรายงานตัวกับหัวหน้าหมู่คนนั้นแล้วทิ้งตัวนอนลงบนพื้น มีเหงื่อออกท่วมตัว หายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ เผยรั่วหลันยังเห็นเสื้อผ้าของเขาขาดเป็นรูอยู่หลายแห่ง ใบหน้าและมือเท้ามีแต่เลือดไหลเต็มไปหมด คงได้รับบาดเจ็บขณะปีนหน้าผา จึงเกิดความดูแคลนในตัวเขาขึ้นมา ถึงเขาจะผ่านมาได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้แน่สักเท่าไร แค่วิ่งช่วงหนึ่ง ว่ายน้ำข้ามลำธาร ปีนขึ้นปีนลงหน้าผาก็ยังเหนื่อยหอบถึงเพียงนี้ แล้วยังจะได้รับบาดเจ็บอีก

นางดึงสายตากลับมา หากในใจเกิดความสงสัย ทำไมเขาถึงมาที่หุบเขาแห่งนี้ได้ หรือจะถูกคนจับตัวมาเหมือนกันกับข้า

นางมองไปยังพี่น้องที่วิ่งกลับเข้ามาเรื่อย ๆด้วยความร้อนใจ เจ้าสามล่ะ ตอนที่ข้าว่ายน้ำข้ามลำธารเขาอยู่ข้างหลังห่างไปหลายจั้งก็จริง แต่ตอนนี้ควรจะกลับมาได้แล้ว แล้วนี่เขาไปอยู่ที่ไหนทำไมยังไม่กลับมาเสียที

ไม่นานนักมีเด็กวิ่งกลับมาที่จุดเริ่มต้นสามสิบกว่าคน เผยรั่วหลันเห็นเด็กชายตัวอ้วนใหญ่ที่เตะเด็กคนอื่นตกหน้าผาวิ่งกลับเข้ามาเช่นกัน นางเห็นเสี่ยวหูจื่อกระโดดตัวลอยเข้ามาจับมือเด็กชายคนนั้นเอาไว้จากนั้นนั่งข้างกันด้วยท่าทางสนิทสนมอย่างยิ่ง แต่กระนั้นก็ยังไม่เห็นเงาของเจ้าสาม

เผยรั่วหลันมองไปยังเด็กชายตัวใหญ่ด้วยความรู้สึกว่าเคยเห็นเด็กรูปร่างสูงใหญ่ผิดปกติคนนี้นั่งอยู่ข้างสนามเตะลูกหนังในเมืองฉางอัน จำได้ว่าเขาดูสนิทสนมกับเสี่ยวหูจื่อเป็นอย่างยิ่ง จู่ ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์ประหลาด ความคิดน่ากลัวผุดขึ้นมาว่าเด็กที่ถูกเด็กตัวใหญ่คนนี้เตะตกหน้าผาคนนั้นอาจจะเป็นเจ้าสาม

เผยรั่วหลันรู้สึกหวาดกลัวจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก คิดจะวิ่งกลับไปหาตัวเจ้าสามที่เชิงเขาแห่งนั้น แต่ตอนนี้นางไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่บอกตนเองว่า ไม่ใช่ๆ คนคนนั้นต้องไม่ใช่เจ้าสาม ต้องไม่ใช่เขา

ไม่นานนัก มีเด็กหนึ่งร้อยกว่าคนวิ่งกลับมาถึงเส้นแดง พวกเขาหาที่นั่งบ้างยืนบ้างเพื่อพักหายใจ จากนั้นก็ไม่มีใครวิ่งกลับเข้ามาอีกเลย

ได้ยินหัวหน้าหมู่ประกาศขึ้นว่า “เอาละ พี่น้องที่กลับมาถึงสามสิบหกคนแรกเท่ากับผ่านด่านที่หนึ่งได้แล้ว ส่วนที่เหลือที่ไม่ผ่านด่าน คืนนี้จะถูกส่งตัวออกจากหุบเขาเพื่อไปเป็นทหารในกองทัพเมืองโยวโจว”

สิ้นเสียงประกาศมีเสียงร้องไห้ระงมจากเด็กอีกเกือบหนึ่งร้อยหกสิบคนที่ตกการทดสอบดังไปทั่วหุบเขา เผยรั่วหลันรีบหันหน้าไปอีกทาง นางไม่กล้ามองสีหน้าของเด็ก ๆ เหล่านั้น ตอนนี้สิ่งที่นางเป็นห่วงมากที่สุดคือยังไม่เห็นเจ้าสามกลับมา ไม่รู้ว่าเจ้าสามเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางลุกขึ้นเขย่งปลายเท้ามองไปรอบ ๆ หวังว่าจะเห็นเจ้าสามกลับมาอย่างปลอดภัย

ในตอนนี้เองมีหัวหน้าหมู่อีกหลายคนเดินมา เผยรั่วหลันได้ยินหนึ่งในนั้นพูดว่า “มีเด็กตกลงไปทั้งหมดสามคน คนหนึ่งขาหักทั้งสองข้าง คนหนึ่งแขนหัก ส่วนอีกคนหนึ่งคอหักตายตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

อีกคนหนึ่งถามขึ้นว่า “ใครที่ตาย”

หัวหน้าหมู่คนก่อนนี้ตอบว่า “น่าจะเป็นเจ้าสามของหมู่อินทรีสอง”

เผยรั่วหลันรู้สึกถึงเสียงดังเปรี๊ยะลั่นในสมอง เบื้องหน้ามีแต่ความดำมืด ไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งช้า ๆ นางรู้สึกใกล้จะหมดสติ เด็กที่ผ่านด่านมาได้ต่างนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนคนที่ไม่ผ่านด่านนั่งรวมกันส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ไม่ไกลนัก ตอนนี้ไม่มีใครสังเกตถึงความผิดปกติของนางแม้แต่น้อย

เผยรั่วหลันนั่งหมดแรง รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วก่อนจะตัวสั่นเทิ้มอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ นางไม่อยากเชื่อว่าเจ้าสามตายไปแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตนางยังไม่เคยเห็นคนตาย แม้แต่สัตว์เลี้ยงที่บ้าน เช่นม้าหรือสุนัขก็ไม่มีตัวไหนตายสักตัว แม้จะได้ยินหัวหน้าหมู่บอกว่าเจ้าสามตายไปแล้วแต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ว่าความตายเป็นเช่นไร ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับการล่วงลับของสหายสนิทคนนี้อย่างไร

เจ้าสามเป็นคนที่นางใกล้ชิดและสนิทสนมที่สุดระหว่างที่อยู่ในหุบเขา เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนาง ช่วงแรกที่มาถึงหุบเขาแห่งนี้นางตกอยู่ในความหวาดวิตกและตื่นกลัว มีแต่ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทุกค่ำ ๆคืน นางต้องพยายามฝืนตนเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา ยังดีที่มีเจ้าสามดูแล ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ ช่วยประคองจิตใจในยามที่นางอ่อนแอ ถ้าหากไม่มีเจ้าสามนางคงไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาอันโหดร้ายได้นานเท่านี้ แต่ตอนนี้เจ้าสามตายแล้ว นางเห็นเขาตกหน้าผากับตา แต่ยังไม่คิดแม้จะเข้าไปดูเขาให้มากกว่านี้ ตอนนั้นนางคิดเสียด้วยว่า หากนางเป็นเจ้าเด็กอ้วนนั่นคงจะทำเช่นเดียวกันด้วยการเตะคนที่คิดจะจับตัวนางให้ตกเขาไป

เผยรั่วหลันยกมือกุมศีรษะ เกิดความคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติ ข้าคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง

เสี่ยวหูจื่อและพี่น้องอีกสี่คนในหมู่เสือดาวสามกลับมาถึงเส้นแดงกันอย่างปลอดภัย ผ่านด่านแรกได้สำเร็จ พวกเขาได้หารือกันก่อนแล้วว่าเมื่อผ่านด่านสำเร็จทุกคนจะแยกย้ายกันนั่ง หาที่พักผ่อนในจุดต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของคนอื่นและต้องทำท่าเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาอยากทำมากที่สุดตอนนี้ก็คือกระโดดกอดคอร้องตะโกนให้กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างสะใจ พวกเขาสามารถผ่านด่านมาได้ทั้งห้าคนย่อมมาจากการใช้ฝีมือและวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า พวกเขาทั้งห้าคนช่วยกันสืบข่าวจนรู้มาว่าการผ่านด่านที่หนึ่งจะมีการทดสอบอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะหนึ่งแล้วว่ายน้ำข้ามลำธาร จากนั้นปีนหน้าผาขึ้นไป พวกเขาได้สำรวจเส้นทางเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด ถึงขนาดลองคิดหาวิธีช่วยเหลือพวกพ้องให้ผ่านด่านแรกด้วยกันเอาไว้ล่วงหน้า

ก่อนการทดสอบจะเริ่มขึ้น พวกเขาตกลงกันว่าจะหลบจากฝูงชนด้วยการออกวิ่งจากหัวมุมทิศตะวันออกสามคน วิ่งออกจากหัวมุมทิศตะวันตกสองคน ในระหว่างว่ายน้ำข้ามลำธารให้เจ้าสี่ที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดช่วยให้เจ้าหนึ่งและเจ้าสองว่ายน้ำผ่านไปได้ แต่คนที่จะปีนขึ้นหน้าผาจริง ๆ มีเพียงแค่เจ้าหนึ่ง เจ้าสามและเสี่ยวหูจื่อเท่านั้น

พวกเขาสามคนนัดกันแล้วว่าเมื่อปีนไปถึงที่ราบกลางภูเขา ให้เจ้าหนึ่งแกล้งเตะตะกร้าใส่ลูกสนหกกระจายจากนั้นรีบขอโทษขอโพยทำเป็นลนลานช่วยเก็บของสร้างความวุ่นวายเพื่อดึงดูดความสนใจไปชั่วขณะ  ส่วนเจ้าสามและเสี่ยวหูจื่อจะใช้จังหวะที่หัวหน้าหมู่ทั้งหลายมัวแต่สนใจเจ้าหนึ่งขโมยลูกสนมาซ่อนไว้ในอกเสื้อหลาย ๆ ลูก จากนั้นทั้งสามคนแยกย้ายกันลงจากหน้าผาเพื่อนำลูกสนที่เหลือไปมอบให้กับเจ้าสองและเจ้าสี่ที่รออยู่ด้านล่าง จากนั้นทั้งห้าคนจะช่วยกันว่ายน้ำข้ามลำธารกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เจ้าหนึ่ง เจ้าสอง เจ้าสามและเจ้าสี่วิ่งกลับไปยังจุดเริ่มต้นเป็นพวกแรก ๆ มีแต่เสี่ยวหูจื่อที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง เขาบังเอิญเห็นเลิ่งจื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็ก ๆ ก่อนการทดสอบ สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับเขายิ่งนัก ตอนนั้นเด็กคนอื่น ๆ ล้วนแต่แย่งกันวิ่งนำหน้า เขาไม่มีทางเข้าไปหาเลิ่งจื่อได้ จึงคอยสังเกตว่าเลิ่งจื่ออยู่ที่ไหน จนสุดท้ายขณะที่เขาปีนลงจากหน้าผา ก็พบตัวเลิ่งจื่อที่กำลังปีนขึ้นไป จึงรีบขยับตัวไปเพื่อจะทักทายเขา

แต่สิ่งที่เสี่ยวหูจื่อเห็นต่อจากนั้นก็คือเลิ่งจื่อเตะเด็กผู้ชายใบหน้าผอมซูบคนหนึ่งร่วงจากหน้าผาสร้างความแตกตื่นตกใจให้กับเขายิ่งนัก ตอนนั้นเหตุการณ์วุ่นวายมาก เสี่ยวหูจื่อไม่รู้ว่าการที่เลิ่งจื่อเตะเด็กคนนั้นตกลงไปเป็นเพราะตั้งใจเตะหรือว่าเด็กคนนั้นคิดจะคว้าข้อเท้าเลิ่งจื่อเอาไว้ ทำให้เลิ่งจื่อตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณด้วยการเตะเด็กชายคนนั้นโดยไม่ตั้งใจ

ภาพที่เห็นต่อมายิ่งทำให้เขาแตกตื่นมากขึ้น เลิ่งจื่อปีนหน้าผาสูงขึ้นไปได้อีกหลายฉื่อก่อนจะปีนต่อไปไม่ไหว ร่างอ้วนใหญ่ของเขาเริ่มไถลลงข้างล่าง ชนเข้ากับเด็กผู้ชายร่างเล็กๆ อีกคนหนึ่ง เด็กคนนั้นส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกชนตกลงมา แต่โชคดีที่เขาตกลงมาใกล้กับเสี่ยวหูจื่อทำให้เขายื่นมือคว้าคอเสื้อของเด็กคนนั้นเอาไว้ได้ทันก่อนจะโยนตัวไปที่โขดหินด้านข้างเป็นการช่วยชีวิตเขาได้อย่างหวุดหวิด แต่ทว่าเลิ่งจื่อที่อยู่ด้านบนเริ่มทรงตัวไม่อยู่ ไถลตัวลงมากำลังจะชนเข้ากับเสี่ยวหูจื่อ

เสี่ยวหูจื่อตะโกนร้องด้วยความตกใจ “เลิ่งจื่อ”

เลิ่งจื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเขา แม้ตัวจะอยู่กลางอากาศแต่ก็ร้องด้วยความดีใจว่า “พี่เสียวหู่”

เสี่ยวหูจื่อยื่นมือขวางตัวเขาเอาไว้แต่ไม่อาจต้านแรงตกของร่างอันใหญ่โตที่ไถลลงมาอย่างรวดเร็วได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะหยุดการไถลของเลิ่งจื่อไม่ได้ ตัวเขาเองก็ถูกลากตกลงมาอีกหลายจั้ง ใบหน้าและลำตัวของทั้งคู่ถูกแง่หินแหลมคมบาดจนเป็นแผลเต็มไปหมด ยังดีที่เสี่ยวหูจื่อคว้าก้อนหินที่ยื่นออกมาได้ทัน ทำให้ยังแขวนตัวอยู่บนหน้าผาได้ เขาเพิ่งจะทรงตัวได้มั่นคง ก็เห็นเลิ่งจื่อไถลผ่านตัวเขาไป เสี่ยวหูจื่อรีบคว้าแขนซ้ายของเลิ่งจื่อเอาไว้ทำให้ร่างใหญ่โตห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

เลิ่งจื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเสี่ยวหูจื่อใช้มือขวาจับแขนตนเองเอาไว้ ส่วนมือซ้ายคว้าก้อนหินที่ยื่นออกมาพร้อมกับหายใจหอบแรง เหงื่อออกเต็มใบหน้า เขาตกใจเสียจนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดส่งเสียงตะโกนดังๆ ว่า “ข้าจะตกลงไปแล้ว ข้าจะตกลงไปแล้ว”

เสี่ยวหูจื่อกัดฟันก้มหน้าพูดปลอบใจเขาว่า “เลิ่งจื่อไม่ต้องกลัวนะ เจ้าไม่ตกลงไปแน่ ข้าไม่มีทางปล่อยมือเจ้า ที่เท้าเหยียบอะไรได้ไหม”

เลิ่งจื่อขยับเท้าเปะปะพยายามหาที่วางเท้าให้ได้แต่ก็ยังไม่อาจหาก้อนหินที่จะเป็นที่พักได้แต่อย่างใด เสี่ยวหูจื่อสั่งต่อไปว่า “เลิ่งจื่อ มือขวา ใช้มือขวาคว้าก้อนหินเอาไว้”

เลิ่งจื่อรับฟังแล้วจึงยื่นมือขวาไปคว้าผนังหินอย่างตื่นตระหนก แต่ทว่าก้อนหินเพียงก้อนเดียวที่เขาสามารถคว้าได้ยังอยู่สูงขึ้นไปด้านบนไกลจากมือเขาอีกห้าหกนิ้ว เขาพยายามยื่นมือให้สุด แต่ก็ยังจับไม่ถึงอยู่ดี จึงร้องด้วยความตื่นตระหนกว่า “ข้าคว้าไม่ถึง คว้าไม่ถึง”

เสี่ยวหูจื่อใช้มือซ้ายคว้าก้อนหินเอาไว้ ส่วนมือขวาออกแรงคว้าแขนซ้ายของเลิ่งจื่อ  ตัวของเลิ่งจื่อทั้งใหญ่ทั้งหนักจนเสี่ยวหูจื่อรู้สึกแขนตนเองเริ่มสั่น รู้ว่าคงอดทนได้อีกไม่นาน จากนั้นเขาคงตกลงไปเบื้องล่าง ตายตกพร้อมกับเลิ่งจื่อเป็นแน่ เด็กที่กำลังปีนหน้าผาคนอื่น ๆเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ต่างส่งเสียงร้องแตกตื่น ทุกคนต่างรอดูว่าเมื่อไรเสี่ยวหูจื่อจะปล่อยมือให้เจ้าเด็กโข่งนั่นตกลงไปตายเสียที

แต่ทว่าเสี่ยวหูจื่อไม่ยอมปล่อยมือ เขาสูดหายใจลึกๆ ใช้มือซ้ายเกาะก้อนหินเอาไว้ พร้อมกับยันปลายเท้ากับหน้าผา ทำหน้าที่ส่งแรง ดึงตนเองและเลิ่งจื่อขึ้นไปด้านบนทีละน้อย ทีละน้อย เขาต้องใช้แรงกายที่มีอยู่ทั้งหมดกว่าจะปีนขึ้นไปได้อีกครึ่งฉื่อ จนเลิ่งจื่อสามารถใช้มือขวาคว้าก้อนหินก้อนนั้นเอาไว้แล้วทรงตัวให้นิ่ง ๆ ได้ในที่สุด ทั้งสองคนยังคงอยู่ในสภาพทุลักทุเลครู่หนึ่งกว่าจะหาที่ยึดเกาะและที่พักเท้าได้อย่างมั่นคง

เสี่ยวหูจื่อหายใจแรงเหนื่อยหอบก่อนถามว่า “จับดีหรือยัง”

เลิ่งจื่อพยักหน้า เสี่ยวหูจื่อจึงปล่อยมือ ทั้งสองมองตากันก่อนหัวเราะขึ้นมา แม้จะอยู่บนหน้าผาที่อันตรายยิ่ง แต่ตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ในจวนเสนาบดีอู่ที่เมืองฉางอันอีกครั้งหนึ่ง

เสี่ยวหูจื่อหาตัวเลิ่งจื่อพบแล้วจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง หยิบลูกสนออกมายัดใส่อกเสื้อเลิ่งจื่ออย่างรวดเร็ว คว้าตัวเขามากระซิบเบา ๆ ว่า “เลิ่งจื่อ รีบปีนลงไปกับข้า พวกเราจะผ่านด่านด้วยกัน”

เลิ่งจื่อทำหน้าตาเหลอหลาพยักหน้ารับคำของเสี่ยวหูจื่อ

เสี่ยวหูจื่อช่วยเลิ่งจื่อปีนลงจากหน้าผา จากนั้นพาเขาว่ายน้ำข้ามลำธาร วิ่งสุดฝีเท้ากลับไปยังจุดเริ่มต้น เดิมทีเลิ่งจื่อไม่เข้าใจว่าการผ่านด่านคืออะไร แต่ภายใต้การนำและการเร่งรัดของเสี่ยวหูจื่อทำให้เขาวิ่งสุดแรงข้ามเส้นแดงเข้ามาเป็นคนที่สามสิบหก ผ่านด่านได้หวุดหวิด

เด็ก ๆ ในหมู่เสือดาวสามทั้งสี่คนเห็นเจ้าห้ายังไม่กลับมาล้วนตื่นตระหนกและร้อนใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เดิมทีเจ้าห้าควรจะเป็นคนที่กลับมาถึงคนแรก แต่ทำไมยังไม่เห็นเขากลับมา

ทั้งสี่คนแยกย้ายหาที่นั่งกันคนละมุม แต่ยังคงจ้องไปยังเส้นสีแดงเป็นตาเดียว ในขณะที่พี่น้องคนอื่นวิ่งข้ามเส้นแดงมาได้สามสิบกว่าคน สุดท้ายก็เห็นร่างของเสี่ยวหูจื่อวิ่งกลับมาเสียที พวกเขาระบายลมหายใจโล่งอก

เสี่ยวหูจื่อดีใจกับการพบตัวเลิ่งจื่อจนไม่ใส่ใจกับสายตาที่จ้องมองอย่างสงสัยของหัวหน้าหมู่คนอื่น ๆ เขาจูงมือใหญ่ของเลิ่งจื่อให้นั่งลงข้าง ๆ พลางคิดในใจว่าขอบคุณฟ้าดินที่ให้ข้าได้พบกับเลิ่งจื่อตอนปีนหน้าผา แล้วช่วยให้เขาผ่านด่านแรกมาได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องถูกส่งไปเป็นทหารที่ชายแดนรกร้างห่างไกลผู้คน แล้วต่อไปข้าก็คงไม่ได้เจอหน้าเขาตลอดชีวิตก็เป็นได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ทำให้เขาจับมือเลิ่งจื่อเอาไว้แน่นด้วยความปลาบปลื้มดีใจเป็นล้นพ้น

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า