fbpx

[ทดลองอ่าน] THE WITCHER V “ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ” / แพรวสำนักพิมพ์

THE WITCHER V

THE LADY OF THE LAKE 

ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ 

ANDRZEJ SAPKOWSKI เขียน
ธนพร ภู่ทอง แปล

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(เวอร์ชันนี้สำหรับทดลองอ่าน ไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์) 

——————————————————————————————————————-

 

บทที่หนึ่ง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทะเลสาบแห่งนี้จะต้องเป็นทะเลสาบมนตราอย่างแน่นอน

 

ประการแรก เพราะทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ข้างปากน้ำต้องมนตร์นามคุมพุกกา หรือหุบลำธารที่มีสายหมอกบดบังอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านศาสตร์มนตราและปรากฏการณ์ด้านเวทมนตร์ต่าง ๆ ด้วย

ส่วนเหตุผลประการที่สองนั้น แค่มองปราดเดียวก็พอจะทราบแล้ว

ผิวของทะเลสาบแห่งนี้มีสีน้ำเงินกระจ่างใสราวผลึกไพลินที่ได้รับการขัดเงามาเป็นอย่างดี ซ้ำมันยังมีพื้นผิวราบเรียบราวกับผิวกระจก ราบเรียบเสียจนภาพของยอดเขาเออเวิร์ดด์ฟาที่สะท้อนต้องลงบนผิวน้ำดูจะงดงามยิ่งกว่าความเป็นจริงเสียอีก สายลมหนาวแสนสดชื่นพัดโชยมาจากทะเลสาบ ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดอาจหาญทำลายความเงียบสงบอันแสนผึ่งผายได้ ไม่แม้แต่เสียงปลาดีดตัว หรือแม้แต่เสียงร่ำร้องของวิหคน้ำ

ร่างกายของอัศวินสั่นเทิ้มด้วยความประหลาดใจ แต่แทนที่จะควบขี่ต่อไปตามแนวสันเขา เขากลับบังคับม้าตรงไปยังทะเลสาบราวกับถูกล่อลวงโดยเวทมนตร์คาถาที่หลับใหลอยู่ใต้ก้นบึ้ง เจ้าอาชาค่อย ๆ ก้าวข้ามโขดหินแตกหักไปอย่างระมัดระวังพลางพ่นลมออกมาแผ่วเบา บ่งบอกว่ามันเองก็สัมผัสกลิ่นไอเวทได้เช่นกัน

หลังจากที่เคลื่อนตัวลงมาถึงก้นหุบลำธาร อัศวินจึงลงจากม้า แล้วจูงสายบังเหียนมันเข้าไปใกล้ ๆ ขอบทะเลสาบซึ่งมีคลื่นน้ำสีจางกระเพื่อมไหวอยู่ท่ามกลางก้อนกรวดหลากสี

อัศวินคุกเข่าลงจนเกราะโซ่ส่งเสียงแกรกกรากแล้วอังมือวักน้ำขึ้นมาบางส่วน ส่งผลให้เหล่าปลาซิวปลาสร้อยและปลาตัวกระจ้อยที่ปราดเปรียวราวกับเข็มแตกฮือหนีไป จากนั้น เขาก็ดื่มน้ำที่วักขึ้นมา สายน้ำเยียบเฉียบทำให้ริมฝีปากและลิ้นของเขาเหน็บชา และทำให้เขารู้สึกเสียวฟัน

เมื่อเขาวักน้ำขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหนึ่งก็ดังแว่วผ่านผืนน้ำมาเข้าหูเขา อัศวินเงยศีรษะขึ้น ม้าของเขาพ่นลมพรืด ราวกับจะยืนยันว่าตัวมันเองก็ได้ยินเสียงที่ว่านั้นเช่นเดียวกัน

เขาตั้งใจเงี่ยหูฟัง ไม่ เขาไม่ได้หูฝาดไป เสียงที่เขาได้ยินจะต้องเป็นเสียงร้องเพลงอย่างแน่นอน เป็นเสียงขับร้องของผู้หญิง หรือจะพูดให้ถูกก็คือเด็กหญิงคนหนึ่ง

อัศวินผู้นี้ก็เติบโตมาพร้อม ๆ กับลำนำนิทานของเหล่ากวีและเรื่องเล่าของอัศวินขี่ม้าขาวเฉกเช่นอัศวินคนอื่น ๆ ทั่วไป และในลำนำนิทานประมาณเก้าถึงสิบส่วน เสียงขับร้องหรือเสียงโหยหวนของเด็กหญิงก็ล้วนเป็นเหยื่อล่อแทบทั้งสิ้น และอัศวินที่ไล่ตามเสียงดังกล่าวไปก็มักจะตกลงไปสู่หลุมพรางที่อาจก่อให้เกิดอันอันตรายถึงชีวิต

แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่ความสงสัย อย่างไรเสีย อัศวินผู้นี้ก็มีอายุเพียงสิบเก้าปีเท่านั้น เขาเป็นชายที่กล้าหาญบุ่มบ่าม บ้าบิ่นเสียจนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว

ชายหนุ่มลองตรวจดูอีกทีว่าดาบของเขายังเสียบอยู่ในฝักดีหรือไม่ ก่อนจะกระตุกสายบังเหียนมุ่งหน้าไปตามชายฝั่ง ตรงไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงขับร้องนั้น เขาไม่ต้องเดินไปไหนไกลเลย

บริเวณริมชายฝั่งนั้นมีโขดหินสีเข้มขนาดใหญ่ตั้งอยู่โขดหนึ่ง – เป็นโขดหินที่ถูกกัดเซาะจนพื้นผิวเรียบเป็นประกาย อาจกล่าวได้ว่ามันคือของเล่นที่ถูกเหล่ายักษาโยนทิ้งลงมาอย่างไม่นึกใส่ใจ และลืมทิ้งไว้เช่นนั้นหลังจากจบการละเล่น โขดหินบางก้อนก็นอนนิ่งอยู่ในผืนทะเลสาบ มองเห็นเป็นก้อนวัตถุสีดำเลือนรางภายใต้ผืนน้ำโปร่งใส บ้างก็ยื่นพ้นขึ้นมาเหนือผิวน้ำ และเมื่อถูกคลื่นลูกเล็กซัดสาดเข้าใส่ซ้ำ ๆ มันจึงดูเหมือนแผ่นหลังของอสูรเลวีอาธานไม่มีผิด แต่โขดหินส่วนใหญ่นอนแผ่นิ่งอยู่บริเวณริมทะเลสาบ ปกคลุมทั่วผืนชายหาดยาวไปจนถึงแนวต้นไม้ บ้างก็ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายและโผล่ยื่นออกมาแค่บางส่วน ทำให้ผู้พบเห็นต้องจินตนาการเอาเองว่ามันมีขนาดใหญ่แค่ไหนกันแน่

เสียงขับร้องที่อัศวินยังคงได้ยินนั้นดังแว่วมาจากเบื้องหลังโขดหินริมชายฝั่ง ทว่าเด็กสาวที่เป็นผู้ขับขานบทเพลงกลับยืนอยู่นอกครรลองสายตา อัศวินหนุ่มจูงม้าก้าวเดินต่อไปขณะวางมือทาบเหล็กดามปากและรูจมูกของมันไว้เพื่อปรามไม่ให้มันส่งเสียงร้องหรือพ่นลมออกมา

เสื้อผ้าของเด็กสาวถูกวางแผ่ไว้บนก้อนหินแบนราบที่นอนนิ่งอยู่ในทะเลสาบ ส่วนตัวนางนั้นยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ลึกขึ้นมาจนถึงเอว กำลังอาบน้ำไปพลางร้องเพลงไปพลาง อัศวินหนุ่มไม่อาจทำความเข้าใจวาจาของนางได้เลยแม้แต่คำเดียว

ซึ่งก็ไม่แปลกเลยสักนิด

เขากล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยว่าเด็กสาวผู้นี้จะต้องไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน ดังที่จะเห็นได้จากเรือนร่างเพรียวบาง สีผม และน้ำเสียงอันแปลกประหลาดของนาง เขามั่นใจว่าหากนางหันหน้ามา เขาจะต้องมองเห็นดวงตากลมโตทรงอัลมอนด์ และถ้าหากนางปัดเส้นผมสีเถ้าถ่านไปด้านข้าง เขาก็คงจะมองเห็นใบหูทรงแหลมอย่างไม่ต้องสงสัย

นางจะต้องเป็นภูตไม่ผิดแน่ เป็นดวงวิญญาณ เป็นตัวตนในทิลวิธเท็กตนหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกขานโดยชาวพิคท์และชาวไอริชว่าดวอยน์ เซด์ หรือผู้อยู่อาศัยในหุบเขา ไม่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชาวแซกซันเรียกว่าเอลฟ์

เด็กสาวหยุดร้องเพลงไปชั่วครู่หนึ่ง แช่ร่างลงไปจนน้ำท่วมคอ พ่นลมพรืด และสบถออกมาอย่างหยาบคาย ทว่าก็ไม่อาจตบตาอัศวินหนุ่มได้ เป็นที่รู้กันดีว่าเหล่าภูตเองก็สามารถสบถด่าได้ไม่ต่างจากมนุษย์ บางครั้งก็อาจจะสบถได้หยาบคายกว่าคนเลี้ยงม้าเสียด้วยซ้ำ และในหลาย ๆ ครั้ง เหล่าภูตก็มักจะสบถสาบานออกมาหลังจากร่ายคาถาแผลง ๆ ใส่ผู้อื่น อย่างเช่นการเสกจมูกคนให้มีขนาดใหญ่เท่าแตงกวา ไม่ก็ย่อส่วนอวัยวะเพศชายของใครอีกคนให้มีขนาดเท่ากับถั่วเม็ดใหญ่

ทว่าอัศวินหนุ่มกลับไม่คิดสนใจความเป็นไปได้ทั้งสองข้อ ทันใดนั้น เสียงกีบเท้าที่กระทืบย่ำลงบนกรวดก็ทำให้ตัวตนของเขาพลันถูกเปิดเผย ทั้งที่เขากำลังคิดจะลอบถอยจากไปอย่างเงียบเชียบอยู่แล้วเชียว เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของม้าที่เขายังจูงจมูกอยู่ เพราะมันยังคงนิ่งเงียบและใจเย็นราวกับหนูตัวหนึ่ง ทว่าเสียงที่เตือนให้ภูตสาวทราบถึงตัวตนของเขานั้นดังแว่วมาจากเจ้าม้าตัวเมียสีดำของนาง ซึ่งอัศวินหนุ่มไม่ทันสังเกตเห็นว่ามันเองก็ยืนอยู่ท่ามกลางโขดหินด้วย เจ้าอาชาสีดำมะเมื่อมยกกีบเท้าข้างหนึ่งขึ้นตะกุยกรวดหิน ก่อนจะร้องฮี้เป็นการทักทาย ม้าเพศผู้ของอัศวินสะบัดส่ายหัวและตอบกลับไปอย่างสุภาพ ดังลั่นเสียจนสะท้อนก้องไปทั่วผิวน้ำ

ภูตสาวรีบตะกายร่างขึ้นจากทะเลสาบ เผยให้อัศวินเห็นเรือนร่างอันงดงามชั่วครู่หนึ่ง นางพุ่งตัวไปหาโขดหินที่นางวางเสื้อทิ้งไว้ แต่แทนที่จะฉวยเสื้อสตรีขึ้นมาบดบังกายให้เรียบร้อย เอลฟ์สาวกลับคว้าดาบขึ้นมา ชักมันออกจากฝักดังขวับ แล้วควงดาบไปมาอย่างคล่องแคล่ว ทว่าเหตุการณ์นั้นกลับเกิดขึ้นเพียงชั่วประเดี๋ยว เพราะไม่นานหลังจากนั้น ภูตสาวก็ทิ้งตัวนั่งลงจนน้ำท่วมขึ้นมาถึงจมูกพลางชูแขนข้างที่ถือดาบขึ้นสูงเหนือผิวน้ำ

อัศวินหนุ่มสลัดอาการงงงวยออกไป เขาปล่อยสายบังเหียน แล้วคุกเข่าลงบนทรายเปียก ๆ เพื่อทำความเคารพ บัดนี้ เขารู้แล้วว่าคนตรงหน้านี้คือใคร

“ขอสรรเสริญท่านหญิงแห่งทะเลสาบ” เขาพึมพำขณะยื่นมือออกมา “ช่างเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก… เป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ข้าขอน้อมรับดาบท่าน…”

“ช่วยยืนขึ้นแล้วหันหลังไปหน่อยได้ไหม” ภูตสาวยื่นริมฝีปากขึ้นมาเหนือผิวน้ำ “แล้วก็ช่วยเลิกจ้องข้าเสียที ข้าจะได้แต่งตัว”

เขาจึงปฏิบัติตามนั้น

อัศวินได้ยินเสียงนางเคลื่อนกายขึ้นจากน้ำ ได้ยินเสียงสวบสาบของชุดเสื้อผ้าและเสียงนางสบถแผ่วเบายามที่ต้องสวมเสื้อทับไว้บนร่างกายอันเปียกชื้น เขาเพ่งพินิจเจ้าอาชาสีดำ ขนของมันช่างเรียบลื่นและเงางามดั่งหนังตัวตุ่น มันจะต้องเป็นม้าชั้นสูงไม่ผิดแน่ ทั้งยังน่าจะเป็นม้าเวทมนตร์ เป็นม้าที่อยู่อาศัยร่วมกับเหล่าภูตเหมือนกับนายหญิงของมัน

“เจ้าหันมาได้”

“ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ—”

“แล้วก็ช่วยแนะนำตัวด้วย”

“ข้ามีนามว่ากาลาฮัดแห่งแคร์เบนิก ข้าเป็นอัศวินของกษัตริย์อาเธอร์ ราชาแห่งคาเมล็อต ผู้ปกครองดินแดนในเขตร้อน ทั้งยังเป็นผู้ปกครองแห่งดัมโนเนีย เดฟนานต์ โพวิส เดฟเฟดด์…”

“และเทเมเรียด้วยใช่ไหม” นางเอ่ยขัด “ไหนจะเรดาเนีย ริเวีย เอเดิร์น และนิล์ฟการ์ดอีก ชื่อพวกนี้มีความหมายอะไรกับเจ้าบ้างหรือหรือเปล่า”

“ไม่ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเหล่านั้นเลย”

นางยักไหล่ นอกจากดาบประจำกายแล้ว นางยังถือรองเท้าบู๊ตและชุดสตรีที่ถูกซักและบิดจนหมาดเอาไว้ด้วย

“ว่าแล้วเชียว วันนี้วันที่เท่าไหร่”

“วันนี้” อัศวินหนุ่มเผยออ้าปากอย่างตกตะลึง “เป็นวันเพ็ญวันที่สองนับจากเทศกาลเบลเทนขอรับ… ท่านหญิง…”

“ซิริ” นางเอ่ยเสียงแข็งขณะไหวไหล่เพื่อจัดตำแหน่งให้ชุดของนางเคลื่อนไปอยู่บนผิวส่วนที่แห้งแล้ว สำเนียงของนางช่างประหลาดหูนัก นัยน์ตาของนางก็ทั้งกลมโตและมีสีเขียว

นางปัดเรือนผมอันชุ่มโชกไปด้านข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้อัศวินเผลอสูดหายใจเฮือก ไม่เพียงแต่หูของนางจะเป็นหูแบบมนุษย์ปกติ ไม่ใช่หูแบบชาวเอลฟ์ แต่บริเวณแก้มของนางยังพาดทับไว้ด้วยรอยแผลเป็นขนาดใหญ่แสนอัปลักษณ์ นางคงเพิ่งบาดเจ็บมา แต่ภูตบาดเจ็บได้ด้วยหรือ

นางคงสังเกตเห็นสายตาของเขา จึงหรี่นัยน์ตาทั้งสองลงและย่นจมูก

“ใช่แล้ว นี่คือแผลเป็น!” นางเอ่ยย้ำด้วยสำเนียงแปร่งหู “ทำไมเจ้าถึงดูหวาดกลัวนัก แผลเป็นถือเป็นของแปลกสำหรับอัศวินเช่นเจ้าหรือไง มันน่าเกลียดถึงขนาดนั้นเชียว”

เขาใช้สองมือถอดฮู้ดเกราะโซ่ออกจากศีรษะแล้วปัดผมไปด้านข้าง

“ไม่เลย” อัศวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทะนงตนเฉกเช่นคนหนุ่ม พลางอวดรอยแผลเป็นที่ยังไม่ทันหายดีให้อีกฝ่ายเห็น เป็นแผลเป็นที่ลากยาวตั้งแต่ขมับไปจรดกราม “สิ่งที่ดูน่าเกลียดคือชื่อเสียงเกียรติยศที่มีมลทินต่างหาก ข้าคือกาลาฮัด บุตรแห่งลานเซลอต ดู ลัก และเอเลน ธิดาของกษัตริย์เปลเลส ผู้ปกครองแห่งแคร์เบนิก ผู้ที่สร้างบาดแผลนี้ให้แก่ข้าคือบรูนิสผู้เหี้ยมโหด บุรุษชั้นต่ำที่ชอบข่มเหงสตรีอยู่เป็นนิจ ผู้ซึ่งถูกข้าสังหารในการต่อสู้อันยุติธรรม ซึ่งหมายความว่าข้าย่อมคู่ควรกับการรับดาบจากมือท่าน ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ”

“ดาบไงขอรับ ข้าพร้อมจะรับมันแล้ว”

“นี่ดาบข้า ข้าจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องมัน”

“แต่ว่า…”

“แต่อะไร”

“ท่านหญิงแห่งทะเลสาบมักจะ… มักจะปรากฏตัวขึ้นมาจากน้ำแล้วมอบดาบให้ผู้อื่นไม่ใช่หรือ”

นางไม่เอ่ยอะไรไปพักใหญ่

“ข้าเข้าใจแล้ว” ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้น “ทุก ๆ ดินแดนต่างก็มีขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ กาลาฮัด หรือไม่ว่าเจ้าจะชื่ออะไรก็ตาม แต่เห็น ๆ กันอยู่ว่าข้าไม่ใช่ท่านหญิงอย่างที่ควรจะเป็น ข้าจะไม่มอบสิ่งใดให้ใครทั้งนั้น และขอพูดให้ชัด ๆ เลยว่าข้าจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งอะไรไปจากข้าด้วย”

“แต่ว่า” เขาเสียงเอ่ยต่อ “ท่านจะต้องมาจากแดนภูตแน่ ๆ ใช่หรือไม่ ท่านหญิง”

“ข้ามาจาก…” นางเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านไปชั่วครู่ นัยน์ตาสีเขียวดูราวกับจะเหม่อมองเข้าไปในห้วงอวกาศและกาลเวลา “ข้ามาจากริเวีย จากเมืองที่มีชื่อแบบเดียวกัน ข้ามาจากล็อกเอสคาล็อตต์ ข้าล่องเรือมาที่นี่ แต่เพราะหมอกลงหนามาก ข้าจึงมองไม่เห็นฝั่ง ได้ยินเพียงเสียงร้องฮี้ของเคลปี… หรือเจ้าม้าที่ตามข้ามา”

นางกางเสื้อคลุมตัวสั้นเปียกโชกไว้บนหิน ส่งผลให้อัศวินสูดหายใจเฮือกอีกครั้ง แม้เสื้อตัวนั้นจะผ่านการซักล้างมาแล้ว ทว่ากลับไม่หมดจดเท่าไร เขายังมองเห็นรอยเลือดที่ติดอยู่บนเนื้อผ้าเป็นหย่อม  ๆ

“ข้าถูกคลื่นซัดมาที่นี่” เด็กสาวเริ่มเอ่ยอีกครั้ง นางคงจะมองไม่เห็นสายตาเขา ไม่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น “ทั้งคลื่นและเวทมนตร์ของยูนิคอร์น… ว่าแต่ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่าอะไรนะ”

“ข้าไม่รู้” เขาสารภาพ “ในกวินเน็ดด์มีทะเลสาบอยู่หลายแห่ง—”

“ในกวินเน็ดด์รึ”

“ใช่แล้ว เทือกเขาเหล่านั้นคือเออวิดด์ฟา หากท่านเดินทางผ่านป่าไปโดยให้เทือกเขาเหล่านั้นอยู่ทางซ้าย ท่านจะไปถึงดินาสดินล์เลอได้ภายในสองวัน และจะสามารถเดินทางต่อไปยังแคร์ดาธาลได้ ส่วนแม่น้ำ… แม่น้ำที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุดนั้นมีชื่อว่า…”

“ข้าไม่สนหรอกว่าแม่น้ำที่อยู่ใกล้ที่สุดมีชื่อว่าอะไร เจ้าพอจะมีอะไรให้กินบ้างไหม กาลาฮัด ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”

 

“ทำไมเจ้าจึงมองข้าแบบนั้นเล่า กลัวว่าข้าจะหายไปหรือ กลัวว่าข้าจะหนีจากไปพร้อมขนมปังแข็ง ๆ กับไส้กรอกรมควันของเจ้ารึไง อย่าห่วงไปเลย ข้าสร้างปัญหาไว้ในโลกเก่าของข้าไม่น้อย แถมยังทำให้โชคชะตาต้องงงงวยอีกต่างหาก ดังนั้นข้าจึงไม่ควรโผล่หน้ากลับไปสักระยะ ข้าจะอยู่ในโลกของเจ้าสักพักหนึ่ง อยู่ในโลกที่ข้าไม่อาจหาดาวมังกรหรือดาวแพะเจ็ดตัวบนฟ้าได้ อยู่ในโลกที่เวลาในปัจจุบันคือวันเพ็ญวันที่สองนับจากเบลเลเทย์น ทั้งยังเป็นโลกที่ออกเสียงเบลเลเทย์นว่า ‘เบลเทน’ อีกต่างหาก ว่าแต่ช่วยบอกมาสักทีได้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงเอาแต่จ้องมองข้าแบบนั้น”

“ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าภูตกินอาหารได้ด้วย”

“ไม่ว่าจะภูต จอมเวทหญิง หรือเอลฟ์หญิงก็ล้วนแล้วแต่ดื่มกินได้ทั้งนั้นแหละ แถมยังทำอย่างอื่นได้อีกด้วย”

“หมายความว่าไง”

“ช่างมันเถอะ”

ยิ่งเขาตั้งใจเพ่งมองนางมากเท่าใด กลิ่นไอเวทมนตร์ของนางก็ยิ่งจางหายไปมากเท่านั้น ส่งผลให้นางยิ่งดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปมากขึ้นทุกที แต่อัศวินหนุ่มก็รู้ดีว่านางไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีทางเป็นมนุษย์ไปได้ เพราะคงไม่มีเด็กสาวธรรมดาคนไหนมาอาบน้ำเปลือยกายและซักเสื้อผ้าเปื้อนเลือดอยู่ในทะเลสาบที่ตีนเขาเออวิดด์ฟา ภายในเขตคุมพุกกาแห่งนี้แน่ และไม่ว่าเด็กสาวจะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นไร นางก็ไม่มีทางเป็นมนุษย์ได้อย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้น ในยามนี้ กาลาฮัดกลับเพ่งมองเส้นผมสีเถ้าถ่านของนางได้อย่างอิสระโดยไม่คิดกลัวเกรง ซึ่งหลังจากที่เหือดแห้งแล้ว มันกลับกลายเป็นสีเทาเปล่งประกายท่ามกลางความประหลาดใจของเขา นอกจากนี้ เขายังเพ่งมองดูมือเรียวของนาง จมูกเล็กจิ๋ว ริมฝีปากซีดขาว และชุดเครื่องแบบผู้ชายรูปทรงประหลาดซึ่งถูกถักทอขึ้นจากใยผ้าชั้นดี ทั้งยังมีดาบที่ถูกตีขึ้นและประดับตกแต่งอย่างประหลาด ทว่าดูอย่างไรก็ดูไม่เหมือนดาบทหารทั่ว ๆ ไปเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ เขายังจ้องมองฝ่าเท้าเปลือยเปล่าที่มีทรายแห้ง ๆ บนชายหาดเกาะติดเป็นก้อนเขม็ง

“ขอพูดให้ชัด ๆ เลยนะ” นางเริ่มขณะยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นถูกับอีกข้าง “ข้าไม่ใช่เอลฟ์สาว และถึงแม้ข้าจะเป็นจอมเวทหญิง หรือก็คือภูตนั่นแหละ… ข้าก็เป็นประเภทที่ไม่ค่อยจะปกตินัก ข้าไม่คิดว่าข้าจะเป็นพวกเดียวกับพวกที่เจ้ากล่าวมาได้”

“เสียใจด้วยนะ ขอแสดงความเสียใจกับเจ้าด้วยจริง ๆ”

“เสียใจเรื่องอะไรกัน”

“ว่ากันว่า…” ชายหนุ่มหน้าแดงและเอ่ยตะกุกตะกัก “ว่ากันว่าหากเหล่าภูตได้พบกับชายหนุ่มเยาว์วัย พวกนางจะพาชายหนุ่มเหล่านั้นไปยังแดนเอลฟ์… จากนั้น ยามเมื่อได้อยู่บนพรมตะไคร่น้ำภายใต้พุ่มต้นฟิลเบิร์ต พวกนางจะสั่งให้เขา—”

“ข้าเข้าใจแล้ว” นางตวัดสายตามองเขาอย่างฉับไว จากนั้นจึงขบกัดลงไปบนไส้กรอกอย่างแรง “พูดถึงดินแดนแห่งเหล่าเอลฟ์แล้ว” นางเอ่ยขณะกลืนอาหารลงคอ “ข้าหนีมาจากที่นั่นได้พักใหญ่แล้วละ แล้วข้าก็ไม่คิดจะรีบหวนกลับไปด้วย ส่วนเรื่องกิจกรรมบนพรมตะไคร่อะไรนั่นน่ะ… พูดตามตรงนะ กาลาฮัด ข้าว่าเจ้ามาพบท่านหญิงผิดคนแล้วละ แต่ข้าก็ต้องขอขอบคุณเจ้าจริง ๆ สำหรับความหวังดีในครั้งนี้”

“ท่านหญิง! ข้าไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่—”

“ไม่ต้องขอโทษข้าหรอกน่า”

“ท่านก็แค่ดู” เขาพึมพำ “งดงามชวนมองมากเท่านั้น”

“ขอขอบคุณเจ้าอีกครั้ง แต่มันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี”

ทั้งสองนิ่งเงียบไปพักใหญ่ อากาศช่างอบอุ่นนัก ดวงตะวันที่ตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดทำให้โขดหินทั้งหลายยิ่งทีความอบอุ่นขึ้น ชวนให้รู้สึกสบายกาย สายลมเบาบางพัดโชยผิวน้ำจนกระเพื่อมเป็นวง

“คือว่า…” จู่ ๆ กาลาฮัดก็เริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอิ่มเอมอย่างประหลาด “คมหอกอาบเลือดมีความหมายว่าอย่างไรหรือขอรับ เหตุใดองค์ราชาผู้ถูกทวนแทงที่ต้นขาจึงต้องทนทุกข์ทรมาน และเรื่องนี้มีความหมายว่าอย่างไร แล้วหญิงสาวบริสุทธิ์ในชุดสีขาวที่ถือจอกหรือถ้วยเงินมาด้วยนั้นหมายถึงสิ่งใดกันแน่—”

“พักเรื่องพวกนั้นไว้ก่อนเถอะ” นางเอ่ยแทรก “เจ้ายังปกติดีอยู่ใช่ไหม”

“ข้าเพียงแค่เอ่ยถามท่านเท่านั้น”

“และข้าก็ไม่เข้าใจคำถามของเจ้าเอาเสียเลย มันคือรหัสผ่านที่มีการตกลงกันไว้ก่อนใช่หรือไม่ หรือจะเป็นสัญญาณที่เอาไว้ใช้ระบุตัวตนของกันและกัน ช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีได้ไหม”

“ข้าเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน”

“เช่นนั้นเจ้าจะถามทำไม”

“เพราะว่า…” เขาอึกอัก “คือว่า พูดสั้น ๆ ก็คือ… สมาชิกในกลุ่มเราคนนึงดันไม่ได้เอ่ยถามคำถามเหล่านี้ออกไปตอนที่เขามีโอกาส เขาคงจะลิ้นแข็ง ไม่ก็อับอายขายหน้าอยู่กระมัง… แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป เรื่องร้าย ๆ บางอย่างจึงบังเกิดขึ้น เพราะงั้นเราก็เลยเอ่ยถามเผื่อเอาไว้ก่อนเสมอ”

 

“ในโลกนี้มีจอมเวทอยู่บ้างไหม หมายถึงผู้คนที่ศึกษาศาสตร์เวทหรือพวกผู้รอบรู้น่ะ”

“มีท่านเมอร์ลินแล้วก็มอร์กานาขอรับ แต่มอร์กานาเป็นคนชั่ว”

“แล้วเมอร์ลินเล่า”

“ก็กลาง ๆ”

“เจ้ารู้ไหมว่าข้าจะหาเขาพบได้ที่ไหน”

“รู้ขอรับ! ในคาเมล็อตขอรับ ในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์ ข้าเองก็กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่นอยู่เหมือนกัน”

“มันอยู่ไกลไหม”

“ท่านต้องมุ่งหน้าจากที่นี่ไปยังโพวิส ไปยังแม่น้ำฮาเฟรน จากนั้นเดินตามน้ำไปยังเกรวัม ไปยังท้องทะเลแห่งซาบินา และจากที่นั่น ให้ท่านมุ่งหน้าต่อไปยังที่ราบในเขตร้อน รวม ๆ แล้วน่าจะใช้ระยะเวลาเดินทางราว ๆ สิบวันได้…”

“ไกลเกินไป”

“แต่ท่านอาจ” อีกฝ่ายอึกอัก “ย่นระยะทางลงโดยการขี่ม้าข้ามผ่านคุมพุกกาไป แต่หุบเขาแห่งนี้เป็นหุบเขาต้องมนตร์ ถือเป็นสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก แถมข้ายังได้ยินมาด้วยว่าที่นั่นมีพวกเออ ดีนาน บาคห์ เทกด์เวลล์ หรือพวกบุรุษตัวเล็กผู้ชั่วร้ายอาศัยอยู่ด้วย—”

“อะไรกัน นี่เจ้าพกดาบมาเป็นเครื่องประดับหรืออย่างไร”

“แล้วดาบจะทำอะไรได้เมื่อต้องต่อกรกับเวทมนตร์คาถาเล่า”

“ทำได้เยอะเลยละ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้าคือวิทเชอร์ เคยได้ยินคำนี้มาบ้างไหม เหอะ แน่ละว่าเจ้าคงไม่ แล้วข้าก็ไม่นึกกลัวพวกคนตัวเล็กที่เจ้าว่าด้วย ข้าเองก็มีเพื่อนคนแคระอยู่หลายคนเหมือนกัน”

แน่สิ เขาคิด

 

“ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ”

“ข้ามีชื่อว่าซิริ อย่าเรียกข้าว่าท่านหญิงแห่งทะเลสาบอีกนะ มันทำให้ข้านึกถึงความทรงจำแย่ ๆ ที่ทั้งเจ็บปวดและน่ารังเกียจ นั่นเป็นชื่อที่คนเหล่านั้นใช้เรียกข้าในดินแดนแห่ง… เจ้าเรียกดินแดนนั้นว่าอะไรนะ”

“แดนแห่งภูติ หรือที่พวกนางไม้เรียกกันว่าอานนุน ส่วนพวกแซกซันเรียกที่นั่นว่าแดนแห่งเอลฟ์”

“แดนแห่งเอลฟ์รึ…” นางดึงพรมลายตารางหมากรุกที่ชายหนุ่มมอบให้มาคลุมไหล่ทั้งสองไว้ “เชื่อไหมว่าข้าเคยไปที่นั่นมาก่อนด้วย ข้าเคยก้าวเข้าไปในหอคอยนางแอ่น แล้วก็ตู้ม! จู่ ๆ ข้าก็โผล่มาท่ามกลางเหล่าเอลฟ์ และพวกนั้นก็ใช้คำที่ว่านั่นเรียกแทนตัวข้า หรือก็คือคำว่าท่านหญิงแห่งทะเลสาบ ตอนแรกข้าก็ชอบมันอยู่หรอก เพราะมันฟังดูเหมือนเป็นคำเยินยอ จนกระทั่งข้าได้รู้ว่าในสถานที่นั้น ในหอคอยริมทะเลสาบนั่น ข้าไม่เคยมีศักดิ์เป็นท่านหญิง หากแต่เป็นเพียงนักโทษคนหนึ่งเท่านั้น”

“นั่นคือที่ที่ท่าน” อัศวินหนุ่มโพล่งถาม “ทำให้เสื้อของท่านต้องเปื้อนเลือดหรือเปล่า”

นางนิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน

“ไม่” นางเอ่ยออกมาในท้ายที่สุด ทว่าดูเหมือนน้ำเสียงของนางจะไหวระริกเล็กน้อย “ไม่ใช่ที่นั่น ตาดีไม่เบาเลยนี่ แต่ก็เอาเถอะ ถึงอย่างไรเราก็ไม่อาจหนีความจริงพ้นอยู่ดี แถมยังไม่อาจหนีปัญหาได้อีกด้วย… ใช่แล้ว กาลาฮัด เนื้อตัวของข้ามักจะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเลือดของศัตรูที่ข้าสังหาร เลือดของสหายที่ข้าพยายามช่วยเหลือ… และสหายที่ตายจากไปในอ้อมแขนข้า… เหตุใดเจ้าจึงจ้องมองข้าแบบนั้น”

“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าท่านเป็นมนุษย์หรือนางฟ้า… หรืออาจจะเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง… แต่ถ้าหากท่านเป็นมนุษย์เดินดินเช่นพวกเรา…”

“ช่วยเข้าเรื่องสักทีจะได้ไหม”

“ข้าก็อยากลองฟังเรื่องราวของท่านนะ” นัยน์ตาของกาลาฮัดเปล่งประกายวาบ “ช่วยกรุณาเล่าให้ข้าฟังสักหน่อยได้ไหม ท่านหญิง”

“แต่มันยาวนะ”

“พวกเรามีเวลาเหลือเฟือน่า”

“แล้วมันก็จบไม่สวยด้วย”

“ข้าไม่เชื่อท่านหรอก”

“ทำไมเล่า”

“เพราะตอนที่ท่านอาบน้ำอยู่ในทะเลสาบ ท่านร้องเพลงไปด้วยน่ะสิ”

“ช่างสังเกตเอาเรื่องเลยนี่” นางพลิกหันศีรษะหนีพลางเม้มริมฝีปาก ใบหน้าของนางพลันบิดเบี้ยวและดูอัปลักษณ์ขึ้นมากะทันหัน “ใช่ ถือว่าช่างสังเกตดีไม่เบา แต่ยังไร้เดียงสาอยู่มากทีเดียว”

“ช่วยเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังทีเถอะ ได้โปรด”

“ก็ได้” นางถอนหายใจ “ก็ได้ ถ้าเจ้าอยากฟังละก็… ข้าจะเล่าให้ฟังก็ได้”

นางขยับเปลี่ยนท่าให้สบายขึ้นเช่นเดียวกับเขา ม้าสองตัวที่เดินเรียบอยู่ริมชายป่ากำลังเล็มกินหญ้าและสมุนไพรเข้าไป

“เริ่มตั้งแต่ต้นเลยนะ” กาลาฮัดร้องขอ “เริ่มตั้งแต่ตอนแรกเลย…”

“แต่ดูเหมือนว่า” นางเอ่ยหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งขณะดึงผืนพรมลายตารางมาคลุมตัวให้แน่นขึ้น “เรื่องนี้จะไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่นอนนี่สิ แถมข้ายังไม่มั่นใจด้วยว่ามันจะจบลงแล้วหรือยัง รู้ไว้เสียก็ดีว่าอดีตกาลนั้นได้ผสานรวมเข้ากับอนาคตจนยุ่งเหยิงไปกันหมด เอลฟ์ตนหนึ่งเคยบอกข้าไว้ว่ามันดูเหมือนงูที่กำลังงับปลายหางของตัวเองอยู่ในปาก จงรู้ไว้ว่างูตัวนั้นมีชื่อว่าอูโรโบรอส และการที่มันงับหางของตัวเองไว้ก็สื่อถึงวงกลมที่ปิดเข้าหากันจนสนิท ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนซุกซ่อนอยู่ในทุกช่วงกาลเวลา เช่นเดียวกับความเป็นอมตะนิรันดกาล เจ้าพอจะเข้าใจไหม”

“ไม่เลย”

“ช่างมันเถอะ”

 

 

ข้าขอกล่าวกับเจ้าด้วยความสัตย์จริง ว่าผู้ใดที่หลงเชื่อในความฝัน ก็เปรียบดั่งผู้ที่พยายามฉวยจับสายลมหรือเงามืดไว้ในมือ เขาคือผู้ที่ถูกลวงหลอกด้วยภาพมายา หรือกระจกเงาอันบิดเบือนที่ฉายให้เห็นภาพหญิงสาวที่กำลังคลอดบุตร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่งนัก ยิ่งถ้าหากคนผู้นั้นคิดจะทำให้ความฝันที่ว่ากลายเป็นจริง หรือคิดจะเหยียบย่ำไปตามเส้นทางลวงตา เขาผู้นั้นจะถือเป็นคนโง่โดยเที่ยงแท้

            อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ดูถูกเหยียดหยามหรือไม่เชื่อถือในความฝันเลยก็ถือเป็นผู้ที่ไม่ฉลาดเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากความฝันนั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลย เหตุใดปวงเทพทั้งหลายจึงสรรสร้างเรามาพร้อมกับทักษะในการฝันกันเล่า

ภูมิปัญญาของผู้พยากรณ์เลบิโอดา 34:1

 

 

บทที่สอง

สายลมเบาบางพัดโชยผิวน้ำของทะเลสาบที่กำลังเดือดพล่านราวหม้อต้มจนเกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมไหว ทั้งยังพัดพาสายหมอกขาดห้วงจำนวนหยิบมือหนึ่งมาปกคลุมไว้เหนือเวิ้งน้ำ หูพายบนตัวเรือส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดสลับกับเสียงทึบทื่อเป็นจังหวะ เช่นเดียวกับไม้พายที่กำลังขยับผลุบ ๆ โผล่ ๆ ส่งผลให้สายน้ำแตกกระจายไปทั่วดั่งพายุหยดน้ำเปล่งประกาย

คอนด์วิรามูรส์วางมือลงบนกราบเรือที่กำลังลอยละล่องไปด้วยความเร็วราวหอยทาก ช้าเสียจนสายน้ำแทบจะไม่ขึ้นฟองหรือขยับไหวมากระทบกับมือนางเลย

“ให้ตายสิ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ “รวดเร็วอะไรอย่างนี้! พวกเราพุ่งผ่านคลื่นไปเร็วเสียจนข้าหัวหมุนไปหมดแล้ว!”

คนพายเรือที่มีลักษณะเป็นชายตัวเตี้ยรูปร่างกำยำส่งเสียงสบถพึมพำอย่างโกรธเคืองเป็นการตอบรับ โดยที่ไม่เงยศีรษะซึ่งปกคลุมด้วยเส้นผมสีเทาหงิกงอราวขนแกะคารากุลขึ้นเลยสักนิด นับตั้งแต่นางขึ้นเรือมา คนพายเรือแสนกักขฬะผู้นี้ก็เอาแต่ปัดคำถามของนางด้วยการส่งเสียงคำราม ขากเสลด และส่งเสียงฮึดฮัดอยู่ในลำคอมาโดยตลอด และนางก็ทนมันมามากพอแล้ว

“ระวังด้วยเล่า” นางลากเสียงเนิบขณะพยายามสงบใจไว้อย่างยากลำบาก “ขืนยังพายเรือหนักแบบนั้น เจ้าอาจจะบาดเจ็บได้นะ”

ครั้งนี้ชายผู้นั้นยอมเงยหน้าที่ดำมะเมื่อมและคล้ำแดดคล้ำฝนดั่งหนังฟอกขึ้นในที่สุด เขาคำราม ขาดเสลด และพยักเพยิดคางที่มีตอหนวดหงอก ๆ ขึ้นครึ้มไปยังรอกไม้ที่ติดอยู่กับบริเวณสีข้างและเส้นเอ็นซึ่งส่วนปลายหายลับไปในน้ำ  ทั้งยังกำลังตึงแน่นขึ้นเรื่อย  ๆ ตามการเคลื่อนไหวของเรือ และเมื่อคิดว่าคำอธิบายที่ตนให้ไปน่าจะละเอียดดีพอแล้ว เขาจึงหันกลับไปพายเรือต่อด้วยจังหวะจะโคนเช่นเดิม ซึ่งก็คือการยกไม้พายขึ้น หยุดค้าง ลดต่ำลงไปในน้ำครึ่งหนึ่ง แล้วจึงหยุดค้างไปเนิ่นนาน ตามด้วยการกระชากไม้พาย และหยุดนิ่งไปอีกนานสองนาน

“อะฮ่า” คอนด์วิรามูรส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเมินเฉยขณะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า “ข้าเข้าใจแล้ว เหยื่อที่ลอยตามหลังเรือมาต่างหากคือสิ่งสำคัญ และมันก็ต้องขยับไปในความเร็วที่พอเหมาะพอเจาะ ทั้งยังต้องอยู่ในระดับความลึกที่พอเหมาะพอดีด้วย มีเพียงการตกปลาเท่านั้นที่มีความสำคัญ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ต่างก็ไม่สำคัญอะไรทั้งสิ้น”

ดูเหมือนสิ่งที่นางพูดมาจะจริงแท้เสียจนชายผู้นั้นไม่แม้แต่จะส่งเสียงคำรามหรือหายใจออกมาเลยแม้แต่น้อย

“ต่อให้ข้าจะต้องเดินทางต่อกันทั้งคืน” คอนด์วิรามูรส์ยังคงพูดจ้ออยู่ฝ่ายเดียว “ต่อให้ข้าจะหิวโหย ปวดหลัง และคันคะเยอเพราะที่นั่งแข็ง ๆ ชื้นแฉะนี่ ต่อให้ข้าจะปวดฉี่แค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดี ไม่ มีเพียงการล่องเรือหาปลาเท่านั้นที่สำคัญ แม้ว่าจริง ๆ แล้วมันจะเป็นการกระทำที่ไร้จุดหมายยิ่งนักก็ตาม เหยื่อล่อที่หย่อนลงไปกลางน้ำในความลึกแค่หกฟุตน่ะไม่มีทางจับตัวอะไรได้อยู่แล้ว”

คนพายเรือเงยศีรษะขึ้นจ้องมองนางอย่างนึกรังเกียจ ก่อนจะสบถคำรามออกด้วยน้ำเสียงที่ทั้งต่ำทั้งเบา คอนด์วิรามูรส์ฉีกยิ้มอวดฟันซี่เล็กของตนอย่างพออกพอใจ แม้ว่าเรือจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปอย่างเชื่องช้า ทว่าคนพายกลับบันดาลโทสะขึ้นมาเสียแล้ว

คอนด์วิรามูรส์เอนร่างลงไปพิงม้านั่งหลังเรือและยกขาขึ้นไขว่ห้างโดยไม่สนใจชายกระโปรงที่เลิกสูงขึ้น

ชายผมหงอกส่งเสียงคำรามพร้อมกำฝ่ามือขรุขระที่จับไม้พายอยู่แน่น แสร้งทำเป็นจ้องมองไปที่สายเบ็ด เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะพายเรือเร็วขึ้นเลยสักนิด จอมเวทฝึกหัดจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างปลดปลงและเบนความสนใจไปยังท้องฟ้าแทน

หูพายบนตัวเรือส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด หยดน้ำเปล่งประกายมากมายไหลหยดลงมาจากปลายไม้พาย

ทันใดนั้น ภาพเส้นกรอบของเกาะแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเลือนลางท่ามกลางสายหมอกที่กระจัดกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับยอดหอคอยหินทรงแหลมมืดมิดที่ตั้งตระหง่านสูงขึ้นไปดั่งเสาหินต้นใหญ่ แม้ว่าคนพายเรือแสนหยาบคายจะยังคงหันหน้าตรงไปด้านหน้าและไม่ได้เหลียวหลังกลับมามอง แต่เขาก็ทราบได้ด้วยวิธีใดก็ไม่ทราบว่าพวกเขาใกล้ถึงจุดหมายกันแล้ว เมื่อรู้ดังนั้น เขาจึงวางไม้พายลงบนกราบเรือโดยไม่เร่งรีบ จากนั้นจึงหยัดร่างลุกขึ้นและเริ่มชักรอกเบ็ดกลับมา ส่วนคอนด์วิรามูรส์ที่ยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่เพียงส่งเสียงผิวปากและแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

เมื่อชักรอกกลับมาจนเสร็จ ชายผมหงอกจึงตรวจดูเหยื่อที่มีลักษณะคล้ายช้อนทองเหลืองขนาดใหญ่ติดตะขอสามง่ามและพู่ขนแกะสีแดง

“โอ้โห ดูสิ” คอนด์วิรามูรส์เอ่ยเสียงหวาน “จับอะไรไม่ได้เลยหรือนี่ น่าเสียดายจริง ๆ ข้าละอยากรู้จริงว่าทำไมเราถึงโชคร้ายกันได้ถึงเพียงนี้ บางทีเรือนี่อาจจะแล่นเร็วไปหรือเปล่า”

ชายผมหงอกเบนสายตาที่แสดงออกถึงสิ่งชั่วร้ายนานัปการมามองนาง เขาหย่อนตัวลงนั่ง ขากเสมหะ ถ่มมันลงไปเหนือกราบข้าง จากนั้นจึงใช้มือใหญ่ตะปุ่มตะป่ำของตนฉวยไม้พายขึ้นมาและงอหลังอย่างแรง ไม้พายตกกระทบกับผิวน้ำพลางส่งเสียงระรัวอยู่ในหูพาย และแล้ว เรือทั้งลำก็พุ่งผ่านผืนทะเลสาบไปราวกับลูกธนู ส่งผลให้สายน้ำขึ้นฟองและเกิดเป็นเสียงดังซ่าบริเวณหัวเรือ ส่วนบริเวณท้ายเรือนั้นเดือดพล่านด้วยกระแสน้ำวน ยังไม่ทันที่เขาจะคำรามจบ ชายผมหงอกก็พาพวกเขาข้ามผ่านระยะทางประมาณหนึ่งในสี่ช่วงศรที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างตัวพวกเขาและเกาะตรงหน้าได้สำเร็จ แถมตัวเรือยังพุ่งฉิวขึ้นไปบนพื้นกรวดอย่างรุนแรงเสียจนร่างของคอนด์วิรามูรส์เซถลาลงมาจากม้านั่ง

ชายผมหงอกพึมพำเสียงต่ำ ขากเสมหะ และถ่มมันออกมา จอมเวทฝึกหัดรู้ดีว่าการกระทำดังกล่าวสามารถแปลความหมายเป็นภาษาอารยชนได้ว่า – ออกไปจากเรือข้าเสีย นางแม่มดใจร้อน นอกจากนี้ นางยังรู้ดีด้วยว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางตรงมาอุ้มนางขึ้นไปบนฝั่งแน่ นางจึงถอดรองเท้าแตะของตนออก ยกชายกระโปรงขึ้นสูงอย่างยั่วเย้า ก้าวลงจากเรือ และจำต้องพยายามกลั้นเสียงสบถสาบานไว้เมื่อโดนเปลือกหอยแมลงภู่ตำเท้าเข้าให้

“ขอบใจนะ” นางเอ่ยลอดไรฟันที่ขบเค้นเข้าหากัน “ที่ช่วยพายเรือมาส่ง”

เมื่อพูดจบ นางก็เดินเท้าเปล่าตรงไปยังขั้นบันไดหินทันทีโดยไม่รอเสียงคำรามตอบและไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย ทันใดนั้น ความรู้สึกอึดอัดและปัญหาทั้งหมดของนางก็ระเหยหายไปไม่เหลือร่องรอยใดไว้ แทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย  ๆ นางอยู่ที่นี่แล้ว บนเกาะอินิส วิเตรแห่งทะเลสาบล็อกเบลสต์ นางยืนอยู่บนที่ที่เกือบจะได้กลายเป็นตำนาน และมีเพียงแค่ผู้ที่ถูกเลือกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยได้มาเยี่ยมเยือน

สายหมอกยามเช้าจางหายไปหมดแล้ว และดวงอาทิตย์สีแดงดวงกลมก็เริ่มจะฉายแสงจ้าผ่านผืนฟ้าขมุกขมัวมา ฝูงนกนางนวลบินวนอยู่เหนือเชิงเทินพลางส่งเสียงกู่ร้องไม่หยุด บ้างก็บินฉิวผ่านไปอย่างรวดเร็ว

และผู้ที่กำลังยืนพิงรูปปั้นคิเมราที่กำลังหมอบร่างแยกเขี้ยวอยู่บนยอดบันไดที่ทอดตรงจากชายหายมาสู่บริเวณระเบียงนั้นก็คือนิมเว

หรือท่านหญิงแห่งทะเลสาบนั่นเอง

 

แม้จะเป็นหญิงสาวที่งดงาม แต่นางก็มีรูปร่างเตี้ย น่าจะสูงไม่เกินห้าฟุตด้วยซ้ำ คอนด์วิรามูรส์เคยได้ยินมาว่าตอนที่นางยังเด็ก นางเคยถูกเรียกขานว่า ‘ยายเตี้ย’ มาก่อน และในยามนี้ นางก็ได้รู้แล้วว่าชื่อเล่นนั้นก็ช่างเหมาะสมเสียนี่กระไร แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มั่นใจว่าคงไม่มีใครกล้าเรียกขานจอมเวทหญิงร่างเล็กด้วยชื่อดังกล่าวมาอย่างน้อย ๆ กว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

“ข้าคือคอนด์วิรามูรส์ ทิลลี” นางแนะนำตัวพร้อมค้อมกายให้ด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อยด้วยความที่ตนยังถือรองเท้าแตะอยู่ในมือ “ข้ารู้สึกยินดียิ่งนักที่ได้มาเยือนเกาะของท่าน ท่านหญิงแห่งทะเลสาบ”

“นิมเว” จอมเวทหญิงร่างเล็กแก้ให้ “แค่นิมเวก็พอแล้ว ข้ามชื่อตำแหน่งและยศศักดิ์ต่าง ๆ ไปเถอะน่า ท่านหญิงทิลลี”

“เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าคอนด์วิรามูรส์ก็พอแล้ว”

“งั้นก็มากับข้าเถิด คอนด์วิรามูรส์ ไว้เราค่อยคุยไปด้วยกินข้าวเช้าไปด้วยก็ได้ เจ้าคงจะหิวแล้วสินะ”

“ไม่ปฏิเสธ”

 

อาหารเช้ามื้อนั้นมีทั้งชีสสดสีขาว ไข่ นม และขนมปังข้าวสาลีกล้องที่ถูกนำมาเสิร์ฟโดยสาวใช้วัยเยาว์ผู้แสนเงียบงันสองคนซึ่งเนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นแป้ง คอนด์วิรามูรส์ลงมือดื่มกินขณะสัมผัสได้ถึงสายตาของจอมเวทร่างเล็กที่จ้องมองมายังนาง

“หอคอยแห่งนี้” นิมเวเอ่ยช้า ๆ พลางเฝ้าสังเกตทุก ๆ การเคลื่อนไหวของนางและอาหารแทบทุกคำที่นางส่งเข้าปากไป “มีด้วยกันทั้งหมดหกชั้น และหนึ่งในนั้นก็เป็นชั้นใต้ดิน ชั้นของเจ้าคือชั้นที่สองที่อยู่เหนือผินดินขึ้นไป ทั้งยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตเตรียมไว้พร้อมสรรพ อย่างที่เจ้าเห็น ชั้นล่างนี้คือพื้นที่สำหรับต้อนรับแขก ที่พักของเหล่าข้ารับใช้เองก็ตั้งอยู่บนชั้นนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่ชั้นใต้ดิน ชั้นหนึ่ง และชั้นสามนั้นเป็นที่ตั้งของห้องทดลอง ห้องสมุด และหอศิลป์ เจ้าสามารถเข้าออกชั้นและห้องต่าง ๆ ตามที่ข้าได้กล่าวไปได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ เจ้ายังสามารถใช้งานห้องและสิ่งของที่อย่างในห้องนั้นได้อย่างอิสระด้วยเช่นกัน จะใช้อย่างไรและเมื่อไหร่ก็ได้”

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”

“ส่วนชั้นบนสุดทั้งสองชั้นนั้นเป็นที่ตั้งของห้องพักและห้องเรียนส่วนตัวของข้า และพวกมันก็ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของช้าโดยเฉพาะ และเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดใด ๆ ที่ข้าต้องบอกเช่นนี้ เป็นเพราะข้าอ่อนไหวต่อเรื่องพรรค์นี้มากทีเดียว”

“ข้าจะเคารพความเป็นส่วนตัวของท่านอย่างแน่นอน”

นิมเวหันหน้าไปทางหน้าต่างที่ยังคงเผยให้เห็นคนขับเรือจอมคำราม ดูเหมือนเขาจะจัดการสัมภาระของคอนด์วิรามูรส์เรียบร้อยแล้ว และบัดนี้ก็กำลังขนย้ายคันเบ็ด รอด แหตกปลา กระชอน และเครื่องมือตกปลาชนิดอื่น ๆ ขึ้นไปบนเรืออยู่

“ถึงข้าจะหัวโบราณไปสักหน่อย” นางกล่าวต่อ “แต่ข้าก็ชินชากับการใช้งานของบางอย่างด้วยตัวคนเดียวไปเสียแล้ว ก็คล้าย ๆ กับการใช้แปรงสีฟันนั่นแหละ ห้องส่วนตัว ห้องสมุด และห้องน้ำของข้าเองก็เช่นเดียวกัน ไหนจะยังมีราชานักตกปลาอีก กรุณาอย่าคิดใช้ประโยชน์จากราชานักตกปลาเป็นอันขาด”

คอนด์วิรามูรส์เกือบจะสำลักนมเข้าให้ ทว่าสีหน้าของนิมเวก็ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา

“และถ้า…” นางเอ่ยต่อก่อนที่หญิงสาวอีกคนจะทันพูดอะไรออกมา “ถ้าเกิดเขาคิดจะใช้ประโยชน์จากเจ้า ก็จงปฏิเสธเขาไปเสีย”

ในที่สุดคอนด์วิรามูรส์ก็กลืนนมลงคอไปได้ นางรีบพยักหน้าอย่างว่องไวขณะยั้งตัวเองไม่ให้พูดความเห็นใดออกมา แม้คำพูดที่ว่านางไม่เคยสนใจพวกคนตกปลา โดยเฉพาะพวกคนกักขฬะที่มีเส้นผมสีขาวยุ่งเหยิงดั่งก้อนชีสจะเกือบหลุดออกมาอยู่แล้วก็ตาม

“ดี” นิมเวลากเสียงเนิบ “เท่านี้การอารัมภบทก็จบลงแล้ว ได้เวลาเข้าเรื่องกันเสียที เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าเหตุใดข้าจึงเจาะจงเลือกเจ้ามาจากผู้สมัครคนอื่น ๆ”

คอนด์วิรามูรส์แสร้งทำท่าทีครุ่นคิดหาคำตอบเพียงเพื่อไม่ให้ตนเองดูมั่นอกมั่นใจจนเกินไป ทว่านางก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าหากนางแสร้งถ่อมตัวกับนิมเวแม้เพียงเล็กน้อย ความไม่จริงใจนี้จะต้องทำให้นางรู้สึกไม่พอใจอย่างแน่นอน

“เพราะข้าคือนักอ่านฝันที่เก่งฉกาจที่สุดในสถาบัน” นางตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ไม่เพ้อฝัน ไร้ซึ่งวี่แววโอ้อวด “และข้าก็เป็นผู้ทำนายฝันที่ฝีมือดีเป็นอันดับสองในชั้นปีที่สาม”

“ข้าเกือบจะรับคนที่ได้อันดับหนึ่งมาอยู่แล้ว” นิมเวพูดขวานผ่าซากโดยไม่อ้อมค้อม “แต่อนิจจา คนเหล่านั้นกลับบอกข้าว่าคนทะเยอทะยานผู้นั้นเป็นคนหัวรั้น เพราะนางเป็นบุตรสาวของคนสำคัญสักคนหนึ่ง ยิ่งพอเป็นเรื่องศาสตร์การทำนายฝันและการแปรฝันแล้ว คอนด์วิรามูรส์ที่รัก เจ้าก็น่าจะรู้ตัวดีนี่ว่าพรสวรรค์เช่นนี้เป็นพรสวรรค์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ กระทั่งนักอ่านฝันที่เก่งกาจที่สุดก็อาจจะประสบกับความล้มเหลวได้เช่นกัน”

คอนด์วิรามูรส์เก็บคำโต้แย้งที่ว่านางสามารถนับความล้มเหลวของนางได้โดยใช้นิ้วมือเพียงข้างเดียวเอาไว้ ถึงอย่างไร นางก็กำลังคุยอยู่กับปรมาจารย์ แถมศาสตราจารย์คนหนึ่งที่สถาบันของนางซึ่งมีสถานะเป็นผู้รู้รอบด้านยังเคยกล่าวเอาไว้ด้วยว่า พวกเจ้าจะต้องตระหนักรู้ถึงขีดจำกัดของตนเอาไว้ให้ดี

นิมเวผงกศีรษะน้อย  ๆ เป็นเชิงชื่นชมที่นางปิดปากเงียบไว้ได้

“ข้าได้ขอข้อมูลมาจากที่สถาบันแล้ว” นางเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง “ดังนั้นข้าจึงรู้ว่าเจ้าไม่ได้ทำนายฝันโดยใช้ยาหลอนประสาทช่วย ซึ่งข้าก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะข้าไม่ขอบใข้ยากล่อมประสาท”

“ข้าสามารถทำนายฝันได้โดยไม่ต้องใช้ยาใด ๆ” คอนด์วิรามูรส์ยืนยันอย่างทะนงตน “สิ่งที่ข้าต้องใช้มีเพียงแค่ตะขอเกี่ยวเท่านั้น”

“ว่าอย่างไรนะ”

“ตะขอเกี่ยวไงเจ้าคะ” จอมเวทฝึกหัดกระแอมไอ “ข้าหมายถึงวัตถุที่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ข้าต้องฝันถึงไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างเช่นพวกสิ่งของหรือรูปภาพ…”

“รูปภาพหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าสามารถทำนายฝันจากรูปภาพได้ดีทีเดียว”

“โอ” นิมเวยิ้ม “งั้นก็ดีเลย ถ้าสามารถใช้รูปภาพได้ งั้นก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร และถ้าหากท่านนักอ่านฝันอันดับหนึ่งและผู้ทำนายฝันอันดับสองของเรากินมื้อเช้าจนอิ่มหนำดีแล้ว ข้าจะอธิบายเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้ข้าตัดสินใจเลือกเจ้ามาเป็นผู้ช่วยของข้าให้เจ้าฟังเดี๋ยวนี้”

ไอเย็นแผ่กระจายออกมาจากกำแพงหิน เป็นความเย็นที่แม้แต่ผ้าม่านผืนหนักหรือไม้บุผนังสีเข้มก็ไม่อาจบรรเทาลงได้ กระทั่งพื้นหินยังส่งไอเย็นผ่านพื้นรองเท้าแตะมายังฝ่าเท้าของนาง

“หลังประตูบานนั้น” นิมเวชี้ทางด้วยท่าทีฉาบฉวย “คือห้องทดลอง เจ้าสามารถใช้มันได้ตามที่ต้องการอย่างที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ แต่แน่นอนว่าข้าคงต้องขอแนะนำให้ระวังตัวและประมาณตนเอาไว้ โดยเฉพาะหากเจ้าพยายามจะสั่งให้พวกไม้กวาดหิ้วถังน้ำไปด้วยตนเอง”

คอนด์วิรามูรส์หัวเราะคิกคักอย่างสุภาพ แม้ว่ามุกตลกนั้นจะเป็นมุกที่เก่ามากก็ตาม ถึงอย่างไร เหล่าวิทยากรทั้งหลายก็มักจะชอบเสริมมุกตลกเกี่ยวกับความยากลำบากของเหล่าลูกศิษย์ของจอมเวทในตำนานเข้าไปในคำชี้แนะของตนเสมออยู่แล้ว

ขั้นบันไดอันคดเคี้ยวนั้นทอดยาวสูงขึ้นไปดั่งงูทะเล ซ้ำมันยังลาดชันเป็นอย่างมาก ยังไม่ทันที่พวกนางจะไปถึงจุดหมาย คอนด์วิรามูรส์ก็เหงื่อโชกไปทั้งกายและหอบหายใจอย่างรุนแรง ส่วนนิมเวนั้นไม่แสดงอาการเหนื่อยออกมาเลยแม้แต่น้อย

“เชิญทางนี้” นางเปิดประตูไม้โอ๊กออก “ก้าวระวังด้วย”

คอนด์วิรามูรส์จึงก้าวเข้าไป และเผยอปากอ้าค้าง

ห้องโถงแห่งนี้เป็นหอศิลป์สำหรับจัดแสดงภาพ ผนังทุกด้านล้วนถูกปกคลุมด้วยภาพวาดต่าง ๆ นา ๆ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ในบรรดาภาพวาดที่แขวนห้อยอยู่นั้นมีทั้งภาพวาดสีน้ำมันที่ทั้งใหญ่และเก่าจนลอกแตกเป็นริ้ว ภาพวาดขนาดเล็ก ภาพพิมพ์เหลืองอ๋อย ภาพพิมพ์ลายแกะ ภาพวาดสีน้ำเลือนราง และภาพวาดสีซีเปีย นอกจากนี้ยังมีภาพวาดสีน้ำทึบและภาพสีฝุ่นสีสันสดใส ภาพพิมพ์สีน้ำพร้อมลายเส้นสุดประณีต ภาพพิมพ์กัดกรด ภาพพิมพ์หิน และภาพพิมพ์มัชฌิมรงค์ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป ทว่าเทคนิคการใช้จุดสีดำอันโดดเด่นนั้นกลับดึงดูดสายตาผู้ชมได้เป็นอย่างดี

นิมเวหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารูปภาพที่แขวนอยู่ใกล้กับประตูที่สุด ภาพนั้นเป็นภาพวาดของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางจ้องมองไปที่ผืนผ้าใบ จากนั้นจึงมองมาที่คอนด์วิรามูรส์ สายตาที่มักจะดูไร้อารมณ์อยู่เสมอของนาง บัดนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดมากมายอย่างน่าประหลาด

“แดนดิไลออน” เมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคาดหวังสิ่งใด จอมเวทฝึกหัดจึงไม่ปล่อยให้นางต้องเฝ้าคอยอีก “กำลังขับร้องลำนำอยู่ภายใต้ต้นโอ๊กเบลโอเบริสเจ้าค่ะ”

นิมเวแย้มยิ้มและพยักหน้า แล้วจึงก้าวเท้าไปหยุดยืนอยู่หน้าภาพวาดภาพถัดไป ภาพนี้เป็นภาพสีน้ำเชิงสัญลักษณ์นิยม มันคือภาพเงาร่างของสตรีสองคนซึ่งกำลังยืนอยู่บนเนิน หมู่นกนางนวลบินวนอยู่เหนือหัวพวกนาง ส่วนที่ด้านล่างนั้นคือเงาร่างมืดมิดที่เรียงตัวกันเป็นขบวนอยู่บนไหล่เขา

“นั่นคือซิริกับทริซ เมริโกลด์ ภาพนี้เป็นภาพนิมิตที่แคร์มอเรห์นเจ้าค่ะ”

นิมเวยิ้ม พยักหน้า และก้าวเท้าไปที่ภาพวาดภาพถัดไปอีกครั้ง คราวนี้ภาพวาดเป็นภาพของคนขี่ม้าที่กำลังห้อตะบึงไปตามถนนเส้นใหญ่ รายล้อมด้วยต้นเอลเดอร์บิดเบี้ยวซึ่งแผ่กิ่งก้านมาทางเขา คอนด์วิรามูรส์รู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง

“นี่คือซิริ… อืมม… น่าจะเป็นตอนที่นางกำลังขี่ม้าไปหาเกรอลท์ที่ไร่ของฮาล์ฟลิงนามฮอฟไมเออร์เจ้าค่ะ”

ภาพวาดภาพถัดไปเป็นภาพวาดสีน้ำมันดำคล้ำ เป็นภาพวาดของศึกการต่อสู้แห่งหนึ่ง

“เกรอลท์กับคาเฮียร์กำลังป้องกันสะพานข้ามแม่น้ำยารูกาอยู่เจ้าค่ะ”

ต่อจากนั้น อะไร ๆ ก็ยิ่งทวีความรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

“เยนเนเฟอร์กับซิริ นี่เป็นตอนที่พวกนางได้พบกันเป็นครั้งแรกที่วิหารแห่งเมลิเทเล ต่อมาคือภาพของแดนดิไลออนและนางไม้เอธเนในป่าโบรคิลอน และภาพคณะเดินทางของเกรอลท์ท่ามกลางพายุหิมะในช่องเขามัลเลอร์—”

“ยอดเยี่ยม วิเศษจริง ๆ” นิมเวเอ่ยขัด “เจ้ามีความรู้ด้านตำนานดีมากทีเดียว ทีนี้เจ้าก็คงทราบเหตุผลอีกข้อที่เจ้าได้มาที่นี่แทนที่จะเป็นคนอื่นแล้วสินะ”

 

เหนือโต๊ะไม้มะเกลือที่พวกนางนั่งอยู่นั้นมีผืนผ้าใบขนาดใหญ่ซึ่งวาดเป็นภาพศึกการต่อสู้แห่งเบรนนาแขวนห้อยอยู่ ภาพวาดดังกล่าวเป็นภาพวาดของฉากการต่อสู้ที่สำคัญที่สุด หรือก็คือฉากการจบชีวิตเยี่ยงวีรบุรุษอันแสนน่าสะอิดสะเอียนของใครสักคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพวาดนี้จะต้องเป็นผลงานของนิโคไล เซอร์โตซาอย่างแน่นอน ดังที่จะเห็นได้จากบรรรยากาศ รายละเอียดที่ได้รับการใส่ใจเป็นอย่างดี และการใช้แสงสีของผู้เป็นศิลปิน

“ใช่แล้ว ข้าทราบตำนานเรื่องวิทเชอร์และวิทเชอร์สาวดี” คอนด์วิรามูรส์กล่าวตอบ “และข้าก็กล้าพูดออกมาโดยไม่ลังเลเลยว่าข้าทราบตำนานนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ตอนที่ข้ายังเด็ก ข้าชอบเรื่องเล่าเรื่องนี้มาก ถึงขั้นหมกมุ่นเลยก็ว่าได้ ข้าถึงกับเคยฝันว่าข้าได้เป็นเยนเนเฟอร์ด้วยซ้ำ แต่พูดตามตรงนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นรักแรกพบหรือความลุ่มหลงอย่างรุนแรง… ความรักของข้าก็ไม่เคยยั่งยืนเลย”

นิมเวเลิกคิ้วขึ้น

“ข้าได้รู้จักกับเรื่องเล่านั้นเป็นครั้งแรก” คอนด์วิรามูรส์เอ่ยต่อ “ในรูปแบบของเรื่องย่ออันโด่งดัง หรือก็คือฉบับที่จัดทำขึ้นสำหรับเด็ก มันเป็นฉบับคัดย่อ หรือก็คือฉบับที่ได้รับการตัดทอนไป ทว่าในเวลาต่อมา ข้าก็ได้ศึกษาเรื่องเล่าฉบับสมบูรณ์หรือที่ผู้คนเรียกกันว่าฉบับจริงจัง เป็นฉบับที่ได้รับการขยายความจนเกินจำเป็น หรืออาจจะมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ และแล้ว ความคลั่งใคล้ของข้าก็ถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ ส่วนความปรารถนาอันแรงกล้าของข้าก็ดันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับการถูกจับคลุมถุงชุน ท่านคงจะรู้ใช่ไหมว่าข้าหมายถึงอะไร”

นิมเวพยักหน้าน้อย ๆ จนแทบมองไม่เห็นเป็นการยืนยันว่านางเข้าใจดี

“สรุปก็คือ ข้าชอบตำนานที่ยึดโยงอยู่กับแบบแผนอย่างที่ตำนานควรจะเป็นมากกว่า ไม่ใช่ตำนานที่เอาความจริงมาปะปนกับนิทาน และอย่าได้พยายามนำข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์อันแสนโสมมมาผสานรวมกับหลักศีลธรรมจรรยาอันเรียบง่ายทว่าเลิศเลอเชียว ข้าชอบตำนานที่ไม่ถูกเสริมตอนจบโดยเหล่าผู้รวบรวมความรู้ เหล่านักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ข้าชอบเรื่องเล่าที่เล่าถึงองค์ชายซึ่งปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาแก้วเพื่อมอบจุมพิตให้องค์หญิงนิทรา และเมื่อนางตื่นขึ้น ทั้งสองก็ได้ใช้ชีวิตอย่างร่วมกันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ ตำนานควรจะจบลงแบบนี้ ไม่ใช่แบบอื่น… ว่าแต่ใครเป็นคนวาดภาพเหมือนของซิริภาพนั้นกันหรือเจ้าคะ ภาพเต็มตัวนั่นน่ะ”

“ที่นี่ไม่มีภาพวาดของซิริอยู่แม้แต่ภาพเดียว” น้ำเสียงของจอมเวทหญิงตัวเล็กนั้นฟังดูเป็นงานเป็นการจนเกือบจะเข้าขั้นเย็นเยียบ “ทั้งที่นี่ และที่อื่น ๆ บนโลกนี้ ไม่มีภาพเหมือนใดรอดมาได้จนป่านนี้ กระทั่งภาพวาดขนาดเล็กที่ถูกวาดขึ้นโดยผู้ที่เคยได้พบเห็น ได้รู้จัก หรือยังจำซิริได้ก็ไม่มีเหลืออยู่เลยแม้แต่เพียงภาพเดียว ภาพวาดเต็มตัวนั้นเป็นภาพวาดของพาเวตตา มารดาของซิริ และมันก็ถูกวาดขึ้นโดยรูอิซ ดอร์ริท ศิลปินหลวงแห่งราชวงศ์ซินทรา เป็นที่รู้กันดีว่าดอร์ริทนั้นเคยวาดภาพเหมือนของซิริตอนที่นางอายุได้เก้าขวบ และภาพที่ว่าก็เป็นภาพเต็มตัวเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่ภาพผ้าใบผืนนั้น หรือที่เรียกกันว่าภาพราชธิดากับสุนัขเกรย์ฮาวด์ กลับสูญหายไปเสียได้ เอาละ กลับมาที่เรื่องตำนานและทัศนคติที่เจ้ามีต่อมันกันดีกว่า ในความคิดเห็นของเจ้า เจ้าคิดว่าตำนานควรจะลงเอยเช่นไรหรือ”

“ก็ควรจะจบลงอย่างมีความสุขสิเจ้าคะ” คอนด์วิรามูรส์กล่าวอย่างมั่นใจ “ฝ่ายดีหรือฝ่ายธรรมะควรจะเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายอธรรมควรจะถูกลงโทษเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนคนที่รักกันก็ควรจะได้อยู่ด้วยกันจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต แล้วก็ไม่ควรมีวีรบุรุษคนไหนต้องตายทั้งสิ้น! ว่าแต่ตำนานของซิริมีจุดจบอย่างไรหรือเจ้าคะ”

“นั่นสินะ อย่างไรกัน”

คอนด์วิรามูรส์นิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่ง นางไม่คิดว่าจนจะถูกถามกลับแบบนี้ และนางก็สัมผัสได้ว่านี่คือบททดสอบไม่ก็กับดัก ทว่านางกลับไม่พูดอะไรออกมา ด้วยไม่อยากถูกอีกฝ่ายจับได้

ตำนานของซิริมีจุดจบอย่างไรหรือ ใคร ๆ ก็รู้ไม่ใช่หรือไงกัน

นางจ้องมองภาพสีน้ำเฉดสีเข้มซึ่งเป็นภาพของเรือบรรทุกรูปร่างไม่แน่ไม่นอนลำหนึ่ง เป็นเรือที่กำลังลอยละล่องไปเหนือผิวทะเลสาบซึ่งปกคลุมไปด้วยหมอก ส่วนผู้ที่กำลังใช้ไม้ถ่อด้ามยาวพายเรืออยู่นั้นก็คือสตรีนางหนึ่งที่มองเห็นเป็นเพียงเงาร่างสีดำเท่านั้น

ตำนานก็จบลงเพียงเท่านี้ แค่เพียงเท่านี้จริง ๆ

นิมเวเหมือนจะอ่านความคิดของนางออก

“ก็ยังไม่แน่นักหรอก คอนด์วิรามูรส์ ยังไม่แน่นักหรอกน่า”

 

“ข้าได้ยินตำนานเรื่องนี้” นิมเวเริ่มเล่า “จากปากของนักเล่านิทานพเนจรคนหนึ่ง ข้าเป็นเด็กบ้านนอก เป็นลูกสาวคนที่สี่ของช่างซ่อมล้อเกวียนประจำหมู่บ้าน ช่วงเวลาที่นักเล่านิทานหรือขอทานพเนจรนามพ็อกวิซด์มาพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเรานั้นถือเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดในชีวิตวัยเด็กของข้าเลย เพราะพวกเราจะสามารถหยุดพักจากการทำงานในแต่ละวัน ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์อันโด่งดัง และได้เห็นโลกอันห่างไกลผ่านบานดวงตาแห่งหัวใจ มันคือโลกที่ช่างสวยงามและน่าพิศวงเสียนี่กระไร… ทั้งน่าพิศวงและห่างไกลยิ่งกว่าตลาดในตัวเมืองที่อยู่ห่างจากพวกเราไปเก้าไมล์เสียอีก…

“ตอนนั้นข้ามีอายุประมาณหกหรือเจ็ดขวบได้ พี่สาวคนโตของข้าอายุสิบสี่ปี แต่หลังของนางก็เริ่มจะค่อมจากการคลอดบุตรเสียแล้ว นี่แหละคือชะตาชีวิตของหญิงสาวชาวบ้าน! เด็กสาวทุกคนในหมู่บ้านของเราจะถูกเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องเหล่านั้นตั้งแต่เด็ก ๆ! เราต้องก้มตัวอยู่ตลอด ก้มตัวอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ต้องก้มตัวและทำงานกันหลังขดหลังแข็ง แถมทันทีที่คลอดบุตรเสร็จ เจ้ายังต้องถูกผู้เป็นสามีบังคับให้เลี้ยงลูกทั้งที่ท้องยังบวมเป่งอยู่อีกต่างหาก

“ทว่านิทานของขอทานผู้นั้นกลับทำให้ข้าเริ่มนึกปรารถนาในบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่เพียงแค่การก้มตัวทำงานหนัก ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้ข้าเริ่มนึกฝันถึงสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือไปจากเรื่องฤดูเกี่ยวกับ สามี และลูก ๆ และหนังสือเล่มแรกที่ข้าใช้เงินที่ได้จากการนำผลไม้จากพุ่มไม้มีหนามในป่าไปขายก็คือตำนานของซิริ เป็นฉบับที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมสำหรับเด็ก หรือก็คือฉบับที่ได้รับการเสริมแต่งโดยการตัดตอนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสมออกไป อย่างที่เจ้าได้อธิบายไปอย่างชัดเจนเมื่อครู่นั่นแหละ หนังสือฉบับนี้นับว่าเป็นฉบับที่เหมาะสมกับข้ามาก เพราะข้าเป็นนักอ่านฝีมือแย่ แต่ในตอนนั้น ข้าก็รู้ดีแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าอยากเป็นอย่างฟิลิปปา ไอล์ฮาร์ท เป็นอย่างเชย์ลา เดอ ทานคาร์วิลล์ เป็นอย่างแอสไซร์ วาร์ อะนาฮิด…”

สตรีทั้งสองจับจ้องมองภาพสีน้ำทึบที่วาดเป็นภาพของห้องโถงภายในปราสาทพร้อมโต๊ะตัวหนึ่ง และเหล่าสตรีมากหน้าหลายตาที่กำลังนั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะตัวนั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกวาดขึ้นโดยใช้ค่าต่างแสงที่ดูลึกลับละเอียดลออ สตรีเหล่านี้ต่างก็เป็นบุคคลในตำนานด้วยกันทั้งสิ้น

“ในสถาบันที่ข้าได้เข้าไปเล่าเรียน – หลังจากที่ต้องใช้ความพยายามถึงสองครั้ง” นิมเวกล่าวต่อ “ข้ากลับได้เล่าเรียนถึงตำนานเรื่องสมาคมอันยิ่งใหญ่นี้แค่ในชั้นเรียนเรื่องประวัติศาสตร์เวทมนตร์เท่านั้น แถมในทีแรก ข้าก็ไม่มีเวลาหาอะไรอ่านเพื่อความบันเทิงเลย ข้าต้องตั้งใจเรียน เพื่อที่จะได้… ตามเหล่าบุตรสาวผู้เป็นที่รักของบรรดาท่านเคานต์และนายธนาคารทั้งหลายให้ทัน พวกที่มักจะได้ทุกอย่างมาง่าย ๆ และมักจะชอบหัวเราะเยาะใส่สาวบ้านนอก…”

นางนิ่งเงียบไปและหักข้อนิ้วตน

“กระทั่งในที่สุด ข้าก็มีเวลาอ่านหนังสือเสียที” นางเล่าต่อ “แต่แล้วข้าก็ได้ตระหนักว่าเรื่องราวการผจญภัยอันแสนยากลำบากของเกรอลท์และซิรินั้นกลับทำให้ข้าสนุกได้น้อยกว่าตอนเด็ก ๆ มากนัก แถมข้ายังมีอาการคล้าย ๆ กับที่เกิดกับเจ้าอีกต่างหาก เจ้าเรียกมันว่าอะไรนะ การถูกจับคลุมถุงชนใช่ไหม ข้ามีอาการเช่นนั้นจนกระทั่ง…”

นางนิ่งเงียบไป ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้า คอนด์วิรามูรส์อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้เมื่อสังเกตเห็นว่าฝ่ามือของท่านหญิงแห่งทะเลสาบกำลังสั่นไหวอยู่

“ข้าน่าจะอายุประมาณสิบแปดได้ ตอนที่… ตอนที่เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น เป็นเรื่องที่ทำให้ข้ากลับมาคลั่งใคล้ตำนานของซิริอีกครั้ง ทำให้ข้าเริ่มเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับมันอย่างจริงจังในฐานะนักวิชาการ และเริ่มอุทิศชีวิตให้กับมัน”

จอมเวทฝึกหัดยังคงปิดปากเงียบ แม้ว่าความสงสัยจะเริ่มก่อตัวขึ้นในใจนางแล้วก็ตาม

“อย่ามาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลย” นิมเวเอ่ยอย่างจิกกัด “ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าท่านหญิงแห่งทะเลสาบน่ะถูกคลั่งใคล้หลงใหลในตำนานของซิริหนักจนถึงขั้นหมกมุ่น ผู้คนต่างพากันซุบซิบนินทาว่าเหตุใดงานอดิเรกไร้พิษภัยธรรมดา ๆ จึงกลายสภาพเป็นอะไรสักอย่างที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับการเสพสารเสพติด หรือพูดง่าย ๆ ก็คือความลุ่มหลงจนขาดสติได้ ทว่าในข่าวลือเหล่านั้นก็มีความเป็นจริงอยู่เหมือนกัน คอนด์วิรามูรส์ที่รัก มีอยู่มากทีเดียว! และในเมื่อข้าได้เลือกเจ้ามาเป็นผู้ช่วยแล้ว เจ้าเองก็ควรจะคลั่งใคล้และหลงใหลมันเช่นเดียวกับข้า เพราะข้าต้องการให้เจ้าทำเช่นนั้น อย่างน้อย ๆ ก็ในตอนที่เจ้ายังอยู่ในช่วงฝึกงาน พอจะเข้าใจใช่ไหม”

จอมเวทฝึกหัดพยักหน้า

“เจ้าคิดว่าเจ้าเข้าใจแล้ว” นิมเวเรียกสติกลับมาและสงบใจลงได้อีกครั้ง “แต่ข้าก็จะยังค่อย ๆ อธิบายให้เจ้าฟังทีละน้อยอยู่ดี และเมื่อเวลามาถึงเมื่อไหร่ ข้าจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟัง แต่ในตอนนี้—”

นางหยุดพูดและมองผ่านบานหน้าต่างไปที่ทะเลสาบ ตรงจุดที่เส้นกรอบของเรือของราชานักตกปลายังคงฉายเด่นอยู่ท่ามกลางผิวน้ำสีทองเปล่งประกาย

“ในตอนนี้ จงพักผ่อนเถิด ลองเดินดูในหอศิลป์นี่ก็ได้ แล้วเจ้าจะได้เจอสมุดใส่รูปกับกล่องเก็บภาพพิมพ์ลายสลักที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานที่ว่าในลิ้นชักหรือตู้โชว์ต่าง ๆ ส่วนในห้องสมุดเองก็มีตำนานอยู่ทุก ๆ ฉบับ ทั้งยังมีบทความเชิงวิชาการส่วนใหญ่อยู่ในนั้นด้วย ลองแบ่งเวลาให้มันสักหน่อย ลองตั้งใจมองดูและอ่านมันให้ดี ข้าอยากให้เจ้ามีวัตถุดิบสำหรับความฝันของเจ้าเสียบ้าง หรือที่เจ้าเรียกมันว่าตะขอเกี่ยวนั่นแหละ”

“ได้เจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านหญิงนิมเว”

“อะไรหรือ”

“ภาพเหมือนสองภาพ… ที่แขวนอยู่ข้าง ๆ กันนี้… พวกนี้ก็ไม่ใช่ซิริหรือเจ้าคะ”

“ไม่มีภาพเหมือนของซิริหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว” นิมเวเอ่ยย้ำอย่างใจเย็น “พวกศิลปินยุคหลัง ๆ มักจะวาดนางไว้ในฉากหลังตามที่พวกตนจินตนาการเท่านั้น ส่วนเรื่องรูปทั้งสองนั้น รูปวาดทางด้านซ้ายน่าจะเป็นรูปที่ถูกวาดขึ้นตามหัวข้ออิสระ เพราะนั่นคือรูปของเอลฟ์หญิงนามลารา ดอร์เร็น เอบ เชียดาห์ล หรือบุคคลที่ผู้วาดไม่มีทางรู้จักได้ เพราะผู้ที่วาดภาพนี้ขึ้นก็คือลิเดีย วาน เบรเดอวูร์ท บุคคลในตำนานที่เจ้าน่าจะคุ้นเคยดี ในสถาบันยังมีภาพวาดสีน้ำมันที่เหลือรอดมาของนางแขวนอยู่ภาพหนึ่งเลย”

“ข้าทราบดีเจ้าค่ะ แล้วอีกภาพหนึ่งเล่า”

นิมเวจ้องมองภาพนั้นอย่างยาวนาน จ้องมองตรงไปที่ภาพของเด็กสาวรูปร่างเพรียวบาง ผู้มีเส้นผมสีอ่อนและมีสีหน้าเศร้าสร้อย นางอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวพร้อมแขนเสื้อสีเขียว

“ภาพนี้ถูกวาดขึ้นโดยโรบิน แอนเดริดา” นางว่าพลางหันหน้ามามองสบตาคอนด์วิรามูรส์ตรง ๆ “แต่มันเป็นภาพของใครกันนะ… เจ้าลองบอกข้ามาทีสิ ผู้แปรและทำนายฝันเอ๋ย ลองอธิบายให้ข้าฟังที และจงเล่าให้ข้าฟังด้วยว่าเจ้าฝันถึงอะไร”

 

ท่านอาจารย์โรบิน แอนเดริดา เป็นคนแรกที่มองเห็นและค้อมกายให้กับองค์จักรพรรดิซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ สเตลลา คอนกรีฟ เคาน์เตสแห่งลิดเดอร์ทอลเองก็ยืนขึ้นและถอนสายบัวให้เช่นกัน ทั้งยังพยักเพยิดให้เด็กสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สลักพร้อมที่วางแขนทำแบบเดียวกับนางด้วย

“สวัสดี ท่านสุภาพสตรีทั้งสอง” เอเมียร์ วาร์ เอ็มไรส์ ผงกศีรษะ “สวัสดีท่านด้วย อาจารย์โรบิน งานไปถึงไหนแล้ว”

ท่านอาจารย์โรบินกระแอมไออย่างเขินอายและค้อมกายให้อีกครั้งขณะปาดนิ้วลงบนเสื้อตัวหลวมอย่างประหม่า เอเมียร์รู้ดีว่าศิลปินผู้นี้มีอาการกลัวที่โล่งอย่างรุนแรง เขาจึงค่อนข้างขี้อายและไม่ค่อยกล้าเข้าสังคม แต่ใครจะสนเรื่องนั้นกันเล่า ที่สำคัญก็คือผลงานการวาดภาพของเขาต่างหาก

องค์จักรพรรดินั้นอยู่ในชุดเครื่องแบบประจำกองพันทหารอิมพิรา[1]ซึ่งเป็นชุดที่เขานิยมสวมใส่ในยามเดินทาง หรือก็คือชุดเสื้อเกราะสีดำพร้อมผ้าคลุมปักลายซาลาแมนเดอร์สีเงิน เขาก้าวตรงเข้าไปจ้องมองรูปวาดเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงก้าวไปจ้องมองนางแบบ ซึ่งก็คือเด็กสาวรูปร่างผอมบาง เจ้าของเส้นผมสีอ่อนและแววตาโศกเศร้า นางอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายสีขาวพร้อมแขนเสื้อสีเขียว ส่วนเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่นางสวมใส่อยู่ก็คือสร้อยหินเพริโดไทต์บนช่วงคอ

“ยอดเยี่ยม” เขาตั้งใจพูดโพล่งออกมาเปล่า ๆ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าเขากำลังกล่าวชมใครอยู่ “ยอดเยี่ยมมาก ท่านอาจารย์ กรุณาวาดภาพต่อไปเถิด อย่าสนใจข้าเลย ส่วนเจ้า ท่านเคาน์เตส ขอข้าคุยด้วยหน่อยสิ”

พูดจบ เขาจึงเดินปลีกไปที่หน้าต่างเป็นเชิงบังคับให้นางต้องเดินตามเขาไปด้วย

“ข้าต้องไปแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเบา “พอดีมีธุระเรื่องงานราชงานหลวงน่ะ ขอบใจเจ้ามากสำหรับการต้อนรับ แล้วก็เรื่องของนาง หรือองค์หญิงนั่นด้วย ทำได้ดีมาก สเตลลา ข้าขอชื่นชมเจ้าทั้งสองจากใจจริง”

สเตลลา คอนกรีฟ ถอนสายบัวลงต่ำอย่างสง่างาม

“ทรงเมตตาเรามากเกินไปแล้วเพคะ ฝ่าบาท”

“อย่าเพิ่งได้ใจไปนักเลย”

“โอ…” ท่านเคาน์เตสเม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อย “ถึงเวลาแล้วหรือเพคะ”

“ถึงแล้ว”

“นางจะมีชะตาเป็นอย่างไรหรือ ท่านเอเมียร์”

“ข้าไม่รู้” เขากล่าว “ในอีกสิบวัน ข้าจะเริ่มบุกจู่โจมแดนเหนืออีกครั้ง สงครามครั้งนี้จะเป็นสงครามที่ดุเดือดเป็นอย่างมาก วัทเทียร์ เดอ ริโดซ์ กำลังตรวจสอบหาอุบายและแผนสมคบคิดที่มีข้าเป็นเป้าหมายอยู่ ส่วนข้าเองก็อาจจะต้องใช้วิธีการขั้นเด็ดขาดเพราะเหตุผลแห่งรัฐ”

“แต่เด็กคนนี้ไม่มีความผิดอะไรเลยนะเพคะ”

“ข้าบอกว่าเพราะเหตุผลแห่งรัฐไง มันเกี่ยวกับความยุติธรรมเสียที่ไหน แต่อย่างไรก็เถอะ…” เขาโบกมือไปมา “ขอข้าคุยกับนางโดยลำพังสักหน่อย ขยับเข้ามาใกล้ข้าอีกนิดสิ องค์หญิง ใกล้อีก ใกล้อีก ให้มันกระฉับกระเฉงหน่อย นี่เป็นคำสั่งจากองค์จักรพรรดิของเจ้านะ”

เด็กสาวถอนสายบัวลงต่ำ เอเมียร์จ้องมองนางขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะนึกย้อนกลับไปที่การเข้าเฝ้าครั้งสำคัญในล็อกกริม ความคิดนี้ทำให้เขานึกชื่นชม ไม่สิ นึกยกย่องสเตลลา คอนกรีฟ ที่สามารถเปลี่ยนลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นหญิงสูงศักดิ์ตัวน้อยได้ในเวลาเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น

“ท่านไปเถอะ” เขาเอ่ยสั่ง “พักก่อนเถิด ท่านโรบิน จะนำแปรงไปล้างเสียหน่อยก็ได้ และในระหว่างนี้ ข้าคงต้องขอเรียนเชิญท่านเคาน์เตสไปรอที่ห้องมุข ส่วนเจ้า องค์หญิง ตามข้ามาที่ระเบียง”

ปุยหิมะชื้นแฉะที่โปรยปรายลงมาในยามค่ำคืนกำลังละลายภายใต้แสงอาทิตย์แรกในยามเช้า ทว่าหลังคาบนยอดหอคอยแห่งปราสาทดาร์นโรวานก็ยังคงเปียกชื้นและเปล่งประกายวิบวับราวกับกำลังลุกเป็นไฟ

เอเมียร์ก้าวตรงไปยังราวบันไดริมระเบียง ขณะที่เด็กสาวยังคงยืนอยู่ด้านหลังเขา ห่างออกไปสามก้าว – ตามธรรมเนียมปฏิบัติ – แต่กลับถูกเอเมียร์พยักเพยิดให้ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไร

องค์จักรพรรดิไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน มือทั้งสองวางทาบอยู่บนราวระเบียง สายตาจ้องมองตรงไปยังเนินเขาและดงต้นไม้สีเขียวขจีที่ปกคลุมอยู่ถ้วนทั่ว ผิดกับซอกเขาหินปูนสีขาวสูงชัน แม่น้ำเส้นหนึ่งเปล่งประกายระยิบระยับจับดวงตา ดูคล้ายเส้นสายสีเงินที่กำลังพาดผ่านคดเคี้ยวไปตามหุบเขา

ฤดูใบไม้ผลิกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

“ข้าแทบจะไม่เคยมาพักอาศัยอยู่ที่นี่เลย” เอเมียร์กล่าว ขณะที่เด็กสาวยังคงไม่พูดอะไร “ข้าแทบจะไม่เคยมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ” เขาเอ่ยย้ำพลางหมุนร่างมา “ทั้ง ๆ ที่มันเป็นที่ ๆ สวยงามและสงบเงียบถึงขนาดนี้ ช่างเป็นดินแดนที่งดงามจริง ๆ… เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่”

“เห็นด้วยเพคะ ฝ่าพระบาท”

“ฤดูใบไม้ผลิคงใกล้จะมาถึงแล้วสินะ ข้าพูดถูกไหม”

“ถูกเพคะ ฝ่าพระบาท”

แว่วเสียงขับร้องดังแว่วมาจากลานกว้างเบื้องล่าง ปะปนไปกับเสียงดังแกร๊ง เสียงสั่นระรัว และเสียงเกือกม้าดังกระทบกัน ขบวนคุ้มกันคงกำลังถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งรีบ บ่งบอกว่าองค์จักรพรรดิได้ทรงตรัสสั่งให้เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว เอเมียร์จำได้ว่าหนึ่งในทหารเหล่านั้นคือคนที่มักจะร้องเพลงออกมาเป็นประจำไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน

วอนเจ้าจ้องมองข้า

ด้วยดวงตาไพลินพิสมัย

แลความรักใคร่สุดหัวใจ

ได้โปรดมอบให้แด่ข้า

จงจดจำข้าไว้เถิดหนา

แลเมื่อยามราตรีคืบคลานมา

โปรดอย่าปฏิเสธข้า

แต่จงให้ข้าได้ร่วมชายคากับเจ้าเทอญ

“เป็นลำนำที่ไพเราะดีจริง ๆ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคางขณะยกปลายนิ้วขึ้นแตะสร้อยคอทองคำเส้นหนาของตน

“ไพเราะจริง ๆ เพคะ ฝ่าพระบาท”

วัทเทียร์ยืนยันกับข้าแล้วว่าเขาตามรอยวิลเกอฟอท์ซเจอแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น เราอาจจะตามหาตัวเขาเจอได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออย่างมันก็ในไม่กี่อาทิตย์ หัวของเจ้าคนทรยศนั่นจะต้องหลุดออกจากบ่า และซิริลลา ราชินีตัวจริงเสียงจริงแห่งซินทรา ก็จะถูกพาตัวมาที่นิล์ฟการ์ด

            และก่อนที่ซิริลลา ราชินีแห่งซินทราตัวจริงจะทันมาถึงนิล์ฟการ์ด ข้าก็ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับแม่ตัวปลอมนี่

            “เงยหน้าขึ้น”

เด็กสาวจึงทำตาม

“อยากได้อะไรไหม” เขาเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งห้วนและเกรี้ยวกราด “มีอะไรไม่พอใจหรืออยากร้องขออะไรหรือไม่”

“ไม่มีเพคะ ฝ่าบาท”

“จริงหรือ น่าสนใจนี่ แต่ก็เอาเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็สั่งให้เจ้ามีไม่ได้อยู่ดี เงยหน้าขึ้นเถอะ ทำตัวให้สมกับเป็นองค์หญิงหน่อย สเตลลาคงสอนมารยาทให้เจ้าแล้วใช่ไหม”

“ใช่เพคะ ฝ่าบาท”

พวกนั้นสอนนางมาดีจริง ๆ นั่นแหละ เขาคิด เริ่มจากเรียนซ์ ถัดมาก็สเตลลา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกนั้นจะต้องสอนให้นางรู้จักกับฐานะและบทบาทของตัวเองเป็นอย่างดี อาจจะด้วยการข่มขู่นางว่าหากนางเผลอทำพลาด นางจะต้องโดนทรมานหรืออาจจะโดนฆ่าตาย ทั้งพวกนั้นยังเอ่ยเตือนนางด้วยว่านางจะต้องแสดงละครต่อหน้าผู้ชมคนสำคัญ หรือก็คือต่อหน้าเอเมียร์ วาร์ เอ็มไรส์ จักรพรรดิแห่งนิล์ฟการ์ดผู้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามผู้นี้ ความผิดพลาดจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้

            “เจ้ามีชื่อว่าอะไร” เขาเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน

“ซิริลลา ฟิโอนา เอเลน ริอันนอน เพคะ”

“หมายถึงชื่อจริงของเจ้า”

“ซิริลลา ฟิโอนา—”

“อย่ามาลองดีกับข้านะ บอกชื่อจริงของเจ้ามา!”

“ซิริลลา…” เสียงพูดของเด็กสาวแตกพร่าราวกับกิ่งไม้แห้ง “ฟิโอนา…”

“พอแค่นี้แหละ มหาสุริยันทรงโปรด” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “เอาแบบนี้ก็ได้!”

เด็กสาวสูดจมูกเสียงดังผิดกับธรรมเนียมปฏิบัติ ริมฝีปากของนางเองก็สั่นไหวไปหมด ทว่าเรื่องนี้กลับไม่มีระบุไว้ในธรรมเนียมปฏิบัติ

“สงบใจไว้” เขาเอ่ยสั่ง ทว่ากลับสั่งด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนเกือบจะฟังดูนุ่มนวล “จะกลัวอะไรนักหนา หรือเจ้าอายชื่อตัวเองกัน กลัวเกินกว่าจะพูดมันออกมารึ ที่ข้าถามน่ะ เป็นเพราะว่าข้าอยากจะเรียกขานเจ้าด้วยชื่อที่ถูกต้องต่างหาก แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่ามันอ่านออกเสียงว่าอย่างไร”

“มันเป็นชื่อที่ฟังดูโง่มากเพคะ” นางตอบ นัยน์ตากลมโตของนางพลันเปล่งแสงออกมาราวกับมรกตที่ถูกผลาญด้วยเปลวไฟ “เพราะมันเป็นเพียงชื่อธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ฝ่าบาท เป็นชื่อที่เหมาะกับคนที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่ตราบใดที่ข้ายังเป็นซิริลลา ฟิโอนาอยู่ ตัวข้าก็คงพอจะมีความหมายขึ้นมาได้บ้าง… ตราบใดที่…”

เสียงพูดของนางพลันติดค้างอยู่ในลำคอโดยไม่รู้ตัวจนนางต้องยกมือขึ้นแตะลำคอไว้ ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ลำคอของนางนั้นไม่ใช่สร้อยคอ หากแต่เป็นปลอกเหล็ก เอเมียร์ยังคงใช้สายตาจ้องประเมินนางขณะนึกชื่นชมสเตลลา คอนกรีฟอยู่ในใจ ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความกรุ่นโกรธ เป็นความโกรธที่ไร้ซึ่งเหตุผล เช่นนั้นมันจึงเป็นความโกรธที่น่าโมโหเป็นอย่างมาก

ข้าต้องการอะไรจากเด็กนี่กัน เขาคิดขณะสัมผัสได้ถึงความโกรธที่พุ่งสูงและเดือดพล่านจนขึ้นฟองราวกับน้ำซุปในหม้อต้มอยู่ในร่าง ข้าต้องการอะไรจากเด็กคนนี้กัน ทั้ง ๆ ที่นาง…

“รู้เอาไว้เสีย ว่าข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการลักพาตัวเจ้ามาเลยนะ เด็กน้อย” เขาเอ่ยเสียงเฉียบ “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับการลักพาตัวเจ้ามาทั้งสิ้น และข้าก็ไม่เคยออกคำสั่งเช่นนั้นเลยด้วย ข้าถูกหลอก…”

เขานึกโกรธตัวเอง ด้วยรู้ดีว่าเขากำลังทำพลาดอยู่ เขาควรจะจบบทสนทนานี้ลงตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยท่าทีวางมาด หยิ่งทะนง และคุกคามให้สมกับฐานะจักรพรรดิ เขาควรจะลืมเรื่องเด็กสาวนัยน์ตาเขียว หรือเด็กสาวที่ไม่มีตัวตนผู้นี้ไปเสีย นางเป็นแค่ตัวปลอม เป็นแค่ของเลียนแบบ นางไม่มีแม้กระทั่งชื่อ และนางก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไร คนเป็นจักรพรรดิจะต้องไม่ร้องขอให้ใครยกโทษให้ และจะต้องไม่ลดคุณค่าตนเองต่อหน้าผู้ที่…

“ขอโทษด้วย” เขาเอ่ย และคำพูดนั้นก็เป็นคำที่ไม่คุ้นปากเขาเอาเสียเลย ซ้ำมันยังแนบติดอยู่กับริมฝีปากเขาอย่างน่ารังเกียจ “ข้าทำพลาดไป ใช่ ถูกต้องแล้ว ข้าเองก็มีส่วนผิดในเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าด้วย ข้าผิดเอง แต่ข้าขอรับปากเจ้าว่าเจ้าไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตราย จะไม่มีเรื่องร้ายใดเกิดขึ้นกับเจ้าทั้งสิ้น ทั้งอันตราย ความเสื่อมเสีย หรือเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ เจ้าจงอย่าได้กลัวไป”

“หม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ” นางเงยศีรษะขึ้นเพื่อจ้องสบตาเขาตรง ๆ ผิดกับธรรมเนียมปฏิบัติ เอเมียร์ตัวสั่นเมื่อมองเห็นแววตาอันจริงใจและสัตย์ซื่อของนาง เขาหยัดร่างขึ้นตรงโดยพลัน พลางแสดงท่าทียโสโอหังและดูหมิ่นเหยียดหยามออกมา

“อยากได้อะไรก็บอกข้ามา”

นางจ้องมองเขาอีกครั้ง ทำให้เขาอดคิดถึงตอนที่เขาเคยทำใจให้สงบได้อย่างง่ายดายหลังจากที่ต้องลงมือทำร้ายหรือสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นหลายต่อหลายครั้งไม่ได้ และการที่เขาต้องจ่ายค่าตอบแทนไปเพียงน้อยนิดก็ทำให้เขาแอบรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึก ๆ

“อยากได้อะไรก็บอกข้ามา” เขากล่าวย้ำ และเพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว น้ำเสียงของเขาจึงฟังดูมีมนุษยธรรมขึ้นมาโดยพลัน “ข้าจะทำให้ทุกความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงขึ้นมาเอง”

            ขอแค่เพียงนางไม่มองข้าก็พอ เขาคิด ข้าไม่อาจทนสายตาของนางได้

ปกติแล้ว ผู้คนมักจะกลัวไม่กล้าสบตากับข้านี่ เขาคิด แล้วข้าจะกลัวอะไรกัน

            ช่างหัว ‘เหตุผลแห่งรัฐ’ ของเจ้าวัทเทียร์ เดอ ริโดซ์ นั่นสิวะ หากนางร้องขอ ข้าจะพานางกลับบ้านเอง กลับไปยังที่ที่นางถูกพาตัวมา ข้าจะสั่งให้คนอุ้มตัวนางขึ้นเกวียนทองคำเทียมม้าหกตัวไปที่นั่น ขอแค่นางร้องขอมาก็พอ

            “อยากได้อะไรก็บอกข้ามา” เขากล่าวย้ำ

“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าพระบาท” เด็กสาวพูดพลางหลุบตาลง “ฝ่าบาทช่างทรงสูงส่งและใจกว้างเสียนี่กระไร หากจะมีอะไรที่หม่อมฉันอยากได้…”

“ว่ามา”

“หม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่ ที่ดาร์นโรวานแห่งนี้กับท่านหญิงสเตลลาต่อไปเพคะ”

เขาไม่นึกตกใจเลย ออกจะคาดเดาไว้ก่อนแล้วด้วยซ้ำ

ไหวพริบของเขาสั่งห้ามไม่ให้เขาเอ่ยถามคำถามที่อาจทำให้ทั้งเขาและนางต้องขายหน้าออกมา

“ข้าขอรับปาก” เขาเอ่ยเสียงเย็น “ว่าความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริงแน่นอน”

“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท”

“ข้าขอรับปาก” เขาเอ่ยย้ำขณะพยายามหลบตานางอย่างสุดความสามารถ “และข้าจะต้องทำตามนั้นอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ข้ากลับคิดว่านี่เป็นตัวเลือกที่แย่มาก เจ้าร้องขอผิดแล้ว หากเจ้าเปลี่ยนใจ…”

“หม่อมฉันไม่เปลี่ยนใจหรอกเพคะ” นางกล่าวขึ้น เมื่อเห็นชัดแล้วว่าองค์จักรพรรดิคงไม่พูดจนจบประโยค “ทำไมหม่อมฉันต้องเปลี่ยนใจด้วย ข้าขอเลือกท่านหญิงสเตลลา ข้าขอเลือกในสิ่งที่ข้าแทบไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต… นั่นก็คือบ้าน ความอบอุ่น ความดี… และความเมตตา การเลือกสรรเช่นนี้ไม่มีทางเป็นสิ่งผิดพลาดไปได้หรอก”

            ช่างเป็นแม่หนูที่ไร้เดียงสาและน่าสงสารเสียจริง จักรพรรดิเอเมียร์ วาร์ เอ็มไรส์ หรือไดธ์เวน อัดดาน อิน คาร์น เอบ มอร์วุดด์ เปลวไฟสีขาวผู้เริงระบำอยู่เหนือหลุมศพของศัตรู คิด คนเรามักจะทำพลาดครั้งใหญ่เพราะเลือกในสิ่งเหล่านั้นต่างหาก

            แต่บางสิ่งบางอย่าง – อาจจะเป็นความทรงจำอันห่างไกล – กลับยับยั้งไม่ให้องค์จักรพรรดิเอ่ยออกมาเช่นนั้น

 

“น่าสนใจดีจริง ๆ” นิมเวกล่าวหลังจากฟังเรื่องเล่าจนจบแล้ว “ช่างเป็นความฝันที่น่าสนใจดีจริง ๆ ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม”

            “ยังมีอีกเยอะเลยเจ้าค่ะ!” คอนด์วิรามูรส์เคลื่อนมัดในมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อตัดปลายด้านบนของไข่ออก “ถึงขบวนแห่นั่นจะยังทำให้ข้ามึนหัวอยู่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา ความฝันในคืนแรกมักจะเป็นฝันที่ยุ่งเหยิงอยู่เสมอ ท่านก็น่าจะรู้นี่ ท่านนิมเว ว่าผู้คนมักบอกว่าความสามารถของพวกเราเหล่านักแปรฝันไม่ใช่การที่พวกเราสามารถฝันได้ หากมองข้ามภาพนิมิตที่มองเห็นได้ระหว่างการเข้าภวังค์หรือการสะกดจิตไป ความฝันของเราก็ไม่ได้แตกต่างจากความฝันของคนทั่วไปเลย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเนื้อหาอันเข้มข้น สมบูรณ์พร้อม หรือเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งอื่นต่างหากที่ทำให้เราแตกต่างจากผู้คนทั่วไป ทั้งยังเป็นตัวตัดสินความสามารถของพวกเราด้วย กล่าวคือ เราสามารถจำความฝันของเราได้ เรามักไม่ค่อยลืมว่าเราฝันถึงอะไร—”

ท่านหญิงแห่งทะเลสาบเอ่ยตัดบทนาง “เพราะต่อมไร้ท่อของเจ้าทำงานผิดปกติต่างหาก หากลองด้อยค่าความฝันของเจ้าลงมาหน่อย มันก็เป็นเพียงแค่สารเอ็นดอร์ฟินที่หลั่งออกมาในร่างกายเจ้าเท่านั้น นอกจากนี้ พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของเจ้าเองก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ แต่ทำไมข้าถึงต้องมานั่งพูดในสิ่งที่ตัวเจ้าเองก็รู้ดีอยู่แล้วด้วย เล่าต่อเถอะ ว่าเจ้ายังจำฝันอะไรได้อยู่อีกบ้าง”

“เด็กหนุ่มคนหนึ่ง” คอนด์วิรามูรส์ขมวดคิ้ว “กำลังร่อนเร่อยู่ท่ามกลางทุ่งโล่งเปลี่ยวร้างพร้อมแบกสัมภาระไว้บนบ่า ทุ่งโล่งที่ว่านั้นแห้งแล้งมาก ทั้งที่เป็นฤดูใบไม้ผลิ ส่วนบริเวณริมถนนและบนสันเขาตามร่องดินก็เต็มไปด้วยต้นหลิว เป็นต้นหลิวที่บิดงอ มีโพรงอยู่เต็มไปหมด และแผ่ขยายกิ่งก้านไปทั่ว… แต่กลับเป็นต้นหลิวเปลือยเปล่าไร้ใบ หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังเดินมองไปรอบ ๆ จนกระทั่งยามราตรีร่วงโรย ดวงดาวมากมายปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า หนึ่งในนั้นกำลังเคลื่อนที่อยู่ ดูราวกับดาวหาง กลายเป็นประกายแสงสีแดงระยิบระยับที่ตัดผ่านเส้นขอบฟ้าไปเป็นแนวเฉียง”

“ดีมาก” นิมเวยิ้ม “แม้ว่าข้าจะคิดไม่ออกเลยก็ตามว่าเจ้าฝันถึงใคร แต่อย่างน้อย ๆ เราก็สามารถระบุวันเวลาที่แน่นอนของเหตุการณ์นั้นได้ ดาวหางสีแดงนั้นเคยปรากฏให้เห็นเป็นเวลาหกวันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปีเดียวกับที่มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพแห่งซินทรา หรือหากจะระบุให้ชัดเจนกว่าเดิมก็คืนในช่วงต้นเดือนมีนาคม ในฝันอื่น ๆ ของเจ้ายังมีเครื่องหมายระบุวันเวลาปรากฏขึ้นมาอีกไหม”

“ฝันของข้า” คอนด์วิรามูรส์แหวขึ้นขณะโรยเกลือลงบนไข่ “ไม่ใช่ปฏิทินชาวนานะเจ้าคะ พวกมันไม่มีตารางบอกวันเวลาหรอก! แต่ถ้าจะพูดให้แน่ชัด ข้าเคยฝันถึงศึกการต่อสู้แห่งเบรนนาอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ลองมองดูภาพเขียนบนผืนผ้าใบของ นิโคไล เซอร์โตซา ในหอศิลป์ของท่าน แถมทุก ๆ คนก็ทราบดีด้วยว่าศึกการต่อสู้แห่งเบรนนานั้นเกิดขึ้นในวันที่เท่าไหร่ มันก็คือปีเดียวกับที่เกิดเหตุดาวหางอย่างไรเล่า หรือข้าเข้าใจผิดไป”

“ไม่ผิดหรอก ศึกการต่อสู้ในฝันเจ้ามีอะไรพิเศษไปบ้างไหม”

“ไม่เลยเจ้าค่ะ มีแค่ฝูงม้า ผู้คน และศาสตราวุธอันแสนชุลมุนวุ่นวาย นายทหารมากมายกำลังร้องตะโกนและต่อสู้กัน นอกจากนี้ ยังมีคนบ้าบางคนส่งเสียงคร่ำครวญขึ้นมาอีกว่า ‘นกอินทรี! นกอินทรี!’”

“ยังมีอะไรอีกไหม เจ้าบอกว่ามันเป็นความฝันที่ยืดยาวราวกับขบวนแห่เลยนี่”

“ข้าจำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ…” คอนด์วิรามูรส์เงียบเสียงไป

นิมเวคลี่ยิ้ม

“ก็แหม” จอมเวทฝึกหัดเชิดจมูกขึ้นอย่างถือตัว ไม่เปิดโอกาสให้ท่านหญิงแห่งทะเลสาบเอ่ยคำถากถางออกมาแม้แต่คำเดียว “บางทีข้าก็ลืมมันไปบ้าง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แล้วข้าก็ขอย้ำด้วยว่าความฝันของข้าเป็นเพียงภาพนิมิตเท่านั้น ไม่ใช่บัตรห้องสมุด—”

“ข้ารู้” นิมเวเอ่ยขัด “แล้วนี่ก็ไม่ใช่การทดสอบความสามารถด้านการอ่านฝันของเข้าด้วย หากแต่เป็นการวิเคราะห์ตำนาน เรื่องลี้ลับ และช่องโหว่มากมาย แล้วพวกเราก็ทำได้ค่อนข้างดีเสียด้วย ขนาดในความฝันแรก เจ้ายังระบุได้เลยว่าเด็กสาวในภาพวาดนั่นก็คือซิริตัวปลอมที่วิลเกอฟอท์ซพยายามส่งมาหลอกตบตาจักรพรรดิเอเมียร์”

ทันใดนั้น สตรีทั้งสองก็หยุดพูดไปเมื่อราชานักตกปลาก้าวเข้ามาในห้องครัว และเมื่อโค้งกายกับส่งเสียงคำรามออกมาแล้ว เขาจึงหยิบขนมปังหนึ่งแถวออกไปพร้อมกับจานก้นลึกและห่อผ้าลิเน็นเล็ก ๆ อีกหนึ่งห่อ โดยไม่ลืมที่จะโค้งกายและส่งเสียงงึมงำให้ทั้งสองอีกครั้ง

“เขายังเดินขาเป๋อยู่เลย” นิมเวพลั้งปากโพล่งออกมา “เขาเคยต้องบาดเจ็บหนักเพราะโดนหมูป่าตัวหนึ่งขวิดขาจนแหกเข้าให้ในระหว่างการออกล่า นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขามักใช้เวลาส่วนมากอยู่ในเรือ เพราะในตอนที่เขาพายเรือหรือตกปลาอยู่ เขาจะไม่ค่อยรู้สึกระบมแผลเท่าไร และการอยู่ในเรือก็ทำให้เขาสามารถลืมความทุพพลภาพของตนไปได้ ชายคนนั้นเป็นคนที่ดีและมีเกียรติเป็นอย่างมาก ส่วนข้า…”

คอนด์วิรามูรส์ยังคงปิดปากเงียบไว้อย่างสุภาพ

“ส่วนข้าเองก็กำลังต้องการบุรุษสักคนอยู่พอดี” จอมเวทตัวจ้อยกล่าวอธิบายออกมาตรง ๆ

ข้าเองก็เหมือนกัน จอมเวทฝึกหัดคิด ให้ตายสิ ทันทีที่ข้าได้กลับไปที่สถาบัน ข้าจะยอมร่วมรักกับใครสักคน การเป็นโสดมันก็ดีอยู่หรอก แต่มันก็ดีได้แค่ไม่เกินเทอมหนึ่งเท่านั้น

            นิมเวกระแอมไอ

“หากเจ้าทานอาหารและฝันกลางวันจนอิ่มแล้ว งั้นเราก็ไปที่ห้องสมุดกันดีกว่า”

 

“กลับมาที่เรื่องความฝันของเจ้ากัน”

 นิมเวเปิดแฟ้มเอกสาร พลิกผ่านภาพวาดสีน้ำโทนซีเปียไปประมาณสองสามแผ่น ก่อนจะหยิบภาพวาดแผ่นหนึ่งขึ้นมา คอนด์วิรามูรส์นึกได้ในทันทีว่าภาพนั้นคือภาพอะไร

“ภาพการเข้าเฝ้าที่ล็อกกริมหรือเจ้าคะ”

“ใช่แล้ว ซิริตัวปลอมเองก็อยู่ที่ราชสำนักหลวงในวันนั้นด้วย ส่วนเอเมียร์เองก็แกล้งทำเป็นนิ่งสงบเหมือนว่าตนถูกหลอก นี่ไง ดูนี่สิ นี่คือคณะทูตจากราชอาณาจักรทางตอนเหนือ หรือก็คือกลุ่มคนที่หลงเชื่อในกลลวงขององค์จักรพรรดิ ในทางกลับกัน หากมองมาตรงนี้ เราจะเห็นเหล่าขุนนางชาวนิล์ฟการ์ดที่กำลังรู้สึกเหมือนถูกหักหน้าอยู่ เพราะองค์จักรพรรดิดันปฏิเสธลูกสาวของพวกเขา ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นข้อเสนอในการแต่งงานเพื่อผูกวงศ์ตระกูลเข้าด้วยกัน และเพราะต้องการจะแก้แค้น พวกเขาจึงเอียงตัวไปกระซิบกระซาบกันเพื่อวางแผนก่อเหตุฆาตกรรมขึ้น ด้านซิริตัวปลอมก็เอาแต่ยืนก้มหัวนิ่งอยู่กับที่ และเพื่อเน้นย้ำให้ภาพนี้ดูลึกลับขึ้น ศิลปินผู้วาดจึงเติมผ้าปิดหน้าให้นางด้วยผืนหนึ่ง เพื่อที่จะได้ปิดซ่อนเครื่องหน้าของนางเอาไว้”

“นอกจากนี้แล้ว เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับซิริตัวปลอมอีก” จอมเวทหญิงเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง “เพราะไม่ว่าจะตำนานฉบับไหนก็ไม่มีบอกไว้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับซิริตัวปลอมหลังจากนั้น”

“แต่ก็น่าจะพอเดาได้นะเจ้าคะ” คอนด์วิรามูรส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ว่าเด็กสาวคนนั้นคงมีชะตากรรมที่ลำบากน่าดู เพราะตอนที่เอเมียร์ได้ซิริตัวจริงมา – ซึ่งพวกเราก็ย่อมรู้ดีว่าเขาจะต้องได้ตัวนางมาแน่ ๆ – เขาก็ต้องกำจัดตัวปลอมทิ้งไป เพียงแต่ตอนที่ข้าฝัน ข้ากลับไม่อาจสัมผัสถึงโศกนาฏกรรมใด ๆ ได้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วข้าควรจะสัมผัสอะไรได้บ้าง หากว่า… ทว่าในทางกลับกัน สิ่งที่ข้ามองเห็นในความฝันนั้นก็อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป ความฝันของข้าเองก็เป็นเหมือนกับคนอื่น ๆ หรือก็คือเป็นความฝันที่เกิดจากความปรารถนา ความต้องการ… และความกลัว”

“ข้ารู้”

 

จอมเวททั้งสองยังคงพูดคุยและตรวจดูแฟ้มเอกสารและมัดภาพพิมพ์ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงพักเที่ยง ดูเหมือนราชานักตกปลาเองก็โชคดีมากเช่นนั้น เพราะทั้งมื้อเที่ยงและมื้อเย็นในวันนี้ พวกนางได้ทานแซลมอนย่างเป็นอาหาร

ทว่าในคืนนั้น ด้วยความที่กินมากไปหน่อย คอนด์วิรามูรส์จึงนอนหลับได้ไม่สนิทนัก

นางไม่ฝันถึงอะไรเลย ซึ่งก็ทำให้นางรู้สึกหดหู่และขายหน้าเล็กน้อย ทว่านิมเวกลับไม่นึกกังวลอะไร เรายังพอมีเวลาน่า นางว่า เรายังมีเวลาอีกตั้งหลายคืน

 

หอคอยบนเกาะอินิส วิเตรนั้นมีห้องน้ำอยู่หลายห้องด้วยกัน และห้องน้ำเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นห้องที่ทั้งหรูหรา สว่างเจิดจ้าด้วยหินอ่อน เปล่งประกายด้วยเครื่องทองเหลือง ทั้งยังมีเครื่องทำความร้อนในห้องใต้ดินที่ไหนสักแห่งคอยให้ความอบอุ่นอีกด้วย คอนด์วิรามูรส์สามารถแช่อยู่ในอ่างน้ำได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่ติดขัดอะไร เพียงแค่ในบางครั้ง นางจะได้พบกับนิมเวในโรงอบไอน้ำ หรือกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ที่มีสะพานท่ายื่นออกไปในทะเลสาบ ทั้งสองจะนั่งลงบนม้านั่งในสภาพเปียกโชกด้วยกัน สูดเอาไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากก้อนหินพรมหยดน้ำเข้าไป พลางคอยใช้กิ่งไม้เบิร์ชปัดป่ายกายตนอย่างเฉื่อยชาเพื่อไม่ให้เหงื่อเค็ม ๆ หยดไหลเข้าไปในดวงตาตน

“หากข้าเข้าใจไม่ผิด” คอนด์วิรามูรส์ปาดหน้าของตน “ที่ข้าต้องมาฝึกฝนอยู่บนเกาะอินิส วิเตรแห่งนี้ ก็เพื่อที่จะหาคำตอบมาอุดให้กับช่องโหว่ทุกช่องในตำนานของวิทเชอร์และวิทเชอร์สาวใช่หรือไม่”

“ถูกต้อง”

“แปลว่าที่ข้าต้องไล่ดูภาพพิมพ์และอภิปรายมันในตอนกลางวัน ก็เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อนเข้านอนสินะเจ้าคะ เพื่อที่ในยามกลางคืน ข้าจะได้ฝันถึงความเป็นจริง หรือก็คือเหตุการณ์จริง ๆ ที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน”

ครั้งนี้นิมเวไม่แม้แต่จะแสดงความเห็นใด ด้วยเห็นว่ามันคงไม่ใช่สิ่งจำเป็น นางจึงเพียงแค่ใช้กิ่งไม้ในฟาดตนเองสองสามครั้ง จากนั้นจึงลุกยืนขึ้นและสาดน้ำใส่ก้อนหินร้อนฉ่า ส่งผลให้ไอน้ำร้อนระอุระเหยขึ้นมาทันที ทำเอาทั้งสองต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ

นิมเวราดน้ำที่เหลืออยู่ในถังไม้ขนาดเล็กมาราดใส่ร่างกายของตนเอง ส่วนคอนด์วิรามูรส์ก็เอาแต่จ้องมองเรือนร่างของนางอย่างชื่นชม แม้จะตัวเล็ก ทว่าจอมเวทหญิงกลับมีสัดส่วนที่พอเหมาะพอเจาะเป็นอย่างมาก มากถึงขนาดที่หญิงสาวในวัยยี่สิบปีอาจต้องนึกอิจฉาในทรวดทรงองค์เอวและผิวหนังอันเต่งตึงของนาง กระทั่งคอนด์วิรามูรส์ในวัยยี่สิบสี่ปีก็ยังอดนึกอิจฉานางอยู่ในใจไม่ได้

“แต่ต่อให้ข้าจะกล่าวคำอธิบายใดออกไป” นางกล่าวต่อพลางปาดหน้าชื้นเหงื่อของตนอีกครั้ง “เราจะอธิบายได้อย่างไรว่าเหตุการณ์ที่ข้าฝันถึงนั้นเป็นเหตุการณ์จริง ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่า—”

“ไว้ค่อยคุยกันข้างนอกเถอะ” นิมเวเอ่ยแทรก “ข้าทนนั่งร้อนมานานพอแล้ว ไว้ร่างกายเริ่มเย็นลงเมื่อไหร่ เราค่อยมาคุยกันอีกทีแล้วกัน”

กิจกรรมที่เกิดขึ้นต่อไปนี้เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของพิธีกรรมบางอย่าง กล่าวคือ ทั้งสองจะพากันวิ่งกรูออกมาจากโรงอบไอน้ำ ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยฟาดกระทบลงบนแผ่นไม้บนสะพานท่า จากนั้น พวกนางก็จะพากันกระโจนลงไปในทะเลสาบพร้อมร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง และหลังจากที่เล่นน้ำเสร็จ ทั้งสองก็จะปีนป่ายขึ้นมาบนสะพานท่าพร้อมใช้มือบิดเส้นผมตนให้แห้ง

เมื่อได้ยินเสียงร้องแหลมและเสียงสายน้ำแตกกระเซ็น ราชานักตกปลาจึงยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องดวงตาและหันมองมาจากในเรือ ทว่าเมื่อมองเห็นทั้งสองเขา เขาก็หันหน้ากลับไปมองพินิจอุปกรณ์ตกปลาของตนทันที

คอนด์วิรามูร์สมองว่าการกระทำเช่นนั้นถือเป็นการดูหมิ่นนาง ทั้งยังเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่นางเริ่มจะมองราชานักตกปลาดีขึ้นมากแล้วแท้ ๆ หลังจากที่ได้รู้ว่าเขามักจะอุทิศเวลาในยามที่เขาไม่ได้ตกปลาให้กับการอ่านหนังสือ  เขาถึงขั้นเคยหยิบหนังสือติดมือไปยังห้องส่วนตัวด้วย และหนังสือที่ว่าก็ไม่ใช่หนังสือเล่มใดเลย นอกจากสเปคคูลัม ออเรียม หรือกระจกแห่งทองคำ ซึ่งถือเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาจริงจังและอ่านยากใช่ย่อย ฉะนั้นแล้ว แม้ในช่วงแรก ๆ ที่นางมาอาศัยอยู่บนเกาะอินิส วิเตรแห่งนี้ คอนด์วิรามูรส์จะรู้จักประหลาดใจที่นิมเวยังเก็บอีกฝ่ายไว้ข้างกาย ทว่านางก็เลิกคิดเช่นนั้นมาได้พักใหญ่แล้ว เห็นได้ชัดว่าราชานักตกปลานั้นแค่ดูเหมือนเป็นคนหยาบช้ากักขฬะแค่ภายนอก หรือบางที มันก็อาจจะเป็นเพียงหน้ากากที่เขาใช้ปิดบังตัวตนที่แท้จริงไว้ก็ได้

อย่างไรก็ตาม คอนด์วิรามูรส์คิด การที่เขาเลือกจะหันหน้ากลับไปยังคันเบ็ดและรอกตกปลาของตนยามที่มองเห็นสตรีเปลือยกายรูปร่างงดงามดั่งภูตพรายสองคน ผู้ซึ่งกำลังย่างกรายกันอยู่บนสะพานเทียบท่านั้นก็เป็นเหมือนการดูหมิ่นที่ไม่อาจให้อภัยได้อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะจ้องพวกนางโดยไม่ละสายตาแท้ ๆ

“หากข้าฝันถึงอะไรสักอย่าง” นางดึงเรื่องกลับเข้าประเด็นขณะใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวไปด้วย “จะมีอะไรมารับประกันได้บ้างว่าเหตุการณ์ที่ข้าฝันถึงนั้นเป็นเหตุการณ์ฉบับจริง ข้าเคยอ่านตำนานฉบับวรรณกรรมมาทุกรูปแบบแล้ว ตั้งแต่บทกวีครึ่งศตวรรษ ของแดนดิไลออน ไปจนถึงท่านหญิงแห่งทะเลสาบของอันเดรย์ ราวิกซ์ นอกจากนี้ ข้ายังรู้จักท่านฌาร์ผู้ทรงเกียรติดี ซ้ำยังรู้จักฉบับที่ได้รับการปรุงแต่งโดยนักวิชาการมาหมดแล้วด้วย ไม่ต้องพูดถึงฉบับที่โด่งดังไปทั่วเลย และการอ่านชิ้นงานทั้งหมดนั่นก็ทำให้ข้าได้รับอิทธิพลบางอย่างมา ทำให้ข้าไม่อาจลบพวกมันไปจากความฝันได้ ลองแบบนี้แล้ว ข้ายังจะมีโอกาสลบภาพจำเหล่านี้ไปและฝันถึงความเป็นจริงได้อีกไหม”

“มีสิ”

“มีมากแค่ไหน”

“พอ ๆ กับที่ราชานักตกปลามีนั่นแหละ” นิมเวพยักเพยิกไปยังเรือบนผืนทะเลสาบ “อย่างที่เจ้าเห็น เขายังคงตวัดเบ็ดตกปลาออกไปอย่างไม่ลดละ แม้เขาจะตกได้แต่สาหร่ายทะเล รากไม้ ตอไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำ ท่อนซุง รองเท้าบู๊ตเก่า ๆ ศพจมน้ำตาย และของอื่น ๆ ที่คงจะมีแต่ปีศาจเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ในบางครั้งบางคราว เขาก็จะตกของมีค่าขึ้นมาได้บ้าง”

“แสดงว่าข้าคงต้องภาวนาให้การไล่ล่าของเราเป็นไปได้ด้วยดีสินะ” คอนด์วิรามูรส์ถอนหายใจขณะแต่งตัว “งั้นเรามาเริ่มติดเหยื่อและตกปลากันดีกว่า มาลองตามหาตำนานที่แท้จริงกัน มาลองเลาะตะเข็บเครื่องนวมและผ้าหนัง ลองเคาะก้นหีบดูว่ามันเป็นก้นหีบจริง ๆ หรือไม่ แต่ถ้าหากก้นหีบนั่นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกเล่า ขออนุญาตนะเจ้าคะ ท่านนิมเว แต่พวกเราไม่ใช่พวกแรกที่เข้ามาตกปลาในบ่อแห่งนี้เสียหน่อย จะมีโอกาสสักเท่าไรกันเชียวที่เหล่านักวิชาการจำนวนมากที่มาตกปลายังที่แห่งนี้ก่อนเราจะเผลอมองข้ามรายละเอียดหรือองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป คิดหรือว่าพวกนั้นจะยังเหลือปลาให้พวกเราจับอยู่”

“เหลือสิ” นิมเวกล่าวอย่างมั่นใจขณะสางเส้นผมอันชุ่มโชกของตน “เพราะพอมีบางสิ่งที่พวกนั้นไม่รู้ พวกเขาก็จะแต่งเรื่องมาปกปิดมันเอาไว้ ไม่ก็ใช้ภาษาสวิงสวายหรือเลือกจะหลีกเลี่ยงมันไปเลย”

“ตัวอย่างเช่น”

“ตัวอย่างแรกที่ข้านึกได้ก็คือเหตุการณ์ตอนที่พวกวิทเชอร์ไปค้างแรมกันที่ตูซองต์ ตำนานทุก ๆ ฉบับมักจะข้ามเหตุการณ์ช่วงนั้นไปโดยให้คำอธิบายไว้เพียงสั้น ๆ ว่า ‘พอถึงฤดูหนาว เหล่าตัวเอกจึงได้ไปพักค้างแรมกันที่ตูซองต์’ แม้กระทั่งแดนดิไลออนที่เขียนถึงการผจญภัยของตนในดินแดนแห่งนั้นไว้ตั้งสองบท ยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องของวิทเชอร์เลย ซึ่งนับว่าน่าประหลาดใจมากทีเดียว ฉะนั้นแล้ว เจ้าไม่คิดหรือว่าเราควรจะสืบดูเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงระหว่างฤดูหนาวนั้น เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่พวกนั้นเผ่นหนีออกมาจากเบลฮาเวน หรือหลังจากที่ได้พบเจอกับเอลฟ์นามอวาล์ลาคในวงกตใต้ดินทีร์ นา บี อาเรนน์ เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากการปะทะคารมกับพวกนางไม้ในเคด มีร์ควิด และตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมกราคม วิทเชอร์ผู้นั้นทำอะไรในตูซองต์บ้าง”

“เขาจะทำอะไรได้ ก็พักแรมอยู่น่ะสิ!” จอมเวทฝึกหัดพ่นลมพรืด “ด้วยความที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้ก่อนที่น้ำแข็งจะละลาย เขาจึงต้องพักค้างแรมอยู่ที่นั่นอย่างเบื่อหน่าย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ในเวลาต่อมา เหล่านักประพันธ์จึงมักบรรยายช่วงเวลาที่น่าเบื่อนั้นไว้แค่เพียงสั้น ๆ ว่า ‘และแล้ว ฤดูหนาวก็ผ่านพ้นไป’ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ไว้ข้าจะลองฝันดูก็ได้ ท่านพอจะมีรูปภาพหรือภาพวาดอะไรบ้างไหม”

นิมเวแย้มยิ้ม

“ข้ามีกระทั่งภาพวาดบนภาพวาดอีกที”

 

ภาพวาดบนผนังถ้ำเป็นภาพฉากการไล่ล่า กล่าวคือ วัวกระทิงสีม่วงขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกำลังถูกมนุษย์รูปร่างผ่ายผอมกลุ่มหนึ่งกระโจนไล่ล่าตามมาอย่างบ้าคลั่ง ในมือของพวกเขาถือธนูและหอกที่ถูกวาดขึ้นอย่างลวก ๆ เอาไว้ ในขณะที่บนตัววัวกระทิงนั้นกลับมีลายเสือพาดผ่าน ซ้ำยังมีบางสิ่งที่ดูคล้ายกับแมลงปอบินร่อนอยู่เหนือเขารูปร่างคล้ายพิณด้วย

“นี่สินะ” เรจิสผงกศีรษะ “คือภาพวาดบนผนังถ้ำที่ว่านั่น ภาพที่เอลฟ์นามอวาล์ลาคเป็นผู้วาดขึ้น เอลฟ์ตนนั้นมีความรู้มากทีเดียว”

“ใช่” เกรอลท์ยืนยันเสียงแหบแห้ง “นี่แหละคือภาพที่ข้าพูดถึง”

“ปัญหาก็คือเราสำรวจถ้ำเหล่านี้จนครบทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่กลับไม่พบร่องรอยของเอลฟ์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เจ้าพูดถึงเลย”

“พวกนั้นต้องเคยอยู่ที่นี่แน่ แต่คงกำลังซ่อนตัวอยู่ ไม่ก็หลบหนีไปแล้ว”

“เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่อย่าลืมสิว่าที่เจ้าได้เข้ามายังที่แห่งนี้ เป็นเพราะการแทรกแซงของฟลามินิกา และนางก็บอกกล่าวมาอย่างชัดเจนแล้วว่าแค่ให้เจ้าเข้ามาคนเดียวเท่านั้น ทว่าในตอนนี้ ในเมื่อฟลามินิกาปฏิเสธไม่ยอมร่วมมือกับเราอย่างเด็ดขาด ข้าก็ไม่รู้แล้วว่าเจ้ายังจะทำอะไรได้อีก เราเดินสำรวจถ้ำพวกนี้มาทั้งวันแล้วนะ ช่วยไม่ได้ที่ข้าจะรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่ไร้จุดหมายสิ้นดี”

“ข้าก็เหมือนกัน” วิทเชอร์เอ่ยอย่างขมขื่น “ข้าเองก็อดรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้ ข้าไม่เคยทำความเข้าใจพวกเอลฟ์ได้เลย แต่อย่างน้อย ๆ ข้าก็รู้ดีว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ชอบพวกนั้นกัน เพราะการจะคิดว่าพวกเอลฟ์ไม่ได้กำลังล้อเลียนเราอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร จะพูดหรือจะคิด พวกเขาก็มักจะแอบล้อเลียน ดูถูก และเยาะหยันเราอยู่เสมอ”

“เจ้ากำลังเอาลักษณะแบบมนุษย์ไปใช้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่นะ”

“ก็อาจใช่ แต่ข้าก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ดี”

“แล้วเราจะทำยังไงกันดี”

“กลับไปหาคาเฮียร์ที่เคด มีร์ควิดกัน พวกดรูอิดหญิงคงทำแผลตรงหนังศีรษะให้เขาแล้ว เสร็จเมื่อไร เราจะขึ้นม้าของพวกเรา และใช้คำเชิญขององค์หญิงสแอนนา เฮนเรียตตาให้เกิดประโยชน์สักหน่อย อย่าตีหน้าบูดไปหน่อยเลยน่า เจ้าแวมไพร์ มิลวากระดูกซี่โครงหักอยู่นะ ส่วนคาเฮียร์ก็มีแผลเปิดแถว ๆ ลูกอัณฑะ เพราะงั้นการได้พักในตูซองต์สักหน่อยย่อมส่งผลดีต่อตัวพวกนั้นเอง แถมพวกเรายังต้องไปช่วยสะสางปัญหาให้กับเจ้าแดนดิไลออนด้วย เพราะดูเหมือนรอบนี้เขาจะเจอกับปัญหาใหญ่เข้าแล้วจริง ๆ”

“ก็ได้” เรจิสถอนหายใจ “เป็นไงเป็นกัน ข้าคงต้องอยู่ให้ห่างจากกระจกเงาและสุนัขเข้าให้ ซ้ำยังต้องคอยระวังพวกจอมเวทกับพวกนักโทรจิตอีก… และถ้าเกิดข้าถูกพวกนั้นเปิดโปงตัวจริงเข้า ข้าจะหวังพึ่งเจ้าก็แล้วกัน”

“ได้สิ” เกรอลท์ตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้าในยามจำเป็นแน่นอน สหายข้า”

แวมไพร์แย้มยิ้ม และเพราะอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เขาจึงเผยเขี้ยวแหลมให้เห็นทั้งแผง

“สหายรึ”

“ข้าก็แค่เอาลักษณะเยี่ยงมนุษย์มาใช้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น ไปกันเถอะ รีบออกไปจากถ้ำนี่กันดีกว่า สหายเอ๋ย เพราะสิ่งที่เราจะได้จากที่นี่น่าจะมีแค่โรคไขข้อเท่านั้น”

“ข้าเห็นด้วย เว้นแต่ว่า… เกรอลท์ ถ้าอ้างอิงจากที่เจ้าเห็น รู้สึกว่าทีร์ นา บี อาเรนน์ หรือสุสานใต้ดินของพวกเอลฟ์จะอยู่เบื้องหลังภาพวาดบนกำแพงถ้ำนี่ใช่ไหม เราน่าจะผ่านไปได้นะถ้าเรา… แบบว่า ทุบมันทิ้งน่ะ เจ้าเคยลองคิดแบบนี้บ้างไหม”

“ไม่เคยเลย”

 

ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างราชานักตกปลาอีกครั้ง เพราะมื้อเย็นวันนี้มีปลาชาร์รมควันเป็นอาหาร และมันก็อร่อยเสียจนคอนด์วิรามูรส์ลืมบทเรียนที่เคยได้รับไป ครั้งนี้นางก็กินจนอิ่มจุกอีกครั้ง

 

คอนด์วิรามูรส์เรอออกมาเป็นกลิ่นปลาชาร์รมควัน ได้เวลาเข้านอนแล้วสินะ นางคิด หลังจากที่ตระหนักได้ว่านี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นางพลิกหน้าหนังสือผ่านไปโดยที่เนื้อหาภายในนั้นไม่ได้แล่นเข้ามาในสมองของนางเลย ถึงเวลานอนแล้วจริง ๆ

นางอ้าปากหาวและวางหนังสือลง จากนั้นจึงตรงไปจัดวางหมอนที่อยู่ในตำแหน่งสำหรับอ่านหนังสือให้มาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะแก่การนอนแทน เมื่อเสร็จแล้ว นางจึงร่ายมนต์ดับไฟในตะเกียง ส่งผลให้ทั้งห้องพักถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดที่ทั้งทึบแสงและเข้มข้นราวกากน้ำตาล ผืนผ้าม่านเนื้อหนาหนักถูกชักปิดไว้อย่างแน่นหนา– ด้วยจอมเวทฝึกหัดย่อมเคยได้เรียนรู้จากประสบการณ์มาก่อนแล้วว่านางจะฝันได้ดีกว่าหากอยู่ในที่มืด ข้าจะเลือกอะไรดีนะ นางคิดขณะบิดร่างและกระดิกตัวไปมาอยู่บนผ้าปูเตียง จะปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลอง หรือจะลองทอดสมอยื้อยุดมันไว้ดี

แต่ถึงแม้จะมีผู้คนเชื่อมั่นในตัวพวกนางมากมายเพียงใด นักอ่านฝันส่วนใหญ่กลับจำความฝันในเชิงทำนายของตนได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เนื่องจากความฝันส่วนใหญ่ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเหล่านักอ่านฝันนั้นมักจะหลงเหลืออยู่ในรูปแบบของภาพฝันอันยุ่งเหยิง เป็นรูปภาพที่จะเปลี่ยนสีและรูปร่างไปเรื่อย ๆ ดั่งกล้องกล้องคาเลโดสโคปหรือของเล่นเด็กที่ประกอบขึ้นจากเศษแก้วและกระจกหลากหลายชิ้น หากภาพฝันที่ว่าเป็นเพียงภาพอันไร้แบบแผนหรือไม่มีความหมายใด ๆ นักอ่านฝันก็อาจจะเลือกมองข้ามมันไปได้ง่าย ๆ โดยการบอกออกไปว่า ข้าจำไม่ได้ เพราะงั้นมันก็ไม่น่าใช่เรื่องที่ควรค่าแก่การจดจำหรอก ความฝันประเภทนี้มักจะถูกเรียกขานโดยเหล่านักอ่านฝันว่า ‘ฝันขยะ’

ทว่าความฝันที่ย่ำแย่และน่าอับอายยิ่งกว่านั้นก็คือฝันที่เรียกว่า ‘ฝันปีศาจ’ – หรือก็คือความฝันที่เหล่านักอ่านฝันจะจดจำได้แค่เศษเสี้ยวบางส่วน ซ้ำยังตีความหมายได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เป็นความฝันที่ในยามรุ่งเช้าของวันถัดมา นักอ่านฝันจะรู้สึกได้เพียงลาง ๆ ว่าตนได้รับสัญญาณมาแล้วเท่านั้น ยิ่งถ้าหาก ‘ฝันปีศาจ’ นี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ติดต่อกันบ่อย ๆ ก็ฟันธงได้เลยว่าฝันดังกล่าวจะต้องมีความสำคัญในด้านการพยากรณ์เป็นอย่างมาก เมื่อได้รู้ดังนี้ เหล่านักอ่านฝันจึงมักจะใช้วิธีตั้งสมาธิหรือสะกดจิตตน บีบบังคับให้ตนเองฝันถึง ‘ฝันปีศาจ’ อีกครั้ง และวิธีการที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการหลับตาฝันต่อทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น– ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกเรียกว่าการ ‘เกี่ยวรั้ง’ แต่ถ้าหากฝันที่ว่าไม่อาจถูก ‘เกี่ยว’ เอาไว้ได้ หนทางที่เหลืออยู่ก็มีเพียงแค่การพยายามทำให้ภาพฝันปีศาจนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งในระหว่างการนอนหลับครั้งถัดไป อาจจะด้วยการตั้งจิตให้มั่นและทำสมาธิก่อนเข้านอน โดยเราจะเรียกวิธีการกำหนดฝันเช่นนี้ว่าการ ‘ทอดสมอ’

หลังจากที่ได้พักอาศัยอยู่บนเกาะเป็นเวลาสิบสองคืนเต็ม คอนวิรามูรส์ก็มีชุดความฝันเก็บไว้ด้วยกันถึงสามชุด ซ้ำยังมีชุดรายชื่อความสำเร็จไว้ให้อวดอ้างอีกด้วยกันหนึ่งชุด – หรือก็คือรายชื่อ ‘ฝันปีศาจ’ ที่นักอ่านฝันสามารถ ‘เกี่ยวรั้ง’ หรือ ‘ทอดสมอ’ ยื้อยุดเอาไว้ได้ และชุดความฝันที่ว่านี้ก็ควบรวมไปถึงความฝันเรื่องเหตุกบฏบนหมู่เกาะธาเน็ดด์ รวมถึงเรื่องที่วิทเชอร์และคณะต้องเดินทางฝ่าพายุหิมะบนช่องเขามาเลอห์ร ฝ่าฝนห่าใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิที่ทำให้พื้นถนนในหุบเขาซัดดุธชุ่มโชกไปหมด ทว่านอกจากความสำเร็จเหล่านี้แล้ว จอมเวทฝึกหัดก็ยังมีรายชื่อความผิดพลาด – ที่นางไม่เคยกล้ายอมรับกับนิมเว – เก็บเอาไว้เช่นกัน เป็นความฝันที่แม้นางจะพยายามมากเพียงใด มันก็ยังคงเป็นปริศนายากจะเข้าใจ ซ้ำนางยังมีชุดรายชื่องานที่ยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการด้วย – หรือก็คือชุดความฝันที่กำลังรอต่อคิวอยู่นั่นเอง

ทว่าก็มีความฝันหนึ่ง เป็นความฝันที่แปลกประหลาดทว่ากลับชวนสุขสมนัก เป็นความฝันที่มักจะหวนคืนมาเป็นช่วงสั้น ๆ หรือเพียงแค่วาบผ่านมา บ้างก็เป็นเสียงที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ ไม่ก็เป็นเพียงสัมผัสที่นุ่มลื่นดั่งเส้นไหม

นับว่าเป็นความฝันที่อ่อนโยนดีเสียนี่กระไร

เอาละ คอนด์วิรามูรส์คิดขณะหลับตาลง ข้าพร้อมแล้ว

 

“ข้าว่าข้ารู้แล้วละว่าวิทเชอร์นั่นทำอะไรบ้างในระหว่างที่พักค้างแรมอยู่ในตูซองต์”

“แหม ๆ” นิมเวเบนสายตาขึ้นมาจากบริเวณกรอบแว่นและคัมภีร์หุ้มหนังที่นางกำลังพลิกอ่านอยู่ “ในที่สุดเจ้าก็ฝันถึงมันได้แล้วหรือ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้!” คอนด์วิรามูรส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงโอหัง “ข้าฝันถึงมันได้แล้ว! ฝันถึงวิทเชอร์เกรอลท์กับผู้หญิงผมสั้นสีดำนัยน์ตาเขียว ข้าไม่รู้ว่านางคือใคร ใช่ดัชเชสที่แดนดิไลออนเขียนถึงในบันทึกของเขารึเปล่านะ”

“เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจอ่านบันทึกที่ว่านัก” จอมเวทหญิงเพลาความกระตือรือร้นของจอมเวทฝึกหัดลงบ้าง “แดนดิไลออนได้บรรยายดัชเชสอนาเรียตตาเอาไว้อย่างแม่นยำ เช่นเดียวกับข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ ที่ยืนยันว่านางมี ‘เส้นผมโทนสีเกาลัดที่เปล่งประกายดั่งทองคำ’”

“แสดงว่าไม่ใช่นางสินะ” จอมเวทฝึกหัดเห็นพ้อง ‘เพราะผู้หญิงที่ข้าฝันถึงมีเส้นผมสีดำดั่งถ่านหิน ส่วนตัวความฝันเองก็… อืมมม… น่าสนใจใช่ย่อย”

“ข้ารอฟังอยู่”

“ชายหญิงทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ แต่นั่นกลับไม่ใช่การพูดคุยธรรมดา ๆ”

“มันพิเศษอย่างไรหรือ”

“เพราะนางมักพาดขาไว้บนไหล่แทบจะตลอดเวลาเลยน่ะสิ”

 

“ช่วยบอกข้าทีสิ เกรอลท์ เจ้าเชื่อในรักแรกพบหรือเปล่า”

“เจ้าเชื่อหรือเปล่าล่ะ”

“เชื่อสิ”

“ทีนี้ข้าก็รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ดลบันดาลให้เราได้มาพบกัน คู่ตรงข้ามกันมักจะมีเสน่ห์ดึงดูดกันและกันนี่นะ”

“อย่าเอ่ยคำถากถางแบบนั้นสิ”

“ทำไมเล่า การถากถางเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงสติปัญญาเลยนะ”

“ไม่จริงเสียหน่อย แม้การพูดถากถางจะมีกลิ่นไอของความฉลาดอยู่บ้างก็จริง แต่มันกลับเป็นคำพูดที่ทั้งน่ารังเกียจและไร้ซึ่งความสัตย์ซื่อ และข้าก็ไม่ชอบความไม่ซื่อสัตย์ไม่ว่าจะประเภทไหน ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว… บอกข้ามาทีสิ วิทเชอร์ อะไรคือสิ่งที่เจ้าชอบที่สุดในตัวข้า”

“สิ่งนี้ไง”

“ต่อจากการถากถางก็เป็นการถามคำตอบคำจนน่าเบื่อรึ ไหนลองอีกครั้งซิ”

“สิ่งที่ข้าชอบที่สุดในตัวเจ้าก็คือจิตใจ ความเฉลียวฉลาด และความคิดอันลึกซึ้งของเจ้า ทั้งยังมีความเด็ดเดี่ยว ความเป็นอิสระเสรี และ—”

“ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดเจ้าถึงเสียดสีเก่งขนาดนี้…”

“นี่ไม่ใช่การเสียดสี แต่เป็นมุกตลกต่างหาก”

“ข้าไม่ชอบมุกตลกแบบนี้เลย โดยเฉพาะมุกที่เล่นผิดที่ผิดเวลา ยอดรักเอ๋ย ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเวลาเป็นของตนเอง เป็นเวลาที่ถูกกำหนดเอาไว้ภายใต้ดวงตะวันดวงนี้ มีทั้งเวลาที่ควรพูด เวลาที่ควรปิดปากเงียบ เวลาที่ควรร้องไห้ เวลาที่ควรหัวเราะ เวลาสำหรับการหว่านเมล็ด และเวลาสำหรับการรวบรวม หรือก็คือการเก็บเกี่ยวนั่นแหละ ไหนจะมีเวลาที่ควรเล่นมุกและเวลาที่ควรจริงจังอีก…”

“รวมถึงเวลาที่ควรจะเล้าโลมด้วยความรักใคร่ และเวลาที่ควรจะหลีกเลี่ยงมันด้วยใช่ไหม”

“โธ่ อย่าจริงจังกับมันนักสิ! ยอมรับมาดีกว่าว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เจ้าควรจะชื่นชมข้า การพลอดรักโดยไร้ซึ่งคำชมน่ะก็เป็นเหมือนการพูดถึงหลักสรีรวิทยา และมันก็เป็นหลักการที่ตื้นเขินนัก ไหนลองชมข้าสักหน่อยซิ”

“ตั้งแต่ยารูกาจรดบุยนา ไม่มีใครที่มีบั้นท้ายสวยเท่ากับเจ้าเลย”

“ให้ตายสิ ตอนนี้เจ้าเลยเปลี่ยนมาเปรียบเทียบข้ากับพวกคนเถื่อนแถบแม่น้ำเล็ก ๆ ทางตอนเหนือแทน แต่ช่างเรื่องคำเปรียบเปรยพวกนั้นเถอะ ทำไมเจ้าไม่บอกว่าตั้งแต่อัลบาจรดเวลดา หรือตั้งแต่อัลบาจรดซองส์เรอทัวร์แทนเล่า”

“ข้าไม่เคยเห็นแม่น้ำอัลบามาก่อน แล้วพอไม่มีประสบการณ์ของจริงมาช่วยหนุนหลัง ข้าเลยพยายามหลีกเลี่ยงไม่เอามันมาตัดสินใคร”

“อู้วว! จริงหรือ! แสดงว่าเจ้าก็คงเคยเห็นและสัมผัสบั้นท้ายมามากพอดูเลยสินะ ถึงได้เอามาตัดสินข้าตอนที่เราพูดคุยกันได้ ว่าไงเล่า เจ้าผมขาว ก่อนที่จะได้เจอข้า เจ้าเคยร่วมรักกับผู้หญิงมากี่คนกัน หา ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ วิทเชอร์! ไม่ ไม่ ปล่อยนะ เอามือออกไป เจ้าดิ้นไม่หลุดแน่รอบนี้ บอกมาเสียว่าก่อนที่จะได้เจอข้า เจ้าเคยร่วมรักกับผู้หญิงมากี่คนกัน”

“ไม่เคยเลย เจ้าเป็นคนแรกของข้า”

[1] กองพันทหารองครักษ์แห่งจักรวรรดิ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า