fbpx

[ทดลองอ่าน] นักสืบสื่อวิญญาณ / ซาโกะ ไอซาวะ

ซาโกะ ไอซาวะ เขียน

ธนพล ศักดิ์สมุทรานันท์ เเปล

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

————————————————————

 

อารัมภบท

 

ความตายอันมิอาจหลบเลี่ยงกำลังมาเยือน

“อยากให้อาจารย์ช่วยตามหาคนร้ายที่ฆ่าลูกสาวของดิฉันค่ะ”

สุภาพสตรีเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยคำนั้น เมื่อเห็นดวงตาของเธอ ชิโร่ โคเก็ทสึ สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ซึ่งคล้ายจะเป็นชะตาลิขิต ลางสังหรณ์ที่บ่งบอกว่าความตายอันไม่อาจต่อต้านกำลังคืบเคลื่อนมาพร้อมเสียงฝีเท้า ไล่ประชิดไปยังที่แห่งนั้นโดยไม่รอช้า

ดวงตาของสุภาพสตรีฉายแววเศร้าหมองและโกรธแค้นซึ่งไม่รู้จะระบายสู่ที่ใด

นี่คือฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบูธที่นั่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในร้านกาแฟอันคุ้นเคย บนโต๊ะมีเอกสารเกี่ยวกับคดีต่อเนื่องคดีหนึ่งที่เธอรวบรวมมาด้วยตัวเองอย่างสุดความสามารถ

เอกสารเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมอำพรางศพต่อเนื่องที่สร้างความโกลาหลไปทั่วภูมิภาคคันโต[1]ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา

จากข้อมูลที่ปรากฏชัดในตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ฆาตกรสังหารหญิงสาวไปแล้วอย่างน้อยแปดราย เขาไม่เคยทิ้งหลักฐานไว้แม้แต่เศษเสี้ยว การสืบสวนของตำรวจเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้พยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องและแข็งขัน แต่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการสืบสวนทุกคนต่างเผยสีหน้าสิ้นหวัง โอดครวญว่าฆาตกรเคลื่อนไหวราววิญญาณดับสูญหรือกระทั่งยมทูต ใช่ มันคือวิญญาณร้ายที่นำความตายมาเยือน ปราศจากรูปร่าง เจ้าเล่ห์เพทุบาย  ลอบประชิดเหยื่อโดยไม่ทิ้งร่องรอย ปลิดโปรยความตายไปทั่ว เป็นสิ่งมีชีวิตไร้เทียมทาน ไม่มีผู้ใดต่อกร

จะมีใครจับกุมคนร้ายเช่นนั้นได้บ้าง

“ผม…” โคเก็ทสึพยายามเฟ้นหาถ้อยคำแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่ใช่ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือนักสืบครับ เป็นแค่นักเขียนธรรมดาเท่านั้น”

            ทว่าสุภาพสตรีจ้องโคเก็ทสึด้วยแววตาท้าทายแล้วตอบกลับ

“อาจารย์มีคนติดตามเป็นผู้มีญาณวิเศษใช่ไหม”

โคเก็ทสึสะดุ้งเมื่อได้ยินคำนั้น

“ดิฉันได้ยินว่าตลอดช่วงที่ผ่านมา อาจารย์ร่วมมือกับผู้ติดตาม ช่วยกันไขคดีต่าง ๆ ได้สำเร็จจำนวนหนึ่ง รวมทั้งคดีฆาตกรรมต่อเนื่องฆ่ารัดคอนักเรียนหญิงมัธยมปลายที่เคยเป็นข่าวครึกโครมก่อนหน้านี้ไม่นาน ว่ากันว่าอาจารย์โคเก็ทสึไขคดีได้ด้วยคำชี้แนะของผู้ติดตามคนนั้น“

คดีดังกล่าวเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนด้วยเหตุผลหลายประการ นี่คงเป็นผลจากเรื่องนั้น พักหลังข่าวลือว่าโคเก็ทสึร่วมมือกับผู้มีญาณวิเศษคอยไขคดีต่าง ๆ ดูจะแพร่กระจายไปตามอินเทอร์เน็ตและนิตยสารรายสัปดาห์หลายฉบับ

และข่าวลือนั้นคือความจริง

ที่ผ่านมา ชิโร่ โคเก็ทสึ ร่วมมือกับสาวน้อยสื่อวิญญาณ ฮิซุย โจทสึกะ ช่วยกันไขคดีต่าง ๆ สำเร็จมากมาย

ใช่ ไขคดีโดยใช้พลังสื่อวิญญาณ—

บทความส่วนมากเขียนถึงผู้สื่อวิญญาณซึ่งไม่มีใครรู้ตัวตนแท้จริงด้วยถ้อยคำเชิงวิพากษ์ เรื่องธรรมดาแสนสามัญ ผู้มีญาณวิเศษใช้พลังเหนือธรรมชาติไขคดีไปเรื่อย ๆ ฟังดูไม่ต่างจากเรื่องเพ้อฟัน สุภาพสตรีตรงหน้าเขาต้องการพึ่งพิงเรื่องเพ้อฝันเช่นนั้นหรือ

แต่ถือเป็นโชคดีสำหรับเธอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแม้แต่น้อย

มันคือความจริง

“ผมขอเวลาคิดสักหน่อยได้ไหมครับ เธอคนนั้นมีทั้งเรื่องที่ทำได้และทำไม่ได้น่ะครับ”

พลังของฮิซุย โจทสึกะ ไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ฮิซุยเองก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านั้นยังคงซุ่มซ่อน จำต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความ และเสาะหากลวิธีต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อการสืบสวน

            เช่น ฮิซุยสามารถเรียกวิญญาณผู้ล่วงลับกลับมาได้ แต่หากเป็นวิญญาณของคนที่ตายก่อนวัยอันควรอย่างการถูกสังหารหรือประสบอุบัติเหตุ ตราบใดที่ไม่รู้สถานที่เสียชีวิตอย่างชัดเจน เธอจะเรียกพวกเขาออกมาไม่ได้ ฮิซุยเพิ่งตระหนักถึงกฎข้อนี้ได้ไม่นาน ก่อนหน้านั้นเธอเองยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างวิญญาณที่เรียกได้กับวิญญาณที่เรียกไม่ได้

นอกจากนี้ ต่อให้ระบุตัวคนร้ายได้ด้วยญาณวิเศษ แต่แน่นอนว่า คำกล่าวอ้างนั้นย่อมไม่หนักแน่นพอจะเป็นหลักฐานหรือคำให้การ ในคดีที่ผ่านมา บ่อยครั้งพวกเขารู้ตัวคนร้ายแต่หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ ก่อให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ หน้าที่รับผิดชอบของชิโร่ โคเก็ทสึ ตลอดมาคือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากญาณวิเศษ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางนำไปสู่การให้เหตุผลเชิงตรรกะที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่การสืบสวนเชิงวิทยาศาสตร์ได้

โคเก็ทสึเดินอยู่ใต้ผืนฟ้าหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ หลังแจ้งสุภาพสตรีว่าขอคิดทบทวนก่อนให้คำตอบและบอกให้เธอกลับไปก่อน

เขาต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะตอบรับคำไหว้วานดีหรือไม่ สิ่งเดียวที่บอกได้ตอนนี้คือ หากเขาเลือกทางนั้น ความตายอาจมาเยือนฮิซุย โจทสึกะ ในที่สุด

โคเก็ทสึระบายลมหายใจเป็นไอขาว พลางนึกย้อนถึงถ้อยคำที่ฮิซุย โจทสึกะ เคยบอก

ตอนนั้นเป็นช่วงกลางฤดูร้อน

ท่ามกลางเสียงอึกทึกในสวนสนุก เธอร่าเริงกระดี๊กระด๊าไม่ต่างจากเด็กน้อย แต่แล้วรอยยิ้มก็เลือนหายฉับพลัน เธอเอ่ยคำนั้นขึ้น ถ้อยคำที่เขาจดจำได้แจ่มชัด

“อาจารย์คะ— บางทีฉันคงไม่อาจเผชิญกับความตายแบบคนปกติได้”

หมายความว่าอย่างไร โคเก็ทสึถามเธอ

“สังหรณ์บางอย่างบอกฉันค่ะ อาจเป็นเพราะสายเลือดต้องคำสาปนี้ก็ได้ ฉันรู้สึกว่าความตายอันมิอาจหลบเลี่ยงกำลังคืบเคลื่อนเข้ามาใกล้ตัวขึ้นทุกที”

สาวน้อยสื่อวิญญาณขยับดวงตาสีหยกหลุบต่ำก่อนบอกเช่นนั้น

            โคเก็ทสึเห็นไหล่บอบบางของเธอสั่นไหว คล้ายพยายามสะกดกลั้นความกลัว

แค่คิดไปเองเท่านั้น เขาเอ่ยขึ้น ทว่าฮิซุยส่ายหน้า

“ลางสังหรณ์ของฉันไม่เคยผิดเพี้ยนค่ะ”

หางคิ้วของเธอลู่ตก สีหน้ากังวล จากนั้นคล้ายตระหนักได้ว่าการยอมรับโชคชะตาคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สาวน้อยสื่อวิญญาณจึงยิ้มออกมา

ความตายที่ฮิซุยสัมผัสได้คงหมายถึงเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ความตายที่มาเยือนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องผู้โหดเหี้ยม

แม้เป็นเรื่องที่ไม่อาจหนีและยากจะหักล้าง แต่ก็ควรหลบเลี่ยงให้ถึงที่สุด เมื่อโคเก็ทสึเห็นท่าทางระทมทุกข์ของเธอที่พยายามเก็บกลั้นความวิตกและหวาดกลัวเพื่อฝืนยิ้ม แรงกระเพื่อมของความรู้สึกบางอย่างก็ปะทุขึ้นในตัวอย่างมิอาจต้านทาน โคเก็ทสึเองต้องการหลีกเลี่ยงอันตรายและสานสัมพันธ์กับเธอต่อไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ ทว่าลางสังหรณ์ที่ไม่เคยผิดเพี้ยนของฮิซุยก็อาจเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ

เขาเดินอยู่ในสวนสาธารณะไร้ผู้คนพลางเรียบเรียงความคิด ตรึกตรองให้รอบด้านว่ามีทางเลือกอื่นที่ไม่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้นหรือไม่

ฮิซุย โจทสึกะ จะใช้พลังของเธอเข้าถึงตัวฆาตกรอำมหิตได้หรือเปล่า

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนั้น

แม้ว่าเธอจะครอบครองพลังเหนือธรรมชาติยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ก็มีทั้งสิ่งที่เหมาะและไม่เหมาะต่อการสืบคดี เช่น คดีฆาตกรรมอำพรางศพต่อเนื่องที่ว่า จนปัจจุบันยังไม่มีใครสืบทราบสถานที่ฆาตกรรมเหยื่อ กรณีเช่นนี้ ฮิซุยจะเรียกวิญญาณมาสถิตร่างไม่ได้ ซึ่งยากจะรับข้อมูลจากปากคำของเหยื่อโดยตรง หากแม้ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เธอจะระบุสถานที่ฆาตกรรมซึ่งแม้แต่ตำรวจยังไม่กระจ่างชัด ก็คงจินตนาการไม่ยากว่าเป็นเรื่องยากลำบาก ตราบใดที่สถานที่ฆาตกรรมยังเป็นความลับ คดีนี้คงเป็นปัญหาสำหรับฮิซุยต่อไป

เมื่อไม่อาจระบุตัวคนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องให้ฮิซุยข้องแวะกับคดีนี้ แค่แสร้งว่าไม่สนใจ สานต่อความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองต่อไปแบบเดิมด้วยความผ่อนคลายไร้กังวลก็พอ อาจพูดได้เต็มปากว่าที่ผ่านมา พลังเหนือธรรมชาติของฮิซุย โจทสึกะ คือสิ่งเดียวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อฆาตกรผู้ช่ำชองในการทำลายหลักฐานคนนั้น

สุดท้ายแล้วพลังของฮิซุยจะช่วยระบุตัวคนร้ายได้หรือไม่ หากอยากรู้แน่ชัดก็ต้องตรวจสอบลักษณะพิเศษของพลังและคุณสมบัติเชิงจิตวิญญาณของเธอให้ถี่ถ้วน การใช้ความสามารถของเธอทีละอย่างอาจไม่ได้ผล แต่หากนำหลาย ๆ อย่างมาผสานกันก็อาจระบุตัวคนร้ายได้ด้วยวิธีการที่คาดไม่ถึง

โคเก็ทสึพยายามจัดระเบียบความคิดของตัวเองด้วยการหวนนึกถึงคดีแรกที่ทำให้เขาได้พบกับฮิซุย—

 

ตอนที่หนึ่ง

คดีฆาตกรรมหญิงสาวร่ำไห้

           

เมื่อชีวิตมนุษย์สิ้นสุดลง วิญญาณจะเป็นอย่างไรต่อไป

ความคิดนั้นแวบเข้ามาฉับพลัน อาจเป็นเพราะเขาแวะสักการะหลุมศพก่อนมาที่นี่ หรือไม่ก็เป็นเพราะนัดหมายต่อจากนี้ชวนให้จินตนาการถึงเรื่องดังกล่าว ทันทีที่ลงจากรถไฟ โคเก็ทสึสัมผัสได้ถึงความอ้าวระอุของต้นฤดูร้อนที่ถาโถมจู่โจมทั่วร่าง เขาใช้หลังฝ่ามือปาดหน้าผาก

จุดเริ่มต้นของทุกอย่างคือสายโทรศัพท์ที่ติดต่อมาหาโคเก็ทสึเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน

“ฉันมีเรื่องแปลก ๆ อยากขอร้องรุ่นพี่สักหน่อยค่ะ”

คู่สนทนาทางโทรศัพท์คือยุยกะ คุระโมจิ รุ่นน้องในมหาวิทยาลัย อธิบายให้ชัดเจนคือ ยุยกะเข้ามหาวิทยาลัยหลังจากโคเก็ทสึจบการศึกษาไปแล้ว เขาไม่เคยคบค้าสมาคมกับเธอระหว่างที่เรียนอยู่ แต่รู้จักกันผ่านชมรมถ่ายภาพที่เขามักถูกชักชวนไปทำกิจกรรมบ้างนาน ๆ ครั้งหลังเรียนจบ สำหรับโคเก็ทสึ เธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

“เรื่องแปลก ๆ ที่อยากขอร้องงั้นเหรอ”

“ค่ะ คือว่า… อยากให้รุ่นพี่ไปพบผู้มีญาณวิเศษกับฉันหน่อยค่ะ”

“ผู้มีญาณวิเศษ… หมายถึงคนที่มีพลังลี้ลับอย่างการเห็นวิญญาณหรือไล่ผีได้น่ะเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิคะ จะเป็นอะไรได้อีก”

ยุยกะดูขบขัน เธอหัวเราะคิกคักมาจากปลายสาย

            จากนั้นยุยกะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังอย่างละเอียด

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว เธอออกไปเที่ยวกับเพื่อนในวันหยุดเพียงสองคน พวกเธอเมาได้ที่จึงนึกสนุกไปให้หมอดูทำนายโชคชะตา ตอนนั้นหมอดูพูดเรื่องแปลก ๆ กับยุยกะ

“เขาบอกว่ามีหญิงสาวกำลังมองฉันแล้วร้องไห้ค่ะ”

นั่นคือวิญญาณดีหรือร้าย หมอดูไม่อาจแยกแยะได้เช่นกัน ตอนแรก ยุยกะเพียงฟังผ่าน ๆ ด้วยท่าทีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แม้เธอจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนมีสัมผัสด้านวิญญาณรุนแรงและรู้สึกหวาดผวาเล็กน้อย แต่นิสัยของเธอไม่ใช่คนเลินเล่อถึงขนาดเชื่อเรื่องพรรค์นั้นทันทีโดยไม่ตรึกตรอง

ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน เธอเริ่มฝันแปลก ๆ

“ความจริงฉันไม่แน่ใจเท่าไรว่าเป็นความฝันหรือเปล่า ตอนกำลังหลับอยู่จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้น ประสาทสัมผัสรับรู้ทุกอย่างชัดเจน แต่ขยับร่างกายไม่ได้ น่ากลัวมากค่ะ… แล้วก็เห็นใครบางคนยืนอยู่ข้างเตียง ฉันขนลุกไปทั้งตัวเลย มองไม่ค่อยชัดเท่าไรเพราะอยู่ตรงปลายสายตา แต่พอดูออกว่าเป็นผู้หญิง เธอเหมือนกำลังสะอื้น… ร้องไห้อยู่ค่ะ”

เธอเริ่มเจอประสบการณ์นั้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

เธอกลัวจับใจ จึงเดินทางไปพบหมอดูคนเดิม แต่หมอดูคนนั้นบอกว่าแค่เพียงมองเห็นสิ่งเหล่านั้น ไม่มีพลังรับมือกับมัน จึงแนะนำอีกบุคคลหนึ่งให้

“ความจริงฉันได้ยินมา เธอถูกขนานนามว่าเป็นผู้สื่อวิญญาณมากกว่าผู้มีญาณวิเศษค่ะ ที่สำคัญคือไม่เสียค่าปรึกษาด้วย เลยคิดว่าจะลองไปเล่าปัญหาให้เธอฟังสักครั้ง… แต่ก็ยังกลัวหลาย ๆ เรื่อง เช่นถ้าถูกหลอกหรือบังคับให้ซื้อไหกับยันต์แปลก ๆ จะทำยังไง”

ยุยกะพูดกึ่งขำ แต่หากมีใครไปด้วยสักคนก็คงอุ่นใจกว่าจริง ๆ

ดังนั้นโคเก็ทสึจึงตอบรับด้วยความเต็มใจ และนำมาสู่การเดินทางในวันนี้

            สถานีจุดหมายอยู่ไม่ไกลจากบ้านของโคเก็ทสึ แต่เขาเพิ่งเคยลงรถที่นี่ครั้งแรก แม้อยู่ใจกลางเมือง แต่เป็นเขตย่านพักอาศัยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและเงียบสงบ หลายคนคงใฝ่ฝันว่าอยากลองมาอยู่แถวนี้ดูสักครั้ง โคเก็ทสึเองก็ชื่นชอบสถานที่สุขสงบ แต่ด้วยรายได้ตอนนี้ดูท่าจะเอื้อมไม่ถึง

หน้าสถานีไม่ค่อยมีวี่แววผู้คน ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นวันธรรมดา เขายืนอาบแดดต้นฤดูร้อนรอเธอ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ยุยกะเผยโฉมออกมาจากช่องตรวจตั๋ว เมื่อสังเกตเห็นเขา เธอเงยหน้าสูง อารมณ์เบิกบานในทันใด

“อ๊ะ รุ่นพี่!” เธอรีบวิ่งมาหาแล้วค้อมศีรษะ “สวัสดีค่ะ ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ”

สวยขึ้นนะเนี่ย ประโยคนั้นคือความรู้สึกแรกของเขาเมื่อได้พบเธออีกครั้งหลังห่างหายกันไปนาน ตอนโคเก็ทสึพบเธอครั้งแรกตอนเธอยังอายุเพียงสิบเก้าปี เขาจึงมองเธอเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น แต่เขาอาจต้องปรับความรู้สึกเหล่านั้นใหม่เสียแล้ว

“โอ๊ะ สวยขึ้นเยอะเลยนะ เข้าสู่วัยทำงานเต็มตัวแล้ว”

เขาชมเธอตรง ๆ เช่นนั้น ยุยกะยิ้มอย่างเขินอายแล้วตีข้อศอกของโคเก็ทสึเบา ๆ

ทั้งสองรายงานสารทุกข์สุกดิบพอหอมปากหอมคอแล้วเดินไปจากสถานี ยุยกะเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนดูแล้วบอกว่าต้องเดินประมาณสิบห้านาทีจึงจะถึงแมนชั่นซึ่งเป็นที่พักของผู้สื่อวิญญาณคนนั้น

แม้ทั้งคู่ติดต่อกันผ่านโซเชียลมีเดียบ่อยครั้ง แต่พอได้พบหน้าจริง ๆ ก็มีเรื่องราวให้สนทนากันไม่จบสิ้น ยุยกะเดินข้างเขา เธอคุยเก่ง หัวเราะเสียงดังอย่างร่าเริง

เธอบอกว่าตอนนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำแผนกติดต่อสอบถามของห้างสรรพสินค้าปีนี้เป็นปีที่สองแล้ว ลักษณะการแต่งหน้าจึงต่างจากเดิมเล็กน้อย รสนิยมการเลือกเสื้อผ้าก็เปลี่ยนเป็นแบบผู้ใหญ่มากขึ้น กระเป๋าถือดูเข้ากับเธอดี เมื่อเขาบอกเช่นนั้น เธอตอบพร้อมรอยยิ้มเขินอายว่าเก็บออมเงินเดือนเพื่อซื้อให้เป็นรางวัลแก่ตัวเอง

ยุยกะก้มดูแผนที่แล้วหยุดเดินกะทันหัน เธอดึงแขนเสื้อโคเก็ทสึซึ่งเกือบจะเดินเลยไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าคืออาคารสูงที่อาจเรียกได้ว่าแมนชั่นระฟ้าทีเดียว อาคารยอดแหลมที่ดูจะสูงเกินสี่สิบชั้นพุ่งตรงไปสู่ท้องฟ้าสีคราม บริเวณนี้คือพื้นที่ถัดจากย่านที่อยู่อาศัยหลัก มีแมนชั่นสูงลิบแห่งอื่นตั้งอยู่เช่นกัน ทว่าที่นี่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด

            “ที่นี่เหรอ”

“เอ่อ…” ยุยกะอ้ำอึ้ง คงรู้สึกผิดคาดเช่นกัน “ชื่ออาคารถูกต้องนะคะ”

เขาพายุยกะเดินผ่านทางเข้าตึกด้วยความระแวดระวัง มีกำแพงกระจกก่อนถึงล็อบบี้กว้างขวางที่เชื่อมสู่ด้านใน เขาไม่เคยมีโอกาสมาเยือนแมนชั่นประเภทนี้จึงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เขาเห็นใครคนหนึ่งที่คล้ายจะเป็นผู้ดูแล แต่ยุยกะกดหมายเลขห้องบนแผงหน้าปัดใกล้ประตูทางเข้าแล้วกดกริ่งอินเตอร์โฟน

“ค่า”

เสียงหญิงสาวอายุน้อยดังขึ้น

“ขอโทษที่รบกวนนะคะ ดิฉันคุระโมจิที่นัดไว้ตอนบ่ายสามโมงค่ะ”

ยุยกะเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นหู ชัดถ้อยชัดคำ ฟังดูเป็นคนละคนกับตอนปกติ

“อ๊ะ รับทราบค่ะ ยินดีต้อนรับนะคะ เชิญเข้ามาได้เลย”

ประตูกระจกเปิดออกคล้ายเชื้อเชิญ โคเก็ทสึและยุยกะเดินเข้าไปในล็อบบี้

“สมกับเป็นมืออาชีพเลย อย่างกับคนละคน”

เขาพูดแหย่ยุยกะ เธอทำแก้มป่อง ท่าทางเขินอาย

หากไม่นับเรื่องไร้วี่แววผู้คน สถานที่นี้ดูคล้ายโรงแรม รองเท้าส่งเสียงเล็กน้อยยามเสียดสีกับพื้นอาคารที่ปูหินอ่อนทั่วบริเวณ ยุยกะหยุดยืนหน้าลิฟต์ที่เรียงรายอยู่หลายตัวแล้วกดปุ่ม

ทั้งสองขึ้นลิฟต์ เลขชั้นที่เป็นจุดหมายถูกเลือกไว้แล้ว เนื่องจากเป็นระบบที่ผู้ใช้งานขึ้นไปได้เพียงชั้นจุดหมายที่ระบุไว้ได้เท่านั้น นับเป็นประสบการณ์ใหม่เอี่ยมสำหรับเขาทีเดียว

 

“เอาเข้าจริง รุ่นพี่ไม่ได้เชื่อใช่ไหมคะ”

“หมายถึงปรากฏการณ์เชิงจิตวิญญาณหรือร่างทรงที่อยู่ที่นี่ล่ะ”

“นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนอาจรู้สึกต่อต้านเรื่องพวกนั้นหรือเปล่าคะ”

“อืม… ยังไงดีล่ะ พอพูดถึงผู้มีญาณวิเศษ ผู้สื่อวิญญาณ หรืออะไรทำนองนั้น ยังไงก็ชวนให้รู้สึกไม่ไว้ใจ แต่ก็นะ ไม่ว่าภูติผีหรือปรากฏการณ์เชิงจิตวิญญาณ เรายังปฏิเสธมันได้ไม่เต็มปาก ส่วนการใฝ่ฝันถึงโลกหลังความตายก็คงไม่ใช่เรื่องผิด”

แม้ให้คำตอบเช่นนั้น แต่ความจริงโคเก็ทสึสนใจเรื่องลี้ลับพอตัว มันช่วยให้เขาได้ไอเดียไปใช้กับงาน บางครั้งเขายังได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้นจากนักเขียนที่ชอบรวบรวมข้อมูลเรื่องสยองขวัญหรือเรื่องเล่าพิศวงมาใช้ บางแห่งในจิตใจของเขาอาจกำลังวาดหวังให้สิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจอธิบายได้ดำรงอยู่จริง

ใช่ เพียงภาวนาให้มีโลกหลังความตายคงไม่ผิดบาปแต่อย่างใด

แม้ผ่านมาเนิ่นนาน เขายังคงนำดอกไม้ไปวางสักการะหน้าหลุมศพแห่งนั้น ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนที่บ่งบอกถึงความปรารถนาดังกล่าว

ลิฟต์จอดที่ชั้นเกือบสูงสุด ทั้งสองเดินผ่านห้องโถงซึ่งประดับประดาด้วยพืชชมใบออกสู่ระเบียงทางเดินที่ตกแต่งไว้อย่างทันสมัย ต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะอาศัยที่นี่ได้ โคเก็ทสึจินตนาการไม่ออก เมื่อถึงห้องจุดหมาย พวกเขากดออดอินเตอร์โฟน ประตูเปิดทันที

หญิงสาวอ่อนเยาว์หน้าตาสดใส วัยประมาณยี่สิบกลางเยี่ยมหน้าออกมา เธอไม่ลังเล เปิดประตูออกกว้างเพื่อเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนละมุน เครื่องแต่งกายของเธอไม่โดดเด่นฉูดฉาด แต่สัมผัสความสะอาดสะอ้านที่กลมกลืนไปกับความเรียบหรูได้จากเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

“คุณคุระโมจิใช่ไหมคะ เชิญเข้ามาเลยค่ะ”

ทั้งสองค้อมศีรษะแล้วเข้าห้องตามคำเชิญ ถอดรองเท้าไว้บริเวณทางเข้า เปลี่ยนไปสวมรองเท้าแตะใส่สบาย ห้องที่เข้ามาคล้ายจะเป็นห้องนั่งเล่น กว้างขวางกว่าห้องที่โคเก็ทสึอาศัยอยู่หลายเท่า แต่อาจเป็นเพราะการตกแต่งภายในทำให้ไม่รู้สึกถึงความหรูเลิศเท่าไรนัก เครื่องเรือนที่วางไว้ล้วนเป็นแบบโบราณ เข้าชุดกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ชวนให้นึกถึงห้องในแถบชนบทของประเทศอังกฤษที่อาจพบเห็นได้ในภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์

            “ต้องขออภัยด้วยค่ะ อาจารย์ยังให้คำปรึกษาแขกคนก่อนหน้าไม่เสร็จ กรุณานั่งรอสักครู่นะคะ”

เธอแนะนำตัวว่าชื่อจิวะซากิ ดูจะไม่ใช่ผู้มีญาณวิเศษ เป็นเพียงผู้ช่วยหรืออะไรทำนองนั้น กลางห้องมีโต๊ะกลมเตี้ย ๆ และเก้าอี้สามตัววางล้อม จิวะซากิเชิญพวกโคเก็ทสึให้นั่งตรงนั้นแล้วออกจากห้องไป

“ไม่เป็นไรหรอกน่า” โคเก็ทสึปลอบใจยุยกะที่กำลังประหม่า “ไม่ได้ถูกจับกินเสียหน่อย ระวังตัวอย่าเผลอจ่ายเงินซื้อไหแล้วกัน”

“ไม่แน่หรอกค่ะ” ยุยกะเผยสีหน้าขุ่นเคืองก่อนพูดขึ้น “ไม่รู้สึกหรือคะว่ามีแม่มดชั่วร้ายอาศัยอยู่ อาจถูกจับกินจริง ๆ ก็ได้”

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูห้องด้านในเปิดออก สุภาพสตรีวัยเลขสี่ท่าทางอิดโรยเล็กน้อยปรากฏตัวขึ้น เธอกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ดวงตาบวมแดงคล้ายกำลังร้องไห้

“ขอบคุณมากค่ะ”

สุภาพสตรีค้อมศีรษะเข้าไปทางห้องที่ออกมา จากนั้นปิดประตู เธอคงเป็นผู้มาปรึกษาคิวก่อนหน้า จิวะซากิเดินกลับมาแล้วเริ่มพูดอะไรบางอย่าง ได้ยินเสียงสุภาพสตรีกล่าวขอบคุณซ้ำ ๆ หลายหน คงกำลังส่งแขกกลับ จิวะซากิหายลับไปทางระเบียงทางเดินพร้อมสุภาพสตรี จากนั้นไม่นานจึงกลับมา โคเก็ทสึเอ่ยถาม

“สุภาพสตรีเมื่อครู่…?”

“ดิฉันก็ไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนนักค่ะ ดูเหมือนจะมาปรึกษาอาจารย์เรื่องสามีที่เสียชีวิตไป จากท่าทางที่เห็น น่าจะพอใจกับความช่วยเหลือค่ะ”

            จิวะซากิไม่พูดมากไปกว่านั้น เธอผายมือไปทางประตูด้านใน

“ได้เวลาแล้ว เชิญค่ะ อาจารย์กำลังรออยู่”

โคเก็ทสึมองยุยกะ เธอกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความตื่นเต้น รอจังหวะเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นเงียบ ๆ โคเก็ทสึไปยืนหน้าประตูก่อนเพื่อเป็นฝ่ายนำเธอเข้าไป

เขาใช้มือสัมผัสลูกบิด ดันประตูเปิดช้า ๆ

ในห้องมืดสนิท

ไม่มีแสงสว่าง แต่รู้ได้ว่าเบื้องหน้าเป็นม่านสีเข้มกั้นไว้ แสงที่เข้ามาจากด้านหลังของพวกโคเก็ทสึช่วยส่องให้เห็นหยักคลื่นของม่านทึบซึ่งปรากฏเลือนราง

เขาเห็นว่ามีรอยแยกเล็ก ๆ บนผ้าม่าน ดูเหมือนจะเข้าสู่ด้านในได้จากตรงนั้น

“เชิญค่ะ กรุณาปิดประตูแล้วเข้ามาได้เลย”

เสียงแผ่วเบาแว่วมาจากอีกฝั่งผ้าม่าน

เสียงหญิงสาวอ่อนวัย

ทั้งสองลอดใต้ผ้าม่าน ย่างเท้าสู่ด้านใน

สิ่งที่ส่องสว่างภายในห้องคือเปลวไฟ แสงจากเทียนบนโต๊ะกลมส่ายวูบไหวให้ความรู้สึกลี้ลับ บนกำแพงไร้หน้าต่าง แสงไฟอ่อน ๆ ซึ่งจุดไว้บนเชิงเทียนตั้งสูงต่างกะพริบวิบวับเรียงต่อกันเป็นแนว หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้สไตล์บาโรก[2]ด้านในของห้อง เธอจับจ้องพวกโคเก็ทสึด้วยแววตาเยือกเย็น

หญิงสาวงดงามจนเขาแทบชะงักโดยไม่รู้ตัว

เครื่องหน้าของเธอจัดเรียงอย่างประณีตสมบูรณ์แบบประหนึ่งตุ๊กตา ผิวขาวเผือดจนเห็นชัดแม้อยู่ท่ามกลางความมืดสลัว ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ให้ดูราวไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เส้นผมดำยาวก่อตัวเป็นลอนหลวมไล่ไปถึงปลาย ผมแต่ละเส้นสะท้อนแสงจากเปลวไฟวูบไหวแวววาวงดงามทั่วกระหม่อมศีรษะ ดูเหมือนนี่จะเป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอคือสิ่งมีชีวิต

            “คุณยุยกะ คุระโมจิ สินะคะ กรุณาเรียกดิฉันว่าฮิซุยค่ะ”

น้ำเสียงของผู้สื่อวิญญาณไร้ความสูงต่ำหนักเบา ถ้อยคำและกริยามารยาทนั้นสุภาพ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงราวกับเป็นตุ๊กตา ดวงเนตรในความมืดสลัวยังคงรักษาไว้ซึ่งความเยือกเย็นสุขุม

สิ่งที่เธอสวมใส่บนเรือนร่างได้แก่เสื้อเบลาส์ที่มีริบบิ้นเส้นบางสะดุดตากับกระโปรงเอวสูงสีเข้ม เป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายชุดตุ๊กตาเช่นกัน เธอยังอ่อนเยาว์ คงอายุประมาณยี่สิบปี จะว่าดูเป็นสาวน้อยก็คงใช่ เพียงแต่บรรยากาศพิศวงที่ห้อมล้อมและสีหน้าที่ชวนนึกถึงนักปราชญ์ผู้แสวงหาคำถามเชิงอภิปรัชญาอันลึกล้ำนั้นดูจะหักล้างความอ่อนเยาว์ไปสิ้น

เค้าหน้าของเธอดูเหมือนชาวญี่ปุ่น แต่อาจมีสายเลือดยุโรปเหนือผสมอยู่ ดวงตาคู่นั้นจ้องมองพวกโคเก็ทสึจากเบื้องล่างผมหน้าม้าที่ตัดแต่งเป็นระเบียบ เป็นดวงตาสีหยกที่งดงามยิ่ง

“เชิญนั่งก่อนค่ะ”

“ผมเป็นเพื่อนของเธอ ชื่อโคเก็ทสึครับ แต่มาด้วยเฉย ๆ โอเคหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีปัญหาค่ะ”

สาวน้อยสื่อวิญญาณพยักหน้า ไม่มีท่าทีสนใจเป็นพิเศษ

โคเก็ทสึทิ้งตัวลงบนโซฟาตามยุยกะ

“เรื่องที่อยากปรึกษาได้แก่?”

ฮิซุยเอ่ยถาม ยุยกะเริ่มเล่าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

เนื้อหาโดยรวมเหมือนที่โคเก็ทสึได้ฟังก่อนหน้านี้

            ยุยกะเล่าเรื่องไม่ปะติดปะต่อนัก ฮิซุยจ้องอีกฝ่ายเขม็งไม่ละสายตา บางครั้งเพียงพยักหน้าให้ จากต้นจบจน เธอไม่ขยับร่างแม้แต่น้อย ภาพลักษณ์คล้ายสิ่งไร้ชีวิตเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากเครื่องสำอางอย่างอายแชโดว์สีเข้ม รวมถึงความมืดสลัวภายในห้อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด คงเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัวเธอชวนให้รู้สึกแบบนั้น

“สรุปแล้ว คือว่า… มีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีตามสิงดิฉันอยู่หรือเปล่าคะ…”

“คุณคุระโมจิทำงานที่ต้องพบปะผู้คนใช่ไหมคะ”

“เอ๋…”

“เป็นงานที่มักมีคนเข้ามาคุยด้วย หรือขอความช่วยเหลือเป็นประจำใช่ไหมคะ อย่างนางแบบหรือเจ้าหน้าที่แผนกติดต่อสอบถามตามห้างสรรพสินค้า”

“เอ่อ ทำไมถึง…”

“แค่สัมผัสได้แบบนั้นค่ะ”

โคเก็ทสึตกใจเช่นกัน เขาชำเลืองมองสีหน้าของยุยกะที่กำลังตะลึงงัน แล้วเคลื่อนสายตากลับไปหาฮิซุย

“บุคคลที่มีลักษณะเช่นนั้นจะมีแนวโน้มถูกบางสิ่งในเชิงจิตวิญญาณมาขอพึ่งพิง หรือไม่ก็พยายามเข้าใกล้ค่ะ อาจเป็นเพราะถูกผู้อื่นขอความช่วยเหลือเป็นประจำ มีประสบการณ์ในการชี้แนะอย่างเต็มเปี่ยมจึงดึงดูดสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย”

“เอ่อ… แปลว่าดิฉันถูกวิญญาณตามติดมาจากที่ทำงาน อะไรแบบนั้นหรือคะ”

“ดิฉันไม่ทราบถึงขั้นนั้นค่ะ” ฮิซุยส่ายหน้าเบา ๆ จากนั้นหรี่ตาจ้องเขม็ง โน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย “เพียงแต่ดิฉันไม่รู้สึกว่าตัวคุณมีอะไรบางอย่างตามสิงอยู่”

“หมายความว่ายังไงหรือคะ”

“ไม่ว่าสิ่งเลวหรือสิ่งดี หากตัวคุณกำลังดึงดูดบางอย่างให้เกาะติด ฉันต้องสัมผัสได้…”

ขณะนั้น ดูเหมือนสีหน้าของฮิซุยจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก คิ้วได้รูปของเธอขมวดเข้าหากัน ดวงตาหรี่เล็กอีกครั้งด้วยท่าทางสงสัย เธอยืนขึ้น ผายมือไปยังเก้าอี้ที่เธอนั่งเมื่อครู่

            “คุณคุระโมจิช่วยนั่งตรงนี้หน่อยได้ไหมคะ”

“เอ๊ะ อ้อ ค่ะ…”

“ดิฉันขออนุญาตตรวจสอบว่าคุณเป็นคนที่รับอิทธิพลภายนอกได้ง่ายแค่ไหน”

ยุยกะผุดสีหน้าอึดอัดเล็กน้อยก่อนย้ายที่นั่ง

ฮิซุยยืนข้างเก้าอี้ ก้มมองยุยกะที่กำลังนั่งลงแล้วพูดขึ้น

“กรุณาผ่อนคลายร่างกาย  ผ่อนแรงเกร็งทั้งหมดลงค่ะ ก้มหน้าเก็บคางแล้วหลับตา คิดเสียว่ากำลังเข้าสู่นิทรา… ไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัว ทั้งดิฉันและคุณโคเก็ทสึจะเฝ้ามองคุณไม่ให้คลาดสายตา”

“ค่ะ”

“วางมือไว้บนเข่า… จากนั้นหงายฝ่ามือขึ้นค่ะ หายใจสบาย ๆ …”

ยุยกะทำตามที่บอก ปิดเปลือกตาลงหลังจากนั่งบนเก้าอี้ ตอนแรกเธอดูตระหนก แต่เห็นได้ชัดว่าความตื่นเกร็งของร่างกายค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย

“ต่อจากนี้ ดิฉันจะเดินไปรอบ ๆ คุณคุระโมจินะคะ อาจจะกังวลกับเสียงฝีเท้าหรือวี่แววบางอย่าง แต่ขอให้วางใจ ไม่ใช่ปีศาจที่ไหน ดิฉันเองค่ะ”

“ค่ะ”

ยุยกะผุดยิ้มบาง ๆ ขณะยังหลับตา อาจเพราะรู้สึกขำกับประโยคดังกล่าว

ฮิซุยเดินรอบเก้าอี้ตามที่บอก เดินด้วยความเชื่องช้าเนิบเนือย มุ่งสายตาตรงสู่ยุยกะคล้ายเพ่งพินิจอะไรบางอย่าง

จากนั้นเธอยื่นมือไปหายุยกะ แต่อยู่ในระยะที่ไม่สัมผัสตัว ค่อนข้างห่างทีเดียว ทว่ามือนั้นลูบคลำบางสิ่งในอากาศว่างเปล่ารอบตัวอีกฝ่าย คล้ายควานหาอะไรสักอย่าง

            “เอ่อ”

ทันใดนั้น ยุยกะส่งเสียงขึ้นมา

“สัมผัสอะไรได้หรือคะ”

“เอ่อ คือ…”

“ไม่ต้องกังวลค่ะ อดทนหลับตาไว้อีกนิดนะคะ”

น้ำเสียงของฮิซุยยังเยือกเย็นไม่เปลี่ยน ดูจะยิ่งกระตุ้นความวิตกให้ยุยกะมากขึ้น

“รุ่นพี่”

เสียงนั้นคล้ายต้องการที่พึ่ง ยุยกะหันหน้าไปทางโคเก็ทสึทั้งหลับตา

“ไม่ต้องกลัว มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ คือ… มีใครแตะตัวฉันอยู่ใช่ไหม”

“ไม่นะ ไม่เห็นมี…”

“อ้าว แต่ฉันรู้สึกได้ที่ไหล่ บางครั้งก็ที่มือ…”

เขามองมือของยุยกะ เธอยังหงายฝ่ามือขึ้นด้านบนเหมือนเดิม ภาพนั้นอยู่ในสายตาโคเก็ทสึตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสัมผัสมือเธอ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าใครบางคนทำเช่นนั้น

“ลืมตาได้แล้วค่ะ”

ยุยกะลืมตาขึ้น เธอมองโคเก็ทสึด้วยแววตาหวาดหวั่นจากความงุนงงและความกลัว

“ดิฉันตรวจสอบแล้วค่ะว่าคุณคุระโมจิเป็นคนที่รับอิทธิพลจากพลังเช่นนี้ได้ง่ายแค่ไหน อย่างที่คิดเลยค่ะ ดูเหมือนร่างกายของคุณจะมีสัมผัสรับรู้ว่องไวกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย”

“เอ่อ ใครจับมือดิฉันหรือคะ”

“ดิฉันเองค่ะ” ฮิซุยทำสีหน้าเงียบขรึมเล็กน้อยแล้วว่าต่อ “แต่ไม่ได้สัมผัสทางกายภาพเสียทีเดียวหรอกค่ะ…”

โคเก็ทสึโน้มตัวมาข้างหน้าแล้วพูดขึ้น

“แปลว่าใช้พวกออร่าหรือพลังวิญญาณสัมผัสตัวแทนหรือครับ”

“ค่ะ” ฮิซุยพยักหน้าแล้วเหลือบมองโคเก็ทสึ “ดิฉันไม่ปลื้มคำดังกล่าวเท่าไรนัก… แต่คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะเข้าใจแบบนั้น บางคนอาจสัมผัสอะไรไม่ได้เลย บางคนจะสัมผัสได้ชัดเจนว่าถูกแตะตัวอยู่ เป็นความแตกต่างซึ่งเห็นได้ชัดในแต่ละคน จากประสบการณ์ของดิฉัน ยิ่งเข้าข่ายเป็นบุคคลในกลุ่มหลังก็ยิ่งมีแนวโน้มสูงที่จะมาปรึกษาเรื่องทำนองนี้ค่ะ”

ทันใดนั้น ฮิซุยเอียงคอ ท่าทางคล้ายครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง

“นอกจากร่างกายมีสัมผัสรับรู้ว่องไวแล้ว ดิฉันไม่เห็นปัญหาอื่น ๆ ในตัวคุณคุระโมจิค่ะ แต่แม้ดิฉันจะไม่เห็น ก็คงด่วนสรุปเกินไปหากจะบอกว่าไม่ต้องจัดการอะไรเลย เพราะคุณฝันเห็นสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือที่อยู่อาศัยของคุณมีปัญหาอะไรหรือไม่—“

“หมายถึงพวกวิญญาณสถิตที่หรือคะ”

“นอกจากเรื่องนั้นแล้ว ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายคือเรื่องอิทธิพลของหลักฮวงจุ้ยค่ะ ตอนที่คุณติดต่อมา จิวะซากิขอให้ช่วยถ่ายภาพห้องมาให้สองสามใบใช่ไหมคะ”

“อ๊ะ ใช่ค่ะ ดิฉันถ่ายไว้ด้วยสมาร์ทโฟน ใช้ได้หรือเปล่าคะ”

“ขออนุญาตดูหน่อยได้ไหมคะ เผื่อจะช่วยได้”

“อ๊ะ ค่ะ”

ยุยกะตอบรับพลางหยิบสมาร์ทโฟนออกมา ฮิซุยรับมันไปแล้วเปิดดู ยุยกะยืนอยู่ข้าง ๆ อธิบายบางอย่างให้ฟัง ประมาณว่าช่วงนี้งานยุ่ง ไม่มีเวลาเก็บข้าวของเลยอับอายที่ห้องรกไปหน่อย

            “เอ่อ มีอะไรแปลก ๆ ไหมคะ”

“ไม่ค่ะ ดูไม่มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษนะคะ” ฮิซุยคืนสมาร์ทโฟนให้เธอ จากนั้นงอนิ้วชี้เล็กน้อย ยกขึ้นแตะริมฝีปากล่าง เว้นจังหวะเงียบคล้ายตรึกตรองบางอย่าง “ขอโทษนะคะ ช่วยออกไปรอด้านนอกสักครู่ได้ไหม”

“อ๊ะ อ้อ ค่ะ”

โคเก็ทสึออกจากห้องไปพร้อมยุยกะด้วยความงุนงง ยุยกะกระซิบข้างหูของเขา

“คือ… เธอดูอายุน้อยมากเลยนะคะ”

“จริงด้วย ผมเองยังตกใจ แถมยังหน้าตาดีสุด ๆ”

“เรื่องนั้น— เพราะเครื่องสำอางต่างหากล่ะ”

ยุยกะกระซิบเสียงค่อยแล้วส่งเสียงขึ้นจมูกคล้ายไม่พอใจ

ไม่นานนัก จิวะซากิโผล่มา เมื่อบอกไปว่าถูกสั่งให้รอข้างนอก เธอดูงุนงงเช่นกัน แต่ยังเสนอตัวว่าจะชงกาแฟเย็นให้ พวกเขานั่งรออยู่ที่โต๊ะกลมสักพักจิวะซากิก็เดินกลับมาพร้อมกลิ่นกาแฟหอมหวนชวนดื่ม

โคเก็ทสึจิบเข้าปาก กลิ่นหอม แม้เป็นกาแฟดำแต่ยังแฝงรสหวานอ่อน ๆ ทำให้ดื่มง่าย

“ว้าว กาแฟอร่อยจังเลยค่ะ”

ดูเหมือนยุยกะจะรู้สึกเหมือนเขา

“จริงหรือคะ ดีใจจัง” จิวะซากิยิ้ม “ช่วงนี้ดิฉันคลั่งไคล้กาแฟดริปค่ะ”

“กาแฟดริปหรือคะ ฉันก็ชอบทำกาแฟเย็นแบบนั้นเหมือนกันค่ะ!”

ยุยกะพูดด้วยแววตาเป็นประกาย คล้ายพบเพื่อนร่วมงานอดิเรกโดยไม่คาดฝัน

“จะว่าไป เห็นชอบอะไรแบบนี้มาตั้งแต่ตอนอยู่มหาวิทยาลัยแล้วนี่”

            “สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ร้านกาแฟที่ฉันทำงานพิเศษช่วยสอนวิธีชงกาแฟดริปให้ จากนั้นก็ติดงอมแงมเลย กาแฟเย็นจะอร่อยมากค่ะถ้าชงด้วยวิธีดริปเย็น[3] แต่การชงให้ได้ปริมาณแก้วเดียวเป็นเรื่องยากมากค่ะ พอชงออกมาเยอะ คนเจอคาเฟอีนแล้วนอนไม่หลับอย่างฉันเลยดื่มไม่หมด ถ้าทำทิ้งไว้ก็กลัวจะเสียรสชาติ ตอนนี้ไม่มีภาชนะเก็บกาแฟดี ๆ เสียด้วย”

“ว้าว รู้ลึกกว่าฉันอีกนะคะ” จิวะซากิพูดขึ้น “ฉันเพิ่งเริ่มหัดดริปปีนี้เอง… เจอปัญหายุ่งยากมากเลยค่ะ รสชาติออกมาไม่เหมือนกันสักครั้ง พักหลังชงได้อร่อยบ่อยขึ้นก็จริง… แต่อาจารย์น่ะสิคะ ใส่นมลงไปซะเยอะเลย แบบนี้ก็ไม่รู้รสชาติดั้งเดิมเลยสิ”

จิวะซากิพูดอย่างขุ่นเคืองแต่ก็หัวเราะไปด้วย ทันใดนั้นเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นจากห้องที่ฮิซุยอยู่ จิวะซากิหายเข้าไปในนั้นเพียงครู่เดียวก็กลับออกมา

“คือว่า อาจารย์เรียกน่ะค่ะ บอกว่าขอให้คุณโคเก็ทสึเข้าไปคนเดียว”

“ผม… หรือครับ”

โคเก็ทสึมองหน้ายุยกะแล้วเอียงคอฉงน เขาเข้าไปในห้องมืดสลัวเพียงลำพัง ยังจินตนาการไม่ออกว่าทำไมจึงถูกเรียก ฮิซุยนั่งอยู่บนเก้าอี้สไตล์บาโรกเฉกเช่นก่อนหน้า เธอผายมือส่งสัญญาณให้โคเก็ทสึนั่งลง

“ทำไมถึงเรียกผมล่ะ”

เขาถามเช่นนั้นด้วยความระแวง ฮิซุยเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วตอบเบา ๆ

“เพราะคุณไม่เชื่อในตัวดิฉันค่ะ”

เขารู้สึกเหมือนเห็นบางสิ่งคล้ายความสิ้นหวังอันบางเบาฉายอยู่ในแววตาของเธอที่กำลังวูบไหวด้วยแสงเปลวเทียน

“จำเป็น… ต้องเชื่อหรือครับ”

            “เพื่อคุณคุระโมจิแล้ว อาจจำเป็นก็ได้ค่ะ”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ทำอย่างไรคุณถึงจะเชื่อหรือคะ”

คิ้วของฮิซุยขมวดเข้าหากันเป็นรอยย่นซึ่งบ่งบอกถึงความลังเลเล็กน้อย

“นั่นสินะครับ… ถ้างั้น ทายอาชีพของผมให้ถูกเหมือนที่ทำกับคุณคุระโมจิได้ไหมครับ”

“เรื่องนั้น…”

ใบหน้างดงามขมวดนิ่วเล็กน้อย คล้ายเผยความลำบากใจยามตกที่นั่งลำบาก โคเก็ทสึไม่ปล่อยให้ภาพนั้นหลุดรอดไปจากสายตา

“ไม่ได้หรือครับ”

ฮิซุยหลุบตาลงต่ำ ทว่าเงยหน้าทันทีแล้วพูดขึ้นคล้ายตัดสินใจเด็ดขาด

“เข้าใจแล้วค่ะ มาลองดูกัน”

จากนั้น เขาสัมผัสได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปในฉับพลัน

สิ่งที่โอบล้อมฮิซุยอยู่ในขณะนี้คือบรรยากาศยะเยือกไร้ชีวิตชีวาและน่าพรั่นพรึง

ราวกับวิญญาณคนตายย้ายไปสถิตในตุ๊กตา…

ดวงตาสีหยกสะท้อนประกายแสงเปลวไฟ ท่ามกลางความเงียบงันที่พาให้รู้สึกถึงมายาลวงตาดังกล่าว

“คุณทำงานที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ตรงข้ามกับคุณคุระโมจิเลยใช่ไหมคะ”

“ครับ… ใช่แล้ว ถ้าให้บอกชัดเจนกว่านี้…”

“เป็นงานที่มีลักษณะเฉพาะตัวค่ะ ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นคล้ายเวลาปลดปล่อยบางสิ่งซึ่งทับถมอยู่ภายในให้ออกสู่ภายนอก”

กลิ่น?

แต่เธอไม่มีทางรู้อยู่แล้ว

ถึงกระนั้น เมื่อได้ยินคำพูดถัดไปของเธอ โคเก็ทสึสัมผัสถึงบางอย่างที่ใกล้เคียงความสะท้านหวาดหวั่น

            “มีแนวโน้มเป็นงานเชิงศิลปะค่ะ วาดภาพ ไม่ก็แต่งเพลง… ไม่สิ นักวาดการ์ตูน… อ้อ… อาจารย์นักเขียน… เป็นนักเขียนนิยายหรือคะ”

“ทำไม… ถึงรู้ได้ครับ”

“แค่สัมผัสได้แบบนั้นค่ะ” ฮิซุยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าคงเดิม “ปกติแล้วดิฉันจะไม่แสดงอะไรแบบนี้ให้ใครดูค่ะ แต่จำเป็นต้องให้คุณโคเก็ทสึเชื่อคำพูดของดิฉันไว้ไม่มากก็น้อย”

“เพราะอะไรหรือครับ”

“ดิฉันมีเรื่องอยากขอร้องค่ะ ช่วยเฝ้าระวังคุณคุระโมจิให้ดีด้วยนะคะ”

“แบบนั้นหมายถึง… สรุปว่าเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในสถานการณ์ที่เธอเผชิญอยู่จริง ๆ หรือครับ”

“นั่นอาจเป็นการวิตกเกินจริงค่ะ เพียงแต่… ดิฉันสัมผัสได้ถึงลางไม่ดีบางอย่าง แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด และไม่ต้องการสร้างความกังวลให้เธอด้วย เลยไม่แน่ใจว่าควรบอกเจ้าตัวดีไหม”

“ลางไม่ดี… งั้นเหรอ เป็นคำที่ค่อนข้างคลุมเครือนะครับ”

“ผู้มีญาณวิเศษใช่จะมีความสามารถรอบด้านค่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง… โอเคครับ ผมจะเฝ้าระวังไว้”

“เพียงแต่ ดิฉันอยากขอโอกาสเพื่อตรวจสอบสิ่งนั้นให้แน่ใจสักหน่อยค่ะ”

“โอกาส?”

ฮิซุยยืนขึ้น ผายมือไปทางม่านทึบ ดูเหมือนจะชวนให้ออกไปจากห้องนี้กันก่อน โคเก็ทสึพยักหน้า กลับไปที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับเธอ ภายในห้องนั้นพวกยุยกะกำลังหัวเราะให้กันอย่างร่าเริง

ขณะเดียวกัน ฮิซุยที่เพิ่งออกจากความมืดสลัวมาสู่พื้นที่สว่างไสวของห้องนั่งเล่นกลับมีสีหน้าเศร้าหมองอยู่ลึก ๆ

“คุณคุระโมจิ ช่วงนี้น่ะค่ะ… เคยพบหยดน้ำที่ไม่ทราบที่มาหยดลงตามพื้นบ้างหรือเปล่าคะ”

“เอ๋—“

ยุยกะเผยสีหน้าตื่นเกร็งเมื่อได้ยินคำถามนั้น

“เอ่อ… มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยหรือคะ”

“มีน้ำหยดจริง ๆ เหรอ”

“เอ่อ มีค่ะ…”

“เช่นนั้นแล้ว หากเป็นไปได้ ขอรบกวนไปเยี่ยมบ้านของคุณคุระโมจิสักหน่อยได้ไหมคะ ดิฉันอยากสัมผัสบรรยากาศโดยตรง เผื่อจะช่วยบอกอะไรได้ ไม่แน่อาจแก้ปัญหาเรื่องที่คุณคุระโมจิกำลังกลัดกลุ้มอยู่ได้ค่ะ ถ้ารู้สึกกังวล ให้คุณโคเก็ทสึไปด้วยอีกคนดีไหมคะ”

ยุยกะมองโคเก็ทสึอย่างพะว้าพะวง เขาพยักหน้า

“เอ่อ เข้าใจ… แล้วค่ะ”

ยุยกะพยักหน้า ดูเหมือนเธอทั้งตระหนกและตื่นกลัวกับเรื่องหยดน้ำ

ทั้งสามคนจัดแจงนัดหมายวันเวลาที่จะไปบ้านของยุยกะ ฮิซุยบอกว่าหากเป็นช่วงเช้าตรู่ เธอจะวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนได้ดีกว่า สุดท้ายจึงตกลงว่าจะไปรวมตัวกันที่สถานีใกล้แมนชั่นของยุยกะในวันศุกร์หน้า ตอนแปดนาฬิกา เป็นวันธรรมดาก็จริง แต่หลังจากยุยกะเพ่งพินิจสมุดจดตารางงานสีชมพูของเธอแล้วก็บอกว่ามีเพียงวันดังกล่าวที่เป็นวันหยุดและไม่มีนัดหมายอื่น โคเก็ทสึมีธุระตอนบ่าย หากเป็นช่วงเช้าก็ไม่มีปัญหา

ธุระของวันนี้เสร็จสิ้น พวกเขาลากลับ

ยุยกะเอ่ยปากถามเรื่องค่าปรึกษา ฮิซุยส่ายหน้าแล้วตอบกลับ

“ทางเราไม่รับค่าบริการใด ๆ ค่ะ”

จิวะซากิซึ่งอยู่หลังฮิซุยเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            “อาจารย์เป็นคุณหนูผู้มั่งคั่งค่ะ ไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้สบาย ๆ”

ฮิซุยคงไม่อยากถูกกล่าวถึงเรื่องนั้นเท่าไร เธอเบือนหน้าหลบสายตาพวกโคเก็ทสึเล็กน้อย กิริยานั้นแฝงความเขินอายไว้ตรงไหนสักแห่ง ดูเป็นการแสดงอารมณ์ดุจมนุษย์ทั่วไปครั้งแรกและครั้งเดียวที่โคเก็ทสึเห็น

ระหว่างทางกลับบ้าน โคเก็ทสึขอรูปที่ยุยกะถ่ายให้ฮิซุยดูบ้าง เป็นรูปถ่ายของสภาพห้องในหลากหลายมุม เห็นร่องรอยคล้ายการเก็บกวาดข้าวของอย่างเร่งรีบเพื่อถ่ายรูปโดยเฉพาะ เป็นไปตามที่เธอบอกอย่างเคอะเขินในตอนนั้น ทว่าไม่มีจุดน่าสงสัยอื่นแต่อย่างใด เขาไม่เห็นรูปถ่ายสักใบที่มีบางอย่างคล้ายหยดน้ำบนพื้น จังหวะนั้นเขาเลื่อนย้อนเลยไปถึงรูปคู่ที่เธอถ่ายกับเพื่อนด้วยท่าทางสนิทสนม หญิงสาวผมดำยาวประบ่า สวมแว่นตากรอบไทเทเนียมสีแดง ใบหน้าแฝงความมุ่งมั่นจริงจังเล็กน้อย เป็นใบหน้าที่โคเก็ทสึรู้จักเช่นกัน

“คนนี้… ใช่ไมจังหรือเปล่า”

“อ๊ะ ไม่ได้นะคะ อย่าดูรูปอื่นสิ”

โคเก็ทสึคืนสมาร์ทโฟนให้ยุยกะแล้วเอ่ยขึ้น

“เห็นบอกว่าไปหาหมอดูกับเพื่อนใช่ไหม เพื่อนที่ว่าคือไมจังหรือเปล่า”

“อ๊ะ อ้อ ค่ะ ใช่แล้ว”

“ตอนนี้ก็ยังสนิทกันอยู่สินะ”

“ถูกต้องแล้วค่ะ สัปดาห์ก่อนไปคาเฟ่ด้วยกัน ที่เห็นเมื่อกี้คือรูปถ่ายตอนนั้น”

“ตอนไปหาหมอดู ได้เล่าเรื่องงานของตัวเองบ้างไหม”

“เปล่าค่ะ” ยุยกะส่ายหน้า “อ๊ะ จริงด้วย… ถ้าฉันเล่าเรื่องงานของตัวเองให้หมอดูที่ว่าฟัง เด็กสาวคนนั้น— คุณฮิซุยอาจได้ยินมาจากหมอดูอีกที ก็เลยทายอาชีพของฉันถูก รุ่นพี่ตั้งใจบอกแบบนั้นใช่ไหมคะ”

            “ถูกต้อง ถึงยังไงหมอดูก็เป็นคนแนะนำมา แปลว่าต้องรู้จักกันพอสมควร แต่ก็… โอเค ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังสินะ”

“คนที่เล่าให้หมอดูฟังเป็นไมจังมากกว่าค่ะ ฉันแค่ตามไปด้วยเฉย ๆ แถมยังมีแต่เรื่องความรัก ไม่ได้พูดถึงเรื่องงานเลย”

“อย่างนี้นี่เอง ไม่เคยเขียนข้อมูลของตัวเองลงในอินเทอร์เน็ตใช่ไหม”

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ แสดงว่าของจริงสินะคะ เธอคนนั้นเป็นใครนะ อายุเท่าไรกัน ดูไม่ห่างจากฉันเท่าไร…”

โคเก็ทสึนิ่งเงียบ เขาไม่ได้บอกยุยกะเรื่องที่ฮิซุยใช้ญาณวิเศษมองเห็นกระทั่งอาชีพของเขา อาจเพราะหงุดหงิดที่ต้องจำใจยอมรับสิ่งเหล่านั้น

“วันนี้ขอบคุณมากนะคะ”

ยุยกะค้อมศีรษะให้เมื่อถึงหน้าสถานี ไหน ๆ ก็มาแล้ว ไปรับประทานอาหารด้วยกันไหมคะ เธอยื่นข้อเสนอสุดเย้ายวน แต่น่าเสียดายที่โคเก็ทสึยังเหลืองานให้สะสางอีกมากมายซึ่งใกล้ถึงกำหนดเส้นตายแล้ว

เขาขึ้นรถไฟคนละสายกับเธอ ทั้งสองจึงลากันตรงนั้น

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ได้ประสบการณ์ล้ำค่าทีเดียว”

“รุ่นพี่คิดเห็นยังไงบ้างคะ สำหรับฉัน มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นรอบตัวเลยรู้สึกว่าถ้าเจออะไรที่พอช่วยได้ก็คว้าไว้ก่อน มีลางสังหรณ์ว่าคงพึ่งใครไม่ได้นอกจากคุณฮิซุยเสียแล้ว… แต่มองจากสายตาบุคคลที่สาม คงดูไม่น่าเชื่อถือใช่ไหมคะ”

“พูดตามตรง ผมเองก็ไม่รู้” โคเก็ทสึส่ายหน้า “แต่ยังไงยุยกะจังก็รู้สึกวิตกกับวิญญาณอะไรบางอย่างจริง ๆ ถ้าถามว่าผมช่วยแก้ปัญหานั้นได้ไหม ก็คงต้องบอกว่าไม่ได้… เอาเป็นว่า เบื้องต้นเชื่อคำพูดของอาจารย์ผู้สื่อวิญญาณก่อนแล้วกัน ยังไงซะตอนนี้ก็ยังไม่ถึงกับถูกหลอกให้ซื้อไหประหลาด”

            “นั่น… สินะคะ ขอโทษด้วยที่สัปดาห์หน้าต้องให้มาเป็นเพื่อนอีกรอบ ยังไงก็รบกวนด้วยนะคะ”

ยุยกะค้อมศีรษะอีกครั้ง

โคเก็ทสึยักไหล่แล้วพูดหยอกล้อ

“ไม่คิดเลยว่าจะได้ไปเหยียบบ้านสาวน้อยแบบนี้”

“ต้องทำความสะอาดแล้ว… จะมีเวลาไหมนะ”

เธอยิ้มแล้วว่าต่อ

“ถึงตอนนั้นช่วยชิมกาแฟเย็นของฉันหน่อยนะคะ อร่อยนะจะบอกให้”

“ตั้งตารอเลย”

เมื่อถึงเวลารถไฟมา ทั้งสองจึงแยกย้าย

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่โคเก็ทสึได้เห็นรอยยิ้มของยุยกะ คุระโมจิ

 

 

เขาฝัน

รับรู้ว่าตัวเองยังอ่อนวัยมาก

เขาเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความทรมานจากการนอนไม่หลับ เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ

ตอนนั้นเขาเข้าใจไปเองอย่างเลือนรางว่าเธอกำลังเฝ้าคุ้มครองเขา

สีหน้าของเธอเป็นภาพคลุมเครือคล้ายทัศนียภาพย้อนแสง ไร้ความแจ่มชัด

ถึงกระนั้น เขาพอจำได้ว่าเธอคือใคร

เขายื่นมือไป พยายามเรียกเธอ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา

ในที่สุดก็เขาก็ตระหนักได้ว่าเธอกำลังร้องไห้

            เธอก้มมองเขา ขณะหลั่งน้ำตา

ทำไมถึงร้องไห้

มีอะไรต้องคร่ำครวญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ราวกับโศกเศร้าต่อความระทมทุกข์ที่จะมาเยือนหลังจากนี้

ทันใดนั้น โคเก็ทสึลืมตาตื่น

 

 

เช้าตรู่ของวันศุกร์ตามนัดหมาย

ชิโร่ โคเก็ทสึ เดินอยู่บนชานชาลาสถานีพลางดูนาฬิกาข้อมือ เจ็ดนาฬิกาห้าสิบนาที ยังเหลืออีกราวสิบนาทีก่อนถึงเวลานัด พักหลังเขาแทบไม่เคยนัดกับใครในเวลาแบบนี้ แม้เป็นเดือนมิถุนายน แต่เมื่อเช้าอากาศค่อนข้างเย็น บางทีอาจเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ดึกดื่นแล้ว เขาจำได้ว่าตื่นลืมตามากลางดึกเพื่อปิดหน้าต่าง หลังจากนอนหนาวจนตัวแทบแข็ง นั่นยิ่งทำให้เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าควรเลือกใส่เสื้อผ้าแบบไหน

เขาเดินผ่านช่องตรวจตั๋ว กวาดตามองรอบ ๆ ภาพที่เห็นเด่นชัดคือเหล่าผู้คนซึ่งกำลังเดินทางไปทำงานตามช่วงเวลาที่ควรเป็น ยังไม่เห็นยุยกะ สิ่งที่ดึงดูดสายตาโคเก็ทสึในขณะนั้นคือกลุ่มคนที่มีทั้งชายและหญิง บริเวณใกล้กับเครื่องขายตั๋ว ผู้ชายสามคนกำลังยืนล้อมหญิงสาวอายุน้อยคนหนึ่ง คล้ายจะเป็นพวกตามตื๊อจีบสาว ทำไมลงมือกันตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ เขานึกสงสัย แต่จากคำพูดที่ลอยเข้าหู ดูเหมือนพวกผู้ชายเพิ่งกลับจากเริงราตรี ส่วนหญิงสาวนั้นโชคไม่ดีถูกพวกนั้นรั้งตัวไว้เพราะรูปโฉมงดงามดึงดูดใจ พวกผู้ชายถามชื่อหญิงสาว เอ่ยชวนไปร้องคาราโอเกะด้วยกัน และส่งเสียงโหวกเหวกเฮฮาด้วยความคึกคะนองเต็มที่

หญิงสาวที่ถูกล้อมตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เธอขดตัวด้วยความระแวง

            เอาอย่างไรดี โคเก็ทสึคิดแล้วเกาหัว

แต่เมื่อลอบสังเกตจากระยะไกลพักหนึ่งเขาก็ตระหนักบางอย่างได้

หญิงสาวอายุน้อยที่ถูกห้อมล้อมคือผู้สื่อวิญญาณคนนั้น

อาจเพราะสีหน้าร้อนรนของเธอ ทำให้เขามองไม่ออกในทันที

สีหน้านั้นปราศจากทั้งความลี้ลับและเยือกเย็นที่โคเก็ทสึเคยสัมผัสในห้องมืดสลัว

ตรงข้ามกับสีหน้าไร้อารมณ์ราวตุ๊กตาอย่างสิ้นเชิง เธอขมวดคิ้วหวาดหวั่น ใบหน้าซีดเผือด ตื่นกลัวจนตัวสั่น ไม่ต่างจากลูกแกะที่กำลังถูกล่า

ดูราวกับเป็นคนละคน

แต่ดวงตาสีหยกอันเป็นที่จดจำคู่นั้น เขาไม่มีทางดูผิดไปแน่

ขณะที่โคเก็ทสึย่างเท้า ตั้งใจเข้าไปช่วยเหลือ

ชายคนหนึ่งถือวิสาสะคว้าต้นแขนของฮิซุยไว้แล้วยิ้มให้ ฮิซุยหันหน้าไปมองด้วยอาการลนลาน แต่แล้วสีหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นความกังขา เธอหรี่ตาเขม้นแล้วเอ่ยขึ้น

“มิสึโกะ…”

พวกผู้ชายเอียงคองุนงง

ฮิซุยเม้มปากแน่น จ้องชายหนุ่มเขม็งราวกับตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

จากนั้นเธอสลัดแขนออกจากชายหนุ่ม ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มร่ายยาว

“พวกคุณเอาตัวมิสึโกะไป ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น ไม่นานมานี้พวกคุณทำให้เธอต้องเจอเรื่องเลวร้ายสุด ๆ ด้วยใช่ไหม!” เธอหน้าแดงด้วยโทสะขณะตะคอกใส่ผู้ชายพวกนั้น “ผู้หญิงผมสั้นที่มีไฝตรงนี้ไงล่ะ! เธอต้องตายเพราะพวกคุณไม่ใช่เหรอ! ดูท่าจะอยากทำเรื่องเลว ๆ แบบเดิมสินะ! พวกคุณ… พวกคุณมัน… ชั่วช้าที่สุด!”

            พวกผู้ชายต่างมองหน้ากันเมื่อเผชิญท่าทีเดือดดาลและถ้อยคำระรัวของสาวน้อย แม้แต่โคเก็ทสึที่ตั้งใจเข้าไปช่วยยังต้องหยุดเท้าไว้เมื่อเห็นพละกำลังของฮิซุย

“ฮะ… เฮ้ย อะไรเนี่ย คนรู้จักเรอะ”

“ปะ… เปล่านะเว้ย”

“ถ้างั้นทำไมถึงรู้เรื่องเรียวโกะ…”

“จะไปรู้เรอะ ยะ… ยายนี่บ้าไปแล้วมั้ง!”

พวกผู้ชายเปล่งคำสบถด่าต่าง ๆ นานา พลางถอยห่าง

หลังจากฮิซุยขับไล่ผู้ชายเหล่านั้นได้ด้วยกริยาอันเดือดดาล เธอใช้มือข้างหนึ่งจับแน่นที่หน้าอก ถอนหายใจยาว บรรดาผู้เดินทางไปทำงานต่างหยุดเท้าสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในที่สุดพวกเขาก็ขยับร่างกายออกเดินอีกครั้ง ราวกับเข็มนาฬิกาเริ่มเดินต่อในฉับพลัน

“คุณฮิซุย”

โคเก็ทสึส่งเสียงเรียก เธอยังกำมือแน่นด้วยความโกรธและตื่นตกใจ

สาวน้อยสื่อวิญญาณหันขวับมาหาโคเก็ทสึ หน้าแดงในฉับพลัน ดวงตาสีหยกหลุกหลิกไปมาอย่างมีพิรุธ

“อะ… เอ่อ… คือ… หรือว่าจะเห็นเข้าเสียแล้วคะ”

เธอพูดโดยไม่สบตาโคเก็ทสึ พลางลูบแต่งทรงผมยาวสลวยด้วยท่าทีกระวนกระวาย

“อ้อ ครับ ตั้งใจจะเข้ามาช่วย แต่ดูท่าจะไม่จำเป็นนะครับ”

ฮิซุยก้มหน้า ปิดปากเงียบ

“ผิดคาดมากเลยครับ บุคลิกต่างจากตอนที่พบกันก่อนหน้านี้เยอะเลย ผมนึกว่าคุณจะดูลึกลับน่าพิศวงกว่านี้เสียอีก”

เมื่อเขาบอกเช่นนั้น เธอห่อไหล่คล้ายพยายามทำร่างกายให้เล็กลีบกว่าเดิม

            “อะ… เอ่อ… ช่วยเก็บเป็นความลับ ไม่บอกคุณคุระโมจิ…”

ลักษณะของเธอในวันนี้ให้บรรยากาศแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่แค่ท่วงทำนองการพูดเท่านั้น ภาพลักษณ์มืดมนน่าพิศวงในคราวก่อนคงเป็นผลจากการจัดไฟในห้องและการแต่งหน้าเป็นหลัก เครื่องสำอางของเธอตอนนี้ออกโทนสว่าง ทว่าใบหน้างดงามราวตุ๊กตาและดวงตาสีหยกยังคงอยู่ คงเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่มีมาแต่เดิม เค้าหน้าของเธอดูไร้เดียงสากว่าที่คิด เรือนร่างสูงเพรียวคล้ายนางแบบ เธอสวมเดรสวันพีซสีน้ำเงินเข้ม แต่งช่วงอกด้วยริบบิ้นเส้นเล็ก ในมือถือกระเป๋าและร่มกันแดดสีทึบ

“บุคลิกชวนพิศวงนั้นเป็นแค่การแสดงหรือครับ”

“เอ่อ… เรื่องนั้นเป็นไอเดียของมาโคโตะจัง— คุณจิวะซากิน่ะค่ะ” ฮิซุยพูดพลางชำเลืองมองโคเก็ทสึคล้ายหวั่นใจ “เธอบอกว่าบุคลิกของฉันตอนปกติดูหวานแหวว พึ่งพาอะไรไม่ได้ แถมไม่น่าเกรงขาม… ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้มีความสามารถพิเศษก็ไม่มีใครเชื่อถือ เลยต้องสร้างบรรยากาศสักหน่อย… เปล่านะคะ คือว่า… ไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงแม้แต่นิดเดียว… เลยค่ะ”

“วันนี้ก็แต่งหน้าไม่เหมือนเดิมด้วยใช่ไหมครับ”

“ถ้าอายแชโดว์เข้มขนาดนั้น ฉันไม่กล้าขึ้นรถไฟหรอกค่ะ…”

เธอหน้าแดง น้ำเสียงห่อเหี่ยว

โคเก็ทสึขำอย่างบอกไม่ถูกจึงเผลอหัวเราะออกมา ส่วนฮิซุยในตอนนี้กำลังขมวดคิ้วเหมือนร้อนใจ แต่อาจเพราะแบบนั้น แววตาของเธอจึงดูคล้ายแฝงความอ่อนโยนเอาไว้ บุคลิกเหมาะสมกับช่วงวัย— ไม่สิ อาจต้องบอกว่าดูเป็นหญิงสาวน่ารักทรงเสน่ห์ที่มีลักษณะออกไปทางอ่อนวัยไร้เดียงสา

“ผมจะเก็บเป็นความลับ ไม่บอกยุยกะจัง— คุณคุระโมจิน่ะครับ แต่ผมว่าคุณฮิซุยที่เป็นตัวเองแบบนี้ดูน่ารักและให้ความรู้สึกดีกว่าเยอะเลยครับ”

            “งะ… งั้นหรือคะ…”

ฮิซุยเหลือบตาขึ้นชำเลืองมอง แต่แล้วก็เผยสีหน้าเหมือนสะดุ้งเฮือกแล้วเบือนหน้าหนีทันที เธอสัมผัสปลายผมที่โค้งเป็นลอนแล้วเอ่ยขึ้น

“ไม่ดีหรอกค่ะ…  มันเป็นเรื่องงานนี่นา… ฉันจะพยายามดึงบุคลิกกลับมาก่อนที่คุณคุระโมจิจะถึงค่ะ”

“ไม่ต้องหรอกครับ เธอเองคงไม่ได้ติดใจอะไร”

เขาเห็นตัวตนแท้จริงของผู้สื่อวิญญาณโดยบังเอิญ แน่นอน เวลาพูดถึงร่างทรง เรามักนึกถึงคนเฒ่าน่าเกรงขาม หากเธอเผยลักษณะหวานแหววนุ่มนิ่มเฉพาะตัว แขกที่มาปรึกษาอาจรู้สึกลังเลและผิดหวังได้

เขาดูนาฬิกา ล่วงเลยเวลานัดมาแล้ว

แต่ยังไร้วี่แววของยุยกะ

ขณะรอยุยกะ ฮิซุยยืนนิ่งเงียบ หลบแดดอยู่ในร่มบริเวณข้างช่องตรวจตั๋ว เธออาจกำลังรวมรวมสมาธิเพื่อนำบรรยากาศเดิมกลับมา เมื่อโคเก็ทสึหันไปมอง เธอจ้องกลับด้วยสีหน้าเหมือนขุ่นเคือง ราวกับบอกว่าอย่าเพิ่งชวนคุยตอนนี้ เขามีเรื่องอยากถามเธอเกี่ยวกับพวกผู้ชายเมื่อครู่ แต่รู้สึกกังวลที่ยุยกะยังไม่มามากกว่า

“ช้าจังเลย ผมจะลองโทร.หาดูนะครับ”

โคเก็ทสึเห็นฮิซุยพยักหน้าขณะที่เขาต่อสายไปหาสมาร์ทโฟนของยุยกะ

ทว่าติดต่อไม่ได้

เขาโทร.ติด แต่ไม่มีใครรับสาย ข้อความที่ส่งไปเมื่อห้านาทีก่อนยังไม่มีตัวอักษรขึ้นบอกว่าอ่านแล้ว ไม่แน่เธออาจยังนอนไม่ตื่น

“เอ่อ… เป็นยังไงบ้างคะ”

            ฮิซุยเดินมาใกล้โคเก็ทสึ เอียงคอสงสัย

“อืม… ไม่รู้เลยครับ เธอไม่รับโทรศัพท์เลย ปกติไม่ใช่คนนอนตื่นสายเสียด้วย”

“รู้ที่อยู่ของคุณคุระโมจิไหมคะ”

“เอ่อ… อ้อ อาจจะรู้ก็ได้ครับ”

เขานึกออกว่าได้รับไปรษณียบัตรอวยพรปีใหม่จากยุยกะทุกปี ที่อยู่ของเธอน่าจะถูกบันทึกไว้ในระบบคลาวด์ โคเก็ทสึเข้าถึงข้อมูลนั้น แล้วเปิดมันในแอปพลิเคชั่นแผนที่

เมื่อได้ข้อสรุปว่ารอตรงนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งสองจึงเดินไปตามเส้นทางมุ่งสู่แมนชั่นของยุยกะ ระหว่างนั้นเขาโทร.หาหลายครั้งแต่ไม่มีวี่แววว่าเธอจะรับสาย ฮิซุยดูนิ่งเงียบ สีหน้าไร้อารมณ์ คล้ายกำลังพยายามดึงบุคลิกน่าพิศวงและความน่าเกรงขามกลับมา เขาจึงไม่ได้สนทนาอะไรกับเธอ แต่ระหว่างทางฮิซุยที่เดินอยู่ข้าง ๆ ก็ก้าวสะดุดในบริเวณที่ไม่มีอะไรให้สะดุดแล้วเซเกือบคะมำพร้อมอุทานเสียงหลงว่า “ว้าย” โคเก็ทสึรีบประคองเธอไว้ทัน ฮิซุยหน้าแดง ก้มหน้าพูดเสียงอ่อยราวกับเสียงยุงว่า “อย่าบอกคุณคุระโมจินะคะ…”

ดูเหมือนเขาต้องปรับทัศนคติที่มีต่อภาพลักษณ์ของสาวน้อยสื่อวิญญาณคนนี้เสียใหม่

ขณะที่มีเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ทันไรพวกเขาก็มาถึงแมนชั่นของเธอ

แมนชั่นนั้นเป็นอาคารสี่ชั้น ใหญ่โตกว่าที่คิด ดูท่าค่าเช่าจะค่อนข้างแพงหากอาศัยอยู่คนเดียว ลานจอดรถกว้างขวาง ความจริงน่าจะเป็นที่พักให้เช่าสำหรับครอบครัวมากกว่า  จะว่าไปแล้วเขาเคยได้ยินว่าเธอมีญาติที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ อาจเลือกที่พักอาศัยโดยใช้เส้นสายดังกล่าวก็ได้

ห้องที่เป็นจุดหมายตั้งอยู่ชั้นสอง ที่นี่ไม่มีลิฟต์ เมื่อขึ้นบันไดไปก็พบห้องนั้นทันที เขาดูให้แน่ใจว่าฮิซุยขึ้นบันไดมาเรียบร้อยแล้วจึงกดออดอินเตอร์โฟน

เขารออยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ

            “ต่อให้นอนตื่นสายก็ไม่น่าจะขนาดนี้… หรือเธอจะจำวันผิด”

ทว่าเรื่องนั้นก็เป็นไปได้ยาก เธอเป็นคนประเภทที่จดกำหนดการลงในสมุดบันทึกอย่างละเอียด

ฮิซุยนิ่งเงียบ จ้องมองบานประตู

ดวงตาสีหยกคู่นั้นหรี่เพ่งจนเรียวเล็ก

“อาจารย์โคเก็ทสึคะ”

“มีอะไรหรือครับ”

ฮิซุยไม่มองโคเก็ทสึ จ้องเขม็งที่บานประตู

ไม่ใช่ เธอไม่ได้มองบานประตู คล้ายกำลังมองทะลุให้เห็นบางอย่างตรงอีกฝั่งของประตู

ฮิซุยเผยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด

“เปิดประตูเถอะค่ะ ถ้าเปิดไม่ได้ก็ต้องเรียกเจ้าหน้าที่มา”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“เร็วเข้า”

โคเก็ทสึจับลูกบิดทันที

ประตูเปิดออก

“ไม่ได้ล็อก…”

โคเก็ทสึก้าวเข้าไปในห้อง บริเวณพื้นที่เล็ก ๆ หลังประตูทางเข้ามีรองเท้าส้นสูงวางอยู่สองสามคู่ ด้านในมีประตูบานหนึ่งเปิดทิ้งไว้ ดูท่าจะเป็นห้องนั่งเล่น โคเก็ทสึถอดรองเท้าแล้วเดินขึ้นไป

“ยุยกะจัง?”

เขาส่งเสียงเรียกพลางยื่นมือจับประตูที่ปิดไม่สนิท จากนั้นเปิดมันออกแล้วชะเง้อมอง

            กลิ่นกาแฟลอยเตะจมูก

จากนั้น เมื่อตระหนักได้ถึงสิ่งที่อยู่ในทัศนวิสัย เขาแทบลืมหายใจ

ฝั่งซ้ายของห้องนั่นเล่นเป็นครัวแบบมีเคาน์เตอร์บาร์ ในครัวมีเหยือกดริปกาแฟเปล่า ข้าง ๆ กันคือแก้วกาแฟที่มีถ้วยดริปครอบด้านบน มองเลยเคาน์เตอร์ไปจะเห็นโต๊ะอาหารสำหรับสี่คน บนเก้าอี้ที่วางอยู่ชิดกำแพงฝั่งตะวันออกมีสัมภาระวางกองไว้แน่น สภาพไม่ต่างจากในรูปถ่ายที่ยุยกะเคยให้ดู เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อย หน้าต่างทิศใต้ที่มีระเบียงถูกเปิดไว้ ผ้าม่านปลิวไสว ข้างหน้าต่างมีโซฟาสำหรับสองคนวางในตำแหน่งหันหลังไปทางทิศตะวันออก ตรงข้ามโซฟาเป็นโทรทัศน์จอแอลซีดี มีโต๊ะกลมเตี้ย ๆ คั่นกลาง บริเวณโต๊ะกลมเป็นพื้นที่เดียวในห้องที่ปูพรมไว้

ส่วนยุยกะ คุระโมจิ นั้นล้มตัวนอนอยู่บริเวณกึ่งกลางห้อง ระหว่างโต๊ะอาหารสำหรับสี่คนและโต๊ะกลม

“ยุยกะ—“

เขาเข้าไปใกล้ร่างของเธอ คุกเข่าลง

โคเก็ทสึลองสัมผัสร่างหญิงสาวที่ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

เย็น

มีกลิ่นของความตาย

กลิ่นที่คอยรบกวนโคเก็ทสึในความฝันอยู่เสมอ

เมื่อเขาหันกลับไป ฮิซุยยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกล กำลังก้มมองร่างของยุยกะเช่นกัน สีหน้าของเธอค่อนข้างซีดเผือดและดูตกใจสุดขีด

“อย่ามองจะดีกว่า”

โคเก็ทสึเอ่ยด้วยความรู้สึกกล้ำกลืน

            “เสียชีวิตแล้ว หรือคะ…”

โคเก็ทสึพยักหน้า

เขาทำได้แค่พยักหน้า

เกิดอะไรขึ้น

นี่มัน… เรื่องอะไร

ฮิซุยหยิบสมาร์ทโฟนออกมาแล้วต่อสาย จากเนื้อหาบทสนทนาจับใจความได้ว่าเธอกำลังแจ้งตำรวจ แม้น้ำเสียงสั่น แต่เธออาจสงบเยือกเย็นกว่าเขาก็ได้

“ค่ะ เสียชีวิต… แล้วค่ะ ส่วน… เอ่อ ที่อยู่คือ—“

เธอส่งสายตาเป็นเชิงถาม เขาบอกที่อยู่ของแมนชั่นซึ่งยังหลงเหลือในความทรงจำ

จากนั้นโคเก็ทสึกวาดตามองรอบ ๆ

หน้าต่างที่เชื่อมสู่ระเบียงถูกเปิดไว้กระทั่งบานมุ้งลวด

อีกสิ่งที่เห็นบนร่างของยุยกะ คราบเลือดแห้งกรังติดแน่นบริเวณศีรษะและเส้นผม มีรอยเลือดปรากฏบนมุมโต๊ะอาหาร ด้านขวาของร่างมีกระเป๋าถือตกอยู่ กระเป๋าสตางค์เปิดอ้า สมาร์ทโฟนและสมุดจดนัดหมายกระจัดกระจาย บนเก้าอี้มีเสื้อนอกพาดไว้ ส่วนชุดที่ยุยกะสวมอยู่คือเสื้อเบลาส์หรูหรากับกระโปรง ที่ขายังสวมถุงน่อง เครื่องสำอางไม่ได้ล้าง เสื้อผ้าหน้าผมเหมือนเพิ่งกลับจากที่ทำงาน ดวงตาของเธอเบิกโพลงทั้งที่นอนอยู่ ใบหน้าหันไปด้านซ้ายอย่างผิดธรรมชาติเล็กน้อย ราวกับพยายามจับจ้องอะไรบางอย่าง

เขายืนขึ้น เดินหลบร่างของยุยกะเข้าไปด้านในห้องนั่งเล่น บริเวณด้านซ้ายของร่างยุยกะมีชิ้นส่วนคล้ายเศษแก้วกระจัดกระจาย อาจตกลงมาจากโต๊ะอาหาร เป็นร่องรอยที่บ่งบอกชัดเจนว่าเกิดการต่อสู้ขึ้น โคเก็ทสึเดินไปใกล้ระเบียง หน้าต่างเปิดทิ้งไว้… หรือจะมีใครบางคนเข้ามาจากทางนี้…

            “อาจารย์โคเก็ทสึคะ… จากหน้าต่าง มองเห็นสถานที่คล้ายสุสานบ้างไหมคะ”

ฮิซุยถามขึ้นฉับพลัน

เธอยังยืนแน่นิ่งอยู่ตรงทางเข้าห้องนั่งเล่น

เขานึกสงสัย แล้วมองออกไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เปิดอยู่

มีเพียงบ้านเรือนเก่าแก่ตั้งเรียงราย แต่ไกลออกไปเล็กน้อย เขาเห็นบางสิ่งราง ๆ คล้ายแผ่นไม้ยาวที่ใช้วางข้างหลุมศพ มันอยู่ห่างออกไปพอควร หากไม่เพ่งสายตาให้ดีก็จะไม่เห็น ดูเหมือนจะมีวัดอยู่ตรงนั้น

ทำไมฮิซุยถึงรู้เรื่องนี้ได้

เธอไม่ได้เข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยซ้ำ ไม่มีทางมองเห็นจากตำแหน่งนั้นแน่นอน

ไม่สิ…

เธอเห็นสิ่งที่มนุษย์ปกติมองไม่เห็นได้นี่นา

โคเก็ทสึถอยออกมาจากหน้าต่าง เขาไม่ควรทำให้หลักฐานในที่เกิดเหตุผิดเพี้ยน

“หาอะไรอยู่เหรอ—“

“เอ๋”

เขาคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกถาม

แต่เมื่อหันกลับไป ฮิซุยไม่ได้มองเขา

เธอเพียงจับจ้องในอากาศว่างเปล่าด้วยดวงตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย

โคเก็ทสึรู้สึกว่านั่นเป็นภาพที่น่าพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก เขาเสียววาบไปถึงสันหลัง

“คุณฮิซุย?”

ร่างของฮิซุยโซเซ

            อาจเป็นอาการของโรคโลหิตจางก็ได้ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปหา ประคองร่างของเธอไว้

เธอเข่าอ่อนทรุดลงพื้น ปิดเปลือกตาแน่น ครวญครางเบา ๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“อาจารย์โคเก็ทสึ”

ฮิซุยพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงโอดโอย

“คนร้าย… คือผู้หญิงค่ะ”

“ว่าไงนะ…”

“อ๊ะ…”

ฮิซุยไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ถอนหายใจเฮือกด้วยความผวาคล้ายเห็นอะไรบางอย่าง เธอเพ่งสายตาไปยังจุดหนึ่งบนพื้น บริเวณร่างของยุยกะที่นอนอยู่ ใกล้ ๆ ศีรษะที่เส้นผมกระจัดกระจาย มีบางสิ่งอยู่บนพื้น โคเก็ทสึเองก็สังเกตเห็นตอนพบศพครั้งแรก แต่เขาไม่คิดว่ามันมีความหมายอะไรเป็นพิเศษ

ทว่าฮิซุยจ้องมองมันแล้วพึมพำออกมาด้วยสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด

“หญิงสาวร่ำไห้…”

บางสิ่งที่ว่านั้นคล้ายคราบน้ำตา

เป็นหยดน้ำใส ๆ ขนาดเล็กกระจิริด

 

 

เวลาผ่านไปหลายวันหลังเกิดเหตุ

ชิโร่ โคเก็ทสึ กำลังปั่นต้นฉบับอยู่ในร้านสตาร์บัคส์ เขาเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คบนโต๊ะเคาน์เตอร์ริมหน้าต่าง พยายามเสาะหาไอเดียเข้าท่ามาสานต่อเรื่องราวในนิยายที่ล่าช้ากว่ากำหนด

            แต่แน่นอน เขาไม่อาจรวบรวมสมาธิได้

สิ่งที่ครอบงำจิตใจของโคเก็ทสึในขณะนี้มีเพียงโทสะอันเดือดาลต่อฆาตกรที่ช่วงชิงยุยกะ คุระโมจิ ไปจากอนาคตของเขา

ใช่ นี่คือคดีฆาตกรรม

หลังจากฮิซุยแจ้งตำรวจ โคเก็ทสึและเธอเข้าให้ปากคำโดยสมัครใจที่สถานีตำรวจซึ่งรับผิดชอบพื้นที่นั้น ตอนแรกบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนต่างแสดงท่าทีสงสัยพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลก เพราะผู้พบศพสองคนแรกคือนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนและผู้สื่อวิญาณ ล้วนแต่เป็นอาชีพที่ไม่น่าเชื่อถือ แม้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการให้ปากคำโดยสมัครใจ แต่โคเก็ทสึก็พยายามเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนของตำรวจที่มองเขาด้วยแววตาเคลือบแคลง ทางการถึงขั้นขอตรวจดีเอ็นเอแม้ยังไม่มีหมายสั่ง เขาตกใจเหมือนกันที่ต้องทำถึงขนาดนั้น แต่จะแสดงท่าทีอิดออดหรือมีพิรุธให้น่าสงสัยกว่าเดิมไม่ได้ หากต้องถูกสะกดรอยสอดส่องพฤติกรรมก็คงใช้ชีวิตลำบาก โคเก็ทสึจึงจำใจยอมตอบรับ

ช่วงเวลาการเสียชีวิตถูกประมาณไว้ที่ระหว่างสองทุ่มถึงเที่ยงคืนของวันก่อนหน้าวันพบศพ ไม่นานนัก โคเก็ทสึก็ได้รับการพิสูจน์ว่ามีหลักฐานยืนยันที่อยู่ ขณะนั้นเขาไปสังสรรค์กับพรรคพวกนักเขียนที่ร้านอิซากายะ ดูเหมือนกล้องวงจรปิดของร้านจะจับภาพไว้ได้ โคเก็ทสึจึงถูกปล่อยตัว ส่วนฮิซุยดูเหมือนจะถูกปล่อยเป็นอิสระก่อนนานแล้ว นับจากเหตุการณ์นั้นเขาไม่ได้พบเธอเลย เพราะคนที่รู้ข้อมูลติดต่อของฮิซุยคือยุยกะ

ด้วยเหตุนี้ โคเก็ทสึจึงไม่มีโอกาสสอบถามความหมายของถ้อยคำที่ฮิซุยพึมพำออกมาตอนนั้นให้กระจ่าง

คนร้าย… คือผู้หญิงค่ะ…

นั่นหมายความว่าอะไรกันแน่

“ไง พ่ออาจารย์นักเขียน”

ชายร่างใหญ่สวมสูททิ้งตัวลงบนที่นั่งข้าง ๆ

“คุณคาเนบะ”

            “ครั้งนี้ก็… จะพูดยังไงดีล่ะ อืม… เสียใจด้วยแล้วกัน เห็นว่าเป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยสินะ”

ใบหน้านั้นเคร่งขรึม ประกายตาคมปลาบ เขาเพ่งสายตาจับจ้องโคเก็ทสึเพียงชั่วสั้น ๆ

มาสะคาสุ คาเนบะ คือสารวัตรจากหน่วยสอบสวนที่หนึ่งแห่งสำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียว เขารู้จักกับโคเก็ทสึผ่านคดีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้

นั่นคือคดีที่คนร้ายก่อเหตุเลียนแบบเรื่องราวในนิยายสืบสวนสอบสวน ซึ่งนิยายดังกล่าวคือผลงานของโคเก็ทสึ เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสังเกตเห็นว่าคดีมีความคล้ายคลึงกับผลงานชิ้นนั้น สารวัตรคาเนบะจึงเดินทางมาพบโคเก็ทสึด้วยตัวเอง

แน่นอน ความเป็นจริงแตกต่างจากการร่วมมือสืบสวนที่ปรากฏในบันเทิงคดีทั่วไป คาเนบะจึงไม่คาดหวังต่อทักษะสืบสวนอันน้อยนิดของนักเขียนนิยายแต่อย่างใด เพียงต้องการสอบถามข้อมูลทั่วไปว่าเขาพอจะนึกออกหรือไม่ว่ามีแฟนคลับเดนตายหรือโรคจิตมาตามติด แน่นอน โคเก็ทสึนึกอะไรไม่ออก ได้แต่งุนงงสับสน

ทว่าถ้อยคำสั้น ๆ อันเหนือความคาดหมายจากปากของโคเก็ทสึทำให้สารวัตรมองเห็นแสงสว่างในการไขคดี

ความจริงนั่นเป็นเพียงเรื่องที่ตระหนักได้โดยบังเอิญ โคเก็ทสึไม่ได้มีทักษะสืบสวนเหมือนยอดนักสืบที่ปรากฏในนิยายสืบสวนสอบสวน เขาประเมินตัวเองไว้เช่นนั้น เพียงแต่เขามั่นใจเล็กน้อยในการพรรณนารูปลักษณ์และการมองทะลุปรุโปร่งถึงเบื้องลึกจิตใจของคนร้าย ทว่าคาเนบะดูจะเข้าใจผิดว่านั่นเป็นพรสวรรค์เฉพาะของนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน นับแต่นั้นมา คาเนบะจึงนำคดีที่เจอทางตันมาปรึกษาเขาอยู่เรื่อย ๆ แม้หลายคดีไม่อาจคลี่คลาย แต่บางครั้งคำแนะนำของโคเก็ทสึก็ช่วยให้ประสบผลน่าพอใจ

แน่นอนว่าปกติแล้วการนำข้อมูลสืบสวนไปบอกคนทั่วไปถือเป็นสิ่งต้องห้าม บางครั้งสื่อมวลชนคล้ายจะระแคะระคาย แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับทางการแม้แต่น้อย คาเนบะจึงพบโคเก็ทสึในช่วงนอกเวลาปฏิบัติงานอย่างที่เห็น

“แล้วพ่ออาจารย์นักเขียนอยากรู้อะไรบ้างล่ะ”

คาเนบะยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบพลางเขม้นมองทิวทัศน์อีกฟากของหน้าต่างแล้วเอ่ยขึ้น

            “เบื้องต้น ช่วยบอกข้อมูลเท่าที่จะเล่าได้ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”

โคเก็ทสึเปรยขึ้นเบา ๆ สายตายังพุ่งไปที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค

คาเนบะเว้นจังหวะเงียบครู่หนึ่งก่อนเริ่มเล่ารายละเอียดคดีเท่าที่ปรากฏชัดเจนแล้ว

ผลจากการชันสูตรพลิกศพประมาณช่วงเวลาการเสียชีวิตของยุยกะ คุระโมจิ ได้ว่า อยู่ระหว่างสี่ทุ่มสามสิบนาทีถึงเที่ยงคืน ขอบเขตเวลาแคบกว่าตอนที่โคเก็ทสึทราบข้อมูลครั้งแรก สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากรอยยุบบนกระโหลกศีรษะด้านหลัง สันนิษฐานว่าหลังจากยุยกะมีปากเสียงกระทบกระทั่งกับใครบางคน เธอเสียหลักล้มทำให้ศีรษะด้านหลังกระแทกกับมุมโต๊ะอย่างแรง ไม่มีบาดแผลภายนอกอื่น ๆ ที่ชัดเจน ตามเสื้อผ้าพบรอยยับย่นเล็กน้อย แต่ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าถูกทารุณกรรมทางเพศ

“พวกฉันวิเคราะห์ไว้แบบนี้ วันนั้นผู้เสียชีวิตเลิกงานประมาณสี่ทุ่ม เรื่องนี้ยืนยันจากเพื่อนร่วมงานโดยตรง ต่อมา เธอขึ้นรถไฟกลับถึงบ้านประมาณสี่ทุ่มสามสิบนาที เรื่องนี้เป็นการสันนิษฐาน เพราะหากตรงจากที่ทำงานกลับแมนชั่นจะใช้เวลาสามสิบนาที ถ้ากล้องวงจรปิดของสถานีรถไฟหรือละแวกใกล้ ๆ จับภาพไว้ก็อาจระบุได้ชัดเจนกว่านี้ แต่เธอไม่ปรากฏตัวในกล้องเลย เบื้องต้นจึงคาดว่าหลังจากเธอกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มสามสิบนาที ดันโชคร้ายเจอหัวขโมยย่องเบาพอดี”

“ย่องเบา… หรือครับ”

“ใช่ หน้าต่างฝั่งระเบียงเปิดอยู่ คงแอบเข้ามาทางนั้น บานหน้าต่างยังอยู่ดี แปลว่าเธออาจลืมใส่กลอนไว้ ในห้องไม่มีรอยเท้า แต่พบรอยรองเท้าของใครบางคนที่เหยียบรางน้ำฝนใกล้ ๆ ระเบียง เป็นแค่รอยเล็ก ๆ เพียงส่วนเดียว จะตรวจสอบกับผู้ผลิตก็ยาก ได้ยินว่ามีคดีย่องเบาเกิดขึ้นแถวนั้นบ่อยพอดี พวกหน่วยสืบสวนที่สามคาดการณ์ว่าเป็นโกโร่ ทะเทมัตสึ ไอ้ตัวร้ายที่ก่อคดีโชกโชน บ้านผู้ตายดูจะเป็นเป้าหมายที่หมอนั่นชื่นชอบอยู่แล้ว แถมยังลงมือด้วยวิธีเดิมคือ ถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยก่อนลักลอบเข้าไป แต่ก็นะ ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเท่าไร ตอนนี้เลยโบ้ยให้เป็นฝีมือหัวขโมยย่องเบาไปก่อน ช่วงประมาณสี่ทุ่มสามสิบนาที หมอนั่นคงเห็นว่าห้องของยุยกะ คุระโมจิ ปิดไฟมืดเลยคิดว่าไม่มีใครอยู่ จึงปีนรางน้ำฝนขึ้นไปถึงชั้นสอง แล้วแอบลักลอบเข้าห้อง บังเอิญผู้ตายลืมลงกลอนหน้าต่างไว้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเลยทีนี้ ตอนกำลังสอดส่องของมีค่าในห้อง โชคร้ายที่ผู้ตายกลับมาพอดี เธอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นมืด ๆ ถอดเสื้อคลุมพาดเก้าอี้แล้วเปิดไฟ ทันใดนั้นก็สบตากับคนร้ายที่กลั้นลมหายใจซ่อนตัวอยู่ในความมืด…”

“จากนั้นก็เกิดการต่อสู้กันหรือครับ”

“คงไม่ได้กะจะฆ่าหรอก อีกฝ่ายเป็นผู้หญิง มันอาจวางแผนไว้ว่าแทนที่จะกระโดดลงจากระเบียง ผลักอีกฝ่ายให้กระเด็นแล้วหนีไปทางประตูหน้าดีกว่า แต่ผู้ตายโชคไม่ดี หัวกระแทกกับมุมโต๊ะ ดันโดนตรงจุดสำคัญเสียด้วย คนร้ายรีบหนีไปก็จริง แต่ดูเหมือนจะไม่ลืมขโมยเงินสดกับบัตรเครดิตในกระเป๋าสตางค์ของผู้ตายไปด้วย”

“ถูกขโมยเงินด้วยหรือครับ”

“ไม่รู้ว่าถูกขโมยไปเท่าไร ในกระเป๋าว่างเปล่า เหลือไว้แค่คูปองกับเศษสตางค์”

“รอยนิ้วมือล่ะครับ”

“พบรอยนิ้วมือจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ของยุยกะ คุระโมจิ แต่ไม่ตรงกับลายนิ้วมือในทะเบียนประวัติอาชญากร ได้ยินว่าบางครั้งผู้ตายจะชวนเพื่อนมาค้างที่บ้าน อาจเป็นรอยนิ้วมือของเพื่อนก็ได้ แต่รอยนิ้วมือบนลูกบิดประตูทางเข้าด้านในเลือนหายไป ไม่ได้ถูกเช็ดออกเสียทีเดียว ลักษณะเหมือนมีคนใส่ถุงมือแล้วจับลูกบิดประตู เลยทำให้ลายนิ้วมือที่ติดอยู่ก่อนหน้านั้นถูกลบไปแค่บางส่วน”

“เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกย่องเบาที่ใส่ถุงมือเพื่อไม่ให้เกิดลายนิ้วมือสินะ” โคเก็ทสึลูบคางตัวเอง “ถ้าจำไม่ผิด มีแก้วตกแตกอยู่ใช่ไหมครับ มันแตกตอนที่เธอต่อสู้กับคนร้ายหรือครับ”

“เหมือนจะเป็นแบบนั้น ในแก้วมีกาแฟอยู่ แถว ๆ พื้นห้องใต้โต๊ะก็มีเศษแก้วกับคราบของเหลวคล้ายกาแฟด้วย ผลจากการชันสูตรไม่พบสารที่มีองค์ประกอบของกาแฟในกระเพาะอาหาร คงเป็นแก้วที่ดื่มเหลือไว้ตั้งแต่วันก่อนหน้าแล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ ทั้งอุปกรณ์ดริปกาแฟ อาหารที่กินเหลือ แก้วน้ำใช้แล้วยังกองระเกะระกะอยู่ที่ครัว ดูเหมือนเธอจะไม่ปลื้มการล้างจานเท่าไรนะ”

“กาแฟเย็นงั้นเหรอ…”

เขานึกถึงรอยยิ้มของเธอที่เห็นครั้งสุดท้าย ในอกอัดแน่นด้วยความขมขื่น

ถึงตอนนั้นช่วยชิมกาแฟเย็นของฉันหน่อยนะคะ อร่อยนะจะบอกให้—

“พอเข้าอีหรอบนี้ คงต้องสรุปว่าผู้ต้องสงสัยคือชายชื่อโกโร่ ทะเทมัตสึ ใช่ไหมครับ”

“ก็ใช่ แต่ยังไงก็ทำได้แค่ตั้งข้อสงสัย เพราะไม่มีพยานวัตถุเลย ตอนนี้ตำรวจกำลังไล่สอบสวนและตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่อยู่รอบ ๆ อย่างละเอียด แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ความจริงพวกคดีบุกรุกชิงทรัพย์ ถ้าจับได้ฐานกระทำผิดซึ่งหน้าก็อาจสอบสวนไปถึงความผิดอื่นที่ติดตัวได้ คงต้องหวังพึ่งกระบวนการนั้นเพื่อให้เจ้าตัวสารภาพออกมาเอง ตอนนี้ทางฉันกำลังร่วมมือกับหน่วยที่สาม เฝ้าติดตามพฤติกรรมหมอนั่นอยู่”

“ให้รออย่างเดียวก็น่าหงุดหงิดอยู่นะครับ… ไม่มีผู้ต้องสงสัยคนอื่นแล้วหรือครับ”

“อย่าเพิ่งใจร้อน แน่นอน มีการตามสืบไปยังบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย”

ผู้ที่ปรากฏตัวตนในกระบวนการสืบสวนคือชายชื่อคูโตะ นิชิมูระ พนักงานบริษัทออแกไนซ์รับจัดพิธีวิวาห์ชื่อดัง ดูเหมือนเขาจะตามตื๊อขอคบกับยุยกะไม่หยุดตั้งแต่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน

“พบจดหมายรักเร่าร้อนของหมอนั่นจากถังขยะในบ้านผู้ตาย คงเพราะเนื้อหาส่อแววไปทางโรคจิตนิด ๆ ผู้ตายเลยทิ้งไปด้วยความขยะแขยง ตำรวจเก็บลายนิ้วมือของนิชิมูระได้จากจดหมายนั้น แต่ไม่ตรงกับรอยนิ้วมือที่พบในบ้านผู้ตาย เจ้าตัวยอมให้การแต่โดยดี แต่บอกว่าไม่เคยไปบ้านผู้ตายแม้แต่ครั้งเดียว ไม่รู้กระทั่งตำแหน่งที่ตั้ง แม้ไม่มีหลักฐานมัดตัว แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันที่อยู่เช่นกัน จะว่าน่าสงสัยก็น่าสงสัยอยู่”

“ถ้าเขาเป็นคนร้ายจริง จะสันนิษฐานเหตุการณ์อย่างไรครับ”

“ก็คงบุกเข้าไปในบ้านผู้ตายภายในช่วงที่ประมาณเวลาการเสียชีวิตไว้ แล้วก็เริ่มมีปากเสียงกัน หมอนั่นผลักผู้ตายล้มลง แล้วก็ขวัญผวาหน้าซีดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตายแล้ว เลยปลอมแปลงที่เกิดเหตุให้เหมือนการชิงทรัพย์ เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ขโมยเงินสดกับบัตรเครดิตไป”

            “ถ้าเป็นกรณีนั้น แล้วรอยเท้าที่รางน้ำฝนล่ะครับ”

“อาจเป็นไปได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลย ยังไม่มีใครแจ้งความร้องเรียนเข้ามา แต่คงเป็นเพราะผู้อยู่อาศัยไม่ทันรู้ตัว ไม่แน่อาจเป็นร่องรอยเก่า ตอนที่โกโร่ ทะเทมัตสึ บุกรุกขึ้นไปบนชั้นอื่นก็ได้”

“ยังมีจุดน่าสงสัยอื่น ๆ อยู่นะครับ เธอเสียชีวิตระหว่างสี่ทุ่มสามสิบนาทีถึงเที่ยงคืนใช่ไหมครับ หญิงสาวที่อาศัยอยู่คนเดียวจะยอมให้ผู้ชายที่ตามรังควานตัวเองเข้ามาในห้องหรือครับ”

“ก็จริงนะ แต่หมอนั่นอาจใช้กำลังบุกรุกเข้าไปก็ได้”

“ถ้างั้นก็มีโอกาสที่เธอจะกรีดร้องนะครับ มีใครพูดถึงเรื่องนั้นบ้างไหมครับ”

“อ้อ ไม่มีใครให้การว่าได้ยินเสียงวัตถุแปลก ๆ หรือเสียงกรีดร้องหรอก แต่ว่านะ กำแพงห้องดันเป็นวัสดุกันเสียงอย่างดี ห้องข้าง ๆ ก็เป็นห้องว่างเสียด้วย คงใช้ยืนยันอะไรไม่ได้”

“แต่ถ้ามีใครใช้กำลังบุกรุกจริง ๆ บริเวณประตูทางเข้าควรจะรกเละเทะกว่านั้นนะครับ เท่าที่ผมจำได้ รองเท้าส้นสูงของเธอวางเรียงกันเป็นคู่ อีกทั้งมุมโต๊ะที่กระแทกโดนหัวของเธอก็อยู่ใกล้กับใจกลางห้อง นอกจากนี้เธอยังนอนหงายหันหัวไปทางประตูหน้า ผมมองว่าเป็นไปได้สูงที่จะถูกใครบางคนซึ่งบุกรุกเข้ามาทางหน้าต่างผลักล้มครับ”

“แต่ว่า เธออาจเปลี่ยนท่าทีก็ได้ หลังจากไตร่ตรองดูอีกครั้ง ผู้ตายยอมทำตามคำขอของอีกฝ่าย คิดว่าให้เข้ามาคุยกันในห้องดีกว่า มีความเป็นไปได้เหลือเฟือ พอคิดแบบนั้นก็แทบไม่เหลือจุดขัดแย้งในที่เกิดเหตุ ส่วนแก้วที่แตกก็อาจนำออกมาเพื่อรับแขก แรงจูงใจชัดเจนมีเหตุผลสมควรให้สงสัย”

“จุดเชื่อมโยงระหว่างเธอกับนิชิมูระคืออะไรหรือครับ”

“ดูเหมือนจะมีคนรู้จักช่วยเป็นสื่อกลาง นั่นคือผู้หญิงที่ชื่อไม โคบายาชิ เพื่อนร่วมงานของนิชิมูระ จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกับยุยกะ คุระโมจิ”

            “อ้อ… เธอนั่นเอง”

เขานึกถึงใบหน้าหนึ่งที่เชื่อมโยงกับชื่อนั้น เมื่อไม่นานนี้เขาบังเอิญเห็นรูปถ่ายของเธอ

“อย่างนี้นี่เอง พ่ออาจารย์นักเขียนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับยุยกะ คุระโมจิ สินะ เลยรู้หน้าค่าตาโคบายาชิด้วยใช่ไหม”

“ครับ เป็นคนที่เคยอยู่ชมรมถ่ายรูปเหมือนกับยุยกะจัง”

“งั้นเรอะ ผู้หญิงที่ชื่อโคบายาชินั่นโทร.หายุยกะ คุระโมจิ ตอนสี่ทุ่มยี่สิบสามนาที ทางตำรวจเลยสืบถามข้อมูลจากประเด็นนั้นด้วย”

“โทรศัพท์?”

“เธอบอกว่ามีนัดไปเที่ยวบ้านของผู้ตายเดือนหน้า ที่โทร.หาก็เพื่อคุยเรื่องวันเวลา ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกัน เธอไปค้างคืนที่บ้านผู้ตายบางโอกาส จัดปาร์ตี้ส่วนตัวเฉพาะเพื่อนสาวสองคนหรืออะไรทำนองนั้น… เธอบอกว่าจะทำกิจกรรมนี้ประมาณเดือนละครั้ง คล้ายงานสังสรรค์ค้างคืนเพื่อดูละครต่างประเทศด้วยกันน่ะ โคบายาชิยังบอกว่าตอนผู้ตายรับสายก็ไม่มีท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด”

“หมายความว่าคุณโคบายาชิเป็นคนแนะนำเพื่อนร่วมงานชื่อนิชิมูระให้ยุยกะจังหรือครับ”

“พูดให้ถูกคือผ่านการนัดบอด เห็นว่าประมาณหนึ่งเดือนก่อน ไม โคบายาชิ จัดนัดบอดขึ้น ดูเหมือนจะชวนผู้ตายไปงานจึงได้พบกับนิชิมูระ จากนั้นนิชิมูระก็เป็นฝ่ายรุกเร้าขอคบเป็นแฟน”

“พูดถึงเรื่องแฟน ยุยกะจังไม่มีคนที่คบหาอยู่หรือครับ”

“เท่าที่ตรวจสอบ ไม่พบวี่แววนั้นเลย เฟอร์นิเจอร์ของเธอค่อนข้างครบครันทั้งที่อยู่ตัวคนเดียว ก็เลยตรวจสอบจากประเด็นนั้นว่ามีคนพักอาศัยด้วยหรือเปล่า จากมุมมองของแกล่ะ คิดยังไง”

“ความจริงผมก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นเหมือนกันครับ แต่ถึงเธอจะมีแฟนก็ไม่แปลกอะไร”

“ส่วนเรื่องที่ว่าถูกใครอาฆาตแค้นอยู่หรือเปล่าก็ไม่มีเบาะแสแม้แต่นิดเดียว ข้อมูลที่สืบได้จากคนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือประเด็นเรื่องแรงจูงใจก็มีเท่านี้แหละ อ้อ จริงสิ ยายเด็กสาวโจทสึกะนั่นน่ะ”

            “โจทสึกะ?”

“ยายเด็กสาวที่อยู่กับแกตอนพบศพไง ที่อ้างว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษ”

“อ้อ… นามสกุลโจทสึกะหรือครับ”

“ใช่ ฮิซุย โจทสึกะ อะไรกัน แกไม่รู้หรอกเรอะ”

“รู้แค่ชื่อฮิซุยน่ะครับ ตอนนั้นเพิ่งเจอกันเป็นครั้งที่สองเอง เธอให้ปากคำว่าอะไรบ้างครับ”

คาเนบะยักไหล่

“ตอนรับงานนี้วันแรก— พูดอีกอย่างคือ ตอนที่แกกับยุยกะ คุระโมจิ ไปเยือนที่ทำงานของฮิซุย โจทสึกะ นั่นแหละ… เธอบอกว่าใช้ญาณวิเศษสัมผัสได้ถึงสิ่งไม่ดีบางอย่าง”

“สิ่งไม่ดี… หรือครับ”

“เห็นว่าไม่อยากให้เจ้าตัวกังวล แถมยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนก็เลยขอนัดไปเยี่ยมบ้านผู้ตายเพื่อตรวจสอบรายละเอียด แถมยังบอกว่าถ้าไม่รับมือให้ดีอาจร้ายแรงถึงชีวิต”

“ร้ายแรงถึงชีวิต? เธอพูดแบบนั้นหรือครับ”

“เออ แต่ยังไงก็ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว เธอเลยไม่ได้พูดอะไร บอกว่าแจ้งเรื่องนั้นกับอาจารย์นักเขียนเป็นนัย ๆ ไว้”

“อ้อ ครับ… เธอบอกให้ผมเฝ้าระวังยุยกะจังไว้จริง ๆ …”

“ที่เหลือก็ให้การเหมือนแกหมด เจ้าของเรื่องไม่มาเสียทีก็เลยมุ่งหน้าไปที่บ้านของเจ้าตัวพร้อมกับอาจารย์นักเขียน พอมายืนหน้าประตูก็สัมผัสได้อีกครั้ง ไอ้สิ่งไม่ดีที่ว่านั่นแหละ”

โคเก็ทสึนึกถึงสีหน้าตื่นตระหนกของฮิซุยตอนนั้น

            “คุณคาเนบะคิดอย่างไรกับเธอครับ”

“พวกต้มตุ๋นร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเหตุการณ์ผ่านไปแล้วจะพูดอะไรก็ได้ คงใช้วิธีที่ว่าหลอกเอาเงินก้อนโตจากพวกเศรษฐีเป็นประจำ รูปร่างหน้าตาแบบนั้น อย่าว่าแต่คนแก่เลย แม้แต่คนหนุ่มก็ยังหลงเอาง่าย ๆ”

“อืม… ผมว่าใคร ๆ ก็มองแบบนั้นแหละครับ”

“จะคิดในทางตรงข้ามก็ได้ อย่างการสังหารเหยื่อเพื่อทำให้ญาณหยั่งรู้หรือคำทำนายของตัวเองเป็นจริง—“

“เรื่องนั้นมัน…”

“แต่เบื้องต้นก็ตรวจสอบมาแล้วละ โจทสึกะมีหลักฐานที่อยู่ชัดเจน ยายเด็กสาวนั่นอาศัยอยู่กับมาโคโตะ จิวะซากิ ผู้ช่วยงานบ้าน จิวะซากิให้การยืนยันว่าอยู่กับเธอในช่วงเกิดเหตุ ที่สำคัญ แมนชั่นระฟ้านั่นมีกล้องวงจรปิดทุกซอกทุกมุม ในลิฟต์ ทางเข้า ทางออกฉุกเฉิน ลานจอดรถ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าออกโดยไม่ถูกจับภาพไว้ ทางฉันตรวจสอบภาพจากกล้องแล้ว ช่วงหกโมงเย็นของวันเกิดเหตุ หลังกลับมาพร้อมจิวะซากิ โจทสึกะไม่ได้ออกไปไหนจนถึงวันรุ่งขึ้น”

“ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่พอจะยึดถือได้ในตอนนี้คือข้อสันนิษฐานว่าโกโร่ ทะเทมัตสึ เป็นผู้บุกรุกชิงทรัพย์สินะครับ”

“ใช่ ที่เหลือก็แค่รอเวลา ฉันเข้าใจความรู้สึกของแกนะ แต่นี่ไม่ใช่คดีที่ต้องรบกวนพ่ออาจารย์นักเขียนหรอก ถ้าจับตัวคนร้ายได้ในที่เกิดเหตุแล้วสืบสาวถึงความผิดติดตัวได้ คดีนี้น่าจะจบลงด้วยการที่คนร้ายสารภาพออกมาเอง”

จริงอยู่ คดีดูเหมือนจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

แต่กระนั้น โคเก็ทสึกลับรู้สึกว่าการสืบสาวถึงความผิดติดตัวของโกโร่ ทะเทมัตสึ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

โกโร่ ทะเทมัตสึ นั้นน่าสงสัย แต่คูโตะ นิชิมูระ ก็น่าสงสัยไม่แพ้กัน

ใครเป็นคนฆ่ายุยกะกันแน่

ไม่สิ—

“ในกระบวนการสืบสวน… มีผู้ต้องสงสัยผู้หญิงบ้างไหมครับ เป็นไปได้ไหมว่าคนร้ายจะเป็นหญิงสาว”

คาเนบะเผยสีหน้าเหนือความคาดหมายต่อข้อสงสัยที่โคเก็ทสึเอ่ยถาม

“ไม่น่า นอกจากไม โคบายาชิ ที่พูดถึงเมื่อกี้แล้ว ดูเหมือนผู้ตายจะมีทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน และเพื่อนผู้หญิงที่สนิทสนมหลายคน แต่ไม่มีเบาะแสเลยว่าถูกใครอาฆาตแค้นอยู่ ดูเหมือนเธอจะเป็นสาวน้อยผู้เป็นที่รักของทุกคน มีอะไรงั้นเรอะ”

“เปล่าครับ”

โคเก็ทสึนิ่งเงียบ นึกย้อนถึงคำพูดลอย ๆ ของผู้สื่อวิญญาณตอนที่เขาประคองร่างโซเซของเธอไว้ก่อนตำรวจมาถึง โคเก็ทสึถามเธอถึงความหมายของคำนั้นหลายครั้ง “ฉันคงคิดไปเองน่ะค่ะ” เธอตอบแค่นั้นแล้วก้มหน้าปิดปากเงียบ

หญิงสาวร่ำไห้…

หมายความว่าอะไรกัน

ดวงตาสีหยกส่องประกายชวนพิศวงผุดขึ้นกลางความมืดมิดในหัวของโคเก็ทสึ

ฮิซุย โจทสึกะ

ผู้สื่อวิญญาณคนนั้นมองเห็นอะไรกันแน่…

 

 

หลายวันต่อมา เขาติดต่อกับฮิซุยได้ด้วยวิธีที่เหนือความคาดหมาย

โคเก็ทสึมีเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่งานเขียนของตัวเอง ฮิซุยอาศัยช่องทางนั้นส่งข้อความหาโคเก็ทสึ เธอบอกว่ามีเรื่องอยากคุยต่อหน้า ทั้งสองจึงนัดหมายกันที่ร้านกาแฟประจำของโคเก็ทสึ สถานที่ที่เขาใช้นั่งทำงานบ่อย ๆ

ฮิซุยปรากฏตัวก่อนเวลานัดสิบนาที

วันนี้เธอมาพร้อมเสื้อเบลาส์ผูกโบที่คอ จับคู่กับกระโปรงผ้าลายปักพื้นสีน้ำเงินเข้ม ลักษณะการแต่งหน้าเน้นสีส้มดูเป็นธรรมชาติ ทว่าดวงตาสีหยกภายใต้ผมหน้าม้าตัดเป็นระเบียบนั้นคล้ายฉายแววประหม่าอยู่ไม่น้อย

โคเก็ทสึเชิญเธอนั่งลงตรงข้ามแล้วเอ่ยขึ้น

“มาไม่ยากใช่ไหมครับ”

“ค่ะ สบายมาก ร้านสวยดีนะคะ”

เธอกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนพูด แต่สีหน้ายังดูเกร็งเล็กน้อย

“กาแฟอร่อยนะครับ มีเมล็ดขายด้วย ถ้าซื้อกลับไปเป็นของฝาก คุณจิวะซากิอาจจะชอบก็ได้ครับ”

ฮิซุยดูเมนูแล้วลังเลเล็กน้อย สุดท้ายเธอตัดสินใจสั่งกาแฟเฮ้าส์เบลนด์

“เอ่อ… ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษอาจารย์โคเก็ทสึด้วยนะคะ”

ดวงตาสีหยกคู่นั้นฉ่ำรื้นเล็กน้อย และจับจ้องแน่วแน่ตรงมายังโคเก็ทสึ

“ผมจำไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องรับคำขอโทษน่ะครับ”

“เรื่องของคุณคุระโมจิค่ะ ตอนนั้นฉันควรบอกไปตามตรงถึงสิ่งที่สัมผัสได้จากตัวเธอ อย่างน้อยก็น่าจะบอกอาจารย์ไว้… ให้ชัดเจนกว่านี้”

“คุณฮิซุย— มองเห็นบางอย่างสินะครับ”

“ค่ะ”

เธอก้มหน้า ผมหน้าม้าห้อยปรก ยากจะมองสีหน้าออก

“ฉันสัมผัสถึงลางบอกเหตุล่วงหน้าว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับคุณคุระโมจิค่ะ… แต่คิดไปว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัด อีกทั้งคงไม่มีใครยอมเชื่อ… เลยไม่ได้บอกรายละเอียดกับพวกคุณค่ะ แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องแบบนี้…”

“หญิงสาวร่ำไห้หมายความว่าอะไรหรือครับ”

โคเก็ทสึทนต่อไปไม่ไหว ต้องปลดปล่อยข้อกังขาคาใจที่ติดอยู่ในหัวมาหลายวันให้เป็นอิสระ

ฮิซุยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นพร่าด้วยความสับสน

ดูเหมือนเธอกำลังกังวลว่าโคเก็ทสึจะเชื่อคำพูดของเธอจริงหรือไม่

“อาจารย์— รู้จักเรื่องราวของภูตที่เรียกว่าแบนชีไหมคะ”

“ถ้าจำไม่ผิด เป็นภูตในตำนานปกรณัมของไอร์แลนด์ใช่ไหมครับ ที่ว่าหากแบนชีร้องไห้จะมีคนตาย”

“บางคนก็เรียกว่าหญิงสาวร่ำไห้ค่ะ ในอดีตจะมีอาชีพที่ถูกว่าจ้างให้ไปหลั่งน้ำตาในงานศพ ทางคติชนวิทยา[4]เชื่อว่า ขนบธรรมเนียมนั้นอาจวิวัฒน์ปรับเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิงจนกลายเป็นที่มาของตำนานภูตดังกล่าวค่ะ แต่ว่า… ความจริงเรื่องราวอาจกลับตาลปัตรก็ได้”

“กลับตาลปัตร…?”

“อาจารย์คะ ฉันรู้ถึงพลังวิเศษของตัวเองตอนอายุแปดขวบ หลังจากนั้นก็พยายามค้นหาตัวตนที่แท้จริงของสิ่งที่สัมผัสได้มาตลอด ไม่เคยมีใครแนะนำสั่งสอนเรื่องพลังที่ว่า ไม่มีทั้งหนังสือหรือตำราเฉพาะทาง ฉันจึงต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง นับจากเริ่มทำงานนี้ ฉันใช้พลังวิเศษสัมผัสตัวตนของผู้คนมากมาย จนถึงปัจจุบันก็ใกล้ครบสิบปีแล้วค่ะ”

โคเก็ทสึจ้องกลับไปยังดวงตาคู่นั้นของฮิซุยเพื่อค้นหาความหมายแท้จริงของสิ่งที่เธอต้องการบอก

“อยู่มาวันหนึ่ง ฉันก็ตระหนักได้ถึงแนวโน้มที่ว่า บางเรื่องราวที่ผู้คนนำมาปรึกษานั้นมีจุดร่วมบางอย่าง นั่นคือการถูกรังควานจากวิญญาณหญิงสาวที่กำลังร้องไห้ค่ะ บ้างก็ว่ามาอยู่ข้างหมอน บ้างก็พบในความฝัน แต่ละกรณีอาจต่างกันเล็กน้อย แต่โดยรวมมีเนื้อหาว่าหญิงสาวกำลังร้องไห้พลางจ้องมองคนเหล่านั้น”

เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพรั่นพรึงที่กำลังคืบคลานไปตามสันหลัง

“หมายความว่า มีคนอื่นมาปรึกษาเรื่องเดียวกับยุยกะจัง— คุณคุระโมจิด้วยหรือครับ”

“ใช่ค่ะ หากนับแค่กรณีที่ฉันได้รับฟังเรื่องราวโดยตรงมีสี่ครั้งแล้วค่ะ และทุกเรื่องก็มีจุดร่วมเดียวกันที่ผู้มาปรึกษาทุกคนต่างเสียชีวิตลงภายในหนึ่งปีหลังจากเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฉันฟังค่ะ”

“อะไรกัน ไม่น่าเชื่อเลย”

วิญญาณหญิงสาวที่กำลังร้องไห้

ผู้ที่ถูกมันจ้องมองต้องเผชิญกับความตายภายในหนึ่งปี—

เขาไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างอันน่าขนลุกและไม่อาจรับรู้ถึงตัวตนแท้จริงของมัน

“ฉันเพิ่งสังเกตเห็นความเชื่อมโยงดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ ปกติแล้วเมื่อให้คำปรึกษากับผู้ไหว้วานเสร็จเรียบร้อย ฉันไม่ได้ติดต่อพวกเขาอีก กว่าจะรู้ว่าบรรดาผู้ที่เล่าเรื่องราวให้ฟังทุกคนเสียชีวิต…เวลาก็ผ่านไปนานแล้วค่ะ”

“สาเหตุการตายของคนเหล่านั้นคืออะไรหรือครับ”

“มีสองคนเสียชีวิตจากอาการป่วยค่ะ” ฮิซุยก้มหน้า พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ผู้หญิงอีกคนถูกสามีฆ่าตายจากการทะเลาะวิวาท เหตุการณ์นี้ออกข่าวนิดหน่อยเมื่อสองปีก่อนค่ะ ส่วนอีกคนได้ยินว่าจบชีวิตด้วยตัวเอง… ว่ากันว่าเจ้าตัวทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้าค่ะ”

เสียงถอนหายใจระทมทุกข์หลุดรอดออกจากริมฝีปากเธอ

“พอลองนึกย้อนถึงเรื่องราวที่อีกฝ่ายนำมาปรึกษา ฉันนึกขึ้นได้ว่ามีสองคนในนั้นเอ่ยถึงหยดน้ำซึ่งไม่รู้ที่มาที่ไป พวกเขาต่างบอกว่าบางครั้งจะเห็นหยดน้ำหยดบนพื้นบ้าน แต่นึกไม่ออกเลยว่าของเหลวนั้นมาจากไหน ส่วนกรณีของอีกสองคน ฉันเดาว่าพวกเขาอาจไม่ทันคิด ไม่ได้ตระหนักว่ามันเกี่ยวข้องกับการถูกวิญญาณรังควาน เลยไม่ได้เล่าให้ฟังค่ะ…”

“ใกล้ ๆ ร่างของยุยกะจัง… มีหยดน้ำเหมือนกันสินะครับ”

“ใช่ค่ะ จุดร่วมเดียวกันในเรื่องเล่าของทุกคนคือหยดน้ำดังกล่าว ลักษณะเหมือน… รอยเล็ก ๆ ของคราบน้ำตาที่หยดลงมาค่ะ”

“ซึ่งเป็นของหญิงสาวร่ำไห้ในตอนนั้น—“

ฮิซุยพยักหน้าเบา ๆ

“ขอย้อนกลับไปเรื่องแบนชีที่พูดถึงตอนแรกนะคะ… หญิงสาวร่ำไห้เป็นตัวตนในตำนานเล่าขานที่ถูกพบตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ นับแต่อดีตกาล มันปรากฏให้เห็นทุกหนแห่ง จนยากจะเชื่อว่าเป็นเพียงข้อมูลที่ถูกบอกต่อกันมา”

“เหมือนทฤษฎีจิตไร้สำนึกร่วมของยุง[5]สินะครับ ที่ว่า แนวความคิดร่วมนั้นถือกำเนิดจากแม่แบบเดียวกันซึ่งฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกชั้นลึกของมนุษย์ทุกคนน่ะครับ หากใช้ทฤษฎีนี้ก็ไม่แปลกที่มนุษย์จะมีจินตนาการคล้ายคลึงกันแม้อยู่คนละพื้นที่ในโลก…”

เมื่อเอ่ยถึงตรงนั้น ความรู้สึกอันน่าขนลุกเริ่มลุกคืบคลานไปตามแผ่นหลัง

หากไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่หญิงสาวร่ำไห้มีตัวตนจริงล่ะ

หากสิ่งที่เกิดขึ้นคือยุยกะเห็นมันเข้าแล้วตายไปจริง ๆ –

“นับแต่อดีต บุคคลบางประเภทที่มีสัมผัสเชิงวิญญาณแรงกล้าต่างบอกว่าเห็นหญิงสาวร่ำไห้ก่อนตาย… ถ้านั่นคือปรากฏการณ์ที่มนุษยชาติพบเห็นร่วมกัน… ก็เป็นไปได้ว่า ตำนานหญิงสาวร่ำไห้อาจถือกำเนิดขึ้นจากปรากฏการณ์นั้น”

นั่นเป็นจินตนาการที่ทำให้เขาสัมผัสถึงบางสิ่งอันเย็นเยียบและชวนขนลุก

หมายความว่ายุยกะตายเพราะถูกสิ่งลี้ลับน่าสยดสยองครอบงำอย่างนั้นหรือ

“ฉันตีความไปในทางนั้นค่ะ ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงที่แน่นอน ไม่มีใครพิสูจน์ได้ และไม่มีใครที่ไหนจะบอกให้เรารู้ได้ เดิมทีเรื่องนี้ก็ฟังดูเลื่อนลอยไร้สาระอยู่แล้ว… ฉันคิดว่าคนทั่วไปคงมองฉันเป็นแค่ผู้หญิงเสียสติคนหนึ่งเท่านั้น”

            โคเก็ทสึเห็นแววเจ็บปวดปรากฏในดวงตาทั้งสองของฮิซุย

จินตนาการได้ไม่ยาก เธอไม่ได้บอกยุยกะ คุระโมจิ เรื่องหญิงสาวร่ำไห้ เธอเองไม่มีหลักฐานยืนยัน อีกทั้งหากเป็นเพียงการกังวลเกินเหตุก็อาจสร้างความวิตกจริตให้ยุยกะ ยุยกะอาจจะเชื่อเพราะเดือดร้อนจากวิญญาณรังควานโดยตรง แต่สำหรับโคเก็ทสึ คงคลางแคลงใจในคำพูดของฮิซุยไม่น้อย

ดังนั้นฮิซุยจึงปิดปากเงียบ

จากนั้นยุยกะก็ตาย

“ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป—“

เธอจึงมาเพื่อก้มศีรษะขออภัย

“ฉันดันคิดเข้าข้างตัวเองว่าอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ อาจแค่คิดมากเกินไป… ต่อให้ลางสังหรณ์นั้นเป็นจริงก็ไม่นึกว่าคุณคุระโมจิจะเสียชีวิตเร็วขนาดนี้… แค่คิดว่าถ้าได้ไปบ้านของเธออาจจะพบวิธีแก้ไขได้บ้าง…”

ฮิซุยก้มหน้า เขาเห็นไหล่บอบบางของเธอกำลังสั่นเทา

“เงยหน้าขึ้นเถอะครับ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสุดวิสัยครับ”

ฮิซุยระบายลมหายใจแล้วเงยหน้า ดวงตาฉ่ำรื้นคู่นั้นมองโคเก็ทสึด้วยความสงสัย

“อาจารย์เชื่อเรื่องที่ฉันพูดหรือคะ”

“ครับ ผมเชื่อ”

เธอปิดเปลือกตาลง จากนั้นผ่อนลมหายใจยาว อาจโล่งอกขึ้น แต่ดูเหมือนเรื่องที่อยากพูดยังไม่จบ ฮิซุยเม้มปากแน่นคล้ายตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้วจ้องหน้าโคเก็ทสึอีกครั้ง

“ฉันมีเรื่องอยากขอร้องอาจารย์ค่ะ”

“ขอร้อง… หรือครับ”

“ฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์โคเก็ทสึมานิดหน่อยค่ะ อาจารย์คอยร่วมมือสืบสวนกับตำรวจ ให้คำชี้แนะที่นำไปสู่การไขคดีได้หลายครั้งใช่ไหมคะ”

“อ้อ… ไม่หรอกครับ ไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย พอดีมีเหตุบังเอิญหลายครั้ง จนสุดท้ายกลายเป็นประโยชน์ขึ้นมาน่ะครับ”

“ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่าเป็นพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะทำได้”

เมื่อถูกจับจ้องด้วยดวงตาสีหยกกลมโตที่เปี่ยมด้วยประกายมุ่งมั่น โคเก็ทสึรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย สาวน้อยรูปงามแสดงท่าทีต้องการพึ่งพาเขาขนาดนี้ ความประหม่าจึงก่อตัวขึ้น ราวกับเขายังเป็นเด็กหนุ่มวัยราวสิบกว่า ๆ

ฮิซุยโน้มตัวมาด้านหน้าแล้วบอกเขา

“ได้โปรดเถอะค่ะ อยากให้อาจารย์ใช้พลังของฉัน สืบหาตัวคนร้ายให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าคุณคุระโมจิ—“

 

 

กาแฟถ้วยใหม่ที่สั่งไปมาถึงโต๊ะ ชิโร่ โคเก็ทสึ ยกขึ้นจิบ

จากนั้นเขาเคลื่อนสายตาไปหาฮิซุยที่มองมาด้วยสีหน้าไร้หนทาง ตอนที่เขาตอบรับข้อเรียกร้อง ฮิซุยเผยใบหน้าสดใสเปล่งประกายสมวัยสาวน้อยน่ารัก แต่เมื่อโคเก็ทสึนิ่งเงียบคล้ายกำลังครุ่นคิด เธอเปลี่ยนสีหน้ากลับสู่ความวิตกกังวลทันที

ฮิซุย โจทสึกะ

เขาจะใช้พลังของเธอหาตัวคนร้ายที่สังหารยุยกะ คุระโมจิ

“เอ่อ อาจารย์คะ…?”

            “อ้อ ขอโทษทีครับ คือผมกำลังคิดว่าควรทำยังไงดีน่ะ”

โคเก็ทสึวางถ้วยกาแฟลง เหล่มองสีหน้าของฮิซุยแล้วเอ่ยถาม

“ตอนพบศพยุยกะจัง… คุณบอกว่าคนร้ายคือผู้หญิงใช่ไหมครับ หมายความว่ายังไงครับ”

เธอคงไม่ได้บอกว่าคนร้ายคือผู้หญิง เพราะหญิงสาวร่ำไห้เป็นคนฆ่าหรอกกระมัง

“เอ่อ บางครั้งฉันก็เป็นแบบนั้นค่ะ…”

ฮิซุยเว้นจังหวะครู่หนึ่งด้วยความลังเลแล้วก้มหน้า

“ที่เจอบ่อยคือตอนเดินผ่านถนนที่ฉันไม่รู้มาก่อนว่าเคยเกิดอุบัติเหตุ จู่ ๆ อาการหน้ามืดก็เข้าเล่นงาน แล้วก็หมดสติไปทันที… จากนั้นภาพเลือนรางก็ปรากฏขึ้นในหัว ฉันคิดว่า… อาจเป็นภาพสุดท้ายที่ใครบางคนเห็นก่อนตายก็ได้ค่ะ”

“หมายความว่าสิ่งที่ปรากฏในหัวตอนนั้นอาจจะเป็น… สิ่งที่ยุยกะเห็นครั้งสุดท้ายก่อนตายหรือครับ”

“คิดว่า… ใช่ค่ะ” ฮิซุยพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ “เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่แจ่มชัดขนาดนั้นค่ะ ประมาณว่าตอนที่เราเห็นภาพขณะกำลังฝันอย่างชัดเจน แต่เมื่อตื่นลืมตาก็ลืมทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร เคยเจอใช่ไหมคะ ความรู้สึกทำนองนั้นเลยค่ะ เหมือนมีหมอกเบาบางเข้าปกคลุมในฉับพลัน… ไม่มั่นใจอีกต่อไปว่าเห็นสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า บางทีอาจเป็นแค่จินตนาการหรือความคิดฟุ้งซ่านของฉันเองก็ได้…”

“คุณเห็นอะไรหรือครับ”

ฮิซุยตอบเขาด้วยความพะวง แม้ในขณะนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าเขาเชื่อเรื่องที่เธอพูดหรือไม่

“คิดว่าเป็นใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวค่ะ ฉันล้มตัวนอนอยู่ ผู้หญิงคนนั้นคุกเข่าคุดคู้ก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ… ทุกอย่างเลือนลางมาก ตอนนี้ฉันนึกออกแค่นั้นเองค่ะ ตอนพบศพของคุณคุระโมจิ ฉันถูกความคิดนั้นครอบงำอย่างรุนแรง เลยคิดไปเองทันทีว่าคนร้ายคือผู้หญิงค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร… นั่นอาจไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นหญิงสาวร่ำไห้ที่คุณคุระโมจิพูดถึงก็ได้…”

“ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนตาย… อารมณ์เหมือนถูกคนตายเข้าสิงหรือครับ”

“อาจจะ… เป็นแบบนั้นค่ะ คุณจิวะซากิเรียกว่าการสนองรับวิญญาณ” ฮิซุยเผยสีหน้าเศร้าหมอง “เธอบอกว่าเวลาเป็นแบบนั้น ฉันจะพูดอะไรต่าง ๆ นานาออกมาไม่หยุด แต่ตัวฉันเองกลับจำไม่ได้เลย พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ยังเด็ก จนพ่อแม่คิดว่าเป็นอาการป่วย…”

“จะว่าไป ตอนนั้นคุณถามว่าหาอะไรอยู่น่ะครับ ตอนแรกคิดว่าคุณพูดกับผม แต่รู้สึกว่าน้ำเสียงและรูปประโยคฟังดูแปลก ๆ หรือนั่นจะเป็นคำพูดของยุยกะจังครับ”

“เอ่อ ฉันพูดอะไรแบบนั้นออกไปหรือคะ…”

“‘หาอะไรอยู่เหรอ’ คุณถามแบบนั้นน่ะครับ”

“หาอะไรอยู่เหรอ…”

ฮิซุยทวนซ้ำประโยคดังกล่าวด้วยสีหน้าพะว้าพะวง

ดูเหมือนเธอจะจำไม่ได้จริง ๆ

แปลว่านั่นคือคำพูดของยุยกะหรือ

หากเป็นเช่นนั้นจริง มันหมายความว่าอย่างไร

ว่าไปแล้ว เขารู้สึกติดใจอยู่เหมือนกันที่เห็นร่างไร้วิญญาณของเธอเบิกตาโพลง

นั่นเป็นดวงตาที่กำลังจ้องมองบางสิ่งหรือเปล่า หากไม่ใช่การเสียชีวิตฉับพลัน ย่อมแปลว่าเธอเห็นอะไรบางอย่างหลังจากล้มลงกับพื้น หรือว่านั่นจะเป็นใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่ฮิซุยกล่าวถึง หญิงสาวที่คุกเข่าคุดคู้อยู่ข้างยุยกะในเสี้ยววินาทีแห่งความตาย และกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่

            หากคนร้ายคือพวกย่องเบา ก็ไม่แปลกที่จะพยายามมองหาของมีค่า กระเป๋าถือตกอยู่ข้างร่างเธอ ทั้งเงินสดและบัตรเครดิตถูกขโมยไปจากกระเป๋าสตางค์ ไม่สิ—

กระเป๋าถือตกอยู่ฝั่งขวาของลำตัว แต่ทิศทางที่สายตามุ่งไปคือฝั่งซ้าย ไม่น่าจะมองเห็นคนร้ายที่กำลังคุ้ยค้นกระเป๋าอยู่ไม่ใช่หรือ หากเป็นเช่นนั้น มีอะไรอยู่ตรงปลายสายตาของเธอกันแน่ ด้านซ้ายของลำตัวมีเพียงเศษแก้วกระจัดกระจาย เขาไม่เห็นสิ่งใดสะดุดตานอกจากนั้น

ไม่สิ ตอนที่ยุยกะมอง “อาจยังมีสิ่งนั้นอยู่” หรือเปล่า

หากคนร้ายนำสิ่งนั้นไปด้วยล่ะ

หากสิ่งของที่นักย่องเบาสนใจวางอยู่ในทัศนวิสัยของเธอตอนนั้นล่ะ

ไม่สิ แต่เดิมฮิซุยบอกว่าคนที่เธอเห็นคือผู้หญิง ส่วนโกโร่ ทะเทมัตสึ ซึ่งถูกหมายหัวว่าก่อคดีย่องเบานั้นเป็นผู้ชาย หากคนร้ายคือผู้หญิง บุคคลที่น่าสงสัยย่อมเป็นเพื่อน ๆ ของยุยกะ เช่นไม โคบายาชิ แต่ยุยกะมีเพื่อนหลายคน อีกทั้งตอนนี้ยังสืบไม่พบแรงจูงใจในการก่อเหตุแต่อย่างใด

ตอนนั้นคนร้ายกำลังหาอะไรกันแน่ และหากคนร้ายได้ของติดตัวไปจริงจะเป็นไปได้ไหมว่าจงใจฆ่ายุยกะเพื่อการณ์นั้นโดยเฉพาะ

อาจเป็นเพราะโคเก็ทสึเอาแต่นิ่งเงียบ เมื่อรู้ตัวอีกทีจึงเห็นว่าฮิซุยมองเขาด้วยแววตากังวล คิ้วงดงามได้รูปลู่ตก หัวคิ้วขมวดชนกันเหมือนกำลังร้อนใจ

ไม่ได้การ แบบนี้มีแต่วนอยู่ที่เดิม

โคเก็ทสึถามฮิซุยถึงเรื่องอื่น

“นอกจากนี้แล้ว พลังวิเศษของคุณฮิซุยทำอะไรได้บ้างหรือครับ อย่างก่อนหน้านี้ คุณฮิซุยทายถูกว่าผมกับยุยกะจังทำงานอะไรใช่ไหมครับ ทราบได้ยังไงหรือครับ”

            “เอ่อ คือ… กลิ่น น่ะค่ะ”

ฮิซุยตอบพลางขยับนิ้วยุกยิกบนโต๊ะ

“กลิ่น?”

“เอ่อ ไม่ใช่ในความหมายแปลก ๆ นะคะ เป็นกลิ่นของวิญญาณ… มั้งคะ คำว่ากลิ่นเป็นเพียงอุปมาเท่านั้น ไม่ใช่การรับสัมผัสกลิ่นจริง ๆ พูดให้ถูกต้องคือการรับความรู้สึกด้วยสัมผัสที่หกน่ะค่ะ…” เธอใส่นมและน้ำตาลลงไปในกาแฟที่น่าจะชืดสนิทแล้ว “เพียงแต่เวลาต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง ใช้คำว่ากลิ่นจะใกล้เคียงที่สุดค่ะ สิ่งที่ส่งกลิ่นนั้นออกมาน่าจะเป็นวิญญาณของมนุษย์… ฉันรู้สึกแบบนั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันทำความเข้าใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้”

ฮิซุยคนกาแฟพลางอธิบายด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

“ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่นะคะ นาน ๆ ทีฉันจะมองเห็นบางอย่างคล้ายวิญญาณคนตายด้วย แต่ส่วนใหญ่จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอย่างที่บอก เป็นอวลไอบางอย่างเหมือนกับกลิ่นที่วิญญาณปล่อยออกมา… มันทำให้ฉันทราบถึงแนวโน้มต่าง ๆ ของบุคคลนั้น เช่นอารมณ์ในปัจจุบัน หรือวิธีการใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนเรื่องอาชีพ ฉันคาดเดาด้วยการเปรียบเทียบจากประสบการณ์ค่ะ ถ้าใครคนหนึ่งปล่อยกลิ่นใกล้เคียงกับคนที่ฉันเคยพบแปลว่ามีวิถีชีวิตคล้ายกัน และส่วนมากจะทำงานแบบเดียวกัน เป็นการใช้มาตรวัดจากประสบการณ์ค่ะ บางครั้งก็เดาผิดเหมือนกัน เพียงแต่ก่อนหน้านี้มีนักเขียนท่านหนึ่งมาสัมภาษณ์ฉัน อาจารย์มีกลิ่นคล้ายนักเขียนท่านนั้น ฉันเลยคิดว่าอาจจะใช่…”

ฮิซุยเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับญาณวิเศษเรื่อง “กลิ่น” ให้เขาฟังต่อจากนั้น

เธอจำเป็นต้องพบบุคคลเป้าหมายโดยตรงจึงจะสัมผัสกลิ่นได้ หากคนที่มีกลิ่นลักษณะเดียวกันสองคนยืนอยู่ข้างกัน กลิ่นจะผสมปนเปจนเธอไม่อาจบอกได้ว่ากลิ่นไหนเป็นของใคร การแยกแยะกลิ่นจำเป็นต้องใช้สมาธิ ดังนั้นหากฮิซุยอยู่ในสภาวะผ่อนคลายจะรับข้อมูลได้แม่นยำกว่า เมื่อเธออยู่ท่ามกลางความมืดจะยิ่งรวบรวมสมาธิได้ง่าย เพราะข้อมูลอื่น ๆ ถูกปิดกั้นไม่ให้รบกวน การจัดสถานที่ทำงานแบบนั้นจึงไม่ใช่เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการสวมบทบาทเพียงอย่างเดียว

กลิ่นเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพและภาวะจิตใจของบุคคล ไม่ว่าร่างกายอ่อนแอ มีอาการป่วย ตื่นเต้น หวาดกลัว กำลังโกหก หรือแม้แต่รู้สึกผิดบาป… เธอจะแยกแยะสภาวะเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ไม่อาจรู้ถึงความแตกต่างยิบย่อย

“สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิด แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดจากการนอกใจคนรัก หรือก่อเหตุฆาตกรรม แบบนั้นใช่ไหมครับ”

“คิดว่าพอจะแยกแยะได้เล็กน้อยค่ะ… แต่ไม่มั่นใจขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเพราะฉันมีโอกาสสัมผัสกลิ่นของการนอกใจหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยพบฆาตกรตัวจริง…”

อย่างนี้นี่เอง การแยกแยะสิ่งเหล่านั้นคงต้องอาศัยมาตรวัดจากประสบการณ์ด้วย

นอกจากนี้ ฮิซุยยังเล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับกลิ่นที่ปล่อยออกมาจากสภาวะทางจิตให้ฟัง

นั่นคือเรื่องที่เธอสัมผัสถึงอิทธิพลทางสภาพจิตใจที่บุคคลหนึ่งได้รับจากคนอื่น ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เช่น หากบุคคล A ถูกบุคคล B หลงรักอย่างรุนแรง ฮิซุยจะรู้ว่าบุคคล A กำลังได้รับความรักจากใครบางคนอยู่ ต่อให้บุคคล A ไม่รับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นเลย อิทธิพลดังกล่าวก็ยังปรากฎให้สัมผัสได้

“ความสามารถนั้นอาจจะใช้ประโยชน์ได้นะครับ อย่างกรณีที่ใครบางคนถูกบุคคลที่สามอาฆาตแค้นอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัวจะมองออกไหมครับ”

“ค่ะ กรณีเช่นนั้นฉันน่าจะพอสัมผัสได้ว่าเป็นความรู้สึกเชิงอวยพรหรือสาปแช่ง หากเป็นความเกลียดชัง คำสาปแช่งจะกัดกินจิตใจของเป้าหมายและส่งอิทธิพลออกมา และฉันจะเห็นรอยแผลเป็นดังกล่าว… อารมณ์ประมาณนั้นค่ะ แต่ถ้าไม่ตั้งสติจดจ่อสมาธิให้ดีก็คงจับสัมผัสยากค่ะ”

            แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าครอบจักรวาล ทว่าเป็นพลังที่เหลือเชื่อ

แต่จะใช้ญาณวิเศษที่ฮิซุยเล่ามาทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนได้อย่างไร

สมมติให้บรรดาผู้ต้องสงสัยในการสังหารยุยกะ คุระโมจิ— ซึ่งจากสถานการณ์ตอนนี้ได้แก่โกโร่ ทะเทมัตสึ กับคูโตะ นิชิมูระ หรือไม่ก็เพื่อนฝูงของยุยกะ มาพบฮิซุยทีละคน เหล่าผู้ต้องสงสัยน่าจะมีความรู้สึกผิดบาปที่ฆ่ายุยกะ หรือไม่ก็หวาดกลัวอย่างมากว่าจะถูกจับกุม ซึ่งฮิซุยอาจดมกลิ่นแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้

ทว่ามีปัญหาอยู่สองเรื่อง

เรื่องแรกคือ กรณีที่ผู้ต้องสงสัยไม่มีความรู้สึกดังกล่าวเลย หากผู้ต้องสงสัยมีจิตผิดปกติบางประเภท ไม่มีทั้งความรู้สึกผิดบาปและความหวาดกลัว ฮิซุยคงจับสัมผัสอะไรไม่ได้ ส่วนปัญหาอีกเรื่องนั้นน่าปวดหัวกว่ามาก สมมติว่าผู้ต้องสงสัย X รู้สึกเสียใจกับการฆาตกรรมจริง และฮิซุยใช้ญาณวิเศษสัมผัสได้ หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ

การทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่หลักฐานใด

ต่อให้หยั่งรู้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ใช้จับกุมไม่ได้อยู่ดี แม้เป็นประโยชน์ในการคาดคะเนเพื่อย่นขอบเขตการสืบสวน แต่หากพิจารณาถึงปัญหาแรก ผลลัพธ์อาจกลายเป็นการจำกัดมุมมองให้แคบกว่าเดิม

“อย่างนี้นี่เอง การสืบโดยใช้กลิ่นเป็นแนวทางหลักอาจจะยากเกินไปก็ได้ครับ”

“ขอโทษนะคะ… ฉันอยากทำอะไรเพื่อคุณคุระโมจิบ้าง แต่ไม่มีความสามารถพอจะจับคนร้ายได้… พวกนิยายสืบสวนสอบสวนก็ไม่ใช่แนวที่ฉันถนัดด้วยค่ะ…”

โคเก็ทสึยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบแล้วมองฮิซุยที่กำลังไหล่ตกด้วยความรู้สึกผิด

“ผมว่าจะลองคิดจากมุมอื่นสักหน่อยน่ะครับ”

            สิ่งที่ควรคำนึงถึงน่าจะเป็นหญิงสาวที่ฮิซุยเห็น หรือไม่ก็ความหมายของถ้อยคำที่ยุยกะทิ้งท้ายไว้ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อสงสัยดังกล่าวดูจะยังวนเวียนอยู่ที่เดิม เช่นนั้นแล้วอาจต้องใช้วิธีไล่พิจารณาจากข้อข้องใจอื่น ๆ

“มุมอื่น… หรือคะ”

“ครับ หญิงสาวร่ำไห้ไงครับ ตอนได้ยินครั้งแรก ผมสงสัยบางอย่างเลยอยากลองวิเคราะห์จุดนั้นดูเท่าที่จะทำได้”

“หมายความว่ายังไงคะ”

“การพยายามใช้ตรรกะกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณอาจฟังดูไร้สาระก็จริงครับ แต่— ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อน เธอตายเพราะหญิงสาวร่ำไห้ร้องไห้ หรือว่าหญิงสาวร่ำไห้ร้องไห้เพราะรู้ว่าเธอกำลังจะตาย ผมอยากไขข้อข้องใจในประเด็นนั้นครับ”

 

ติดตามต่อได้ในนิยายฉบับเต็ม

วางจำหน่ายเร็วๆ นี้

 

[1] ภูมิภาคหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนพื้นที่เกาะใหญ่ใจกลางประเทศที่เรียกว่าเกาะฮอนชู ประกอบด้วยเจ็ดจังหวัดได้แก่กุมมะ คานากาวะ ชิบะ ไซตามะ โตเกียว โทจิกิ และอิบารากิ

[2] Baroque Art ศิลปะแนวตะวันตกที่เฟื่องฟูในช่วงศตวรรษที่ 17 -18 มีลักษณะเด่นคือความยิ่งใหญ่โอ่อ่า รายละเอียดโดดเด่นเร้าอารมณ์

[3] วิธีชงกาแฟดริปรูปแบบหนึ่ง อาจราดน้ำร้อนผ่านผงกาแฟบนกระดาษรองดริปลงไปในแก้วที่มีน้ำแข็งโดยตรง หรือราดน้ำร้อนผ่านกาแฟใส่ลงในเหยือกให้เรียบร้อยก่อนใส่น้ำแข็งตามลงไปทันที น้ำกาแฟที่สกัดด้วยน้ำร้อนจะเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อเจอน้ำแข็ง ทำให้กลิ่นหอมของกาแฟไม่ฟุ้งกระจายและระเหยเร็วเกินไป

[4]  Folkloristics ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ตำนาน เรื่องเล่าขาน เทพนิยายท้องถิ่น การแสดง รวมถึงพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

[5] Carl Gustav Jung (ค.ศ.1875 – 1961) นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ขาวสวิสเซอร์แลนด์ผู้นำเสนอทฤษฎีทางจิตวิทยาหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพของมนุษย์ ทฤษฎีที่ว่าในเรื่องนี้คือ Collective Unconscious

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า