[ทดลองอ่าน] REVIVAL ฟื้นคืน สตีเวน คิง

Revival
ฟื้นคืน

สตีเวนคิง เขียน
วรรธนา วงษ์ฉัตร แปล

ติดตามการวางจำหน่ายได้ทางเพจ “เเพรวนิยายเเปล”

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

คำนำสำนักพิมพ์

สตีเวน คิง คือนักเขียนชื่อดังที่ทุกคนต่างรู้จัก และเรื่อง ฟื้นคืน หรือ Revival ที่อยู่ในมือทุกท่านนี้ก็คือผลงานที่ผู้อ่านทั่วโลกลงความเห็นว่าเป็นงานที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคิง เมื่อคนที่ศรัทธาในพระเจ้ากลับต้องสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งไปตลอดกาล ความศรัทธาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชัง สตีเวน คิง ทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่าความสิ้นหวังที่แท้จริงเป็นอย่างไร รวมทั้งพาทุกคนเข้าสู่ใจกลางของคำถามสำคัญที่ว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริงหรือไม่

ขอเชิญพบกับสุดยอดนิยายสยองขวัญที่จะทำให้คุณขนลุกซู่ตลอดทั้งเรื่องได้แล้ว

-แพรวสำนักพิมพ์

 

“ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องลงลึกในรายละเอียดอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว การจลาจล หรือการลอบสังหาร แต่การอ่านเรื่องราวเหล่านี้เป็นการปลอบโยนผม เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยวคนเดียวในความทุกข์ทรมาน…”

-สตีเวน คิง

 

-1-

ตัวละครที่ห้า ภูเขาสกัลเมาน์เทน พีซเซเบิลเลก

 

ชีวิตคนเราเปรียบเสมือนภาพยนตร์ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง ตัวละครหลักประกอบด้วยครอบครัวและเพื่อนฝูงของคุณ พวกตัวประกอบก็มีเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ครูบาอาจารย์ และคนรู้จักในแต่ละวัน และก็ยังมีตัวละครปลีกย่อยอีกด้วย อย่างเช่น สาวแคชเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีรอยยิ้มน่ารัก บาร์เทนเดอร์ที่เป็นมิตรในผับท้องถิ่น คนที่คุณออกกำลังกายพร้อมกับพวกเขาที่ยิมสัปดาห์ละสามวัน และยังมีตัวละครเสริมอีกหลายพันคน พวกที่ไหลผ่านเข้ามาในชีวิตของทุกคนประดุจน้ำที่ไหลผ่านตะแกรง คนพวกนี้เป็นคนที่ได้เจอแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่เจออีกเลย หรือเด็กวัยรุ่นที่เดินดูหนังสือกราฟิกโนเวลในร้านบาร์นส์แอนด์โนเบิล คนที่คุณต้องเดินผ่าน (พลางพึมพำว่า “ขอโทษ”) เพื่อจะไปดูนิตยสาร หรือผู้หญิงในเลนข้างๆ ตอนรถติดไฟแดง และเธอกำลังใช้เวลาช่วงนั้นเติมลิปสติกบนริมฝีปาก หรือคุณแม่ที่กำลังเช็ดไอศกรีมออกจากหน้าของลูกน้อยวัยเตาะแตะในร้านอาหารริมถนนที่คุณแวะกินอาหารแบบรีบๆ หรือพ่อค้าแม่ขายที่ขายถั่วให้คุณถุงหนึ่งเวลาไปดูการแข่งขันเบสบอล

แต่บางครั้งคนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ว่ามานี้เลย ก็อาจโผล่เข้ามาในชีวิตของคุณได้ เขาคือคนที่โผล่เข้ามาในช่วงเวลาแปลกๆ ซึ่งมักจะเป็นในช่วงวิกฤตอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นในภาพยนตร์ ตัวละครแบบนี้จะเรียกว่าตัวละครที่ห้า[1] หรือตัวละครพลิกผัน เวลาที่ตัวละครนี้โผล่ขึ้นมาในภาพยนตร์ คุณจะรู้ทันทีว่าที่เขาโผล่มาเพราะคนเขียนบทจงใจใส่เขาไว้ตรงนั้น แต่ใครคือคนเขียนบทภาพยนตร์ชีวิตของเรา พรหมลิขิตหรือความบังเอิญ ผมอยากจะเชื่อว่าเป็นอย่างหลัง ผมอยากจะเชื่อจนหมดทั้งจิตและวิญญาณ เวลาที่ผมคิดถึงชาร์ลส์ เจค็อบส์ ตัวละครที่ห้าของผม ตัวพลิกผันของผม เนเมซิสของผม[2] ผมไม่อยากเชื่อว่าการปรากฏตัวของเขาในชีวิตผมจะเกี่ยวข้องอะไรกับพรหมลิขิต เพราะมันย่อมหมายความว่า เรื่องร้ายกาจทั้งหมดนี้-เรื่องน่าสยดสยองเหล่านี้-เกิดขึ้นเพราะโชคชะตากำหนด ถ้าเป็นเช่นนี้จริง มันก็ต้องไม่มีอะไรหลายอย่าง เป็นต้นว่า ไฟส่องสว่าง และความเชื่อของเราในเรื่องแสงสว่างก็กลายเป็นความเพ้อเจ้อ ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็ต้องมีชีวิตอยู่ในความมืดเหมือนสัตว์ที่อยู่ในรู หรือมดที่อยู่ลึกลงไปในรังของพวกมัน

และไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

 

แคลร์ให้ชุดกองทัพของเล่นแก่ผมในวันเกิดครบรอบหกขวบ และในวันเสาร์หนึ่งของเดือนตุลาคม ปี 1962 ผมก็เตรียมพร้อมสำหรับศึกครั้งใหญ่

ผมมาจากครอบครัวใหญ่ที่มีลูกชายสี่คนและลูกสาวหนึ่งคน ในฐานะที่เป็นน้องสุดท้อง ผมจึงได้ของขวัญมากมายอยู่เสมอ แคลร์มอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ผมทุกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอเป็นคนโตหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว หรือว่าเพราะทั้งสองอย่าง แต่ในกระบวนของขวัญเจ๋งๆ ทั้งหมดที่เธอให้ผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุดกองทัพเป็นของขวัญที่ดีที่สุด มันประกอบด้วยตุ๊กตาทหารพลาสติกสีเขียวสองร้อยตัว บางตัวมีปืนไรเฟิล บางตัวมีปืนกล และมีโหลหนึ่งที่เชื่อมติดไว้กับอุปกรณ์เหมือนท่อที่แคลร์บอกว่ามันคือปืนครก นอกจากนี้ก็ยังมีรถบรรทุกแปดคันและรถจี๊ปสิบสองคัน แต่ที่เจ๋งที่สุดในชุดกองทัพนี้คือกล่องที่ใส่มัน มันเป็นกล่องฟุตล็อกเกอร์[3] ทำด้วยกระดาษแข็งลายพรางสีเขียวสลับสีน้ำตาล และมีคำว่า สมบัติของกองทัพสหรัฐอเมริกา เขียนเป็นลายฉลุไว้ด้านหน้า แคลร์ยังเพิ่มข้อความลายฉลุของเธอเองไว้ใต้ข้อความนี้ด้วยว่า ผู้บัญชาการเจมี มอร์ตัน

และนั่นคือผมเอง

“พี่เห็นโฆษณามันที่ด้านหลังของหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งของเทอร์รี่” แคลร์บอกเมื่อผมหยุดกรีดร้องด้วยความดีใจแล้ว “เขาไม่อยากให้พี่ตัดหน้าโฆษณานั้นออกมาเพราะเขาเป็นเด็กแสบ…”

“ใช่เลย” เทอร์รี่พูด เขาอายุแปดขวบ “ฉันเป็นพี่ชายตัวแสบ” แล้วเขาก็เอานิ้วสองนิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูก

“หยุดเลย” แม่ของเราห้าม “พี่น้องต้องไม่ตีกันในวันเกิดนะ แม่ขอร้องและขอบใจมาก เทอร์รี่ เอานิ้วออกจากจมูกเดี๋ยวนี้”

“ยังไงก็ตาม” แคลร์พูดต่อ “พี่ถ่ายเอกสารคูปองแล้วส่งไป ตอนแรกพี่ยังกลัวว่ามันอาจจะมาไม่ทัน แต่มันมาทัน และพี่ดีใจมากที่เธอชอบมัน” แล้วแคลร์ก็จูบขมับผม เธอชอบจูบผมตรงขมับเสมอ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงจูบอันอ่อนโยนพวกนั้น

“ผมรักมันเลยละ!” ผมพูดพลางกอดกล่องของเล่นแนบอก “ผมจะรักมันตลอดไป!”

มันเป็นช่วงเวลาหลังอาหารเช้าซึ่งมีแพนเค้กบลูเบอร์รีกับเบคอนของโปรดของผม เราทุกคนจะได้อาหารโปรดของเราในวันเกิด และของขวัญจะมาหลังอาหารเช้าในห้องครัวที่มีเตาฟืนกับโต๊ะตัวยาวและเครื่องซักผ้าเครื่องใหญ่เทอะทะซึ่งมักจะพังอยู่เสมอ

“ตลอดไปของเจมีก็คือห้าวัน” คอนพูด เขาอายุสิบขวบ รูปร่างผอมบาง (แต่ใหญ่ล่ำขึ้นในภายหลัง) และชื่นชอบวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุแค่นั้นแล้ว

“พูดได้ดีมาก คอนราด” พ่อของเราพูด พ่อแต่งตัวเตรียมไปทำงานด้วยชุดกันเปื้อนที่เป็นเสื้อกางเกงติดกันที่ปักชื่อ ริชาร์ด ด้วยด้ายสีทองบนกระเป๋าอกเสื้อข้างซ้าย บนหน้าอกข้างขวาปักคำว่า มอร์ตันฟูเอลออยล์ “โดนใจพ่อมาก”

“ขอบคุณครับ พ่อ”

“ความเจ้าคารมของลูกทำให้ลูกได้รับรางวัลเป็นโอกาสในการช่วยแม่ของลูกเก็บโต๊ะอาหารเช้า”

“เป็นเวรของแอนดี้ต่างหากล่ะพ่อ!”

“เป็นเวรของแอนดี้จริง” พ่อตอบพลางราดน้ำเชื่อมไซรัปลงบนแพนเค้กชิ้นสุดท้าย “หยิบผ้าเช็ดจานซะ เด็กเจ้าคารม และพยายามอย่าทำอะไรแตกเชียวนะ”

“พ่อตามใจแอนดี้จนเสียนิสัย” คอนต่อว่า แต่ก็ยอมคว้าผ้าเช็ดจาน

คอนนีพูดไม่ผิดซะทีเดียวเรื่องคำว่าตลอดไปของผม ห้าวันต่อมาเกมผ่าตัดที่แอนดี้ให้ผมก็ลงไปนอนจมฝุ่นอยู่ใต้เตียง (แต่อวัยวะบางส่วนของร่างกายหายไป แอนดี้ได้เกมนี้จากการขายของมือหนึ่งและมือสองที่ยูเรก้าแกรนจ์ในราคา 25 เซ็นต์) เช่นเดียวกับจิ๊กซอว์ที่เทอร์รีให้ผม คอนให้กล้องดูภาพสามมิติวิวมาสเตอร์ อันนี้อยู่นานหน่อย แต่ในที่สุดมันก็ไปลงเอยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของผม และไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย

ผมได้เสื้อผ้าจากพ่อกับแม่ เพราะวันเกิดของผมอยู่ใกล้ปลายเดือนสิงหาคม และปีนั้นผมกำลังจะเข้าเรียนเกรดหนึ่ง ผมเห็นว่ากางเกงตัวใหม่กับเสื้อตัวใหม่เป็นอะไรที่ไม่น่าตื่นเต้นพอๆ กับพวกแถบสีทดสอบบนจอทีวีที่เราเห็นเวลาปิดสถานี แต่ผมก็พยายามกล่าวขอบคุณด้วยท่าทีกระตือรือร้น ผมคิดว่าพ่อกับแม่คงดูออก เด็กหกขวบจะแสร้งทำเป็นกระตือรือร้นได้สมจริงแค่ไหนเชียว…แต่น่าเศร้าที่ต้องบอกว่า มันเป็นทักษะที่พวกเราส่วนใหญ่เรียนรู้ได้ค่อนข้างเร็วทีเดียว อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าพวกนี้ก็ถูกซักในเครื่องซักผ้าเครื่องใหญ่เทอะทะนั้น แล้วก็เอาไปตากบนราวตากผ้าในสนามข้างบ้าน สุดท้ายก็พับเก็บไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าของผม ที่ซึ่งผมคงไม่จำเป็นต้องบอกว่ามันหายไปจากสายตาและหายไปจากความคิดของผมจนกระทั่งเดือนกันยายนมาถึง และถึงเวลาต้องใส่มัน ผมจำได้ว่ามีเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนึ่งที่เจ๋งจริงๆ มันเป็นสีน้ำตาลลายทางสีเหลือง เวลาที่ผมใส่เสื้อตัวนี้ ผมจะสมมติว่าตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโรที่ชื่อว่า มนุษย์ตัวต่อจอมวายร้าย จงระวังเหล็กในของข้าด้วย!

 

แต่คอนพูดผิดเรื่องฟุดล็อกเกอร์ที่ใส่กองทัพของเล่นของผม ผมเล่นกับทหารพวกนั้นวันแล้ววันเล่า ปกติผมจะเล่นที่ริมสนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งมีทางดินแทรกอยู่ระหว่างสนามบ้านเรากับถนนเมทอดิสต์โรด ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นถนนดินเช่นกัน สมัยนั้นถนนทุกสายในฮาร์โลว์ล้วนเป็นถนนดินทั้งหมดยกเว้นถนนสายที่ 9 กับถนนสองเลนที่ทอดไปสู่โกตเมาน์เทน ซึ่งเป็นรีสอร์ตสำหรับพวกเศรษฐี ผมจำได้ว่าแม่ผมร้องคร่ำครวญอยู่บ่อยๆ เรื่องฝุ่นที่ปลิวฟุ้งเข้ามาในบ้านในวันที่ร้อนระอุของฤดูร้อน

บิลลี ปาแกต และอัล โนลส์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทสองคนของผม จะเล่นกองทัพของเล่นกับผมในตอนบ่ายอยู่บ่อยๆ แต่ในวันที่ชาร์ลส์ เจค็อบส์ โผล่เข้ามาในชีวิตผมเป็นครั้งแรก ผมกำลังเล่นอยู่คนเดียว ผมจำไม่ได้ว่าทำไมบิลลีกับอัลถึงไม่ได้อยู่กับผม แต่จำได้ว่าผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ตามลำพังคนเดียวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เหตุผลหนึ่งก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วน เหตุผลอีกข้อ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญมากกว่า ก็คือ ผมไม่ต้องเถียงกับพวกเขาว่าถึงตาใครเป็นฝ่ายชนะ อันที่จริงมันดูเหมือนไม่ยุติธรรมสำหรับผมที่จะต้องเล่นแพ้ เพราะทหารพวกนี้เป็นทหาร ของผม และมันเป็นฟุตล็อกเกอร์ ของผม

เมื่อผมเล่าความคิดนี้ให้แม่ฟังในวันที่ร้อนระอุวันหนึ่งของช่วงปลายฤดูร้อนหลังวันเกิดผมไม่นาน แม่ก็จับไหล่ผมแล้วมองตาผม มันเป็นสัญญาณแน่ชัดที่บอกว่าผมกำลังจะได้รับบทเรียนแห่งชีวิตอีกบทหนึ่ง “คำว่า มันเป็นของฉัน คือปัญหาครึ่งหนึ่งของโลกนี้ เจมี เวลาที่ลูกเล่นกับเพื่อนๆ ของลูก ทหารพวกนั้นจะต้องเป็นของพวกลูกทุกคน”

“ถึงแม้ว่าเราจะเล่นเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ต่อสู้กันอย่างนั้นหรือครับ”

“ใช่จ้ะ เวลาที่บิลลีกับอัลกลับไปกินอาหารค่ำที่บ้าน และลูกเก็บทหารพวกนั้นใส่กล่อง…”

“มันเป็นฟุตล็อกเกอร์!

“โอเค ฟุตล็อกเกอร์ เวลาที่ลูกเก็บทหารพวกนั้น มันก็จะเป็นของลูกอีกครั้ง คนเราสามารถทำตัวแย่ๆ ใส่กันได้มากมายหลายวิธี แล้วลูกจะรู้เองเมื่อลูกโตขึ้น แต่แม่คิดว่าพฤติกรรมเลวร้ายทั้งหมดล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวธรรมดาๆ นี่แหละ สัญญากับแม่สิว่าลูกจะไม่มีวันเป็นคนเห็นแก่ตัว ลูกรัก”

ผมให้สัญญา แต่ผมก็ยังไม่ชอบอยู่ดีเวลาที่บิลลีกับอัลเล่นเป็นฝ่ายชนะ

 

ในวันนั้นของเดือนตุลาคม ปี 1962 วันที่ชะตากรรมของโลกแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพราะปัญหาเรื่องดินแดนเล็กๆ ในเขตโซนร้อนที่มีชื่อว่าคิวบา ผมกำลังเล่นเป็นทหารของทั้งสองฝ่ายในสงคราม ซึ่งนั่นหมายความว่าผมจะเป็นฝ่ายชนะแน่ ก่อนหน้านี้รถปรับดินของเมืองออกมาปรับถนนเมทอดิสต์โรดแล้ว (“ย้ายก้อนหินไปรอบๆ มากกว่า” พ่อผมบ่นงึมงำแบบนี้เสมอ) มันทำให้มีเศษดินร่วงหล่นอยู่เยอะ ผมโกยมันขึ้นมามากพอจะกองเป็นเนินเขาก่อน แล้วก็กลายเป็นเนินเขาลูกใหญ่ จากนั้นก็เป็นเนินเขาลูกใหญ่ มาก ที่สูงเกือบถึงหัวเข่าของผม ตอนแรกผมคิดจะตั้งชื่อมันว่าภูเขาโกตเมาน์เทน แต่มันดูไม่แปลกใหม่ (ภูเขาโกตเมาน์เทนของจริงอยู่ห่างไปแค่สิบสองไมล์เท่านั้นเอง) และน่าเบื่อ หลังจากคิดๆ ดูแล้ว ผมก็ตัดสินใจเรียกมันว่า สกัลเมาน์เทน ผมพยายามขุดรูให้เป็นถ้ำเหมือนลูกตาสองข้างด้วยนิ้วมือของผม แต่ดินมันแห้งมาก และรูสองรูนั้นก็คอยแต่จะยุบลงไปอยู่เรื่อย

“เอาละ…” ผมพูดกับตุ๊กตาทหารพลาสติกที่ล้มนอนอยู่ในฟุตล็อกเกอร์ “โลกนี้อยู่ยาก นายไม่สามารถได้ทุกอย่างที่นายต้องการหรอก” นี่เป็นคำพูดที่พ่อผมโปรดปรานประโยคหนึ่ง การที่มีลูกห้าคนต้องเลี้ยงดู ทำให้ผมมั่นใจว่าพ่อมีเหตุผลที่ดีให้เชื่อแบบนี้ “มันจะเป็นถ้ำติ๊ต่าง”

ผมจับทหารครึ่งหนึ่งในกองทัพของผมวางบนยอดเขาสกัลเมาน์เทน ที่ที่พวกมันดูเป็นกองทหารที่น่าเกรงขาม ผมชอบเวลาที่พลปืนครกอยู่บนยอดเขาเป็นพิเศษ พวกนี้คือเคราต์[4] ผมเรียงกองทัพอเมริกันไว้ริมสนาม พวกเขามีรถจี๊ปและรถบรรทุก เพราะพวกเขาจะได้ดูเท่มากๆ เวลาบุกขึ้นเนินชันของภูเขา ผมมั่นใจว่ารถบางคันอาจจะพลิกคว่ำ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีบ้างสองสามคันที่บุกขึ้นไปถึงยอดเขาได้ แล้วก็แล่นทับพลปืนครกที่จะต้องกรีดร้องขอความเมตตา แต่อย่าฝันว่าจะได้

“แด่ความตาย” ผมพูดพลางจัดเรียงวีรบุรุษอเมริกันอีกสองสามตัวที่เหลือ “ฮิตสเมอร์ นายคือรายต่อไป!”

ผมกำลังพาพวกเขาเดินไปข้างหน้าตามลำดับยศพลางทำเสียงปืนกลแบบในหนังสือการ์ตูนไปด้วย แล้วจู่ๆ ก็มีเงาดำพาดบนสนามรบ ผมเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เขายืนบังแสงตะวันยามบ่าย ทำให้ภาพเขาเห็นเป็นเงาตะคุ่มที่ล้อมรอบด้วยแสงสีทองเหมือนสุริยคราส เขาคือมนุษย์คราส

ที่บ้านผมจะต้องมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นทุกบ่ายวันเสาร์เสมอ แอนดี้กับคอนจะอยู่ในสนามหลังบ้านของเราที่ยาวมาก และเล่นเกมทรี-ฟลายส์-ซิกซ์-กราวน์เดอร์ส[5] กับเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งท่ามกลางเสียงตะโกนและเสียงหัวเราะ แคลร์จะอยู่บนห้องกับเพื่อนสองสามคนของเธอ และเล่นแผ่นเสียงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นอิมพีเรียลปาร์ตี้-ไทม์ เช่น เพลง “เดอะ โลโค-โมชัน” “โซลเยอร์ บอย” “พาลิเสดส์ พาร์ก” นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงค้อนดังมาจากโรงรถด้วยขณะที่เทอร์รี่กับพ่อของเราช่วยกันซ่อมรถฟอร์ดรุ่นปี 51 คันเก่าแก่ที่พ่อเรียกมันว่า โรดร็อกเก็ต หรือไม่ก็โปรเจ็กต์ ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินพ่อเรียกมันว่ารถเฮงซวย มันเป็นคำที่ผมชอบมากในตอนนั้น และยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาที่คุณอยากจะรู้สึกดีขึ้น ให้ด่าอะไรบางอย่างว่าเฮงซวย มันมักได้ผลเสมอ

มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย แต่วินาทีนั้นทุกอย่างดูเหมือนจะนิ่งงัน ผมรู้ดีว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากความทรงจำผิดๆ (ยังไม่ต้องพูดถึงปมในใจจากอดีตที่สะสมมานาน) แต่ความทรงจำนี้ช่างรุนแรงมาก จู่ๆ มันก็ไม่มีเสียงเด็กร้องตะโกนในสนามหลังบ้าน ไม่มีเสียงแผ่นเสียงชั้นบน ไม่มีเสียงค้อนดังปังๆ จากโรงรถ และไม่มีเสียงนกร้องเพลงเลยสักตัว

แล้วชายคนนั้นก็ก้มลง แสงอาทิตย์อัสดงส่องสว่างจ้าข้ามไหล่ของเขา มันแยงตาผมจนมองไม่เห็นอะไรไปชั่วขณะ ผมยกมือขึ้นป้องตา

“โทษที โทษที” ชายคนนั้นพูดพลางขยับตัวพอให้ผมเห็นเขาได้โดยไม่ต้องมองสู้แสง ท่อนบนเขาใส่เสื้อนอกสีดำของนักบวชกับเสื้อเชิ้ตสีดำปกสูท ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนกับรองเท้าหนังไม่ผูกเชือกมีรอยครูด มันดูราวกับว่าเขาอยากเป็นคนที่แตกต่างกันสองคนในเวลาเดียวกัน ในวัยหกขวบผมแบ่งผู้ใหญ่ออกเป็นสามกลุ่ม ผู้ใหญ่ที่ยังหนุ่มยังสาว ผู้ใหญ่ที่โตแล้ว และคนแก่ ผู้ชายคนนี้จัดอยู่ในกลุ่มคนหนุ่ม เขาเท้ามือบนหัวเข่าเพื่อมองกองทัพที่กำลังต่อสู้กัน

“คุณเป็นใคร” ผมถาม

“ชาร์ลส์ เจค็อบส์” ชื่อนี้คุ้นหูนิดๆ เขายื่นมือให้ ผมจับมือเขาทันที เพราะแม้จะอยู่ในวัยหกขวบ ผมก็มีมารยาท พวกเราทุกคนมีมารยาท พ่อกับแม่ผมสอนมาแบบนี้

“ทำไมคุณถึงใส่เสื้อที่ปกมีรูครับ”

“เพราะฉันเป็นนักบวช นับจากนี้ไปเวลาที่เธอไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ฉันจะอยู่ที่นั่น และถ้าเธอไปงานเอ็มวายเอฟ[6] ในคืนวันพฤหัส ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย”

“มิสเตอร์ลาตูร์เคยเป็นนักบวชของเรา” ผมพูด “แต่เขาตายแล้ว”

“ฉันรู้ ฉันเสียใจ”

“แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะแม่บอกว่าเขาไม่ทรมาน เขาแค่ตรงขึ้นสวรรค์เลย แต่เขาไม่ได้ใส่ปกเสื้อแบบนี้”

“เพราะบิล ลาตูร์ เป็นนักเทศน์ฆราวาส มันหมายความว่าเขาเป็นพวกอาสาสมัคร เขาช่วยทำให้โบสถ์ยังคงอยู่ในขณะที่ไม่มีใครทำ นับว่าเขาเป็นคนดีมาก”

“ผมคิดว่าพ่อผมรู้เรื่องคุณ” ผมพูด “พ่อเป็นหนึ่งในผู้ช่วยบาทหลวงที่โบสถ์ พ่อต้องขอและรวบรวมเงินบริจาค แต่พ่อก็ต้องผลัดเวรกับผู้ช่วยบาทหลวงคนอื่นด้วยครับ”

“การแบ่งปันเป็นเรื่องดี” เจค็อบส์ตอบ แล้วคุกเข่าลงข้างผม

“คุณจะสวดมนต์หรือครับ” ความคิดนี้ค่อนข้างน่าตกใจ การสวดมนต์เป็นเรื่องของโบสถ์กับกลุ่มเยาวชนสัมพันธ์ของนิกายเมทอดิสต์ ซึ่งพี่ชายกับพี่สาวผมเรียกว่าโรงเรียนคืนวันพฤหัส ถ้ามิสเตอร์เจค็อบส์เริ่มต้นมันขึ้นใหม่อีกครั้ง มันก็จะเป็นปีแรกของผมเหมือนกับที่เป็นปีแรกของผมที่โรงเรียนธรรมดา “ถ้าคุณอยากจะคุยกับพ่อผม เขาอยู่ในโรงรถกับเทอร์รี่ พวกเขากำลังใส่คลัตช์ใหม่ให้โรดร็อกเก็ต อืม…พ่อผมเป็นคนทำ แต่เทอร์รี่ส่งเครื่องมือและเฝ้ามองเสียเป็นส่วนใหญ่ เทอร์รี่แปดขวบ ผมหกขวบ ผมคิดว่าแม่อาจจะอยู่บนระเบียงหลังและเฝ้ามองเด็กๆ เล่นทรี-ฟลายส์-ซิกซ์-กราวน์เดอร์ส”

“ซึ่งเราเคยเรียกเกมนี้ว่าโรลลี-แบตสมัยที่ฉันยังเด็ก” เขาพูดแล้วยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่สวยมาก ผมชอบเขาขึ้นมาทันที

“งั้นหรือครับ”

“อือฮึ เพราะเธอต้องตีลูกบอลด้วยแบตหลังจากที่เธอรับลูกได้แล้ว เธอชื่ออะไร”

“เจมี มอร์ตัน ผมอายุหกขวบ”

“เธอบอกแล้ว”

“ผมคิดว่าไม่เคยมีใครสวดมนต์ในสนามหน้าบ้านของเรามาก่อน”

“ฉันก็จะไม่สวดมนต์เหมือนกัน สิ่งที่ฉันต้องการคือมองกองทัพของเธอให้ชัดๆ พวกไหนเป็นทหารรัสเซีย และพวกไหนเป็นทหารอเมริกัน”

“พวกที่อยู่บนพื้นเป็นทหารอเมริกันแน่นอน แต่พวกที่อยู่บนเขาสกัลเมาน์เทนเป็นพวกเคราต์ กองทัพอเมริกันต้องยึดภูเขาให้ได้”

“เพราะมันขวางทางอยู่” เจค็อบส์พูด “เลยภูเขาสกัลเมาน์เทนไปคือถนนสู่เยอรมัน”

“ใช่เลย! และหัวหน้าพวกเคราต์! ฮิตสเมอร์!”

“ผู้สร้างเรื่องชั่วร้ายมากมายเหลือเกิน” เขาบอก

“หืม?”

“ไม่มีอะไร เธอจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันขอเรียกผู้ร้ายของเธอว่าเยอรมัน คำว่าเคราต์ดูเหมือนโหดร้ายไปนิด”

“ไม่ว่าครับ มันวิเศษมาก เคราต์คือเยอรมัน และเยอรมันคือเคราต์ พ่อผมเคยอยู่ในสงคราม แต่เมื่อปีก่อนนี้เอง เขาซ่อมรถบรรทุกในเทกซัส คุณเคยอยู่ในสงครามมั้ยครับ มิสเตอร์เจค็อบส์”

“ไม่เคย ฉันยังเด็กเกินไป และสำหรับสงครามที่เกาหลีด้วย แล้วกองทัพอเมริกันจะยึดเขาลูกนั้นได้ยังไง นายพลมอร์ตัน”

“บุก!” ผมตะโกน “ยิงปืนกล บึ้ม! ปัง ปัง ปัง!” แล้วผมก็ลดเสียงต่ำลงในคอ “ปังปังปังปังปัง!”

“การบุกโจมตีขึ้นไปบนพื้นที่สูงโดยตรงแบบนี้ฟังดูเสี่ยงมากนะ ท่านนายพล! ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะแยกกองทัพออก…อย่างนี้…” เขาจับทหารอเมริกันครึ่งหนึ่งไปทางซ้าย และอีกครึ่งไปทางขวา “มันจะเป็นการตีกระหนาบสองด้านเหมือนก้ามปู เห็นมั้ย” เขาชูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นแล้วหนีบมันเข้าด้วยกัน “เป็นการบีบเป้าหมายจากทั้งสองด้าน”

“อาจจะใช่” ผมพูด ผมชอบการบุกแบบลุยไปข้างหน้า ผมชอบแบบเลือดสาด แต่วิธีคิดของมิสเตอร์เจค็อบส์ก็น่าสนใจเหมือนกัน มันเป็นการบุกแบบลอบโจมตี การลักลอบเป็นอะไรที่น่าพอใจดีเหมือนกัน “ผมพยายามจะสร้างถ้ำ แต่ดินมันแห้งเกินไป”

“อ้อ” เขาแหย่นิ้วเข้าไปในสกัลเมาน์เทน และมองดินแห้งๆ พังลงมาปิดหลุม เขาลุกขึ้นยืนแล้วปัดหัวเข่ากางเกงยีน “ฉันมีลูกชายตัวน้อยๆ ที่อาจจะสนุกกับทหารของเธอแบบนี้ในอีกปีสองปีข้างหน้า”

“เขาเล่นตอนนี้เลยก็ได้นะครับถ้าเขาอยากเล่น” ผมพยายามไม่เห็นแก่ตัว “เขาอยู่ไหนครับ”

“ยังอยู่กับแม่เขาที่บอสตัน เพราะมีของต้องจัดลงกล่องเยอะมาก พวกเขาจะมาถึงที่นี่วันหยุดมั้ง หรืออย่างช้าก็วันพฤหัส แต่มอร์รี่ยังเด็กเกินไปที่จะเล่นตุ๊กตาทหาร เขาคงจะแค่หยิบมันขึ้นมาแล้วก็ปาทิ้งไปทั่ว”

“เขาอายุเท่าไรครับ”

“แค่สองขวบ”

“พนันได้ว่าเขายังต้องฉี่ราดกางเกงแน่นอน!” ผมตะโกนแล้วเริ่มหัวเราะ มันอาจจะไม่สุภาพ แต่ผมอดไม่ได้จริงๆ เด็กฉี่รดกางเกงเป็นเรื่องน่าขำชะมัด

“เขาฉี่ราดกางเกงจริงๆ แหละ” เจค็อบส์ตอบยิ้มๆ “แต่ฉันมั่นใจว่าพอเขาโต เขาก็เลิก เธอบอกว่าพ่อเธออยู่ที่โรงรถใช่มั้ย”

“ใช่ครับ” ตอนนี้ผมนึกออกแล้วว่าผมเคยได้ยินชื่อผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน พ่อกับแม่เคยคุยกันที่โต๊ะอาหารเย็นเกี่ยวกับนักบวชรูปใหม่ที่กำลังเดินทางมาจากบอสตัน เขายังหนุ่มมากใช่มั้ยคะ แม่ผมถาม ใช่ เงินเดือนเขาบ่งบอกวัย พ่อผมตอบแล้วฉีกยิ้มกว้าง ผมคิดว่าพ่อกับแม่คุยกันถึงนักบวชต่ออีกหน่อย แต่ผมไม่ใส่ใจ แอนดี้กำลังซัดมันฝรั่งบดอย่างตะกละตะกลาม เขาเป็นแบบนี้เสมอ

“เธอลองใช้วิธีระดมยิงกราดแบบนั้นดูนะ” คุณเจค็อบส์พูดแล้วเริ่มเดินจากไป

“หืม?”

“กระหนาบสองด้านแบบก้ามปู” เขาตอบพลางหนีบนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เข้าด้วยกันอีกครั้ง

“อ๋อ ใช่ เจ๋งมาก”

ผมลองทำดู มันได้ผลดีทีเดียว พวกเคราต์ตายเกลี้ยง แต่การสู้รบครั้งนี้ไม่ถึงกับสุดยอดในความคิดของผม ผมก็เลยลองบุกโจมตีจากทางด้านหน้าดู โดยให้รถบรรทุกกับรถจี๊ปกลิ้งหลุนๆ ตกจากเนินลาดชันของสกัลเมาน์เทน และทหารเคราต์กลิ้งม้วนต้วนลงจากท้ายรถพร้อมเสียงร้องอย่างหมดหวังก่อนตายว่า “อ๊ากกกก!”

พ่อกับแม่และมิสเตอร์เจค็อบส์นั่งบนระเบียงหน้าบ้านขณะที่การสู้รบของผมกำลังดุเดือด พวกเขานั่งดื่มชาใส่น้ำแข็งและพูดคุยกันเรื่องโบสถ์ นอกเหนือจากการที่พ่อผมเป็นผู้ช่วยบาทหลวงแล้ว แม่ผมก็ยังเป็นสมาชิกในกลุ่มกองกำลังสนับสนุนของสตรีด้วย แม่ไม่ใช่หัวหน้า แต่ก็รองจากหัวหน้า คุณน่าจะได้เห็นหมวกแฟนซีทุกใบที่แม่มีในสมัยนั้น ซึ่งมีเป็นโหลเห็นจะได้ ตอนนั้นเรามีความสุขมาก

แม่เรียกพี่ชายกับพี่สาวของผมและเพื่อนๆ ของพวกเขาให้มาพบนักบวชคนใหม่ ผมตั้งท่าจะเดินไปหาด้วย แต่คุณเจค็อบส์โบกมือไล่ผมไป และบอกแม่ผมว่าเราเจอกันแล้ว “รบต่อเถอะ ท่านนายพล!” เขาตะโกน

ผมทำสงครามต่อ คอน แอนดี้ และเพื่อนๆ ของพวกเขากลับไปเล่นกันต่อตามเดิม แคลร์กับเพื่อนๆ ของเธอกลับขึ้นชั้นบนและเต้นรำกันต่อ (แต่แม่บอกเธอให้หรี่เสียงเพลงเบาลงหน่อย…ได้โปรดและขอบคุณ) มิสเตอร์และมิสซิสมอร์ตันกับสาธุคุณเจค็อบส์คุยกันต่ออีกพักหนึ่ง ผมจำได้ว่าผมรู้สึกประหลาดใจอยู่บ่อยๆ ที่พวกผู้ใหญ่มักพูดคุยเรื่อยเปื่อยไร้สาระกันได้เก่งจริงๆ น่าเบื่อออก

ผมลืมพวกเขาไปเลยเพราะผมกำลังสู้รบในสงครามสกัลเมาน์เทนอีกครั้งด้วยวิธีการที่แตกต่างกันหลายๆ วิธี สถานการณ์ที่น่าพอใจมากที่สุด ซึ่งผมดัดแปลงมาจากปฏิบัติการก้ามปูของคุณเจค็อบส์ก็คือ กองทัพอเมริกันส่วนหนึ่งตรึงกองทัพเยอรมันที่ด้านหน้าไว้ได้ในขณะที่กองกำลังที่เหลือโอบล้อม แล้วซุ่มโจมตีกองทัพเยอรมันจากทางข้างหลัง “อะไรกันฟะ” หนึ่งในทหารเยอรมันร้องถามก่อนที่จะถูกยิงทะลุหัว

ผมเริ่มเบื่อแล้ว และกำลังคิดว่าจะเข้าไปกินเค้กสักชิ้น (ถ้าคอนกับเพื่อนๆ ของแอนดี้ยังเหลือไว้ให้บ้าง) แต่เงาดำพาดบนตัวผมกับสมรภูมิรบของผมอีกครั้ง ผมเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นคุณเจค็อบส์ยืนถือน้ำแก้วหนึ่ง

“ฉันขอยืมแม่เธอมา ฉันจะแสดงอะไรบางอย่างให้ดูเอามั้ย”

“เอาสิฮะ”

เขาคุกเข่าลงอีกครั้ง แล้วเทน้ำราดลงบนยอดเขาสกัลเมาน์เทน

“พายุเข้า!” ผมตะโกนแล้วทำเสียงฟ้าคำราม

“อือฮึ เธอจะเรียกแบบนั้นก็ได้ และต้องมีฟ้าผ่าด้วย ทีนี้ก็คอยดูนะ” เขาชูนิ้วสองนิ้วที่ดูเหมือนเขาปีศาจ แล้วแหย่เข้าไปในดินเปียกๆ เที่ยวนี้รูไม่ยุบ “ไชโย” เขาพูด “ถ้ำ” เขาจับตุ๊กตาทหารเยอรมันสองตัวยัดเข้าไปในรู “สองคนนี้อาจจะกำจัดยากหน่อย ท่านนายพล แต่ฉันมั่นใจว่าทหารอเมริกันจะต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่”

“เฮ้! ขอบคุณครับ!”

“ราดน้ำเพิ่มลงไปนะถ้าดินมันแห้งอีก”

“ได้ครับ”

“และอย่าลืมเอาแก้วน้ำกลับไปคืนที่ครัวด้วยเมื่อเธอทำสงครามเสร็จแล้ว ฉันไม่อยากมีปัญหากับแม่ของเธอตั้งแต่วันแรกที่ฉันมาถึงฮาร์โลว์”

ผมให้สัญญา แล้วยื่นมือออกไป “จับมือกันหน่อยครับ มิสเตอร์เจค็อบส์”

เขาหัวเราะแล้วทำตามก่อนจะเดินจากไปตามถนนเมโทดิสต์โรด ตรงไปทางบ้านพักนักบวชที่เขากับครอบครัวของเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอดสามปีข้างหน้าจนกว่าเขาจะถูกไล่ออก ผมมองเขาเดินจากไป แล้วหันกลับมาหาสกัลเมาน์เทนของผม

ก่อนที่ผมจะทันทำอะไร เงาดำอีกเงาก็พาดผ่านบนสมรภูมิรบ เที่ยวนี้เป็นพ่อผมเอง พ่อคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างระมัดระวังไม่ให้ทับทหารอเมริกันของผม “ว่าไง เจมี ลูกคิดยังไงกับบาทหลวงคนใหม่ของเรา”

“ผมชอบเขา”

“พ่อก็ชอบเขาเหมือนกัน เขายังหนุ่มมากสำหรับงานนี้ แต่ถ้าเขาเก่ง เราจะเป็นสาธุชนกลุ่มแรกของเขา แต่พ่อคิดว่าเขาต้องทำได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกลุ่มเยาวชนสัมพันธ์ของนิกายเมทอดิสต์ เยาวชนดึงดูดเยาวชน”

“เขาสอนผมทำถ้ำด้วยครับ พ่อ ผมแค่ต้องทำให้ดินเปียกจนเกือบคล้ายๆ โคลน”

“อ้อ” พ่อขยี้ผมของผม “ไปอาบน้ำอาบท่าให้สะอาดก่อนอาหารเย็นเถอะ” พ่อหยิบแก้วน้ำขึ้นมา “อยากให้พ่อเอาแก้วใบนี้เข้าบ้านให้มั้ย”

“อยากครับ ขอบคุณมาก”

พ่อถือแก้วเดินกลับไปทางตัวบ้าน ผมหันกลับไปมองสกัลเมาน์เทนและพบว่าดินมันแห้งอีกแล้ว และถ้ำก็พังลงมา ทหารที่อยู่ในถ้ำถูกฝังทั้งเป็น แต่ก็โอเคสำหรับผม เพราะยังไงเสียพวกเขาก็เป็นคนเลว

 

ในสมัยนั้นเราอ่อนไหวอย่างร้ายกาจกับเรื่องเซ็กซ์ ไม่มีพ่อแม่สติดีๆ คนไหนจะยอมส่งลูกอายุหกขวบไปขลุกอยู่กับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักซึ่งอยู่ตามลำพังคนเดียว (แม้จะแค่สองสามวันก็ตาม) แต่นั่นคือสิ่งที่แม่ผมทำในบ่ายวันจันทร์ถัดมา และแม่ทำอย่างไม่สะทกสะท้านด้วย

สาธุคุณเจค็อบส์ แม่บอกว่าผมต้องเรียกเขาว่าสาธุคุณ ไม่ใช่เรียกมิสเตอร์เฉยๆ เดินขึ้นเนินเขาเมทอดิสต์ฮิลล์มาตอนเวลาประมาณบ่ายสองโมงสี่สิบห้า และเคาะประตูมุ้งลวดบ้านผม ผมกำลังนั่งระบายสีอยู่บนพื้นในห้องนั่งเล่นระหว่างที่แม่ดูรายการ ไดอัลลิ่ง ฟอร์ ไพรเซส (ต่อสายขอรางวัล) แม่ส่งชื่อตัวเองไปที่สถานีโทรทัศน์ดับเบิลยูซีเอสเอช และหวังจะได้รางวัลใหญ่ของเดือนนี้ซึ่งเป็นเครื่องดูดฝุ่นยี่ห้ออิเล็กโทรลักซ์ แม่รู้ว่าโอกาสมีน้อย แต่แม่บอกว่าชีวิตนี้ยังมีหวัง ถ้าไม่ถูกฝังซะก่อน ตลกดี

“ผมขอยืมตัวลูกคนเล็กของคุณสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ยครับ” สาธุคุณเจค็อบส์ถาม “ผมมีอะไรบางอย่างในโรงรถของผมที่เขาอาจจะอยากเห็น”

“อะไรครับ” ผมถามพลางลุกขึ้นยืนแล้ว

“เป็นเซอร์ไพรส์ เธอค่อยเก็บมาเล่าให้แม่เธอฟังทีหลังก็ได้”

“แม่ครับ”

“ได้เลยจ้ะ” แม่ตอบ “แต่ไปเปลี่ยนชุดนักเรียนออกก่อน เจมี ระหว่างที่เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คุณอยากได้ชาเย็นๆ สักแก้วมั้ยคะ สาธุคุณเจค็อบส์”

“ดีเลยครับ” เขาตอบ “และไม่ทราบว่าคุณจะเรียกผมว่าชาร์ลีได้มั้ย”

แม่นิ่งคิด แล้วตอบว่า “ไม่ได้ค่ะ แต่ฉันอาจจะเรียกคุณว่าชาร์ลส์ได้ค่ะ”

ผมเปลี่ยนมาใส่กางเกงยีนกับเสื้อยืดแทน พวกเขากำลังคุยกันในเรื่องของผู้ใหญ่ ผมก็เลยลงไปชั้นล่าง แล้วเดินออกไปนอกบ้านรอรถโรงเรียน ผมกับคอนและเทอร์รี่เรียนในโรงเรียนห้องเรียนเดียว[7]บนถนนสายที่ 9 ซึ่งเดินจากบ้านเราไปแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ไมล์ก็ถึงแล้ว แต่แอนดี้เรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นรวมศูนย์ และแคลร์ต้องเดินทางข้ามแม่น้ำไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายเกตส์ฟอลส์ไฮ ที่ซึ่งเธอเป็นเฟรชแมน (“อย่าเป็นเฟรชเกิร์ล[8] ก็แล้วกันนะ” แม่บอกแคลร์ มันเป็นการพูดติดตลกของแม่อีกแล้ว) รถโรงเรียนปล่อยพวกเขาลงตรงสี่แยกของถนนสายที่ 9 ตัดกับถนนเมทอดิสต์โรดตรงเชิงเขาเมทอดิสต์ฮิลล์

ผมเห็นแอนดี้กับแคลร์ลงจากรถโรงเรียน แล้วก็เดินขึ้นเนินพลางเถียงกันมาตลอดทางเหมือนเช่นเคย ผมได้ยินเสียงพวกเขาขณะที่ผมยืนอยู่ข้างตู้ไปรษณีย์ แล้วสาธุคุณเจค็อบส์ก็เดินออกมาจากบ้าน

“พร้อมยัง” เขาถามพลางจับมือผม มันดูเป็นธรรมชาติเหลือเกิน

“พร้อมอยู่แล้ว” ผมตอบ

เราเจอแอนดี้กับแคลร์ตอนที่เราเดินลงเนินไปได้ครึ่งทาง แอนดี้ถามว่าผมจะไปไหน

“ไปบ้านสาธุคุณเจค็อบส์” ผมตอบ “เขาจะให้ผมดูเรื่องเซอร์ไพรส์บางอย่าง”

“อย่าไปนานนักล่ะ” แคลร์บอก “ถึงเวรเธอจัดโต๊ะอาหารแล้ว” เธอชายตามองเจค็อบส์ แล้วก็รีบเมินสายตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็วราวกับว่าเธอเห็นว่าเขาไม่น่ามองงั้นแหละ แต่พี่สาวผมปิ๊งเจค็อบส์ก่อนจะหมดปีนั้นเสียอีก และเพื่อนๆ ทุกคนของเธอก็เช่นกัน

“ฉันจะรีบพาเขากลับมา” เจค็อบส์ให้สัญญา

เราเดินจูงมือกันลงเนินไปยังถนนสายที่ 9 ซึ่งทอดไปสู่พอร์ตแลนด์ถ้าคุณเลี้ยวซ้าย แต่จะไปเกตส์ฟอลส์, ไปแคสเซิลร็อก และไปเลวิสตันถ้าคุณเลี้ยวขวา เราหยุดยืนเพื่อระวังรถซึ่งน่าขำมากเพราะมันแทบจะไม่มีรถสักคันบนถนนสายที่ 9 ยกเว้นในฤดูร้อน แล้วเราก็เดินผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กับไร่ข้าวโพด ซึ่งเวลานี้ต้นข้าวโพดแห้งหมดแล้ว และกำลังส่งเสียงเสียดสีกันใต้สายลมอ่อนๆ ของฤดูใบไม้ร่วง สิบนาทีต่อมาเราก็มาถึงบ้านพักนักบวชที่เป็นบ้านสีขาวหลังเล็กๆ มีบานเกล็ดหน้าต่างสีดำ เลยบ้านหลังนี้ไปคือโบสถ์เมทอดิสต์แห่งแรกของฮาร์โลว์ ซึ่งน่าขำอีกเหมือนกันเพราะไม่มีโบสถ์เมทอดิสต์อื่นๆ ในฮาร์โลว์เลยสักโบสถ์

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งเดียวในฮาร์โลว์คือโบสถ์ชิโลห์ พ่อผมมองว่าพวกคริสตจักรชิโลห์เป็นพวกเพี้ยนๆ ระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง พวกเขาไม่ได้นั่งรถม้าไปทั่วหรืออะไรทำนองนั้น แต่ผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้วนใส่หมวกสีดำเวลาออกนอกบ้าน ผู้หญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ใส่กระโปรงยาวถึงตาตุ่ม และใส่หมวกแก๊ปสีขาว พ่อบอกว่าพวกชิโลห์อ้างว่าพวกเขารู้ว่าโลกจะถึงกาลอวสานเมื่อไร มันเขียนไว้ในหนังสือพิเศษเล่มหนึ่ง แม่ผมบอกว่าในอเมริกาทุกคนมีสิทธิ์เชื่อในสิ่งที่พวกเขาอยากจะเชื่อตราบใดที่ไม่ได้ทำร้ายใคร…แต่แม่ก็ไม่ได้บอกว่าพ่อพูดผิดด้วยเหมือนกัน โบสถ์ของเราใหญ่กว่าโบสถ์ชิโลห์ แต่โบสถ์ของเราเรียบง่ายมาก มันไม่มีหลังคายอดแหลมด้วย ครั้งหนึ่งมันเคยมี แต่เกิดพายุเฮอริเคนในปี 1920 หรือในราวนั้น และทำให้มันพังลงมา

ผมกับสาธุคุณเจค็อบส์เดินไปตามถนนดินที่เป็นทางเข้าบ้านพักนักบวช ผมรู้สึกสนใจที่เห็นเขามีรถพลีมัท เบลเวเดียร์สีฟ้าคันหนึ่ง มันเป็นรถที่เจ๋งมาก “ใช้เกียร์ธรรมดาหรือใช้เกียร์แบบกดปุ่มครับ” ผมถาม

เขามีสีหน้าประหลาดใจแล้วก็ยิ้มกว้าง “กดปุ่ม” เขาตอบ “มันเป็นของขวัญวันแต่งงานจากอินลอว์[9]ของฉัน”

“อินลอว์กับเอาต์ลอว์[10]เหมือนกันมั้ยครับ”

“ของฉันเหมือนกัน” เขาตอบแล้วหัวเราะ “เธอชอบรถมั้ย”

“เราชอบรถทุกคน” ผมหมายถึงทุกคนในครอบครัวผม…แต่มันอาจจะไม่จริงมากนักในกรณีของแม่กับแคลร์ พวกผู้หญิงดูเหมือนไม่เข้าใจเรื่องความเจ๋งของรถเอาซะเลย “พอซ่อมโรดร็อกเก็ตเสร็จ พ่อจะเอามันไปขับแข่งรถที่แคสเซิลร็อกสปีดเวย์”

“จริงรึ”

“อืม ไม่ใช่พ่อแข่งหรอกครับ แม่บอกว่าพ่อแข่งไม่ได้ เพราะมันอันตรายเกินไป แต่จะมีคนอื่นขับแทน อาจจะเป็นดูแอน โรบิชอด์ เขาดูแลร้านบราวนี่ส์สโตร์คู่กับพ่อแม่เขา เขาขับรถเบอร์เก้าในการแข่งที่สปีดเวย์เมื่อปีก่อน แต่เครื่องยนต์เขาลุกเป็นไฟ พ่อบอกว่าเขากำลังมองหารถคันใหม่อยู่พอดี”

“ครอบครัวโรบิชอด์ไปโบสถ์หรือเปล่า”

“อืม…”

“ฉันถือว่าคำตอบคือไม่ได้ไป เข้ามาในโรงรถสิ เจมี”

ในโรงรถมืดและมีกลิ่นเหม็นอับ ผมรู้สึกหวาดกลัวเงามืดนิดๆ และกลัวกลิ่นด้วย แต่เจค็อบส์ดูเหมือนไม่รู้สึกอะไร เขาพาผมเดินลึกเข้าไปในความมืดสลัว แล้วหยุดเดินก่อนจะชี้ให้ผมดู ผมอุทานเบาๆ กับภาพที่เห็น

เจค็อบส์หัวเราะลงลูกคอเบาๆ แบบที่ผู้คนหัวเราะเวลาที่รู้สึกภาคภูมิใจในอะไรบางอย่าง “ยินดีต้อนรับสู่พีซเซเบิลเลก เจมี”

“ว้าว!”

“ฉันประกอบมันขึ้นมาระหว่างรอแพ็ตซีกับมอร์รี่มาที่นี่ ฉันควรจะทำพวกงานในบ้านซึ่งฉันก็ทำไปเยอะพอดูนะ เช่น ซ่อมปั๊มบ่อน้ำ แต่มันทำอะไรไม่ได้มากนักหรอกจนกว่าแพ็ตซ์จะมาถึงที่นี่พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ แม่ของเธอกับสมาชิกที่เหลือของกลุ่มกองกำลังสนับสนุนของสตรีช่วยทำความสะอาดบ้านหลังนี้ได้อย่างวิเศษมากเลยละ มิสเตอร์ลาตูร์เองก็เดินทางไปกลับจากออร์ไอแลนด์ และที่นี่ก็ไม่เคยมีคนอยู่อย่างจริงจังนับตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ฉันขอบคุณแม่เธอมาก และไม่รังเกียจนะถ้าเธอจะช่วยไปบอกขอบคุณแม่เธอให้ฉันอีกครั้ง”

“ได้เลยฮะ” ผมตอบ แต่ผมไม่เชื่อว่าผมจะเอาคำขอบคุณนั้นไปบอกต่อเป็นครั้งที่สองหรอก เพราะผมแทบไม่ได้ยินว่าเขากำลังพูดอะไร ความสนใจทั้งหมดของผมตรึงอยู่ที่โต๊ะซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งโรงรถ บนโต๊ะเป็นการจัดภูมิทัศน์ของทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มีความสูงต่ำต่างระดับกันแบบที่ทำให้สกัลเมาน์เทนต้องชิดซ้ายไปเลย ผมเคยเห็นการจัดภูมิทัศน์แบบนี้มามากแล้ว ส่วนใหญ่เห็นในตู้โชว์หน้าร้านขายของเล่น ทุกอันจะมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แต่ไม่มีรถไฟสักคันบนโต๊ะที่สาธุคุณเจค็อบส์จัด ซึ่งมันไม่ใช่โต๊ะจริงๆ เลยสักนิด มันเป็นแค่แผ่นไม้อัดหลายแผ่นวางเรียงกันเป็นแถวบนม้าตั้งที่ช่างไม้ใช้เลื่อยไม้ บนแผ่นไม้อัดคือชนบทจำลองที่ยาวประมาณสิบสองฟุต กว้างห้าฟุต เสาไฟฟ้าสูงสิบแปดนิ้วตั้งเป็นแนวทแยงมุม และภูมิทัศน์นี้ถูกครอบงำด้วยทะเลสาบที่มีน้ำจริงๆ เป็นสีฟ้าสด แม้กระทั่งในความมืดสลัว

“ฉันจะต้องรีบเอามันลงในเร็วๆ นี้แหละ” เขาบอก “ไม่งั้นฉันจะเอารถเข้ามาในโรงรถไม่ได้ แพ็ตซีไม่แคร์ของพวกนี้หรอก”

เจค็อบส์ก้มลงเอามือเท้าบนหัวเข่า แล้วมองเนินเขาที่เป็นระดับสูงต่ำ สายไฟที่ดูเหมือนเส้นด้าย และทะเลสาบใหญ่ มีแกะและวัวพลาสติกยืนเล็มหญ้าอยู่ใกล้ๆ น้ำ (พวกมันดูผิดขนาดอย่างมาก แต่ผมไม่ทันสังเกต และต่อให้สังเกต ผมก็คงไม่แคร์) นอกจากนี้ก็ยังมีไฟถนนอีกมากมายซึ่งดูแปลกพิลึก เพราะไม่มีเมืองและไม่มีถนนให้ไฟพวกนี้ส่องสว่างเลย

“พนันได้ว่าเธอสามารถพาทหารของเธอมาสู้รบที่นี่ได้ จริงมั้ย”

“จริงครับ” ผมตอบ และคิดว่าผมสามารถทำสงครามทั้งหมดที่นี่ได้

เจค็อบส์พยักหน้า “แต่มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะในพีซเซเบิลเลกทุกคนเข้ากันได้ดี และไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้กัน แบบนี้ทำให้ที่นี่เหมือนสวรรค์ พอฉันทำให้เอ็มวายเอฟหรือกลุ่มเยาวชนสัมพันธ์ของนิกายเมทอดิสต์เดินหน้าได้แล้ว ฉันตั้งใจจะย้ายภูมิทัศน์จำลองนี้ไปไว้ที่ห้องใต้ดินของโบสถ์ บางทีเธอกับพี่ชายของเธออาจช่วยฉันได้ ฉันคิดว่าพวกเด็กๆ จะต้องชอบมัน”

“ต้องชอบแน่นอน!” ผมพูดแล้วเสริมต่อด้วยอะไรบางอย่างที่พ่อผมเคยพูด “เชื่อขนมกินได้เลย!”

เขาหัวเราะพลางตบไหล่ผมเบาๆ “ทีนี้เธออยากเห็นสิ่งมหัศจรรย์มั้ย”

“อยากมั้งครับ” ผมตอบ เพราะผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าผมอยากเห็นหรือเปล่า มันฟังเหมือนกับว่ามันอาจจะน่ากลัว จู่ๆ ผมก็ตระหนักขึ้นมาได้ทันใดว่าเราสองคนอยู่กันตามลำพังในโรงรถเก่าๆ ที่ไม่มีรถจอดอยู่ มันเป็นเหมือนโพรงโล่งๆ ฝุ่นเขรอะที่มีกลิ่นราวกับถูกปิดไว้มานานหลายปี ประตูที่เปิดออกสู่โลกภายนอกยังคงเปิดทิ้งไว้ แต่มันดูเหมือนอยู่ห่างออกไปเป็นไมล์ ผมชอบสาธุคุณเจค็อบส์ก็จริง แต่ตอนนี้ผมกลับภาวนาให้ตัวเองอยู่บ้าน นั่งระบายสีบนพื้น และรอดูว่าแม่จะได้รางวัลเครื่องดูดฝุ่นอิเล็กโทรลักซ์เพื่อที่แม่จะได้ถือไพ่เหนือกว่าในการสู้รบอย่างไม่รู้จบกับฝุ่นในฤดูร้อนไหม

แล้วสาธุคุณเจค็อบส์ก็โบกมือเหนือพีซเซเบิลเลกอย่างช้าๆ ผมลืมความหวาดกลัวของตัวเองทันที มีเสียงครางเบาๆ ดังจากใต้โต๊ะจำลองตัวนี้เหมือนกับเสียงที่ดังจากทีวีฟิลโกของเราเวลาที่กำลังอุ่นเครื่อง แล้วไฟถนนดวงเล็กๆ ก็สว่างขึ้นทุกดวง เป็นไฟสีขาวที่สว่างจ้าจนไม่สามารถมองตรงๆ ได้ มันส่องแสงเรืองรองเหมือนแสงจันทร์นวลบนเนินเขาที่มีหญ้าเขียวขจีกับท้องน้ำสีฟ้า แม้กระทั่งวัวและแกะพลาสติกก็ยังดูเหมือนมีชีวิตจริง อาจเป็นเพราะตอนนี้มีเงาทอดออกจากตัวพวกมัน

“คุณพระช่วย คุณทำแบบนั้นได้ยังไง”

เจค็อบส์ฉีกยิ้มกว้าง “เทคนิคดีทีเดียวใช่มั้ยล่ะ ‘พระเป็นเจ้าตรัสไว้ว่า จงเกิดแสงสว่าง แล้วแสงสว่างก็เกิด และแสงสว่างนั้นเป็นสิ่งดี’ เพียงแต่ว่าฉันไม่ใช่พระเจ้า ฉันจึงต้องพึ่งกระแสไฟฟ้า ซึ่งมันเป็นของที่วิเศษมาก เจมี เป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเจ้าทุกครั้งที่เรากดสวิตช์ เธอเห็นด้วยมั้ย”

“งั้นมั้งครับ” ผมตอบ “คุณปู่เอมอสของผมยังจำได้ว่าก่อนมีไฟฟ้ามันเป็นยังไง”

“มีคนจำนวนมากยังจำได้” เจค็อบส์พูด “แต่อีกไม่นานคนพวกนั้นก็จะจากไป…และเมื่อถึงตอนนั้น ก็จะไม่มีใครคิดว่าไฟฟ้าคือสิ่งมหัศจรรย์และเป็นสิ่งลี้ลับมากแค่ไหน เรารู้ว่าไฟฟ้าทำงานยังไง แต่การรู้ว่าอะไรบางอย่างทำงานยังไงกับการรู้ว่ามันคืออะไร มันคนละเรื่องกันเลยนะ”

“คุณเปิดไฟได้ยังไง” ผมถาม

เขาชี้ไปยังชั้นที่อยู่เลยโต๊ะ “เห็นหลอดไฟสีแดงนั่นมั้ย”

“อือฮึ”

“มันคือหลอดไฟโฟโตอิเล็กทริก เธอสามารถหาซื้อมันได้ แต่ฉันทำของฉันเอง มันจะฉายลำแสงที่มองไม่เห็นเป็นลำแสงเดียว พอฉันทำให้ลำแสงแยกออกจากกัน แสงไฟถนนรอบๆ พีซเซเบิลเลกก็จะสว่างขึ้น ถ้าฉันทำแบบเดิมอีกครั้ง…แบบนี้…” เขาโบกมือเหนือภูมิทัศน์จำลอง แสงไฟถนนเริ่มหรี่ลงจนถึงแกนกลางของลำแสงที่สว่างน้อยมากก่อนจะดับลง “เห็นมั้ย”

“เจ๋งมาก” ผมอุทานเสียงกระซิบ

“เธอลองทำดูสิ”

ผมยกมือขึ้น ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอผมเขย่งปลายเท้าขึ้น มือผมก็ทำให้ลำแสงแยกออก เสียงครางเบาๆ จากใต้โต๊ะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แล้วแสงสว่างก็กลับคืนมา

“ผมทำได้!”

“เชื่อขนมกินได้เลย!” เขาพูดพลางขยี้ผมของผม

“เสียงครางนั่นคือเสียงอะไรครับ มันฟังเหมือนเสียงทีวีของเราเลย”

“ดูใต้โต๊ะสิ ฉันจะเปิดไฟข้างบนนะ เธอจะได้เห็นชัดขึ้น” เขากดสวิตช์บนกำแพง หลอดไฟสองดวงเขรอะฝุ่นที่ห้อยไว้ก็สว่างขึ้น มันไม่ช่วยลดกลิ่นเหม็นอับ (และผมได้กลิ่นอะไรอย่างอื่นด้วย กลิ่นอะไรบางอย่างที่ร้อนและเป็นน้ำมัน) แต่มันช่วยขจัดความมืดสลัวลงได้บ้าง

ผมก้มตัวลง เด็กอายุเท่าผมไม่จำเป็นต้องก้มมากนัก แล้วมองใต้โต๊ะ ผมเห็นสิ่งที่ดูคล้ายกล่องสองหรือสามใบติดไว้ใต้โต๊ะ มันเป็นที่มาของเสียงและกลิ่นที่เหมือนน้ำมันด้วย

“แบตเตอรี่” เขาบอก “ซึ่งฉันก็ทำเองเหมือนกัน ไฟฟ้าคืองานอดิเรกของฉัน และพวกอุปกรณ์ขนาดเล็กด้วย” เขายิ้มกว้างเหมือนเด็กๆ “ฉันชอบพวกอุปกรณ์ขนาดเล็ก มันทำให้ภรรยาฉันคลั่ง”

“งานอดิเรกของผมคือต่อสู้กับพวกเคราต์” ผมพูด แล้วก็นึกได้ว่าเขาเคยบอกว่าเรียกแบบนี้ค่อนข้างโหดร้าย “ผมหมายถึงพวกเยอรมัน”

“ทุกคนจำเป็นต้องมีงานอดิเรก” เจค็อบส์พูด “และทุกคนต้องการสิ่งมหัศจรรย์อย่างหรือสองอย่างเพียงเพื่อพิสูจน์ว่า ชีวิตมีอะไรที่มากกว่าแค่การเดินย่ำไปอย่างเหนื่อยล้าตั้งแต่เกิดจนตาย เธออยากดูอีกอันมั้ย เจมี”

“อยากสิครับ!”

มีโต๊ะตัวที่สองอยู่ตรงมุมห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องมือต่างๆ กรรไกรตัดลวด วิทยุทรานซิสเตอร์สามหรือสี่เครื่องเหมือนกับที่แคลร์และแอนดี้มีแต่ถูกแยกชิ้นส่วน และถ่านไฟฉายซีกับดีธรรมดาที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป นอกจากนี้ก็ยังมีกล่องไม้ใบเล็กๆ อีกใบหนึ่งด้วย เจค็อบส์ยกกล่องขึ้นมา แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้เราอยู่ในระดับเดียวกัน เขาเปิดกล่อง แล้วหยิบตุ๊กตาใส่เสื้อคลุมสีขาวตัวหนึ่งออกมา “เธอรู้มั้ยว่านี่คือใคร”

ผมรู้ เพราะตุ๊กตาตัวนี้ดูเกือบเหมือนกับไฟนีออนสำหรับเปิดตอนกลางคืนของผม “พระเยซู พระเยซูสะพายเป้บนหลัง”

“ไม่ใช่เป้ธรรมดา แต่เป็นเป้แบตเตอรี่ ดูสิ” เจค็อบส์เปิดฝาเป้ที่ติดบานพับขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเข็มเย็บผ้า ในเป้ผมเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเหรียญสิบเซ็นต์เป็นประกายแวววาวสองอันที่มีจุดบัดกรีจุดเล็กๆ หลายจุดอยู่บนเหรียญ “ฉันทำขึ้นเองด้วยเหมือนกัน เพราะเธอไม่สามารถหาซื้ออะไรที่เล็กและมีพลังแรงสูงแบบนี้ตามร้านค้าได้ ฉันสามารถจดสิทธิบัตรมันได้นะ และสักวันหนึ่งฉันอาจจะจด แต่…” เขาส่ายหน้า “ช่างมันเถอะ”

เขาปิดฝาเป้ แล้วถือพระเยซูไปที่ภูมิทัศน์พีซเซเบิลเลก “ฉันหวังว่าเธอคงสังเกตเห็นว่าน้ำเป็นสีฟ้ามากขนาดไหน” เขาพูด

“ใช่ครับ! เป็นทะเลสาบสีฟ้าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น!”

เจค็อบส์พยักหน้า “มันดูเหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในตัวมันเอง…จนกระทั่งเธอได้ดูใกล้ๆ”

“หืม?”

“จริงๆ แล้วมันเป็นแค่การทาสี บางครั้งฉันก็คิดนะ เจมี เวลาที่ฉันนอนไม่หลับ ฉันจะคิดว่าแค่ทาสีเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้น้ำตื้นๆ ดูเป็นน้ำลึกได้อย่างไม่น่าเชื่อ”

มันดูเหมือนเป็นเรื่องงี่เง่าที่จะคิดถึง แต่ผมไม่พูดอะไร แล้วเขาก็ทำท่าเหมือนได้สติ และวางพระเยซูลงข้างทะเลสาบ

“ฉันตั้งใจจะใช้ภูมิทัศน์จำลองนี้ในเอ็มวายเอฟ มันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าสื่อการสอน แต่ฉันจะให้เธอดูตัวอย่างก่อนเล็กๆ น้อยๆ โอเคมั้ย”

“โอเคครับ”

“นี่คือสิ่งที่กล่าวไว้ในบทที่สิบสี่ของพระกิตติคุณมัทธิว เธอจะยอมรับคำสอนของพระเจ้ามั้ย เจมี”

“รับครับ” ผมตอบ และเริ่มรู้สึกอึดอัดอีกครั้ง

“ฉันรู้ว่าเธอจะต้องรับ” เจค็อบส์พูด “เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้สมัยยังเด็กคือสิ่งที่เกาะติดอยู่กับเราได้นานที่สุด โอเค ฟังนะ ‘และในทันใด พระเยซูทรงบัญชาเหล่าผู้ติดตามพระองค์’ ตรงนี้หมายความว่าพระองค์ทรงสั่งพวกเขา ‘ให้ลงเรือและล่วงหน้าไปก่อนพระองค์ยังอีกด้านของน้ำระหว่างที่พระองค์ทรงส่งฝูงชนออกไป และเมื่อพระองค์ทรงส่งฝูงชนออกไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นเขาเพื่อสวดมนต์…’ เธอสวดมนต์หรือเปล่า เจมี”

“สวดครับ ทุกคืน”

“เด็กดี โอเค กลับมาที่เรื่องนี้ต่อ ‘เมื่อยามเย็นย่างกราย พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นตามลำพัง แต่เวลานี้เรือล่องลอยอยู่กลางทะเลแล้ว มันโคลงเคลงไปตามแรงคลื่นเพราะลมพัดสวน และในวันที่สี่พระเยซูได้เสด็จไปหาพวกเขา พระองค์ทรงดำเนินไปบนทะเล และเมื่อเหล่าผู้ติดตามเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเล พวกเขาก็รู้สึกวุ่นวายใจและพูดว่า มันคือวิญญาณ พวกเขาส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว แต่พระเยซูทรงมีรับสั่งแก่พวกเขาทันที จงทำใจดีๆ เพราะมันคือเราเอง จงอย่าได้หวาดกลัว’ นี่คือเรื่องราว และขอพระเจ้าทรงอวยพระพร เป็นเรื่องราวที่ดีนะ จริงมั้ย”

“ใช่ครับ มีรับสั่ง หมายถึงพระองค์พูดกับพวกเขาใช่มั้ย”

“ใช่ เธออยากเห็นพระเยซูเดินบนทะเลสาบพีซเซเบิลเลกมั้ย”

“อยากแน่นอนครับ!”

เจค็อบส์ล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อคลุมสีขาวของตุ๊กตาพระเยซู แล้วร่างเล็กๆ นี้ก็เริ่มขยับ พอไปถึงทะเลสาบพีซเซเบิลเลก มันไม่จม แต่ยังคงเดินอย่างสงบต่อไป มันลื่นไหลไปตามผิวน้ำจนไปถึงอีกด้านของทะเลสาบในเวลาประมาณยี่สิบวินาที ตรงนั้นมีเนินเขา มันพยายามปีนขึ้นไป แต่ผมดูออกว่ามันกำลังจะล้มคว่ำ สาธุคุณเจค็อบส์รีบจับมันไว้ได้ก่อนที่มันจะล้ม เขาล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อคลุมของตุ๊กตาพระเยซูอีกครั้งเพื่อปิดสวิตช์

“เขาทำได้!” ผมพูด “เขาเดินบนน้ำ!”

“อืม…” เจค็อบส์ยิ้ม แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มด้วยอารมณ์ขัน เพราะมุมปากข้างหนึ่งของเขาโค้งลง “ใช่ และไม่ใช่”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“เธอเห็นใช่มั้ยว่าเขาเดินลงไปในน้ำที่ตรงไหน”

“เห็น…”

“ล้วงมือลงไปตรงนั้นเลย แล้วดูสิว่าเธอจะเจออะไร แต่ต้องระวังอย่าแตะโดนสายไฟนะ เพราะมันมีกระแสไฟจริงวิ่งอยู่ ถึงจะไม่มาก แต่มันก็ทำให้เธอสะดุ้งได้ถ้าเธอปัดถูกมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามือเธอเปียก”

ผมล้วงมือลงไป แต่ผมทำอย่างระมัดระวัง ผมคิดว่าเขาไม่ได้เล่นตลกแกล้งผมหรอก ไม่เหมือนกับที่เทอร์รี่และคอนชอบแกล้งผมเป็นบางครั้ง แต่ผมกำลังอยู่ในสถานที่แปลกๆ กับคนแปลกหน้า ผมก็เลยไม่มั่นใจเต็มร้อย น้ำดูลึกมาก แต่มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากการทาสีฟ้าในอ่างเก็บน้ำนี้ กับแสงไฟที่ส่องสะท้อนบนผิวน้ำ นิ้วผมล้วงลงไปลึกแค่ข้อแรกเท่านั้นเอง

“เธอยังล้วงไม่ถูกที่” สาธุคุณเจค็อบส์บอก “ขยับไปทางซ้ายอีกนิด เธอรู้ใช่มั้ยว่าทางไหนขวา ทางไหนซ้าย”

ผมรู้ แม่เคยสอนผมไว้ มือขวาคือมือข้างที่ลูกใช้เขียนหนังสือ แต่แน่นอนว่าคำสอนนี้ใช้ไม่ได้กับแคลร์และคอน เพราะพ่อผมเรียกสองคนนี้ว่าคนถนัดซ้าย

ผมขยับมือ และคลำถูกอะไรบางอย่างในน้ำ มันเป็นโลหะที่มีร่อง “ผมคิดว่าผมเจอแล้ว” ผมบอกสาธุคุณเจค็อบส์

“ฉันก็คิดว่ายังงั้น เธอกำลังคลำโดนเส้นทางที่พระเยซูเดิน”

“มันคือมายากล!” ผมพูด ผมเคยดูนักมายากลในรายการ ดิเอ๊ด ซัลลิแวน โชว์ และคอนก็มีของเล่นมายากลกล่องหนึ่งที่เขาได้เป็นของขวัญวันเกิด แต่ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว ยกเว้นลูกไฟลอยและไข่ล่องหน

“ถูกต้อง”

“เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงดำเนินบนน้ำไปยังเรือลำนั้น!”

“บางครั้ง” เขาตอบ “นั่นคือสิ่งที่ฉันกลัว”

เจค็อบส์ดูเศร้าและเลื่อนลอยมากจนผมรู้สึกหวาดกลัวนิดๆ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ผมก็รู้สึกสงสารเขาด้วย ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขามีอะไรให้ต้องเศร้าในเมื่อเขามีโลกสมมติที่เนี้ยบมากอย่างพีซเซเบิลเลกอยู่ในโรงรถของเขาแบบนี้แล้ว

“มันเป็นมายากลที่ดีจริงๆ ครับ” ผมพูดพลางตบมือเขาเบาๆ

เจค็อบส์สะดุ้งกลับมาจากที่ไหนก็ตามที่เขาไป แล้วก็ยิ้มให้ผม “เธอพูดถูก” เขาบอก “ฉันก็แค่คิดถึงภรรยากับลูกชายตัวน้อยๆ ของฉันเท่านั้นเอง มันคงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันขอยืมตัวเธอมามั้ง เจมี แต่ฉันต้องรีบเอาตัวเธอกลับไปคืนแม่ของเธอเดี๋ยวนี้แล้ว”

เมื่อเราเดินไปถึงถนนสายที่ 9 เขาก็จับมือผมอีกครั้งถึงแม้ว่าจะไม่มีรถแล่นไปมาเลยทั้งสองฝั่งก็ตาม เราเดินจูงมือกันแบบนี้ไปตลอดทางบนถนนเมทอดิสต์โรด ผมไม่รังเกียจ ผมชอบจูงมือเขา ผมรู้ว่าเขาจะคอยระวังภัยให้ผม

 

มิสซิสเจค็อบส์กับมอร์ริสเดินทางมาถึงในอีกสองสามวันต่อมา มอร์ริสเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ใส่ผ้าอ้อม แต่มิสซิสเจค็อบส์สวยมาก ในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันก่อนที่สาธุคุณเจค็อบส์จะยืนบนธรรมาสน์ของโบสถ์เราเป็นครั้งแรก ผมกับเทอร์รี่และคอนช่วยเขาย้ายพีซเซเบิลเลกไปที่ห้องใต้ดินของโบสถ์ ที่ซึ่งกลุ่มเยาวชนสัมพันธ์ของนิกายเมทอดิสต์จะพบปะกันทุกคืนวันพฤหัส เมื่อระบายน้ำออกหมดแล้ว เราสามารถเห็นความตื้นของทะเลสาบกับร่องทางเดินที่พาดผ่านมันได้ชัดเจนมาก

สาธุคุณเจค็อบส์ขอให้เทอร์รี่กับคอนให้สัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เขาบอกว่าเพราะเขาไม่อยากให้พวกเด็กน้อยรู้เรื่องภาพลวงตานี้ (ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นพี่ใหญ่ มันเป็นความรู้สึกที่ผมชอบมาก) ทั้งสองรับปาก และผมคิดว่าพวกเขาจะไม่เปิดโปงความลับนี้แน่ แต่แสงไฟในห้องใต้ดินของโบสถ์สว่างกว่าในโรงรถของบ้านพักนักบวชมาก ถ้าคุณยืนใกล้ๆ ภูมิทัศน์จำลองนี้ และเขม้นมองให้ชัดๆ คุณจะเห็นว่าจริงๆ แล้วทะเลสาบพีซเซเบิลเลกก็เป็นแค่แอ่งน้ำกว้างๆ เท่านั้นเอง คุณยังสามารถมองเห็นร่องทางเดินด้วย พอถึงวันคริสต์มาสทุกคนก็คงรู้กันหมดแล้ว

“มันเป็นของเก๊เก่าแก่” บิลลี่ ปาแเกต พูดกับผมในบ่ายวันพฤหัสวันหนึ่ง เขากับรอนนีน้องชายเขาเกลียดโรงเรียนคืนวันพฤหัส แต่แม่พวกเขาบังคับให้ไป “ถ้าเขาขืนโชว์มันอีกรอบและเล่าเรื่องเดินบนน้ำนั้นอีกละก็ ฉันอ้วกแตกแน่”

ผมคิดจะเถียงกับเขาในเรื่องนี้ แต่เขาตัวใหญ่กว่าและยังเป็นเพื่อนผมด้วย อีกอย่างหนึ่ง เขาก็พูดถูกเหมือนกัน

 

  • อ่านต่อได้ในเล่ม ติดตามการวางจำหน่ายได้ทางเพจ “เเพรวนิยายเเปล” เร็วๆ นี้

 

 

 

[1] ตัวละครที่ห้า คือ ตัวละครที่ไม่ใช่พระเอก ไม่ใช่นางเอก ไม่ใช่ผู้ร้าย และไม่ใช่ตัวประกอบ แต่เป็นตัวละครที่พลิกสถานการณ์ของเรื่องได้

[2] เนเมซิส เป็นเทพีแห่งการล้างแค้นที่ออกมาลงโทษคนที่ทำผิดศีลธรรม ทำชั่ว หยิ่งผยอง หรือคนที่ปฏิเสธพรของพระเจ้า

[3] ฟุตล็อกเกอร์คือกล่องใบเล็กที่ออกแบบให้เก็บไว้ที่ปลายเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไว้ใส่ข้าวของส่วนตัวของทหาร

[4] Kraut แปลว่า คนเยอรมัน

[5] Three-flies-six-grounders เป็นการเล่นเบสบอลโดยใช้กติกาพื้นฐานที่สุด เช่น คนหนึ่งขว้างบอล อีกคนพยายามตี และอีกคนพยายามรับ

[6] MYF ย่อมาจาก Methodist Youth Fellowship กลุ่มเยาวชนสัมพันธ์ของนิกายเมทอดิสต์

[7] โรงเรียนห้องเรียนเดียว หรือ one-room school เป็นโรงเรียนในชนบทที่เด็กต่างวัยกันเรียนรวมกันในห้องเดียว

[8] Fresh man หมายถึง นักเรียนปี 1 ส่วน fresh girl เป็นสำนวน หมายถึง สาวมั่น หรือคนที่มั่นใจตัวเองมากจนเกินไป ในทางไม่ดี

[9] In-laws คือ ญาติที่เกิดจากการแต่งงาน เช่น พ่อตา แม่ยาย พ่อสามี แม่สามี และอื่นๆ

[10] Outlaws คือ พวกนอกกฏหมาย หรือ อาชญากร

ใส่ความเห็น