fbpx

[ทดลองอ่าน] เกิดในฤดูหนาวที่แดดส่องถึง / นทธี ศศิวิมล

นทธี ศศิวิมล เขียน

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

การที่มีคนได้นั่งใต้ร่มไม้ในวันนี้

ก็เพราะมีใครคนหนึ่งปลูกต้นไม้ไว้นานแล้ว

– วอร์เรน บัฟเฟตต์

 

กำเริบ

 

กว่าห้านาทีที่ศิราเริ่มสับสนอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับงานศพของย่าที่เสียไปนานแล้วลอยขึ้นมาตีกับภาพย่ากำลังทำข้าวต้มหมูสับตรงหน้า สลับกับเดินเก็บกวาดข้าวของที่เด็กๆ เล่นกันแล้วทิ้งไว้เกลื่อนพื้น หนำซ้ำเสียงเรียกหลานๆ กินข้าวของย่าก็ดังชัดเจนไม่ผิดเพี้ยนทุกสำเนียงขนาดนี้

ยังไม่ทันสรุปได้แน่ชัด ช่องท้องก็แข็งเกร็งขึ้นมากะทันหัน ความเจ็บปวดร้าวรานแผ่ไปทั่วตั้งแต่ลิ้นปี่ค่อยๆ ไล่ลามลงไปถึงหัวเหน่าและอวัยวะเพศปลุกเธอขึ้นอีกครั้งหลังการตื่นลวงเมื่อครู่ หญิงสาวกลอกตา มองไปรอบๆ เห็นครอบพลาสติกใสครอบปากและจมูกของตัวเองอยู่ เธอสะดุ้งเฮือกสุดตัว พยายามหายใจเข้า แต่ความดันในท้องจุกแน่นตีขึ้นมาถึงอกจนหายใจแทบไม่เข้า

การรับรู้อยู่ในโลกสีเขียวผสมแดงก่ำช้ำเลือดช้ำหนอง ศิรานอนอยู่บนเตียงแคบๆ มีราวเหล็กกันตกเตียงขนาบสองข้าง ผวากับความเย็นเฉียบจนเหมือนน้ำแข็งเมื่อหลังมือขวาไปสัมผัสเข้า อาการเจ็บร้าวในท้องทุเลาลงพอให้เธอมีเวลาใช้ความพยายามนึกถึงเหตุการณ์ เรื่องราว สถานที่ หรืออะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าจะมาอยู่บนเตียงนี้ แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ความทรงจำของเธอเหมือนลอยอยู่รำไรตรงหน้า ทว่าพยายามจะคว้า กลับคว้าไม่ได้

นั่นทำให้ ‘มัน’ เริ่มกลับมา!

ศิราหายใจสั้นถี่กระชั้น ระลอกความกลัววูบวาบไปทั่วตัว ตาพร่า ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ตัวร้อนผ่าวตั้งแต่เท้าจนถึงใบหน้า รู้สึกเหมือนเนื้อตัวบวมเป่งใกล้จะระเบิดเต็มที เธอมองเห็นสายน้ำเกลือและเข็มปักคาอยู่หลังมือซ้าย รู้สึกว่าแถบพันรัดต้นแขนขวาเพื่อวัดความดันบีบรัดแขนจนแน่นแล้วคลายออกทันที มีเสียงอุปกรณ์เครื่องวัดอะไรต่ออะไรดังตี๊ดตื๊ดอยู่รอบตัว โลกหมุน โยก โคลงเคลงไปมา

เธอเพิ่งรู้สึกถึงเครื่องมือบางอย่างที่ถูกรัดติดหน้าท้องทั้งสองด้าน ได้ยินเสียงหัวใจใครบางคนเต้นดังก้องจากลำโพงข้างๆ หัวใจนั้นเต้นเร็วถี่ รู้สึกอย่างรุนแรงถึงการเคลื่อนไหวในท้อง ราวกับบางสิ่งในนั้นก็กำลังตื่นกลัวเช่นเดียวกับเธอ

หญิงสาวร้องอยู่ในลำคอด้วยความหวาดกลัวถึงที่สุด ความกลัวอย่างที่เธอรู้จักดีว่ามันไม่ได้แปรผันตรงกับเหตุผลหรือความเข้าใจ คิดมากคิดน้อย หรือความใจร้อนใจเย็นอะไรทั้งสิ้น มือเธอไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวรอบข้าง เมื่อมองเห็นเลือดไหลย้อนเข้าไปตามสายน้ำเกลือก็ยิ่งกลัวมากขึ้น เธอพยายามแกะออก พยายามหายใจ ภายในศีรษะปวดตื้อ มึนงง ตาพร่าลงเรื่อยๆ เสียงเตือนจากเครื่องอะไรสักอย่างกรีดร้องแหลมยาว

“คุณแม่ใจเย็นๆ ค่ะ ไม่ต้องกลัว นอนลงก่อนค่ะ” พยาบาลบอกก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อน “พี่โทร.ตามหมอแล้วใช่ไหม ความดันตัวบนไปสองร้อยสี่สิบแล้ว”

“หมอกำลังมา คุณแม่อย่าแกะสาย เราช่วยอยู่ นอนลงนะคะ” พยาบาลอีกคนยึดข้อมือขวาของศิราที่พยายามกระชากดึงทุกสายออกจากตัวด้วยอาการตื่นตระหนก แล้วหันไปพูดกับเพื่อน “ช่วยกันจับคนไข้นอนลงก่อนเร็ว” ผู้ช่วยพยาบาลปรี่เข้ามาประคองตัวให้ค่อยๆ เอนนอน

ศิราเอนตัวลงนอนทั้งที่ใจยังเต้นรัวเป็นกลองชุด คลื่นไส้เหลือประมาณ เธอสะบัดมือขวาจนหลุดจากการเกาะกุมเพื่อดึงหน้ากากออกซิเจนออก ก่อนโผตัวไปข้างๆ โก่งคออาเจียนโฮกใหญ่ พยาบาลข้างนั้นถือชามรูปไตรับไว้ทันพอดี หญิงสาวทิ้งตัวนอนกับหมอน มือใครสักคนคว้าผ้ากลิ่นสะอาดเช็ดปากให้ ในเวลาเดียวกันช่องท้องบีบรัดเกร็งอีก เจ็บปวดร้าวรานจนแทบทนไม่ไหว

“มดลูกบีบตัวมากแล้ว หมอถึงไหนแล้วเนี่ย” เสียงใครสักคนว่า

ศิราลืมตาแทบไม่ได้แล้ว มันหนาหนัก บวมเป่ง ร้อนผ่าวไปทั่วตัว ความหวาดกลัวจากฤทธิ์ปีศาจเขย่าตัวเธอจนสั่นไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดเหมือนจะฉีกท้องเธอออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ได้เสี้ยวของความทรมานที่ปีศาจกำลังทำกับสติสัมปชัญญะของเธอ มันสั่น ไกว ไหว หวาดกลัว แรงสะอื้นเริ่มสะท้อนในอก เตียงพยาบาลเหมือนกำลังแกว่งไกวอยู่บนเส้นเชือก

หญิงสาวไขว่คว้าจับราวเหล็กได้ข้างหนึ่ง จับข้อมือพยาบาลคนยืนใกล้ๆ ได้อีกข้างหนึ่ง ปลายนิ้วเกร็งจิกแน่นจนสั่น เธอมองเห็นหลอดไฟนีออนในรางโลหะสะท้อนแสงด้านบน มันสะท้อนภาพที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น ทำเอาหายใจติดขัดหวาดกลัว

เธอเห็นภาพตัวเองนอนตายอยู่บนเตียงผ่าคลอดสีเขียวเข้ม ดวงตาเบิกค้าง ผิวเป็นสีขาวอมฟ้าเหมือนท้องปลาตาย ปากเขียวซีด บริเวณท้องถูกผ่าแบะออกจนเห็นอวัยวะภายในทุกชิ้นส่วน สดมันวาว มดลูกถูกกรีดแบะ สูญสิ้นสภาพความเป็นมนุษย์ เลือดสีแดงฉานสาดกระจายทั่วบริเวณ และทั่วทั้งพื้นห้อง

หมอกับพยาบาลอุ้มลูกในท้องเดินจากไป เธอจะไม่มีวันได้ยินเสียงร้องและไม่ได้เห็นหน้าลูกที่กำลังจะเกิด จะกลายเป็นดวงวิญญาณอรูป คลุ้มคลั่ง ล่องลอย หลอกหลอน วนเวียนอยู่ในห้องผ่าตัดไม่มีวันได้ไปไหน การรับรู้ที่บิดเบี้ยวของศิราบอกอย่างนั้น เธอถูกผลักออกไปยืนบนเส้นแบ่งระหว่างการรับรู้ในโลกแห่งความจริงกับภาพหลอนลวงล้วนสยดสยองน่าหวาดกลัว ทุกภาพหมุนเร็วจี๋ เอะอะมะเทิ่ง เต็มไปด้วยสิ่งอัปมงคลไม่อยากพบเจอ

ศิรากลัวจนเหมือนหัวใจกำลังจะหยุดเต้น หายใจตื้น ผวาฮุบอากาศเหมือนคนจมน้ำที่พยายามผุดเหนือผิวน้ำ แต่ก็จมลงไปใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า สั่นไปทั้งร่าง “ไม่เอา ไม่เอา กลัวแล้ว ไม่ผ่า ไม่ผ่าแล้ว พยาบาลคะ ช่วยด้วย กลัว ไม่อยากผ่าแล้ว”

ก่อนที่ถ้อยคำและทุกอย่างจะยิ่งร่วงหล่นจนจำอะไรไม่ได้ ใบหน้าหนึ่งลอยขึ้นมาในวาบความทรงจำราวกับห่วงยางที่มีคนโยนมาให้คนใกล้จมน้ำ

“ลูก คิระ ลูกอยู่ไหน คุณพยาบาล คิระ ลูกฉันอยู่ไหนคะ”

พยาบาลสาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าตาเลิ่กลั่ก ดูตื่นตระหนก แต่เธอก็พยายามยิ้มใจดีสู้เสือ เธอตอบเสียงสั่นๆ “คุณ คุณแม่ใจเย็นๆ นะคะ ลูกคุณแม่กำลังจะคลอดแล้วค่ะ เดี๋ยวก็ได้พบกันแล้ว คุณหมอกำลังมาแล้วค่ะ อุ๊ย” เสียงสุดท้ายเธออุทานขึ้นและกระวีกระวาดจับศิราตะแคงหน้า เอาผ้าสะอาดเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกจากจมูกอย่างฉับพลัน

ศิราได้ยินเสียงฝีเท้าใครอีกคนก้าวเร็วๆ เข้ามาชิดเตียง “เป็นไง ไหวไหมคะ เดี๋ยวเราจะผ่าคลอดกันเลยนะคะ คุณแม่ ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวได้เจอหน้าลูกแล้ว ไม่เป็นไรนะ”

อาการปวดหัวเหมือนหัวกำลังจะระเบิดกลับมาอีก ในหูเหมือนถูกกรีดด้วยแส้เสียงแหลมคมหวีดหวิวยาวนาน ปีศาจและสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่คอยหลอกหลอนเธอมาตลอดพร้อมใจกันปรากฏตัวขึ้นเมื่อภาวะวิกฤติทางกายและการรับรู้พุ่งไปถึงขีดสุดทุกประสาทสัมผัส ทุกจังหวะการเต้นตุบของเส้นเลือดในหัวดังกึกก้องสะเทือนเลือนลั่นราวกับถูกค้อนทุบเป็นจังหวะ

ศิรารู้สึกเหมือนกำลังจะหลุดร่วงจมลงในอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผวาเฮือกหายใจเหนือผืนน้ำที่มองไม่เห็น ตวัดมือคว้าข้อมือหมอแล้วกำแน่นไว้ยึดเหนี่ยว “หมอ ช่วยด้วยค่ะ กลัว ปวดหัว ช่วยทำให้หลับหรือไม่ก็ตายไปเลยได้ไหม ไม่ไหวแล้ว”

คุณหมอร่างเล็กแตะบนมือศิราและกระชับแน่นๆ ทีหนึ่ง ก่อนแกะนิ้วมือที่จิกเกร็งออกทีละนิ้ว “แพนิก[1] ใช่ไหมคะ ไม่เป็นไรนะ หมอจะช่วยคุณเต็มที่ ทำใจให้สบายนะคะ”

หลังจากนั้น หูของศิราจับใจความอะไรในบทสนทนาวุ่นวายรอบตัวไม่ได้อีก แต่มองเห็นใครบางคนจิ้มเข็มฉีดยาลงในสายน้ำเกลือที่ต่อเข้าหลังมือซ้าย อึดใจต่อมาเธอรู้สึกได้ว่าภายในเริ่มผ่อนคลายลง กล้ามเนื้อทุกมัดที่เขม็งเกร็งเมื่อครู่คลายตัวออกช้าๆ เสียงตุบหนักๆ ในหูตามจังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มเบาลง อาการปวดหัวค่อยๆ เจือจาง แขนขาหนักอึ้ง หนังตาเริ่มหย่อน

ยังเหรอ ลูกยังไม่คลอดงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นความทรงจำเดียวถึงใบหน้าที่เธอรักหมดใจและวิญญาณนั่นทำไมช่างชัดเจนและสมจริงได้ถึงเพียงนั้น

ดวงดาวระยับไหวในดวงตานั่น สีเลือดฝาดบนผิวแก้มนั่น รอยยิ้มเสียงร้องเรียกแม่ของเขา ท่าวิ่งเตาะแตะเหมือนลูกเป็ด ดอกตะแบกสีม่วงหวานจากริมถนนที่ลูกเก็บขึ้นมาให้

ยังจำกลิ่นดอกปีปที่ลูกเก็บมาทัดหู สัมผัสจากอ้อมกอดและจมูกเล็กกระจิ๋วสูดหอมแก้ม ยังจำได้กระทั่งกลิ่นเหงื่อที่ไรผม

อคิระลูกน้อยของแม่…

 

ก่อนหน้านั้น เธอกำลังเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง…ชื่อเรื่อง

 เกิดในฤดูหนาว

 

ปี พ.ศ.2554 เริ่มต้นอีกครั้ง

แยกอำเภอบึงกาฬ อําเภอเซกา อําเภอโซ่พิสัย อําเภอบุ่งคล้า อําเภอบึงโขงหลง อําเภอปากคาด อําเภอพรเจริญ และอําเภอศรีวิไล ออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคาย รวมตั้งขึ้นเป็นจังหวัดบึงกาฬ ตามพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ      เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ตามมาตราริกเตอร์  บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นสึนามิ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 15,800  คน อีก 2,600 คนหายสาบสูญ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สี่แห่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้

พระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม  ดยุกแห่งเคมบริดจ์ กับแคเธอริน มิดเดิลตัน ณ  เวสต์มินสเตอร์ แอบบีย์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ประชาชนกว่า 2,000 ล้านคนดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา แถลงว่าโอซามา บิน ลาเดน หัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ เสียชีวิตจากการบุกเข้าสังหารของหน่วยซีลที่ประเทศปากีสถาน

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ไทจิ นักกีตาร์สมาชิกวง X  Japan เสียชีวิต

ประชากรโลกแตะ 7,000 ล้านคน ตามการประเมินของสหประชาชาติ

 

สามีของฉันตื่นแต่เช้ามืดหลังได้ยินเสียงเพื่อนบ้านเอะอะโวยวายอะไรสักอย่าง

เขาหายไปสักครู่จึงกลับเข้าบ้านมาหน้าตาตื่น ร้องตะโกน น้ำมาแล้ว! น้ำท่วมมาถึงหน้าบ้านเราแล้ว!

อันที่จริงเรารู้และพอคาดการณ์ได้ว่า น้ำท่วมระดับที่นักข่าวโทรทัศน์เรียกว่ามหาอุทกภัย น่าจะมาถึงบ้านเราแน่ๆ แต่เราก็คาดการณ์กันว่าถึงท่วมจริงก็คงจะไหลหลากผ่านไปในเวลาอย่างช้าที่สุดคืออาทิตย์สองอาทิตย์ ที่สำคัญลูกชายวัยขวบเศษที่ติดเชื้อง่าย ป่วยง่าย ต้องการการดูแลเรื่องกินยาและความสะอาดมากเป็นพิเศษ อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยนักหากต้องอาศัยอยู่รวมกับคนจำนวนมาก  เราจึงเตรียมการที่จะติดอยู่ในบ้านตัวเองรอจนน้ำผ่านไป ไม่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิง โดยยกตู้เย็นขึ้นวางบนโต๊ะสูงสองฟุต ของอื่นเก็บขึ้นชั้นบนทั้งหมด เก็บกระทั่งเตาแก๊ส เหลือแค่ตู้ โต๊ะ และเก้าอี้

หลังสิ้นเสียงสามี ฉันรีบเดินออกไปดูที่ระเบียง เห็นน้ำกำลังไหลเอ่อเข้ามาในซอยบ้าน  เด็กๆ บ้านหลังในๆ ออกมาวิ่งลุยน้ำเล่นน้ำกันสนุกสนาน  ทีมสูบน้ำเลิกสูบไปตั้งแต่เมื่อรุ่งเช้าเพราะดูท่าแล้วน่าจะต้านน้ำไม่ได้ กระสอบทรายกั้นน้ำวางแนวไว้สูงเพียงเมตรเดียว ขณะน้ำเหนือที่กำลังมา ข่าวว่าเกินกว่านั้นมาก

น้ำไหลเข้ามาในชั้นล่าง ระดับน้ำสักราวๆ ข้อเท้า และดูเหมือนสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ฉันได้ยินเสียงพ่อแม่บ้านหลังที่ยังอยู่ไล่ลูกๆ ตัวเองขึ้นชั้นบน ไม่นานนัก น้ำทะลักเข้ามาเพิ่มอีกจนน่าตกใจ  เสียงตะโกนบอกข่าวกันในหมู่บ้านว่า แนวคันกันน้ำตรงริมแม่น้ำเจ้าพระยาแตก

กว่าระดับน้ำจะทรงตัวในอีกเกือบชั่วโมง ชั้นล่างของบ้านเราก็มีน้ำท่วมเข้ามาสูงถึงระดับเอวแล้ว  ไม่ต้องพูดถึงถนนหน้าบ้านที่พื้นต่ำกว่าน่าจะถึงระดับอกหรือคอ ซึ่งเกินความคาดหมายไปมาก

ระดับน้ำทรงอยู่อย่างนั้นนานกว่าสัปดาห์ ก่อนค่อยๆ ลดลงจนน้ำในห้องชั้นล่างเหลือระดับข้อเท้า  มีลูกปลาหมอปลาช่อนว่ายเล่นกันสบายใจเหมือนเป็นบ้านตัวเอง นั่นทำให้เรามีความหวังว่าจะได้กินอย่างอื่นนอกจากของที่ตุนเอาไว้ และอาจเดินทางออกไปไหนมาไหนได้บ้าง

แต่ทว่า…

ราวหนึ่งเดือนผ่านไปหลังน้ำท่วม  น้ำยังไม่ลดระดับ คนในหมู่บ้านกว่า 80  เปอร์เซ็นต์ อพยพออกไปที่อื่น คนที่มีบ้านนอกให้กลับก็กลับ บ้างเลือกจะไปอยู่ศูนย์อพยพชั่วคราวเพราะอย่างน้อยก็มีอาหารกินฟรีทุกมื้อ

ร้านค้าที่เคยเปิดขายของปิดหมดตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน คนที่ตะลุยฝ่าน้ำไปถึงห้างค้าปลีกที่ยังพอเปิดในพื้นที่แห้งๆ เนื่องจากทำพนังกั้นน้ำไว้รอบห้างกลับมาบอกว่า ชั้นวางของส่วนใหญ่ว่างโล่งและดูท่าว่าอาจจะปิดชั่วคราวในไม่ช้าเพราะของหมด

ห้วงเวลานั้น เราพ่อแม่ลูกยังคงรอคอยอยู่บนตัวบ้านชั้นสอง สามีต้องลุยน้ำระดับเอวออกไปราวกิโลกว่าๆ ทุกวันเพื่อไปให้ถึงถนนใหญ่ รอขึ้นรถบรรทุกทางทหารหรือรถยีเอ็มซีที่มาช่วยเหลือประชาชนพาลุยน้ำสูงระดับอกระดับเอว ออกไปยังจุดรับบริจาคอาหารที่ไกลไปราวสิบกิโลเมตร เผื่อจะมีพ่อค้าแม่ค้าขับเรือเร็วเอาอาหารมาขายบ้าง

วันไหนโชคดีเราจะเจอไข่ 10 ฟอง 50 บาท จากที่ขายกันตอนนั้น 10 ฟอง 70-80  บาท บางครั้งแถวนั้นไม่มีของขาย สามีต้องขึ้นรถยีเอ็มซีอีกต่อหนึ่งเพื่อไปให้ถึงเขตชานเมืองกรุงก่อนจะตระเวนเมืองหลวงหาซื้ออาหารทุกชนิดที่พอจะซื้อได้และสามารถเก็บได้เป็นเวลานาน

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริจาค หน่วยงานความช่วยเหลือต่างหายไปหมด พวกเขาขยับตามหัวน้ำซึ่งผ่านบ้านของฉันนานแล้ว หากโชคดีสามีก็จะกลับมาพร้อมเนื้อหมู เนื้อไก่ ไส้กรอก ผัก หรืออาหารสำเร็จรูปอุ่นร้อนรับประทานได้ ช่วงท้ายๆ เงินทองร่อยหรอ เราจึงมีแต่บะหมี่ซอง ปลากระป๋อง และไข่ไก่ (ถ้าหาได้) กินกันทุกวัน

อินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด ใช้การไม่ได้ ทำให้เราขาดจากเฟซบุ๊ก อีเมล เกมออนไลน์ และข่าวสารออนไลน์ทุกชนิด เหลือเพียงโทรทัศน์เครื่องเก่าจอ  14   นิ้ว ที่ยังคงพอเป็นที่พึ่งให้ใช้ดูข่าวน้ำท่วมตอนเช้า เผื่อจะเป็นความหวังได้บ้างว่าน้ำจะลดจนเป็นปกติในเร็ววัน

หมู่บ้านที่เคยคึกคักแทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง  เพื่อนบ้านที่ยังเหลืออยู่เป็นกลุ่มเดนตายกลุ่มสุดท้าย  บางหลังเอาเรือเป่าลมมาลอยเล่นกับลูกกับหลาน สามีฉันเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมไว้ในช่วงกลางวันที่ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั่งๆ นอนๆ รอให้วันหมดไป

ฉันรอลูกนอนหลับช่วงบ่าย ถือกระป๋องพลาสติกลงมาตักปลาที่พื้นในห้องชั้นล่าง  ก่อนจะเทปล่อยมันกลับลงที่เดิม มองพวกมันว่ายเข้าไปในห้องน้ำพากันมุดแอบข้างโถส้วม ตอนที่ระลอกคลื่นจากเรือหางยาวกระแทกผิวน้ำกระฉอกเข้ามาในบ้าน

วันเวลาเหล่านั้นแม้อัตคัตอาหารการกิน ไม่มีอะไรสะดวก แต่เราสามคนยังคงยิ้มแย้ม ลูกชายคนเก่งของฉันยังคงร่าเริงในห้องขนาด 4×6 ตารางเมตร พวกเราขลุกอ่านนิทานและวรรณกรรมนับหมื่นเล่มที่เรียงรายอัดอยู่ในห้องนอนอีกห้อง

การไม่มีอินเทอร์เน็ตทำให้เราคิดเกมสนุกๆ เล่นกันได้หลายอย่าง มีเวลาที่ได้อยู่ใกล้กัน นอนกอดกัน คุยกันเต็มที่ ได้กลิ่นชีวิตลอยมากับสายลมละเอียดครบถ้วนมากขึ้น

เห็นแสงแดดยามเช้าและยามเย็นสวยงามขึ้น กังหันลมซึ่งเป็นของเล่นชิ้นเดียวในช่วงเวลานี้ของลูกหมุนพลิ้วสวยงามในสายลม และแกก็เล่นได้ไม่เคยเบื่อ

กว่าสองเดือนเต็มที่เราติดอยู่บนชั้นสองของบ้าน น้ำงวดจนแห้งขอดลงในที่สุด แต่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าปกติหรือเหมือนเดิมเลย

พื้นสองข้างทางตั้งแต่ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยขยะและสิ่งของปรักหักพัง  กองขยะ เฟอร์นิเจอร์ขนาดมโหฬารกองสุมอยู่กลางถนนใหญ่รวมกับขยะอื่นๆ แมลงวันนับล้านบินอยู่เหนือกองนั้น แถมลามบุกเข้าบ้านคนที่ไม่ได้ติดมุ้งลวด

บรรดารถยนต์หนีน้ำไม่ทันจอดตายตามข้างทาง  (หลายคันถูกทิ้งไร้เจ้าของมาตามกลับแม้หลังน้ำท่วมผ่านไปเป็นปีๆ)  เจ้าของบ้านบางส่วนเริ่มทยอยกลับมาทำความสะอาดซ่อมแซมบ้าน  ถึงอย่างนั้นข้าวของอุปโภคบริโภคยังคงขาดแคลนและราคาแพงอย่างโหด

ช่วงเวลานั้นเอง  ลูกชายเริ่มมีอาการป่วยไข้ พร้อมกับเด็กๆ จำนวนมากในพื้นที่หลังน้ำท่วม เราไปนั่งรอคิวตรวจที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดรวมกับคนไข้เด็กอื่นๆ อีกนับร้อยตั้งแต่เช้าตรู่ ได้พบหมอสองนาทีในเวลาบ่ายสามโมง ก่อนหมอจะแจ้งว่าลูกมีอาการหลอดลมอักเสบจนไข้สูง และให้แอดมิต

ห้องผู้ป่วยเต็มเหยียด เตียงผ้าใบกางเรียงรายเต็มหน้าห้องพักผู้ป่วย ลามออกมาถึงบริเวณหน้าบันไดและหน้าลิฟต์ที่มีคนเดินผ่านหัวไปมาตลอดทั้งวันและเกือบทั้งคืน นอนรวมกับผู้ป่วยเด็กอีกหลายสิบคนที่อยู่ในสภาพเดียวกัน

ลูกน้อยในวัยกำลังหัดเรียกแม่ ร้องไห้ ดิ้นรนไขว่คว้า ขอความช่วยเหลือเมื่อโดนจับยึดเพื่อเจาะแขนแทงน้ำเกลือ ฉันกับสามีผลัดกันนอนเฝ้าลูกบนเตียงผ้าใบนั้นโดยไม่ได้หลับเลยสักงีบเพราะกลัวลูกดึงสายน้ำเกลือหลุด

สองวันต่อมา หมอให้เรากลับบ้านทั้งที่อาการยังไม่ดีขึ้น แต่ฉันก็คิดว่าไม่สามารถทนนอนแออัดที่พื้นหน้าบันไดรวมกับคนไข้สารพัดโรคแบบนั้นได้อีกแล้ว

คืนนั้นสามีต้องไปติดต่องานกลับดึก ลูกยังไข้สูงแม้เช็ดตัวเกือบตลอดเวลาและกินยาลดไข้ที่หมอให้ นอนซมน้ำตาไหลลงหางตา สะอื้นทั้งๆ หลับ แกเพ้อเรียกแม่ ร้องหาแต่นมแม่

ฉันที่สลึมสลือเพราะไม่ได้นอนมาหลายวัน สงสารลูกจนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงประคองลูกให้นมจากอก พูดปลอบใจ ลูบหัวลูบตัว บอกลูกว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็หาย อย่างน้อยลูกก็คงอุ่นใจขึ้นบ้าง ฉันคิดอย่างโง่เขลา

ก่อนประสาทจะตื่นเต็มที่เหมือนฟ้าผ่ากลางหัว เมื่อลูกเริ่มชักเกร็งทั้งตัวไม่ยอมหยุด ฉันทำอะไรไม่ถูก คิดในใจว่าต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาล

ฉันอุ้มลูกวิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ผ่านบ้านร้างหลังน้ำท่วมหลายสิบหลัง พยายามเรียกแกให้ได้สติ แต่ก็ยังชักเกร็งตาค้างไม่หยุด

จนมาถึงถนนใหญ่ ฉันโบกมือเรียกแท็กซี่คันแล้วคันเล่า แต่ละคันไม่มีใครยอมไปส่งทั้งที่ฉันร้องไห้อุ้มลูกที่ยังไม่หยุดชัก

ในที่สุดก็เจอคันที่สงสาร ยอมขับไปส่งด้วยความเร็วเหมือนเหาะ และอวยพรให้ลูกปลอดภัยตอนที่ก้าวลงจากรถ

ฉันยื่นลูกในอ้อมกอดให้พยาบาลและหมอด้วยความรู้สึกเหมือนร่างถูกฉีกขาดลอยตามลูกไป หมอปิดม่านลง แต่ฉันยังได้ยินเสียงความพยายามช่วยเหลือลูก ได้ยินคำว่าโดสที่สี่ ได้ยินคำว่าเครื่องช่วยหายใจ ได้เห็นพวกเขาเดินเข้าเดินออกจากม่านนั้น

ในท้องและในอกฉันว่างโหวง เพิ่งรู้ตัวว่าวิ่งออกมาทั้งชุดนอนโดยไม่ได้ใส่รองเท้า ไม่ได้ใส่เสื้อชั้นใน มือยังกำผ้าขนหนูผืนเล็กที่ใช้เช็ดตัวลูกไว้แน่น น้ำจากผ้าหยดลงบนเท้าที่มีเลือดซึมจากแผลหินบาดฝ่าเท้า จนพื้นห้องฉุกเฉินเปรอะรอยเปื้อนเป็นดวง

ฉันตั้งสติ มองไปรอบๆ ขออนุญาตพยาบาลตรงเคาน์เตอร์เพื่อขอใช้โทรศัพท์โทร.บอกสามีว่าลูกชัก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล

การที่ลูกชักค้างนานเกิน  30  นาที ทำให้มีความเสี่ยงที่สมองจะถูกทำลาย ฉันยืนข้างเตียงลูกที่เสียบท่อช่วยหายใจ มีผ้ายึดพันไม่ให้หัวขยับ ข้อมือเล็กกระจิ๋วสองข้างถูกผ้ามัดยึดขึงติดกับเหล็กกั้นเตียง  หมอบอกว่ายาแก้ชักที่เหน็บให้อาจจะทำให้ลูกหลับนาน

ฉันยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียง มองหน้าลูกชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ลูบแขนเล็กจ้อยบอบบางที่ถูกมัดแน่น ลูกเจ็บไหมครับ ลูบหน้าลูก ได้ยินแม่ไหม สมองลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า สิ่งที่เคยได้ยินได้อ่านมาจากแม่หลายคนที่มีลูกป่วยชักรุนแรงถึงแก่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่างกระทั่งการดูดกลืนอาหาร บางคนเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ไม่เป็นไรนะลูก หากมันเลวร้ายเราก็จะผ่านไปด้วยกัน  แม่จะสอนใหม่ทุกอย่าง ถ้าลูกลืมหมดแม่ก็จะค่อยๆแนะนำตัวเอง แม่จะอุ้มให้มากขึ้น ป้อนให้มากขึ้น กอดลูกให้มากขึ้น จะไม่ทำตัวเป็นแม่โง่ๆ จนลูกต้องเจ็บหนักแบบนี้อีก ให้โอกาสแม่นะลูกนะ ฉันก้มตัวกระซิบกระซาบกับลูกอยู่ตลอดเวลาเหมือนคนบ้า จนญาติคนไข้เตียงรอบข้างบางคนหัวเราะขำ

“อย่าเพิ่งคิดในทางร้ายๆ ลูกต้องหาย ต้องปลอดภัย” สามีปลอบ เขาเองก็ไม่ได้นอนเลยสักงีบ

เจ้าหน้าที่เข็นถาดอาหารเช้าเข้ามาแจก แจกให้ฉันกับสามีด้วย “กินข้าวเสียบ้างคุณแม่ จะได้มีแรงเฝ้าลูก” สีหน้าท่าทางแสดงถึงความเมตตาและเห็นอกเห็นใจ

ฉันรับถาดอาหารมา กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ  ทว่าลูกเป็นอย่างนี้ กระทั่งน้ำยังตื้อตีบคอ จะกลืนข้าวลงไปได้ยังไง

ในที่สุดลูกก็ขยับตัวฟื้นขึ้น  แววตาแรกเหม่อลอยเคว้งคว้างทำให้ฉันใจหาย ลูกจ๋า แม่อยู่นี่ ไม่ต้องกลัวนะ

จะไม่กลัวได้ยังไงหนอ ตื่นมาพร้อมพันธนาการรอบตัวขยับไม่ได้ ในที่แปลกประหลาด มีท่อเสียบอยู่ในลำคอ เจ็บปวดทั่วสรรพางค์ แกกลอกตาไปมา แววตาตื่นตระหนก จนกระทั่งเห็นหน้าแม่ที่ยืนร้องไห้ตาบวมอยู่ข้างๆ

เด็กน้อยเบ้หน้าร้องไห้ไร้เสียงเพราะท่อช่วยหายใจที่เสียบคา ตาจับจ้องมาที่แม่ พยายามจะดิ้นเข้ามาหาขอความช่วยเหลือแต่ทำไม่ได้ ฉันคู้ตัวกอดปลอบลูก ไม่เป็นไร แม่อยู่ตรงนี้แล้วลูกรัก

เป็นครั้งแรกที่ฉันยิ้มทั้งน้ำตา ดีใจที่เห็นลูกร้องไห้ ร้องขอให้ช่วย เพราะนั่นแสดงว่าอย่างน้อยฉันก็ยังไม่ได้เลือนหายไปจากสมองของลูก แกยังจำแม่ จำพ่อได้ นั่นก็เกินพอแล้ว

ความเจ็บป่วยคราวนี้ทำให้ลูกต้องแอดมิตในห้องไอซียูเด็กที่แออัดไม่แพ้ห้องธรรมดา คนไข้เรียงแน่นเต็มทุกเตียงกว่ายี่สิบ เตียง ญาติคนไข้เดินเข้าออกตลอดทั้งวัน ทั้งคนไอ จาม หิ้วอาหารมากินกันที่พื้นหน้าเตียง

บางคนเดินแวะดูเด็กแต่ละเตียงครบทุกเตียงพลางยื่นมือมาเขี่ยเด็กเล่นเหมือนเดินอยู่ในสวนสัตว์ เป็นเช่นนั้นหลายวันก่อนที่เราจะพยายามทำเรื่องย้ายมายังโรงพยาบาลที่ลูกเกิด เพราะมีความพร้อมที่จะดูแลลูกมากกว่า

ในระหว่างนั้นเราตัดสินใจกันแล้วว่า เพื่อความปลอดภัยของลูก เราคงต้องย้ายมาหาบ้านเช่าใกล้โรงพยาบาล เพื่อถึงมือหมอให้เร็วที่สุดหากเกิดเรื่องอย่างนี้อีก

ปลายปีนั้น เราพากันจัดข้าวของในบ้านที่เรียกชื่อตามชื่อซอย “ชื่นสิน” ชื่อที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนชีวิตใหม่ บ้านสองชั้นกึ่งไม้กึ่งปูน สไตล์เรโทร แผ่นไม้ประกอบบ้านทาสีเขียวไล่เฉดจากอ่อนถึงเข้ม มีหน้าต่างรอบบ้านทั้งสองชั้นอย่างที่เราเชื่อว่าจะทำให้อากาศถ่ายเทดีพอที่จะไม่สะสมเชื้อโรค รอบบริเวณบ้านมีพื้นที่ให้ลูกเอารถจักรยานคันเล็กที่ยายซื้อให้มาปั่นเล่นได้

เช้าวันสุดท้ายของปี อากาศหนาวเย็น เราซุกตัวอยู่ในที่นอนและผ้าห่มผืนเดียวกันฟังเสียงนกร้อง สูดกลิ่นดินกลิ่นต้นไม้ใหญ่ของบ้านข้างๆ เจ้าชายตัวน้อยเริ่มพูดเก่งขึ้นและสดชื่นร่าเริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วฉันก็มีความหวังว่า ต่อจากนี้ไปสุขภาพลูกจะดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นการปิดนิยายชีวิตบทเก่าเพื่อขึ้นสู่บทใหม่ที่จะต่างไปจากเดิม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ความอบอุ่นในผ้าห่มผืนนี้จะห่มคลุมหัวใจของเราให้ผ่านพ้นไปด้วยกันได้เป็นอย่างดีที่สุด

 

ปี พ.ศ.2553 คืนเคอร์ฟิวส์

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ตามมาตราโมเมนต์ ใกล้กับกรุงปอร์โตแปรงซ์ ประเทศเฮติ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 230,000 คน

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.8 ตามมาตรโมเมนต์ ใกล้กับเมืองกอนเซปซีออน สาธารณรัฐชิลี ผลจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงดังกล่าวส่งผลให้แกนโลกเอียง และลดเวลาต่อวันสั้นลงเล็กน้อย

ทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรก หลังเอาชนะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 1 ต่อ 0  ในช่วงต่อเวลา 30 นาที ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้

พม่าจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 20  ปี มีการปล่อยตัวอองซานซูจี ออกจากการกักบริเวณในบ้านพัก

นักวิจัยของเซิร์น (องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) ดักจับอะตอมแอนติไฮโดรเจนได้จำนวน 38 อะตอม นับเป็นการดักจับปฏิสสารได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

 

เช้าวันที่ 19  พฤษภาคม ฉันตื่นขึ้นมาพบกับน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยสีเขียวชงใส่แก้วเล็ก วางคู่กับแครกเกอร์รสเค็มในจานเล็กๆ ข้างที่นอนเหมือนเช่นทุกเช้า สามีของฉันเป็นคนเตรียมเอาไว้ให้ มันเป็นทั้งยารักษาและป้องกันอาการคลื่นไส้แพ้ท้องที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้วันนี้จะตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนเต็มแล้ว

วันนี้เป็นวันหมอนัดตรวจครรภ์ หลังจากฉันโทร.ไปขอเลื่อนนัดมาจากเมื่ออาทิตย์ก่อน เพราะอยากให้สามีไปด้วยกัน  แต่หากฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในท้องระหว่างนั้น ฉันคงไม่ทำแบบนี้

ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงยากลำบากของเรา  แม่สามีเสียชีวิตเมื่อฉันท้องได้สี่เดือนกว่า  ทำให้บ้านเหลือแค่เราสองคน กลิ่นและความทรงจำของแม่สามีฝังติดตราตรึงไปทุกอณูของบ้าน

ก่อนฉันจะมาอยู่ที่นี่ พวกเขาสองแม่ลูกอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แบ่งปันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตร่วมกัน ผ่านทุกข์สุขร้อนหนาวมายาวนาน แทบไม่เคยจากกันไปไหน การที่ใครคนหนึ่งวาบหายไปเฉยๆ แบบนี้จึงเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับคนยังอยู่ และอาจยังไม่รู้ว่าจะจัดการภาวะภายในตัวเองต่อไปอย่างไร แม้ปากบอกว่าไม่เป็นไร ไหว แต่ฉันยังเห็นอาการเหม่อลอยเงียบงัน เห็นเขาเร่งรีบปาดน้ำตาเมื่อฉันหันไปพบ ฉันจึงพร้อมจะสนับสนุนทุกหนทางที่อาจจะทำให้เขาดีขึ้นได้บ้าง

รวมถึงการตัดสินใจบวชพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับแม่ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตลอดชีวิต ศาสนาในบัตรประชาชนของเขาคือศาสนาคริสต์

การท่องคำขอบวชภาษาบาลียาวเหยียดทั้งที่ตัวเองเป็นชาวคาทอลิกมาตั้งแต่เกิด กลายเป็นเรื่องยากลำบากราวบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่ในที่สุดเขาก็ได้บวชเป็นพระภิกษุสมใจ

ฉันอุ้มท้องโย้ไปปลงผมให้เขา ยกมือไหว้ อนุโมทนาบุญ บอกกล่าวกับเขาว่าคงไม่ได้มาใส่บาตรหรือทำบุญ เหตุด้วยทั้งไม่สะดวกและไม่อยากรบกวนความตั้งใจที่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แม่ที่เขาแสนรักและผูกพัน

ระหว่างนั้นฉันเดินทางไปอยู่กับแม่และน้องที่ตอนนี้มาอยู่ด้วยกันที่สมุทรปราการเป็นเวลาสองอาทิตย์  อุ้มพุงโย้ๆช่วยแม่ขายของที่ตลาดโบราณฯ กลับมาพบกันอีกทีที่บ้านหลังจากเขาลาสิกขาบทออกมา

วันนั้นเรานั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะคนละเครื่อง  เล่นเกม คุยเล่นกันจนบ่าย ก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัวเตรียมออกไปตรวจครรภ์ตามหมอนัด

ฉันกับสามีตั้งใจว่าวันนี้หลังตรวจครรภ์เสร็จแล้ว เราจะแวะไปที่ตลาดปทุม แวะร้านส้มตำป้าใจดี สั่งตำขนมจีนเผ็ดน้อยหวานน้อยอย่างที่ฉันชอบมากินด้วยกันสักครก ไก่ย่างสักไม้ หรือหมูปิ้งเจ้าอร่อยอีกสักหน่อย

แต่พอถึงคิวเข้าพบแพทย์ นายแพทย์ที่รับฝากครรภ์ขมวดคิ้วยุ่ง บอกว่าผลปัสสาวะมีสารไข่ขาวปะปนในปริมาณสูง  มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ให้งดน้ำงดอาหารทันที แล้วส่งให้แพทย์อีกท่านอัลตราซาวด์

ประโยคต่อจากนั้นทำให้ใจฉันและสามีเหี่ยวลงเรื่อยๆ  จนฉันรู้สึกปวดหัว คลื่นไส้เหมือนจะเป็นลม ทารกน่าจะหยุดการเจริญเติบโตในครรภ์มาได้สักราวเดือนหนึ่งแล้ว หัวกะโหลกเบี้ยวผิดรูปนิดหน่อย  ตัวเล็กผอมลีบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หัวใจเต้นช้าและไม่สม่ำเสมอ

หลังจากนั้นฉันถูกเข็นกลับมาหาหมอคนเดิมเพื่อรับฟังต่อว่าคงต้องแอดมิตเพื่อผ่าตัด อาจจะเป็นพรุ่งนี้เช้า แต่เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเล็ก เครื่องมือดูแลผู้ป่วยทารกอาจจะไม่เอื้ออำนวย  ตู้อบเด็กไม่เพียงพอ  ประกอบกับเด็กไม่สมบูรณ์ ตัวเล็กมาก

หมอบอกให้เราเผื่อใจ  โอกาสที่จะรักษาชีวิตเด็กไว้มีน้อยแต่ต้องรักษาชีวิตแม่ก่อน ถ้าไม่รีบผ่าจะอันตรายมาก โอกาสเสียชีวิตทั้งคู่มีสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่อายุยังไม่มาก ไว้ค่อยมีใหม่ ให้เด็กมีร่างกายที่สมบูรณ์กว่าท้องนี้จะดีกว่า

หลังจากนั้นพอถูกเข็นมาด้านนอกเพื่อรอห้อง ฉันกับสามีนั่งเหม่ออยู่ครู่หนึ่งด้วยความงุนงงกับเรื่องฉุกเฉินที่ไม่ได้เตรียมใจรับมาก่อน เมื่อตั้งสติเรียบเรียงได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ผวาคว้ามือสามีมากำแน่น ส่ายหน้าแรงๆ หลายครั้ง น้ำตาไหลพราก “น้า  ไม่ได้นะน้า เอาลูกไว้นะ ต้องรักษาลูกไว้นะน้า ถ้าที่นี่ช่วยลูกไม่ได้ เราย้ายโรงพยาบาลกัน ลูกต้องรอดนะ”

“ใจเย็นๆ” สามีพูดด้วยเสียงสั่น “ใจเย็นๆ นะ ใช่ ต้องย้ายโรงพยาบาล หาที่ที่จะช่วยลูกได้ดีที่สุด”

เราปรึกษากันอีกสองสามประโยค มืดมน นึกไม่ออกว่าควรไปที่ไหน ฉันปวดหัวเหมือนถูกบีบด้วยคีมยักษ์ คลื่นไส้และเอาแต่ร้องไห้ ตอนนั้นเองที่พี่พยาบาลอายุราวสี่สิบ ปีคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเรา

“ทำใจดีๆ ไว้ค่ะคุณแม่ หายใจลึกๆ ก่อนนะ” เธอจับมือฉับบีบเบาๆ “ได้ยินว่าพวกคุณจะย้ายโรงพยาบาล คุณหมอเป็นห่วง เลยให้พี่เดินมาคุยให้เข้าใจว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลต้นสังกัดของคุณ  อาการนี้อยู่ในขอบข่ายที่เราดูแลได้  ทางเราจะดูแลเต็มที่”

แต่ประโยคหลังจากนั้นกลายเป็นประโยคที่มีค่าดั่งทองคำ  เธอย่อตัวลงพลางลดเสียงเบาจนพอแค่ฉันได้ยิน

“แต่พี่แนะนำให้ไปที่ภูมิพลฯ นะ  ไม่ไกลจากที่นี่ เป็นโรงเรียนแพทย์ ทั้งคนและเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า พี่เคยทำงานนี่นั่น มีอาจารย์หมอเก่งๆ ที่ดูแลทารกน้ำหนักน้อยมากๆ แบบนี้รอดมาหลายคนแล้ว คุณรีบไปเลยนะ เรียกแท็กซี่ไป รถพยาบาลเราไปส่งให้ไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขหลายอย่าง  ยิ่งช้ายิ่งไม่ดี  ขอให้ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ โชคดีค่ะ”

เรารีบจับแท็กซี่ไปโรงพยาบาลภูมิพลฯ แผนกฉุกเฉินอย่างงงๆ แต่ก็ยืนยันตามที่ได้รับคำแนะนำมาว่าขอรักษาที่นี่ ได้ยินเสียงโวยวายดุใส่หลายคำ ทำไมไม่ส่งตัว มาจากโรงพยาบาลไหน ทำไมมาที่นี่เอง ถ้าตู้อบไม่มีจะทำยังไง

ฉันนั่งเงียบเพราะคลื่นไส้และปวดหัวมาก  สามีพยายามอธิบายเหตุผล ความจำเป็น พูดจากับพยาบาลที่รับเคสอย่างใจเย็น  ขอร้องให้ช่วยชีวิตเมียกับลูกผมด้วยนะครับ  รอจนเจ้าหน้าที่มาวัดความดันซึ่งตอนนั้นความดันตัวบนไปถึง  220 แล้ว

หลังจากนั้นทุกอย่างรอบตัวหมุนเร็วจี๋

ฉันถูกส่งเข้าไปในห้องหนึ่ง เปลี่ยนเสื้อผ้า อัลตราซาวด์อีกครั้ง หนึ่งในหมอหลายคนที่ล้อมอยู่บอกว่าตอนนี้หัวใจทารกในครรภ์เต้นอ่อนมาก  ไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบรับ

คุณหมอท่านนั้นเอามือจับหัวลูกในท้องจากด้านนอก เขย่าแรงๆ อีกครั้ง “ตื่นๆ ขยับหน่อยลูก” แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น

ฉันทันได้ฉีดยากระตุ้นการทำงานของปอดทารกหนึ่งเข็ม ก่อนเข็นไปสอดท่อสวนปัสสาวะ เปิดสายน้ำเกลือที่หลังมือขวา  โกนขนในที่ลับ หมอคนที่เขย่าท้องบอกว่า เรากำลังจะผ่าตัดทำคลอด

แพทย์เรียกสามีไปคุยอีกห้องว่า ขอให้เตรียมใจไว้ เพราะฉันอยู่ในภาวะอันตราย มีโอกาสเสียชีวิตทั้งแม่และลูกห้าสิบห้าสิบ เขาพูดกับหมอด้วยใจสั่นว่าหากมีเหตุที่ต้องเลือกหรือหากจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้  ขอให้หมอเลือกรักษาชีวิตของฉันไว้  หมอยืนยันว่าจะรักษาอย่างเต็มที่ โดยหลักการก็ต้องรักษาชีวิตแม่ก่อนอยู่แล้ว

คืนนั้นมีประกาศเคอร์ฟิวส์ ห้ามออกจากบ้านหลังสองทุ่ม เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น  แต่เรายุ่งอยู่กับเรื่องของเราจนไม่รู้เรื่องนี้เลย สามีขอร้องให้มีโอกาสเฝ้าเมียและลูกหน้าห้องผ่าตัด  แต่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยืนยันให้รีบกลับบ้าน ทางโรงพยาบาลต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ทางการเมือง  ณ   เวลานั้น แต่สัญญาว่าจะรีบโทร.แจ้งผลทันทีเมื่อการผ่าตัดลุล่วง

สามีจำใจต้องขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ห่างจากโรงพยาบาลไปราวสามสิบกิโลเมตร ถนนทั้งสายและสองข้างทางว่างโล่ง เงียบเชียบราวกับเมืองร้าง น้ำมันหมดระหว่างทาง ปั๊มน้ำมันปิดหมด สามีต้องเข็นรถกลับบ้าน

กลับถึงบ้านสวดมนต์ภาวนา ทำจิตใจให้สงบเท่าที่จะทำได้ นอนลืมตาในความมืดรอให้เวลาเช้ามาถึงและวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว ในตอนนั้น เขาทำได้แค่นั้น

เตียงพยาบาลถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดเวลาราวสามทุ่ม  ใครสักคนเอาหน้ากากพลาสติกมาครอบปากและจมูก บอกให้ฉันหายใจแรงๆ แล้วนับหนึ่งถึงสิบ

ฉันจำไม่ได้ว่านับถึงเลขไหน…

“ลืมตาค่ะ ลืมตา ลืมตาไว้นะคะ” นั่นคือเสียงต่อมาที่ฉันได้ยิน เวลาตอนที่นับเลขกับตอนที่ลืมตาต่างกันเท่าไรไม่รู้ได้ แต่เหมือนเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เจ็บแสบระคายเคืองในลำคอจากท่อช่วยหายใจ

สองวันแรกฉันเอาแต่นอนจมกองน้ำตา  ไม่มีกะใจจะพูดคุยหรือขยับตัว เมื่อรู้ว่าลูกมีน้ำหนักตัวเพียงเจ็ดร้อยสี่สิบ กรัม  ได้แต่มองบรรดาแม่มือใหม่เตียงรอบด้านพากันเอาลูกมาเลี้ยง พยายามให้น้ำนมมื้อแรก

กลางดึกเสียงบางแม่ร้องเพลงกล่อมลูก บางแม่คุยโทรศัพท์ทะเลาะกับสามีเรื่องลูกที่เพิ่งคลอด  แม่บางคนสะอื้นสะท้อนก้องอยู่ในห้องเมื่อน้ำนมไม่ไหลอย่างใจแม้พยายามนวดประคบบีบเค้นอย่างเต็มที่ ทำให้ลูกต้องกินนมชงประทังหิว

เด็กบางคนร้องไห้งอแงเสียงดัง  ฉันนอนน้ำตาไหล ปรารถนาได้ยินเสียงลูกตัวเองตะเบ็งเสียงร้องไห้อย่างแข็งแรงได้อย่างนั้นบ้าง

สามวันต่อมาฉันถึงลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้ ถอดสายสวนปัสสาวะออก ขอร้องพยาบาลที่ดุคนไข้เหมือนแม่ดุลูกว่าขอให้ฉันได้ไปเห็นหน้าลูกสักครั้งให้สบายใจเถอะ

สามีฉันได้รับอนุญาตให้เข็นรถนั่งพาฉันไปดูลูกที่ห้องวิกฤตเด็กแรกเกิด เปลี่ยนรองเท้า ใส่ผ้าคลุมกันเปื้อน ล้างมือ ซอกนิ้ว ถึงข้อศอกด้วยสบู่สามรอบ ตามด้วยแอลกอฮอล์ล้างมือที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้หน้าห้องอีกรอบ จนกลิ่นสบู่กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งไปหมด

น้ำตาที่แห้งแล้วเอ่อขึ้นมาอีก ฉันแนบมือเข้ากับตู้กระจกจ้องมองเข้าไปที่ร่างเล็กๆ หัวโต ตัวผอมเกร็งในนั้น กำลังนอนนิ่งหายใจหอบ ซี่โครงขยับแผ่วเบาแทบสังเกตไม่เห็น

ฉันนึกถึงแม่ๆ บนวอร์ดเดียวกัน พวกเธอคลอดทารกสมบูรณ์แข็งแรง มอบต้นทุนชีวิต มอบเลือดเนื้อ ร่างกายให้ลูกอย่างที่แม่ควรจะทำ แต่แม่อย่างฉันช่างแสนไร้ค่าที่ประคับประคองต้นทุนชีวิตมนุษย์คนหนึ่งมาได้เพียงเท่านี้

วันนั้นจึงมีเพียงเสียงกระซิบก้องดังในใจฉันว่า “ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษนะ แม่เป็นแม่ที่ไม่ดีเลย แม่ขอโทษ”

วันที่สี่หลังคลอด ฉันขอหมอออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน เพราะทนเครียดนอนที่ตึกผู้ป่วยไม่ไหว เฝ้ามองแม่คนอื่นให้นมลูก กอดจูบรับขวัญ เห่กล่อม ยิ่งเพิ่มความเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เราใช้วิธีกลับไปนอนบ้าน แล้วรีบมาเยี่ยมลูกในเวลาที่เปิดให้เยี่ยมทุกวันแทน

มายืนรอตั้งแต่ก่อนเวลาเยี่ยม และอ้อยอิ่งอยู่กับลูกจนหมดเวลาในแต่ละวัน ระยะเวลาทั้งหมดที่ลูกต้องอยู่ในตู้อบห้องไอซียูสำหรับทารกรวม 58 วัน

จนกระทั่งลูกน้ำหนักตัวครบ 1,800  กรัม  แพทย์เจ้าของไข้จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้

ช่วงเวลานั้นเอง เรื่องสั้น เต้นรำไปบนท่อนแขนอ่อนนุ่ม ได้เริ่มกำเนิดขึ้น

 

ครั้งแรกที่เห็นเขาในตู้กระจกใต้หลอดไฟสีม่วงจ้าในห้องไอซียู ตัวเขาเล็กเท่าข้อมือ หัวเท่าลูกส้มเขียวหวาน มีสายสีขาวโยงจากสะดือ ปาก แขน เท้า อวัยวะเพศ ต่อเข้ากับอุปกรณ์ส่งเสียงตืดๆ รอบตู้ แต่ละเครื่องมีตัวเลขดิจิทัลกะพริบ บางเครื่องมีเส้นกราฟลากขึ้นลงต่อเนื่องกระตุกตามจังหวะเต้นของหัวใจ

ใบหน้าเขาซูบตอบ มีผ้าสีขาวปิดที่ดวงตาทั้งสองข้าง ผิวหนังเหี่ยวแห้ง แดงคล้ำ บางจนเห็นตาข่ายเส้นเลือดสีดำทั้งร่าง ผอมเหมือนโครงกระดูกขนาดจิ๋ว

วินาทีแรกๆ ที่พบหน้ากันไม่เหมือนที่เธอเคยคิดไว้  คำพูดที่คิดว่าจะพูดกับเขาอย่างไรสลายไปท่ามกลางแสงสีม่วงจ้า เสียงตื๊ดๆ และกลิ่นแอลกอฮอล์ของโรงพยาบาล ไม่เหมือนในหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ที่มีแต่ภาพสวยงามนุ่มนวล ซาบซึ้งประทับใจ สัมผัสแรกในวินาทีแรก Magic Touch

ทั้งหมดกลายเป็นฉากในละครน้ำเน่าไกลตัว ที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เธอไม่เคยจินตนาการถึง

ไม่เกี่ยวข้องไม่เชื่อมโยงอะไรทั้งสิ้นกับคำว่าลูก ลูกชาย เด็กทารก หรือแม้แต่มนุษย์

[1] Panic Disorder หรือโรคแพนิก คือการที่คนไข้มีอาการแพนิก (Panic Attack) โดยจะเป็นๆ หายๆ ติดต่อกันเป็นระยาเวลานาน ซึ่งโรคนี้อาจเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคซึมเศร้า เป็นต้น

 

 

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า