fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 3 ตอนที่ 60

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 60

 

เขาไม่ได้รำคาญหรือเร่งรัด ตงจื้อเสียอีกที่รู้สึกขัดเขินขึ้นมา ร้องไห้อยู่พักหนึ่งถึงค่อยหยุด

ชายหนุ่มสูดน้ำมูกก่อนบอก “อาจารย์ คุณตั้งใจว่าจะรับลูกศิษย์กี่คนครับ ก่อนหน้าผมยังมีศิษย์พี่คนอื่นอีกไหม”

หลงเซิน “ก่อนหน้านาย ฉันไม่เคยรับลูกศิษย์ หลังจากนายก็น่าจะไม่รับเพิ่มแล้ว”

ตงจื้อสะดุ้ง “ผมเพอร์เฟคถึงขนาดที่ไม่มีใครเข้าตาอาจารย์อีกเลยเหรอ”

หลงเซินส่ายหน้า “มีเยอะไปก็ไม่มีแรงสอน คนเดียวก็พอแล้ว”

หมายความว่าหลิวชิงปัวหมดโอกาสแล้ว? ตงจื้ออดรู้สึกลิงโลดใจไม่ได้ แต่ก็รู้สึกลำบากใจอยู่ในที ถึงยังไงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง

“อาจารย์ ตอนนี้พวกเราต้องไปช่วยคนอื่นก่อนหรือเปล่า”

“รอ”

รออะไร

รอคน? หรือรอเวลาอะไร

มองกราดลงไปจากที่สูง แสงตะคุ่มหลายจุดในถ้ำสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา มันคือ ‘ดอกแดนดิไลอัน’ คราแรกให้ความรู้สึกแปลกประหลาด แต่พอมองนานเข้ากลับรู้สึกคุ้นเคย

ตงจื้อ “เมื่อกี้อาจารย์บอกว่าพรรณไม้ที่เหมือนดอกแดนดิไลอันพวกนี้ชื่อฟอร์เก็ตมีน็อตเหรอครับ”

หลงเซิน “อืม พวกมันอยู่ทั่วทุกที่ ในภาพลวงตาก็มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ภูมิประเทศของที่นี่สลับซับซ้อนมาก เลยทำให้เกิดความสับสนของช่องว่างกับเวลา”

ตงจื้อ “หลังจากที่พวกเราลอบโจมตีงูเหลือมยักษ์ จากนั้นเป็นยังไงต่อครับ พวกคุณมีกันตั้งหลายคน ทำไมถึงพลัดหลงกันได้”

หลงเซิน “งูเหลือมยักษ์ดิ้นทุรนทุรายเพราะบาดเจ็บ น้ำในแม่น้ำหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น คนบางส่วนถูกซัดไป ฉันกับรองอธิบดีซ่งออกไปตามหา แล้วเจอเข้ากับหุ่นปีศาจพันศพ”

ตงจื้อ “หุ่นปีศาจพันศพคืออะไรครับ”

หลงเซิน “ซากศพที่ตายโหงมากองรวมกัน ด้วยโชคชะตานำพา ทำให้มาเจอพื้นที่ที่มีความเป็นหยินสูงอีก เลยเกิดเป็นแรงอาฆาต ค่อย ๆ กลายไปเป็นปีศาจ เมื่อศพปีศาจนับร้อยนับพันมารวมตัวกันเรื่อย ๆ จะถูกหล่อหลอมและกลายเป็นหุ่นปีศาจพันศพไปเองโดยอัตโนมัติ มันคือสิ่งที่มีความเป็นหยินและเป็นพิษสูงสุดในโลก ยากที่จะรับมือด้วย”

ตงจื้อไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เป็นธรรมดาที่ยากจะจินตนาการถึง “รับมือยากยิ่งกว่าปีศาจมนุษย์อีกเหรอครับ”

หลงเซินบอก “ปีศาจมนุษย์ต้องยืมร่างกายมนุษย์ถึงจะกระทำการได้ ต่อให้พลังปีศาจของมันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ส่วนใหญ่ยังถูกจำกัดอยู่ในกายหยาบนั้นอยู่ดี”

ตงจื้อถึงบางอ้อ “แต่หุ่นปีศาจพันศพเทียบเท่ากับภาชนะที่ขยายใหญ่ รองรับพลังปีศาจได้มากขึ้น เลยรับมือได้ยากกว่าศพผีเป็นรายตัว?”

หลงเซินรับคำในลำคอ “อะไรจริงอะไรปลอมในนี้ มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่แปรเปลี่ยน ก็คืองูเหลือมยักษ์ตัวนั้น ฉันสังเกตมาพักใหญ่แล้ว ภาพลวงตาไม่มีผลกับมัน มันเป็นสิ่งเดียวในนี้ที่เป็นความจริง แค่รอให้มันผ่านมาครั้งหน้าแล้วตามมันไปอีกครั้งก็น่าจะออกไปจากที่นี่ได้”

ตงจื้อนึกถึงกระบี่เฟยจิ่งของหลิวชิงปัวที่ยังเสียบอยู่ในรูตูดของงูเหลือมยักษ์ตัวนั้น ถึงยังไงนั่นก็เป็นความคิดของเขา ตอนนี้กระบี่โบราณมีชื่อดี ๆ เล่มหนึ่งต้องไปฝังอยู่ในรูตูดของงูเหลือมยักษ์ ต่อให้หลิวชิงปัวยังมีกระบี่อีกมากให้ใช้ เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

หลงเซินได้ยินความตั้งใจของเขาที่บอกว่าต้องการเอากระบี่กลับคืนมาแล้วส่ายหน้า พลางบอก “กระบี่เล่มนั้นน่าจะถูกงูเหลือมยักษ์สลัดตกลงไปที่ก้นแม่น้ำแล้ว หายาก ตอนนี้อย่าเพิ่งห่วงเรื่องนั้นเลย”

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ตงจื้อขอโทษหลิวชิงปัวในใจเงียบ ๆ และเล่าเรื่องที่ตนบังเอิญพบฟุจิคาวะ อาโออิ กับคนในชุดคลุมเมื่อครู่ไป “เหมือนผมจะได้ยินพวกเขาพูดถึงแท่นบูชา หรือที่นี่จะเป็นแท่นบูชาใต้ดินขนาดใหญ่ และคนที่ตายไปพวกนั้นก็คือเครื่องสังเวย”

หลงเซินเห็นด้วยกับความคิดเขา “กระจกสัมฤทธิ์อาจเกี่ยวข้องกับแท่นบูชา และแท่นบูชาอาจเกี่ยวข้องกับศิลา”

ตงจื้อบอก “งั้นพวกเราก็ต้องตามหาคนญี่ปุ่นพวกนั้นหรือไม่ก็แท่นบูชาให้เจอก่อน ถึงจะรู้แผนการร้ายกับวัตถุประสงค์ของคนพวกนั้น”

เขานึกอะไรขึ้นได้ จึงกล่าวด้วยความห่วงใย “เมื่อกี้อาจารย์สู้กับหุ่นปีศาจพันศพ ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหมครับ”

หลงเซิน “ไม่เป็นไร”

ตงจื้อหยิบช็อกโกแลตออกจากกระเป๋าคาดเอว ยื่นออกไป

“อาจารย์กินอะไรก่อนสิ ผมมีน้ำมาด้วย”

แต่หลงเซินไม่ได้รับไว้

“นายกินเถอะ”

ตงจื้อค่อนข้างกระวนกระวายใจ “แต่ตอนลงมา อาจารย์พกกระบี่มาแค่เล่มเดียว ไม่ได้เอาน้ำติดตัวมาใช่ไหมล่ะครับ!”

หลงเซินบอก “จะกินข้าวดื่มน้ำหรือเปล่า สำหรับฉันแล้วไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

ประโยคดังกล่าวเรียบง่ายไม่ซับซ้อน และดูคล้ายจะสื่อถึงอะไรบางอย่าง

ตงจื้อทอดสายตามองออกไป ใบหน้าของชายหนุ่มที่ซ่อนอยู่ในความมืดทำให้ไม่อาจเห็นสีหน้าได้ชัด แต่เขาสังเกตได้ว่าในดวงตาคู่นั้นแฝงเร้นความลับมากมายเอาไว้

คำพูดมากมายขึ้นมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว แต่เขาไม่ได้เอ่ยปากออกไปง่าย ๆ เพราะถ้อยคำเหล่านั้นช่างตื้นเขินยิ่งนัก

นิ่งเงียบอยู่นาน ชายหนุ่มจึงเอ่ยเสียงเบา “เป็นอาจารย์วันเดียว นับถือเป็นอาจารย์ชั่วชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันต่อ ๆ ไป ผมก็จะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ตลอดไปครับ”

หลงเซินไม่ได้กล่าวอะไรทั้งสิ้น นอกจากตบหลังมือเขา

ราวกับเป็นการให้กำลังใจและรับรู้อย่างเงียบ ๆ เป็นเหตุให้มุมปากตงจื้อยกขึ้นเล็กน้อย

งูเหลือมยักษ์จะปรากฏตัวเมื่อไหร่ แม้แต่หลงเซินเองก็ไม่แน่ใจ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้มีเพียงการเฝ้ารอเท่านั้น

ตงจื้ออ้าปากหาว เมื่ออยู่ข้าง ๆ หลงเซิน เขาเผลอคลายความระมัดระวังลงไปมาก

ดูเหมือนหลงเซินจะสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของเขา จึงเอ่ยขึ้น “นอนพักสักเดี๋ยวเถอะ”

ตงจื้ออยากบอกปัดด้วยความเกรงใจ เขาอ้าปากพะงาบ ๆ ไม่รู้ว่าตัวเองพูดออกไปหรือยัง ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะขาดหาย จมลงสู่ความมืดแทบในทันที

ร่างกายเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ตั้งแต่ขึ้นจากสระน้ำมาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเลย เมื่อลมภูเขาพัดมาจึงทำให้รู้สึกหนาวชื้นระคนกัน หลังจากหลับไปแล้วก็เอาแต่ขยับเข้าหาบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนอย่างเสียไม่ได้

หลงเซินตระหนักถึงพฤติกรรมของเขา จึงเอื้อมมือไปช้อนตัวมาโอบไว้ในอ้อมกอด

การรับตงจื้อเป็นศิษย์ไม่ใช่ความคิดชั่วแล่นของเขา

ตั้งแต่ที่เขาให้ตงจื้อยืมกระบี่ชิงจู่ จริง ๆ ก็ได้แสดงเจตนาไปราง ๆ แล้ว แต่เขายังอยากสังเกตการณ์ต่ออีกสักระยะ เพราะคิดว่าตงจื้อมีนิสัยอ่อนโยน หวั่นไหวไปกับสิ่งรอบกายได้ง่าย ๆ ปณิธานไม่แน่วแน่พอ แต่จากหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ในด้านความสามารถโดยรวม อีกฝ่ายอาจยังสู้หลิวชิงปัวไม่ได้ แต่กลับแสดงความยืดหยุ่นออกมามากกว่า

หากบอกว่าหลิวชิงปัวเปรียบเสมือนหินผาที่มีเหลี่ยมคมกริบ เช่นนั้นตงจื้อก็เสมือนสายน้ำตอนหนึ่ง

สงบ พลุ่งพล่าน กลายเป็นน้ำตกพันฟุตได้ เป็นบ่อน้ำนิ่งลึกในคืนจันทร์เพ็ญก็ได้เช่นกัน

ตงจื้อในตอนนี้มีพัฒนาการในการรับมือเวลาเจอกับปัญหาที่เฉียบขาดมาก แต่ในอีกหลาย ๆ เรื่องยังรอบคอบปลอดภัยไม่มากพอ รวมถึงความสามารถของเจ้าตัวที่ยิ่งต้องการการขัดเกลาและการฝึกฝนอย่างเข้มงวดด้วย ถึงจะกลายเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถได้

หลงเซินพิงตัวกับหิน หลับตาฟื้นฟูพลังจิต แต่สมองไม่เคยหยุดทำงาน

ตงจื้อหลับสบายอยู่ในความฝัน หารู้ไม่ว่าการที่เทพบุตรในดวงใจรับตนเป็นศิษย์นั้นเป็นเพียงการเริ่มต้น อาจารย์คนใหม่ได้เตรียมแผนการฝึกนรกเต็มรูปแบบไว้ให้เขาแล้ว

ทันใดนั้น ไหล่เขาก็โดนตบทีหนึ่ง

ตงจื้อขยับตัวเล็กน้อย จิตใต้สำนึกสั่งให้ลำคอเปล่งเสียงร้องออกมา แต่ปากถูกปิดไว้

ลมหายใจร้อนระอุพ่นใส่หูเขา หลงเซินเอ่ยแทบไม่ได้ยินเสียง “มาแล้ว”

ตงจื้อตื่นตกใจ ก่อนรีบทำให้ตัวเองตาสว่างเร็วที่สุด

ตอนนั้นเอง เขาเพิ่งพบว่าร่างกายกว่าครึ่งของตนถูกหลงเซินรวบไว้ในอ้อมกอด ฝ่ายหลังรองซ้อนแผ่นหลังเขาไว้เพื่อให้เขาทรงตัวนั่งได้มั่นคง จากนั้นค่อยตะแคงตัวแนบไปกับผนังถ้ำ คล้ายกำลังสังเกตความเป็นไปภายนอก

ตงจื้อรีบลูบหน้าลูบตา เลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายขณะมองออกไปด้านนอก

สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ดุจภูเขาขนาดย่อมโผล่ออกมาท่ามกลางแสงสลัวราง วับ ๆ แวม ๆ เห็นเพียงเค้าโครงรางเลือนเป็นระยะ

ทั้งที่เป็นงูเหลือมยักษ์สามหัว แต่ยามเลื้อยกลับเงียบกริบ ทว่าดวงตาดุจโคมไฟสีแดงทั้งห้าของมันเป็นที่จดจำได้ง่าย

“จับเถาวัลย์ ร่อนไปบนตัวมันเหมือนกับที่นายทำเมื่อกี้ ตามมันไป!”

หลงเซินบอกอย่างรวดเร็ว ตงจื้อไม่มีเวลาคิด จิตใต้สำนึกสั่งให้ปฏิบัติตามทันที

เขาสูดหายใจลึก คว้าเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาเหนือศีรษะก่อนถีบตัวลอย ร่อนลงบนตัวงูเหลือมยักษ์พอดิบพอดี ตงจื้อลื่นจนเกือบตกลงไป เขารีบก้มตัวลง หมอบราบลงบนตัวงูเหลือมยักษ์

กลิ่นคาวโชยเข้าจมูกอีกแล้ว ชายหนุ่มแทบอาเจียน รีบบีบจมูกพลางหันมองไปด้านหลัง

ที่ด้านหลัง ไม่รู้หลงเซินร่อนลงมาที่ด้านหลังเขาอย่างปราดเปรียวตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่วงท่าดังกล่าวดูดีและสง่างามกว่าเขามาก

ทั้งคู่หมอบอยู่บนตัวงูเหลือมโดยไม่พูดอะไร

ท่ามกลางความมืด งูเหลือมยักษ์เลื้อยซอกแซกไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วสูง ตงจื้อจำต้องแนบตัวลงไปบนนั้นทั้งร่าง พยายามลดแรงต้านเท่าที่จะทำได้

งูเหลือมยักษ์พาพวกเขาลอดผ่านถ้ำ มุ่งหน้าไปตามแม่น้ำสายใหญ่ที่พวกเขาพบในตอนแรก

ตอนนี้เองที่ตงจื้อตระหนักว่าแม่น้ำใต้ดินแห่งนี้มีขนาดใหญ่มหึมา จากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จากผิวน้ำกว้างจวบจนคับแคบ กระแสน้ำค่อย ๆ สงบ พื้นดินแบ่งแยกเป็นแม่น้ำหลายสาย แตกแขนงไปทั่วเหมือนดวงดาวดารดาษบนท้องฟ้า ต่างมีพลังชีวิตเป็นของตัวเอง

หากไม่ใช่เพราะอันตรายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วทุกหนแห่งในถ้ำใต้ดินนี้ อีกทั้งยังมีงูเหลือมยักษ์สามหัว และนิมิตศพผี ที่นี่จะเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการสำรวจค้นคว้า

แต่เมื่อหลายพันปีก่อน คนสมัยโบราณค้นพบที่นี่ได้อย่างไร

หากเป็นอย่างที่คนญี่ปุ่นพูดจริง คือใต้ดินนี้มีแท่นบูชา แล้วคนก่อสร้างหลบเลี่ยงงูเหลือมยักษ์สามหัวมาได้ยังไง

หรือว่าด้านล่างนี้ยังมีปากทางเข้าอีกทาง

ตงจื้อคิดสะระตะขณะหมอบอยู่บนตัวงูเหลือม ความคิดร้อยแปดพันเก้าแล่นผ่านสมองไป

“ลง!” ทันใดนั้นหลงเซินก็บอกเสียงต่ำ

ตงจื้อไถลลงจากร่างงูเหลือมยักษ์ เท้าเกือบโดนงูเหลือมเลื้อยทับ เคราะห์ดีที่หลงเซินตาไวมือเร็ว ดึงตัวเขาไว้ทัน

หลงเซินพาเขาเดินเลี้ยวเข้าไปในทางเล็ก ๆ ด้านข้าง เส้นทางคดเคี้ยวค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ภายในถ้ำมีศพผีจำนวนมากอยู่ในท่านั่งหรือไม่ก็นอน ชวนให้หวาดกลัวจนตัวสั่น

ตงจื้อตามหลังหลงเซินไปด้วยความระมัดระวัง พยายามไม่ไปแตะโดนศพผีพวกนั้น

“ช่วยด้วย…ช่วยฉันที รองอธิบดีหลง…ตงจื้อ…”

เสียงโจวเย่ว์!

“มองไปข้างหน้า อย่าหันกลับไป” หลงเซินที่อยู่ตรงหน้าเอ่ย

ตงจื้อไม่ได้หันกลับ แต่ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ชะงักเล็กน้อย

การชะงักนี้เองที่ทำให้มีมือสองข้างกลุ้มรุมเข้ามาจากด้านหลังทันที

สัมผัสเย็นชืดแปลกประหลาด ซ้ำยังมีเล็บมือยาว ไม่ใช่สัมผัสของคนเป็น ๆ เด็ดขาด!

เขาตกใจสะดุ้ง กลับหลังหัน ยกกระบี่วาดออกไปทันที

คมกระบี่กรีดผ่านร่างของโจวเย่ว์จนเป็นแผลลึก แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมา เขาเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมให้ตงจื้อ ก่อนกระโจนเข้าใส่ เล็บมือสองข้างยาวเฟื้อยและโค้งงอ เส้นลมปราณสีม่วงปกคลุมทั่วใบหน้า ไม่ผิดไปจากสิงเฉียวเซิงก่อนหน้านี้

ครั้งนี้ตงจื้อไม่เหลือความปรานีอีก เขาก้าวถอยหลังหลายก้าว ควักยันต์แสงจันทราแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าด้วยความฉับไว

“ฟ้าหนึ่งกำเนิดน้ำ ดินสองกำเนิดไฟ ฟ้าสามกำเนิดไม้ ดินสี่กำเนิดทอง ห้าอยู่ระหว่างกลาง พิชิตความโหดร้าย ขับไล่ภัยพิบัติ โค่นมารดับรอย! เพี้ยง!”

ตอนนี้ความเร็วในการท่องคาถาของเขาเร็วขึ้นมาก ควบคุมให้อยู่ภายในเวลาสี่วินาทีได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่หากเทียบกับความเร็วหนึ่งถึงสองวินาทีของเหออวี้กับพวกหลี่อิ้งแล้ว ตงจื้อยังเหลือช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

ยันต์สลายกลายเป็นเปลวเพลิง ติดอยู่บนคมกระบี่ แล่นฉิวไปทางโจวเย่ว์

เสียงพรึบดังขึ้น เปลวไฟลุกฮือที่บริเวณศีรษะอีกฝ่าย ก่อนลุกลามไปทั่วลำตัว ห่อหุ้มเขาไว้อย่างรวดเร็ว

โจวเย่ว์ดิ้นรนกระเสือกกระสน เปล่งเสียงร้องโหยหวนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง

ตงจื้ออดขยับเข้าไปไม่ได้ แต่โดนหลงเซินรั้งไว้

“นายทำถูกแล้ว เขาไม่ใช่โจวเย่ว์”

หลงเซินนิ่งไปนิด ก่อนบอก “โจวเย่ว์ตายแล้ว”

ตงจื้อผงะ “ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

หลงเซิน “ก่อนหน้านี้ตอนที่สู้กับงูเหลือมยักษ์ในแม่น้ำ เขาตกลงไปในน้ำ หัวข้างหนึ่งของงูเหลือมยักษ์ฉกไปกิน”

สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาซึ่งอยู่มาแล้วอย่างน้อยนับพันนับหมื่นปีอย่างงูเหลือมยักษ์สามหัวนี้ เป็นเรื่องยากที่จะสังหารให้แดดิ้น ชีวิตของมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับถ้ำแห่งนี้ไปแล้ว ตอนนั้นจุดประสงค์ที่หลงเซินกับซ่งจื้อฉุนต่อสู้โรมรันกับมันไม่ใช่เพื่อตัดสินชี้ชะตาจนพังพินาศลงทั้งสองฝ่าย แต่เพื่อให้คนอื่น ๆ มีโอกาสหลบหนี โจวเย่ว์นับว่าค่อนข้างโชคร้าย เขาถูกซัดตกลงไปในแม่น้ำ กลับไปที่ริมฝั่งไม่ทันเวลาอย่างพวกหลี่อิ้ง ส่งผลให้หัวหนึ่งของงูเหลือมมุดไปใต้น้ำ คาบตัวเขาขึ้นมาแล้วกระเดือกลงไปเหมือนปลา แม้ว่าหลงเซินกับซ่งจื้อฉุนจะทำให้งูเหลือมยักษ์บาดเจ็บสาหัสในตอนท้าย แต่โจวเย่ว์ก็เสียชีวิตทันทีเนื่องจากเขี้ยวของงูเหลือมยักษ์เสียบทะลุหัวใจ

ทว่าสภาพของงูเหลือมยักษ์ก็ไม่ได้ดีนัก สาเหตุที่ตอนนี้มันสงบเสงี่ยมขึ้นมาก ปล่อยให้พวกตงจื้อหมอบอยู่บนตัวโดยไม่มีปฏิกิริยาอะไร เป็นเพราะก่อนหน้านี้หลงเซินทำให้ศีรษะสองในสามของมันบาดเจ็บรุนแรง พลังการโจมตีของมันจึงลดลงไปมาก นอกจากขนาดลำตัวที่ใหญ่ไปหน่อย ก็ไม่มีภัยคุกคามอะไรแล้ว

ข่าวการตายของเพื่อนร่วมทางอีกคนทำให้ตงจื้ออดคิดถึงปาซางกับกู้เหม่ยเหรินไม่ได้

ปาซางยังไม่เท่าไหร่ พลังการต่อสู้ของเจ้าตัวนับว่าแข็งแกร่ง ยังไม่ต้องเป็นห่วงเขา แต่กู้เหม่ยเหริน ไม่รู้ว่าเสียงขลุ่ยของหล่อนจะใช้ได้ผลกับศพผีหรือเปล่า

ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้นก็เดินมาจนสุดปลายทางถ้ำ ตงจื้อร้องอ๋า “นี่มันสระน้ำที่พวกเราเคยมาก่อนหน้านี้นี่!”

สระน้ำหันหน้าไปยังทิศทางทั้งสี่ ถ้ำที่พวกเขาเดินมาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ทิศเหนือกับทิศตะวันออกตงจื้อกับหลิวชิงปัวเคยไปมาแล้ว ทิศตะวันออกเดินไปไม่สุด ทิศเหนือทำให้เขาพบหลงเซินในตอนท้าย เมื่อเดินวนเป็นวงใหญ่ก็ถูกงูเหลือมยักษ์พากลับมาที่นี่อีกครั้ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้ำที่อยู่ทางทิศตะวันตกกับทิศเหนือต่างเชื่อมถึงกัน

แทบไม่ต้องคิดให้วุ่นวาย สุดท้ายเหลือตัวเลือกทางทิศใต้แค่ทางเดียวแล้ว

มีอาจารย์คนใหม่อยู่ด้วย ต่อให้สภาพแวดล้อมจะอันตรายกว่านี้ก็ดูเหมือนไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น

นอกจากนี้ ตงจื้อยังค้นพบสิ่งใหม่ด้วย

นับตั้งแต่เข้ามาในถ้ำนี้ ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตที่ดูสวยงามแต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนกับดักไว้เหมือนจะหายวับไปทันที ยิ่งเดินเข้าไปด้านในเท่าไหร่ ภาพเบื้องหน้ายิ่งมืดสนิทเท่านั้น

ที่ไหนมีดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ที่นั่นมีภาพลวงตา หากไม่มีดอกฟอร์เก็ตมีน็อต หมายความว่าภาพลวงตาพวกนั้นก็จะหายไปด้วยสินะ

ตงจื้อเปิดแหล่งกำเนิดไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อให้แสง แบตเตอรี่เหลือเพียง 1% เขาเห็นถึงความสุ่มเสี่ยง เครื่องอาจจะดับเองโดยอัตโนมัติได้ทุกเมื่อ

“อาจารย์ โทรศัพท์มือถือของอาจารย์ล่ะ ผมยืมใช้หน่อย” เขาบอก

หลงเซิน “ฉันไม่ได้เอามาด้วย ตอนลงมาชั้นใต้ดิน ฉันวางไว้ด้านบน”

ตงจื้อ “อาจารย์มีทักษะมองเห็นในที่มืดเหรอ”

หลงเซิน “เปล่า แต่ถ้าเอาโทรศัพท์ลงมา มันต้องพังแน่ กลับไปก็ต้องซื้อเครื่องใหม่อีก”

ตงจื้อรู้สึกเหมือนโดนลูกศรปักเข่า เพราะถึงแม้เขาจะนำกระเป๋ากันน้ำมาด้วย แต่ก็ยังเผลอทำโทรศัพท์มือถือแช่น้ำจริง ๆ แบตเตอรี่ลดฮวบ กำลังตกอยู่ในสภาพใกล้ชำรุดและใช้งานไม่ได้

ตงจื้อ “รองอธิบดีทำโทรศัพท์มือถือพังเพราะเรื่องงาน ไม่ให้เบิกเงินคืนเหรอครับ”

หลงเซิน “ไม่ให้”

เขานิ่งไป ก่อนเอ่ย “ถ้าสุดท้ายนายผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติไปได้ ฉันจะซื้อเครื่องใหม่ให้นาย”

ตงจื้อกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนอื่นกราบอาจารย์มีแต่จะกระวีกระวาดมอบของขวัญให้ผู้เป็นอาจารย์ แต่ทำไมพอเป็นเขาถึงดูเหมือนเอาเปรียบอาจารย์ไปเสียได้ล่ะ

คำว่า “เกาะผู้ใหญ่กิน” ผุดขึ้นในสมอง เขารีบบอก “ไม่ต้องครับ ผมมี…”

ยังไม่ทันพูดคำว่าเงิน ก็แว่วเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากเบื้องหน้า

หลงเซินเร่งฝีเท้า ตงจื้อรีบตามไปด้วย

ยิ่งเดินไปข้างหน้า เสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ได้มีแค่เสียงด่าทอทะเลาะวิวาท แต่ยังมีเสียงการต่อสู้ด้วย

ลักษณะพื้นที่ของที่นี่แปลกมหัศจรรย์ ได้ยินเหมือนเสียงอยู่ไม่ไกลแล้ว แต่ยังต้องเลี้ยววกไปวนมาหลายรอบ ตงจื้อคาดการณ์ว่าพวกเขาเดินมาแล้วเกือบ 10-20 นาที เนื่องจากตอนนี้โทรศัพท์มือถือเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป มันแจ้งเตือนว่าไม่มีแบตเตอรี่เหลืออยู่แล้ว พวกเขาถึงเห็นสภาพของสุดปลายทางเดินเบื้องหน้า

ที่ใจกลางถ้ำหลักทั้งสูงทั้งกว้าง มีรูปปั้นหินตั้งตระหง่าน ดูจากเครื่องแต่งกายภายนอกน่าจะเป็นสตรียุคโบราณนางหนึ่ง ที่ด้านหลังของรูปปั้นหินเป็นแท่นหินกลม บนแท่นหินว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

แต่แทนที่จะเรียกว่าถ้ำ สู้เรียกมันว่าวิหารยังจะเหมาะสมกว่า วินาทีที่ตงจื้อเห็นวิหารแห่งนี้ เขาก็ตระหนักทันทีว่านี่อาจเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขา พื้นที่ในวิหารมีขนาดเท่ากับตำหนักไท่เหอของพระราชวังต้องห้ามสามตำหนักรวมกันเป็นอย่างน้อย ตะเกียงสัมฤทธิ์แขวนอยู่รอบ ๆ กำแพงหิน มีแสงเล็ดลอดออกมาจากด้านใน หากแต่ไม่เหมือนแสงเทียน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพจำคร่าว ๆ จากการกวาดตามองเพียงครั้งเดียว เขาไม่มีเวลาสำรวจอะไรมากนัก เพราะตรงหน้ารูปปั้นหิน หลี่อิ้ง จางซง เซี่ยชิงหนิงทั้งสามคน รวมถึงชายที่ไม่รู้จักอีกสองสามคนกำลังถูกหุ่นปีศาจพันศพหลายตัวรุมล้อมจนมือไม้อ่อนทำอะไรไม่ถูก จึงขยับถอยหลังไปทีละก้าว

เมื่อเห็นหุ่นปีศาจพันศพเหล่านั้น ตงจื้อเผลอสูดลมหายใจเย็น ๆ เข้าปากโดยไม่รู้ตัว

บนเรือนร่างที่สูงอย่างน้อยสองเมตร รองรับศีรษะจำนวนถี่ยิบ มองผ่าน ๆ มีมากกว่าสิบหัวเป็นอย่างต่ำ ศีรษะพวกนั้นรวมกัน ซ้ายขวาหน้าหลัง สีหน้าแตกต่างกันไป บางหัวยังมีเนื้อหนังเปื่อยเน่าห้อยติดอยู่ ดวงตาสองข้างปรากฏแสงสลัวสีเขียวม่วง แยกเขี้ยวดุร้าย เลือกกัดใครก็ได้ทุกเมื่อ หุ่นปีศาจพันศพทุกตัวมีแขนจำนวนมากอยู่ตามตัว หน้าอก และแผ่นหลัง เหยียดยื่นออกไปทั่วทุกสารทิศ พร้อมแยกเขี้ยวยิงฟัน

ก่อนที่พวกหลงเซินจะมาถึง ทั้งสามหันหลังชนกัน ก่อตัวเป็นทัพรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก รับมือกับหุ่นปีศาจพันศพหกตัว อุปสรรคนานัปการ

ไฟอาคมของหลี่อิ้งพุ่งออกไป พริบตาเดียวก็โดนศีรษะหนึ่งในนั้นกลืนกิน

เซี่ยชิงหนิงควบคุมหุ่นเชิดจิ๋วสองสามตัว ถือมีดสั้นเหยียบไปตามตัวหุ่นปีศาจพันศพ กระโดดดีดตัวขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วเพื่อค้นหาจุดอ่อน เมื่อสบโอกาสก็แทง รับมือหุ่นปีศาจพันศพได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ตำแหน่งที่หล่อนอยู่เสียเปรียบในการป้องกันมากที่สุด เท่ากับจางซงต้องต่อกรกับหุ่นปีศาจพันศพห้าตัวเพียงคนเดียว จึงอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด

จางซงถนัดวิชากระบี่ แต่เขาสำเร็จวิชามาจากหลงหู่ซาน ย่อมร่ำเรียนคาถายันต์มาด้วย เมื่อเห็นหุ่นปีศาจพันศพเหล่านั้นดาหน้าเข้ามา เขาก็กัดฟัน กรีดนิ้วลงบนคมกระบี่จนเป็นแผล เลือดสดไหลลงมาตามตัวกระบี่ไปจนถึงปลายกระบี่แทบจะทันที เขาท่องคาถายันต์ มือข้างหนึ่งกำกระบี่ มือข้างหนึ่งทำมุทรา ให้หลี่อิ้งคุ้มกันตัวเอง ก่อนกระโดดตัวลอยไปข้างหน้า คมกระบี่เปล่งแสงสีแดงฉาน แทงทะลุเข้าไปกลางใจหุ่นปีศาจพันศพ

ชายหนุ่มตะโกนก้อง ขยับกระบี่บิดมุมเล็กน้อย หุ่นปีศาจพันศพยื่นแขนหลายข้างออกมาจับกระบี่เขา แต่โดนคมกระบี่ตัดสะบั้นจนร่วงไปกองอยู่ที่พื้นทันที จางซงจะชักกระบี่ออก แต่ดูเหมือนกระบี่จะคาติดอยู่ในร่างหุ่นปีศาจพันศพ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนที่หลี่อิ้งจะยื่นยันต์มาในเวลาเหมาะเจาะพอดี

“ใช้ไอ้นี่!”

จางซงไม่แม้แต่จะชายตามอง มือฉวยยันต์มา ทิ้งกระบี่ก่อนถอยไปด้านหลัง สูดหายใจเข้าลึกอาศัยกระบี่ที่เสียบอยู่บนตัวหุ่นปีศาจพันศพกระโดดขึ้นไปตบกะโหลกมันหนึ่งที วินาทีที่ยันต์สัมผัสกับมัน เปลวเพลิงก็ลุกโหม ครู่เดียวไฟก็ลุกลามไปยังหัวอื่น ๆ จางซงกระโดดขึ้นไปในอากาศและพลิกตัวร่อนลงพื้น ถอนกระบี่ออกอย่างราบรื่น ถีบเท้าใส่หุ่นปีศาจพันศพแรง ๆ

หุ่นปีศาจพันศพซวนเซไปด้านหลังหลายก้าว สุดท้ายล้มตึงไปกับพื้น

ทว่าจางซงยังไม่ทันพักหอบหายใจก็มีหุ่นปีศาจพันศพอีกตัวโถมเข้ามาแล้ว

“ให้ตายเถอะ ยังไม่จบใช่ไหม ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ!” เขาด่าเปิงอย่างหมดความอดทน

อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก ไม่รู้อีกฝ่ายใช้กลอุบายใดถึงมีกลิ่นหอมแปลกประหลาดขับออกจากตัวตลอดเวลา ดูเหมือนหุ่นปีศาจพันศพจะสงวนท่าทีต่อกลิ่นหอมนี้ ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้พวกนั้น จึงเป็นธรรมดาที่เห็นพวกหลี่อิ้งเป็นเป้าโจมตีหลัก

หลี่อิ้งกับพวกอีกสองคนไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับหุ่นปีศาจพันศพเท่านั้น ยังต้องระวังมนุษย์อีกสองคน ไม่ให้ถูกเล่นงานลับหลังขณะที่กำลังชุลมุนด้วย

ตอนที่หลงเซินกับตงจื้อมาถึง พวกหลี่อิ้งก็เป็นธนูที่น้าวสายจนสุดแล้ว

ทันทีที่เห็นหลงเซิน แววตาพวกเขาเปล่งประกายราวกับได้เห็นความหวัง

“รองอธิบดีหลง!”

ใส่ความเห็น