fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 3 ตอนที่ 61

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 61

 

หลงเซินชักกระบี่ออกจากฝัก กระโดดพรวดไปตรงหน้าหุ่นปีศาจพันศพ ขวางตัวที่กำลังกระโจนเข้าใส่เซี่ยชิงหนิง ขณะที่กระบี่ยาวในมือเหวี่ยงออกไปนั้น ความเร็วของมันว่องไวดุจลำแสงสีขาว ก่อนที่ทุกคนจะทันเห็นชัด หัวที่อยู่บนบ่าของหุ่นปีศาจพันศพก็ถูกบั่นไปแล้วห้าหกหัว หัวเหล่านั้นลอยกระจัดกระจายขณะยังอยู่ในท่าอ้าปากกว้างเท่าอ่างโลหิตกลางอากาศเพื่องับคน

เขาไม่หยุดนิ่งแม้แต่อึดใจเดียว หมุนตัวมาตรงหน้าจางซง กระบี่เสียบเข้ากลางอกหุ่นปีศาจพันศพอีกตัว ไอดำเข้มข้นทะลักออกมาจากหุ่นปีศาจพันศพ ก่อนโดนหลงเซินเตะจนถอยไปหลายก้าว ซวนเซล้มลงกับพื้น จางซงอาศัยจังหวะนี้ขยับเข้าไปร่วมวงด้วย ตัดหัวทุกหัวของหุ่นปีศาจพันศพทิ้งไป

หางตาตงจื้อแลเห็นชายสองคนนั้นกำลังขยับไปทางหลงเซินเงียบ ๆ คล้ายมีเจตนาแอบแฝง

เขาเอากระบี่เข้าขวาง กำลังจะตะคอกถามสถานะของคนพวกนั้น คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะร้อนตัว นึกว่าตงจื้ออยากลงไม้ลงมือกับตน จึงถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าบอกความระแวดระวังทันที หนึ่งในนั้นใช้สองมือประสานมุทรา ท่องคาถาไม่รู้จักหลายประโยค และคลำเอาของบางอย่างจากในกระเป๋าเสื้อ ขว้างไปตรงหน้าตงจื้อ ของดังกล่าวขยายตัวขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ยืดคองอหลัง อยู่ในท่าโจมตีอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ตงจื้อเพิ่งเข้าสู่โลกบำเพ็ญเพียรไม่นาน ประสบการณ์ที่พานพบก็ไม่นับว่ามากมายอะไร แต่เมื่อเขาเห็นการกระทำของชายหนุ่มคนนี้ ก็รู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่ายทันที

ที่คู่ลูกศิษย์อาจารย์ฟุจิคาวะอัญเชิญชิกิงามิออกมาต่อสู้บนเขาฉางไป๋ ก็เป็นวิธีเดียวกันนี้

คนพวกนี้จะต้องเป็นพวกเดียวกับคนญี่ปุ่นแน่!

ดูเหมือนพวกเขาจะพลัดหลงกับกองกำลังหลัก แบบนี้ค่อยจัดการง่ายหน่อย

พยัคฆ์ขาวคำรามก้องพลางกระโจนเข้าหา ตงจื้อก้มตัวหมอบต่ำเร็วไว ยกกระบี่ยาวขึ้น ผ่าส่วนท้องของพยัคฆ์ขาวเป็นทางยาว

ชายผู้บังคับใช้ชิกิงามิพยัคฆ์ขาวเผยแววตาพรั่นพรึง

อาวุธธรรมดาไม่อาจทำให้ชิกิงามิบาดเจ็บได้ เว้นแต่ว่าสิ่งที่อยู่ในมือตงจื้อจะเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์

ตอนแรกเขาไม่เห็นตงจื้อในสายตา เพราะดูจากท่าทางการจับกระบี่และความเร็วในการตอบสนองของอีกฝ่ายแล้ว มากสุดก็ดีกว่ามือใหม่ที่เพิ่งใช้กระบี่หน่อยเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับต่อกรกับพยัคฆ์ขาวด้วยอาวุธวิเศษในมืออย่างสูสี

การมาของหลงเซินกับตงจื้อเป็นการช่วยหนุนพวกหลี่อิ้งขนานใหญ่ หลงเซินคนเดียวแทบจะจัดการหุ่นปีศาจพันศพทั้งหมด แต่หุ่นปีศาจพันศพเหล่านี้คงกระพัน ด้วยศีรษะและมือนับไม่ถ้วน พละกำลังในการต่อสู้ล้นเหลือ ต่อให้หลงเซินเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจกวาดล้างและกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้หมดในชั่วพริบตา

เซี่ยชิงหนิงเพิ่งมีโอกาสพักหอบหายใจ ทันใดนั้นหล่อนก็สัมผัสได้ว่ามีเสียงแหวกอากาศลอยมาทางท้ายทอย

หล่อนหันกลับไปไม่ทัน ทำได้แค่เบี่ยงตัวหลบ

ด้านหลัง ร่างที่โผล่มาด้วยความเร็วสูงเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศเพื่อพุ่งจู่โจมหล่อน จางซงเพิ่งใช้กระบี่กำจัดหุ่นปีศาจพันศพไปตัวหนึ่ง ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้สั่นเทิ้มเป็นเหน็บชา เห็นดังนั้นจึงกระโดดตัวลอย แทงกระบี่ใส่เงาเลือนรางนั้น

เขาไวมากแล้ว แต่อีกฝ่ายหายตัวไปกลางอากาศก่อนที่กระบี่ของเขาจะไปถึง ก่อนปรากฏตัวขึ้นข้างเซี่ยชิงหนิงอีกครั้ง และคว้าหมับไปที่ศีรษะหล่อนทันที!

หลี่อิ้งเห็นดังนั้น ก็ขว้างยันต์ใบหนึ่งออกไปตามสัญชาตญาณ มันกลายเป็นไฟอาคมตกใส่ตัวอีกฝ่าย ฝ่ายหลังครางเสียงอู้อี้ ซวนเซไปด้านหลัง แผ่นหลังชนกำแพง

“วิชานินจา!”

หลี่อิ้งหรี่ตา ปายันต์อีกแผ่นเข้าไป ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาพักหายใจ

แต่ชายคนนั้นกลับยิ้มประหลาดให้เขา ก่อนหายวับไปกลางอากาศ

หลี่อิ้งรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดบอดทางสายตาอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ภูตผีปีศาจอะไร เป็นไปไม่ได้ที่จะล่องหนหายตัวไปในอากาศ แต่นินจาที่ฝีมือเหนือชั้น ใช้ประโยชน์สูงสุดจากจุดบอดทางประสาทสัมผัสนี้เพื่อโจมตีศัตรู

เขาตกตะลึง หันกลับไปด้วยความว่องไว แต่หน้าอกโดนกำปั้นอัดใส่แทบจะทันที ความเจ็บปวดแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว การโจมตีของเขาพลอยหยุดชะงักไปด้วย

เซี่ยชิงหนิงยกมือ หุ่นเชิดหลายตัวพุ่งเข้าใส่พยัคฆ์ขาว พยัคฆ์ขาวหันขวับ ตวัดกรงเล็บเข้าใส่ แต่หุ่นเชิดหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว พร้อมช่วยตงจื้อจู่โจม

ตอนแรกจางซงเป็นลูกมือคอยช่วยหลงเซินต่อกรกับหุ่นปีศาจพันศพน่าปวดหัวพวกนั้นอยู่ เห็นทางหลี่อิ้งเพลี่ยงพล้ำ จึงวาดกระบี่ไปทางนินจา

“เวรเอ๊ย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าแกจะกระโดดได้เร็วกว่ากระบี่ฉัน!”

 

อีกด้านหนึ่ง หลิวชิงปัวหอบหายใจ บุกเข้ามาในสภาพโซซัดโซเซ

ทั่วลำตัวชายหนุ่มมีแต่บาดแผล แต่ทั้งหมดเป็นบาดแผลภายนอก บางแห่งมีผ้าพันไว้ลวก ๆ แขนเสื้อกับขากางเกงขาดหายไปอย่างละท่อน สภาพกระเซอะกระเซิงทีเดียว

หลังพลัดหลงกับตงจื้อ เขาเผชิญภยันตรายมาไม่น้อยจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เดิมทีคิดว่าคงถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดไปเสียแล้ว ใครจะนึกว่าความผิดพลาดที่เกิดจากเหตุบังเอิญและการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจ จะทำให้ได้มารวมตัวกับพรรคพวกอีกครั้ง

ชั่วขณะนั้นหลงเซินสังหารหุ่นปีศาจพันศพไปแล้วสามตัว ขณะที่กำลังยึดครองความได้เปรียบมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำลังจะสังหารหุ่นปีศาจพันศพอีกสามตัวที่เหลือด้วยกระบี่ ก็มีคนอีกสี่คนบุกเข้ามา

“อาจารย์ระวัง! คนในชุดคลุมนั่นมันมาแล้ว!”

ตงจื้อเห็นผู้มาใหม่ ไม่มีเวลาสนใจแขนที่โดนพยัคฆ์ขาวตะครุบจนเกิดรอยเลือด เขาตะโกนเสียงดัง

ผู้ที่มาใหม่ไม่ได้มีเพียงคนในชุดคลุมเท่านั้น แต่ยังมีคนรู้จักอย่างองเมียวจิฟุจิคาวะ อาโออิ ที่เคยเจอกันบนเขาฉางไป๋ด้วย

สำหรับฟุจิคาวะ อาโออิ ผู้นี้ หลังเหตุการณ์บนเขาฉางไป๋ ตงจื้อเคยได้ยินเหออวี้พูดถึง คำว่าอาโออิเป็นชื่อสตรีที่พบบ่อยในญี่ปุ่น แต่ตอนที่ฟุจิคาวะ อาโออิ ถือกำเนิดนั้น มารดาเขาได้เสียชีวิตลง เพื่อเป็นการรำลึกถึงภรรยา บิดาของเขาจึงใช้ชื่อของภรรยามาตั้งเป็นชื่อบุตรชาย แรกเริ่มเดิมที นักบวชชินโตกับองเมียวจิญี่ปุ่นเป็นคนละตำแหน่งอยู่แล้ว หลังจากที่เขาควบสองตำแหน่งในคราวเดียวกัน และกลายเป็นจอมเวทที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในญี่ปุ่น ที่มาของชื่อฟุจิคาวะ อาโออิ เคยถูกทุกคนหัวเราะเยาะมาก่อนจนกลายเป็นกระแสนิยมรูปแบบหนึ่งไป ว่ากันว่าลูกศิษย์ที่อยู่ใต้ปกครองของเขามีการเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นชื่อของสตรีเพื่อเอาใจเขาด้วย

อย่างไรก็ตาม ฟุจิคาวะ อาโออิ เป็นองเมียวจิที่ฝีมือเก่งกาจมากคนหนึ่ง ตงจื้อรู้เรื่องพวกนี้มาจากเหออวี้

สาเหตุที่ครั้งที่แล้วศิษย์อาจารย์คู่นั้นกลับไปอย่างหมดสภาพ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่งพอ แต่เพราะตอนนั้นฝ่ายตนมีบุคคลที่เก่งกล้าสามารถอย่างหลงเซินอยู่ด้วย บวกกับมังกรกระดูกที่พวกเขาต้องรับมือ ตัวมันเองก็เป็นสัตว์เทพที่มีอายุหลายพันหลายหมื่นปีเช่นกัน ศิษย์อาจารย์คู่นั้นมีใจทะเยอทะยานและประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป ถึงพ่ายแพ้ไปอย่างหมดรูปเช่นนั้น

แต่ชาวญี่ปุ่นผู้หยิ่งยโสไม่มีทางยอมให้ตนพ่ายแพ้แก่ศัตรูคนเดียวกันเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด ครั้งนี้พวกเขาเตรียมการมาอย่างดี ต้องรับมือด้วยยากยิ่งกว่าเดิมแน่ ๆ

ชายที่ต่อสู้ติดพันอยู่กับตงจื้อตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้นยินดีเมื่อเห็นฟุจิคาวะ อาโออิ

แต่คนที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าพวกเขาคือหลิวชิงปัว ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงอึกทึกครึกโครมเช่นนี้ เขาดันได้ยินคำว่า ‘อาจารย์’ เจ้าตัวทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ ก่อนคำรามลั่น “ไอ้คนแซ่ตง เมื่อกี้นายตะโกนว่าอะไรวะ!”

ตงจื้อสู้จนหอบหายใจฮัก มีเวลาสนใจเขาที่ไหน หลิวชิงปัวกัดฟัน ได้แต่ระบายอารมณ์ไปกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้า

ฟัน ฟัน ฉันจะฟันพวกแกให้ตาย!

แววตาเคร่งขรึมของฟุจิคาวะ อาโออิ กวาดผ่านหลงเซินไป เขาแค่นยิ้ม ยกมือขึ้น ปล่อยชิกิงามิสองตัวให้กระโจนใส่หลงเซินทันที

คนในชุดคลุมมีชุดคลุมสีดำปกปิดตลอดเรือนร่าง กระทั่งใบหน้าก็ได้รับการปกปิดอย่างมิดชิด มองไม่เห็นรูปโฉม คนคนนั้นไม่ได้สนใจหลงเซินกับพวกหลี่อิ้ง หลังจากเข้ามาแล้วก็ตรงดิ่งไปที่รูปปั้นหินทันที

จางซงสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่าย จึงขยับเข้าไปขวางโดยไม่ลังเล

“หยุดอยู่เฉย ๆ!”

คนในชุดคลุมยกแขนเสื้อกว้าง ไอสีดำเป็นทางลอยออกจากใต้ชุดคลุม พุ่งเข้าใส่จางซงจากหลายทาง

จางซงรู้สึกฉงน เขาเห็นไอสีดำพวกนั้นขยายตัวทันทีที่แตะพื้น ก่อนเคลื่อนมาคลุมใบหน้าตน

ตงจื้อตกใจ รีบร้องเตือนอีกฝ่าย “พวกนั้นเป็นไอปีศาจ ให้โดนตัวไม่ได้!”

เพราะมัวแต่เตือนจางซง เขาจึงลืมระวังตัวไปชั่วขณะ พูดจบไม่ทันไร พยัคฆ์ขาวที่กระโจนเข้ามาก็กัดไหล่ตงจื้อทันที

เซี่ยชิงหนิงออกแรงกดที่มือ หุ่นเชิดสองสามตัวขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ มันแยกกันกระโจนใส่พยัคฆ์ร้าย บางตัวถือมีดสั้นปักไปที่หัวใจมัน บางตัวคว้าขนบนหัวมันแล้วออกแรงบิด พยัคฆ์ร้ายแผดเสียงคำรามพลางดิ้นกระสับกระส่าย ต้องปล่อยตงจื้อไปอย่างไม่มีทางเลือก

การมาถึงของกลุ่มคนในชุดคลุมทำให้สถานการณ์ที่แต่เดิมพวกตงจื้อครองความได้เปรียบพลิกกลับตาลปัตรทันที

หลงเซินยกมือขึ้น กระบี่ยาวพุ่งออกจากมือ กลายเป็นลำแสงสีขาวลอยโฉบไปด้านหลังคนในชุดคลุม

อีกฝ่ายปล่อยไอดำออกมาติด ๆ กัน แต่ไม่อาจขัดขวางกระบี่ของหลงเซินได้ จำต้องหยุดฝีเท้า หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับหลงเซิน

กระบี่หยุดค้างกลางอากาศ หลงเซินออกตัวช้ากว่าแต่ถึงก่อน คว้ากระบี่ไว้ได้ ผ่าไปกลางแสกหน้าคนในชุดคลุม

ชุดคลุมสีดำของอีกฝ่ายพองขึ้นทันที ไอสีดำทะลักออกจากใต้เสื้อคลุม รองรับกระบี่หลงเซินอย่างว่องไว

คนหนึ่งอยู่ในอากาศ คนหนึ่งอยู่บนพื้น

ลำแสงสีขาวกับไอสีดำปะทะกัน ฝีมือสูสี ไม่มีใครเป็นรองใคร!

ทว่าพลังลมปราณของพวกเขาขยายลุกลามออกไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ขอบเขต โดยมีทั้งสองเป็นจุดศูนย์กลาง หอบเอาคลื่นเสียงขนาดใหญ่เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน เกิดระเบิดเสียงดังกึกก้อง!

เสียงบึ้มดังขึ้น พื้นแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ทั่วทั้งถ้ำเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง ใบหน้าทุกคนตกตะลึงไร้สีเลือด

แต่หลงเซินกับคนในชุดคลุมที่อยู่ในวังวนกลับไม่ได้หยุดชะงักเพราะเหตุนี้ ลำแสงสีขาวยังมุ่งปะทะ ไอดำหนาตัวและขยายใหญ่ขึ้น หมุนอยู่รอบตัวคนในชุดคลุมดุจทะเลเมฆ ถึงแม้ลำแสงสีขาวจะมีขนาดเล็กลง แต่ก็สว่างเรืองรองขึ้นเรื่อย ๆ

ปีศาจมนุษย์!

คนในชุดคลุมก็คือสวีหวั่น ปีศาจมนุษย์นั่นเอง มันยังไม่ตายจริง ๆ ด้วย!

ตงจื้อตกตะลึงตาค้าง

ท่ามกลางไอดำ เสียงหัวเราะของคนในชุดคลุมดังขึ้น คล้ายมีเส้นเสียงของสวีหวั่นอยู่ แต่ก็มีส่วนที่แตกต่าง มันเคร่งขรึมผิดปกติ แปลกพิสดารอย่างยิ่ง

“หลงเซิน แผลเก่าของนายยังไม่หายขาดสินะ อย่าดิ้นรนไปให้ไร้ความหมายเลย ความสงบสุขของโลกเกี่ยวอะไรกับนายด้วย พลังต่างหากที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์! สู้หลงใหลไปกับมันให้เต็มที่ สนุกไปกับฉันดีกว่า!”

ท่ามกลางเสียงดังกัมปนาท ลำแสงสีขาวกับไอดำระเบิดเสียงดังก้องอีกคำรบ รอยแตกบนพื้นขยายใหญ่ทันตา สิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่โดนไอดำกลืนกินไม่อาจรอดชีวิตไปได้ พยัคฆ์ขาวกู่ร้อง ตัวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาในไอดำ พลังเพิ่มพูนขึ้นทันที กรงเล็บคมโบกทีเดียว หุ่นเชิดของเซี่ยชิงหนิงก็สั่นเทา ก่อนแหลกเป็นจุณ

เซี่ยชิงหนิงกระอักเลือดสดออกมาคำหนึ่ง ล้มหงายไปกับพื้นทันที

ตงจื้อเผลอหน่อยเดียว ชายอีกคนที่เข้ามาพร้อมปีศาจมนุษย์และฟุจิคาวะ อาโออิ ก็เดินอ้อมรูปปั้นหินและก้าวตรงไปยังแท่นหินด้านหลังแล้ว

ชายวัยรุ่นหน้าตาหล่อเหลา หยิบกระจกสัมฤทธิ์บานที่แย่งไปจากตงจื้อออกมา ย่อตัวลง กดกระจกสัมฤทธิ์ลงไปที่พื้น

เนื่องจากแท่นหินอยู่สูงจากพื้น จากมุมมองของตงจื้อจึงเห็นไม่ชัดว่าบนแท่นหินมีกลไกอะไรหรือไม่ แต่หลังจากกระจกสัมฤทธิ์บานนั้นถูกกดลงไปแล้ว พื้นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรง ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แท่นหินแยกออกจากใจกลางเป็นสองส่วนอย่างเชื่องช้า เลื่อนไปด้านข้างสองด้าน เผยให้เห็นรางหินรางหนึ่งที่เว้าลงไป

สีหน้าฟุจิคาวะ อาโออิ ฉายความยินดี แต่ตงจื้อกลับมองเห็นถึงทีท่าไม่ชอบมาพากลจากสีหน้ายินดีนั้น

ไม่ว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไร ยังไงก็ไม่มีทางเป็นเรื่องดีไปได้ ต้องขัดขวางพวกเขา

ทันทีที่ความคิดดังกล่าวผุดขึ้น ตงจื้อก็อาศัยจังหวะที่พยัคฆ์ขาวยังไม่หันกลับมากระโจนใส่ตน ลุกขึ้นวิ่งไปทางแท่นหิน

เขายกกระบี่ฟันไปทางชายหนุ่ม อีกฝ่ายหันกลับมายิ้มให้เขาเล็กน้อย ขยับมือเบา ๆ หนึ่งที กระบี่ของตงจื้อก็ถูกสกัดกลางอากาศคล้ายเจอเข้ากับอุปสรรคบางอย่าง ทำยังไงก็ไม่อาจฟันลงไปได้

“นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน ไปซะเถอะ” อีกฝ่ายกระซิบแผ่วเบา หุบนิ้วมือทั้งห้า แรงมหาศาลระลอกหนึ่งผลักตงจื้อกระเด็นไปติดผนังถ้ำอย่างแรง

ความเจ็บแปลบแล่นปราดมาจากแผ่นหลัง เขาไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่น ควักยันต์แสงจันทราแผ่นหนึ่งออกมา ท่องคาถาในใจแล้วใช้นิ้วคีบยันต์เขวี้ยงออกไป

ตัวยันต์พุ่งเข้าหาชายหนุ่มกลางอากาศ ฝ่ายนั้นยื่นมือออกมาคว้าโดยไม่หันกลับมา แต่ไฟอาคมกลับระเบิดออกกลางฝ่ามือเขา

ตงจื้อสบจังหวะ ยกกระบี่พุ่งเข้าแทงอีกฝ่าย ชายหนุ่มหันหน้า เบี่ยงตัวหลบ ยิ้มเยาะเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนมาจริงจังขึ้น นิ้วมือทั้งห้าเหยียดออกจากฝ่ามือสองข้าง ขยับไปมาในอากาศว่างเปล่า

ตงจื้ออาศัยตะเกียงสัมฤทธิ์บนผนังหิน ถึงเห็นว่าที่นิ้วมือของอีกฝ่ายมีเส้นไหมโปร่งแสงนับไม่ถ้วนพันรัด มิน่าล่ะ เมื่อครู่นี้ตนถึงถูกดีดออกไป คงเป็นเพราะเส้นไหมพวกนี้

ทุกอย่างแวบขึ้นมา ฉับพลันก็หายไป เส้นไหมมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ตงจื้อเงื้อกระบี่ตั้งท่า หมายจะตัดเส้นไหมให้ขาดสะบั้น คิดไม่ถึงว่าเส้นไหมพวกนั้นจะหดกลับไปด้านหลัง หมุนเป็นวงกลางคัน และเข้ามาพันรัดข้อมือเขาราวกับมีชีวิต

เส้นไหมจิกเข้าไปในเนื้อ ผิวหนังโดนรัดจนปรากฏรอยเลือดทันที

“ฉันไม่ชอบฆ่าคน นายอย่าบังคับฉันจะดีกว่า”

ไม่ว่าสมรภูมิอีกด้านจะสะเทือนเลื่อนลั่นยังไง ชายหนุ่มยังคงมีน้ำเสียงสุภาพลุ่มลึกเรียบร้อยมีมารยาทอยู่เหมือนเดิม

มืออีกข้างของตงจื้อขว้างยันต์ออกไป แต่ไฟอาคมไม่อาจเผาเส้นไหมพวกนั้นให้ขาดได้ พร้อมกับที่ข้อมืออีกข้างของเขาถูกเส้นไหมพันเอาไว้ด้วย

ชายหนุ่มยกมือสองข้างขึ้นมา เท่านั้นเส้นไหมก็พันรอบตัวเขา มัดแน่นพร้อมมือสองข้างทันที ปลายอีกด้านของเส้นไหมยึดเข้ากับผนังหิน ตรึงร่างของตงจื้อไว้

หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจตงจื้ออีก เช่นเดียวกับที่ไม่สนใจฝั่งคนที่สวมชุดคลุม แต่เดินกลับไปข้าง ๆ รางเว้าบนแท่นหิน เหยียดมือสอดลงไปด้านล่าง

ทันใดนั้นเขาก็ร้องเอ๋ หดมือกลับแรง ๆ ถอยร่นไปจากแท่นหินด้วยความรวดเร็ว สีหน้าเผยความประหลาดใจ

ตงจื้อยังนึกสงสัยอยู่ แต่วินาทีถัดมา เขาก็เบิกตาโพลงทันที

แท่นหินเริ่มโยกคลอน สั่นสะเทือนและแยกส่วน มือหลายข้างยื่นออกจากใต้แท่นหิน ครั้นตามมาด้วยศีรษะจำนวนมากที่มีเนื้อหนังติดอยู่ครึ่งหนึ่ง ยังไม่เน่าสลายไปทั้งหมด

“ข้างใต้นี้มีค่ายกลศพผีอยู่ด้วย!” ตงจื้อได้ยินชายหนุ่มเอ่ยด้วยความตกตะลึง

แท่นหินเปรียบเสมือนตราผนึกแผ่นหนึ่ง เมื่อผนึกถูกทำลาย เหล่าศพผีก็ปีนขึ้นจากด้านล่างทีละตัว การเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าคนเป็นเล็กน้อย เล็บมือสีดำของพวกมันขีดข่วนพื้น ทิ้งรอยไหม้สีดำลึกไว้

ดูเหมือนไอปีศาจของคนในชุดคลุมจะดึงดูดศพผีตามธรรมชาติ พวกมันไม่ได้เหลือบแลไปทางชายหนุ่มกับตงจื้อเลย ต่างทยอยปีนป่ายไปทางไอสีดำ

ศพผีที่ดูดไอปีศาจเข้าตัวส่งเสียงคำราม ดูเหมือนพลังการต่อสู้จะเพิ่มพูนขึ้นทันควัน มันโถมตัวใส่เซี่ยชิงหนิงและคนอื่น ๆ

ที่ใต้ร่องนั้นยังมีเหล่าศพผีที่ปีนป่ายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย!

ตงจื้ออดกระวนกระวายไม่ได้ ทว่าตั้งแต่บริเวณต้นคอของเขาลงไป ทุกส่วนโดนเส้นไหมตรึงแน่นไว้กับผนังหิน เพียงขยับตัวเล็กน้อย เส้นไหมก็จะรัดเข้าไปในเสื้อผ้ากับเนื้อหนังทันที ความเจ็บปวดสุดทานทนแล่นพล่าน เขารับรู้โดยไม่ต้องก้มหน้ามองว่าตามร่างกายตนตอนนี้จะต้องถูกเส้นไหมพวกนั้นบาดจนเป็นแผลหลายแห่งแล้วแน่ ๆ

“พวกเรามาแล้ว!”

ร่างของพวกซ่งจื้อฉุน ปาซาง กู้เหม่ยเหริน และคนอื่น ๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณทางเข้าพร้อมเสียงตะโกน พวกเขาเห็นดังนั้นจึงพากันกระโจนเข้าสู่สนามรบ

หลี่อิ้งหมดแรงไปตาม ๆ กัน เขาใช้ยันต์มากกว่าครั้งก่อน ๆ ไปอักโขทีเดียว แถมยังสิ้นเปลืองกำลังกายและพลังจิตไปอีกมหาศาล ชายหนุ่มเหนื่อยล้าจนแทบกระอักเลือด ไร้เรี่ยวแรงขัดขวางศพผีและหุ่นปีศาจพันศพที่พุ่งเข้าใส่ตน ซ่งจื้อฉุนกระโดดไปข้างหน้า มือสองข้างประสานมุทราในท่าอจละ[1] ฟาดไปทางหุ่นปีศาจพันศพ

“ประจัน!”

เสียงไม่ดังแต่ส่งต่อเข้าไปในหูของทุกคนอย่างหนักแน่นคล้ายสิงโตคำราม ทำให้เกิดอารมณ์ฮึกเหิม

ท่าประสานมุทราอจละกับมนตรา[2]ศาสนาเต๋า บังคับใช้โดยซ่งจื้อฉุน พลังอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คลื่นพลังโหมซัด หุ่นปีศาจพันศพล้มครืน ร่างแตกเป็นเสี่ยง ๆ

หลิวชิงปัวไม่มีกระบี่เฟยจิ่ง มีดสั้นในมือกวัดแกว่งอย่างทรงพลัง เชือดศพผีสองสามตัวที่เข้าใกล้เซี่ยชิงหนิงจนสิ้นซากทันที

ปาซางกับเซี่ยงหย่งเหนียนฝึกกังฟูเหิงเลี่ยน จึงเสียเปรียบเล็กน้อยเมื่อต้องต่อกรกับหุ่นปีศาจพันศพ แต่ศพผีพวกนั้นก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาอยู่ดี เพียงแต่เพื่อไม่ให้ปนเปื้อนไอปีศาจจากตัวศพ จึงเป็นการยากสำหรับพวกเขาหากจะให้งอมืองอเท้า

เสียงขลุ่ยของกู้เหม่ยเหรินดังขึ้น การเคลื่อนไหวของศพผีชะงักไปเล็กน้อย ฉวยจังหวะให้คนอื่น ๆ ได้มาก

วิชาคุณไสยของฉือปั้นเซี่ยใช้ไม่ได้ผลในการต่อสู้กับศพผีและหุ่นปีศาจพันศพ แต่รับมือกับคนเป็นได้เหลือเฟือ มีหล่อนอยู่ด้วย คนญี่ปุ่นพวกนั้นก็หยิกเล็บเจ็บเนื้อ ไม่กล้าเข้าใกล้หล่อนเท่าไหร่ และเริ่มลงมือได้ไม่เต็มที่

การเข้ามามีส่วนร่วมของพวกซ่งจื้อฉุนทำให้สถานการณ์การต่อสู้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกครั้งในพริบตา

การต่อสู้ระหว่างหลงเซินกับปีศาจมนุษย์ยังดำเนินต่อไป และคงไม่จบลงในเวลาอันใกล้นี้ด้วย

ตอนแรกที่ตงจื้อได้ยินปีศาจมนุษย์บอกว่าหลงเซินมีแผลเก่าที่ตัวก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่สภาพของปีศาจมนุษย์ก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ เขาเดาว่าก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเคยประมือกับปีศาจมนุษย์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุการณ์บนดาดฟ้าของหอคอยเทียนหยวนในครั้งนั้นก็ทำให้ปีศาจมนุษย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้กำจัดปีศาจมนุษย์ให้สิ้นซากไปไม่ได้ แต่มันก็ได้รับบาดเจ็บหนัก และมีความเป็นไปได้ว่าจนถึงตอนนี้มันก็ยังหากายหยาบที่เหมาะสมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถึงขั้นต้องห่อหุ้มตัวเองจนมาอยู่ในสภาพนี้หรอก

ความสนใจของเขาอยู่ที่ร่างชายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลจากตนมากกว่า

ตงจื้อสังหรณ์ใจว่าบุคคลผู้นี้เป็นคนที่มีความสามารถเก่งกาจไม่แพ้กัน อีกทั้งคงไม่ได้รับมือง่ายกว่าปีศาจมนุษย์เสียเท่าไหร่

อีกฝ่ายกำลังจดจ้องไปที่แท่นหิน

ศพผีนับไม่ถ้วนปีนป่ายขึ้นมาจากภายใน วิ่งเข้าใส่ไอดำทีละก้าว ราวกับไอดำพวกนั้นหล่อเลี้ยงบำรุงกำลังให้พวกมันฟื้นคืนชีพได้

ตงจื้อคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังจับตาดูศพผีอย่างเดียวแน่ เหมือนกำลัง…รอคอยมากกว่า

รอคอยอะไรบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปด้านล่างอีกชั้น หลังจากที่ศพผีพวกนั้นกรูกันขึ้นมาจนหมดแล้ว

สิ่งที่เขารอคอยจะเป็นอะไร

ตงจื้อใจเต้น สังหรณ์ไม่ดี

“อย่าให้เขาเข้าใกล้แท่นหิน”

ทันใดนั้นก็มีเสียงนี้ส่งผ่านมาในสมอง

ตงจื้อสุดแสนจะคุ้นหู

นี่มันเสียงหลงเซิน!

เขาหันหน้ามองไป

ท่ามกลางหมอกดำมืดฟ้ามัวดิน แทบมองไม่เห็นร่างหลงเซิน ลำแสงสีขาวดูเหมือนจะถูกหมอกดำกลบท่วมไปแล้ว

แต่หลงเซินก็ยังส่งกระแสจิตเพื่อพูดคุยกับเขา

สิ่งนี้บ่งบอกว่าหลงเซินจำเป็นต้องถ่วงรั้งปีศาจมนุษย์ไว้ ปลีกตัวมาไม่ได้ชั่วคราว

และหมายความว่าเรื่องนี้สำคัญมาก สำคัญถึงขั้นที่เขาไม่เสียดายหากต้องสิ้นเปลืองพลังเพื่อแจ้งให้ตงจื้อรู้

เขาทอดสายตามองออกไป ฝั่งพวกเขาในที่นี้ ผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งที่สุด นอกจากหลงเซินแล้วจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซ่งจื้อฉุน

ไอปีศาจที่ปีศาจมนุษย์ขับออกมาถูกหลงเซินควบคุมให้อยู่ในอาณาเขต ยังไม่ได้ลุกลามมาทางตงจื้อในตอนนี้ แต่ตอนนี้ซ่งจื้อฉุนคนเดียวต้องต่อสู้กับหุ่นปีศาจพันศพหลายตัวที่ปนเปื้อนไอปีศาจ แถมยังต้องรับมือกับชาวญี่ปุ่นที่คิดไม่ซื่อ หนึ่งในนั้นยังมีฟุจิคาวะ อาโออิ ผู้ซึ่งความสามารถไม่เป็นรองเขาอยู่ด้วย ไหนจะต้องรับมือกับศพผีที่กระโจนเข้าหาทุกคนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจำนวนนับไม่ถ้วนนั่นอีก

คนอื่น ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ อุปสรรคนานัปการ เหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้

ถึงแม้ตอนนี้พวกหลิวชิงปัวยังไม่เสียท่า แต่สถานการณ์ก็ไม่สู้ดีนัก

ไม่มีใครเจียดเวลามาได้ มีเพียงเขากับความเป็นไปได้ริบหรี่

ยังมีวิธีไหนที่จะยับยั้งอีกฝ่ายได้อีก

 

[1] อจละ เป็นเทพผู้มีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา รูปลักษณ์ของอจละแสดงถึงการอยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนที่ เป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมตนเอง ตามนัยของคำว่า “อจละ” ในภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า “ไม่เคลื่อนไหว”

ใส่ความเห็น