fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 3 ตอนที่ 63

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 63

คนที่หนีรอดจากความตายมาได้ในภาคปฏิบัติจริงครั้งแรกล้วนเป็นแบบเดียวกันหมด ซ่งจื้อฉุนเห็นมานักต่อนักแล้ว เขาไม่ได้พูดจาปลอบประโลมใด ๆ เพราะในภายภาคหน้ายังมีอันตรายอีกมากกำลังรอพวกเขาอยู่ ถ้าต้องมาปลอบขวัญทุกครั้ง เช่นนั้นแล้วคนอ่อนแอประเภทนี้ก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ในกรมจัดการคดีพิเศษ

การปรับสภาพจิตใจของตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ และปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงท่ามกลางภยันตรายยิ่งยวดได้ทุกเมื่อต่างหาก ถึงจะตรงตามคุณสมบัติของการเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมจัดการคดีพิเศษ

“ยังมีอีกคน…เหมือนจะยังไม่ตาย” จู่ ๆ ตงจื้อก็ลืมตา พูดสะลึมสะลือ

“ใคร” ซ่งจื้อฉุนถาม

ตงจื้อบอกปนเสียงหอบ “คนที่สู้กับผมเมื่อกี้ อยากจะระเบิดข้างล่างนั่นไง…”

หลงเซินลูบหลังให้เขาหายใจสะดวก ตงจื้อจึงกล่าวได้คล่องขึ้น “ตอนแรกเขาล้มอยู่ไม่ห่างจากผม แต่เมื่อกี้ตอนออกจากห้องโถงหลัก ผมเห็นว่าเขาหายไปแล้ว”

รูปร่างหน้าตาของชายคนนั้นโดดเด่นสะดุดตามาก แถมยังเก่งกาจขนาดนี้ ยากที่จะไม่ทิ้งภาพจำเอาไว้

ซ่งจื้อฉุนขมวดคิ้ว “ทางออกมีแค่ทางนี้ทางเดียว เขาจะไปไหนได้”

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ ตลอดทางที่พวกเขาออกมานี้เทียบเท่ากับการเก็บตกชีวิตกลับมา ด้านล่างถล่มหมดแล้ว ตอนนี้ยังลงไปไม่ได้ แม้กระทั่งซากศพของเพื่อนพ้องก็ยังไปนำกลับมาไม่ได้ในตอนนี้

เยี่ยเฉิงมาถึงอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับแจ้ง มีหัวหน้าของที่ทำการอิ๋นชวนอีกคนที่มาพร้อมกับเขาด้วย

ซ่งจื้อฉุนเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟังคร่าว ๆ ทันทีที่ได้ยินว่ามีคนเสียชีวิตอยู่ด้านล่างสองคน หัวหน้าประจำที่ทำการก็เปลี่ยนสีหน้า กระวีกระวาดบอกทันที “รองอธิบดีสองท่านกลับขึ้นไปพักบนรถก่อนเถอะครับ พวกเราติดต่อโรงพยาบาลไว้แล้ว ส่วนที่นี่จะส่งคนมาคุ้มกัน เรื่องคนพวกเราก็จะลงไปค้นหาด้วย และจะรายงานไปที่พวกคุณสองคนตลอดหากมีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ!”

หลงเซินขมวดคิ้วบอก “อย่าเพิ่งลงไปค้นหาเลย”

สถานการณ์ด้านล่างไม่แน่ชัด งูเหลือมยักษ์หลบลงไปในแม่น้ำ มันอาจจะไม่เป็นอะไร แต่คนที่ลงไปค้นหาต่างหากที่อาจเกิดเรื่อง

ถึงพวกพ้องที่สละชีพไปจะสำคัญ แต่คนที่มีชีวิตอยู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน

เมื่อเขาพูดแบบนี้จึงเป็นธรรมดาที่คนจากที่ทำการไม่กล้าขัดคำสั่ง พวกเขารีบขอกำลังเสริมจากสำนักงานสาขาและส่งคนไปเฝ้าพื้นที่ทันที

ต่อให้แรงพยาบาทของโลกมนุษย์ยังไม่จางหาย และมีไอปีศาจแพร่กระจายอยู่เสมอ หากแต่ครั้งนี้ปีศาจมนุษย์ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่สามารถฟื้นฟูพลังได้อีกในรอบหลายร้อยปี ถือว่ากรมจัดการคดีพิเศษแก้ไขปัญหาร้ายแรงไปได้หนึ่งเรื่อง แต่หลงเซินกับซ่งจื้อฉุนต่อสู้กับปีศาจมนุษย์เต็มที่ ได้รับบาดเจ็บไม่ใช่น้อย ไม่อาจรักษาการณ์ที่นี้ได้ต่อ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องส่งมอบให้สำนักงานสาขาจัดการต่อไป

ทุกคนทยอยขึ้นรถ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางขากลับ

ตามองสุสานจักรพรรดินอกหน้าต่างที่แล่นผ่านไป ในใจของใครหลายคนเกิดความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน เจือความสบายใจกับความโล่งอกเสี้ยวหนึ่ง แต่ที่มากไปกว่านั้นกลับเป็นความรู้สึกหนักอึ้งยากจะบรรยาย

ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บ เลือดยังไหลออกจากมุมปากไม่หยุด ทำได้เพียงรับยารักษาอาการบาดเจ็บภายในจากเยี่ยเฉิงมากินก่อน ไว้กลับไปค่อยรับการตรวจอย่างละเอียดอีกที

ตงจื้อบาดเจ็บหนักเช่นกัน แต่เป็น “ความโชคดีในความโชคร้าย” ตั้งแต่ที่เขากลับขึ้นมาบนพื้นดินอีกครั้งก็หลับไม่ได้สติมาตลอด ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการเมารถและกระอักเลือด

หลงเซินผินหน้ามองไป อีกฝ่ายกำลังเอียงหัวพิงขอบหน้าต่าง หัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่ได้หลับสบายเลย

เขารู้ว่าที่ตงจื้อหยุดยั้งระเบิดใต้ร่องหินทันเวลา น่าจะเป็นเพราะอัญเชิญเทพเจ้ามา เจ้าตัวเองก็รู้ว่าตอนนั้นตนกำชับครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้เขาอัญเชิญวิญญาณมาสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะที่ผ่านมาสองครั้งก็สิ้นเปลืองธาตุ-ปราณ-จิต ของอีกฝ่ายไปมากแล้ว แต่ตอนนั้นสถานการณ์เร่งด่วน เขารับมือกับปีศาจมนุษย์ ปลีกตัวไปไม่ได้ชั่วคราว คนอื่น ๆ ถูกไอปีศาจขัดขวาง เข้าไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงแบ่งจิต ใช้วิธีส่งกระแสจิตบอกให้ตงจื้อคิดหาหนทาง

ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าลูกศิษย์คนนี้ไม่ทำให้ตนผิดหวัง แถมศักยภาพยังเหนือกว่าที่จินตนาการไว้ด้วย ในสถานการณ์ที่ไม่มีทั้งธูป ไม่มีการประสานมุทรา ยังอัญเชิญวิญญาณขาวมาได้โดยอาศัยการท่องคาถาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ผู้ที่อัญเชิญมายังดูเหมือนไม่ใช่ระดับอาวุโสธรรมดาทั่วไปด้วย

แต่เพราะเหตุนี้ ราคาที่ต้องจ่ายจึงมากมายมหาศาล

ใบหน้าของตงจื้อปราศจากสีเลือด ซีดเซียวจนเกือบโปร่งแสงอย่างน่าตกใจ และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะฟื้นตัว

ที่ยุ่งยากไปกว่านั้นคือร่างกายของเขา เมื่อครู่นี้หลงเซินลองจับชีพจร พบว่าภายในอ่อนล้า ภายนอกไร้สิ้นเรี่ยวแรงกำลัง ขาดทั้งเลือดและลมปราณ พูดให้ชัดกว่านี้ ตอนนี้อย่าว่าแต่จะอัญเชิญวิญญาณหรือใช้ยันต์เลย หากไม่ดูแลให้ดี ต่อไปคงได้กลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง

เขาถอนหายใจเงียบ ๆ เห็นอีกฝ่ายทำหน้ายับยู่ หัวใจหลงเซินอ่อนยวบโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปลูบคลายรอยขมวดที่หว่างคิ้วอีกฝ่าย

ผ่านไปพักหนึ่ง เสียงตึงดังขึ้น รถบัสเบรกกะทันหัน ศีรษะตงจื้อกระแทกกับกระจกหน้าต่าง ตามด้วยร่างกายที่โน้มเอียงไปข้างหน้า โชคดีที่รัดเข็มขัดไว้ อีกทั้งหลงเซินยังคว้าตัวไว้ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นหน้าผากคงโขกตามไปอีกอย่างแล้ว

ถึงขนาดนี้เขาก็ยังไม่ตื่น

หลงเซินปลดเข็มขัด ดึงไหล่อีกฝ่ายเข้าหาตัว ให้ร่างกายครึ่งบนของตงจื้อเกยอยู่บนตักตน เลี่ยงไม่ให้ศีรษะกระแทกอีก

แสงอาทิตย์นอกหน้าต่างสะท้อนลงบนศีรษะครึ่งหนึ่งของตงจื้อ แต่แดดเผาแรงมาก ไม่ให้อารมณ์โรแมนติกอะไร แถมเส้นผมอีกฝ่ายยังร้อนผ่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลงเซินพยายามดึงผ้าม่านมาตรงกลาง ให้อีกฝ่ายหลับสบายขึ้นหน่อย แต่ผ้าม่านดันมาเสีย ดึงยังไงก็ไม่ขยับ

เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ อยู่อึดใจ จากนั้นจึงวางฝ่ามือลงบนหัวตงจื้อ เงาดำบาง ๆ ตกกระทบข้างแก้มของฝ่ายหลัง แยกโลกสองใบออกจากกัน

ล้อรถหมุนไปข้างหน้า ค่อย ๆ นำพวกเขาออกห่างจากสถานที่แห่งความเป็นความตายนั้น

สุสานจักรพรรดิซีเซี่ยที่อยู่เบื้องหลังตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานับพันปี

“หัวหน้าทั้งสอง ที่นี่สภาพไม่ดี ใช้แก้ขัดไปก่อนนะครับ”

เยี่ยเฉิงกดสวิตช์บนผนัง หลอดไฟเหนือศีรษะสว่างวาบเป็นแสงขมุกขมัว เขาเดินลงบันไดไปด้านล่าง หลงเซินกับซ่งจื้อฉุนตามหลัง

ถัดไปด้านหลังยังมีจงอวี๋อีผู้ไร้ชีวิตชีวา ดวงตาไร้แววอีกคน

จงอวี๋อีถูกเรียกตัวมากลางดึกเมื่อคืน เพื่อช่วยไต่สวนคนคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ

หลังจัดการกับผู้ได้รับบาดเจ็บเรียบร้อยแล้ว ซ่งจื้อฉุนกับหลงเซินไม่ได้พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเหมือนคนอื่น ๆ พวกเขารีบมารวมตัวกับจงอวี๋อีที่สถานที่ทำการ ก่อนถูกเยี่ยเฉิงพาตัวมาที่นี่

ที่ทำการของกรมจัดการคดีพิเศษที่ตั้งอยู่ในอิ๋นชวน อยู่ภายในบ้านพักตากอากาศเก่าแก่ซึ่งเป็นเอกเทศแห่งหนึ่งในเขตเมืองเก่า หมู่บ้านก่อสร้างมาแล้วหลายปี เพื่อนบ้านรอบ ๆ ที่มีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์บริเวณนี้ในสมัยนั้นต่างเป็นเศรษฐี เมื่อหมู่บ้านมีอายุเก่าแก่มากขึ้น จึงทยอยย้ายออกไปเป็นจำนวนมาก สำนักงานสาขาประจำตะวันตกเฉียงเหนือจึงถือโอกาสซื้อเก็บไว้ในช่วงที่ราคาถูก เพื่อใช้เป็นที่ทำการประจำอิ๋นชวน ห้องใต้ดินที่มากับตัวบ้านยังนำมาใช้เป็นห้องสอบสวนได้เป็นครั้งคราวอีกด้วย อย่างเช่นในตอนนี้

ซ่งจื้อฉุนมองห้องใต้ดินที่แสงไฟมืดสลัวราวกับบ้านผีสิง แล้วอดค่อนแคะไม่ได้ “ฉันว่าที่ทำการของพวกเธอน่าจะเปลี่ยนเป็นหลอดไฟที่สว่างกว่านี้หน่อยนะ คนที่รู้ยังบอกได้ว่านี่คือกรมจัดการคดีพิเศษ แต่คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเป็นบ้านผีสิง!”

เขาไม่พูดก็แล้วไป แต่พอพูดไปแล้ว เยี่ยเฉิงก็เปิดปากร้องทุกข์ทันที “รองอธิบดีซ่ง ไม่ใช่ว่าเรางกนะครับ แต่ค่าใช้จ่ายที่สำนักสาขาจัดสรรมาให้พวกเรามันน้อยเกินไปจริง ๆ เดี๋ยวนี้ขนาดกระดาษชำระพวกเราก็ไม่แจกฟรีแล้ว เข้าห้องน้ำก็ให้พนักงานนำมาเอง คุณว่ายังมีที่ทำการไหนจนไปกว่าเราอีกไหมครับ”

ซ่งจื้อฉุนรีบเปลี่ยนท่าทาง หันมาปลอบใจเขาทันที “เด็กน้อยเอ๊ย เธอคิดแบบนี้ก็ไม่ถูก จริง ๆ ทุก ๆ ปีทางสำนักงานใหญ่จัดสรรงบประมาณมาให้สำนักงานสาขาตามระเบียบตลอด แต่ถึงยังไงงานในกรมของเราก็ไม่เหมือนงานทั่ว ๆ ไป สิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างมักถูกทำลายลงโดยไม่ตั้งใจเสมอ ค่าบำรุงรักษาก้อนนี้ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยเจอสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังบ่อย ๆ พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและแก้ไข จะเอาแต่ไปร้องทุกข์โวยวายกับเบื้องบนอย่างเดียวไม่ได้”

มุมปากเยี่ยเฉิงกระตุก กลัวว่ารองอธิบดีซ่งจะพูดพร่ำยาวเหยียดอีก จึงรีบปิดปากเสีย

ห้องใต้ดินมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก โต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้ไม่กี่ตัวก็เพียงพอแล้ว

ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ มือสองข้างสวมกุญแจมือ ใต้ร่มผ้ามีผ้าพันแผลพันไว้ เขาคือฟุจิคาวะ อาโออิ ผู้ซึ่งถูกจับกุมตัวได้ที่ใต้สุสานโบราณ

เขาก้มหน้า ท่าทางเซื่องซึม ไม่ขยับเขยื้อน

ซ่งจื้อฉุนและคนอื่น ๆ ไม่ได้เร่งร้อนซักถาม หลงเซินพยักหน้าให้จงอวี๋อีเล็กน้อย ฝ่ายหลังเดินไปตรงหน้าฟุจิคาวะ อาโออิ นำกระถางธูปจากไหนไม่รู้ออกมาวางที่พื้น ก่อนจุดธูปปักลงไป

กลิ่นธูปค่อนข้างแปลกประหลาด คล้ายกลิ่นหอมของต้นจันทน์ แถมยังเจือกลิ่นหวานเลี่ยน

เยี่ยเฉิงสงสัย เขารู้ว่าจงอวี๋อีถนัดเรื่องการอัญเชิญวิญญาณ แต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อน แต่การสอบสวนฟุจิคาวะ อาโออิ ตอนนี้ต้องอัญเชิญวิญญาณมาบีบบังคับซักถามด้วยหรือไง คงไม่ได้จะอัญเชิญเทพญี่ปุ่นมาทำให้อีกฝ่ายยอมศิโรราบหรอกนะ

เขาคิดฟุ้งซ่านอยู่ตรงนั้น แต่จงอวี๋อีกลับหยิบปากกาด้ามหนึ่งออกจากกระเป๋าผ้า แต้มผงชาด และวาดสัญลักษณ์ลงไปบนหน้าผากฟุจิคาวะ

“ฟุจิคาวะ เงยหน้าขึ้น” จงอวี๋อีบอก

เสียงสะท้อนดังแผ่วเบาอยู่ภายในห้องใต้ดิน เคียงคู่ไปกับแสงไฟสลัว ยิ่งคล้ายจังหวะโหมโรงก่อนเข้าเรื่องผีไปใหญ่

ฟุจิคาวะตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่อฟัง

“นายชื่ออะไร”

“ฟุจิคาวะ อาโออิ”

“เป็นคนที่ไหน”

“จังหวัดนางาโนะ เมืองชิกุมะ”

จงอวี๋อีถามคำถามไม่สลักสำคัญอีกสองสามประโยค ฟุจิคาวะตอบทีละข้อโดยไม่ลังเล

เยี่ยเฉิงแสดงความประหลาดใจเงียบ ๆ

ดูจากท่าทีแล้ว เหมือนฟุจิคาวะจะถูกวิชาบางอย่างควบคุมจิตวิญญาณไว้ คล้าย ๆ กับการสะกดจิต

แต่จงอวี๋อีแสดงฝีมือทั้งที ประสิทธิภาพต้องแข็งแกร่งกว่าการสะกดจิตแน่นอน

ในที่สุดจงอวี๋อีก็เข้าสู่หัวข้อหลัก

“นายกับลูกศิษย์ของนาย ดั้นด้นเดินทางมาไกลถึงจีนเพื่อทำอะไร”

ฟุจิคาวะเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยทื่อ ๆ “…เพื่อกระจกสัมฤทธิ์”

จงอวี๋อี “จุดมุ่งหมายสุดท้ายของพวกนาย”

ฟุจิคาวะ “…”

เหงื่อเม็ดละเอียดเริ่มผุดซึมบนหน้าผากอีกฝ่าย หัวคิ้วขมวดมุ่นขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกำลังต่อต้านแรงกดดันของจงอวี๋อี

จงอวี๋อีจุดธูปอีกดอก หนากว่าดอกก่อนเล็กน้อย กลิ่นหอมเข้มข้นตลบอบอวลไปทั่วห้องใต้ดินอย่างรวดเร็ว เยี่ยเฉิงทนไม่ไหว ถอยหลังไปเงียบ ๆ สองก้าว มองไปที่หลงเซินกับซ่งจื้อฉุนอีกที แต่พวกเขากลับมีสีหน้าเป็นปกติ สายตาจดจ่ออยู่บนร่างฟุจิคาวะ

“เป้าหมายสุดท้ายของนาย คืออะไรกันแน่”

“…เพื่อ…ทำลาย…ศิลา” ในที่สุดฟุจิคาวะก็เค้นคำพูดออกมาอย่างลำบากยากเย็น

จงอวี๋อี “ทำไมต้องทำลายศิลา”

เมื่อความลับสำคัญคายออกมา ส่วนที่เหลือก็ราบรื่นแล้ว

“ไม่รู้ โอโตวะ ยาซูฮิโกะ เป็นคนบอกให้ฉันมา”

จงอวี๋อี “นายไม่ได้เป็นแค่องเมียวจิ แต่ยังเป็นนักบวชในศาลเจ้าอิเสะด้วย โอโตวะ ยาซูฮิโกะ มีสิทธิ์อะไรถึงออกคำสั่งบงการนาย”

ฟุจิคาวะ อาโออิ “สถานะ…ของเขา มีความพิเศษบางอย่าง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในราชวงศ์ แล้วเขาบอกว่าช่วยเอโกะได้”

เอโกะที่เขากล่าวถึงก็คือศิษย์รักคิตาอิเคะ เอโกะ นั่นเอง

ที่ภูเขาฉางไป๋ครั้งล่าสุด ศิษย์อาจารย์ฟุจิคาวะต้องการเก็บมังกรกระดูกไปเป็นชิกิงามิ ผลคือนอกจากจะไม่บรรลุความต้องการแล้ว คิตาอิเคะ เอโกะ ยังปล่อยให้หลงเซินทำร้ายจนกลายเป็นผัก ตบะสูญสิ้นอีกด้วย ฟุจิคาวะ อาโออิ เลี้ยงดูหล่อนมาตั้งแต่เล็กจนโต สิ้นเปลืองสติปัญญาและกำลังไปไม่รู้เท่าไหร่ ย่อมไม่ยินยอมต่อผลลัพธ์นี้ ด้วยเหตุนี้จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คิตาอิเคะ เอโกะ กลับมาเป็นปกติ

ห้องใต้ดินตกอยู่ในความเงียบ นอกจากถ้อยคำของฟุจิคาวะกับเสียงหอบหายใจแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนเจตนาสะกดกลั้นแม้กระทั่งลมหายใจ

ซ่งจื้อฉุนเขียนคำถามบางข้อยื่นส่งให้จงอวี๋อี ให้อีกฝ่ายเอ่ยถาม

จงอวี๋อีรับกระดาษโน้ตมา ก่อนถามต่อ “โอโตวะ ยาซูฮิโกะ เป็นใครมาจากไหน”

ฟุจิคาวะ อาโออิ เผยอปาก ไม่พูดไม่จา

จงอวี๋อีซักไซ้อีกรอบ

สีหน้าของฟุจิคาวะ อาโออิ ซีดลงเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเสียงหอบหายใจที่หนักขึ้น ในที่สุดก็มีเลือดสดไหลออกมาจากมุมปาก ไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียว

จงอวี๋อีเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี กลัวว่าอีกฝ่ายจะตายเสียก่อน จึงรีบข้ามประเด็นนี้ไป

“ถ้าอย่างนั้นโอโตวะ ยาซูฮิโกะ รักษาลูกศิษย์ของนายหายหรือยัง”

“…ระ…รักษาหายแล้ว” ฟุจิคาวะ อาโออิ เปล่งเสียงโฮกฮากออกจากลำคอ แต่สภาพจิตใจผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่นี้อย่างเห็นได้ชัด

จงอวี๋อี “ชายวัยรุ่นคนนั้นที่มากับนาย คนที่ใช้อาวุธเป็นเส้นไหม เขาเป็นใครมาจากไหน”

ฟุจิคาวะ “ฉัน…ไม่รู้ เขาเป็นคนของโอโตวะ”

จงอวี๋อีเห็นว่าพวกหลงเซินไม่มีอะไรจะถามแล้ว จึงตบหน้าผากฟุจิคาวะหนึ่งที “นายจะลืมเรื่องทุกอย่างในคืนนี้ นอนเสีย”

ฟุจิคาวะตัวอ่อนล้มพับไปกับพื้น สลบไสลไม่ได้สติ

หัวคิ้วซ่งจื้อฉุนขมวดมุ่น มองไม่เห็นความหวัง “เหมือนจะเกี่ยวโยงกับปลาตัวใหญ่อีกแล้วสินะ!”

เยี่ยเฉิงอดถามไม่ได้ “รองอธิบดีซ่ง ปีศาจมนุษย์ถูกกำจัดแล้วจริง ๆ เหรอครับ”

ซ่งจื้อฉุนพยักหน้า “กายหยาบของปีศาจมนุษย์โดนพวกเราทำลายจนสิ้นซากไปแล้ว ในช่วงหลายร้อยปีนี้จะกลับมาเกิดใหม่ไม่ได้ง่าย ๆ อีก แต่จากที่ฟุจิคาวะพูดมา โอโตวะ ยาซูฮิโกะ คนนี้ไม่ธรรมดาแน่ ๆ ขนาดฟุจิคาวะยังโดนเขาใช้เป็นหมาก ให้ไปทางไหนก็ต้องไปทางนั้น บวกกับครั้งที่แล้วบนเขาฉางไป๋ เป้าหมายของเขาชัดเจนมาก ทุกอย่างพุ่งเป้าไปที่ศิลา รองอธิบดีหลง คุณคิดว่าไง”

หลงเซินให้เยี่ยเฉิงพาจงอวี๋อีไปพักก่อน เยี่ยเฉิงรู้ว่าหัวหน้าทั้งสองมีเรื่องจะคุยกัน จึงเอ่ยกับจงอวี๋อี “เตรียมห้องพักไว้ให้นายแล้ว ฉันพาไปนะ”

จงอวี๋อีหาวหนึ่งที ท่าทางงัวเงียจนลืมตาไม่ขึ้น

หลังจากทั้งสองผละไปแล้ว หลงเซินจึงพูดขึ้นว่า “ผมส่งคนไปสืบเรื่องโอโตวะมาตลอด แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เจออะไร สถาบันการเงินโอโตวะร่ำรวยขึ้นหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทุนทรัพย์แข็งแกร่งมั่นคง ดูจากภายนอกมีความแตกต่างกับนายทุนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง มีเส้นสายหยั่งลึกทั้งในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ”

ซ่งจื้อฉุนชักจะปวดหัวแล้ว ตอนแรกนึกว่าจับปลาตัวใหญ่ได้แล้วเสียอีก ใครจะรู้ว่าหลังปลาตัวใหญ่ยังมีตัวที่ใหญ่กว่าอีกตัว

“แต่คิดในทางที่ดี อย่างน้อยพวกเราก็รู้แล้วว่าใครกันแน่ที่กำลังจ้องศิลาตาเป็นมัน บางทีอาจค้นพบความลับของศิลาจากตัวเขาด้วยก็ได้”

พูดไปก็ขายหน้าอยู่ หากไม่ใช่คนญี่ปุ่นที่ก่อเหตุครั้งนี้ พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าแผ่นดินจีนมีศิลาพวกนี้ฝังอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาจากคำจารึกบนศิลาแล้ว เป็นไปได้ว่าประวัติของศิลาจะยาวนานกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ เมื่อศิลาทั้งสองเผยโฉมขึ้นมาบนโลกติด ๆ กัน หมอกหนาทึบบนตัวมันก็ดูเหมือนจะถูกขจัดออกไปทีละน้อยด้วย

ทว่าหลังจากคลี่คลายออกไปแล้ว กลับมีความลึกลับซับซ้อนซ่อนแฝงมากกว่าเดิม กลายเป็นเมฆหมอกหนาหนักเลยละ

ซ่งจื้อฉุนกล่าว “โอโตวะ ยาซูฮิโกะ คนนั้นสมคบคิดอะไรกับปีศาจหรือเปล่า หรือไม่ตัวเขาก็เป็นปีศาจเสียเอง?”

หลงเซิน “เป็นไปได้”

ซ่งจื้อฉุนขมวดคิ้ว “งั้นก็ลำบากแล้ว”

แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ อุดมไปด้วยทรัพยากร ผู้มีเจตนาร้ายต้องการอำพรางตัวตนเข้ามาในประเทศ ไม่ว่ายังไงก็ต้องคิดหาวิธีจนได้ นับประสาอะไรกับภูตผีปีศาจที่มีพลังเหนือธรรมชาติ

อิทธิพลของสถาบันการเงินโอโตวะมีอยู่มากมาย รากฐานหยั่งลึก กรมจัดการคดีพิเศษอยู่ในที่แจ้ง พวกเขาอยู่ในที่มืด แค่อีกฝ่ายกระดิกนิ้วหน่อยเดียวก็สร้างความวุ่นวายนับไม่ถ้วนให้กับพวกเขาได้ทันที ที่น่าปวดหัวยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นไปได้ว่าฝ่ายตรงข้ามอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับศิลามากกว่าพวกเขา หนึ่งวันที่พวกเขายังไขความลับและหาตำแหน่งของศิลาไม่ได้ คือหนึ่งวันที่พวกเขาต้องเป็นฝ่ายตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ

แต่สำหรับตอนนี้ ไม่มีวิธีใดดีไปกว่านี้แล้ว

“จะจัดการกับฟุจิคาวะยังไง” ซ่งจื้อฉุนถาม

ทั้งสองไม่ใช่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ การที่นั่งอยู่บนตำแหน่งนี้ได้ นอกจากความสามารถแล้ว ยังต้องมีฝีมือในการจัดการกับปัญหารอบด้านด้วย ไม่ใช่สักแต่ฆ่าแต่ไม่สนใจศพเหมือนอย่างคนทั่วไป

หลงเซินเหลือบมองฟุจิคาวะที่สลบไสลแวบหนึ่ง” ผมอยากเอาตัวเขาไปแลกกับต่งจี้หลาน”

ซ่งจื้อฉุนอ้าปากพะงาบ ๆ อยากพูดอะไรบางอย่าง ในที่สุดก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ก็ดีเหมือนกัน ตั้งหลายปีมาแล้ว เหล่าต่งเป็นหรือตายยังไม่รู้ ถ้าแลกตัวเขากลับมาได้จะดีที่สุด”

หลงเซินพยักหน้า

เรื่องสำคัญเสร็จลุล่วงไปส่วนหนึ่งแล้ว ซ่งจื้อฉุนอดไม่ได้ เอามือกุมหน้าอกก่อนไอสองที “ไม่ไหวแล้ว ผมต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลสักสองวัน ตอนนี้ชักแก่แล้วจริง ๆ เทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้เลย สองสามปีก่อนต่อให้บาดเจ็บหนักยังไง กลับมาแล้วก็ยังกระโดดโลดเต้นทำเรื่องวุ่นวายไร้สาระได้อยู่!”

หลงเซินบอก “ไปเถอะ กลับไปพัก”

ซ่งจื้อฉุนเอ่ย “ผมรู้ว่าคุณก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน อย่าฝืนเลยน่า เรื่องทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่เยี่ยเฉิงเถอะ เจ้าหมอนี่ปากเชื่อถือไม่ได้ แต่เรื่องงานยังใช้ได้อยู่นา”

หลงเซินรับคำ หันไปมองฟุจิคาวะที่ยังหมดสติ

ฝ่ายหลังหน้าซีดราวกระดาษเงินกระดาษทอง ไม่หลงเหลือความสูงส่งเหนือผู้อื่นอย่างในวันวานอีก

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีคนจำนวนมากออกจากกรมจัดการคดีพิเศษ ปกปิดชื่อเสียงเรียงนาม มุ่งหน้าไปไกลถึงต่างแดน ที่มากกว่านั้นคือผู้ที่ช่วยเหลือประเทศชาติจัดการกับเรื่องที่ไม่สามารถนำมาพูดบนโต๊ะได้

ในโลกบำเพ็ญเพียร การรักษาสันติในต่างแดนอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจก็มีอยู่เช่นกัน สิ่งเหล่านี้นอกจากจะออกสื่อไม่ได้แล้ว ยังมีวีรบุรุษไม่ทราบชื่ออีกเป็นจำนวนมากที่สละชีพไปเพราะเหตุนี้และไม่อาจกลับคืนสู่บ้านเกิดได้ด้วยซ้ำ บางครั้งแม้แต่ญาติพี่น้องของพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าพวกเขาได้สร้างคุณงามความดีอะไรไว้บ้าง แต่หลงเซินกับซ่งจื้อฉุน รวมถึงสมาชิกทุกคนของกรมจัดการคดีพิเศษไม่เคยลืม

ในกลุ่มนั้นมีคนบางส่วนที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย แม้แต่ป้ายหลุมศพก็ไม่อาจตั้งให้พวกเขาได้ แต่ในหัวใจของหลงเซินและพวกพ้องกลับท่องชื่อของทุกคนที่อยู่ในรายชื่อได้เกือบหมด

จดจำขึ้นใจ มิเคยลืมเลือน

ต่อให้ชื่อเสียงของพวกเขาไม่เป็นที่รู้จัก ก็หาได้สำคัญเท่าความยิ่งใหญ่ของพวกเขาไม่

วินาทีที่ตงจื้อฟื้นคืนสติ เขาเกือบจะนึกว่าตัวเองยังอยู่ใต้พื้นดิน โดนงูเหลือมยักษ์ไล่ตามหลัง เมื่อเห็นใบหน้าใหญ่ ๆ อยู่ตรงหน้าก็แทบร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

คุณหมอเหยียดตัวตรง สอบถามเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้เธอรู้สึกยังไงบ้าง”

ตงจื้อจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่อธิบายไปตามจริง “หมดแรงทั้งตัวเลยครับ อ่อนปวกเปียก ขยับไม่ไหว นอนแล้วเวียนหัวไปหมด”

เสียงก็แหบด้วย

คุณหมอพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บอกให้เขาพักผ่อนเยอะ ๆ จากนั้นก็ผละไป

ตงจื้อมองซ้ายมองขวา ที่นี่เป็นห้องผู้ป่วยเดี่ยวเสียด้วย คาดว่าคงเป็นสิทธิพิเศษสำหรับพวกเขาที่ฝ่าอันตรายครั้งนี้มา แต่คุณหมอไม่ได้พูดอะไรเลย เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย

แล้วพวกเพื่อน ๆ ของเขาล่ะ อาจารย์ล่ะ รองอธิบดีซ่งล่ะ

ความคิดคงอยู่ไม่นาน สมองตงจื้อเริ่มพร่าเลือน พริบตาเดียวก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นกู้เหม่ยเหรินนั่งอยู่ข้างเตียง กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

ตงจื้อรู้สึกอยู่แล้วว่าคุณภาพการนอนของตนผิดปกติไป บวกกับท่าทีแสดงออกของคุณหมอก่อนหน้านี้และกู้เหม่ยเหรินในตอนนี้ เขายิ่งเฉลียวใจ คิดว่าคงไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บรุนแรงเกินไปจนป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายหรอกนะ

“นายตื่นแล้วเหรอ มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า จะให้ฉันเรียกหมอมาไหม” กู้เหม่ยเหรินเห็นเขาลืมตา สีหน้าฉายแววยินดี รีบถามอย่างห่วงใย

ตงจื้อเท้าศอกข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือ อยากลุกขึ้นนั่ง กู้เหม่ยเหรินรีบเอื้อมมือมาประคอง รองหมอนใบหนึ่งไว้ที่หลังเขา

“เธอไม่เป็นไรนะ ปาซางกับคนอื่นล่ะ”

กู้เหม่ยเหรินลูบซีกหน้าด้านข้าง ตรงนั้นมีแผลหนึ่งรอยยังไม่ตกสะเก็ด

“ฉันไม่เป็นไร แค่มีแผลภายนอกนิดหน่อย คนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บภายนอกกันไม่มากก็น้อย หลิวชิงปัวกระดูกซี่โครงหักไปท่อนหนึ่ง ตอนนี้นอนอยู่ห้องติดกับนาย จางซงกระดูกมือหัก แล้วก็มีอีกสองคนที่สมองกระทบกระเทือน”

ตงจื้อถามอย่างระมัดระวัง “แล้วฉันล่ะ”

กู้เหม่ยเหรินทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบไป

ตงจื้อคิดในใจว่าหมดกัน อาการของเขาต้องรุนแรงเกินไปจนรักษาไม่หายแน่ เขาฝืนยิ้มและบอกไปว่า “ฉันรับได้ เธอพูดมาให้หมดเถอะ”

แต่กู้เหม่ยเหรินยังไม่ทันเอ่ย หลงเซินก็เดินเข้ามาเสียก่อน

ฝีเท้าของเขาเป็นปกติดี เดินเหินมั่นคง และไม่ได้สวมชุดผู้ป่วย แต่ตงจื้อมองออกในปราดเดียวว่าสีหน้าของอีกฝ่ายแย่ลงกว่าแต่ก่อน

“รองอธิบดีหลง!” กู้เหม่ยเหรินลุกขึ้นทักทาย

“อาจารย์” ตงจื้อเอ่ย

กู้เหม่ยเหรินหันมองเขาด้วยความตกตะลึงแกมคาดไม่ถึง ตอนที่ตงจื้อออกมา เขาหมดสติ และหลงเซินก็ไม่มีทางโพนทะนาเรื่องรับลูกศิษย์ไปทั่วอยู่แล้ว ดังนั้นนอกจากซ่งจื้อฉุน ตอนนี้คนอื่น ๆ จึงยังไม่รู้ว่าตงจื้อกราบอาจารย์แล้ว

หลงเซินพยักหน้าให้กู้เหม่ยเหริน “เธอไปดูห้องข้าง ๆ เถอะ”

กู้เหม่ยเหรินรู้ว่าพวกเขามีเรื่องจะคุยกัน จึงรีบออกไปอย่างรู้งาน

หล่อนเพิ่งก้าวเท้าหน้าออกไป ตงจื้อก็ทนไม่ได้ ถามขึ้นว่า “อาจารย์ ร่างกายของผมมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นใช่ไหม”

หลงเซินไม่ได้ดุที่เขาคิดฟุ้งซ่าน แต่กลับขมวดคิ้ว คล้ายมีความในใจที่ยากจะเอ่ยออกมา

แค่ตงจื้อเห็น หัวใจก็เย็นเฉียบไปแล้วครึ่งหนึ่ง

“เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว อาจารย์ยังจะปิดบังผมอีกเหรอ”

หลงเซิน “ไม่ใช่ว่าอยากปิดบังนาย แต่นายหลับไม่ได้สติตลอด เลยไม่มีโอกาสบอกเสียที”

ตงจื้อได้ยินแล้วอดรู้สึกเศร้าไม่ได้ คิดว่าชะตากรรมของตนช่างน่าขมขื่นนัก ยังไม่ทันเข้าร่วมกรมจัดการคดีพิเศษอย่างเป็นทางการก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายเสียแล้ว แม้แต่มือของอาจารย์ เขาก็ยังไม่ทันได้ลูบเลยด้วยซ้ำ!

คิดถึงตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องมีการเกริ่นเรื่องใด ๆ ขึ้นมา น้ำตาเขาก็ร่วงเปาะ ๆ ทันที

หลงเซินตะลึงงัน มือที่โดนตงจื้อกุมไว้ไร้ซึ่งการต่อต้าน

“อาจารย์ ยังไงก่อนลงไปใต้ดินผมก็เตรียมพร้อมที่จะพลีชีพอยู่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในการคาดเดา ผมก็แค่…ไม่เต็มใจยอมรับมันเฉย ๆ!” ตงจื้อสูดน้ำมูก

หลงเซินชักมือออก ตบหลังมือเขา “ทุกเรื่องมีได้ย่อมมีเสีย ไม่จำเป็นต้องยึดติดเกินไป”

หัวใจตงจื้อเศร้าระทมยิ่งกว่าเดิม “จริง ๆ ก็ไม่ได้มีอะไรอื่น ผมยังมีความปรารถนาอยู่อีกอย่างที่ยังไม่สำเร็จ ยังไงก็ต้องบอกให้อาจารย์รู้ ไม่อย่างนั้นกลัวว่ามันจะสายเกินไป!”

หลงเซินขมวดคิ้ว “ต่อไปนายก็แค่อัญเชิญวิญญาณมาไม่ได้แล้ว ไม่ได้กำลังจะตายเสียหน่อย อะไรจะขนาดนี้”

ตงจื้อหน้าเหวอ “ห๊ะ”

หลงเซิน “ไม่นึกว่านายจะยึดมั่นถือมั่นเรื่องการอัญเชิญวิญญาณมากขนาดนี้ แต่ถึงจะอัญเชิญวิญญาณมาไม่ได้ หลังจากนี้ขอแค่นายฝึกกระบี่ฉางโส่วกับวิชาอสนีที่ผู้อาวุโสฟางสอนให้ดี ก็ไม่มีอะไรน่าเสียดายแล้ว”

ตงจื้ออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ “ผะ…ผมไม่ได้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังเหรอครับ”

หลงเซิน “ใครบอกนาย”

ตงจื้อ : …ผมคิดเอาเอง

ถัดจากความยินดีก็ตามมาด้วยความหดหู่เล็ก ๆ ในใจ

ยังดีที่ไม่ได้พูดเรื่องที่เก็บงำไว้ในใจเรื่องนั้นออกไป ไม่อย่างนั้นตอนนี้ความรักปลอม ๆ ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ของพวกเขาคงจบสิ้นแต่เพียงเท่านี้ไปแล้ว

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า