“โฟโม” ที่คุณมีอยู่ในตัว ไม่ใช่ความผิดของคุณ!

“โฟโม” ที่คุณมีอยู่ในตัว ไม่ใช่ความผิดของคุณ! “โฟโม” เป็นอาการวิตกกังวลที่ถูกกระตุ้นจากการมองโลก และมักรุนแรงขึ้นจากสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้อื่นกำลังมีประสบการณ์ที่น่าพอใจมากกว่าคุณ อีกทั้งเป็นแรงกดดันทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการสำนึกได้ว่าคุณจะพลาด หรือถูกกีดกันออกจากประสบการณ์ร่วมที่เป็นบวกหรือน่าประทับใจ

“โฟโม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่คุณเห็นบนโลกออนไลน์เท่านั้น มันกินความไปไกลมากกว่านั้น โดยมีนัยที่ไกลกว่าการตีกรอบชีวิตประจำวันของชาวดิจิทัล เช่น คนยุคมิลเลเนียนหรือเจนซี (Gen Z) ตามธรรมชาติแล้ว คน 2 กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะวิวัฒนาการไปเป็น “โฟโม เซเปียนส์” อยู่แล้ว แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็เข้าข่ายอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

“โฟโม” ยังตามรังควานผู้บริหารวัยกลางคนซึ่งติดอยู่แต่ในออฟฟิศ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานวัยหนุ่มกว่าได้รับเชิญไปร่วมงานประชุมสัมมนา สถานที่บรรยากาศดี นอกจากนี้มันยังสร้างความยุ่งยากใจให้กับผู้หญิงวัย 60 ปี ผู้มีเพื่อนที่ฝอยแต่เรื่องยิบย่อยเป็นโขยงเกี่ยวกับหลานๆ ให้ฟัง จนเธอต้องโอดครวญด้วยความหวังที่จะให้ลูกๆ ของเธอมีหลานให้บ้าง

โลกออนไลน์ทำให้ “โฟโม” โดดเด่นขึ้น แต่เราไม่จำเป็นต้องตัวติดกับโทรศัพท์ เพื่อที่จะตกหลุมพรางมัน สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ผลาญเวลาและพลังงานอย่างเลยเถิด จดจ่อไปกับทุกสิ่งอย่างที่คุณอยากได้ แทนที่จะซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือ แต่ให้เมินมันซะ ความเย้ายวนใจให้ทำเช่นนั้นมีอยู่มากมาย เพราะปัจจุบันผู้คนจำนวนมากต่างอาศัยอยู่บนโลกที่มอบทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือในจินตนาการ

แก่นของ “โฟโม” จึงเป็นความทะเยอทะยานโดยธรรมชาติ ซึ่งมีรากฐานมาจากการแสวงหาอะไรก็ตามที่ใหญ่กว่า ดีกว่า และสดใสกว่าสภาพที่เราเป็นอยู่ รวมถึงการทึกทักว่าตัวเองมีตัวเลือก อาจถึงขั้นว่ามีตัวเลือกมากมายจนรับไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือในจินตนาการ แต่ “โฟโม” ที่คุณมีอยู่ในตัวก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ เสมอไป จะเป็นเพราะอะไร เราไปติดตามกัน!

ชีววิทยา

มนษย์ถูกกำหนดให้รู้สึก “โฟโม” นับย้อนไปไกลตั้งแต่บรรพบุรุษของเราเป็นนักล่าเก็บของป่าอยู่กันเป็นเผ่า และฉลาดพอที่จะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขามี และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาไม่มี แต่ต้องมีเพื่อเอาชีวิตรอด มนุษย์รุ่นแรกสังเกตได้ว่าอีกแรงผลักดันหนึ่งของความอยู่รอดคือ การร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มที่ช่วยให้เดินทางผ่านสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายในช่วงนั้นไปได้ ถ้าคุณถูกตัดออกจากกลุ่มหรือทิ้งไว้ไม่ให้รู้ข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิต คุณก็อาจตกอยู่ในอันตราย ดังนั้น หากไม่มีโฟโม สายพันธุ์ของเราอาจหายไป และคุณสมบัติทางเคมีที่ขับเคลื่อนโฟโมของบรรพบุรุษก็ยังคงอยู่ในรหัสพันธุกรรมจนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรม

รากฐานทางชีววิทยาที่ทำให้มนุษย์ยอมก้มหัวให้กับความรู้สึกอย่าง “โฟโม” ตลอดประวัติศาสตร์ไม่ได้หายไปโดยไม่บอกกล่าว ในฐานะที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ มันถูกแสดงออกในศิลปะ การแสดง ภาพยนตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมาเป็นเวลานับพันปี ไม่ว่าจะเป็นการกินผลไม้ต้องห้าม กินอาหารต้องห้าม ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นได้ชัดว่า โฟโมฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมจนคุณไม่จำเป็นต้องมีมือถือหรือสื่อโซเชียลเพื่อจะได้ประสบหรือชดใช้มัน ก่อนการกำเนิดของอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียล หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ การสนทนากับเพื่อน ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกว่าได้พลาดอะไรไป แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงก็คือ การปรากฏตัวของอินเทอร์เน็ต และการที่มันเข้ามาเปลี่ยนสภาพสังคมของเราจากแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัล

เทคโนโลยี

อำนาจทรงพลัง 3 อย่างที่เปลี่ยนวิธีรับข้อมูลและอัดฉีดพลังให้กับสัญชาติญาณดึกดำบรรพ์ที่ทำให้ “โฟโม” เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจมนุษย์มาช้านาน ประการแรก เราอาศัยอยู่ในยุคแห่งการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่อั้น ประการที่สอง ชีวิตของเรามีการเปลี่ยนแปลงด้วยคลื่นของการเชื่อมต่อระหว่างกันอย่างไร้ขอบเขต ซึ่งได้มาจากการเจริญเติบโตของสื่อโซเชียล ประการที่สาม ข้อมูลทั้งหมดนี้และการเชื่อมต่อระหว่างกันทำให้ง่ายมากที่จะเปรียบเทียบตัวคุณกับคนอื่นๆ ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่บ้านข้างๆ หรือห่างออกไปครึ่งโลก ผลที่ตามมาคือ ภาวะเป็นทุกข์จากการเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในบริบทของโลกที่เรียกว่า “โลกโซเชียล”

“โฟโม” ที่คุณมีอยู่ในตัว ไม่ใช่ความผิดของคุณ!

หนังสือ ไม่ต้องตามใคร แค่ใช้ชีวิตแบบของคุณ Fear of Missing Out

เขียนโดย แพทริค เจ. แมคกินนิส

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์
คลิก

ใส่ความเห็น