[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 83 : ตัวข้าต้องการท่าน

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

————————————————————-

 

83

ตัวข้าต้องการท่าน

ความคิดบ้าคลั่งทำให้ดวงตาโม่หรานเป็นสีแดงฉาน เขาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สูญสิ้นสัมปชัญญะ บีบลำคอของฉู่หว่านหนิงแน่น คำรามต่ำถามอีกฝ่ายไม่หยุด

ขอเพียงเขาเอ่ยถ้อยคำต่อมา ขอเพียงเขาเอ่ยว่า “เป็นตายไม่คิดแค้น” ถ้อยคำนั้นออกมาอีกครั้ง เช่นนั้นก็ต้องเป็น…ต้องเป็น…

“อึก!”

ได้ยินเสียงอึกอักในลำคอ ฉู่หว่านหนิงหายใจไม่ออก หน้าแดงก่ำ ดิ้นรนจนอ่อนแรงในที่สุด

โม่หรานตะลึงงันไปชั่วขณะ ดวงตาแดงดุจย้อมโลหิตเบิกกว้าง จิตที่ทั้งคลุ้มคลั่งและแจ่มชัดพลุ่งพล่านอยู่ภายใน เขาพลันตอบสนอง รีบคลายมือออก ฉู่หว่านหนิงล้มลงบนเตียงอย่างแรง รอยนิ้วทั้งห้าน่าสะพรึงที่ลำคอค่อยๆ เรียกสติของโม่หรานกลับคืนมาช้าๆ

“…” เขาอ้าปาก คิดเรียกอาจารย์ แต่ก็เรียกไม่ออก คิดเรียกฉู่หว่านหนิง ก็เรียกไม่ออกอีก ขณะกำลังลังเล จึงหลุดปากเสียงแหบพร่า “เจ้า…”

ลำคอแห้งผากเหมือนถูกไฟเผา โม่หรานกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ผ่อนคลายความตื่นตัวลงเล็กน้อย เรื่องทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นวูบผ่านตรงหน้า…

ชาตินี้ฉู่หว่านหนิงไม่เคยมีท่าทีผิดปกติ ไม่มีทางเกิดใหม่เป็นอันขาด

เช่นนั้นเหตุใดเขาจึงเอ่ยคำพูดก่อนตายเมื่อชาติที่แล้วออกมาได้ในยามนี้

“เป็นข้าผิดต่อเจ้า”

ถ้อยคำนี้คือคำปดที่ครั้งนั้นฉู่หว่านหนิงเอ่ยกับตนอย่างไม่มีทางเลือก เพื่อปกป้องเซวียเหมิง เพื่อปกป้องผู้ฝึกบำเพ็ญที่มีคุณธรรมจอมปลอมเหล่านั้นมิใช่หรือ

เขาไม่เคยเชื่อเลย ไม่ยินยอมเชื่อมาตลอดว่าฉู่หว่านหนิงจะยอมรับผิดต่อเขา จะยอมเอ่ยคำพูดอ่อนโยนต่อเขาจากใจจริง

…ฉู่หว่านหนิงจะต้องกำลังหลอกข้าอยู่เป็นแน่ จะต้องไม่ชอบข้าแน่นอน ถึงอย่างไรอาจารย์ผู้นี้ก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับข้า ไม่เคยปฏิบัติต่อข้าด้วยความจริงใจอยู่แล้ว

สังหารอาจารย์ ข้าไม่นึกเสียใจสักนิด

ไม่เคยเลย…

โม่หรานเบือนหน้าไป หลับตาลงช้าๆ

ชั่วขณะนั้นเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีก ฉู่หว่านหนิงจะเป็นหรือตาย เกี่ยวอะไรกับข้า!

เขาหันกายหมายผละจากไป

หมายผละไป

แต่ทำอย่างไรก็ก้าวเท้าไม่ออก

“เป็นข้าผิดต่อเจ้า”

ในความทรงจำสุดท้าย ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาชุ่มโชกด้วยโลหิตคล้ายจะอ่อนโยนลง ริมทะเลสาบเทียนฉือแห่งคุนหลุน คนผู้นั้นอยู่ท่ามกลางกองเลือด ยกมือขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสหน้าผากตน นิ้วมือนั้นเย็นเฉียบ ทว่านัยน์ตาหงส์คู่นั้นยังเจือความอบอุ่น แต่ตอนนั้นโม่หรานคิดว่าตนคงมองผิดไป

“เป็นตายไม่คิดแค้น”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว น้ำตาโลหิตไหลลงจากขอบตาช้าๆ

“โม่หราน…”

คนบนเตียงละเมอเรียกชื่อนั้น แต่กลับทำให้คนที่ถูกเรียกสั่นไหวไปทั้งร่าง ตอนที่ได้สติกลับมา โม่หรานก็ยืนอยู่ข้างเตียงแล้ว มือหนึ่งยันเตียงเอาไว้ โน้มตัวจ้องใบหน้าขาวซีดของฉู่หว่านหนิง

ริมฝีปากบางเผือดสีนั้นเผยอเล็กน้อย ได้ยินเสียงเรียกดังเข้าหูอีกครั้ง

“โม่หราน…”

โม่หรานหลับตาลง คิ้วเรียวขมวดแน่น ปลายนิ้วจิกเข้าเนื้อไม้ฮวาหลีที่ทั้งแข็งและเย็น คล้ายพยายามสะกดกลั้นบางอย่าง สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เอ่ยเสียงแหบพร่า “ฉู่หว่านหนิง เจ้าบริสุทธิ์ใจหรือไม่

“สิ่งที่เจ้าพูด ล้วนมาจากใจจริงหรือไม่…”

ในอกรู้สึกร้าวระบมเจียนระเบิด ในเมื่อฉู่หว่านหนิงไม่มีทางกลับมาเกิดใหม่ เช่นนั้นที่เขาเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมาในยามนี้ น่าจะเพียงเพราะความรู้สึกผิดที่ปฏิบัติต่อตนอย่างไม่ไยดี จึงรู้สึกละอายในใจ

เป็นความจริงใจหรือไม่

ฉู่หว่านหนิงกำลังละเมอ ย่อมไม่มีทางตอบเขา แต่โม่หรานยังคงหมกมุ่นรอคำตอบ

“…”

หลับตารออยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ โม่หรานลอบถอนหายใจ ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ อย่างไม่ยอมใจอยู่บ้าง

ทว่ากลับสบเข้ากับนัยน์ตาหงส์พร่าเลือนคล้ายปกคลุมด้วยหมอกฝนโดยไม่ทันตั้งตัว

ดวงตานั้นหรี่ปรือ สะลึมสะลือ

ฉู่หว่านหนิงลืมตาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ แต่ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าสติเขายังไม่แจ่มชัด เพียงแค่ตื่นขึ้นมาชั่วขณะจากความทรมานเท่านั้น นัยน์ตาดำขลับดุจราตรีคู่นั้นยังคงว่างเปล่าเลื่อนลอย ลึกลงไปคล้ายเต็มไปด้วยคืนวันอันยาวนาน

ยามปกติผู้อาวุโสอวี้เหิงมีสติเฉียบคมดุจสายฟ้า น้อยนักจะมีช่วงเวลาที่งุนงงเช่นนี้

ประกายคมปลาบในแววตาที่เคยมีลดน้อยลงไป คนที่นอนอยู่ตรงนั้นช่างงดงามนัก หางตาซับสีแดงจางๆ มองมาที่เขาอย่างไร้การป้องกัน

หัวใจสั่นไหวรุนแรง โม่หรานรู้สึกตีบตันในลำคอ เอ่ยเสียงแผ่ว “เจ้า…”

ช่างเหมือนกับท่าทางตอนที่ข้าชมชอบเขาเมื่อชาติก่อนเหลือเกิน

โม่หรานคิดอย่างสั่นสะท้าน ชั่วขณะนั้นรู้สึกราวกับตนยังอยู่ที่ตำหนักอูซาน ฉู่หว่านหนิงเป็นนักโทษของเขา เป็นชายบำเรอต้องห้ามของเขา เพียงแค่คิด ปากและลำคอก็แห้งผากอย่างมิอาจควบคุม ลมหายใจค่อยๆ หนักหน่วง

ข้าไม่อาจ…

ข้าไม่ชอบเขา

อย่าแตะต้องเขาอีก

ความผิดบาปในวันวานล้วนผ่านพ้นไปแล้ว ชาตินี้เราเป็นเพียงศิษย์อาจารย์กันเท่านั้น

โม่หรานพยุงกายกับเตียงอยู่เช่นนั้น ก้มหน้ามองฉู่หว่านหนิง พยายามข่มกลั้นความเลยเถิด ผมยาวที่เกล้าเป็นหางม้าของเขาห้อยตกลงมาจากหัวไหล่ แผ่สยายลงบนหมอนของอีกฝ่าย

ฉู่หว่านหนิงนอนอยู่ทั้งที่ยังสวมเสื้อผ้ามิดชิด ผมยาวแผ่กระจาย ผ่านไปสักพัก สีหน้าที่เดิมเรียบเฉยค่อยๆ สะท้อนเงาของโม่หราน ดูเหมือนเขาจะตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นคล้ายฝันร้ายจะยังไม่จางหายไป ยังคงเหมือนไม่รู้คืนวัน เขายื่นมือช้าๆ ค้างกลางอากาศครู่หนึ่ง สุดท้ายก็สัมผัสที่หว่างคิ้วของโม่หราน

“เป็นข้าผิดต่อเจ้า…”

ขณะเอ่ยเช่นนี้ น้ำเสียงนั้นช่างอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก…เหมือนเช่นในชาติก่อน

โม่หรานเหมือนได้ยินเสียงระเบิดตูม ในใจคล้ายมีบางสิ่งพังทลาย

กระแสน้ำถาโถมในอก ในหัวร้อนผ่าว สติที่รวบรวมมาได้อย่างยากเย็นแหลกสลายไม่เหลือหลอ เขาไม่ทันคิดอะไรทั้งสิ้น ความปรารถนาอันคุ้นเคยทำให้เขาโน้มตัวลงทาบทับบนร่างฉู่หว่านหนิง จุมพิตริมฝีปากที่เผยอเล็กน้อยอย่างดุดัน มือสั่นระริกฉีกกระชากเสื้อผ้าของอีกฝ่ายอย่างมิอาจควบคุม ชั่วขณะนั้น เรื่องราวแต่หนหลังคล้ายคลื่นกระหน่ำ ทุกสิ่งรอบด้านราวกับเกล็ดหิมะละลาย เหมือนกลับไปอยู่ที่ตำหนักอูซานอันโอ่โถงตระการตาอีกครั้ง ท่ามกลางเทียนแดงมังกรหงส์ส่องสว่าง คนผู้นี้ดิ้นรนสบถด่าอยู่ใต้ร่างเขา หอบหายใจขณะถูกย่ำยีเกียรติ

“อือ…”

ระหว่างที่กำลังรัดรึงเกี่ยวพันกันอย่างเร่าร้อน เสียงครางหนักๆ ที่ฉู่หว่านหนิงเปล่งออกมายิ่งทำให้โม่หรานคลุ้มคลั่งกว่าเดิม ไม่ชอบอะไร ชิงชังอะไร ห้ามแตะต้องเขาอีกอะไร ล้วนแหลกละเอียดกลายเป็นฟองอากาศ

โม่หรานรู้สึกเพียงตนยังไม่ตาย ร่างที่สั่นระริกใต้ร่างก็ยังคงเป็นของเขา

อยากจุมพิต อยากกอด อยากฉีกทึ้งจ้วงแทงอย่างทารุณ ให้คนที่สูงส่งจนมิอาจเอื้อม เย็นชาไร้หัวใจดุจเซียนผู้นี้ครางสะอื้นร้องขอชีวิตใต้ร่างเขา ถูกเขากระทำจนถึงจุดสุดยอด

“ฉู่หว่านหนิง…” เขาคำรามเสียงแหบพร่า

ความซ่านสยิวถึงขั้นดับสูญชำระดวงวิญญาณ ร้อนเร่าไปถึงปลายนิ้ว

เขาดูดดึงกลีบปากอ่อนนุ่มและเย็นเล็กน้อยนั้น รสขมของยาที่ยังทิ้งไว้ในปากยิ่งทำให้หัวใจเขาเต้นกระหน่ำปั่นป่วน เขาคุ้นเคยกับคนผู้นี้มากเกินไป หลังจากเกิดใหม่ เพราะความอาฆาตแค้น จึงพยายามฝืนบังคับตนเองไม่ให้ใกล้ชิดกับคนผู้นี้อีก ทว่าขณะกำลังจุมพิตอีกฝ่าย มีเพียงโม่หรานที่รู้ว่าความเบาสบายอันหฤหรรษ์ถึงขั้นสลายวิญญาณกัดกร่อนกระดูกนี้ เหมือนกับคนแรมทางที่กำลังจะตายในทะเลทรายได้ลิ้มรสน้ำทิพย์หวานล้ำ เหมือนได้ห่มคลุมเสื้อขนสัตว์อบอุ่นข้างกองไฟในยามราตรีอันเหน็บหนาว

เดิมคิดว่ามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ตนจะตัดขาดจากเขาได้

คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายยังคงไม่อาจควบคุมตนเอง กลับถูกยั่วยุด้วยถ้อยคำเดียวของอีกฝ่ายจนทนไม่ไหว สุดท้ายก็จุมพิตอีกฝ่ายอย่างอุกอาจเช่นนี้

หากมิใช่เพราะผ่านไปเป็นนานก็ยังฉีกกระชากเสื้อผ้าบนร่างฉู่หว่านหนิงไม่ออก ทั้งจู่ๆ ก็มีสิ่งของบางอย่างร่วงลงมาจากในอกเสื้อของอีกฝ่าย บางทีโม่หรานอาจเลอะเลือนจนลืมตัวกระทำอาจารย์ของตนโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมาก็เป็นได้

กึก!

โลหะทิ่มนิ้วมือโม่หราน ร่วงลงบนที่นอน ก่อนจะกลิ้งขลุกๆ สองตลบแล้วหยุดนิ่ง

โม่หรานกำลังติดพันในอารมณ์ จึงไม่สนใจบาดแผลเล็กน้อยนี้ เพียงจ้องของสิ่งนั้นอย่างขุ่นเคืองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสู้รบกับเสื้อผ้าที่จัดการยากบนร่างฉู่หว่านหนิงต่อ ตอนไม่จูบไม่กอดก็ยังดี แต่พอได้ทาบทับบนร่างอีกฝ่าย ความรู้สึกเมื่อชาติก่อนก็หวนกลับมาทั้งหมด เพียงนึกถึงสัมผัสเพรียวบางหนั่นแน่นบนเอวของฉู่หว่านหนิง เขาก็รู้สึกถูกปลุกเร้าจนไม่อาจถอนตัว

ทว่าชุดที่ทอจากไหมขาวบนร่างฉู่หว่านหนิงราวกับลงอาคมเอาไว้ กระชากอยู่นานก็ยังไม่หลุดออก!

โม่หรานลอบสบถออกมา ทุบเตียงอย่างแรง ลุกขึ้นเตรียมคว้าดาบประจำตัวกรีดสายคาดเอวที่พันอยู่สามทบนั้น

ขณะลุกขึ้นนั่ง หางตาเหลือบไปเห็นวัตถุโลหะที่ตกอยู่ข้างๆ เดิมโม่หรานมิได้สนใจ แต่จู่ๆ ความคิดแจ่มชัดเสี้ยวหนึ่งก็แวบขึ้นมาท่ามกลางความเร่าร้อนในใจ

เขาชะงัก หันไปมองของสิ่งนั้นทันที

นั่นคือรัดเกล้าผีเสื้อสีทองเปล่งประกายสดใส เป็นของที่เขาสะสมขนวิหคทองอยู่หลายวันมาซื้อให้ซย่าซือนี่ขณะอยู่ในแดนธารดอกท้อ

ตอนนั้นเขายังเป็นคนกลัดรัดเกล้าที่ช่อผมหางม้าของซย่าซือนี่เองกับมือ ทั้งยังตะล่อมศิษย์น้องเล็กที่สีหน้าไม่สบอารมณ์ “เด็กน้อยก็ต้องใช้สีทองหรือไม่ก็แดง เจ้าดูสิ สดใสยิ่งนัก”

โม่หรานหยิบรัดเกล้านั้นขึ้นมา รู้สึกเหมือนถูกราดน้ำเย็นใส่ศีรษะหนึ่งอ่าง นิ่งอึ้งตะลึงงัน

ไม่ใช่…นี่มันอะไรกัน

ของที่ข้ามอบให้ซย่าซือนี่ เหตุใดจึงอยู่ในอกเสื้อฉู่หว่านหนิง!

หรือว่า…

ความคิดน่ากลัวอย่างหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ โม่หรานหันหน้าไปช้าๆ สายตาที่ยังคงฉ่ำชื้นเปี่ยมราคะตกอยู่บนร่างฉู่หว่านหนิง อาจารย์หมดสติไปแล้ว โม่หรานจ้องใบหน้าเขาเขม็ง มองริมฝีปากที่แดงก่ำเพราะถูกตนจุมพิต หัวใจพลันเต้นไม่เป็นส่ำ

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

เขารู้สึกว่าตนเองบ้าไปแล้ว…

หรือว่าฉู่หว่านหนิงไม่ได้หลอกข้า?

หรือว่า หรือว่า…ซย่าซือนี่…คือบุตรชายของฉู่หว่านหนิงจริงๆ?

การคาดเดานี้ทำให้โม่หรานสั่นสะท้าน รู้สึกราวกับหนังศีรษะของตนจะปริแตก!

 

ใส่ความเห็น