[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.1

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

2.

ผมอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน รู้สึกอบอุ่นและตื้นตัน พออายุมากขึ้นก็ไม่เคยถูกกอดดี ๆ แบบนี้สักครั้ง มีแค่อ้อมกอดหยอกล้อกันที่แค่แตะเล็กน้อยแล้วผละหนี นี่คืออ้อมกอดของแม่ ผมอ้าแขนสองข้างออกกว้างกอดแม่ไว้ สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วถอนหายใจ กลิ่นหอมที่คิดถึงอบอวลเต็มจมูก

แม่

แก้มซุกไซ้บนหน้าอกที่อบอุ่น พึมพำเรียกแม่เหมือนเด็ก มือของแม่ลูบหลังผม กระซิบข้างหูว่าไม่เป็นไร แม่หมายถึงอะไร ผมเงยหน้ามองแม่

หนีเถอะ

แม่จับมือผมแล้ววิ่ง ทุกฝีก้าวมุ่งไปข้างหน้าอย่างกระฉับกระเฉงว่องไวราวกับกำลังเต้นรำ ใบหน้าของแม่ดูอ่อนโยน แต่ข้อมือที่มือของแม่จับไว้กำลังถูกดึงอย่างแรง เจ็บ ผมขมวดคิ้วแล้วร้องออกมา แม่ ผมเจ็บ แต่แม่ก็ไม่หันมามอง

ต้องวิ่ง วิ่งไปให้ถึงตรงนั้น

ที่ที่แม่ใช้นิ้วชี้ไปนั้นมืด น่ากลัว ไม่อยากไปเพราะน่ากลัว ผมส่ายหัว แต่แม่ก็ไม่หยุด แสงสว่างส่องมาจากด้านหลังของผม รถสีดำกำลังไล่ตามหลังผมมา บนทางที่เหมือนจะถึงแต่ก็ไม่ถึง รู้สึกเย็นยะเยือกตรงท้ายทอย ถึงรถจะไม่ได้แล่นเร็วขนาดนั้น แต่ถ้าหยุดวิ่งรถคงจะตามทัน

ไป ไปซะ ยอง

แม่ปล่อยมือ มือที่เคยจับข้อมือผมไว้หลุดออกพร้อมกับภาพของแม่ที่ห่างไกลออกไปทางด้านหลัง แม่ ผมตะโกนเรียกราวกับกรีดร้อง แต่เท้าของผมกลับกำลังวิ่งไปหาความมืดไม่หยุดต่างจากความตั้งใจของตัวเอง รถทับแม่จากด้านหลัง ชายกระโปรงสีแดงพลิ้วไปตามลม

จับได้แล้ว

มือขาว ๆ โผล่ออกมาจากความมืด มือที่หนาและขาวกุมข้อมือผมไว้ ค่อย ๆ ดึงผมเข้าไปในความมืดช้า ๆ ปล่อยเถอะครับ ผมดิ้น แต่ความมืดก็ยังค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาที่ปลายเท้า ไล่ขึ้นมาบนตัวผมเสมือนงู ปล่อยเถอะครับ ผมอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ เจ้าของมือยื่นหน้าฝ่าความมืดเข้ามาใกล้ ปีศาจร้าย เป็นปีศาจที่น่าเกลียดและน่ากลัว อ๊าก ผมร้องตะโกนออกมา

ยอง

แม่เรียกชื่อผมจากใต้ท้องรถ

ยอง

เสียงผู้ชายคนนั้นดังออกมาจากปากของปีศาจ

หนีไป

แม่ตะโกนพร้อมยื่นมือมาทางผม

มานี่

ผู้ชายคนนั้นกระซิบข้างหูผม

ผมละสายตาจากแม่หันไปมองผู้ชายคนนั้น เห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเขาภายใต้ใบหน้าของปีศาจร้าย สีหน้าแบบนั้นอีกแล้ว ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นครับ ผมอ้าแขนไปทางผู้ชายคนนั้น ดึงไหล่ของเขาเข้ามากอด ความมืดค่อย ๆ แผ่ปกคลุมขึ้นมาตั้งแต่ปลายนิ้วมือ

ลุง

นิ้วมือค่อย ๆ หายไป ข้อเท้าค่อย ๆ หายไป จนเหมือนไร้แขนกับขา ความมืดกำลังกลืนกิน ลุง ผมเรียกเขาและใช้แขนที่ตั้งแต่ใต้ข้อศอกหายไปแล้วดึงเขาเข้ามากอด เขากอดผมตอบ ความมืดครอบคลุมลงมาตั้งแต่ศีรษะ

ความมืดค่อย ๆ ครอบงำไปทีละนิด ผมมองดูรอบข้างที่มองไม่เห็นแสงสว่างแม้แต่จุดเดียวจนสงสัยว่านี่ผมกำลังลืมตาอยู่หรือเปล่า

“ลุง”

ผมพูดออกมา แล้วก็ต้องตกใจกับเสียงที่ได้ยิน มันผ่านอากาศส่งมาถึงข้างหูโดยตรง ไม่ใช่ความฝัน รับรู้ได้ว่าเสียงที่ผ่านการสั่นสะเทือนส่งต่อมาเป็นความจริง เอามือคลำแล้วคลานเข่าออกไปด้านหน้า ในขณะที่ได้สติกลับมาก็ได้ยินเสียงดังอึกทึกมาจากไกล ๆ ผมยื่นมือออกไปทางที่ได้ยินเสียงของคนอื่น

ผมจับลูกบิดประตูแล้วหมุน ประตูเปิดออกดังแกร๊ก ทันใดนั้นแสงสว่างก็แยงตาอย่างแรง ผมนั่งอยู่บนพื้น ขมวดคิ้วแล้วรีบเอาฝ่ามือมาบังตาอย่างรวดเร็ว เสียงผู้คนดังเอะอะกระทบเข้าแก้วหูราวกับคลื่นถาโถม ผมตั้งสติไม่ได้ ราวกับกำลังยืนอยู่โดยไม่ทันระวังแล้วถูกคลื่นลูกใหญ่ซัด ตัวที่ยันด้วยเข่ากำลังโซเซ

“ยอง”

น้าตะโกนเหมือนกรีดร้องแล้ววิ่งเข้ามารับร่างกายที่โงนเงน เรียกชื่อผมว่ายอง ผมเอามือที่บังตาออก ค่อย ๆ กะพริบตาลืมขึ้นมา สายตาเริ่มคุ้นกับแสงจากหลอดไฟนีออนสีขาวที่แทบจะใกล้เคียงกับสีฟ้า มองเห็นใบหน้าของน้า มีกลิ่นอาหารโชยมาจากตัวน้าที่ใส่ผ้ากันเปื้อนทับชุดสีดำ

“ดูเหงื่อสิ ฝันร้ายเหรอ”

น้าใช้ผ้ากันเปื้อนที่มีกลิ่นน้ำมันเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้ แล้วเดาะลิ้นเหมือนรู้สึกสงสาร พอผมขยับปากเพื่อจะพูดบางอย่าง ริมฝีปากที่แห้งมากก็แตกจนได้รสเลือด

“อุตส่าห์ให้เข้ามาพักผ่อนสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้หลับดี ๆ จะเป็นแบบนี้เพื่อให้น้าทุกข์ใจเหรอ”

น้าจับตัวผมให้พิงกับกำแพงแล้วหายออกไปข้างนอก จากนั้นก็เอาน้ำอุ่นแก้วหนึ่งมาจ่อให้ที่ปาก ผมเอาริมฝีปากแตะน้ำแล้วกลืนลงไป

“น้า ๆ”

“น้าอยู่นี่แล้ว”

“ที่นี่คือที่ไหนครับ”

บรรยากาศที่หนักอึ้ง เสียงดังเอะอะ แสงจากหลอดไฟนีออนสีขาวจ้าจนแสบตา ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญมาจากไกล ๆ และกลิ่นธูปทำให้แสบจมูก

“สงสัยยังไม่หายง่วงดีสินะ”

น้าวางแก้วน้ำลงแล้วใช้มือเช็ดหน้าผากที่ชุ่มด้วยเหงื่อจนเปียก ผมดันมือของน้าออกแล้วมองไปรอบ ๆ เห็นพ่อนั่งพิงกำแพงอยู่อีกฝั่ง ใบหน้าของพ่อที่ใส่สูทสีดำนั่งอย่างหมดแรงดูคุ้นเคยเหมือนกับที่เคยเห็นเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แต่ก็ไม่คุ้นตาคล้ายไม่ได้เห็นเต็มตามาหลายปี ด้านข้างนั้นมีรูปแม่อยู่บนแท่นพิธี

นี่คืองานศพของแม่

ผมนิ่งอึ้งมองรูปแม่ ยอง เป็นอะไรไป น้าจับบ่าผมแล้วเขย่า น้ำเสียงที่ถามเหมือนรู้สึกแปลกนั้นผ่านหูไป ผมเอาแขนกับขายันพื้น ค่อย ๆ คลานไปอยู่ฝั่งตรงข้ามด้านหน้ารูปแม่ ใช้สองมือยกกรอบรูปแม่เอาเข้ามากอดจึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

ฮึก ๆ ผมปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาโดยไม่เก็บซ่อน อย่าเป็นแบบนี้สิยอง น้ายื่นมือออกมาพยายามจะเอากรอบรูปที่ผมกอดไว้ไป ผมถอยหนีไปด้านหลังพร้อมกับส่ายหัว

นึกว่าลืมความทรงจำนี้ไปแล้วเสียอีก นึกว่าลืมช่วงเวลานี้ไปเสียแล้ว ไม่สิ ผมคิดมาตลอดว่าไม่มีทางเป็นแบบนั้นนี่ ผมสงสัยอยู่ตลอดว่าจะลืมได้ยังไงไม่ใช่เหรอ

ผมจับกรอบรูปที่กอดไว้แน่นและระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา รู้สึกได้ว่าแขกที่มาร่วมงานซึ่งกำลังนั่งกินอาหาร และดื่มเหล้าอยู่ที่ส่วนรับรองแขกกำลังมองมาทางนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเดาะลิ้นบ้าง แต่ไม่มีใครตำหนิการร้องไห้โฮของเจ้าภาพงานศพที่ยังอายุน้อย

“ทำยังไงดี ยองของน้าน่าสงสารเหลือเกิน พี่สาวของฉันที่ทิ้งยองไว้จะต้องเสียใจแน่ ๆ แล้วจะหลับตาลงอย่างสนิทใจได้ยังไง”

น้าที่อยู่ข้าง ๆ ตั้งใจจะห้ามผมไม่ให้ร้องไห้ แต่สุดท้ายกลับร้องไห้ออกมาอย่างหนักเสียเอง เสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญอย่างเศร้าโศกดังไปทั่ว พ่อที่นั่งพิงกำแพงกำลังมองมาทางนี้ด้วยดวงตาแดงก่ำ มือกดลงบนขอบตาที่บวมแดงเพราะความเศร้า แต่ก็ปิดบังน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ได้

ความเสียใจในตอนนี้ไม่มีทางเป็นความฝัน ความเจ็บปวดที่รู้สึกปานใจจะขาดแบบนี้ไม่มีทางเป็นฝันกลางวันแน่นอน ผมนั่นแหละที่แค่ฝันไปชั่วครู่ เป็นแค่ภาพลวงตาที่ผมสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวด้วยจิตใจที่อยากลืมเพราะความเศร้าครั้งนี้หนักหนามาก

ผมยกกรอบรูปที่กอดไว้ขึ้นไปวางบนแท่นพิธี จากตอนแรกที่นั่งอยู่ ขณะยกตัวลุกขึ้นก็มีเงาทอดยาวมาจากทางด้านหลัง ผมผงะถอยแล้วหันกลับไปมองเพราะรู้สึกเหมือนกำลังถูกเงานั้นกดทับ จึงเห็นผู้คนที่เพิ่งเข้ามาในห้องตั้งหีบศพ

“เอ่อ…”

ผมรีบสูดหายใจเข้า

มันควรเป็นความฝันสิ

คนสองคนที่เข้ามาในห้องตั้งหีบศพเดินเข้าไปเพื่อจะจุดธูป ผมยืนขวางผู้ชายสองคนนั้นโดยมีกรอบรูปของแม่อยู่ด้านหลัง น้าจึงรีบเข้ามาจับมือผมแล้วดึงหลบ ชายแก่คนหนึ่งจุดธูปแล้วไหว้ศพพร้อมกับผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นก็หันไปทางเจ้าภาพ ผมนิ่งอึ้งมองผู้ชายคนที่ยืนอยู่ข้างชายแก่

นั่นเป็นความฝันนี่ เมื่อกี้คือความฝันไม่ใช่เหรอ

พ่อเข้ามาโค้งคำนับแทนผมซึ่งเป็นเจ้าภาพที่กำลังยืนอึ้งสติหลุดลอยอยู่ คนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนสักครั้งพวกนี้คงจะเป็นแขกของพ่อ ผมมองชายแก่ที่เข้ามาพูดคุยกับพ่อไม่กี่คำ ก่อนละสายตาไปมองผู้ชายที่ยืนเงียบอยู่หลังชายแก่คนนั้น

“นี่ลูกชายของประธานซอมุนเหรอ”

“ใช่ครับ ลูกชายผมเอง”

ชายแก่ถามพลางมองผม พ่อพยักหน้าตอบพร้อมกับจับไหล่ผมดึงเข้าไปยืนข้าง ๆ

“อายุยังน้อยแท้ ๆ น่าสงสารนะ…”

ชายแก่ก้มหลังเล็กน้อยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม สายตาของเขามองหน้าผมอย่างพิจารณา เดาะลิ้นแสดงความอึดอัดใจเหมือนมองสัตว์ตัวน้อยที่สูญเสียแม่ แต่ก็แปลกที่สายตานั้นห่างไกลจากความสงสาร ความรู้สึกเหมือนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของสัตว์เลื้อยคลานที่ผิวหนังเป็นมันลื่นทำให้ผมถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทันใดนั้นชายแก่ก็ยิ้มเห็นฟันโดยไม่เอ่ยคำใด

“เดี๋ยวพ่อออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่ง”

พ่อกระซิบข้างหู จำไม่ได้ว่าตัวเองพยักหน้าหรือเปล่า พอเห็นพ่อกับผู้ชายอีกคนเดินนำหน้าชายแก่ออกไปนอกห้องตั้งหีบศพ ผมก็เดินตามหลังไปโดยไม่รู้ตัว

พวกเขาเดินออกจากอาคารจัดงานศพโดยไม่มีการพูดคุยอะไรเป็นพิเศษพอที่จะบอกได้ว่ามีความสนิทชิดเชื้อกัน พ่อพูดคุยกับพวกเขาแค่ไม่กี่คำอยู่หน้ารถหรูที่จอดห่างออกไปจากอาคารไม่กี่เมตร แล้วล้วงกระเป๋าสตางค์จากหน้าอกหยิบนามบัตรออกมาแลกกับผู้ชายอีกคนเหมือนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ชายแก่ตบบ่าของพ่อประมาณสองครั้ง จากนั้นพ่อก็โค้งให้เป็นการลา ชายแก่ยิ้มจนเห็นฟันดูไม่เหมาะกับงานศพ พอเขาขึ้นรถไปแล้ว รถก็แล่นออกจากที่จอดรถ หลังจากพ่อผงกหัวให้ผู้ชายอีกคนเล็กน้อยก็กลับเข้าไปในอาคารจัดงานศพ

ความมืดในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะขึ้นปกคลุมที่จอดรถ ผู้ชายอีกคนยืนอยู่คนเดียวครู่หนึ่งแล้วหยิบกล่องบุหรี่ออกมาจากตรงอก คาบไว้ที่ปากหนึ่งมวน แกร๊ก เสียงดังขึ้นพร้อมกับไฟสีแดงที่จ่อปลายบุหรี่ ผมยืนจ้องผู้ชายคนนั้นจากจุดที่ห่างออกมาประมาณสามถึงสี่เมตร

นั่นเป็นความฝัน เป็นเหมือนภาพลวงตาที่ผมสร้างขึ้นมานี่นา ผู้ชายที่อยู่ในความฝัน ผู้ชายที่ผมคิดสร้างขึ้นมา ตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงนี้ เป็นเรื่องที่เหลวไหลจริง ๆ ผู้ชายที่ชื่อพอมจูโดเป็นภาพลวงตา เป็นความฝัน ไม่ใช่ความจริงแน่นอน

ผมเดินเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นราวกับถูกดึงดูด ก้นบุหรี่ที่เขาทิ้งหล่นลงด้านหน้ารองเท้าแล้วกระเด็นออกไป พอเขารู้ตัวก็เงยหน้าขึ้นมองผม

“…ลุง”

ผมเลียริมฝีปากเพื่อให้ปากที่แห้งชุ่มชื้นขึ้น ผู้ชายคนนั้นขมวดคิ้วมองเหมือนเพิ่งเคยเห็นผมเป็นครั้งแรก ดูเหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นเจ้าภาพงานศพของคุณคิมซุกจาที่เพิ่งเข้าไปแสดงความเสียใจมาเมื่อกี้

“ขอโทษนะครับ วันนี้วันที่เท่าไหร่”

“…วันที่เก้า มีนาคม”

เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ช่วยบอกปีด้วยได้ไหมครับ”

เขาคงคิดว่าผมอาจจะเป็นคนเสียสติ จึงหยิบบุหรี่มาคาบไว้อีกหนึ่งมวนแล้วจุดไฟ ก่อนจ้องผม

แล้วคุณชื่ออะไรครับ

ถ้าผมถามถึงขนาดนั้นเขาจะต้องมองว่าผมเพี้ยนแน่นอน ควันที่เขาพ่นออกมาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ช่วงเช้าตรู่ที่อากาศหนาวเย็น ผมมองควันที่คล้ายกับหมอกทึบ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องพูดออกมา

“คุณชื่ออะไรครับ”

ใส่ความเห็น