[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 84 : ท่านถูกตัวข้าขโมยจูบก็ยังไม่รู้ตัว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

————————————————————-

 

84

ท่านถูกตัวข้าขโมยจูบก็ยังไม่รู้ตัว

 

ตอนที่ฉู่หว่านหนิงตื่นขึ้นมาก็เห็นโม่หรานกำลังนั่งเท้าแก้มใจลอยอยู่ที่โต๊ะ แสงตะเกียงเท่าเมล็ดถั่วสะท้อนจับนัยน์ตาดำขลับของเขา ดูว่างเปล่าเลื่อนลอย

“…”

ฉู่หว่านหนิงจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับไร้เรี่ยวแรง จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ

ม่านลายหุยเหวิน [1] สีเทาอมม่วงพลิ้วไหวเบาๆ เขาหันไปมองโม่หรานเงียบๆ แต่คนโง่งมผู้นั้นยังจมจ่อมอยู่กับตัวเอง ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่าอาจารย์ตื่นแล้ว

เรื่องนี้ไม่อาจโทษเขา ไม่ว่าผู้ใดเมื่อรู้ว่าคนรักของตนมีบุตรกับสตรีอื่นมาก่อน ความกระทบกระเทือนที่ได้รับย่อมไม่น้อย

ซย่าซือนี่เป็นบุตรนอกสมรสของฉู่หว่านหนิงจริงหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร…ฉู่หว่านหนิงทั้งถือตัวและจุกจิกเช่นนี้ สตรีใดในโลกจะเข้าตาเขาได้

แต่หากเรื่องบุตรนอกสมรสเป็นเรื่องจริง ชาติที่แล้วฉู่หว่านหนิงก็ต้องมีเด็กคนนี้เช่นกัน แต่อยู่ร่วมกันตั้งหลายปี ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและท่าทีในยามปกติ หรือว่าเรื่องบนเตียงของฉู่หว่านหนิง ก็ล้วนไม่มีจุดใดที่ใกล้เคียงกับคำว่า “เป็นสามีคนอื่น”

แต่รัดเกล้าผีเสื้อทองนี่มันอะไรกันแน่!

โม่หรานเอาหน้าผากโขกโต๊ะด้วยความหงุดหงิด สับสนจนจะบ้าแล้ว!

เดิมเขาก็ไม่ฉลาด การคิดอะไรวกวนซับซ้อนประเภทนี้ยิ่งไม่ชำนาญเป็นที่สุด ยิ่งคิดศีรษะยิ่งพองโต สุดท้ายก็กุมศีรษะถอนหายใจเฮือกๆ ฟุบหน้านิ่งอยู่กับโต๊ะ

“โม่หราน เจ้าทำอะไร”

น้ำเสียงทุ้มนิ่งรื่นหูเจือความแหบพร่าเล็กน้อยดุจหยกคุนซานแหลกละเอียดดังขึ้นในห้อง

โม่หรานดีดตัวผึง เอ่ยหน้าตาตื่น “อาจารย์ ท่านตื่นแล้ว?”

“อืม” ฉู่หว่านหนิงไอเบาๆ เหลือบตามองเขา “ที่นี่…คือเรือนแรมบนเกาะน้อยหลินหลิงหรือ”

“ใช่…ใช่แล้ว” โม่หรานลุกขึ้น เดินมายังข้างเตียง พลันเห็นริมฝีปากล่างของฉู่หว่านหนิงคล้ายจะแตกเล็กน้อย นึกได้ว่าเมื่อครู่ลืมตัวไปชั่วขณะจนไม่อาจควบคุมตนเอง ใบหน้าพลันแดงเถือก

เห็นเขาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฉู่หว่านหนิงจึงถาม “เป็นอะไรไป”

“ไม่มีอะไรๆ” โม่หรานโบกมือซ้ำๆ เบี่ยงหัวข้อสนทนา “คืออย่างนี้ ตอนอยู่ที่หอเซวียนหยวน จู่ๆ อาจารย์ก็หมดสติไป ข้าจึงอุ้ม…แค็ก พาท่านมาพักที่นี่ ทั้งยังให้หมอจ่ายยา จากนั้นก็…”

ก็ได้ยินท่านละเมอ นึกถึงเรื่องในอดีต จึงทนไม่ไหวจูบท่านไป

แต่คำพูดเหล่านี้ไหนเลยจะเอ่ยออกจากปากได้ เสียงของโม่หรานยิ่งพูดยิ่งเบา แววตาเลิ่กลั่กอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น ดูกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด

ฉู่หว่านหนิงได้ยินว่าเขาตามหมอมา ซ้ำยังเห็นสีหน้าเขาผิดปกติ หัวใจก็เต้นรัว กลัวว่าเขาจะรู้เรื่องที่ตนถูกพิษทำให้ร่างกายกลายเป็นเด็ก มือขยุ้มผ้าห่มเงียบๆ อย่างอดไม่ได้ ขณะถามเสียงแหบพร่า

“หมอว่าอย่างไร”

“หมอบอกว่าอาจารย์ได้รับผลกระทบจากเทพศัสตรา ทำให้ร่างกายไม่อาจต้านทาน” โม่หรานลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “อาจารย์ แก่นวิญญาณท่าน…”

“ไม่เป็นไร อ่อนแอกว่าคนทั่วไปเท่านั้น”

โม่หรานตะลึง เดิมเขายังคิดถึงเรื่องรอยแผลบนหน้าอกของฉู่สวินกับฉู่หว่านหนิง คาดเดาว่าระหว่างสองคนน่าจะมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง ทว่าพอได้ยินฉู่หว่านหนิงเอ่ยเช่นนี้ ก็ดูเหมือนจะมิได้เป็นเช่นนั้น จึงอดถามไม่ได้ “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อาจารย์ฝีมือเก่งกาจ แก่นวิญญาณย่อมไม่มีทางอ่อนแอโดยกำเนิดแน่นอน เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

“นานมากแล้ว ตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บเมื่อหลายปีก่อน ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด” ฉู่หว่านหนิงโบกมืออย่างไม่ไยดี สิ่งที่เขากังวลมิใช่เรื่องนี้…แต่เป็น” หมอยังพูดอะไรอีกหรือไม่”

โม่หรานส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”

แสงเทียนสลัวราง ฉู่หว่านหนิงมองเขาอย่างจริงจัง “เช่นนั้นเมื่อครู่เจ้าเอาหัวโขกโต๊ะทำไม”

“…” โม่หรานทนอึดอัดอยู่สักพัก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เปิดเผยเสียดื้อๆ ล้วงรัดเกล้าผีเสื้อทองนั้นออกจากในแขนเสื้อมาวางไว้บนฝ่ามือ

“ข้าพบสิ่งนี้”

“…”

“บนตัวท่าน”

รัดเกล้าเปล่งประกายสีทองแวววาว หัวใจของฉู่หว่านหนิงดิ่งวูบ

เขารู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายก็ปิดไม่อยู่

ฉู่หว่านหนิงถอนหายใจ นิ่งเงียบไปนาน ทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไร สุดท้ายเขาหลับตาลง กำลังจะบอกความจริงออกไป กลับได้ยินโม่หรานพึมพำเบาๆ “อาจารย์ ซย่าซือนี่…คือบุตรชายท่านจริงๆ หรือ”

ฉู่หว่านหนิง “…”

ตาเบิกกว้าง เลือดในกายที่เย็นจนจับแข็งเมื่อครู่ไหลเวียนอีกครั้ง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ฉู่หว่านหนิงได้แต่จ้องโม่เวยอวี่ที่มีสีหน้าสับสนอยู่ข้างเตียงนิ่งๆ แววตาค่อยๆ สื่อความหมายเป็นคำว่า ‘ปัญญาอ่อน’

“ถูกต้อง” ฉู่หว่านหนิงยื่นมือไปเก็บรัดเกล้าผีเสื้อทองกลับมาอย่างเฉยชา โดยไม่รอให้โม่หรานตอบสนอง “เคยบอกเจ้าแต่แรกแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงถามอีก”

โม่หรานปิดหน้ากล่าว “ข้าเพียงแค่…ถามดูให้แน่ใจอีกที…”

แม้ฉู่หว่านหนิงจะยอมรับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าซย่าซือนี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ทว่าสุดท้ายโม่หรานก็ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาข่มความอัดอั้นอย่างรุนแรงเอาไว้ ลอบตัดสินใจว่า รอเจอซย่าซือนี่ก่อน จะต้องถามเขาให้ได้ ตราบใดที่สองคนนี้ไม่หยดเลือดพิสูจน์ ให้ตายข้าก็ไม่มีวันเชื่อ!

หลังจากปรับลมหายใจสักพัก กำลังวังชาของฉู่หว่านหนิงก็ค่อยๆ กลับคืนมา ลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้

“เสื้อผ้าข้า…”

เขาลูบอกเสื้อตนเอง ตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะนิ่วหน้า “เหตุใดจึงไม่เรียบร้อยเช่นนี้”

โม่หราน “แค็ก”

ด้วยกลัวว่าเขาจะจำอะไรขึ้นมาได้ โม่หรานจึงรีบหาเรื่องพูด “อาจารย์ ท่านหิวแล้วกระมัง ได้ยินว่าอาหารที่นี่ไม่เลว ทำน้ำแกงเต้าหู้ฝอย [2] ได้อร่อยเป็นพิเศษ เราลงไปลองชิมดูดีหรือไม่ ข้าเลี้ยงเอง”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “เป็นเงินที่ข้าให้เจ้ามิใช่หรือ”

แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่ยังคงสะบัดแขนเสื้อกว้าง ผลักประตูเดินลงไปชั้นล่าง

อาหารบนเกาะน้อยหลินหลิงคล้ายคลึงกับอาหารหยางโจว สดใหม่มีเอกลักษณ์ รสชาติกระเดียดหวาน ซึ่งเข้ากับความชอบของฉู่หว่านหนิง

ยามนี้งานประมูลของหอเซวียนหยวนสิ้นสุดลงแล้ว เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญส่วนใหญ่ออกเดินทางจากไปแล้ว พวกโม่หรานจองห้องพัก จึงไม่ต้องเจาะจงสวมเสื้อคลุมปิดบังตัวตน พอสองคนนั่งลงที่โต๊ะ เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกชาปี้หลัวชุน [3] มาสองถ้วย พร้อมยื่นรายการอาหารให้ ก่อนจะถอยออกไป

“อาจารย์ดูก่อนเถอะ”

“เจ้าเลือกเลย อาหารแถบเจียงหนาน ข้ากินได้หมด” ฉู่หว่านหนิงว่าพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

ทว่าพอน้ำชาแตะถูกริมฝีปาก เขาก็มุ่นคิ้วฉับ “…”

โม่หราน “เป็นอะไรหรือ ลวกปาก?”

“…ไม่เป็นไร อาจเพราะอากาศแห้ง ปากเลยแตกนิดหน่อย” ฉู่หว่านหนิงกล่าว พลางลูบริมฝีปากของตนอย่างแคลงใจ

แปลกจริง ปากแตกตั้งแต่เมื่อใด

“…”

โม่หรานก้มหน้าด้วยความร้อนตัวทันที

กว่าอาหารจะยกมาตั้งโต๊ะต้องใช้เวลาสักพัก ระหว่างนี้ฉู่หว่านหนิงกับโม่หรานจึงคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหอเซวียนหยวน เนื่องจากทั้งสองออกจากงานก่อน จึงไม่รู้ว่าสุดท้ายเทพศัสตราตกอยู่ในมือผู้ใด แต่นี่ไม่เป็นไร เพียงออกไปสอบถามดูก็รู้แล้ว

ระหว่างพูดคุย บนโต๊ะก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยอาหารหยางโจวละลานตา ฉู่หว่านหนิงเห็นว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ จึงไม่คุยเรื่องนี้อีก เขากวาดตามองถ้วยชามเต็มโต๊ะ เงียบไปสักพักก็ตวัดสายตาขึ้นจ้องเด็กหนุ่มที่ยิ้มอย่างประหม่าอยู่ตรงข้าม

ฉู่หว่านหนิงถาม “เจ้าเคยมาเจียงหนานมาก่อน?”

โม่หรานซึ่งผ่านมาแล้วชาติหนึ่งย่อมเคยไปยลทิวทัศน์ของดอกซิ่ง [4] ในหมอกฝนของเจียงหนานมาก่อน แต่เขาไม่ลืมว่ายามนี้ตนเพิ่งอายุสิบเจ็ดปี เพิ่งมาอยู่ที่ยอดเขาสื่อเซิงได้สองปีกว่า ดังนั้นจึงส่ายหน้าทันที “ไม่เคย”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตา สีหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงกังวาน “แต่อาหารทั้งโต๊ะนี้เจ้ากลับสั่งได้ดี”

“…!”

ได้ยินเช่นนี้ โม่หรานพลันนึกขึ้นได้ อาหารของตนล้วนสั่งตามความชอบของฉู่หว่านหนิง เดิมอยากให้เขากินดีสักหน่อยเพื่อฟื้นฟูร่างกาย กลับลืมไปว่าตนไม่ควรรู้เรื่องอาหารไหฺวหยางดีเช่นนี้

“ตอนเด็กๆ ข้าทำงานในครัวของโรงดนตรี ต่อให้มีอาหารมากมายที่ไม่เคยลิ้มลอง แต่อย่างน้อยก็เคยได้ยินมาบ้าง”

ฉู่หว่านหนิงไม่ได้ซักไซ้ต่อ “กินข้าวเถอะ”

เจียงหนานติดน้ำ ซ้ำเกาะน้อยหลินหลิงยังมีกุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้บนโต๊ะไม้จวี่มู่ทรงจัตุรัสจึงเต็มไปด้วยอาหารทะเลและอาหารจากแม่น้ำครบถ้วน ปลาไหลกรอบเปรี้ยวหวานเหลียงซี ปลากุ้ยร่างกระรอกทอดเปรี้ยวหวาน [5] กั้งนึ่ง หอยสังข์นึ่งดอกเบญจมาศ ปลาเหลียนตุ๋นทรงเครื่อง [6] กลิ่นหอมฉุย

ส่วนอาหารจานผักและเนื้อสัตว์ อาหารเรียกน้ำย่อยและของหวาน ก็ล้วนตระเตรียมอย่างพิถีพิถัน สวยงามชวนลิ้มลอง

หัวสิงโต [7] เนื้อปูน้ำใส หมูวุ้นเย็น แกงไก่ตุ๋นเต้าหู้เส้น เสี่ยวหลงเปาไส้น้ำแกง แกงเต้าหู้ฝอย และอีกมากมายจนบรรยายไม่หวาดไม่ไหว

โม่หรานเอามือเท้าแก้ม มองเสี่ยวเอ้อร์วางจานขนมดอกกุ้ยลงบนโต๊ะเป็นอย่างสุดท้าย จากนั้นมองฉู่หว่านหนิงเงียบๆ พลางคิดในใจ วันนี้มีอาหารมากเช่นนี้ ไม่รู้เขาจะเลือกกินอย่างไหนก่อน

พอคิดแล้วก็ลอบเดิมพันกับตนเอง

ต้องเป็นหัวสิงโตเนื้อปูแน่

นี่คืออาหารหยางโจวที่ฉู่หว่านหนิงโปรดปรานที่สุด ดังคาด หลังจากอาหารทุกจานตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ตะเกียบของเขาก็ยื่นไปที่จานนั้นก่อนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

โม่หรานลอบถอนใจ คนผู้นี้เดาง่ายอะไรอย่างนี้ ไม่ว่าจะกินหรือทำอะไร ล้วนไม่เคย

ตุ้บ! หัวสิงโตกลมดิ๊กน่ารักลูกหนึ่งตกลงในชามโม่หราน

เปลี่ยน…

โม่หรานเงยหน้าขึ้นอย่างอึ้งงัน สีหน้าฉายแววตกใจ “อะ…อาจารย์”

“หลายวันนี้ร่างกายข้าเจ็บป่วย รบกวนเจ้าดูแลแล้ว”

ข้าไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง โม่หรานตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

ฉู่หว่านหนิงบอกข้าว่า… “รบกวนเจ้าดูแล?”

ชาติก่อนเขาไม่เคยได้ยินอาจารย์เอ่ยคำพูดเช่นนี้เลยสักครั้ง!

ฉู่หว่านหนิงเห็นใบหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามค่อยๆ แดงขึ้น หว่างคิ้วคลายออก ดวงตาค่อยๆ เบิกกว้าง ผมเส้นหนึ่งตรงหน้าผากชี้โด่เด่ สั่นไหวไปมา ฉู่หว่านหนิงรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่ยังต้องรักษามาด จึงจิบชาอย่างเยือกเย็น

เจ็บปากชะมัด…

ความจริงช่วงที่เขาอยู่กับโม่หรานในฐานะซย่าซือนี่นั้น ฉู่หว่านหนิงนึกตำหนิตนเองเสมอ ตกกลางคืนมาคิดทบทวน ก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาตนเข้มงวดแข็งกระด้างเกินไปจริงๆ กับโม่หรานยิ่งไม่เคยปกปิดสีหน้าท่าที นับจากนั้นมา เขาจึงบอกตนเองว่า รอให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพดังเดิมแล้ว จะไม่ทำเช่นนั้นอีกเป็นอันขาด จะมากจะน้อยก็ต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง

ตอนที่เสวียนจีมายังแดนธารดอกท้อ ฉู่หว่านหนิงกระแอมไออยู่นาน กว่าจะฝืนเอ่ยปากถามเขาได้ว่าทำอย่างไรศิษย์จึงจะกลัวตนเองน้อยลง

เสวียนจีตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็บอกว่า “อันดับแรก ท่านต้องแสดงความรักและห่วงใยต่อศิษย์อย่างเหมาะสม”

แสดงความรักและห่วงใย…

ฉู่หว่านหนิงนึกได้ว่าโม่หรานอาจไม่เคยกินหัวสิงโตเนื้อปู ดังนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หัวสิงโตเนื้อปูน้ำใส ใช้หมูติดมันชั้นดีมาสับละเอียด ผสมกับไข่กุ้ง เนื้อปู และไข่ปู ปั้นเป็นก้อนกลมเนื้อแน่น นำหัวสิงโตที่ปั้นได้รูปแล้วเคี่ยวในน้ำแกงใส ใส่ผักชิงไช่ลงไป เวลากินตักใส่หม้อดินเผา สีสันสวยงามยิ่งนัก”

“…”

โม่หรานนิ่งงันไปแล้ว

กินข้าวก็กินข้าวสิ จะร่ายตำรับอาหารทำไม!

ฉู่หว่านหนิงกลับรู้สึกว่าตนอุตส่าห์อดทนแนะนำ นับเป็นการแสดงความรักความห่วงใยอย่างหนึ่งต่อศิษย์ ดังนั้นการกินอาหารในเวลาต่อมา โม่หรานจึงชิมอาหารแต่ละจานรอบหนึ่ง พลางฟังบรรยายรายละเอียดอาหารยาวเหยียดที่เหมือนกับท่องมาจากบันทึกอาหารเจียงไหฺว

หากมิใช่เพราะน้ำเสียงฉู่หว่านหนิงทุ้มต่ำไพเราะ โม่หรานคงล้มโต๊ะไล่คนไปแล้ว

“นี่ ได้ยินข่าวหรือไม่ ของประมูลชิ้นสุดท้ายของหอเซวียนหยวนถูกคนสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋ประมูลไปได้!”

ห้องรับรองส่วนตัวกั้นแยกด้วยมู่ลี่ไม้ไผ่ เสียงพูดคุยกันในห้องข้างๆ ค่อนข้างดัง พวกโม่หรานจึงได้ยินอย่างชัดเจน

ฉู่หว่านหนิงพลันหยุดแนะนำ “หมูวุ้นเย็น” แลกเปลี่ยนสายตากับโม่หราน จากนั้นก็จดจ่อเงี่ยหูฟัง

ชายหยาบกระด้างคนหนึ่งกำลังพูด “จะไม่ได้ข่าวได้อย่างไร เป็นเทพศัสตรากระมัง ราคาสามล้านล้านตำลึงทอง จ่ายทันทีตรงนั้น ไอ้หยา ราคาสูงเสียดฟ้าจริงๆ ชาตินี้ข้ายังไม่เคยเห็นเงินมากถึงเพียงนั้นมาก่อนเลย”

“ดูเจ้าสิ เจ้าไม่รู้รึว่า นอกจากเทพศัสตราเล่มนี้ สำนักหรูเฟิงยังจ่ายอีกห้าพันหมื่นซื้อเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อด้วย!”

“สวรรค์ เบาะคนงามกระดูกผีเสื้อนี่เอามากินทั้งเป็นหรือฝึกบำเพ็ญคู่มิใช่หรือ การบำเพ็ญที่น่าเหยียดหยามพรรค์นี้ สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้ากลับกระทำอย่างโจ่งแจ้ง เช่นนี้ไม่เข้าท่าเกินไปแล้ว!”

“สหายซูกล่าวผิดแล้ว เบาะคนงามกระดูกผีเสื้อคือการฝึกบำเพ็ญที่สมเหตุสมผล หาใช่เคล็ดวิชาต้องห้ามไม่ เบาะคนงามแม้หน้าตาเหมือนๆ กับเรา แต่ถึงอย่างไรก็มิใช่มนุษย์ นี่ก็เหมือนกินผลไม้เซียนมาช่วยให้การฝึกก้าวหน้า ไม่มีข้อใดให้ประณาม”

“หึ อภัยที่ข้ามิอาจเห็นด้วย…”

อีกคนหัวเราะเบาๆ “ผู้ที่ซื้อเบาะคนงามนี้เหมือนจะเป็นศิษย์หนุ่มที่เร้นกายของสำนักหรูเฟิง ชื่อเยี่ยอะไรซีสักอย่าง ได้ยินว่าวางมาดเสียใหญ่โต ไม่คิดว่าจะเป็นพวกอาศัยการหลับนอนกับสตรีมายกระดับฐานการฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ ข้าว่าสำนักหรูเฟิงคงใกล้ดับแสงแล้ว”

ข้างๆ มีคนหัวเราะหึๆ “นี่จะอะไรนักหนา ใครๆ ก็ล้วนชอบของสวยของงามกันทั้งนั้น”

คนที่อยู่ด้านข้างพากันล้อมวงถกเรื่องคุณธรรมและศีลธรรม ไม่มีอะไรควรค่าให้ฟังต่อ

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยทวนเสียงเบา “เทพศัสตราถูกสำนักหรูเฟิงซื้อไปแล้ว?”

“เท่าที่ฟังเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”

ฉู่หว่านหนิงเผยสีหน้ากังวลอย่างอดมิได้ “ท่าจะยากแล้ว เรื่องนี้หากสืบหาเบาะแสต่อ ก็ต้องไปสืบที่สำนักหรูเฟิง…”

เขากล่าวเช่นนี้ โม่หรานจึงนึกขึ้นมาได้ ร้อง “อ๊ะ” ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เดิมอาจารย์เป็นคนของสำนักหรูเฟิง”

“อืม”

“ไม่อยากกลับไป?”

พอคิดถึงการกลับสำนักหรูเฟิง ฉู่หว่านหนิงก็มีสีหน้าเหนื่อยหน่าย หน้านิ่วยุ่งยากใจ “แม้สำนักนี้เป็นสำนักใหญ่เลื่องชื่อในโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูง แต่ข้าเคย…”

เขาเพิ่งพูดได้เพียงครึ่งเดียว จู่ๆ ในโถงใหญ่ก็มีเสียงโหวกเหวกดังมา “เหลาป่านเหนียง ให้เจ้าห้าร้อยตำลึงทอง จัดการเตรียมพื้นที่ทันที ไล่ลูกค้าพวกนี้ออกไปให้หมด! วันนี้คุณชายน้อยของเราจะเหมาที่นี่!”

 

 

[1] ลายประแจจีน หรือลายตะขอเกี่ยวทรัพย์ เป็นลวดลายโบราณดั้งเดิมของจีนที่มีความหมายมงคล จึงเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้ เพราะนำมาใช้ได้หลายโอกาส

[2] “เหวินซือโต้วฝุ” หรือ “เต้าหู้เหวินซือ” เป็นอาหารขึ้นชื่อของไหฺวหยาง (มณฑลเจียงซู) เล่ากันว่าเป็นอาหารที่จักรพรรดิเฉียนหลงโปรดปราน มีกรรมวิธีการทำที่ประณีต โดยนำเต้าหู้มาซอยเป็นเส้นเล็กละเอียดยิบเท่าๆ กัน ใส่ลงในน้ำแกงที่เคี่ยวจนเข้มข้น คนให้เส้นเต้าหู้กระจาย ใส่เนื้อและผักตามชอบ

[3] ชาเขียวประเภทหนึ่งของมณฑลเจียงซู จัดเป็น 1 ใน 10 อันดับสุดยอดชาจีน

[4] ดอกเอพริคอต

[5] “ซงสู่กุ้ยอวี๋” คืออาหารที่ทำจากปลากุ้ยอวี๋ตัวใหญ่ เนื้อเยอะ ก้างน้อย นำมาบั้งเนื้อถี่ๆ เมื่อนำไปทอด เนื้อส่วนที่ถูกบั้งจะตั้งตัวสูงและฟูขึ้น ทำให้ดูคล้ายตัวกระรอก จากนั้นราดน้ำปรุงรสลงไป

[6] “ไชฮุ่ยเหลียนอวี๋” เป็นอาหารดั้งเดิมขึ้นชื่อของมณฑลเจียงซู ปลาเหลียน คือปลาลิ่น หรือปลาเกล็ดเงิน เป็นปลาหัวโต อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน ตามภัตตาคารจีนนิยมนำมาประกอบอาหาร หรือกินเป็นปลาดิบ

[7] “ซือจึโถว” หรือลูกชิ้นหัวสิงห์ เป็นอาหารไหฺวหยางเช่นกัน สูตรดั้งเดิมทำจากเนื้อหมูนำมาปั้นเป็นก้อนกลมใหญ่ ตุ๋นน้ำแดง หรือน้ำใส กับผักจำพวกกะหล่ำปลี ทำให้ดูเหมือนแผงคอสิงโต ต่อมามีการพลิกแพลงหลากหลายขึ้น โดยอาจผสมกับเนื้อปู เนื้อวัว หรือทำเป็นแบบมังสวิรัติก็ได้

ใส่ความเห็น