[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.2

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ไม่ต่างจากที่คิดไว้ ไม่สิ สถานการณ์แย่กว่าที่คิดไว้นิดหน่อยด้วยซ้ำ เขาสบถคำหยาบคายออกมาเบา ๆ แล้วหันหลังให้โดยไม่สนใจผม หลังของเขาที่ใส่สูทสีดำดูแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งกว่าที่เคย ไม่ใช่ครั้งแรกแน่นอนที่ได้เห็นแผ่นหลังนั้น แต่กลับดูไม่คุ้นอย่างน่าประหลาด เหมือนเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ผมมองเขาขึ้นรถที่ผมก็เคยนั่งประมาณสองครั้งแล้วจากไปอย่างเหม่อลอย เดินโซเซกลับเข้าไปในงานเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นจากความฝัน พอถอดรองเท้าเดินเข้าไปในห้องตั้งหีบศพ น้าก็เข้ามาหาทันทีแล้วสำรวจสีหน้าของผม

“ยอง เป็นอะไรไป หือ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า สีหน้าแย่กว่าเดิมอีก”

“ไม่เป็นไรครับ”

ผมโบกมือและพยายามยิ้ม แม้แต่ตัวผมเองยังคิดว่าสีหน้าตัวเองคงไม่ดีเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ทำเหมือนกับหมดอาลัยตายอยากไม่ได้ รู้สึกเจ็บตรงลิ้นปี่มาสักพักแล้ว แต่พยายามอดกลั้นความเจ็บปวดที่คล้ายกับมีเข็มทิ่มไว้อย่างยากลำบาก เหลือบมองพ่อที่กำลังนั่งคุยกับแขกที่มาร่วมงานอยู่ตรงฝั่งรับรองแขก

“พ่อ”

ผมพยายามทรงตัวที่โคลงเคลงเดินผ่านแขกเข้าไปหาพ่อ พ่อที่กำลังดื่มเหล้าและถามสารทุกข์สุกดิบแขกเพื่อเป็นมารยาทอยู่นั้นก็หันมามองผม ใบหน้าของพ่อเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความเศร้า และความเสียใจไม่ต่างจากใบหน้าของผมเลย ผมมองใบหน้านั้นแล้วพิงบ่าของพ่อ

“เหนื่อยใช่ไหมยอง”

“พ่อ”

ผมซบหน้าลงบนบ่าของพ่อเหมือนเด็กที่กำลังงอแง พ่อยกมือที่ใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นมาโอบหลังผม ตบปลอบเบา ๆ

“อดทนอีกหน่อยนะ”

ผมพยักหน้าเหมือนเด็กที่เชื่อฟัง ยันมือกับโต๊ะไว้เพื่อจะลุก แต่มือกลับหมดแรงทรุดลงทำให้ถ้วยน้ำซุปคว่ำ น้ำซุปที่กินเหลือไว้ราดลงบนเสื้อสูทของพ่อที่เป็นรอยยับเพราะไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว

“ตายจริง พี่เขย เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

น้าที่คอยมองดูอยู่ไกล ๆ รีบเข้ามาหา

“ไม่เป็นไร แต่ฝากพายองไปหาอะไรกินสักหน่อยดีกว่า”

พ่อพูดพลางประคองตัวผมให้ตรง คงคิดว่าผมทรงตัวไม่อยู่เพราะหน้ามืด

“ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไร ตามน้าไปหาอะไรใส่ท้องหน่อยเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้”

“ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรตรงไหนกัน หน้าซีดจนเหมือนจะเป็นลมอยู่แล้ว ไปกินข้าวสักคำก็ยังดี ต้องให้ท้องอิ่มก่อนที่จะเคลื่อนศพของแม่ไปที่สุสานสิ”

พ่อบอกให้ผมรีบไปและตบบ่าผมเบา ๆ เป็นการเร่ง

“ก็ได้ครับ พ่อถอดสูทมาให้ผมหน่อย เดี๋ยวผมเอาไปซักน้ำเปล่าแล้วตากไว้ให้”

“เดี๋ยวน้าจัดการเองยอง ส่งมาให้ฉันเลยค่ะพี่เขย”

น้ารับเสื้อนอกจากพ่อมาถือไว้แล้วจับมือผมลากออกมาจากห้องตั้งหีบศพ

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวน้ารีบไปเอาข้าวใส่น้ำซุปมาให้”

หลังจากให้ผมนั่งลงที่พื้น น้าก็เดินไปที่ห้องตักอาหาร เพราะรีบไปก็เลยลืมเอาเสื้อสูทของพ่อไปด้วย เสื้อจึงหล่นอยู่กับพื้น ผมจ้องมองเสื้อตัวนั้นแล้วใช้มือดึงเข้ามา พอค้นกระเป๋าดูก็มีกระดาษแข็งใบหนึ่งโดนที่ปลายนิ้ว ผมหยิบมันออกมาอย่างระวัง

นามบัตรสีขาวแข็งราวกับจะบาดมือได้มีแค่ชื่อเจ้าของนามบัตรสามตัวอักษรกับที่อยู่ ราวกับจะบอกว่าไม่ต้องการสิ่งไม่จำเป็นอื่น ๆ ผมมองสิ่งนั้นแล้วขยับปากตามชื่อของเขา

พอมจูโด

ถึงจะเป็นชื่อที่ได้ยินไม่บ่อย แต่เป็นชื่อที่รู้จักแน่นอน

นอกจากป้ายหน้าหลุมฝังศพที่ยังดูใหม่กับหญ้าคลุมหลุมฝังศพที่ยังไม่โตซึ่งทำให้หลุมฝังศพยังโล้น ก็ไม่มีอะไรต่างจากสุสานที่เคยมายืนมองกับผู้ชายคนนั้นเลย สถานที่ฝังศพแม่ ตำแหน่งของสุสาน ตัวอักษรที่อยู่บนป้าย ทุกอย่างไม่ต่างจากที่ผมเคยเห็นเลย

เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง

ปกติเรื่องที่เคยเจอมาในชีวิตจริงนั้นอาจเห็นซ้ำในความฝันได้ แต่คนเราเห็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นในความฝันก่อนได้ด้วยเหรอ ต่อให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยจินตนาการก็ควรมีขอบเขตของมันนี่นา ใบหน้า ชื่อ หรือแม้แต่เสียงของคนที่ไม่เคยเจอ ไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ไม่มีทางฝันได้อย่างแม่นยำขนาดนั้นหรอก อย่างกับว่าผมได้แอบดูเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…หรือว่าจะเป็น…การรู้ล่วงหน้า

พอคิดแบบนั้นผมก็รีบส่ายหัวเพราะรู้ตัวว่ากำลังคิดไปไกลเกินไปแล้ว แม้เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ แต่ไม่ต้องหาคำอธิบายก็ได้ ไม่คิดจะเล่าให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็ยืนอยู่ตรงนี้

ผมยืนมองหลุมศพของแม่อย่างเลื่อนลอย แล้วกลับบ้านกับพ่อ ญาติพี่น้องที่เคยร้องไห้คร่ำครวญและมาช่วยดูแลบ้านให้กลับไปแล้ว บ้านที่เหลืออยู่กับพ่อแค่สองคนนั้นเงียบเหงาแปลก ๆ เหมือนกับบางอย่างที่สำคัญได้หายไป ต่อให้ทั้งพ่อและผมไม่ต้องเปิดปากพูดก็รู้ดีว่าสิ่งนั้นคืออะไร

ผมเปิดประตูชานบ้านที่มองออกไปเห็นสวนทิ้งไว้ พอนั่งลงก็ไอเพราะลมหนาวทันที เหมือนได้ยินแต่เสียงของแม่ที่บอกว่านอนแบบนั้นเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกยอง แล้วมีผ้าห่มบาง ๆ คลุมลงบนไหล่

“แม่!”

พอหันหน้าไปก็เห็นสีหน้าเป็นห่วงของพ่อ

“พ่อ”

“เดี๋ยวไม่สบาย”

“…ขออยู่แบบนี้อีกหน่อยแล้วจะปิดประตูครับ”

ผมไหล่ตกตอบกลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรง พ่อตบบ่าผมราวกับรับรู้ความรู้สึกต่อให้ไม่ต้องบอก

“พ่อต้องไปบริษัท”

พ่ออาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ตอนนี้เหรอครับ”

“ใช่ หายไปนานไม่ได้หรอก”

พ่อมองผมด้วยสายตาที่แฝงความเป็นห่วง

“ไปเถอะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“อยู่คนเดียวได้รึเปล่า”

“ได้สิครับ ผมไม่ใช่เด็กแล้วสักหน่อย จะเป็นอะไรไปครับ”

ถึงพ่อจะไม่ได้หมายความว่าดูแลบ้านคนเดียวได้ไหม แต่ผมก็ตอบโดยที่ทำเป็นยิ้มอย่างไม่รู้ พ่อก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

“เดี๋ยวกลับมา”

“…จะกลับดึกไหมครับ”

“อยากรีบกลับมาเหมือนกัน แต่อาจจะดึกก็ได้”

สีหน้าพ่อดูเหนื่อยล้าเกินกำลัง ผมควรเป็นคนถามมากกว่าว่าพ่อจะไม่เป็นไรใช่ไหม

“อย่าหักโหมมากเกินไปนะครับ”

“ต้องล็อกประตูด้วยล่ะ เข้าใจไหม”

พอเห็นพ่อกำชับซ้ำ ๆ ผมก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ได้ครับ”

พอพ่อได้ยินคำรับปากว่าผมจะนั่งตรงนี้อีกสิบนาทีแล้วจะปิดประตูชานบ้านแน่นอนจึงยอมออกจากบ้าน คงจะเป็นเพราะไม่ค่อยเชื่อใจเท่าไหร่ ผมมองดูจากชานบ้าน พอเห็นพ่อออกจากประตูรั้วก็ละสายตากลับมามองที่สวน เหมือนว่าอีกเดี๋ยวแม่ก็จะถือสายยางออกมารดน้ำต้นไม้

เป็นความคิดที่ไร้สาระ ผมส่ายหัว ลุกจากที่นั่งแล้วปิดประตูชานบ้าน แม้จะล็อกประตูแน่นหนาแล้ว แต่แปลกที่ไหล่ผมสั่นเทาราวกับว่ามีลมพัดมา

“คุณพ่ออยู่บ้านรึเปล่า”

ผู้ชายวัยกลางคนที่มากดออดถามขึ้นเมื่อเห็นผมเปิดประตูรั้วแล้วยื่นหน้าออกไป

“ไม่อยู่ครับ”

ผมส่ายหน้าแล้วมองเขา หน้าตาเหมือนเคยเห็นมาก่อน แต่นึกไม่ออก เคยเห็นที่ไหนนะ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกถึงตำรวจสายสืบที่ดูแลคดีอุบัติเหตุของแม่

“…คุณตำรวจเหรอครับ”

“นายคือมุนยองใช่ไหม”

“ยองเฉย ๆ ครับ ซอมุน ยอง”

“อ้อ ซอมุนยอง”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพร้อมพยักหน้า ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะจำชื่อผมถูกหรือเปล่า

“คุณพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่”

“ช่วงนี้กลับดึกนิดหน่อยครับ เพราะงานที่บริษัทยุ่ง”

“งั้นเหรอ เห็นบอกว่ากลับบ้านไปแล้วนี่ โทร.ก็ไม่ติด หายไปไหนกันนะ”

ตำรวจสายสืบพึมพำเหมือนพูดคนเดียว

“แวะไปที่บริษัทมาแล้วเหรอครับ”

“อ้อ อืม โทรศัพท์ก็ไม่รับ”

“ผมก็ไม่ทราบเลยครับ”

มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ที่บริษัทก็ไม่อยู่ โทรศัพท์ก็ไม่รับ แต่อาจเป็นได้ว่าคลาดกับตำรวจสายสืบ

“เข้าไปรอในบ้านไหมครับ”

เขาส่ายหน้าตอบคำถามของผม

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ไว้ติดต่อมาใหม่ก็ได้”

ไม่รู้ว่าไม่มีเวลาหรือไม่อยากเสียเวลา เขามองนาฬิกาบนข้อมือแล้วหันหลังไป

“คุณตำรวจครับ”

ผมเรียกตำรวจสายสืบที่เหมือนจะกลับไปทั้งแบบนั้นให้หยุด

“มีอะไร”

สีหน้าเขารำคาญนิดหน่อย ท่าทางจะไม่อยากเสียเวลาที่นี่จริง ๆ

“ยังจับคนที่ขับรถชนแม่ไม่ได้เหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

เขาขมวดคิ้วเกาคางแกรก ๆ

“เพราะไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ ไม่มีอะไรที่พอจะเป็นหลักฐานได้ด้วย”

“เคยบอกว่ามีไม่ใช่เหรอครับ”

ผมมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจแล้วซักไซ้ถามต่อ

“เคยบอกว่ามีคนเห็นเหตุการณ์…ผมจำได้แม่น…มีคนแจ้งความด้วย…”

“พูดเรื่องอะไร”

“ผมได้ยินครับว่ามีคนเห็นเหตุการณ์ เคยได้ยินมาว่าแบบนั้น…”

วันที่ตามพ่อไปยืนยันศพ ผมได้ยินเรื่องที่ตำรวจคุยกับพ่อจากไกล ๆ ถึงจะไม่ค่อยชัด แต่ผมฟังไม่ผิดแน่ สีหน้าของตำรวจสายสืบบึ้งตึงมาก

“นายคงได้ยินมาผิด”

“ไม่ครับ คุณตำรวจพูดแบบนั้นไม่ใช่เหรอครับ คุณตำรวจบอกพ่อแบบนั้น…”

“เป็นคำให้การเท็จว่าเห็นเหตุการณ์”

ตำรวจสายสืบพูดอย่างหนักแน่นขัดคำพูดของผม

“ตอนแรกฉันก็นึกว่าเป็นเรื่องจริงเหมือนกัน แต่พอสอบสวนถึงรู้ว่าพูดโกหกเพราะอยากได้ค่าตอบแทน”

“แล้วคนแจ้งความล่ะครับ คนแจ้งความน่าจะเห็นอะไรบ้างไม่ใช่เหรอครับ”

“เขาเห็นแม่ของนายสลบอยู่หลังเกิดอุบัติเหตุแล้วก็แจ้งความ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนเกิดเหตุ”

ผมจับปลายแขนเสื้อของตำรวจที่กำลังจะหันหลังกลับไป

“จริงเหรอครับ ถ้างั้นก็ไม่มีคนเห็นเหตุการณ์เลยเหรอครับ”

“ใช่”

ตำรวจแกะมือผมออกแล้วดันไหล่ผมให้กลับเข้าไปด้านในประตูรั้ว

“ถ้าคดีมีความคืบหน้าจะมาบอก การพูดนั่นพูดนี่ไปก่อนไม่มีประโยชน์หรอก ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรเข้ามาวุ่นวายด้วย”

“แต่มันเป็นเรื่องของแม่นะครับ มันเป็นเรื่องของแม่ผมนะ”

เป็นเรื่องของแม่ผม แต่ผมเข้าไปยุ่งไม่ได้เหรอ แบบนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย ไม่ว่ายังไงก็ควรบอกผมนี่ ผมไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องการตายของแม่เพราะเป็นเด็กงั้นเหรอ เพราะผมไม่ใช่ผู้ใหญ่งั้นเหรอ

“ถ้าคุณพ่อกลับมาแล้วฝากบอกด้วยว่าฉันมา”

ตำรวจตบหัวผมเบา ๆ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปด้วยท่าทางเหมือนกำลังหงุดหงิด ผมยืนนิ่งมองด้านหลังของเขาแล้วปิดประตูรั้ว ตึง เสียงประตูเหล็กปิดดังเข้ามาในหู

 

ใส่ความเห็น