[ทดลองอ่าน] ฝ่ากฎรักต่างโลก ตอนที่ 4

ฝ่ากฎรักต่างโลก

 Law of a Different World 

异世之万物法则

 

焦糖冬瓜 เจียวถังตงกวา เขียน

BlueFeather แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ

 

 heart ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing heart

…XOXO… 

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

———————————————————–

 

บทที่ 4

“สัตว์ประหลาดนั่นมันเป็นตัวอะไร กระสุนธรรมดาฆ่ามันไม่ได้ด้วยซ้ำ! แถมพลังในการฟื้นฟูของมันอย่างกับอยู่ในหนังไซไฟ! ผมต้องการคำอธิบายจากคุณ คุณซ่ง! จวี้ลี่กรุ๊ปกำลังล้ำเส้นแล้วสร้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาใช่ไหม ไหนจะโครงการ ‘แหวนแห่งนิเบลุงเกน’ นั่นอีก มันคืออะไรกันแน่”

ซ่งจื้อหลับตาลง คิดใคร่ครวญอยู่ไม่กี่วินาทีก็เอ่ยปากขึ้น “คุณแน่ใจนะว่าอยากจะรู้เรื่องนี้ ถึงความจริงมันจะมีอยู่ แต่ช่วงชีวิตที่เหลือของคุณ ต่อให้ไม่รู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นมันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรหรอก แต่ถ้ารู้แล้วละก็ จากที่อยู่ขอบนรกคุณได้ตกลงไปแน่”

โจวอวี้แค่นยิ้ม เขาชี้ไปที่บาดแผลขนาดใหญ่ตรงท้องของตัวเอง ภาพของเฉินชงที่ถูกสัตว์ประหลาดนั่นฆ่าตายอย่างอนาถฉายซ้ำขึ้นในหัวอย่างไม่อาจห้ามได้ “คุณซ่ง ผมน่ะเคยไปนรกมาแล้ว”

“เชื่อเถอะ คุณยังอยู่ห่างไกลจากนรกอีกเยอะ สิ่งที่คุณเพิ่งเห็นไปเป็นเพียงแค่เงาของมันเท่านั้น” ใบหน้าของซ่งจื้อปรากฏสีหน้าที่ไม่อาจคาดเดา

นี่เป็นจุดที่โจวอวี้เกลียดพวกปัญญาชนมากที่สุด พวกนั้นมักจะคิดว่าตัวเองรอบรู้ไปเสียหมดทุกอย่าง

ประหนึ่งว่าเขาล่วงรู้ถึงโชคชะตาของโจวอวี้

“คุณถามผมว่าแน่ใจไหม ทั้ง ๆ ที่คุณพร้อมจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” โจวอวี้ย้อนถาม

ซ่งจื้อหันหน้าไปด้านข้างแล้วหัวเราะออกมา

เจ้าหมอนี่ขาวหมดจดไปทั้งตัว ปี ๆ หนึ่งน่าจะหมกตัวอยู่แต่ในสถาบันวิจัยจนแทบไม่ได้ออกไปพบเจอกับแสงแดด แถมยังดูเหมือนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ตัวถึงได้ผอมกะหร่อง ยามที่ไม่แสดงสีหน้าอะไรก็คล้ายจะมีระยะห่าง ดูไว้ตัว เฉยเมยไม่สนใจใคร แต่เวลาที่หัวเราะก็ดันคล้ายกับจะมีออร่าของความเป็นผู้ดีและผู้ทรงภูมิผสมผสานกันอยู่ในที

“ใช่ ผมอยากเล่าให้คุณฟังเอง เรื่องแรก สัตว์ประหลาดที่คุณเจอพวกเราเรียกมันว่า ‘เพอริตอน [1] ’ สัตว์ประหลาดในเทพนิยายตะวันตก คุณน่าจะสังเกตเห็นว่ามันไม่มีตา หู จมูก และมีนิสัยโหดเหี้ยมโดยสันดาน”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้กลิ่น แล้วมันแยกแยะเป้าหมายออกได้ยังไง”

นี่เป็นคำถามที่โจวอวี้สงสัยมาตลอด

ซ่งจื้อเชิดคางขึ้น “คุณรู้ไหมสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลกใบนี้ พวกมันล้วนมีวิธีการหาเหยื่อที่แตกต่างไปจากมนุษย์ อย่างเช่นค้างคาว พวกมันหาเหยื่อโดยใช้คลื่นอัลตราโซนิกส์ โลมาใช้หลักการเสียงสะท้อน แล้วก็ยังมีตุ่นปากเป็ดที่ใช้คลื่นอิเล็กตรอนในการหาเหยื่อ สัตว์ประหลาดตัวนั้นที่คุณเห็นก็ด้วย มันไล่ล่าโดยใช้ ‘ความกลัว’ ของเหยื่อ ยิ่งคุณกลัวมากเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้มันตามล่ามากเท่านั้น”

โจวอวี้นิ่งอึ้ง สิ่งที่ซ่งจื้อพูดมันเกินกว่าความเข้าใจของเขาไปไกลลิบ

“คุณบอกว่าความกลัวงั้นเหรอ”

“ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อะไรก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์เองก็เถอะ เมื่อเกิดความรู้สึกหวาดกลัว สมองจะหลั่งฮอร์โมนชนิดพิเศษออกมาและแพร่กระจายออกไปในอากาศผ่านทางผิวหนัง ยามที่ลิ้นของเพอริตอนรับรู้ได้ถึงฮอร์โมนชนิดนี้มันจะออกล่าทันทีและนั่นก็เป็นสาเหตุที่นักวิจัยพวกนั้นตาย เพราะพวกเขารู้ถึงความพิเศษและความโหดร้ายของเพอริตอนมากเกินไป ยิ่งบอกตัวเองให้ไม่กลัวมากเท่าไรก็ยิ่งกลัวมากเท่านั้น เมื่อถึงจุดที่ความหวาดกลัวลุกลามไปอย่างไม่อาจควบคุม พวกเขาก็ผลักตัวเองให้ลงไปสู่ขุมนรกแล้ว”

โจวอวี้มองซ่งจื้อด้วยสายตาสงสัยอย่างไม่ปิดบัง

“คุณลองคิดดูดี ๆ สิ ว่าทำไมเพื่อนร่วมทีมของคุณถึงตาย แต่คุณไม่ตาย” ซ่งจื้อเท้าคาง มองไปที่โจวอวี้ด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง

เขามีเวลามากพอที่จะรอคอยให้โจวอวี้ทำความเข้าใจกับประเด็นของคำถามอย่างอดทน

โจวอวี้หลับตาลง ค่อย ๆ นึกไปถึงเสียงของพวกพ้องที่ได้ยินผ่านวิทยุสื่อสาร

“นี่มันตัวอะไร”

“พระเจ้า! เป็นไปได้ยังไง”

“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! มันจะมีเจ้านี่อยู่ได้ยังไง!”

น้ำเสียงของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจอย่างยากที่จะเชื่อ ความรักตัวกลัวตายพุ่งสูงจนถึงขีดสุด

พวกเขาไม่เหมือนกับโจวอวี้ คนเหล่านั้นเข้าไปในสถาบันด้วยจุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือตัวประกัน แต่กลับต้องมาเจอกับสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตอย่างไม่คาดฝัน สัตว์ประหลาดโจมตีจ้าวเฉิงที่ไร้ประสบการณ์ที่สุดในกลุ่มก่อนเป็นคนแรก และนั่นก็ทำให้ทุกคนเกิดความหวาดหวั่นสั่นกลัวขึ้นมา พวกเขาเห็นถึงความน่าขนพองสยองเกล้าของสัตว์ประหลาดตัวนี้ รวมไปถึงความจริงที่ว่ากระสุนไม่อาจฆ่ามันได้ หากมีความกลัวเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย สัตว์ประหลาดนั่นก็จะตามไล่ล่าและฆ่าทุกคนไม่ให้เหลือซาก

ตอนที่โจวอวี้ได้พบกับเฉินชงในช่วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่ดึงดูดสัตว์ประหลาดเข้ามา ไม่ใช่ตัว

โจวอวี้แต่เป็นความกลัวของเฉินชง แม้แต่ตอนที่สัตว์ประหลาดฆ่าเฉินชงไปแล้ว มันก็ไม่รู้สึกถึงตัวตนของโจวอวี้เลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความกลัวจางหายไป

“มันสัมผัสไม่ได้ว่าผมอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ” โจวอวี้ถามซ่งจื้อด้วยความสงสัยไม่หาย

ตอนที่โจวอวี้ยิงหางของมัน เห็นได้ชัดว่ามันมีความไวมากพอที่จะหลบกระสุนและฆ่าเขาได้ แต่คล้ายกับว่ามันหลงทิศทางและไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

ซ่งจื้อเผยยิ้มออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย เขาชี้นิ้วไปที่หน้าอกของโจวอวี้ “คุณลองถามตัวเองดูว่าคุณกลัวมันหรือเปล่า กลัวว่าจะถูกมันทำให้เจ็บปวดทรมาน กลัวว่าจะถูกมันฆ่าไหม ตอนคุณเห็นร่างของเพื่อนร่วมทีมที่ตายอย่างน่าอนาถในสภาพร่างเละแหลกละเอียด สิ่งที่คุณรู้สึกอยู่ในนี้คือความโกรธแค้นที่สุมอยู่เต็มอกหรือว่าความหวาดกลัวกันแน่”

“ผมต้องการหามันและฆ่ามันให้ตาย” โจวอวี้เลื่อนสายตาขึ้น ความหนักแน่นที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเขาทำให้ซ่งจื้อเผยรอยยิ้มออกมาชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

“เห็นไหม นั่นแหละคือเหตุผลที่คุณสามารถมีชีวิตรอดและฆ่ามันได้ แววตาของคุณบอกผมว่าคุณยอมรับในสิ่งที่ผมอธิบาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี เพราะถ้าแม้แต่เรื่องนี้คุณยังรับไม่ได้ สิ่งที่ผมจะบอกคุณต่อจากนี้ คุณคงยากที่จะเข้าใจยิ่งกว่าเดิม”

โจวอวี้ยังคงนิ่งเงียบ

“เรื่องที่สองที่ผมต้องการจะบอก” ซ่งจื้อชูนิ้วขึ้น “สัตว์ประหลาดเพอริตอนตัวนี้ เราไม่ได้เป็นคนเพาะเลี้ยงหรือสร้างมันขึ้นมา และมันก็ไม่ใช่ผลผลิตที่เกิดจากการแสวงหาอย่างดื้อรั้นของมนุษย์ แต่มันเป็นสิ่งที่มีตัวตนอยู่แล้ว”

สิ่งที่ซ่งจื้อพูดคราวนี้ทำให้โจวอวี้ตกตะลึงของจริง

“มีอยู่แล้วเนี่ยนะ คุณจะให้ผมเชื่อว่าจวี้ลี่กรุ๊ปค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่อย่างนั้นเหรอ”

โจวอวี้รู้สึกว่าซ่งจื้อพูดจาเหลวไหลมาก

“คุณรู้จักทฤษฎีโลกคู่ขนานไหม” ซ่งจื้อถาม

“ผมเคยเห็นแต่ในหนัง คุณก็เลยจะให้ผมเชื่อว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นมาจากโลกคู่ขนานอื่นงั้นสิ ช่างเป็นคำอธิบายที่น่าเชื่อถือมาก!”

แม้คำอธิบายนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่สิ่งที่โจวอวี้เห็นจากดวงตาของซ่งจื้อมีแต่ความมั่นใจ อย่างน้อยที่สุดในใจลึก ๆ ของซ่งจื้อก็เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองพูดมานั้นคือเรื่องจริง

“เราเรียกโลกคู่ขนานนั้นว่า ‘นิเบลุงเกน’ เป็นชื่อที่ค่อนข้างจะไร้สาระอยู่สักหน่อย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตั้งชื่อแบบระบบอักษรมากกว่า อย่างเช่นอัลฟาหรือเบตา ไม่ก็โลกเอ โลกบี ดีกว่าพวกตำนานนอร์สอะไรเทือก ๆ นั้นเป็นไหน ๆ แต่ทำไงได้ คณะกรรมการจวี้ลี่กรุ๊ปดันมาชอบชื่อนี้ซะงั้น

โจวอวี้ ในหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อว่าคลื่นความโน้มถ่วง [2] เป็นเพียงแค่แนวความคิดที่ไม่มีอยู่จริง แต่ตอนนี้แนวความคิดที่ว่าได้รับการยืนยันแล้ว โลกพัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก จากการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเราต่างก็คิดกันไปว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอยู่จริงเช่นเดียวกับนิเบลุงเกน”

โจวอวี้เอนหลังฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจ “แล้วที่โลกคู่ขนานนั่นมีอะไร”

ในส่วนของเหตุผลบอกเขาว่าโลกแบบนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก มันจะต้องเป็นแค่ข้ออ้างที่จวี้ลี่กรุ๊ปสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดวัตถุประสงค์ในการวิจัยของตัวเอง ทว่าในใจลึก ๆ สัญชาตญาณของเขากลับกู่ร้องว่ามันคือเรื่องจริง

โจวอวี้ มันคือเรื่องจริง

“คล้ายโลก แต่มีระบบทางชีวภาพที่แตกต่างจากโลกโดยสิ้นเชิง”

“สัตว์ประหลาดนั่น พวกคุณพามันมาจากโลกนั้นเหรอ” โจวอวี้ไม่ได้ถามอีกฝ่ายว่า ‘ระบบทางชีวภาพที่แตกต่าง’ นี่มันเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นคำที่กว้างและเฉพาะทางมาก

“ใช่ การทำวิจัยใด ๆ ก็ตามที่โลกนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก นักวิจัยของเรามักจะตกอยู่ในอันตรายเสมอ เราจึงย้ายงานวิจัยบางส่วนมาไว้ที่นี่และทำการวิจัยต่อในสภาพแวดล้อมที่เรารู้จักคุ้นเคยและสามารถควบคุมได้”

จวี้ลี่กรุ๊ปส่งทีมวิจัยไปที่ต่างโลก ในเมื่อทำแบบนั้นได้ แสดงว่าจวี้ลี่กรุ๊ปสามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างสองโลกได้แล้วสินะ

“ตอนที่คุณพาสัตว์ประหลาดนั่นมาที่โลกของเรา มันก็พาความเสี่ยงมาด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ไม่ควรเกิดก็เกิด ถึงโลกนี้คุณจะสามารถควบคุมได้ แต่บางอย่างที่ไม่ได้เป็นของโลกนี้คุณก็ไม่สามารถควบคุมได้อยู่ดี” น้ำเสียงของโจวอวี้เย็นเฉียบ

ในความคิดเขา คนบ้าพวกนี้สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

“คุณได้เห็นความสามารถในการฟื้นฟูของสัตว์ประหลาดตัวนั้นแล้วนี่ ได้เห็นถึงโครงสร้างทางชีวภาพที่แสนพิเศษของมัน การศึกษาพวกมันจะช่วยให้มนุษย์สามารถต้านทานหรือเอาชนะโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่เว้นแม้แต่โรคที่เกิดจากตัวมนุษย์อย่างเราเอง เช่นโรคฮันติงตัน [3] กลุ่มอาการดาวน์ [4] แม้กระทั่งโรคมะเร็งร้ายแรงอื่น ๆ ก็ยังสามารถรักษาให้หายได้ หรือแม้แต่การเอาชนะผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน”

“ฟังดูเจ๋งดี” โจวอวี้รู้ดี นักวิชาการที่คลั่งการวิจัยทุกคนมักจะให้เหตุผลที่ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น “คุณซ่ง ผมเชื่อว่าการสำรวจโลกอีกใบของพวกคุณเป็นความลับสุดยอด แต่ตอนที่คุณกำลังจะบอกความลับอะไรนั่นให้ผมฟัง มันไม่ควรจะเป็นเรื่องหลักการทางวิทยาศาสตร์แบบนี้เลย ผมว่าคุณบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงมาเลยดีกว่า”

ซ่งจื้อยิ้ม เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยคล้ายกำลังครุ่นคิด “มีหลายคนที่ได้พบกับเพอริตอน ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยหรือทีมที่จวี้ลี่กรุ๊ปฝึกฝนมาเพื่อส่งไปปฏิบัติหน้าที่พิเศษ แต่พวกเขาไม่มีใครทำได้อย่างคุณเลยสักคน ที่พร้อมจะละทิ้งความกลัวแล้วกล้าเผชิญหน้ากับความตาย ในโลกใบนั้น ความกลัวเปรียบเสมือนกับการแปะเครื่องหมายตามล่า ทุกคนที่ไปก็แทบจะมีเครื่องหมายนี้อยู่บนตัว ถึงเราจะทำการวิจัยมานับครั้งไม่ถ้วน สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาปกปิดเครื่องหมายนั้น แต่ความกลัวที่เกิดขึ้นในตัวเรามันเป็นของจริง เราไม่อาจหลีกหนีมันได้ ทว่าคุณคือคนพิเศษ โจวอวี้ คุณเป็นคนแรกที่ผมเห็น คุณกล้าเผชิญหน้ากับเพอริตอนอย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ ผมหวังว่าคุณจะเข้าร่วมทีมกับเราเพื่อไปยังโลกนั้น”

คำตอบนี้ทำให้โจวอวี้รู้สึกประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีค่ากับจวี้ลี่กรุ๊ปถึงขนาดนี้

 

 

[1] สัตว์ในตำนานที่สร้างมาจากจินตนาการของ Jorge Luis Borges มีถิ่นกำเนิดในแอตแลนติส ลักษณะคือเป็นสัตว์พันธุ์ผสมระหว่างกวางและนกอินทรี มีหัว คอ ลำตัวและขาหน้าเหมือนกวาง มีฟันที่แหลมคม แต่ในเรื่องบรรยายลักษณะให้ไม่มีดวงตา หู และจมูก เพื่อให้เข้ากับโครงการวิจัยสัตว์สายพันธุ์ใหม่ของจวี้ลี่กรุ๊ป

[2] คือ ความผันผวนของความโค้งในปริภูมิ-เวลาที่แผ่ออกเป็นคลื่น ที่เดินทางออกจากแหล่งกำเนิด

[3] เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์ประสาทในสมองเสื่อมสภาพจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายทั้งการใช้ความคิด การเคลื่อนไหว และอาจทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาทางจิตเวช

[4] ดาวน์ซินโดรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการมีโครโมโซม 21 เกินมาทั้งอันหรือบางส่วน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการล่าช้า มีใบหน้าเป็นลักษณะเฉพาะ และมีความพิการทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

ใส่ความเห็น