[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 86 : อดีตภรรยาของตัวข้าคือตัวปัญหา

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

86

อดีตภรรยาของตัวข้าคือตัวปัญหา

 

“…” เห็นชัดว่าเยี่ยวั่งซีถูกเขาพูดจนถึงกับอึ้งไป แต่กลับไม่โมโห หลังจากระงับอารมณ์ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้อยากตามเจ้า แต่ได้รับคำสั่งจากท่านประมุขให้มาซื้อของสิ่งหนึ่งจากหอเซวียนหยวนกลับไป”

โม่หรานกับฉู่หว่านหนิงฟังถึงตรงนี้ก็สบตากันแวบหนึ่ง

เทพศัสตรา

หนานกงซื่อแกว่งป้านสุราดินเผาในมือ สีหน้ามืดมนกว่าเดิม “ท่านพ่อจะซื้อของ ต้องรบกวนเจ้าทำไม หรือว่าข้าไม่มีมือไม่มีเท้า ทำแทนเขาไม่ได้?”

“…อาซื่อ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

“ใครให้เจ้าเรียกข้าเช่นนี้” ดวงตาของหนานกงซื่อลุกวาบ “คุณชายเยี่ย อย่าคิดว่าท่านพ่อตาบอดให้ความใกล้ชิดกับเจ้า เจ้าก็กำเริบเสิบสานต่อหน้าข้าได้…หรือตัวเจ้าไม่รู้สึกสะอิดสะเอียน?”

“ข้าเรียกขานเจ้าเช่นนี้ เป็นความประสงค์ของท่านประมุข หากเจ้ารังเกียจก็บอกกับเขาเถอะ” เยี่ยวั่งซีเงียบไปครู่หนึ่ง “โกรธข้าไปจะมีประโยชน์อะไร”

“อย่าเอาท่านพ่อมาข่มข้า!”

หนานกงซื่อสูดลมหายใจ ระงับเพลิงโทสะของตนลงเล็กน้อย ดวงตาดำสนิทแผ่ประกายเย็นเยียบ คล้ายจันทร์สีเงินลอยสูง ควันสัญญาณศึกอบอวล

“คุณชายเยี่ย” เขาคล้ายลากเสียงยาวเป็นพิเศษยามเอ่ยชื่อนี้ “ท่านพ่อให้เจ้าเรียกข้าว่าอาซื่อ คงเพราะเขาเข้าใจสถานะของเจ้าในสำนักผิดไป แต่ตัวเจ้าควรจะรู้จักเจียมตนสักหน่อย อย่าเห็นว่าได้หน้าสามส่วนก็จะลำพองใจ รู้ไว้ด้วยว่า ถึงเจ้าจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ถือกำเนิดที่นี่ เจ้าก็เทียบชั้นกับข้าไม่ได้”

ใบหน้าดั่งวิญญูชนของเยี่ยวั่งซีสาดประกายหม่นวูบหนึ่ง ขนตาดกหนาของเขาหลุบลง เอ่ยอย่าสงบนิ่ง “ประมุขน้อยกล่าวถูก แต่ผู้แซ่เยี่ย…ไม่เคยคิดจะเทียบเคียงกับประมุขน้อย”

การเปลี่ยนคำเรียกทำให้หนานกงซื่อพอใจขึ้นเล็กน้อย เขายกป้านสุราขึ้นกรอกสุราเซาจิ่วรสร้อนแรงใส่ปากอึกๆ แต่กลับไม่เมามาย ซ้ำยังจ้องเยี่ยวั่งซีครู่หนึ่งก่อนจะแค่นเสียงออกจมูก โบกมือพลางเอ่ยว่า “คิดแล้วว่าเจ้าต้องไม่กล้า เจ้าดูสภาพตนเองตอนนี้สิ ที่ไหนจะเป็น…”

เขาพลันตระหนักได้ว่าที่นี่คนมากปากมาก ตนเกือบหลุดคำพูดที่ไม่ควรกล่าวออกไปแล้ว จึงเม้มริมฝีปากทันที ไม่พูดอะไรอีก

“…”

ทางด้านเยี่ยวั่งซี ทั้งที่ถูกสบประมาทเช่นนี้ แต่เขายังคงหลุบตา ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าในดวงตาของเขาเป็นความเดือดดาลหรือความอัปยศกันแน่ เขาเพียงแสดงสีหน้าสงบนิ่งอ่อนโยนต่อหน้าทุกคน ห้าวหาญสามส่วน สำรวมเจ็ดส่วน

ชั่วขณะนั้นบรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง

หนานกงซื่อเหลียวมองซ้ายขวาด้วยความอึดอัดครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนไปตกบนร่างสตรีด้านหลังเยี่ยวั่งซี เขากระแอมทีหนึ่ง คล้ายกลบเกลื่อนที่เมื่อครู่เกือบจะทำพลาดไป พยักพเยิดไปทางสตรีผู้นั้น พลางถามเยี่ยวั่งซี “เจ้าช่วยไว้?”

“อืม”

“เดิมนางเป็นคนที่ใด ที่มาไม่ชัดแจ้ง อย่าเที่ยวช่วยส่งเดช”

“ไม่เป็นไร ประมูลมาจากหอเซวียนหยวน”

หนานกงซื่อมิได้สนใจการประมูลของหอเซวียนหยวน ทั้งมิได้สิ้นเปลืองความคิดที่จะถาม แต่ครั้นได้ยินว่าซ่งชิวถงเป็นสิ่งที่ประมูลมาก็อดตกใจไม่ได้ สายตาที่เดิมเกียจคร้านพลันสาดประกายคมปลาบ จับจ้องใบหน้าซ่งชิวถง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้คือกระดูกทาส หรือว่าเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อ”

ในดินแดนฝึกบำเพ็ญ มีคนสองประเภทที่สามารถซื้อขายได้อย่างเปิดเผย นอกจากเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อแล้ว ก็คือกระดูกทาส

กระดูกทาสคือทายาทที่กำเนิดจากเผ่ามนุษย์กับปีศาจ เนื่องจากผู้คนหวั่นเกรงสายเลือดปีศาจของเผ่าพันธุ์นี้ หากสังเกตเห็น ก็จะทำลายแก่นปราณและสะกดตราทาสไว้ที่กระดูกสะบักของพวกเขา ทำให้พวกเขากลายเป็นข้ารับใช้

เพียงแต่ราคาของกระดูกทาสไม่สูงนัก ทั้งมิได้หายากแต่อย่างใด โดยทั่วไปทำหน้าที่ยกชารินน้ำในสำนักใหญ่ หรือไม่ก็ถูกพ่อค้าร่ำรวยและผู้มีอำนาจซื้อตัวกลับไปเล่นที่บ้าน ในเมื่อเป็นสินค้าของหอเซวียนหยวน คงมิใช่สิ่งของประเภทนี้

ดังคาด เยี่ยวั่งซีเอ่ย “เป็นเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อ”

หนานกงซื่อสนใจขึ้นมาทันที อ้อมผ่านเยี่ยวั่งซีไปยังเบื้องหน้าซ่งชิวถง เดินวนรอบตัวนางคล้ายกำลังตรวจสอบสินค้า จากนั้นก็นิ่วหน้าเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้เหตุใดขาพิการ สินค้ามีตำหนิ?”

“…นางได้รับบาดเจ็บขณะถูกจับ ทายาแล้ว ยังไม่หายดี” เยี่ยวั่งซีเงียบไปครู่หนึ่ง “ดังนั้นเราจึงเดินทางได้ไม่ไกล คิดพักแรมที่นี่สักคืนหนึ่ง”

หนานกงซื่อไม่มีทีท่าตอบรับหรือปฏิเสธ เขาหรี่ตาลง พลันโน้มตัวไปสูดดมข้างลำคอของซ่งชิวถงราวกับหมาป่า ซ่งชิวถงตกใจการกระทำที่เหมือนคนบ้าตัณหาของเขาจนหน้าถอดสี กระชับสาบเสื้อแน่น ตัวสั่นเทิ้มแทบประคองกายไม่อยู่

“ดมแล้ว กลิ่นก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป” เขาถูจมูก ก่อนจะจามออกมา “ซ้ำยังมีกลิ่นแป้งชาด…”

หนานกงซื่อโบกมือ ถามเรื่อยเปื่อย “ซื้อมาเท่าใด”

“ห้าพันหมื่น”

“ตำลึงเงิน?”

“ตำลึงทอง”

หนานกงซื่อพลันเบิกตากว้าง “เยี่ยวั่งซี เจ้ามันบ้า? ห้าพันหมื่นตำลึงทอง เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันมากพอที่จะหลอมหินลับมีดชั้นยอดได้ตั้งเท่าใด เอาไปซื้อสตรีกลับมาให้ข้า? บัดซบ! เจ้าเห็นเงินของสำนักหรูเฟิงข้าไม่ใช่เงิน?”

“ข้ามิได้ใช้เงินของสำนัก” เยี่ยวั่งซีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “และไม่ได้ซื้อให้เจ้า”

“เจ้า…!” เพลิงโทสะที่เพิ่งลดลงโหมกระพือขึ้นมาอีกครั้ง หนานกงซื่อพลันเปลี่ยนสีหน้า “เจ้ามันประเสริฐนัก!” จากนั้นก็หันไปจ้องซ่งชิวถง ยิ่งมองก็ยิ่งขัดลูกกะตา โดยเฉพาะผ้าโปร่งที่ปิดบังใบหน้าไว้ มองอย่างไรก็เสียอารมณ์ จึงออกคำสั่ง “เจ้า เอาผ้าขี้ริ้วบนหน้านั่นออกซะ!”

ซ่งชิวถงหวาดกลัว กำแขนเสื้อของเยี่ยวั่งซีแน่น หดตัวไปด้านหลังเขาเล็กน้อย น้ำเสียงน่าสงสารอย่างยิ่ง “คุณชายเยี่ย ข้า…ข้าไม่อยาก…”

เยี่ยวั่งซีร่างสูงโปร่ง ไม่ได้สูงใหญ่กำยำเหมือนหนานกงซื่อ ทว่าขณะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองหนานกงซื่อ กลับไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย “ในเมื่อนางไม่ยินยอม ประมุขน้อยก็อย่าฝืนใจนางเลย”

“พูดพล่ามน่ารำคาญ นางคือคนที่เจ้าช่วยมา เช่นนั้นก็เท่ากับติดค้างหนี้ชีวิตกับสำนักหรูเฟิงข้า ต้องฟังคำสั่งข้า ถอดออกมา!”

“นางคือคนที่ข้าช่วยไว้ ตั้งแต่ข้าช่วยนางมาก็คืนอิสรภาพให้นางแล้ว” เยี่ยวั่งซีกล่าว “ประมุขน้อยโปรดอย่าฝืนใจคน”

“เยี่ยวั่งซี! เก่งนักนะ!” หนานกงซื่อโกรธจนทุบกรอบประตูดังลั่น “เห็นข้าเป็นอะไร วันนี้ข้าไม่จบกับเจ้าแน่ ข้าบอกให้นางถอด นางก็ต้องถอด ถอดผ้าปิดหน้าแล้ว พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่ได้ หากไม่ถอด ก็ไสหัวบัดซบของเจ้าไปซะ!”

เยี่ยวั่งซีถอนหายใจเบาจนไม่อาจสังเกต หันไปเอ่ยกับซ่งชิวถง “เราไปเถอะ”

ไม่เพียงหนานกงซื่อที่อึ้งไป เวลานี้บนตัวเยี่ยวั่งซีมีเทพศัสตรา ไม่ว่าอย่างไรก็จะให้เขาจากไปเช่นนี้ไม่ได้ ฉู่หว่านหนิงเอ่ยทันที “ไปขวางเขาไว้”

“ได้ๆๆ” โม่หรานเองก็กำลังคิดเช่นนี้ แต่แล้วพลันชะงัก “อาจารย์ ขวางแล้วจะให้เขาอยู่ที่ใด คนเขาก็ต้องพักผ่อน”

“แบ่งห้องของเราให้เขาครึ่งหนึ่ง”

“…เอ่อ” ไม่รู้เพราะเหตุใด โม่หรานพลันมีท่าทีกระอักกระอ่วน “นี่คงไม่ค่อยเหมาะ”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย “ทำไม”

“มีบางเรื่องที่อาจารย์ไม่รู้ เราสองคนอย่าอยู่ห้องเดียวกับเขาเป็นดีที่สุด ทั้งเขาเองก็คงไม่ยินยอม เพราะเยี่ยวั่งซีผู้นี้ ความจริงเขาเป็น…”

ขณะกำลังจะพูดถึงจุดสำคัญ พลันได้ยินหนานกงซื่อถีบโต๊ะพลิกคว่ำที่ชั้นล่าง ถ้วยชามตกแตกเกลื่อนพื้น ซ้ำยังลากม้านั่งมา ยกขาข้างหนึ่งวางบนนั้น เอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “ใครอนุญาตให้เจ้าคิดจะไปก็ไป! คิดแข็งข้อรึ! กลับมาเดี๋ยวนี้!”

“…” ตอนนี้แม้กระทั่งเหล่าผู้ติดตามของหนานกงซื่อก็เริ่มกระอักกระอ่วนบ้างแล้ว

ประมุขน้อย…มิใช่ว่าท่านจะให้ผู้อื่นรีบไสหัวไปหรอกรึ

เยี่ยวั่งซีคล้ายคุ้นเคยกับความไร้เหตุผลของหนานกงซื่อนานแล้ว จึงแสร้งทำไม่ได้ยินเสียงคำรามข่มขู่ของเขา ตบไหล่ซ่งชิวถงเป็นนัยให้นางอย่าไปมองคนบ้าข้างหลังผู้นั้น

“เยี่ยวั่งซี!”

“…”

“เยี่ยวั่งซี!”

“…”

“เยี่ย…วั่ง…ซี!”

เส้นเลือดเขียวตรงขมับของเยี่ยวั่งซีกระตุก ในที่สุดก็ทนไม่ไหว หันหน้ากลับไป คาดไม่ถึงว่าจะเจอป้านสุราเขวี้ยงมาตรงหน้า รูม่านตาพลันหดลง เยี่ยวั่งซีกำลังจะเบี่ยงหลบ จู่ๆ เบื้องหน้าก็มีเงาขาววูบผ่าน

“โอ๊ย…!”

เสียงบอบบางร้องด้วยความเจ็บปวดทำให้ทุกคนในที่นั้นตกใจ เยี่ยวั่งซีกับหนานกงซื่อหน้าเผือดสี

ที่แท้ในชั่วประกายหินไฟ ซ่งชิวถงพุ่งเข้ามาขวางข้างหน้าเยี่ยวั่งซี ป้านสุราดินเผาหนักอึ้งนั้นกระแทกเข้าที่หน้าผากของนางอย่างจัง โลหิตไหลโกรกทันที มือขาวสั่นระริกทั้งสองของนางลูบคราบเลือด น้ำตาพลันล้นทะลักออกมาด้วยความเจ็บปวด

“อย่าแตะ ให้ข้าดูบาดแผล”

“ข้าไม่เป็นไร คุณชายไม่บาดเจ็บก็พอ…”

“เจ้าจะพูดก็พูด ไยต้องขว้างปาสิ่งของ” เยี่ยวั่งซีสีหน้าอึมครึม เหลือบมองหนานกงซื่อเป็นเชิงตำหนิ จากนั้นหันไปเอ่ยกับผู้ติดตามของตน “เอายารักษาบาดแผลมา”

“คุณชาย ยารักษาบาดแผลที่พกมาล้วนใช้หมดแล้ว” ผู้ติดตามเอ่ยเสียงเบา “ข้าจะออกไปซื้อให้เดี๋ยวนี้”

หนานกงซื่อเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ แม้จะฝืนนิ่งเฉย แต่ดวงตากับฉายแววละอาย เขาปั้นหน้าบึ้ง เอ่ยอย่างไม่เต็มปากว่า “ขะ…ข้ามี อาหลาน เอาถุงยาของข้ามา”

เยี่ยวั่งซีขุ่นเคือง เม้มริมฝีปากไม่สนใจเขา

หนานกงซื่อถือขวดยาค้างไว้อยู่นาน ก็ยังไม่เห็นเยี่ยวั่งซีหันมามองตนแม้แต่น้อย เขาทำหน้าไม่ถูก ยัดขวดยาใบเล็กให้ซ่งชิวถงอย่างหยาบคายเสียเลย “เอาไป อยากใช้ก็ใช้”

ซ่งชิวถงราวกับกวางน้อยที่ตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูก หันไปมองเยี่ยวั่งซีอย่างเงอะงะ เห็นเขาเอาแต่เงียบ มิได้เอ่ยห้าม จึงรับยารักษาบาดแผลมาเป็นอันสงบเรื่อง ซ้ำยังค้อมศีรษะให้คนที่ทำร้ายตน เอ่ยเสียงแผ่ว “ขอบคุณคุณชายหนานกง”

หนานกงซื่อไม่คาดว่าแม่นางที่ถูกตนเองทำให้หัวแตกยังเอ่ยขอบคุณตนออกมาได้ เขาตะลึงงัน จากนั้นพอได้สติก็โบกมือ กระแอมอย่างขัดเขิน “ไม่เป็นไร”

คืนนี้ พวกเยี่ยวั่งซีได้พักแรมที่นี่ในที่สุด

เรือนแรมแห่งหนึ่ง แสงเทียนเป็นจุดๆ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ดวงดาวพร่างพราว

โม่หรานนั่งเอามือเท้าแก้มอยู่ข้างหน้าต่าง ค่อนข้างใจลอยนิดๆ เกิดใหม่มาเกือบสองปีแล้ว เรื่องราวมากมายที่ดำเนินไปก็ต่างจากในชาติก่อนมาก มองคนคนเดียวกันทำเรื่องที่ไม่เหมือนเดิมก็เกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

ซ่งชิวถง เยี่ยวั่งซี ปู้กุย…

คนและสิ่งของที่คุ้นเคยเป็นที่สุดเมื่อชาติก่อนเหล่านี้ ล้วนปรากฏขึ้นในชีวิตของเขาอีกครั้งตามเวลาที่ล่วงผ่าน เพียงแต่ในชาตินี้ เขาไม่มีทางแต่งซ่งชิวถงเป็นภรรยาอีกเด็ดขาด ส่วนเยี่ยวั่งซี ไม่นานคนผู้นี้ก็จะลือนามไปทั่วหล้า กลายเป็นยอดฝีมืออันดับสองของโลกบำเพ็ญเพียรรองจากฉู่หว่านหนิง

ยังมีปู้กุย

พอนึกถึงดาบมั่วเตาที่เคยเคียงข้างตนเมื่อชาติก่อน ในใจก็รู้สึกปั่นป่วน

“อาจารย์”

“มีอะไร”

“ยันต์นี้ท่านวาดตั้งครึ่งชั่วยามแล้ว ยังวาดไม่เสร็จอีกหรือ”

“ใกล้เสร็จแล้ว” ฉู่หว่านหนิงว่าพลางอาศัยแสงไฟเล็กๆ ค่อยๆ จุ่มปลายพู่กันในหมึกสีชาดแล้วแต้มไม่กี่ขีดสุดท้าย ภาพมังกรทะยานที่ซับซ้อนอย่างยิ่งปรากฏขึ้นบนแผ่นกระดาษ

โม่หรานเข้ามาดูใกล้ๆ

“นี่คืออะไร”

“ข่ายอาคมมังกรเหิน”

“ใช้ทำอะไร”

“ตรวจหาร่องรอยอาคมทั้งใหญ่เล็กโดยรอบ หากคนลึกลับผู้นั้นจะใช้เทพศัสตราทดสอบแก่นวิญญาณ จะต้องทิ้งร่องรอยไว้บนอาวุธ ไม่ว่าอาวุธนี้จะปรากฏขึ้นโดยบังเอิญหรือเป็นแผนการที่วางไว้อย่างแยบคายของเขา ก็สามารถรู้ได้ในทันที”

“วา มีของดีเช่นนี้ด้วย เหตุใดอาจารย์ไม่ใช้ที่หอเซวียนหยวน”

“…หลังจากข้าปลุกข่ายอาคมมังกรเหินขึ้นมาแล้ว เจ้าเห็นก็จะเข้าใจ”

เห็นเพียงฉู่หว่านหนิงจิ้มปลายนิ้วลงไป สะกิดที่เกล็ดมังกรเกล็ดหนึ่ง มังกรเหลืองตัวน้อยบนกระดาษพลันเปล่งประกายสีทอง ลูกตาและหางเริ่มขยับอย่างมีชีวิตชีวา

ฉู่หว่านหนิง “เจ้าคือมังกรตัวจริง?”

เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากกระดาษ “ใช่แล้วๆ ตัวข้าคือมังกรจริง”

“จะรู้ได้อย่างไร”

“มนุษย์โง่งม! เหตุใดจึงไม่เชื่อ!”

“หากเจ้าออกมาจากกระดาษได้ ข้าจะยอมรับว่าเจ้าคือมังกรจริง”

“มีอันใดยาก! เจ้ารอตัวข้าก่อน! หึ!”

ประกายสีทองวูบผ่าน มังกรน้อยน่าเกรงขามขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่งพุ่งออกจากกระดาษทันที ส่ายหัวสะบัดหาง แยกเขี้ยวกางกรงเล็บ เหาะวนรอบฉู่หว่านหนิงอย่างภาคภูมิใจรอบหนึ่ง พลางร้องแหกปากก่อกวน “ฮ่าๆๆๆๆๆ ข้าคือมังกรยักษ์ตัวจริง มังกรยักษ์ตัวจริง ข้ามีความลับเล็กๆ มากมาย ความลับเล็กๆ มากมาย ข้ามีความลับมากมาย แต่ไม่บอกเจ้าหรอก ไม่บอกหรอก ไม่บอก…เจ้า…หรอก!”

นัยน์ตาใสกระจ่างดุจทะเลสาบน้ำแข็งของฉู่หว่านหนิงมองหนีชิวน้อยตัวนั้นอย่างเย็นชา ก่อนจะพลิกมือตะครุบตัวมันไว้บนโต๊ะ เอ่ยกับโม่หรานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เข้าใจแล้ว?”

“เข้าใจแล้ว…”

“ปล่อยข้า! เจ้ามนุษย์โง่งม! เจ้าทำหนวดของตัวข้าพันกันหมดแล้ว!”

ฉู่หว่านหนิงยกมือขึ้น จิ้มเกล็ดย้อนของมันอย่างไม่เกรงใจ เป็นเกล็ดสีแดงราวกับย้อมโลหิตเกล็ดนั้น “หุบปาก ไปทำงาน”

 

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 86 : อดีตภรรยาของตัวข้าคือตัวปัญหา

ใส่ความเห็น