[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.4

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เรื่องราวของความฝันในครั้งนี้คือฉากสยองขวัญหรือเปล่า ปกติเคยฝันแต่ถูกไล่ล่า คราวนี้รู้สึกเหมือนผมเป็นสัตว์ประหลาดเสียเอง ตั้งใจจะลุกจากที่นอน แต่เกิดอาการบ้านหมุนทำให้ทรุดลงกับเตียง ขนาดเป็นความฝันแต่ยังรู้สึกถึงอาการเวียนหัวแบบนี้ด้วย เป็นความฝันที่สมจริงมาก แถมยังรู้ตัวว่าเป็นความฝันทั้ง ๆ ที่กำลังฝันอยู่ด้วย

ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วออกจากห้อง ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้ว ผมออกมาที่ห้องนั่งเล่น กวาดตามองดูรอบ ๆ รูปลักษณ์ของบ้านเหมือนกับความฝันครั้งที่แล้วไม่ต่างจากที่คาดไว้ ทั้งห้องที่เป็นห้องนอนของผู้ชายคนนั้น ห้องแต่งตัวที่มีเสื้อผ้าของผู้ชายคนนั้น แม้แต่ห้องอาบน้ำกับห้องครัว ขนาดนี้แล้วก็คงคิดได้แค่ว่าเป็นความฝันที่ต่อจากครั้งก่อน

ผมมองสำรวจบ้านตรงนั้นตรงนี้แล้วเดินไปทางประตูบ้าน ตั้งใจจะเปิดประตู แต่เปิดไม่ได้เพราะมีกลอนประตูดิจิทัลเหมือนครั้งที่แล้วทำให้ออกไปข้างนอกไม่ได้ ทำแบบนี้ไว้เพื่ออะไรกันแน่นะ อย่างน้อยถ้าเป็นความฝันของผมก็น่าจะใส่รหัสแล้วเปิดออกได้ไม่ใช่เหรอ ผมลองกดรหัสนั้นรหัสนี้ด้วยความคาดหวังว่าจะเปิดได้ แต่ก็เปิดประตูไม่ออก

สมจริงมากจนน่าหงุดหงิดเลยแฮะ

อากาศดีมาก แม้ลมที่พัดกระทบหน้าต่างจะแรง แต่แสงแดดทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิ ผมเปิดหน้าต่างตรงห้องนั่งเล่นที่เชื่อมกับชานบ้านซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว จึงมีชานบ้านเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขนาดของชานบ้านพอวางได้แค่โต๊ะเล็ก ๆ และยังมีลูกกรงลายตารางเล็กถี่ล้อมรอบไว้อีก ไม่มีช่องให้ยื่นออกไปแม้แต่แขนข้างเดียว

“นี่มันอะไรกัน”

ผมลองเข้าไปในห้องอื่นด้วยความสงสัย แล้วลองเปิดหน้าต่างดู ก็เห็นว่าหน้าต่างทุกบานมีลูกกรงลักษณะคล้ายกันติดอยู่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าต่างเล็ก ๆ ที่อยู่ในห้องครัว

ต่อให้บอกว่าเป็นบ้านคนรวย แต่แบบนี้ก็มากเกินไปหรือเปล่า บ้านหลักที่อยู่อีกฝั่งคงจะไม่ได้ติดลูกกรงจนน่าอึดอัดแบบนี้ใช่ไหม หรือว่าบ้านคนรวยจะติดลูกกรงกันแน่นหนาแบบนี้เหมือนกันหมด ไม่มีช่องให้เข้ามาได้ และก็ไม่มีช่องให้ออกไปเหมือนกัน ถ้าพูดให้ดูดีก็คือ บ้านรองเหมือนเป็นห้องนิรภัย แต่ถ้าพูดอย่างแย่หน่อยก็คือ เป็นคุกขนาดใหญ่ดี ๆ นี่เอง ประตูที่จะออกไปข้างนอกมีแค่บานเดียวเท่านั้น ถ้ารู้รหัสล็อกประตูก็คงจะเป็นสถานที่อยู่ที่ปลอดภัย แต่ตอนนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นสถานที่คุมขังผม

ถึงยังไงความฝันก็แปลกมากพออยู่แล้ว

ผมนั่งเก้าอี้โยกที่ตั้งอยู่ตรงชานบ้านแล้วโยกเก้าอี้ไปมา ตัวสั่นไหวเล็กน้อย แขนกับขาที่ห้อยออกไปนอกเก้าอี้โยกก็ขยับด้วยเหมือนกัน สะเทือนไปถึงสติเลย ความรู้สึกงุนงงตั้งแต่เมื่อกี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แสงแดดที่ส่องลงมาร้อนนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ เลยไม่ย้ายที่

อยู่แบบนั้นไปนานแค่ไหนไม่รู้ จนได้ยินเสียงเปิดประตู ผมลืมตาที่หลับอยู่ขึ้นแล้วหันหน้าไปทางห้องนั่งเล่น ก็เห็นผู้ชายที่เพิ่งเข้ามาในบ้าน สงสัยอยู่แล้วเชียว เป็นพอมจูโดจริง ๆ ด้วย คงจะเป็นฝันต่อเนื่องจริง ๆ

ผมมองผู้ชายคนนั้นโดยไม่ได้ขยับตัวเพราะรู้สึกเพลีย เขาถอดรองเท้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วเดินไปยังห้องที่ผมออกมาอย่างรวดเร็ว ปึง เขาเปิดประตูเสียงดังเข้าไปในห้อง แล้วก็ออกมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาหันไปหาผู้หญิงที่เพิ่งเข้ามาในบ้าน

“ไปไหนแล้วครับ”

“ฉันก็ไม่ทราบ…”

“ผมกำชับไว้แล้วนี่ว่าอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว!”

ไม่ใช่แค่หงุดหงิด แต่เขากำลังโมโหแน่นอน เหมือนจะเป็นแบบนั้นเพราะผมไม่อยู่ในห้อง แต่ถึงกับจะต้องโมโหขนาดนั้นเลยเหรอ และยังคาใจกับสีหน้าตื่นตระหนกของผู้หญิงคนนั้นด้วย ท่าทางของผู้ชายคนนั้นดูเหมือนว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงจะตวาดเสียงดังลั่นบ้านแน่ ผมก็เลยใช้มือเคาะกรอบหน้าต่างชานบ้าน

ผู้ชายคนนั้นหันมาเห็นผมก็ทำหน้าตกใจ ดวงตาที่เบิกโพลงเหมือนคาดไม่ถึงนั้นดูตลก ผมก็เลยโบกมือให้เขาเล็กน้อย สีหน้าของผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังดูซีดเผือด ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า

“ทำไม…ทำไม! ทำไมถึงไปอยู่ตรงนั้น”

ผู้ชายคนนั้นรีบเดินมาเปิดประตูชานบ้าน ตะโกนเสียงดังถามผมว่า “ทำไม!” เหมือนจะดุ จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วค่อย ๆ พูดช้า ๆ คล้ายพยายามอดกลั้นอารมณ์ให้มากที่สุด

“เพราะแสงแดดกำลังดีน่ะครับ”

ผมหยุดโยกตัว แค่นั่งพิงหลังกับเก้าอี้นิ่ง ๆ แล้วเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้น พอมองดูเรื่อย ๆ ก็เริ่มเมื่อยคอจนคิ้วขมวด ผู้ชายคนนั้นดูออกจึงนั่งลงคุกเข่าแล้วสบตา

“วันนี้บริษัทหยุดอีกแล้วเหรอครับ”

“พอได้ยินว่านายตื่นแล้วก็เลยกลับมา”

“เป็นคนใหญ่คนโตเข้าหน่อยก็โดดงานง่ายเลยแฮะ”

แม้ความฝันจะสมจริง แต่ตรงจุดนี้แหละที่รู้สึกว่าเหมือนความฝัน พอผมหัวเราะเบา ๆ เขาก็มองผมอย่างพินิจพิจารณา อย่างกับเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก อย่างกับกำลังมองบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย ด้วยความรู้สึกที่คล้ายถูกสำรวจอยู่นั้น ทำให้กลายเป็นว่าเหมือนผมจงใจสบตาผู้ชายคนนั้น

“ครั้งนี้จะบอกว่าความจำเสื่อมอีกรึเปล่า หือ นายคือซอมุนยองที่อ่อนโยนอีกครั้งรึเปล่า”

ความฝันเมื่อครั้งก่อน อยู่ในความฝันเหมือนกัน แต่เขากำลังพูดถึงเนื้อหาความฝันที่เคยฝันครั้งที่แล้ว น่าทึ่งเกินกว่าจะเป็นความฝันจริง ๆ แม้ว่าความจริงแล้วจะเป็นความฝัน ไม่ใช่ความจำเสื่อม แต่ผมก็แค่ยิ้มแทนคำตอบ

“แล้วผมอยู่ตรงนี้ไม่ได้เหรอครับ”

“นายไม่สบายนี่…ควรนอนอยู่ในห้องสิ”

เขาตอบอย่างหนักแน่นขณะที่มองสำรวจทั้งใบหน้าแล้วก็ตัวผมไปด้วย คำพูดของเขาทำให้ผมก้มลงมองผ้าพันแผลที่ข้อมือโดยอัตโนมัติ

“ผมบาดเจ็บเหรอครับ”

“ใช่”

“ที่ข้อมือเหรอ…”

“…ใช่”

“บาดเจ็บได้ยังไงครับ”

ตอนแรกก็ตอบอยู่ดี ๆ แต่จู่ ๆ กลับปิดปากเงียบราวกับเป็นใบ้

“แต่ก็ ไม่ต้องบอกก็ได้ครับ”

จะรู้ไปทำไมว่าบาดเจ็บได้ยังไง ต่อให้รู้เหตุผลก็เป็นแค่ความฝันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ผมยักไหล่ ไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบจากผู้ชายคนนั้น

“เพราะถึงยังไงในความฝันก็ไม่ตายอยู่แล้ว”

“…ความฝันเหรอ”

“อีกอย่าง เป็นความฝันของผมด้วย ผมไม่ตายหรอกครับ หรือไม่ก็คงจะตื่นก่อนตาย”

ต่อให้ฝันน่ากลัวแค่ไหน แต่ถ้าสถานการณ์วิกฤตใกล้เข้ามาก็จะตื่นขึ้นในท้ายที่สุด จึงไม่ตาย พอพูดแบบนั้นออกไป สีหน้าของผู้ชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างยากที่จะอธิบาย

“ครั้งก่อนก็บอกว่าจำอะไรไม่ได้ มาครั้งนี้ก็พูดเรื่องความฝันอีกเหรอ”

“แต่มันเป็นความฝันจริง ๆ นี่ครับ”

ผู้ชายที่อยู่ในความฝันคงไม่รู้ว่าตอนนี้คือความฝัน การที่เขาไม่เข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

“แต่มันน่าทึ่งมากเลยละครับ”

“เรื่องอะไร”

“ความฝันกำลังดำเนินต่อเนื่องกันกับครั้งที่แล้ว…ความฝันครั้งนี้ก็เป็นเรื่องหลังจากที่แม่ผมเสียได้สี่ปีใช่ไหมครับ”

ดูจากใบหน้าของผู้ชายคนนั้นที่ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ก็คิดว่าคงไม่ใช่หลังจากนั้นสิบหรือยี่สิบปี

“แล้วก็สมจริงมากอย่างบอกไม่ถูก…”

พอผมลุกจากเก้าอี้เขาก็ลุกขึ้นตาม พอเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วหันหลังกลับไปก็เห็นลูกกรงที่ล้อมรอบชานบ้าน

“ทำไมต้องทำแบบนั้นเหรอครับ เข้าใจว่ากลัวโจร แต่แบบนี้ก็ดูมากไปหน่อย มันดูน่าหดหู่เกินไปน่ะครับ เหมือนคุกด้วย”

หลังของผู้ชายคนนั้นที่กำลังปิดหน้าต่างชานบ้านนั้นแข็งทื่อไปเลย

“สงสัยบ้านคนรวยจะกันขโมยกันแบบนี้ ผมนี่ก็ไม่มีเซ้นส์เลยแฮะ”

“คิดว่าเป็นความฝันจริง ๆ งั้นเหรอ”

เขาถามและยิ้มแห้ง ๆ

“คงจะเป็นความจริงสำหรับลุงใช่ไหมครับ เพราะเป็นตัวละครที่อยู่ในความฝัน”

ถึงจะเป็นความจริงสำหรับผู้คนที่อยู่ในความฝัน แต่เป็นเพียงแค่ความฝันสำหรับคนที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างผม ดูเป็นอะไรที่เป็นเชิงปรัชญานิดหน่อย ผมชื่นชมตัวเองขึ้นมาว่าตัวเองก็มีมุมแบบนี้เหมือนกันสินะ พลางยิ้ม แต่ผู้ชายคนนั้นกลับส่ายหัว

“ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยได้ไหมครับ สวนที่นี่ดูดีนี่นา”

ผมพูดพร้อมชี้ไปทางประตูบ้าน ผู้ชายคนนั้นรีบบอกว่าไม่ได้ทันที

“นายควรนอนพักอีกหน่อย”

“บอกแล้วไงครับว่าผมไม่ตายจริง ๆ หรอก ต่อให้โดนมีดแทงหรือปืนยิงก็คงไม่ตาย”

คำพูดของผมทำให้ผู้ชายคนนั้นมีสีหน้าบึ้งตึงมาก

“แต่แน่นอนว่าต่อให้เป็นความฝัน ผมก็ไม่อยากโดนมีดแทงหรือปืนยิงหรอกครับ”

“นี่ไม่ใช่ความฝัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดทำอะไรพวกนั้น”

เป็นความฝันจริง ๆ นี่นา แต่คงเป็นความจริงสำหรับเขาในตอนนี้ ผมเลยตัดสินใจว่าจะไม่พูดว่านี่เป็นความฝันหรืออะไรอีก

“ก็ได้ครับ แต่ออกไปข้างนอกไม่ได้จริง ๆ เหรอ อากาศดีนะครับ”

ผมพูดขณะมองสวนที่อยู่เลยชานบ้านไป ผู้ชายคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยเต็มใจ พอผมเดินไปยืนตรงหน้าประตูบ้าน เขาก็หยิบสลิปเปอร์ใส่ในบ้านที่อยู่อีกด้านหนึ่งมาวางให้ตรงหน้า

“จะให้ใส่นี่เหรอครับ”

ผู้ชายคนนั้นพยักหน้าให้กับคำถามของผม

“แล้วรองเท้าของผมล่ะ”

เป็นความฝันของผมแท้ ๆ ทั้งที่ผู้ชายคนนั้นมีเสื้อผ้ากับเครื่องประดับอยู่ห้องหนึ่งเต็ม ๆ แต่ผมกลับไม่มีแม้แต่รองเท้าผ้าใบสักคู่เลยเหรอ

“…ส่งไปซัก”

“ผมมีรองเท้าคู่เดียวเหรอครับ”

“ส่งไปหมดเลย”

“คัตชูส์ก็ไม่มีเหรอครับ คัตชูส์ไม่ต้องส่งซักนี่ หรือไม่อย่างน้อยก็พวกรองเท้าแตะ…”

ผู้ชายคนนั้นนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามผม เป็นความฝันของผมแท้ ๆ แต่กลับไม่มีอะไรเลย ผมเบ้ปากและหยิบสลิปเปอร์ที่ผู้ชายคนนั้นให้มาใส่ เขาหันหลังไปกดรหัสปลดล็อกประตู เมื่อประตูเปิดออก แสงสว่างก็ส่องเข้ามา

เขาเปิดประตูเดินออกไปข้างนอก ยืนหลบฝั่งหนึ่งแล้วหันมามองผม ผมลากสลิปเปอร์เดินผ่านเขาออกไปข้างนอก สวนที่ในความฝันครั้งก่อนผู้ชายคนนั้นอุ้มผมเดินผ่านปรากฏอยู่ตรงหน้า

ผมเดินผ่านทางนั้นช้า ๆ ผู้ชายคนนั้นก็เดินตามติดผม

“ทำไมผมไม่รู้รหัสล็อกประตูล่ะครับ เลยออกมาข้างนอกไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าจะทำของแบบนั้นไว้ทำไม”

อาจจะอยากให้เห็นถึงความสามารถในการจินตนาการแปลก ๆ เกี่ยวกับบ้านแพง ๆ ผมเดินไปตามทางในสวนช้า ๆ พลางมองดูรอบ ๆ ไปด้วย ต้นไม้ในสวนตัดแต่งไว้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนมาที่สวนสาธารณะเลย

“อย่างกับเป็นการหนีจากความจริงได้เลยว่าไหมครับ”

รู้ทั้งรู้ว่าต่อให้ถามก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถตอบได้ แต่ก็ยังถามออกไป เขาถามกลับมาว่าหมายถึงอะไรตามที่คิด

“ก็ความเป็นจริงทั้งน่าเศร้าแล้วก็ว้าเหว่มากนี่ครับ”

แสงแดดที่ส่องลงมาบนศีรษะนั้นอบอุ่นจนชวนให้รู้สึกอารมณ์ดี ทำให้เผยรอยยิ้มออกมา

“คงยิ้มออกมาแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ”

“ความเป็นจริงอะไรที่ทั้งน่าเศร้าแล้วก็ว้าเหว่”

“เศร้าที่ไม่มีแม่อยู่เคียงข้างผมแล้ว บ้านเงียบเหงามาก พ่อก็ไม่ค่อยกลับบ้าน พออยู่คนเดียวก็อ้างว้างและเหน็บหนาวมาก…แต่แสดงออกให้พ่อรู้ไม่ได้ เพราะพ่อก็คงจะเหนื่อยเหมือนกัน”

“แล้วยังไง ตอนนี้ดูเหมือนดีกว่าสถานการณ์ตอนนั้นงั้นเหรอ ตอนนี้ดูโอเคถึงขนาดคิดว่าหนีจากความจริงได้ด้วยสถานการณ์นี้เลยรึไง”

เป็นน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่น่าแปลกที่กลับรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังโกรธ แถมยังฟังดูคล้ายกับการเยาะเย้ยตัวเองและเยาะเย้ยผมแฝงอยู่ด้วย

“ก็แปลกอยู่เหมือนกันครับ”

ผมละสายตาจากผู้ชายคนนั้นหันไปมองด้านหน้า สวนกว้างชุ่มชื้นไปด้วยน้ำจากสปริงเกลอร์ หยดน้ำที่กระจายไปในอากาศสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจนเป็นประกายระยิบระยับเหมือนลูกแก้ว

“ไหน ๆ ก็เป็นแบบนี้แล้ว…ถ้าฝันว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ก็คงดี แม่กับพ่อแล้วก็ผมอยู่ด้วยกันในบ้านแบบนี้ แม่จะต้องชอบสวนแบบนี้แน่ ๆ ครับ”

แม่อาจจะทำให้ทั้งสวนกลายเป็นสวนดอกไม้ด้วยตัวคนเดียวโดยไม่ต้องเรียกใครมาช่วยก็ได้

“แต่ว่าทำไม…แม้แต่ในความฝันแม่ก็ยังจากไปแล้วล่ะครับ ถึงจะบอกว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็เลยสะท้อนออกมาตามนั้นให้สมจริงก็เถอะ…ถ้าอย่างนั้น ก็น่าจะมีความฝันที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่รักแล้วใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนี่นา ทำไมต้องเป็นผู้ชายที่อายุห่างกันตั้งหนึ่งรอบด้วยล่ะ”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนจงใจแล้วส่ายหัว

“บางที”

ผมหันไปมองผู้ชายคนนั้นแล้วยิ้มคล้ายหยอกล้อ

“บางทีผมอาจจะชอบเพศเดียวกันอยู่แล้วโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้มั้งครับ”

ฮู่ ผมส่งเสียงถอนหายใจออกมาแบบเกินจริง เหอะ ผู้ชายคนนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ

“แต่ถึงยังไงรสนิยมของผมก็เหมือนจะแปลกมากจริง ๆ”

“ยังไง”

“ก็ดูสิครับ เป็นผู้ชายไม่พอ แถมยังเป็นลุงอายุเยอะกว่าตั้งหนึ่งรอบ ดูจากนิสัยก็เหมือนจะไม่ค่อยมีอารมณ์ขันด้วย ครั้งก่อนเคยคิดเหมือนกันว่าผมอาจจะชอบคนที่หน้าตาแล้วก็ฐานะก็ได้”

ผมหรี่ตา เอามือลูบคาง พึมพำเหมือนพูดคนเดียว ผู้ชายคนนั้นก็ขำออกมาทันที ผมไม่คุ้นกับการได้เห็นหน้าตอนหัวเราะของเขาก็เลยมองด้วยสีหน้าอึ้งนิดหน่อย

“แต่ยังไงก็ค่อยยังชั่ว”

“เรื่องอะไรเหรอครับ”

“ที่ความหน้าตาดีและมีฐานะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้ประโยชน์”

“หลงตัวเองชะมัด”

“ไม่ได้หลงตัวเอง แต่…”

“จะบอกว่าหล่อและรวยจริง ๆ เหรอครับ”

พอเอ่ยคำที่เขาเคยพูดครั้งก่อน เขาก็พยักหน้าทันที เฮ้อ น่าหมั่นไส้ ทำไมต่อให้ฝันอยู่ก็ยังต้องมีผู้ชายที่น่าหมั่นไส้แบบนี้อยู่ด้วย ผมมองเขาด้วยหางตา ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาดึงไหล่ผมเข้าไปกอด

“ซอมุนยอง”

“มีอะไรครับ”

“ในเมื่อนายบอกว่าเป็นความฝัน ฉันก็จะทำเป็นเสียสติสักครั้งแล้วกัน”

ไม่เห็นจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยนี่ ผมยืนกลอกตาอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น เขาก้มหน้าลงมา เอาริมฝีปากแตะข้างหูผม ลมหายใจที่ลอดผ่านริมฝีปากของเขาออกมาทำให้ขนตรงท้ายทอยลุกซู่ ผมสะดุ้ง ผู้ชายคนนั้นกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา

“04261109”

ตัวเลขที่จู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาคืออะไร ผมยืนนิ่งมองผู้ชายคนนั้น แล้วเขาก็พูดต่อทันที

“รหัสที่ล็อกประตู…ถ้านายที่อยู่ตรงนี้กำลังฝันอยู่จริง ๆ …ต่อให้บอกรหัสก็คงจะไม่หายไปใช่ไหม เพราะที่นี่เป็นสถานที่สำหรับหนีจากความจริงของนาย”

พูดเรื่องอะไรกันแน่ ถ้าได้รู้รหัสล็อกประตูแล้วที่นี่จะหายไปงั้นเหรอ หรือหมายถึงผมจะหายไปจากที่นี่ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะไม่เข้าใจคำพูดนั้น แล้วผู้ชายคนนั้นก็ใช้ฟันขบติ่งหูผมเบา ๆ

“ถ้าอยากฝันต่อไปเรื่อย ๆ ก็อย่าใช้รหัสนี้เพื่อจุดประสงค์อื่น”

ใบหูข้างที่ผู้ชายคนนั้นกัดร้อนผ่าวขึ้นมา ผมเอามือปิดหูแล้วถอยห่างออกมาจากผู้ชายคนนั้นหนึ่งก้าว

“ชะ…ใช้เรื่องอะไรครับ”

ผมพยายามปิดบังอาการตื่นตระหนกและถามเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่เขาแค่ยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ตอบคำถาม

“04261109”

ผมทวนตัวเลขที่ผู้ชายคนนั้นบอกแล้วเอียงคอ เพราะเป็นตัวเลขที่รู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก

“0426 วันเกิดผมนี่ครับ”

“แล้วใครบอกว่าไม่ใช่”

“ถ้างั้น 1109 ล่ะครับ”

“คิดว่าเป็นอะไร”

นึกออกอย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่กล้าพูด แบบนี้เหมือนเป็นการยืนยันความจริงว่าผู้ชายคนนั้นกับผมเป็นแฟนกันจริง ๆ เลยรู้สึกว่าหูยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ ผมใช้ฝ่ามือพัดแล้วถอนหายใจดังฮู่

“ละ…แล้วกัดหูผมทำไมครับ”

“แล้วทำไมต้องหน้าแดง”

“ก็ลุงกัดนี่ครับ!”

“ไม่ได้กัดที่หน้าสักหน่อย”

ฮึ่ย ผมทำปากยื่น แล้วเขาก็คว้ามือผมไว้

“กลับเข้าบ้านกันเถอะ”

“ไม่ครับ”

“ต่อให้บอกว่าเป็นความฝัน แต่ถ้าตากแดดนาน ๆ ก็เป็นลมได้”

เขาชิงพูดดักคอเหมือนรู้ว่าผมจะตอบอะไร

“อาจจะเป็นความฝันก็ได้”

เขาพึมพำต่อและจับมือผมเดินไป

“ผมบอกแล้วไงครับว่าเป็นความจริงสำหรับลุง”

นี่เป็นความฝันของผม ย่อมไม่มีทางเป็นความฝันของเขาด้วยไม่ใช่เหรอ ถึงเขาจะอยู่ในความฝัน ยังไงก็ต้องรู้สึกว่าเป็นความจริงไม่ใช่เหรอ

“เหมือนความฝันเพราะได้เห็นนายยิ้มแบบนี้ไง”

เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนกระซิบและยิ้มเจื่อน

 

ใส่ความเห็น