fbpx

[ทดลองอ่าน] ฝ่ากฎรักต่างโลก ตอนที่ 7

ฝ่ากฎรักต่างโลก

 Law of a Different World 

异世之万物法则

 

焦糖冬瓜 เจียวถังตงกวา เขียน

BlueFeather แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ

 

 heart ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing heart

…XOXO… 

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

———————————————————–

 

 บทที่ 7

 

ยามที่หางของเพอริตอนตวัดอย่างรวดเร็วราวกับจะแทงทะลุลูกตา แพทย์หญิงหนึ่งเดียวในห้องก็พลันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แม้แต่หลี่เชียนและวิศวกรผู้สวมแว่นกรอบดำก็ยังอ้าปากค้าง เปล่งเสียงพูดไม่ออกสักคำ ไม่ว่าภาษาใด ๆ ก็ไม่อาจอธิบายในสิ่งที่พวกเขาเห็นได้ เสมือนว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในคลิปวิดีโอนั่นและถูกมันฆ่าตายอย่างไรอย่างนั้น

“นี่…นี่เป็นกราฟิกที่ทำจากคอมพิวเตอร์ใช่ไหม…” หลี่เชียนพูด

“ฉันส่งวิดีโอให้นายได้นะ แล้วนายก็ค่อย ๆ ตรวจดูทีละเฟรมแล้วกันว่ามันเป็นภาพกราฟิกหรือเปล่า นายเชี่ยวชาญเรื่องนี้อยู่แล้วนี่” อู๋อวิ้นว่ายิ้ม ๆ

เสียงหวีดร้องระงมดังออกมาจากวิดีโออย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าเพียงไม่กี่วินาที ความตายก็ยึดครองโลกของพวกเขาโดยสมบูรณ์

ตอนที่ภาพในจอกลายเป็นจุดสีขาวเล็ก ๆ คล้ายกับเกล็ดหิมะ สติของพวกเขาก็ยังไม่กลับมา

อู๋อวิ้นเคาะโต๊ะ และนั่นก็ทำให้เวลาที่หยุดนิ่งดำเนินต่อไปอีกครั้ง

“กฎข้อแรกของการอยู่รอดในนิเบลุงเกน ห้ามกลัวเด็ดขาด” อู๋อวิ้นยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “รู้ไหมว่าทำไมสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลกนั้นถึงจับเหยื่อจากความกลัว”

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นหลี่เชียนก็ดี หรือคนที่เหลืออีกสองคนก็ดี ทุกคนล้วนตกอยู่ในหลุมแห่งความหวาดกลัว ยังไม่อาจปีนกลับขึ้นมาได้

“เพราะเมื่อคุณกลัวอะไรสักอย่าง นั่นหมายถึงคุณไม่แข็งแกร่งเท่ามัน ในเมื่อคุณไม่อาจเทียบมันได้ ในโลกที่ผู้อ่อนแอเป็นเนื้อ ผู้แข็งแกร่งคือคนที่ได้กินเนื้อ คุณก็เป็นได้เพียงแค่เหยื่อเท่านั้น” อู๋อวิ้นพูด

“เหลวไหล! มันจะเป็นไปได้ยังไง…สัตว์ประหลาดอย่างนั้น…ใครที่ไหนมันจะไม่กลัวบ้างล่ะ” วิศวกรหนึ่งในนั้นตะโกนออกมา หมัดที่กำแน่นยังคงสั่นไม่หาย

“อ๋อเหรอ” สายตาของอู๋อวิ้นเบนมาที่โจวอวี้อีกครั้ง ทว่าไม่นานเขาก็พูดต่อ “กฎข้อที่สองของการอยู่รอดในนิเบลุงเกน อย่าหลงมัวเมาไปกับสิ่งสวยงามเป็นอันขาด ยิ่งสวยงามเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น”

วิดีโออีกตัวหนึ่งถูกเปิดขึ้นมา

ภาพที่ฉายอยู่นั้นเหมือนกับกำลังอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่กำแพงหินมีแมลงชนิดหนึ่งเกาะอยู่ ตัวของมันเรืองแสงสีน้ำเงินกระจ่าง ดูรวม ๆ แล้วเหมือนเป็นถ้ำหนอนเรืองแสงที่แสนสวยงาม เพียงแต่แสงที่ส่องสว่างเหล่านี้มีความโปร่งใสมากกว่า เป็นความงดงามที่ไม่อาจแตะต้องราวกับดวงดาวสมัยโบราณกาล

นักวิจัยที่เข้าไปในถ้ำคนหนึ่งเงยหน้าขึ้น ท่าทางคล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ เขาเอื้อมมือออกไปอย่างช้า ๆ ราวกับต้องการจะสัมผัสหิ่งห้อยพวกนั้น แมลงตัวน้อยตอบสนองความต้องการของเขา พวกมันร่วงหล่นลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับเกล็ดหิมะ

ชั่วขณะที่สัมผัสกับผิวของเขา แมลงตัวเล็กเหล่านั้นก็เจาะทะลุชอนไชเข้าไปในเนื้อทันที เขาตกใจและเกาฝ่ามือตัวเองไม่หยุดราวกับต้องการตะกุยเอาแมลงพวกนั้นออกมา โดยไม่ได้คาดคิดเลยว่าพวกมันจะเข้าไปในเส้นเลือดและแพร่พันธุ์ไปทั่วร่างกายเขาอย่างรวดเร็วเรียบร้อยแล้ว

เขาล้มลงกับพื้น เส้นเลือดทั่วทั้งร่างกลายเป็นสีน้ำเงิน ร่างกายบิดงออย่างเจ็บปวดทรมาน เสียงกรีดร้องแหบแห้งทำให้เหล่าคนที่นั่งดูวิดีโออยู่หวาดผวากันหมด

ทันใดนั้น หิ่งห้อยสีน้ำเงินมากมายนับไม่ถ้วนพลันทะลุออกมาจากร่างและแตกฮือออกไปเป็นฝูงใหญ่ ราวกับการระเบิดของดวงดาวดวงเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายเต็มท้องนภา

พวกมันบินขึ้นไปและเกาะอยู่ที่กำแพงหินดังเดิม

ทิ้งร่างที่แตกกระจายของนักวิจัยไว้เบื้องล่าง

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ เสมือนว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น

วิศวกรที่สวมแว่นกรอบดำพลันก้มหน้าลงและอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ชั่วขณะที่แว่นตาของเขาเลื่อนหล่นมันก็ถูกจับไว้ด้วยนิ้วของโจวอวี้

ไหล่ของหลี่เชียนสั่นสะท้าน ภายในแววตามีความหวาดกลัวสุดขีด

ส่วนแพทย์หญิงคนสุดท้าย เธอยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้าง

“ผม…ผมไม่เข้าร่วมโครงการวิจัยบ้านี่แล้ว! พวกคุณปล่อยผมกลับไปเดี๋ยวนี้! ให้ผมกลับไป!” วิศวกรที่ขย้อนของเสียออกมาพูดโพล่งขึ้นพลางใช้มือทุบโต๊ะอย่างบ้าคลั่ง

พวกเขาทั้งหมดได้รับการแจ้งแล้วว่าโลกใบนั้นอันตราย

แต่ความอันตรายที่ว่า มันอยู่นอกเหนือจากที่พวกเขาคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง

“ลูกศรที่ยิงออกไปแล้วไม่มีวันรั้งกลับ [1] จวี้ลี่กรุ๊ปไม่มีวันทิ้งหมากของตัวเองไว้ข้างหลัง” อู๋อวิ้นเดินไปที่ข้างหลังของวิศวกรและกดไหล่เขาเบา ๆ คล้ายจะช่วยทำให้เขาผ่อนคลาย “คุณหลี่ซือเจ๋อ ตราบใดที่คุณจำในสิ่งที่ผมพูดได้ ทำในสิ่งที่ผมต้องการให้ทำได้ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีชีวิตอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสัญญากับจวี้ลี่กรุ๊ปอย่างแน่นอน จวี้ลี่กรุ๊ปไม่เคยข้ามสะพานได้แล้วรื้อสะพานทิ้ง [2] ขอแค่คุณไม่ทำให้ความลับของมันรั่วไหล ชีวิตของคุณหลังจากนั้นจะมีแต่สิ่งดีงาม ความปรารถนาต่าง ๆ ที่คุณต้องการ จวี้ลี่กรุ๊ปสามารถทำให้เป็นจริงได้แน่”

วิศวกรหลี่ซือเจ๋อรับแว่นตาคืนมาจากโจวอวี้

“เอาละ ผมจะพูดถึงกฎข้อที่สามและมันก็สำคัญมาก ดูเผิน ๆ เหมือนจะทำง่ายกว่าสองข้อก่อนหน้า แต่กฎข้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้มากที่สุด” อู๋อวิ้นเก็บท่าทางเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้านกลับมา ท่าทีที่เปลี่ยนเป็นการเป็นงานเช่นนี้ โจวอวี้คาดเดาไม่ออกสักเท่าไร “อย่าไว้ใจสิ่งมีชีวิตหน้าไหนในนิเบลุงเกน ไม่ว่าพวกมันจะชอบคุณมากแค่ไหน คลั่งคุณมากเพียงใด หรือทำราวกับคุณมีความสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของมันเอง พวกคุณจงจำไว้ พวกมันไม่มีความรัก หากพวกมันทำให้คุณรู้สึกถูกดึงดูด หวั่นไหว หรือยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อมันแล้วละก็ คุณจบเห่แล้ว สิ่งที่พวกมันต้องการมีเพียงแค่การสืบพันธุ์ออกลูกออกหลาน และโครงสร้างร่างกายของมนุษย์อย่างเราก็แค่นั้น ไม่ว่าจะปริมาณโปรตีนหรืออะไรอย่างอื่นก็ตามแต่ สำหรับพวกมันแล้วเรียกได้ว่าเป็นอัตราส่วนที่สมบูรณ์แบบและเหมาะสมที่สุดที่จะให้ลูกหลานของพวกมันได้เติบโต ทว่าไม่ใช่ในฐานะคู่ชีวิต แต่เป็นแค่สารอาหารเท่านั้น”

“คุณบอกว่ารักงั้นเหรอ สัตว์ประหลาดแบบนั้นเราจะไปหลงเสน่ห์มันลงได้ยังไง!” แพทย์หญิงรู้สึกว่าสิ่งที่อู๋อวิ้นพูดนั้นไร้สาระสิ้นดี

“วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในนิเบลุงเกนมีความพิเศษมาก ที่นี่ สิ่งมีชีวิตที่อยู่สูงที่สุดบนห่วงโซ่อาหารก็คือมนุษย์อย่างเรา เพราะเรามีกระบวนความคิดที่ดีกว่าสัตว์อื่น แต่ที่นั่น สิ่งมีชีวิตมีการวิวัฒนาการไปจนถึงระดับที่ทำให้พวกคุณต้องนึกไปถึงหนังไซไฟเลยล่ะ พวกเราแบ่งสิ่งมีชีวิตของที่นั่นออกเป็นห้าระดับ และสิ่งมีชีวิตระดับเอสที่เป็นระดับสูงสุดก็มีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการลอกเลียนแบบ การเลียนแบบนี้แตกต่างจากการเลียนแบบในโลกของเรา เซลล์ของพวกมันสามารถจัดระเบียบขึ้นใหม่และเปลี่ยนรูปร่างของมันให้เป็นดั่งเช่นมนุษย์ได้…มนุษย์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดเย้ายวนใจ พวกมันสามารถเปลี่ยนตัวเองให้มีรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหลที่สุด ให้ใครก็ตามลุ่มหลงในตัวมัน”

ไม่ได้มีเพียงพวกหลี่เชียนเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่โจวอวี้ก็ยังรู้สึกตะลึง

มันสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นที่แตกต่างจากตัวตนเดิมโดยสิ้นเชิงได้จริง ๆ น่ะเหรอ

คราวนี้ภาพที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอคือนักวิจัยหญิงคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ เธอถูกขังอยู่ในห้องวิจัยปิดห้องหนึ่ง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว พร้อมทั้งร้องตะโกนว่า ช่วยด้วย” “ได้โปรด ช่วยฉันด้วย” ไม่หยุด เธอทุบตีหน้าท้องของตัวเอง น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอย่างสิ้นหวัง

“ฉันรู้จักเธอ…เธอเป็นนักพยาธิวิทยาที่เก่งมากคนหนึ่ง…เกิดอะไรขึ้นกับเธอ”

“คุณหมอหานลี่ นี่ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอว่าเธอท้อง” อู๋อวิ้นตอบ

“ฉันหมายถึง…เกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่อยู่ในท้องเธอต่างหากล่ะ! ทำไมเธอถึงเป็นแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าเธอท้อง แล้วทำไมพวกคุณต้องทำแบบนั้นกับเธอด้วย”

“เพราะภายในท้องของเธอคือสิ่งมีชีวิตระดับเอสของนิเบลุงเกน” อู๋อวิ้นสอนและฝึกเธอมาเป็นอย่างดี ทว่าหลอมเหล็กกลับไม่เป็นเหล็ก [3] “ผมเตือนเธอไปไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังรั้นไม่คิดจะฟัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีอารมณ์ความรู้สึกมากที่สุด เธอเอาแต่คิดว่าตัวเองสามารถเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ได้ ในระหว่างการสำรวจเธอบังเอิญได้พบกับชายคนหนึ่งที่เซ็กซี่และงดงามหมดจด แล้วหลังจากนั้นเธอก็ตั้งครรภ์”

หลังจากนั้นไม่กี่วินาที นักพยาธิวิทยาคนนั้นก็เสียชีวิต หานลี่ปิดตาไม่กล้ามองภาพนั้น เสียงกรีดร้องของนักพยาธิวิทยาดังออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลี่เชียนฟุบหน้าลงกับแขน หลี่ซือเจ๋ออยากจะอาเจียนออกมาแต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในท้องอีกแล้ว

มีเพียงแค่โจวอวี้คนเดียวเท่านั้นที่นั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่ขนคิ้วไม่กระดิกแม้แต่เส้นเดียว

เมื่อวิดีโอสิ้นสุดลง ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครอยากพูดอะไรออกมาเลยสักคน

อู๋อวิ้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “อย่าเพิ่งไปเครียดน่า ตราบใดที่พวกคุณยังจำกฎสามข้อแห่งการอยู่รอดได้ เปอร์เซ็นต์ที่พวกคุณจะรอดก็มีสูงทีเดียว หลี่เชียน นายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในห้อง ยังจำได้ไหมว่ากฎทั้งสามข้อมีอะไรบ้าง”

หลี่เชียนอ้าปากค้าง ในหัวของเขามีแต่ความว่างเปล่า ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ฟังก่อนหน้านี้ถูกลบออกจากหัวจนหมด ไม่เหลือความทรงจำแม้แต่อย่างเดียว

“ไม่เอาน่า นายอายุน้อยที่สุดเลยนะ ฉันก็นึกว่านายจะความจำดีที่สุดเสียอีก” อู๋อวิ้นถอนหายใจ “ฟังนะ ผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ข้อแรก ความกลัวคือเครื่องหมายของการถูกล่า คุณต้องอย่ากลัว ข้อสอง สิ่งมีชีวิตยิ่งสวยงามยิ่งอันตราย ห้ามเข้าใกล้ ข้อสาม อย่าหลงไปกับการลอกเลียนแบบของสิ่งมีชีวิตระดับเอสพวกนั้น พวกมันไม่มีความรู้สึกเหมือนอย่างมนุษย์ ไม่มีความรู้สึกรัก และไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับพวกมัน”

กฎสามข้อ จำได้แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้

เพราะมันเป็นสิ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณของมนุษย์

หลังชั้นเรียนสิ้นสุดลง หลี่เชียนและคนอื่น ๆ ก็ย้ายไปที่อื่น พวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีโอกาสเจออันตรายน้อยกว่าโจวอวี้มาก

ในช่วงหกเดือนหลังจากนั้น โจวอวี้ได้รับการฝึกอย่างเข้มงวด ครอบคลุมไปถึงการใช้อาวุธพิเศษต่าง ๆ การแยกแยะสิ่งมีชีวิตในนิเบลุงเกน การทำงานเป็นทีมและอื่น ๆ อีกสารพัดที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้

โจวอวี้รู้ดีว่าต่อให้ฝึกอยู่ที่นี่ทั้งชีวิตก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับการไปอยู่ในนิเบลุงเกนเพียงแค่หนึ่งนาที สิ่งที่กำหนดความเป็นความตายคือการต่อสู้ที่แท้จริง

ทว่าหลังจากวันนั้น โจวอวี้ก็ไม่เห็นครูฝึกอู๋อวิ้นที่สอนในชั้นเรียนแรกอีกเลย

หกเดือนต่อมา โจวอวี้ได้รับแจ้งว่าให้เข้าร่วมกับทีมส่งตัวเพื่อเดินทางไปยังนิเบลุงเกน ข่าวที่ได้รับนี้ไม่ได้ทำให้โจวอวี้รู้สึกปั่นป่วนเท่าไรนัก สภาวะอารมณ์ของเขาคงที่กว่าที่คิด และเขารู้ว่าโจวชิงอยู่ในทีมส่งตัวนี้ด้วย

โลกทั้งสองเชื่อมต่อกันโดยใช้อุปกรณ์รับส่งแม่เหล็กที่มีความละเอียดสูงมาก ยามที่โจวอวี้ก้าวเข้าไปในห้องควบคุม เขาก็ได้เห็นภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องปรากฏข้อมูลมากมายวิ่งกะพริบไปมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคและนักวิจัยต่างยุ่งจนหัวหมุน สภาพการณ์ช่างคล้ายกับการเตรียมตัวปล่อยจรวดขององค์การอวกาศไม่มีผิด

“เจ้าหน้าที่ทุกท่าน กรุณาเข้าไปนั่งประจำที่ที่ยานส่งตัว”

เสียงแจ้งเตือนเย็นเยือกดังขึ้นเหนือศีรษะ

เบื้องหน้าของโจวอวี้ในขณะนี้คือประตูวงแหวนโลหะที่มีอะไรบางอย่างเหมือนกับรถรางจอดอยู่ด้านหน้า ดู ๆ แล้วก็คล้ายกับดาวเทียมสำรวจอวกาศอยู่นิดหน่อย ทั้งเย็นเยียบและปิดมิดชิดทุกซอกทุกมุม

ขณะที่เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า ใครบางคนก็เรียกเขาไว้

“ไง โจวอวี้”

 

 

[1] หมายถึง สิ่งใดที่ทำลงไปแล้วไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก

[2] หมายถึง เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็ถีบหัวส่ง

[3] หมายถึง เข้มงวดเพราะอยากให้ได้ดี แต่คนที่ถูกคาดหวังกลับทำให้ผิดหวัง

ใส่ความเห็น