[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 87 : ตัวข้าไม่อยากให้ท่านรับศิษย์อีก

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

87

ตัวข้าไม่อยากให้ท่านรับศิษย์อีก

มังกรน้อยไปมาดั่งวายุ เพียงชั่วหนึ่งถ้วยชาก็พุ่งกลับเข้ามาทางหน้าต่าง ตะโกนเสียงดังลั่น “สืบพบแล้ว สืบพบแล้ว ในเรือนแรมนี้มีร่องรอยอาคมมากมาย วะฮ่าๆๆ”

“หนีชิวน้อย เจ้าจะตะโกนเสียงดังทำไม กลัวห้องข้างๆ ไม่ได้ยินหรือไรว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่” โม่หรานฟุบอยู่กับโต๊ะ ยื่นนิ้วไปลูบตัวมังกรน้อย มังกรน้อยสะบัดหางขวับ ฟาดลงบนหลังมือเขา แต่ถึงอย่างไรก็ทำจากกระดาษ ไม่เพียงไม่เจ็บ กลับรู้สึกจั๊กจี้

“หนุ่มหน้าขาว [1] น่ารำคาญอย่างเจ้า อย่ามาแตะตัวข้า ตัวข้ายังไม่ได้แต่งาน ให้เจ้าลูบเปล่าๆ ต่อไปจะเป็นมังกรได้อย่างไร”

โม่หรานหัวเราะ “อะไรนะๆ มังกรกระดาษอย่างเจ้ายังจะแต่งงาน?”

“วะ…! ถุยๆๆ! เจ้าสิกระดาษ! สุนัขไร้ค่า!”

“เหตุใดเจ้าก็เรียกข้าว่าสุนัขไร้ค่า เจ้าคงมิได้แซ่เซวียกระมัง”

“ตัวข้าแซ่เซวีย? หึ เด็กน้อยโง่เขลา ตัวข้าคือจู๋หลง [2] ที่ทรงเกียรติที่สุดนับแต่ยุคเบิกฟ้าผ่าพสุธา ลืมตาเป็นทิวา หลับตาเป็นราตรี หายใจออกเป็นคิมหันต์ หายใจเข้าเป็นเหมันต์ เดินไม่เปลี่ยนชื่อนั่งไม่เปลี่ยนแซ่ จู๋จิ่วอินนั่นเอง!”

“…ฟังไม่เข้าใจ”

“วะ ย้ากๆๆ!” มังกรน้อยโมโหจนหมุนติ้ว เอาหัวกว้างสองนิ้วมือของตนกระแทกพุ่งชนเชิงเทียน ชนจนเปลวเทียนวูบไหว น้ำตาเทียนสีแดงไหวระริก โม่หรานรีบคว้าไว้ไม่ให้ล้ม แต่ทันทีที่ยื่นมือไปก็ถูกมังกรน้อยกัด น่าเศร้าที่ฟันกระดาษกัดไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด จู๋จิ่วอินถูกโม่หรานลากหางโยนไปข้างๆ ลอยไปแปะที่สาบเสื้อของฉู่หว่านหนิง สิ้นฤทธิ์ไปเลย

“ฉู่หว่านหนิง” มังกรน้อยยกหนวดอ่อนปวกเปียกเส้นหนึ่งของมันจิ้มเสื้อของฉู่หว่านหนิงอย่างไร้เรี่ยวแรง “เจ้าโจรสุนัขนั่นตีข้า”

ฉู่หว่านหนิงคร้านจะพูดพล่ามกับมังกรน้อย ดึงมันลงมา ตบลงบนโต๊ะ “ด้านนอกมีข่ายอาคมอะไร”

“หึๆ เจ้ากล้าเรียกตัวข้าว่าองค์ชายรัชทายาทมังกรหรือไม่เล่า หากเจ้าเรียก ตัวข้าก็จะ…”

ฉู่หว่านหนิงจ้องเขาอย่างเย็นชา “พูด”

“…”

มังกรน้อยถูกลบหลู่ โกรธจนตัวพอง หนวดชี้ฟ้า ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วเชียวทั้งคู่ถลึงมองฉู่หว่านหนิงอย่างเดือดดาล ปากมังกรอันสูงส่งอ้าครึ่งหนึ่ง พ่นลมหายใจฟู่ๆ ผ่านไปสักพักก็พ่นหมึกดำคำใหญ่ออกมา

ฉู่หว่านหนิงหรี่ตา “หากเจ้าสิ้นเปลืองหมึกพู่กันอีก ข้าจะเผาเจ้าทิ้ง” ว่าพลางหิ้วหางมันขึ้นมา ทำท่าจะโยนมันไปที่เปลวไฟ “ให้เจ้ากลายเป็นจู๋หลงจริงๆ”

“ได้ๆๆ! เจ้าร้ายกาจ! เจ้าร้ายกาจ! ข้าพูดแล้ว! ข้าพูดแล้ว พอใจหรือยัง จริงๆ เลย!”

มังกรน้อยถุยหลายครั้งติดต่อกัน พร้อมกับพ่นน้ำหมึกออกมาเป็นจุดๆ บ่นพึมพำแบบที่เสียงไม่เบาเลย “ดุจะตายชัก มิน่าหลายปีขนาดนี้ ทุกครั้งที่เจอเจ้า ล้วนไม่มีภรรยา!”

“เอ๋?” โม่หรานกะพริบตาปริบๆ แอบเหลือบมองฉู่หว่านหนิง พลางยิ้มอย่างไม่ประสงค์ดี “ไหนอาจารย์บอกว่ามีอาจารย์หญิง”

“…” ฉู่หว่านหนิงไม่สนใจเขา คิ้วกระบี่เคร่งขรึม ตวาดเกรี้ยวใส่มังกรน้อย “พูดมากนัก ยังไม่รีบเขียนอีก!”

“หึ! บุรุษโสโครก!”

มังกรน้อยหมอบลงบนกระดาษเซวียนจื่อที่ปูรอเอาไว้แล้ว ใช้พลังอาคมรวบรวมน้ำหมึกไว้ในกรงเล็บ คำรามฮึดฮัดพลางวาดสัญลักษณ์บิดๆ เบี้ยวๆ เหมือนหมาตะกุยออกมาที่ปลายกระดาษด้านหนึ่ง

ไม่น่าแปลกที่เขามิอาจบรรยายอาคมที่เห็นออกมาตรงๆ ได้ เพราะสติปัญญาของสมองกระดาษนั้นมีจำกัด จึงไม่อาจจำแนกจากร่องรอยที่ทิ้งไว้ได้ว่าอาคมดั้งเดิมนั้นคืออะไรกันแน่ จำต้องขีดๆ เขียนๆ สิ่งที่เห็นออกมาตามต้นแบบ เคราะห์ดีที่ฉู่หว่านหนิงจำแนกได้ ขณะหลุบตาลงมอง ก็เอ่ยชื่ออาคมออกมาช้าๆ

มังกรน้อยวาดพระจันทร์เสี้ยว

ฉู่หว่านหนิง “อาคมสงบจิต ที่นี่มีคนนอนไม่หลับ”

มังกรน้อยวาดค่ายกลเจ็ดดารา

“อาคมดาราพิทักษ์ มีคนวางแนวป้องกันไว้ที่นี่”

มังกรน้อยวาดตลับแป้งชาด

“…อาคมเปล่งปลั่ง”

โม่หรานหัวเราะพรืด พลางยกมือ “อันนี้ข้ารู้จัก อาคมเล็กๆ ที่แม่นางน้อยใช้บำรุงความงามตอนกลางคืน เป็นเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อผู้นั้นกระมัง”

ฉู่หว่านหนิงไม่แสดงความเห็น ท่าทางเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว เพราะวาดมาหลายอันมีแต่อาคมที่ไม่เกี่ยวข้อง นิ้วมือเรียวของเขาเคาะโต๊ะไม้สองที นิ่วหน้าเอ่ย “วาดอันต่อไป”

มังกรน้อยวาดต่อเป็นหัวใจหนึ่งดวง

โม่หรานเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่คืออะไร”

“อาคมชำระจิต” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ไม่สำคัญ มีคนกำลังทำสมาธิเท่านั้น อันต่อไป”

มังกรน้อยวาดรูปหัวหมาบิดๆ เบี้ยวๆ

“…อาคมกำราบสัตว์…” ฉู่หว่านหนิงกุมขมับ “เจ้า เลือกวาดอันที่สำคัญ อาคมพอกหน้า แหย่หมา กล่อมคนหลับพวกนี้ไม่ต้องวาดอีก อันต่อไป”

มังกรน้อยผงกหัวขึ้น พ่นลมจนหนวดพะเยิบ ค้อนใส่ฉู่หว่านหนิง “จู้จี้ชะมัด!”

“วาด!”

มังกรน้อยกระดาษกลัวถูกโยนไปบนเชิงเทียน กลายเป็น “จู๋หลง” จริงๆ จึงต้องใช้สองกรงเล็บน้อยๆ ลบหน้ากระดาษอย่างกระฟัดกระเฟียด คราวนี้วาดใหม่เป็นรูปค่ายกลที่ดูซับซ้อนอย่างยิ่ง แค่มองก็ดูลึกลับน่าพิศวงยิ่งนัก

“ดูแล้วเหมือนวงกลมสองวง มีกากบาทหนึ่งอัน จากนั้นเส้นตรงแนวตั้งอีกเส้นก็ตัดผ่านลงมา ดูคล้ายผังแปดทิศอินหยาง [3] อยู่หน่อยๆ” โม่หรานเบิกตากว้าง “อาจารย์ นี่คงมิใช่สิ่งที่บุคคลลึกลับทิ้งไว้บนอาวุธ…”

“มิใช่” ฉู่หว่านหนิงเหลือบมองเพียงแวบเดียว ขมับเริ่มปวดตุบๆ “อาคมเปลี่ยนเสียง”

“เอ๋? เอามาทำอะไร”

“มีคนไม่พอใจเสียงโดยกำเนิดของตน หรืออาจเพราะความจำเป็นอื่น จึงอยากเปลี่ยนเสียงของตน อาคมเปลี่ยนเสียงจึงช่วยได้ มิใช่อาคมที่ยากมากแต่อย่างใด” ฉู่หว่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “เพียงแต่ใช้อาคมเปลี่ยนเสียงไปนานวันเข้า จะทำลายลำคอ จนยากจะฟื้นฟูเสียงเดิมได้อีก…อาคมนี้ออกจากประหลาดอยู่บ้าง ไม่รู้เป็นผู้ใดใช้”

โม่หรานฟังแล้วก็ยิ้ม “เป็นเช่นนี้เอง เช่นนั้นก็ไม่แปลก”

ฉู่หว่านหนิงถอนหายใจ กำลังจะพูดว่า “ต่อไป” พลันชะงัก คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ แววตาสว่างวาบหันไปมองโม่หรานทันที

“เหตุใดจึงไม่แปลก…เจ้ารู้อะไรอย่างนั้นหรือ”

“ข้าจะรู้อะไร ข้าเพียงรู้สึกว่ามีคนไม่พอใจเสียงตัวเอง นี่ปกติยิ่งนัก อาจเป็นแม่นางซ่งผู้นั้น บางทีเสียงเดิมนางอาจแหบห้าวไม่น่าฟัง จึงอยากเปลี่ยนให้เสนาะหูขึ้นบ้างอย่างไรเล่า”

“…” ฉู่หว่านหนิงสะบัดแขนเสื้อ “ทั้งวันคิดแต่อะไรเพ้อเจ้อ” จากนั้นหันไปเอ่ยกับมังกรน้อย “ดูอันต่อไป”

มังกรน้อยวาดหัวใจอีกดวงหนึ่ง

โม่หราน “ไอ้หยา อาจารย์บอกแล้วว่าไม่ต้องวาดอาคมชำระจิตอีกมิใช่หรือ”

“ถุย ไอ้หนู เจ้าจะไปรู้อะไร” มังกรน้อยถลึงตาจ้องเขาอย่างฉุนเฉียว พลันฟาดหางลงไปอย่างแรง เกิดเป็นรอยหมึกดำบนหัวใจทันที จากนั้นละเลงจนทั่วจนหัวใจเป็นสีดำทั้งดวง

“นี่อะไร อาคมใจดำ?”

ฉู่หว่านหนิงดูเหมือนจะกระดาก หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าว “ไม่ใช่ น่าจะเป็นอาคมพิศวาส”

“คืออะไร”

“เหมือนกับลูกกลอนพิศวาสที่หอเซวียนหยวนขาย” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “ล่อลวงใจให้คนเกิดความเสน่หาต่อตนเองอะไรเทือกนั้น โดยทั่วไปล้วนเป็นสตรีใช้”

โม่หรานพลันเบิกตากว้าง “ไม่หรอกกระมัง? คงมิใช่ทางฝั่งซ่งชิวถง…”

“เรื่องทำนองนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไร” ฉู่หว่านหนิงขัดเคืองอย่างเห็นได้ชัด สะบัดแขนเสื้อพลางเอ่ย “เรื่องความรู้สึกของคนอื่น จะไปยุ่งมากทำไม พวกเขาจะทำอะไรบ้าบิ่น ก็เป็นเรื่องของพวกเขา”

“แต่ว่านะฉู่หว่านหนิง อาคมพิศวาสนี้เจ้าไม่สนใจจริงหรือ” มังกรน้อยโบกหางพลางเอ่ยอย่างเบิกบานใจ “ข้าว่าอาคมนี้น่าสนใจ หากเจ้ายอมเรียกข้าว่าองค์ชายรัชทายาทมังกรสามครั้ง ข้าก็จะ…”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตาลง รังสีสังหารพลุ่งพล่าน “หุบปาก วาดอันต่อไป”

“เฮอะ! แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ!”

“เจ้าจะวาดไม่วาด”

มังกรน้อยไม่วาดแล้ว ทรุดตัวลงนั่งดังแปะ ใช้กรงเล็บกุดๆ เล็กๆ เกาพุงตนเอง

ฉู่หว่านหนิงหน้าทะมึน “ทำไม หรือว่าหมึกหมด?”

“โง่เง่า ไม่มีค่ายกลแล้ว” มังกรน้อยเหลือกตาขาวใส่ “วาดมาตั้งเยอะแยะ เจ้ายังไม่พอใจอีก หมดแล้วๆ มีเท่านี้แหละ นอกจากพวกนี้ ในเรือนแรมแห่งนี้ก็สะอาดสะอ้าน ไม่มีอาคมอะไรทั้งสิ้น”

ได้ยินมันพูดเช่นนี้ สีหน้าของฉู่หว่านหนิงและโม่หรานก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย โม่หรานถาม “หมดแล้ว?”

“หมดน่ะสิ”

ฉู่หว่านหนิง “ไม่มีอาคมที่ใช้สำรวจแก่นวิญญาณ?”

“ไม่มีหนิ”

ศิษย์อาจารย์ทั้งสองมองหน้ากัน แต่ละคนดูเหมือนไม่ค่อยอยากเชื่อ ต้องรู้ว่า หากบุคคลลึกลับผู้นั้นคิดอาศัยงานประมูลหอเซวียนหยวนค้นหาร่างแก่นวิญญาณใหม่ จะต้องประทับอาคมสำรวจไว้บนเทพศัสตรา ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเทพศัสตรานั้นบริสุทธิ์ไม่มัวหมอง ไม่ได้ผูกติดอยู่กับอาคมใดๆ …หรือว่าพวกเขาเข้าใจผิดตั้งแต่แรก การปรากฏตัวของดาบมั่วเตาเล่มนี้ ความจริงไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลลึกลับนั้นเลย?

มังกรน้อยเห็นคนทั้งสองเงียบไป พลันทะยานขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง หมุนวนซ้ายขวา ส่งเสียงฮึ่มฮั่ม “นี่ พวกเจ้าสนใจตัวข้าหน่อยสิ ตัวข้าวาดจนเหนื่อยไปหมด มีสักคนปรบมือชื่นชมตัวข้าหรือไม่”

อาจเพราะฉู่หว่านหนิงกำลังหงุดหงิด เห็นมันยังโวยวายเช่นนี้ จึงยกมือขึ้นเรียกยันต์เหลืองแผ่นหนึ่งออกมากลางอากาศ พอมังกรน้อยเห็นเข้าก็แผดร้อง ตะโกนซ้ำๆ ว่า “ข้าไม่เอาๆๆๆ!” ทว่าในชั่วพริบตา ตัวมันก็ถูกดูดเข้าไปในยันต์วิญญาณ กลายเป็นภาพวาดบนแผ่นกระดาษ ปลายนิ้วฉู่หว่านหนิงจิ้มลงไปอีกที มังกรในภาพจึงค่อยๆ เลือนหายไป

ก่อนหายไปมันยังกะพริบตาใส่ฉู่หว่านหนิงเหมือนถูกหลู่เกียรติ

ฉู่หว่านหนิง “มีเรื่องค่อยเรียกเจ้าออกมาใหม่”

มังกรน้อยตัดพ้ออย่างเจ็บช้ำน้ำใจ “มีเรื่องหาจงอู๋เยี่ยน ไม่มีเรื่องหาซย่าอิ๋งชุน [4] ฉู่หว่านหนิง ฉู่หว่านหนิง เจ้ามันใจดำนัก…”

“ไสหัวกลับไปเลย!” ฉู่หว่านหนิงที่เดิมยังพูดกับมันดีๆ พอได้ยิน คิ้วเข้มก็ตั้งด้วยความโมโห พับยันต์แล้วตบลงดังแปะ เก็บกลับเข้าแขนเสื้อ

ค่ำนี้ ฉู่หว่านหนิงนอนบนเตียง โม่หรานนอนบนพื้น

คนทั้งสองต่างมีเรื่องกังวลในใจ

คิดไม่ถึงว่าบนเทพศัสตรากลับไม่มีอาคมใดๆ เป็นเพราะบุคคลลึกลับนั่นมีวิธีสำรวจรากวิญญาณที่พวกเขาไม่รู้ หรือว่าคนผู้นั้นมิได้ใจร้อน ไม่ได้คิดหาคนที่มีแก่นวิญญาณแข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้

“โม่หราน”

ในความมืดมิด ฉู่หว่านหนิงเรียกเขา

โม่หรานตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ “หืม?”

“พรุ่งนี้เรากลับยอดเขาสื่อเซิงกันก่อน”

เขาพลันลืมตา

“อะไรนะ”

“คนผู้นั้น แม้แต่งานประมูลหอเซวียนหยวน ก็ยังยอมพลาดไปได้ เขาอาจมีวิธีอื่นในการค้นหา เราสืบต่อไปเช่นนี้คงไม่ได้ผลลัพธ์ใดๆ กลับยอดเขาสื่อเซิงก่อน ข้าจะให้ท่านประมุขส่งสารลับให้อีกเก้าสำนักใหญ่ ให้พวกเขาสืบในสำนักตนว่ามีร่างแก่นวิญญาณหรือไม่ หากว่ามี จะได้ปกป้องเอาไว้ก่อน ดีกว่าเฝ้าตอรอกระต่าย [5] อยู่เช่นนี้”

“จะได้อย่างไร หากบุคคลลึกลับผู้นั้นเป็นเจ้าสำนักคนใดคนหนึ่งของสิบสำนักใหญ่เล่า”

“เป็นไปได้น้อยยิ่ง ต่อให้ใช่ก็ไม่เป็นไร เขารู้แต่แรกแล้วว่าเรากำลังสืบหาเบาะแสเขาอยู่ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องนี้”

“เช่นนั้นอาจารย์จะทำให้เจ้าสำนักเหล่านั้นฟังคำพูดของท่านลุงได้อย่างไร” โม่หรานเอ่ยอย่างงุนงง “หรืออาจารย์จะบอกเรื่องราวทั้งหมดกับพวกเขา?”

“นั่นไม่จำเป็น ทั้งยังไม่แน่ว่าพวกเขาจะเชื่อ” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยอย่างเฉยชา “ข้าย่อมมีวิธี”

โม่หรานประหลาดใจ “วิธีอะไร”

“รับศิษย์”

“!”

“ข้าจะพูดกับท่านประมุขเอง ให้เขาบอกอีกเก้าสำนักว่า เขตอาคมที่กั้นโลกภูตผีมักเกิดรอยรั่ว เป็นภัยต่อทั้งสี่ทิศ อวี้เหิงแห่งยอดเขาสื่อเซิงจะรับศิษย์อย่างมากห้าคน เพื่อถ่ายทอดอาคม เช่น ข่ายอาคมเหนือวิสุทธิ์และข่ายอาคมสังหาร” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงราบเรียบ “สำนักเหล่านั้นเชิญข้าไปเป็นที่ปรึกษาหลายครั้งเพื่อสอนการสร้างข่ายอาคมเหล่านี้ หากข้าปล่อยข่าวออกไปว่ายินยอมสอนวิชา ไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะไม่มา เพียงแต่ข้ารับเฉพาะร่างวิญญาณระดับสูงเป็นศิษย์ เพื่อที่จะคัดเลือกคนที่มีพรสวรรค์ เจ้าสำนักเหล่านั้นต้องทดสอบคุณสมบัติของศิษย์ทั้งหมดในสำนักแต่โดยดีแน่นอน เป้าหมายของเราก็สำเร็จแล้ว”

โม่หรานกลับไม่เห็นด้วย ในความมืด ใบหน้าเขาเขียวคล้ำไปหมด “ท่าน…ท่านจะรับศิษย์อีก?”

“แล้วแต่วาสนา”

ฉู่หว่านหนิงพลิกตัว ดูเหมือนในที่สุดเริ่มจะง่วงแล้ว เสียงจึงเบาลง

“ข้าจะให้พวกเขาแจ้งชื่อมาก่อนหลังจากหาพบ จากนั้นค่อยให้พวกเขาฝึกฝนการสร้างข่ายอาคมทั่วไป อีกสามปีให้หลัง หากในพวกเขายังมีคนยืนหยัดอยู่ เช่นนั้นก็ต้องรับ…”

ในความมืด เสียงของคนบนเตียงค่อยๆ งัวเงีย โม่หรานรู้สึกเหมือนในอกมีไหน้ำส้ม [6] ถูกเตะคว่ำ เปรี้ยวจนเขาปวดใจไปหมด

รับศิษย์อีก?

ชาติก่อนท่านรับศิษย์เพียงสามคน จุกจิกยิ่งนัก ชาตินี้เหตุใดไม่จุกจิกแล้ว เหตุใดคิดจะรับก็รับ!

อยากพูดกับเขาต่อ แต่พอคำพูดมาถึงปาก ก็กลับเงียบลงไปอีก

ฉู่หว่านหนิงย่อมไม่รู้ถึงคลื่นน้ำส้มถาโถมของโม่หราน ในที่สุดก็หลับไป

กลางคืนอากาศหนาวเย็นยิ่งนัก โม่หรานสวมเสื้อลุกขึ้นมาเรียกฉู่หว่านหนิงเบาๆ สองสามครั้ง เห็นเขาไม่ตอบสนอง จึงผลักประตูออกจากห้องไปเงียบๆ

ทางเดินในเรือนแรมเงียบสงัด มีเพียงโคมไหมสีแดงไม่กี่ดวงส่องสลัวอย่างสงบ สะท้อนพื้นไม้กระดานจนเห็นเงากลับหัวสีส้มไหววูบ

แม้ฉู่หว่านหนิงทดสอบเทพศัสตราแล้ว

แต่โม่หรานยังไม่ได้ทดสอบปู้กุยของเขา

ต้องรู้ว่า หากเทพศัสตราอยู่ห่างจากผู้เป็นนายในระยะร้อยฉื่อ ก็สามารถใช้อาคมเรียกกลับมาอยู่ข้างกายตนได้ ตอนนั้นที่หอเซวียนหยวน โม่หรานยังไม่ทันได้ลองสัมผัสดูว่านี่คืออาวุธของเขาเมื่อชาติก่อนหรือไม่ ยามนี้จะให้พลาดโอกาสอีกไม่ได้

ปลายนิ้วมีประกายสีแดงโลหิตลอยขึ้นมา

ขนตาหลุบลงช้าๆ โม่หรานเอ่ยเสียงเบา “ปู้กุย ออกมา!”

ไม่รู้นิ่งอยู่นานเท่าใด พลันได้ยินเสียงร้องทุ้มหนักของดาบดังขึ้นไกลๆ เสียงนั้นเบายิ่ง ทว่าสั่นสะเทือนเข้าไปในหูเขา ราวกับค้อนหนักทุบหัวใจ

โม่หรานพลันเบิกตากว้าง “ปู้กุย!”

เป็นปู้กุย!

ดาบมั่วเตาเล่มนั้นกำลังส่งเสียงร้อง กำลังร่ำไห้เป็นสายเลือด เสียงคำรามทุ้มต่ำราวกับพุ่งมาหาเขาผ่านคลื่นโลหิตหลายชั้น ธุลีแดงคลุ้งตลบ เขาได้ยินเสียงปู้กุยกำลังคร่ำครวญ กำลังตะโกนเสียงแหบพร่า บอกว่ามันถูกขังไว้ ถูกบางสิ่งที่โม่หรานไม่รู้จักกักขังไว้

มันสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายกำลังเรียกหามัน แต่ไม่อาจตอบรับเสียงเรียกได้ มีบางสิ่งหายไป ตัดขาดการเชื่อมโยงระหว่างเขากับมันเสียดื้อๆ

แต่พวกเขาเคยมีพันธสัญญา เคยมองแผ่นดินงดงามจากที่สูงด้วยกัน และเคยเฝ้ารอความตายร่วมกัน สูดกลิ่นอายอบอุ่นเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในตำหนักอูซาน

มนุษย์กับเทพศัสตราร่ำร้องหากันดุจสายบัวที่ถูกตัดขาดแต่ก็ยังเหลือใย เลือดเนื้อถูกพลังบางอย่างฉีกกระชาก ทว่าเส้นเอ็นยังยึดเชื่อมอยู่ด้วยกัน

สองตาโม่หรานแดงรื้น “ปู้กุย…”

เป็นเจ้า

เหตุใดเจ้ามิอาจหวนคืน

เป็นผู้ใดขวางเจ้าไว้

เป็น…

แอ๊ด

เสียงผลักประตูเบาๆ

ทว่าท่ามกลางความมืดมิดอันน่าอึดอัดนี้ เสียงนั้นดังราวกับฟ้าร้อง

 

[1] เป็นคำดูถูกที่ใช้เรียกเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นพวกเกาะผู้หญิงกิน หรือผู้ชายขายบริการ

[2] แปลว่า “มังกรเทียน” ในเทพปกรณัมจีน เป็นมังกรที่มักคาบเทียนอยู่ในปาก เพื่อส่องประตูสวรรค์อันมืดสลัวทางทิศเหนือ

[3] “ปากว้าถู” คือสัญลักษณ์แห่งฟ้าและดินที่ใช้ในการทำนายและหยั่งรู้ความสัมพันธ์ระหว่างฟ้า ดิน และมนุษย์ ประกอบด้วยสัญลักษณ์เส้นขีดประ (- -) แทน “อิน” และเส้นขีดเต็ม (-) แทนหยาง นำมาประกอบเข้าด้วยกันในตำแหน่ง บน-กลาง-ล่าง แทนถึง ฟ้า-มนุษย์-ดิน ตามลำดับ

[4] คำกล่าวนี้ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างมเหสีจงอู๋เยี่ยนกับสนมซย่าอิ๋งชุนของฉีเซวียนหวัง เจ้าแคว้นฉี จงอู๋เยี่ยนเป็นสตรีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่มีความสามารถเก่งกาจ กล้าหาญ เฉลียวฉลาด ให้คำแนะนำช่วยเหลือฉีเซวียนหวังในยามประสบปัญหา เพราะความเก่งกาจสร้างคุณูปการต่อบ้านเมือง จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นมเหสี ส่วนซย่าอิ๋งชุนเพราะรูปโฉมงาม จึงเป็นที่โปรดปรานและได้รับแต่งตั้งเป็นสนม หญิงทั้งสองจึงถูกนำมาเปรียบเทียบกันเหมือนขั้วตรงข้าม ยามบ้านเมืองมีปัญหา ฉีเซวียนหวังถึงจะคิดถึงมเหสีอัปลักษณ์ แต่ยามสุขสบาย ไม่มีปัญหา ก็คิดถึงซย่าอิ๋งชุน เป็นการบอกว่าสุดท้ายรูปลักษณ์งดงามก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ชายให้ความสำคัญ

[5] หมายถึง รอโอกาสอย่างเรื่อยเปื่อย แทนที่จะลงมือทำอะไร

[6] หมายถึง น้ำส้มสายชู ใช้เปรียบถึงความรู้สึกหึงหวง

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 3 ตอนที่ 87 : ตัวข้าไม่อยากให้ท่านรับศิษย์อีก

ใส่ความเห็น