[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2.5

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

“แต่มันแปลกจริง ๆ นะครับ”

สุดท้ายก็ต้องกลับมานอนบนเตียงเพราะผู้ชายคนนั้นดึงดันบอกว่าคนป่วยต้องนอน และเขาก็เฝ้าอยู่ข้าง ๆ ผมบอกเขาว่า นั่งเถอะครับ ผมเมื่อยคอ เขาก็เลยไปเอาเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

“เรื่องอะไร”

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลุงเป็นใคร เคยเห็นครั้งแรกในความฝัน…แต่ตอนที่ผมตื่นจากฝัน ผมเจอลุงด้วย”

เขาทำหน้าไม่เข้าใจเลยสักนิด ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ตอนนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

“ปกติแล้วเรื่องที่เจอในชีวิตจริงจะเกิดขึ้นซ้ำได้ในความฝันไม่ใช่เหรอครับ หรือต่อให้มีคนที่ไม่รู้จักปรากฏขึ้นในความฝัน คนคนนั้นก็จะไม่มีอยู่จริงหรือไม่มีทางได้เจอ แต่ว่านี่…ลุงปรากฏตัวออกมา…เหมือนกับว่าเป็นฝันบอกเหตุเลย”

ผู้ชายคนนั้นถอนหายใจเบา ๆ แล้วส่ายหน้า

“แปลกมากครับ ทั้งหน้าตาทั้งเสียงเหมือนกันหมดเลย ชื่อพอมจูโดเหมือนกันด้วย”

“ก็ฉันชื่อพอมจูโดนี่ จะให้เป็นชื่ออื่นรึไง”

“ก็มันน่าทึ่งนี่ครับ ที่หน้าตากับชื่อของคนที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรกในความฝันตรงกับในความเป็นจริงเป๊ะ อ๊ะ ถ้าได้เจอครั้งหน้า ผมจะลองถามอายุด้วยดีกว่า”

ถ้าแม้แต่อายุยังตรงกัน ผมอาจจะกำลังฝันบอกเหตุอยู่จริง ๆ ก็ได้

“แต่ว่านิสัยตอนนั้นนี่…”

“นิสัยยังไง”

เมื่อท้ายประโยคหายไป ผู้ชายคนนั้นก็ถามย้ำ ยังจะถามอีกเหรอว่านิสัยเป็นยังไง ไม่รู้นิสัยตัวเองหรือไง ผมถอนหายใจดังเฮ้อ ผู้ชายคนนั้นก็ขมวดคิ้วทันที

“นิสัยเป็นยังไง”

ผมมองเขาที่ถามซ้ำด้วยน้ำเสียงขึงขัง ครุ่นคิดว่าควรจะพูดอ้อม ๆ ยังไงดีว่าเขาทำเหมือนผมเป็นคนบ้า

“นิสัย…ต่างจากตอนนี้นิดหน่อย ไม่สิ ตอนนี้ก็ไม่ได้นิสัยดีขนาดนั้น พอลองคิดดูอีกทีก็คล้ายกันอยู่นะครับ แต่ยังไงท่าทางดุ ๆ ในตอนนั้นก็ต่างจากตอนนี้มากเลยครับ”

“ว่าไงนะ”

ตอนนี้ก็ทำหน้าแบบนั้นเลย สีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ผมใช้มือเกาหน้าแกรก ๆ พลางนึกภาพของผู้ชายคนนั้นที่เจอตรงที่จอดรถ

“ลุงมาร่วมพิธีศพกับคุณปู่คนหนึ่ง เหมือนว่าปู่คนนั้นรู้จักกับพ่อดี ส่วนลุงเหมือนเพิ่งเคยเจอกับพ่อครั้งแรก พวกลุงออกไปข้างนอกกับพ่อเพราะมีเรื่องจะคุย แต่ผมเห็นลุงแล้วตกใจมากก็เลยแอบตามออกไป แล้วเห็นว่าแลกนามบัตรกัน”

หน้าของผู้ชายคนนั้นบึ้งตึงมากจนเห็นชัด เขาจะยังจำได้เหมือนกันหรือเปล่า ตอนนั้นน่าจะเจอกันครั้งแรกแน่นอน ผู้ชายในความฝันอาจจะรู้เรื่องการพบกันครั้งแรกเหมือนกันก็ได้

“คุยกันไม่กี่คำคุณปู่คนนั้นก็กลับไป เหลือลุงยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว ผมทำเป็นไม่รู้เรื่องเดินเข้าไปถามว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ แต่ลุงมองผมเหมือนเห็นคนบ้า แล้วก็กลับไปแบบไม่แยแสผมเลย จนผมถึงกับคิดว่าตัวเองบ้าจริง ๆ รึเปล่า”

ผู้ชายคนนั้นเอาแต่ฟังอย่างเดียวโดยไม่พูดอะไร เขายื่นมือออกมากุมมือผมอย่างระมัดระวัง

“มันไม่ใช่ความฝันธรรมดาจริง ๆ …จะเป็นความฝันบอกเหตุรึเปล่าครับ”

“ความแตกต่างคืออะไร”

“ความฝันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ แต่ฝันบอกเหตุคือการเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตล่วงหน้าไงครับ”

ที่ถามเพราะไม่รู้ความแตกต่างพวกนั้นจริงเหรอ ผมมองผู้ชายคนนั้นด้วยแววตาสงสัย เขาขำออกมาสั้น ๆ แล้วส่ายหัว

“แล้วยังไง จะบอกว่าตอนนี้คือฝันบอกเหตุงั้นเหรอ”

“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้นี่ครับ ความฝันอาจจะกำลังบอกว่า ถึงตอนนี้ผมจะเหนื่อยยาก แต่อีกสี่ปีหลังจากนี้จะได้มีแฟนที่หน้าตาดีแล้วก็รวย ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แล้วก็มีชีวิตที่ดี”

สีหน้าของเขาหมองลง เป็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะร้องไห้

“เศร้าที่ผมบอกว่าตอนนี้คือความฝันเหรอครับ”

“…เปล่า”

“ตอนแรกก็ตกใจนิดหน่อย แต่พอฝันไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าโชคดีเหมือนกันนะครับ…เพราะลุงเหมือนจะเป็นคนดี”

“ทำไมคิดแบบนั้น”

เขาพูดต่อเบา ๆ ว่า แล้วถ้าเป็นคนเลวจริง ๆ จะทำยังไง หลังจากนั้นก็เม้มปากแน่นเหมือนคนที่ตกใจกับคำพูดของตัวเอง

“ถึงจะดูหยาบกระด้างนิดหน่อย…แต่ก็ดูเหมือนชอบผมมากน่ะครับ จริงไหม ชอบผมมากเลยใช่ไหม”

“ใช่สิ ชอบมาก”

ผมพูดต่อว่าเห็นไหมล่ะครับแล้วก็ขำ เขาก็ขำตามทันที

“แต่ว่านะครับ”

ผมขมวดคิ้วและสูดหายใจเข้าเล็กน้อยโดยที่ผู้ชายคนนั้นไม่รู้

“ไม่ว่าจะเป็นฝันบอกเหตุหรืออะไรก็ตาม…แต่มันเหมือนจริงมาก”

“…ยอง”

“ผมเจ็บข้อมือ”

ข้อมือที่รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้นิดหน่อย ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น ตอนแรกยังพอทนไหว แต่ตอนนี้เจ็บมากจนน้ำตาซึมออกมา

“ทำไมมันเจ็บขนาดนี้ล่ะครับ”

“เป็นเพราะฤทธิ์ยาหมดแล้ว”

ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วยื่นหน้าออกไปเรียกคุณป้า เสียงเรียกทำให้ผู้หญิงที่อยู่ในห้องครัววิ่งมา

“มีอะไรเหรอคะ”

“ตามหมอยุนมาทีครับ ต้องใช้ยาแก้ปวด ด่วนเลยครับ”

ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกไปเพราะคำสั่งอันรีบร้อนของเขา

“ผม…ทำไมผมถึงบาดเจ็บเหรอครับ”

เขาไม่ตอบคำถามของผม

“ถ้านี่เป็นฝันบอกเหตุ ก็แสดงว่าผมจะต้องได้รับบาดเจ็บจริง ๆ น่ะสิครับ ทำไมผมถึงบาดเจ็บได้ล่ะ”

“ถูกบาดนิดหน่อย”

“ที่ข้อมือเนี่ยนะ”

ทำไมต้องเป็นที่ข้อมือ ถ้าบอกว่าข้อมือถูกบาด ปกติก็ต้องนึกถึงการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่อุบัติเหตุนี่นา มีเรื่องอะไรถึงทำให้ผมอยากฆ่าตัวตายงั้นเหรอ

“ใครเป็นคนทำครับ…ผมทำตัวเองเหรอ”

“แค่บาดเจ็บนิดหน่อยเพราะอุบัติเหตุ ไม่มีอะไรหรอก”

แต่สีหน้าของเขาดูไม่เหมือนไม่มีอะไรเลยสักนิด เป็นสีหน้าที่แสดงออกว่ากำลังปิดบังบางอย่างไว้และไม่อยากพูดถึง ผมกำลังเงยหน้ามองเขา ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับผู้ชายที่ดูมีอายุพอควรเดินเข้ามา

“ขอยาแก้ปวดเหรอ”

“ครับ ยองบอกว่าเจ็บ ฤทธิ์ยาคงจะหมดแล้ว”

“บอกว่าอยากตายแท้ ๆ แต่แค่นี้กลับทนไม่ได้ บ่นว่าเจ็บ…”

“คุณหมอ”

ผู้ชายคนนั้นส่ายหัวเพื่อตัดบทคำพูดของผู้ชายวัยกลางคน

“เพราะนายโอ๋มาก หมอนี่ถึงได้เป็นแบบนี้ไง ไม่รู้จักเห็นคุณค่าของตัวเอง แย่จริง ๆ”

ผู้ชายวัยกลางคนถึงจะถอนหายใจแรง แต่ก็เดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง เขาดันผู้ชายคนนั้นออกแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่ผู้ชายคนนั้นนั่งเมื่อกี้ เปิดกระเป๋าที่ถือเข้ามา เจาะเข็มฉีดยาเข้าไปที่ขวดแก้วเล็ก ๆ แล้วดูดของเหลวใสขึ้นมา

“ไม่ได้เจ็บป่วยถึงขั้นจะตายเร็ว ๆ นี้สักหน่อย แล้วปากติดกาวไว้รึไง เมื่อกี้ยังแผดเสียงดังอยู่ดี ๆ ทำไมถึงเงียบเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วงไปซะล่ะ”

“หมอ!”

ผู้ชายคนนั้นถลึงตาเรียกผู้ชายวัยกลางคน หมอที่รับรู้ถึงสายตาของเขาก็กระแอมเสียงแห้ง จับแขนผมแล้วฉีดยา ผมรู้สึกเจ็บจึงร้องออกมาสั้น ๆ ว่า อ๊ะ หมอก็พ่นลมออกทางจมูกดังฮึ่มทันที

“ผมกรีดข้อมือตัวเองเพราะอยากตายเหรอครับ”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่านายกรีดเพราะอยากตาย หรือกรีดเพื่อเรียกร้องความสนใจเฉย ๆ นายต้องรู้ตัวเองสิ”

“แต่ผมพูดแบบนั้นสินะครับ”

ไหนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุไง ผู้ชายคนนั้นบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่หมอกลับพูดอีกอย่าง ไม่รู้ว่าควรเชื่อคำพูดใครดีแต่อย่างน้อยก็เชื่อไปทางคำพูดของหมอมากกว่าคำพูดของผู้ชายคนนั้น ผมเงยหน้าจ้องเขา แต่เขาทำเป็นไม่รู้ว่าผมมองอยู่แล้วหันหน้าไปทางอื่นทันที

“โกหกสินะครับ”

ถึงไม่รู้ว่าฉีดยาอะไรเข้าไปแต่ความเจ็บหายไปอย่างรวดเร็ว ได้ผลดีมากจนแทบจะลืมว่าเคยเจ็บ มีส่วนประกอบของสารเสพติดนิดหน่อยรึเปล่านะ สติถึงได้เลือนรางแทนที่ความเจ็บปวดที่หายไปอย่างรวดเร็ว

“เปล่า มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ”

ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้แล้วกุมปลายนิ้วมือผมอย่างระมัดระวัง ความอุ่นแผ่ซ่านจากมือของเขา ผมขยับนิ้วจับมือของเขาโดยอัตโนมัติ

“ยังเจ็บอยู่เหรอ”

“เปล่าครับ ไม่เจ็บ ยาคงจะดีมาก ไม่เจ็บเลยอย่างกับโกหก”

“ค่อยยังชั่ว”

เขายกริมฝีปากยิ้มเล็กน้อย ผมมองรอยยิ้มนั้นและพยักหน้าเบา ๆ แล้วเขาก็ใช้มือลูบหน้าผากที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อให้

“นอนพักไปก่อนนะ”

“ทำไมเหรอครับ”

“พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับหมอยุน”

ผู้ชายคนนั้นถามว่าเข้าใจใช่ไหม ผมพยักหน้าเป็นการตอบ มือของเขาลากผ่านที่แก้มเล็กน้อยก่อนผละออกไป เขาคว้าตัวหมอที่ตอนแรกยืนนิ่งมองมาทางนี้ลากออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงของเขาหลังประตูห้องที่ปิดลงเงียบ ๆ แต่ได้ยินไม่ชัดว่ากำลังพูดว่าอะไร

เหมือนว่าผมจะเผลอหลับไปครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาก็สบตากับผู้ชายคนนั้นซึ่งกำลังมองผมอยู่จากที่นั่งข้างเตียง ด้านนอกหน้าต่างที่อยู่ด้านหลังผู้ชายคนนั้นมืดแล้ว ทำให้รู้ว่าเวลาผ่านไปนานมาก

“เหมือนผมจะหลับไปนานมากเลยสินะครับ”

“ไม่หรอก ตื่นมาได้เวลาพอดี”

ถึงไม่รู้ว่าได้เวลาอะไร แต่ผมก็พยักหน้าตอบคำพูดของเขาไป

“ลุกขึ้นมากินโจ๊กเถอะ จะได้กินยาแล้วนอนต่อ”

“แต่ตอนนี้ผมไม่เจ็บแล้วนะครับ”

“เมื่อกี้หมอฉีดยาแก้ปวดเพิ่มให้อีกครั้งแล้วก็ไป”

“คุณปู่หมอคนเมื่อกี้น่ะเหรอครับ”

“ใช่ คุณปู่หมอคนนั้นแหละ”

ผู้ชายคนนั้นยิ้มและตอบรับคำพูดของผม เขาออกไปนอกห้อง ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ก็ถือถาดอาหารเข้ามา เขาวางถาดอาหารบนเก้าอี้ ช่วยประคองตัวผมให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง เขาวางถาดอาหารไว้ให้บนหน้าขา หยิบช้อนส่งให้แล้วบอกว่ากินสิ

“สุดท้ายวันนี้ก็โดดงานอีกแล้วเหรอครับ”

“เป็นวันหยุด”

“บอกว่าเป็นวันหยุดทุกวัน แล้วแบบนี้จะหาเงินมาจากไหนครับ”

ผมบ่นพลางตักโจ๊กกินไปด้วย เขาก็ถามว่า “ทำไม” ทันที

“กลัวว่าฉันจะหาเงินกลับมาไม่ได้เหรอ”

“ใช่ครับ ผมเป็นคนว่างงาน ถ้าแฟนในอนาคตกลายเป็นคนว่างงานไปด้วย ผมกลัวว่าเดี๋ยวจะต้องอดอยาก”

“ต่อให้ตกงานทั้งคู่ ฉันก็ไม่ปล่อยให้นายอดอยากแน่นอน เพราะงั้นไม่ต้องห่วงแล้วกินโจ๊กซะ”

ไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน ผมมองด้วยหางตาเล็กน้อยแล้วกินโจ๊กจนหมดถ้วย

“แล้วนั่งดูผมหลับมาตลอดเลยเหรอ”

“นายมีอะไรให้น่าดู”

“เรื่องนั้นถามผมได้ยังไง ถามตัวเองสิ”

คนที่มองอยู่ต้องรู้สิ คนที่หลับอยู่อย่างผมจะรู้ได้ยังไง ผมบุ้ยปาก วางช้อนลง เขาจึงเอาถาดอาหารไปวางบนพื้น

“อย่าเพิ่งนอนล่ะ เพราะเดี๋ยวต้องกินยา”

ผมพยักหน้า เอาหมอนซ้อนกันแล้วพิง พอนั่งเฉย ๆ สายตาก็มองไปที่ผ้าพันแผลที่พันข้อมือไว้โดยอัตโนมัติ หมอบอกว่าผมทำร้ายตัวเอง แต่ผู้ชายคนนั้นบอกว่าเป็นแค่อุบัติเหตุ แม้อยากเชื่อคำพูดของผู้ชายคนนั้น แต่หัวใจไขว้เขว เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุอยู่แล้วนี่

“ยอง”

ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาก็เลยเรียกชื่อผมเบา ๆ

“มันเป็นอุบัติเหตุ”

เขาพูดออกมาเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดและกำลังลังเลใจอะไรอยู่

“บอกแล้วไงว่าเป็นอุบัติเหตุ”

เขาพูดย้ำเหมือนจะบอกว่าให้เชื่อ ผมจ้องเขาแล้วก็พยักหน้า ตอนนั้นเขาถึงมีรอยยิ้มขึ้นมาครู่หนึ่ง

“ข้างๆ …”

เขาเหมือนจะพูดบางอย่างแล้วก็เงียบไป พอผมถามว่า “อะไรนะครับ” เขาก็ถามอย่างระวังว่านั่งข้าง ๆ ได้หรือเปล่า สีหน้าแบบนั้นดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูกจนผมยิ้มออกมา

“แฟนที่เด็กกว่าหนึ่งรอบอย่างผมน่ากลัวใช่ไหมครับ”

“หือ”

“แค่จะนั่งข้าง ๆ ยังต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะนั่งได้ ลุงนี่น่าเห็นใจจริง ๆ”

เฮ้อ ผมถอนหายใจเสียงดัง ส่วนเขาก็คิ้วกระตุกอย่างไม่พอใจ ผมมองเขาที่เป็นแบบนั้นแล้วพยักหน้าเหมือนเป็นการเอาใจ

“แต่ห้ามทำเรื่องแปลก ๆ นะครับ”

“เรื่องแปลก ๆ อะไร”

“ผมยังเป็นผู้เยาว์อยู่ เพราะงั้นห้ามทำอะไรที่จะทำให้ขึ้นเรตห้ามผู้ชมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะดู”

ผู้ชายคนนั้นขึ้นมาบนเตียงแล้วนั่งข้างผมอย่างใจกล้า ทำเหมือนไม่ใช่คนที่เพิ่งขออนุญาตอย่างระมัดระวังเพราะเกรงใจเมื่อกี้

“นายไม่ใช่ผู้เยาว์แล้ว อายุยี่สิบสามยังเป็นผู้เยาว์อยู่อีกรึไง”

“ถ้าไม่พอใจก็ลงไปเลย”

“ใครบอกว่าไม่พอใจ”

เขาเหยียดแขนออกมาวางบนไหล่ผมดังตุบแล้วดึงให้เข้าไปหา ตัวผมก็ถูกฉุดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างง่ายดาย

“โอ้โห ดูลุงคนนี้สิ อยากเข้าคุกเพราะข้อหาลวนลามผู้เยาว์รึไงครับ”

“เอาบัตรประชาชนออกมาเลย แล้วมาดูกันว่าจะต้องไปเข้าคุกไหม”

ไม่ยอมแพ้แม้แต่คำเดียวเลยจริง ๆ ผมทำปากยื่น แต่ก็ผ่อนคลายร่างกายที่พิงหน้าอกของผู้ชายคนนั้นอยู่ ถึงจะบอกว่าเป็นแฟนกันยังไง เขาก็ยังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผมในความเป็นจริง แต่ก็รู้สึกสบายใจเพราะความอบอุ่นที่รู้สึกได้จากผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ หลังจากแม่เสีย ผมคงโหยหาความอบอุ่นจากใครสักคนมาก ถึงจะทำเป็นเหมือนไม่ใช่แบบนั้นก็ตาม

เฮ้อ ซอมุนยองน่าสงสารจริง ๆ

ผมแอบยื่นมือไปโอบเอวของเขา กล้ามเนื้อที่แนบกับใต้ฝ่ามือเกร็งขึ้นทันที ทำเป็นผู้ชายใสซื่อบริสุทธิ์ไปได้ อยู่ด้วยกันก็น่าจะมีพัฒนาการหลายอย่างแล้วนี่ ปฏิกิริยาที่เกร็งขึ้นของเขาตลกดี แต่ริมฝีปากของผมที่กำลังยิ้มและทำเป็นไม่รู้เรื่องนั้นจมอยู่กับแผ่นอกของเขา

“ยังนอนไม่ได้ ต้องกินยาก่อน”

“พออิ่มก็ง่วงแล้วนี่ครับ”

ที่จริงไม่ได้ง่วงหรอก ดวงตาใกล้เคียงกับคำว่าสดใสเปล่งประกายเสียมากกว่าด้วยซ้ำเพราะนอนมาตั้งนานเพิ่งจะตื่น แต่ไม่อยากลุกจากอ้อมกอดที่อบอุ่นของเขา ถ้าออดอ้อนอย่างไม่สมกับอายุคงจะโดนว่า ก็เลยใช้เรื่องง่วงเป็นข้ออ้างเพื่อซุกซบในอ้อมอกของเขา

“ยังไงก็ยังนอนไม่ได้”

แม้คำพูดที่บอกว่าไม่ได้จะดูนิ่งเฉยไร้อารมณ์ แต่เขาก็ใช้มือที่โอบไหล่ผมอยู่ตบหลังให้เบา ๆ ผมพลิกตัวเพื่อให้พิงกับแผ่นอกของเขาได้สบาย ๆ หลังจากนั้นก็รู้สึกถึงไออุ่นจาง ๆ ที่แผ่มาจากตัวเขาแล้วหลับตาลง กลิ่นกายของเขาลอยเข้ามาที่ปลายจมูก ไม่ใช่กลิ่นโคโลญหรือกลิ่นน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นกายแท้ ๆ ของเขา ทำไมปลายหูถึงแดงก็ไม่รู้ ผมกลัวถูกจับได้จึงหดคอมุดหน้ากับอ้อมกอดของเขาแล้วหลับตาปี๋

 

ใส่ความเห็น