[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 125 : อาจารย์ไม่ต้องการคู่บำเพ็ญ

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

125

อาจารย์ไม่ต้องการคู่บำเพ็ญ

 

ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่ง บรรจงสุดแสน โดดเด่นสะดุดตา

‘อันดับหนึ่ง หนานกงซื่อ สถานะ ประมุขน้อยสำนักหรูเฟิง

อันดับสอง เซวียเหมิง สถานะ ประมุขน้อยยอดเขาสื่อเซิง’

เซวียเหมิง “…”

เขาปิดหนังสือดังป้าบ กล้ามเนื้อบนหน้ากระตุกไม่หยุด คล้ายว่าถ้าข่มเอาไว้ไม่อยู่อีกเพียงเล็กน้อย หายนะที่กักไว้ในใจจะต้องทะลักออกมาจนเผาหนังสือฝังปัญญาชนทั้งเป็น [1] แน่

“ได้” เซวียเหมิงหน้าง้ำ ถือหนังสือเล่มนั้นสะกิดเจ้าของแผงที่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก พลางเค้นเสียงลอดไรฟัน “เล่มนี้ห่อให้ข้าต่างหาก ข้าจะนำกลับไปศึกษาอย่างละเอียด”

เซวียเหมิงยัดหนังสือการจัดอันดับชวนพิศวงใส่ในอกเสื้ออย่างกระแทกกระทั้น หอบหนังสือและม้วนตำราที่เจ้าของแผงเลือกให้เขาหอบใหญ่ กลับขึ้นเขาไปอย่างทุลักทุเล

เขาโมโหยิ่งนัก

โมโหจะตายอยู่แล้ว

อันดับสองของสุดยอดคุณชายผู้หยิ่งผยองของตระกูลดัง?

ถุย! สุนัขตาบอดตัวไหนจัดอันดับ ถ้าข้ารู้ว่าเป็นใคร ข้าจะกระชากมันมากดไว้บนพื้น แล้วประเคนสักร้อยหมัดให้หายโมโห! หยิ่งผยองบ้าบอ! สุนัขเหลวไหล!

อารมณ์โกรธเกรี้ยวนี้ลดทอนความลิงโลดในใจเขาลงไปเล็กน้อย ตอนที่กลับไปถึงศาลาหงเหลียน อารมณ์ของเซวียเหมิงจึงสงบลงบ้างแล้ว ไม่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ปะทุขึ้นมาอีก แม้เขาจะยังคงตื่นเต้นยินดี แต่เนื่องจากเพิ่งจะโมโหไป ไปๆ มาๆ จิตใจจึงนับว่ายังสุขุม ไม่เลอะเลือน

ตอนนี้ด้านนอกศาลามีศิษย์ระดับสูงยืนเฝ้าอยู่ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป เพื่อให้ผู้อาวุโสได้พักผ่อน

แต่เซวียเหมิงคือประมุขน้อย ผู้ใดจะกล้าขวางเขา

ดังนั้นเซวียเหมิงจึงผ่านเข้าไปได้อย่างราบรื่น

ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว หน้าต่างในโถงหลักของศาลาเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นแสงสีนวลอ่อนโยนเหมือนน้ำผึ้งส่องลอดออกมา เซวียเหมิงไม่รู้ว่าอาจารย์ตื่นแล้วหรือยัง ดังนั้นจึงเบาฝีเท้า หอบหนังสือ ผลักประตูเข้าไป

รอบด้านเงียบเชียบจนเขาได้ยินเสียงหัวใจตนเอง ราวกับนกน้อยกระโดดอยู่บนปลายกิ่งไม้

เขาเลิกคิดเรื่องการจัดอันดับชวนพิศวงไปชั่วคราว ตั้งสติ กลั้นหายใจ มองไปที่เตียงด้วยแววตาเป็นประกาย

“…”

เงียบอยู่นาน เซวียเหมิงอึ้งงัน

“เอ๋?”

เหตุใดบนเตียงไม่มีคน

เขาจะมองดูอย่างละเอียด พลันมีมือเย็นเฉียบวางบนไหล่เขา

เสียงเย็นชื่นราวกับอาบด้วยไอน้ำดังขึ้นเบาๆ ทางด้านหลัง “ท่านบุกรุกศาลาหงเหลียน มีเจตนาใด”

“…” เซวียเหมิงหันหน้าไปอย่างแข็งทื่อ เผชิญกับใบหน้าขาวซีด แสงเทียนหม่นสลัว เขายังไม่ทันเห็นชัด ก็ตกใจจนร้อง “ว้าก” ยกแขนขึ้นฟาดใส่อีกฝ่ายอย่างแรง!

ไหนเลยจะคาดว่าฝ่ายตรงข้ามเร็วกว่าเขาเสียอีก คล่องแคล่วดุจลมกรดและสายฟ้า ถีบท้องเซวียเหมิง กดเขาคุกเข่าลง หนังสือในอ้อมแขนตกกระจายเกลื่อนพื้น สภาพน่ากระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง

เดิมเซวียเหมิงเพียงแค่ตกใจ ทว่าชั่วขณะที่ถูกคนผู้นั้นถีบจนทรุดลงกับพื้น ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาจริงๆ!

ต้องรู้ว่าเขาไม่เหมือนกับในวันวานแล้ว ขยันฝึกปรืออย่างหนักตลอดห้าปี หนานกงซื่อก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่คนที่แม้กระทั่งใบหน้าก็ยังเห็นไม่ชัดผู้นี้กลับสามารถควบคุมเขาได้ด้วยสองกระบวนท่า จนเขาไม่สบช่องให้ตอบโต้…เป็นผู้ใด

ในหัวได้ยินเสียงดังวิ้งๆ โลหิตพวยพุ่งขึ้นศีรษะ

ทว่ายามนี้ กลับได้ยินเสียงเยียบเย็นของคนผู้นั้น “ข้าเก็บตัวห้าปี บัดนี้ผู้ใดกล้าบุกรุกสถานที่ที่ข้าอยู่ เจ้าคือศิษย์ของผู้ใด บิดาเจ้าเล่า มิได้สั่งสอนระเบียบธรรมเนียมให้เจ้าหรือ”

เพิ่งขาดคำ เซวียเหมิงก็โผเข้าไปกอดเขาแน่น

“อาจารย์! อาจารย์!”

ฉู่หว่านหนิง “…”

เซวียเหมิงเงยหน้าขึ้น เดิมคิดจะข่มกลั้นเอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่ น้ำตาไหลลงมา เอ่ยเสียงสะอื้นไม่หยุด “อาจารย์ ข้าเอง…ท่านดูสิ…เป็นข้า…”

เดิมฉู่หว่านหนิงตื่นนอน แล้วออกไปอาบน้ำเพิ่งกลับเข้ามา ด้วยเหตุนี้ทั้งร่างและมือจึงเย็นเฉียบ อบอวลด้วยไอน้ำเล็กน้อย เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม แม้แสงไฟสลัวราง แต่พอสงบสติลงแล้ว ก็มองเห็นชัดขึ้น

ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตนคือเด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปี

ผิวพรรณขาวละเอียดยิ่งนัก ขับเน้นคิ้วเข้มดกดำ ระยะห่างระหว่างดวงตาและคิ้วอยู่ใกล้กันมากกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ส่งให้ใบหน้าดูคมคายอย่างเห็นได้ชัด คิ้วตาดูเป็นคนอ่อนไหว ริมฝีปากอิ่มเต็มได้รูป ใบหน้าเช่นนี้ แม้ยามโกรธก็ยังเจือความเอาแต่ใจ ความจริงรูปโฉมเช่นนี้เป็นลักษณะที่ทำให้สับสนกับคำว่า “เย้ายวน” ได้ง่าย แต่มิใช่เขา

จุดที่มีเสน่ห์ที่สุดบนใบหน้าคนเราคือดวงตา ดวงตาของเซวียเหมิงเหมือนสุรารสแรง เปล่งประกายและเผ็ดร้อน ร้อนแรง หยิ่งทะนง บีบคั้นผู้คนอย่างยิ่ง

มีสระสุรารสร้อนแรงสองสระอยู่เช่นนี้ ต่อให้นำป้านสุราหยกขาวเนื้อละเอียดมาบรรจุสุราไว้ ก็ไม่มีทางทำให้ผู้คนจำผิดเด็ดขาด

แต่ถึงอย่างไร เวลาก็ล่วงเลยมาห้าปีแล้ว ตอนที่ฉู่หว่านหนิงเสียชีวิต เซวียเหมิงเพิ่งอายุสิบหกปีเท่านั้น ยามนี้เขามีอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว

อายุสิบหกสิบเจ็ดปีคือช่วงเวลาที่บุรุษเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ปีหนึ่งรูปโฉมอย่างหนึ่ง ครึ่งปีเรือนร่างอย่างหนึ่ง ฉู่หว่านหนิงพลาดไปห้าปี จู่ๆ ได้มาพบกันเช่นนี้ เขาจึงจำไม่ได้ไปชั่วขณะ

“…เซวียเหมิง”

ฉู่หว่านหนิงจ้องเขาอยู่พักใหญ่ กว่าจะค่อยๆ เรียกชื่อออกมา

เหมือนกำลังเรียกเขา แต่ก็เหมือนกำลังเรียกตนเอง

นี่คือเซวียเหมิง เซวียเหมิงมิใช่เด็กหนุ่มที่นิสัยแบบเด็กๆ ในความทรงจำของข้าอีกแล้ว เขาเติบใหญ่แล้ว ไหล่กว้างยิ่งนัก ความสูงก็…

ฉู่หว่านหนิงดึงเขาขึ้นมาเงียบๆ

“คุกเข่าอยู่ทำไม ลุกขึ้น”

“…”

ความสูงก็ไม่ต่างจากข้ามากเท่าใดแล้ว

กาลเวลาที่ล่วงเลยไปสะท้อนให้เห็นบนร่างของคนหนุ่มสาวอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ ราวกับตวัดพู่กันไม่กี่ขีดก็วาดเด็กคนหนึ่งให้กลายเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ยามที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา คนที่ฉู่หว่านหนิงพบคนแรกคือเซวียเจิ้งยง จึงไม่รู้สึกว่าเวลาห้าปียาวนานสักเท่าใดนัก ทว่ายามนี้เมื่อได้พบเซวียเหมิง จึงเข้าใจขึ้นมาว่า ที่แท้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนและเรื่องราวมากมายล้วนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

“อาจารย์ งานชุมนุมเขาหลิงซาน ข้า…” ไม่ง่ายเลยกว่าเซวียเหมิงจะควบคุมอารมณ์ให้สงบลงมาเล็กน้อย จากนั้นก็จูงมือฉู่หว่านหนิงเล่าเรื่องราวมากมาย “ข้าได้อันดับหนึ่ง”

ฉู่หว่านหนิงมองเขา จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มเล็กน้อย “สมควรเป็นเช่นนั้นแล้ว”

เซวียเหมิงหน้าแดง “ข้า…ข้าประลองกับหนานกงซื่อ เขา…เขามีเทพศัสตรา ข้าไม่มี ข้า…” เล่าไปเล่ามาก็รู้สึกเหมือนกำลังอวดอ้างความดีความชอบมากเกินไป จึงรู้สึกเก้อเขิน ก้มหน้าเอามือถูชายเสื้อ

“ข้ามิได้ทำให้อาจารย์ขายหน้า”

ฉู่หว่านหนิงยิ้มบางๆ ก่อนที่จะพยักหน้า “เจ้าคงลำบากไม่น้อย”

“ไม่ลำบากๆ!” เซวียเหมิงเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “สบายมาก”

ฉู่หว่านหนิงยื่นมือออกไป หมายจะลูบศีรษะเขาเหมือนที่เคยทำในอดีต แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เซวียเหมิงมิใช่เด็กแล้ว ทำเช่นนี้ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง จึงเบี่ยงมือไปตบไหล่เขาแทน

หนังสือตกเกลื่อนพื้น สองศิษย์อาจารย์ช่วยกันเก็บขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“ซื้อมามากมายเพียงนี้เชียว?” ฉู่หว่านหนิงเอ่ย “จะให้ข้าอ่านไปถึงเมื่อใด”

“ไม่มากๆ อาจารย์กวาดตาทีเดียวสิบบรรทัด คืนเดียวก็อ่านจบแล้ว”

“…”

แม้ผ่านไปนานเพียงนี้ แต่ความเคารพเทิดทูนที่เซวียเหมิงมีต่อเขามิได้ลดน้อยลงเลย กลับเป็นฉู่หว่านหนิงที่รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี สุดท้ายจึงจุดเทียน พลิกเปิดดูสองสามเล่ม

“สำนักเจียงตงเปลี่ยนประมุขคนใหม่แล้ว?”

“เปลี่ยนแล้วๆ ประมุขคนใหม่เป็นสตรี ได้ยินว่านิสัยใจคอแย่มาก”

ฉู่หว่านหนิงอ่านต่อ หน้าที่เขาอ่านคือบันทึกเรื่องราวของสำนักเจียงตง เป็นบทความยาวเหยียด ฉู่หว่านหนิงอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ อ่านจนมาถึงหน้าชีวิตของประมุขคนใหม่แห่งสำนักเจียงตง จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “โม่หราน…ช่วงหลายปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

เขาถามอย่างสำรวมท่าทียิ่งนัก คล้ายถามเพียงผ่านๆ มิได้เจาะจง

ด้วยเหตุนี้เซวียเหมิงจึงไม่รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ปุบปับเกินไป ตอบตามจริง “ก็ไม่เลว”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบตาขึ้นมอง “ก็ไม่เลวหมายถึงอย่างไร”

เซวียเหมิงใคร่ครวญคำพูดเล็กน้อย “ก็คือเหมือนผู้เหมือนคนแล้ว”

“แต่ก่อนเขาไม่เหมือนผู้เหมือนคน?”

ไม่รอให้เซวียเหมิงตอบ ฉู่หว่านหนิงก็พยักหน้า

“ไม่เหมือนผู้เหมือนคนจริงๆ เจ้าว่าต่อ”

“…” สิ่งที่เซวียเหมิงเชี่ยวชาญที่สุดคือเล่าวีรกรรมของตนได้ยืดยาวและยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เล่าวีรกรรมของคนอื่น โดยเฉพาะโม่หรานได้สั้นกระชับและเรียบง่ายยิ่งนัก

“หลายปีนี้เขาตระเวนไปทั่วสารทิศ รู้ความขึ้นบ้างแล้ว” เซวียเหมิงกล่าว “อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร”

“เขาไม่ได้ไปงานชุมนุมเขาหลิงซาน?”

“ไม่ได้ไป ตอนนั้นเขาฝึกบำเพ็ญอยู่ในหุบเขาหิมะ”

ฉู่หว่านหนิงมิได้ถามต่ออีก

สองคนพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เซวียเหมิงกลัวอาจารย์จะเหนื่อย แม้ยังมีเรื่องราวที่อยากพูดอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยั้งไว้ แล้วบอกลาอาจารย์

หลังเขาไป ฉู่หว่านหนิงล้มตัวลงนอนบนเตียง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกภูตผี เขายังจดจำได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เขาจึงมิได้รู้สึกผิดคาดต่อการเปลี่ยนแปลงของโม่หราน เพียงแต่ชีวิตคนวุ่นวาย จากกันหลายปี เซวียเหมิงเติบโตขึ้นจนเขาจำแทบไม่ได้ ไม่รู้ว่าบัดนี้โม่หรานจะเป็นเช่นไรบ้าง

เขานึกถึงที่เซวียเจิ้งยงบอกเขาวันนี้ก่อนจากไปว่า “อวี้เหิง พรุ่งนี้จะจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีที่ท่านออกจากการเก็บตัว ท่านอย่าปฏิเสธเป็นอันขาด ข้าส่งจดหมายให้หรานเอ๋อร์แล้ว ท่านคงไม่อยากให้เขารีบเดินทางไกลพันหลี่กลับมา สุดท้ายไม่มีข้าวกินไม่มีสุราดื่มหรอกนะ”

ดังนั้นฉู่หว่านหนิงจึงมิได้ปฏิเสธ แม้เขาจะไม่ชอบความคึกคัก แต่โม่หรานคือจุดอ่อนของเขามาตลอด

ได้ยินเซวียเจิ้งยงบอกว่า รอยฟ้าแยกที่ตำบลไฉ่เตี๋ยครั้งก่อน หลายหมู่บ้านที่เชิงเขาไป๋โถวพินาศย่อยยับ เวลานี้คนที่รอดชีวิตบ้างบาดเจ็บ บ้างพิการ เนื่องจากการสูญเสียครั้งใหญ่ ทำให้จนถึงตอนนี้หมู่บ้านเหล่านั้นยังคงเสียหายเกินเยียวยา พื้นหิมะรกร้างราวกับนรกบนดิน

วันเวลาเหล่านี้ โม่หรานล้วนช่วยสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่

เขาอ่านหนังสือใต้แสงเทียนสักพัก สุดท้ายก็อดไม่ได้ ลุกชึ้นสะบัดแขนเสื้อเรียกไห่ถังถ่ายทอดเสียงดอกหนึ่งมา คิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ท่านประมุข รบกวนท่านส่งสารอีกฉบับ บอกโม่หรานไม่ต้องรีบร้อน กลับมาทันย่อมดีที่สุด แต่หากกลับมาไม่ได้ ข้าก็ไม่ต่อว่าเขา อากาศค่อยๆ เย็นลงแล้ว ทุกปีฤดูหนาวที่เขาไป๋โถว อากาศหนาวเย็นทารุณยิ่งนัก ให้เขาพำนักอยู่ที่หมู่บ้านให้ดีๆ อย่าทำอะไรไม่ไตร่ตรอง”

หลังจากโยนดอกไห่ถังนี้ออกไป ฉู่หว่านหนิงก็ถอนหายใจ กลับไปนอนลงบนเตียงใหม่อีกครั้ง หยิบพงศาวดารโลกบำเพ็ญเพียรที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ

สายตาของเขาแม้ไม่ถึงขั้นกวาดตาอ่านจบได้ในคืนเดียวดังที่เซวียเหมิงอ้างเสียเกินจริง แต่อ่านตำราประวัติศาสตร์ไม่กี่เล่มยังคงทำได้สบาย

ดึกสงัดแล้ว น้ำตาเทียนในเชิงเทียนไหลลงมาจนเป็นแอ่ง ฉู่หว่านหนิงปิดหนังสือหลับตา หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย

เขาอ่านเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในโลกบำเพ็ญเพียรช่วงห้าปีนี้จบแล้วรอบหนึ่ง แรกเริ่ม เนื้อหายังไม่มีอะไรมากนัก แต่ช่วงที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่ตำบลไฉ่เตี๋ยเกิดรอยฟ้าแยกอีกครั้ง กลับพูดถึงโม่หรานเสียเป็นส่วนใหญ่

ฉู่หว่านหนิงจากเดิมที่นอนตะแคง มือหนึ่งเท้าคาง มือหนึ่งพลิกหน้าหนังสืออย่างเกียจคร้าน พออ่านถึงตรงนี้ก็ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างอดมิได้ ถือหนังสืออ่านอย่างละเอียด

‘ผู้คนของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างจะข้ามไปยังชายแดนตะวันออก กลับพบปราการขวางกั้น ไม่ให้พวกเขาผ่านเข้าไป ต่อมาเกิดเหตุฟ้ามืดทะมึนติดต่อกันหลายวัน ปีศาจเตร็ดเตร่ไปทั่ว ชาวบ้านหลายพันตายเกลื่อนหน้ากำแพง โลหิตเนืองนองเป็นสายน้ำ ครั้นถึงเดือนเก้า เส้นทางเสบียงถูกตัดขาด ประชาชนอดอยากสิบเจ็ดวัน ต่างฆ่าฟันกันเองกินเป็นอาหาร…’

สิ่งที่เขียนตรงนี้คือเรื่องราวที่ผู้คนมากมายคิดลี้ภัยไปยังโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงเนื่องจากภูตผีออกอาละวาด แต่แล้วกลับถูกปฏิเสธอยู่นอกประตู สุดท้ายเมื่อต้องอดอยากหิวโหย ก็เข่นฆ่ากินกันเองเพื่อประทังชีวิต

พายุคาวฝนเลือดท่วมฟ้า บัดนี้กลายเป็นคำบรรยายไม่กี่คำบนหน้ากระดาษ ฉู่หว่านหนิงอ่านแล้วไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

‘คุณชายเหมิงและคุณชายโม่แห่งยอดเขาสื่อเซิงเป็นผู้นำเซียน ยกทัพออกจากสู่จง ดาบหลงเฉิงปราบปีศาจนับพัน ขับไล่ศัตรูนับหมื่น เซวียเหมิงชื่อเสียงกึกก้อง โม่หรานซ่อมรอยฟ้าแยกเพียงลำพัง เคล็ดวิชาข่ายอาคมของเขาไม่ต่างจากฉู่หว่านหนิงผู้เป็นอาจารย์ ทั่วหล้าตื่นตะลึง’

แม้ฉู่หว่านหนิงจะรู้ว่ารอยฟ้าแยกที่บรรยายตรงนี้มิได้ร้ายแรงเช่นในปีนั้น แต่ก็นึกประหลาดใจอยู่บ้าง เบิกตากว้างเล็กน้อย “เขาซ่อมรอยฟ้าแยกด้วยกำลังตนเอง?”

เมื่ออ่านต่อ ก็พบวีรกรรมกำจัดปีศาจสยบมารของโม่หรานอีกมากมาย

‘…เหอตงมีปีศาจ เนื่องจากหมู่บ้านปี้ถานปฏิเสธที่จะจัดการเรื่องนี้ โม่หรานรู้ข่าวจึงมุ่งหน้าไป เผชิญปีศาจแม่น้ำหวงเหอ สู้กันสามวัน ตัดหัวปีศาจเผาทำลาย ขจัดเภทภัย จากเหตุการณ์นี้ คุณชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกแทงทะลุที่ท้องและซี่โครง เคราะห์ดีได้เจียงซีเจ้าสำนักกูเย่ว์เยี่ย…’

ปลายนิ้วฉู่หว่านหนิงเย็นเฉียบ

คุณชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกแทงทะลุที่ท้องและซี่โครง

ท้องของผู้ใด ซี่โครงของผู้ใด โม่หราน?

ฉู่หว่านหนิงที่ไม่เคยอ่านตัวอักษรผิด ยามนี้กลับไม่อยากเชื่อ จึงอ่านซ้ำอีกสี่ห้ารอบ รอบที่หก ปลายนิ้วแตะบนกระดาษ อ่านทีละอักษร

โม่หรานรู้ข่าวจึงมุ่งหน้าไป…สู้กันสามวัน…

เบื้องหน้าฉู่หว่านหนิงคล้ายเห็นแผ่นหลังในชุดดำปลิวสะบัด รองเท้าหุ้มแข้งเหยียบคลื่นยักษ์ท่วมฟ้าของแม่น้ำหวงเหอ มือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งถือแส้หลิ่วเทพศัสตราเปล่งประกายโชติช่วง

ตัดหัวปีศาจเผาทำลาย ขจัดเภทภัย จากเหตุการณ์นี้ คุณชายได้รับบาดเจ็บสาหัส

มือของเขาขยุ้มหน้ากระดาษจนข้อนิ้วเป็นสีเขียว

เขามองเห็นโม่หรานตวัดแส้หลิ่วออกมาท่ามกลางพายุคลื่น เจี้ยนกุ่ยลุกร้อนด้วยเปลวเพลิงกรีดเสียงหวีดหวิว สะบั้นหัวปีศาจกระเด็น โลหิตพลันสาดกระเซ็น ขณะเดียวกัน กรงเล็บของปีศาจก็กระซวกเข้าที่ซี่โครงของโม่หราน!

อสูรยักษ์ไร้หัวซวนเซ ก่อนจะล้มครืนลงกับพื้น ร่างขนาดมหึมาล้มตัดกระแสน้ำของแม่น้ำหวงเหอ โม่หรานเองก็ล้มลงข้างแม่น้ำ ไม่อาจประคองกาย เสื้อผ้าอาบย้อมด้วยโลหิต…

ฉู่หว่านหนิงหลับตาลงช้าๆ

ผ่านไปนาน นานยิ่งนัก ก็ยังไม่ลืมตา มีเพียงขนตาที่สั่นระริก เปียกชื้นเล็กน้อย

จากนั้นในหนังสือเหล่านั้นล้วนเรียกขานโม่หรานว่า “ปรมาจารย์โม่”

ฉู่หว่านหนิงเห็นคำนี้ก็รู้สึกแปลกประหลาด รู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

เขาไม่อาจเชื่อมโยงเด็กหนุ่มที่มีรอยยิ้มทะเล้นท่าทางเกียจคร้านในความทรงจำกับคำเรียกขานว่า “ปรมาจารย์โม่” นี้ได้เลย เขาพลาดเรื่องราวที่เกี่ยวกับโม่หรานไปมากมายเหลือเกิน พลันคิดว่า หากพรุ่งนี้เขากลับมา ข้าจะยังจำศิษย์คนนี้ได้หรือไม่

ศิษย์ที่มีร่องรอยบาดแผลเพิ่มขึ้น ศิษย์ที่กลายเป็นปรมาจารย์โม่

คิดเช่นนี้ ในใจก็เกิดความรู้สึกกระวนกระวายขึ้นรางๆ อย่างอดไม่ได้

เขาอยากพบโม่หรานยิ่งนัก แต่ก็มิกล้าพบ

ท่ามกลางจิตใจที่ร้อนรุ่มเช่นนี้ ฉู่หว่านหนิงจึงหลับไปอย่างมึนงงในครึ่งราตรีหลัง

แม้เป็นคนที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ยังคงไม่รู้จักดูแลตนเอง เขานอนอยู่ท่ามกลางกองเอกสารตำรา ผ้าห่มก็ไม่ห่ม ร่างกายเขายังคงอ่อนแอ พละกำลังยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ กอปรกับมีน้อยคนนักที่จะกล้าบุกรุกเข้ามาในศาลาหงเหลียน จึงไม่มีผู้ใดปลุกเขา การหลับไปครั้งนี้ถึงกับดำดิ่งจนมืดฟ้ามัวดิน เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นพลบค่ำของวันถัดมา

ฉู่หว่านหนิงผลักหน้าต่างออก มองตะวันยามพลบเคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก จมอยู่ในความเงียบเช่นนั้นยาวนาน

“…”

เมฆแดงฉานสะท้อนจับผิวน้ำในบึงใหญ่ กระเรียนป่าโผบินอย่างไม่เร่งร้อนที่ขอบฟ้า วิหคเหนื่อยล้าบินกลับรัง

ยามระกา [2] แล้ว…

ข้าหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม?

ฉู่หว่านหนิงสีหน้าหม่นทะมึน มือวางบนขอบหน้าต่าง เสียงดังแกรก แทบจะบีบจนแผ่นไม้แตกออก

ไม่ได้เรื่องจริงๆ งานเลี้ยงที่ท่านประมุขตั้งใจจัดให้เขากำลังจะเริ่มแล้ว แต่เขากลับยังอยู่ในสภาพงัวเงีย เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิง…นี่ควรทำอย่างไร ทำอย่างไรๆๆ !

เขากระวนกระวาย

“อวี้เหิง!” ยามนี้เอง เซวียเจิ้งยงขึ้นมาบนเขา ผลักประตูเข้ามาในห้อง เห็นฉู่หว่านหนิงนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก ก็อึ้งไป

“ยังไม่ตื่นหรือ”

“ตื่นแล้ว” ฉู่หว่านหนิงเอ่ย หากมิใช่เพราะที่ขมับมีเส้นผมชี้โด่เด่เส้นหนึ่ง ท่าทางของเขาก็คงจะดูน่าเกรงขามอย่างมาก “ท่านประมุขมีเรื่องใด ถึงกับมาด้วยตนเอง”

“ไม่มีอะไรๆ เพียงแต่ไม่เห็นท่านมาทั้งวัน จึงไม่วางใจอยู่บ้าง” เซวียเจิ้งยงถูมือ “ตื่นแล้วก็หวีผมล้างหน้า แล้วไปกินข้าวที่โรงยายเมิ่งเถอะ ตอนที่ไหฺวจุ้ยต้าซือจะจากไปได้กำชับเป็นพิเศษว่า ต้องรอสิบสองชั่วยามจึงจะกินข้าวได้ ท่านไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ตื่นขึ้นเมื่อวานแล้ว ตอนนี้ครบสิบสองชั่วยามพอดี ข้าให้คนเตรียมอาหารที่ท่านชอบไว้มากมาย หัวสิงโตเนื้อปู รากบัวดอกกุ้ยหวานยัดไส้ข้าวเหนียว [3] ไป ไปด้วยกันเถอะ”

“ทำให้ท่านประมุขต้องลำบากแล้ว” พอฉู่หว่านหนิงได้ยินคำว่าหัวสิงโตเนื้อปู รากบัวดอกกุ้ยหวานยัดไส้ข้าวเหนียว ก็คร้านจะจัดแจงตัวเองอย่างพิถีพิถัน เปลี่ยนเสื้อผ้าลวกๆ แล้วตามเซวียเจิ้งยงลงไป

ถึงอย่างไรหัวสิงโตเนื้อปูก็ต้องกินตอนร้อนๆ เย็นแล้วจะเสียรสชาติ

“เป็นเรื่องสมควร เป็นเรื่องสมควร” เซวียเจิ้งยงมองเขาลงจากเตียงมาสวมถุงเท้ารองเท้า จึงถูมือไปมาครู่หนึ่ง พลันนึกอะไรขึ้นได้ เอ่ยว่า “อ้อ ใช่แล้ว ยังมีอีกเรื่อง”

เดิมฉู่หว่านหนิงไม่ถนัดเรื่องการจัดแจงชีวิตตนเอง เขานอนมานานห้าปี จึงดูเอื่อยเฉื่อยกว่าเดิม ขณะสวมถุงเท้าก็สวมสลับข้าง สวมอยู่เป็นนานจึงค่อยพบว่าสวมผิด ต้องเปลี่ยนกลับมาสวมใหม่เงียบๆ

เขามัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาสวมถุงเท้า จึงเพียงขานรับอย่างเฉยชาโดยไม่เงยหน้าขึ้น “อันใด”

เซวียเจิ้งยงยิ้มเอ่ยว่า “เช้านี้หรานเอ๋อร์ส่งสารด่วนมาแล้ว บอกว่าคืนนี้เขาต้องกลับมาทันแน่นอน ยังฝากของขวัญแสดงความยินดีให้ท่าน เด็กคนนี้ยิ่งโตยิ่งรู้ความจริงๆ ข้า…นี่ อวี้เหิง ท่านถอดถุงเท้าทำไม”

“ไม่มีอะไร คู่นี้ของเมื่อวาน”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ย “สกปรกแล้ว เปลี่ยนคู่ที่สะอาด”

“…เช่นนั้นเหตุใดเมื่อครู่ท่านไม่เปลี่ยน”

“เมื่อครู่จำไม่ได้”

เซวียเจิ้งยงตรงไปตรงมายิ่งนัก เขากวาดตามองรอบๆ แล้วก็เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “จะว่าไปแล้วนะอวี้เหิง ท่านเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ข้าว่าท่านควรหาคู่บำเพ็ญได้แล้ว ท่านดูห้องนี้ของท่านสิ ตอนไหฺวจุ้ยจากไปยังเป็นระเบียบเรียบร้อย พอท่านฟื้นขึ้นมา ผ่านไปไม่ทันไร ก็มีเศษกระดาษตรงโน้นเผ่น เสื้อคลุมทางนี้ตัว…มิสู้ข้าช่วยท่านดูใครเหมาะๆ?”

“รบกวนท่านประมุขออกไป”

“เอ๋?”

ฉู่หว่านหนิงหน้าดำทะมึน ท่าทางไม่สบอารมณ์ “ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“ฮ่าๆ ได้ ออกไปก็ออกไป แต่ว่าเรื่องคู่บำเพ็ญ…?”

ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าฉับพลัน สายตาเย็นเยียบราวกับทะเลสาบน้ำแข็ง จ้องคนตาไม่มีแววอย่างเซวียเจิ้งยง

สุดท้ายดูเหมือนเซวียเจิ้งยงจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง หัวเราะแหะๆ “…ข้าเพียงแค่ลองถามดู อวี้เหิง ปกติเงื่อนไขในเรื่องนี้ ท่านก็ไม่แลอยู่แล้ว”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตาลง ดูแล้วคล้ายกำลังเหลือกตาขาวใส่เขา

เซวียเจิ้งยงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “พูดผิดไปหรือ ข้ารู้ว่าท่านช่างเลือก”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเพียงแค่ไม่สนใจเท่านั้น เหตุใดจึงกลายเป็นช่างเลือกไปได้”

“ในเมื่อไม่ได้ช่างเลือก เช่นนั้นท่านลองว่ามา ต้องลักษณะอย่างไรจึงจะต้องตาท่าน ข้าน่ะ ก็ไม่ได้จะเจตนาฝืนใจท่านหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ช่วยท่านดูได้”

ฉู่หว่านหนิงรู้สึกรำคาญ คร้านจะมากความกับเขา จึงพูดไปส่งๆ “คนเป็น สตรี ท่านประมุขก็ดูให้หน่อยเถอะ ไม่ส่ง”

ว่าพลางรุนหลังเซวียเจิ้งยงออกจากประตู เซวียเจิ้งยงไม่ยินยอม ผ่านความเป็นความตายมาแล้วรอบหนึ่ง เขาจึงห่วงใยเรื่องใหญ่ในชีวิตของฉู่หว่านหนิงจากใจจริง

ตอนที่ฉู่หว่านหนิงตาย เซวียเจิ้งยงเสียใจยิ่งนัก เขาต้องการให้ฉู่หว่านหนิงมีบุตรไว้เหมือนกับพี่ชายของเขา ดีชั่วอย่างไรก็ยังมีอะไรเหลือทิ้งไว้ให้ตนคิดถึง มีคนให้ดูแล ให้ชดเชยได้

แต่ฉู่หว่านหนิงไม่มีทั้งบุตร พี่น้องก็ไม่มี ตัวคนเดียวมาตลอด

ตอนนั้นเซวียเจิ้งยงโศกเศร้ามาก รู้สึกผิดเหลือเกิน ซ้ำยังคิดว่าฉู่หว่านหนิงอยู่ตามลำพังช่างน่าสงสาร

“ความต้องการนี้ของท่าน พูดก็เหมือนไม่ได้พูด…อวี้เหิง จริงๆ นะ ข้าจริงจังนะ…เฮ้อ!”

เซวียเจิ้งยงกำลังจะขัดขืน ฉู่หว่านหนิงก็ผลักเขาออกไป ปิดประตูดังปัง

ซ้ำยังถือโอกาสร่ายข่ายอาคม ขวางเขาไว้ด้านนอกด้วย

เซวียเจิ้งยง “…”

 

 

อ่านต่อได้ใน ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4

 

 

[1] เป็นสำนวนที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) ที่มีคำสั่งให้กวาดล้างเผาหนังสือตำรา เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกแนวคิดในหนังสือกระตุ้นให้วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ในขณะนั้น รวมทั้งจับปัญญาชนมาฝังทั้งเป็น เพื่อไม่ให้เขียนงานที่เป็นอุปสรรคต่อการปกครองของราชสำนัก

[2] “ยามโหย่ว” เวลาระหว่าง 17.00-19.00 นาฬิกา

[3] เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการทำค่อนข้างยุ่งยาก ดอกกุ้ยหวานในที่นี้หมายถึง จะต้องนำรากบัวที่ยัดไส้ข้าวเหนียวแล้วมาตุ๋นในน้ำเชื่อมที่ใส่ดอกกุ้ย เพื่อให้ได้กลิ่นหอมหวานของดอกกุ้ย

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 125 : อาจารย์ไม่ต้องการคู่บำเพ็ญ

ใส่ความเห็น