[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 3 ตอนที่ 2.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

คุณหนูใหญ่หลัวมองคนในพรรคที่ไม่รู้ความผู้นี้ นางค่อนข้างโมโหที่เขาพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ดูสถานการณ์ แม้พรรคเฉาเดิมทีจะไม่ใช่พรรคที่สูงส่งงดงามอะไร แต่นางก็ไม่อยากให้ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งคิดว่าพวกเขาหยาบคายไร้มารยาท

ฉู่เฟยหยางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตของคนในพรรคผู้นั้น ก็เอ่ยกับคุณหนูใหญ่หลัว “คุณหนูใหญ่หลัว ดูแล้วในพรรคคงเกิดเรื่อง ท่านรีบกลับไปจัดการก่อนเถิด หากมีเรื่องยุ่งยากก็ส่งคนมาแจ้งข้าน้อย พวกเราต่างอยู่ภายใต้สำนักกระบี่ชิงเฟิงเช่นกัน อย่าได้เห็นเป็นคนนอก”

ฉู่เฟยหยางพูดเช่นนี้แล้ว คุณหนูใหญ่หลัวก็ไม่มากพิธีอีก เพียงกล่าวลากับฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งก่อนจากไปอย่างรีบเร่งในทันที

ฉู่ฉีเลือกปลาชิ้นหนึ่งวางลงในถ้วยของน้องชาย พลางเอ่ย “น้องชาย เสน่ห์ของท่านพ่อพวกเราโจมตีเข้าที่หัวใจของสตรีอีกแล้ว”

ฉู่หลินพยักหน้าเอ่ย “อืม ไม่เลว”

ฉู่เฟยหยางจงใจเคาะตะเกียบสกปรกลงบนศีรษะของเด็กน้อยทั้งสอง แล้วเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เป็นเด็กจะเข้าใจอะไร ตั้งใจกินข้าวของพวกเจ้าเถิด”

จวินซูอิ่งกลับเคาะตะเกียบใส่เขา “อย่าตีหัวเด็ก”

ฉู่เฟยหยางลูบหน้าผาก ถูกคนตีแล้วก็ยังคีบอาหารให้อย่างสุนัขรับใช้ “ได้ๆ ไม่ตีๆ ซูอิ่ง กินอาหารนี่นะ”

จวินซูอิ่งมองใบหน้าหล่อเหลาของฉู่เฟยหยางที่โน้มเข้ามาใกล้ ก่อนถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

รูปลักษณ์หล่อเหลา นิสัยดีพร้อม ความสามารถสูงส่ง บุรุษเช่นนี้ สตรีไม่ชอบจึงจะแปลก

เสียแต่ว่าอ่านตำราน้อยสักหน่อย…

จวินซูอิ่งไม่มองเขา กลับกัดตะเกียบ แล้วเอ่ย “เฟยหยาง เจ้าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นของตระกูลหลัวใช่เรื่องเมื่อเช้าหรือไม่”

ฉู่เฟยหยางวางตะเกียบลง พยักหน้าเอ่ย “เจ้าคิดได้แล้วหรือ พรรคตระกูลหลัวเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ งานขนส่งสินค้าทางน้ำก็เลี้ยงดูผู้คนได้มากมาย คนทั้งอำเภอฝูไหลแห่งนี้ทั้งหมดอาจมีความสัมพันธ์กับพรรคตระกูลหลัว”

“หมู่ตึกอู๋จี๋เลือกลงมือที่นี่ เพราะพรรคตระกูลหลัวหรือ”

“ไม่ใช่” ฉู่เฟยหยางส่ายหน้า นิ้วมือเรียวยาวเคลื่อนไปยังจอกสุราบนโต๊ะ “พรรคตระกูลหลัวอยู่ภายใต้สำนักกระบี่ชิงเฟิง ข้าคิดว่าพวกเขาพุ่งเป้ามายังสำนักกระบี่ชิงเฟิงเสียมากกว่า”

“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำเช่นไร” จวินซูอิ่งเอ่ยถาม

ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางส่ายหน้า นิ้วมือกวาดผ่านหลังมือของจวินซูอิ่งราวกับหยอกเย้า “ข้าไม่ได้วางแผนจะทำเช่นไร อวิ๋นเซินเป็นเจ้าสำนัก เรื่องเหล่านี้ปล่อยให้เขากลุ้มใจเถิด สองสามปีก่อนข้าเห็นว่าเขายังอายุน้อย จึงต้องช่วยเหลือ เด็กคนนี้สุขกายสบายใจมานานแล้ว ครั้งนี้ให้เขาคิดหาวิธีเองบ้าง”

“ท่านพ่อแย่จริงๆ ข้าจะบอกท่านพี่อวิ๋นเซิน” ฉู่ฉีเลือกปลาหนึ่งชิ้น คีบให้จวินซูอิ่ง

“ยังเรียกพี่อีกนะ นั่นคืออาของเจ้า เหตุใดจึงเปลี่ยนไม่ได้เสียที” ฉู่เฟยหยางถลึงตาจ้องมองบุตรคนโต

จวินซูอิ่งนั่งอยู่อีกด้านไม่เอ่ยอันใด ท่าทางคล้ายกับคิดบางสิ่งอยู่

ฉู่เฟยหยางโน้มเข้าไปมอง เขายิ้มพร้อมเอ่ยถาม “เหตุใดจึงไม่พูดเล่า กำลังคิดอะไรอยู่รึ”

จวินซูอิ่งเอ่ย “อวิ๋นเซินมีปัญหา ก็คือเกาฟั่งมีปัญหา ข้าไม่อาจนั่งมองอยู่เฉยๆ”

ฉู่เฟยหยางสำลักอย่างหนัก จ้องมองจวินซูอิ่งครู่ใหญ่โดยที่พูดอะไรไม่ออก

ฉู่ฉีและฉู่หลินกำลังอยู่ในช่วงร่างกายเจริญเติบโต ทั้งยังอยู่ในวัยคึกคักร่าเริง อาหารทั้งโต๊ะจึงถูกกวาดจนเกือบเกลี้ยง

อาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ฉู่เฟยหยางถามจวินซูอิ่งว่ายังต้องการออกไปข้างนอกยามบ่ายหรือไม่ จวินซูอิ่งคิดถึงพรรคตระกูลหลัวที่แทรกซึมได้ทุกที่ ก็อดไม่สบายใจไม่ได้ จึงต้องการเพียงอยู่ในห้องเท่านั้น

ฉู่เฟยหยางก็อยู่กับเขาในห้องอย่างเชื่อฟังครึ่งค่อนวัน

ยามเย็นฉู่เฟยหยางสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ยกโต๊ะและเครื่องเคียงขึ้นมา มื้อเย็นเสร็จสิ้นไปอย่างขอไปที จากนั้นก็ไล่ฉู่ฉีและฉู่หลินกลับห้องของตน

ทั้งสองคนผลัดกันล้างหน้าบ้วนปากอย่างง่ายๆ จวินซูอิ่งหยิบตำราม้วนหนึ่งนั่งลงที่โต๊ะเล็กข้างหน้าต่าง

ฉู่เฟยหยางเดินเข้าไป คลุมเสื้อคลุมให้เขา แล้วก้มหน้าจูบบริเวณคิ้วเขา ก่อนยิ้มเอ่ย “เหตุใดจึงขยันถึงเพียงนี้ เจ้ายังคิดจะสอบจอหงวนจริงๆ หรือ”

จวินซูอิ่งหลับตารอจนเขาจูบเสร็จ จึงมองฉู่เฟยหยาง แล้วเอ่ย “ฟ้ายังไม่มืดมาก ข้านอนไม่หลับ ไม่ให้อ่านตำราจะให้ทำอะไรหรือ”

“ไม่อ่านตำรา ข้าสอนเจ้าทำเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าได้นะ…” ฉู่เฟยหยางกอดจวินซูอิ่ง ก้มหน้าใช้จมูกโด่งเป็นสันถูคลอเคลียข้างหูเขาเบาๆ ลดเสียงต่ำกระซิบเข้าไปในหูอย่างสุดความสามารถ ใบหูและลำคอขาวก็ค่อยๆ ขึ้นสีชมพูระเรื่อ

ฉู่เฟยหยางมองจนจิตใจสั่นไหว เขาก้มตัวลงกอดจวินซูอิ่งแน่นขึ้น ค่อยๆ ขบเม้มไปตามรูปคอที่เผยอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวล

“เฟยหยาง…” เสียงของจวินซูอิ่งค่อนข้างไม่มั่นคง นิ้วมือที่จับม้วนตำราจิกเข้าไปในหน้ากระดาษจนเกิดรอยสองสามรอย

“หอมยิ่งนัก ดมเท่าใดล้วนไม่พอ ซูอิ่ง เหตุใดเจ้าจึงหอมเช่นนี้นะ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยเย้าหยอกเสียงเบา เมื่อใช้น้ำเสียงนุ่มนวลตั้งใจเอ่ยอย่างแผ่วเบา ทำให้ความละมุนละไมที่แตกต่างไปจากเดิมแนบเข้าสู่หูของจวินซูอิ่งอย่างไม่ขาดตกแม้แต่น้อย

จวินซูอิ่งยกมือจับแขนฉู่เฟยหยาง แต่ทำเพียงแค่จับไว้ ไม่ผลักเขาออก ทั้งยังไม่อิงแอบเข้าใกล้เขา

ฉู่เฟยหยางรู้ว่าควรใช้เสน่ห์ของตนอย่างไร รู้ว่าตนเองในแบบไหนที่จะทำให้จวินซูอิ่งหน้าแดงใจเต้นอย่างไร้ทางปฏิเสธ ถึงแม้ว่าจวินซูอิ่งแทบจะไม่เคยปฏิเสธเขาเลยนอกจากสองครั้งแรก แต่ฉู่เฟยหยางก็ชอบมองท่าทางที่อีกฝ่ายถูกตนเองหลอกล่อจนไร้ทางยั้งใจ แล้วเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ก่อนเอง

“ซูอิ่ง เงยหน้า” ฉู่เฟยหยางสั่งเสียงเบา อีกด้านก็ใช้มือลูบผิวหน้าที่เนียนละเอียดยิ่งกว่าเมื่อก่อน

เขาก้มมองขนตาของจวินซูอิ่งสั่นระริกจากมุมที่สูงกว่า อีกฝ่ายกลับไม่เงยหน้าอย่างเชื่อฟัง

“ฟังความสิซูอิ่ง หากไม่เงยหน้า ข้าจะไม่จูบเจ้านะ…” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางกัดติ่งหูอีกฝ่าย ไม่ได้ฝืนเชยคางขึ้นจูบเช่นเมื่อก่อนจริงๆ

“…”

จวินซูอิ่งก้มหน้าเงียบ ฉู่เฟยหยางก็ไม่บังคับเขา เพียงจูบสะเปะสะปะบนใบหน้าและหน้าผากนั้นอย่างพอดี

ผ่านไปครู่ใหญ่มือของจวินซูอิ่งที่จับแขนของฉู่เฟยหยางก็บีบแน่นขึ้น ก่อนจะเงยหน้าสบกับสายตาที่มีความอ่อนโยนเจ็ดส่วนและความหยอกเย้าอีกสามส่วนของฉู่เฟยหยาง

จวินซูอิ่งค่อนข้างโมโห เหตุใดคนผู้นี้จึงมักแกล้งเขานักนะ!

ฉู่เฟยหยางก้มหน้าจูบริมฝีปากของเขาเบาๆ เพียงสัมผัสก็ละจาก ก่อนจะยิ้มเอ่ยเสียงเบา “จูบเล็กน้อย ยังไม่พอใจใช่หรือไม่”

จวินซูอิ่งเงยหน้ายืดคอเล็กน้อย คล้ายกับไล่ตามริมฝีปากของฉู่เฟยหยางตามสัญชาตญาณ

ไม่มีจุมพิตดุเดือดดังที่คาดคิด มีแต่ถูกเขากลั่นแกล้งอีกครั้ง จวินซูอิ่งคล้ายจะหงุดหงิดจริงๆ แล้ว จึงเอ่ยอย่างโมโห “ฉู่เฟยหยาง”

ฉู่เฟยหยางเข้าใจที่สุดว่าถึงจุดเพียงพอแล้วก็ต้องหยุด ไม่กล้าเย้าหยอกต่อ จึงประคองแก้มของจวินซูอิ่งด้วยสองมือ จูบลงอย่างเอาแต่ใจ ทำให้จวินซูอิ่งไม่เหลือใจไปคิดถึงเรื่องอื่นอีก

ร่างกายในอ้อมอกแข็งทื่ออยู่เพียงครู่หนึ่งก็ผ่อนคลายลง ฉู่เฟยหยางรู้ว่าจวินซูอิ่งชื่นชอบจูบที่สุด จูบที่ไม่มีความปรารถนาใด มีเพียงความสนิทสนมอย่างใบหน้าแนบชิดกับใบหน้า ริมฝีปากแนบชิดกับริมฝีปาก ทำให้คนเคลิบเคลิ้มว่ากระทั่งหัวใจล้วนกำลังแนบชิดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ราวกับอยู่ท่ามกลางการเกี่ยวกระหวัดล้ำลึกที่ลงลึกไปถึงวิญญาณ เพียงพอให้มองเห็นและขับไล่ความรู้สึกเสแสร้งทั้งหมดออกไปได้ เพียงพอที่จะทำให้ใจจริงแท้ดวงหนึ่งแผ่ความอบอุ่นมากขึ้น

เปรียบเทียบกับการรุกไล่ของจวินซูอิ่ง ความคิดเล็กๆ ของฉู่เฟยหยางกลับไม่ซื่อตรงอย่างยิ่ง…ฉู่เฟยหยางยิ้มเยาะตนเองในใจ พลางมองขนตาสั่นไหวแผ่วเบาที่ปิดสนิทระหว่างจูบแลกเปลี่ยนลมหายใจนั้น

ไม่ซื่อตรงก็ไม่ซื่อตรง แต่ไหนแต่ไรมาฉู่เฟยหยางก็ไม่เคยคิดยกระดับศีลธรรมของตนเองอยู่แล้ว

เขาดึงตำราในมือของจวินซูอิ่งทิ้งไปอีกด้าน ก่อนออกแรงเคล้าคลึงจวินซูอิ่งไว้ในอ้อมอก สองมือเริ่มจุดไฟร้อนทั่วทุกหนแห่ง

“เอ่อ…แค็กๆ พี่ฉู่ [1] ซูอิ่ง กำลังยุ่งอยู่รึ” ในชั่วพริบตาที่ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งรู้สึกได้ว่ามีลมปราณของคนข้างนอกบีบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นน้ำเสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอยู่ด้านนอกหน้าต่าง

จวินซูอิ่งขจัดความสับสนในใจ ผลักฉู่เฟยหยางออก ทั้งสองคนจ้องมองไปนอกหน้าต่างพร้อมกัน

ไม่รู้ว่าชิงหลางยืนอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่นอกหน้าต่างตั้งแต่เมื่อใด เมื่อรู้สึกถึงสายตาสองคู่ที่พุ่งมา เขาก็โบกมือเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญ”

ฉู่เฟยหยางจ้องเขาเขม็ง เอ่ยว่า “เหตุใดท่านจึงไม่เข้ามาทางประตู!”

“ข้าออกเดินทางจากสำนักกระบี่ชิงเฟิง ใช้วิชาตัวเบาตลอดทาง แล้วมาลงที่นี่พอดี” ชิงหลางตบลำต้นของต้นไม้พลางเอ่ยอธิบาย

“…”

“เหตุใดท่านจึงมาจากสำนักกระบี่ชิงเฟิง” ฉู่เฟยหยางให้ชิงหลางเข้ามาในห้อง รินชาลงจอกให้ ปากก็เอ่ยถาม

ชิงหลางไม่ตอบ ถามกลับว่า “พี่ฉู่ ท่านเคยได้ยินชื่อหมู่ตึกอู๋จี๋หรือไม่”

ฉู่เฟยหยางสบตากับจวินซูอิ่ง แล้วถาม “ท่านเคยประมือกับพวกเขาหรือ”

ชิงหลางถอนหายใจ “ข้าไม่ได้ประมือกับพวกเขา เพียงแต่กลุ่มย่อยหลายกลุ่มของพรรคเทียนอีล้วนถูกพวกเขาก่อกวน พรรคเล็กกลุ่มน้อยที่ไม่ได้ติดต่อกับพรรคส่วนกลางอย่างใกล้ชิดมากนักก็ถึงขั้นก่อกบฏ ข้าไม่เคยรู้สึกเสียเปรียบเช่นนี้มาก่อนเลยนะ”

“แม้เป็นเช่นนี้ แต่เรื่องเล็กแค่นี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาหาพวกเราภายในวันเดียวกระมัง” จวินซูอิ่งขมวดคิ้วเอ่ย

“ซูอิ่ง เจ้ากล่าวหาข้าอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ครั้งนี้ข้าวิ่งงานแทนสำนักกระบี่ชิงเฟิงของพวกเจ้าต่างหาก” ชิงหลางยักคิ้วเอ่ย ก่อนจะมองทางฉู่เฟยหยาง แล้วถอนหายใจเบาๆ ทันใด “พี่ฉู่ ผู้อาวุโสซิ่น อาจารย์ของท่านได้รับบาดเจ็บ ยังมีผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ชิงเฟิงอีกสองสามคน ผู้อาวุโสซิ่นและเหล่าผู้อาวุโสได้รับคำเชิญให้ไปยังสหพันธ์ชาวยุทธ์ แต่ระหว่างเดินทางกลับถูกซุ่มโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ”

“อะไรนะ!” ฉู่เฟยหยางได้ยินก็ตกใจ ยกมือขึ้นกดไหล่ของชิงหลาง “อาการบาดเจ็บของท่านอาจารย์และผู้อาวุโสเป็นอย่างไรบ้าง! ใครทำร้ายท่านอาจารย์! หมู่ตึกอู๋จี๋รึ!”

“พี่ฉู่ ท่านไม่ต้องกังวล อาการบาดเจ็บของท่านอาจารย์และผู้อาวุโสได้รับการรักษาแล้ว ทั้งยังมีเกาฟั่งคอยดูแล ไม่มีอะไรสาหัส ส่วนบาดแผลของบรรดาท่านอาจารย์ของท่าน ที่หลายคนโดนคือพิษร้อนสีชาด เป็น…”

“เป็นอะไรรึ!”

ชิงหลางยังไม่ได้ตอบ จวินซูอิ่งกลับเอ่ย “นี่เป็นหนึ่งในทักษะเฉพาะของพรรคเทียนอี มีอานุภาพดั่งถูกเปลวไฟแผดเผาหัวใจ คนที่ฝึกวิชาฝ่ามือนี้บนฝ่ามือจะมีพิษ ผู้ถูกพิษทั่วทั้งร่างกายจะร้อนรุ่มมีสีแดงขึ้นที่ตัว นี่คือพิษร้อนสีชาด”

ชิงหลางพยักหน้า “นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ลัทธิไม่ได้แพร่งพรายสู่ภายนอก คนที่ควบคุมวิชาฝ่ามือนี้ในพรรคเทียนอีมีอยู่ไม่มาก เกาฟั่งแจ้งให้ข้ารู้เป็นการส่วนตัว ข้าจึงรู้ว่าร่างกายของผู้อาวุโสซิ่นถูกพิษชนิดนี้ เดิมทีข้าไปยังสำนักกระบี่ชิงเฟิงเพื่อจัดการเรื่องนี้ ระหว่างสองสำนักจะได้ไม่เกิดแค้นใหม่รวมแค้นเก่า เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยุติได้ง่ายๆ” ชิงหลางเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้มขมขื่น “คิดไม่ถึง พวกเราถึงกับถูกคนอื่นจับวางตามแผนเสียแล้ว”

จวินซูอิ่งขมวดคิ้ว “นี่ต้องการยุแยงความสัมพันธ์ของพรรคเทียนอีและสำนักกระบี่ชิงเฟิงหรือ พรรคเทียนอีไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุทธภพจงหยวนนานแล้ว ใครกันที่ต้องการดึงพรรคเทียนอีเข้ามา!”

ฉู่เฟยหยางกำมือแน่น เอ่ยถามชิงหลาง “ชิงหลาง ท่านสืบหาคนที่ทำร้ายอาจารย์ของข้าพบแล้วหรือยัง ภายในพรรคเทียนอีมีคนทรยศใช่หรือไม่!”

ชิงหลางส่ายหน้าถอนหายใจเอ่ย “นี่เป็นจุดที่ข้ากังวล สามารถทำร้ายผู้อาวุโสไป๋ได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ล้ำลึกอย่างยิ่งแน่นอน หากนับผู้ที่มีวรยุทธ์เพียงนี้ภายในพรรคเทียนอีใช้เพียงสองมือก็นับได้ครบ ข้าสืบหาแล้ว ผู้ที่ทำร้ายผู้อาวุโสไป๋ไม่ใช่คนของพรรคเทียนอีแน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร เป้าหมายของเขา บางทีอาจไม่เพียงแค่การยุแยง แต่เป็นการจงใจให้เกิดความขัดแย้ง”

“ไม่ใช่คนของพรรคเทียนอี แต่กลับใช้วิชาลับของพรรคเทียนอีได้…บางทีการจัดการภายในพรรคอาจไม่เคร่งครัด ถูกคนนอกแอบร่ำเรียนไป” จวินซูอิ่งมองทางชิงหลางพลางเอ่ย “เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นฝีมือของหมู่ตึกอู๋จี๋”

“ระหว่างทางที่ข้ามา พบกับคนของหมู่ตึกอู๋จี๋เข้า” ชิงหลางยิ้มแล้วเอ่ย “คนสองสามคนนั้นใช้วิชากระบี่ของสำนักกระบี่ชิงเฟิงรังแกคนอ่อนแอ ไม่เพียงลอกเลียนกระบวนท่า จากความเข้าใจที่ข้ามีต่อวิชากระบี่ชิงเฟิง ที่พวกเขาใช้คือเคล็ดวิชาดั้งเดิมของสำนัก นี่เป็นเพียงจุดที่ตามองเห็นได้เท่านั้น สามเดือนที่ผ่านมาคนของหมู่ตึกอู๋จี๋แทรกซึมเข้าไปทุกซอกทุกมุมของยุทธภพจงหยวน ในจุดที่เจ้าและข้ามองไม่เห็น จะเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงมากน้อยเพียงใดก็ไม่รู้ พวกเขาก่อกวนยุทธภพที่คลื่นเงียบลมสงบ คลื่นใต้น้ำกำลังเชี่ยวกรากในยามนี้จะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด ผู้ที่อยู่เบื้องหลังต้องเป็นคลื่นพายุลูกใหญ่แน่นอน”

ฉู่เฟยหยางเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย “กล่าวมากความก็เปล่าประโยชน์ พวกเรากลับไปที่เขาหลางเย่ว์กันก่อนเถิด”

พวกเขาเก็บสัมภาระเรียบร้อย ก็เรียกฉู่ฉีและฉู่หลินมา ทั้งหมดเตรียมพร้อมเคลื่อนตัว

ชิงหลางให้กลุ่มย่อยของพรรคเทียนอีในอำเภอฝูไหลส่งม้าดีที่วิ่งได้ว่องไวจำนวนหนึ่งมาให้ ทั้งห้าคนขึ้นขี่ม้า ออกเดินทางไปยังเขาหลางเย่ว์ภายในคืนนั้นทันที

ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในใจก่อนหน้านี้ของฉู่เฟยหยางค่อยๆ หนักและชัดเจนขึ้น หมู่ตึกอู๋จี๋เรียนรู้วิชาการต่อสู้ของสำนักอื่นจากที่ใดนั้นเป็นเรื่องรอง หากพวกเขาเอาชนะอาจารย์ของตนและผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ชิงเฟิงอย่างง่ายดายได้แล้ว พลังที่แท้จริงของมันจะแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกันแน่! สำนักที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เหตุใดจึงเพิ่งปรากฏตัวเมื่อสามเดือนก่อน แล้วยังแสดงพลังความสามารถออกมาภายในครั้งเดียว! ราวกับว่าพวกเขาจุดเชื้อไปทั่วทุกหนแห่งมาตลอด ตั้งแต่สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงจนถึงพรรคเล็กๆ ในชนบท แม้แต่กลุ่มย่อยของพรรคเทียนอีที่อยู่ไกลลับตาก็ก่อกบฏ แผนที่วางไว้ทั้งหมดคืออะไรกัน!

ความหวาดระแวงทั้งหมดในตอนนี้ล้วนไร้ทางคลี่คลาย ทั้งหมดเงียบกริบตลอดทางจนถึงสำนักกระบี่ชิงเฟิงในคืนเดียวกันนั้นเอง

ทั้งห้าคนลงจากม้าเดินเข้าไปในสำนัก ยังไม่ทันถึงประตู ก็มีเงากายเล็กๆ กอดลูกบอลหลากสีที่ทำจากไม้ไผ่วิ่งโคลงเคลงเข้ามา

“ท่านพี่ก้อนหินน้อย ท่านพี่หลินเอ๋อร์!”

ตุ๊กตาน้อยเพียงมองเห็นฉู่ฉีและฉู่หลิน ลูกตาสีดำก็เปล่งประกาย เขาทิ้งลูกบอลที่อยู่ในมือวิ่งเข้ามาหา ยามที่เข้ามาใกล้แล้วก็ทักทายบรรดาผู้ใหญ่อย่างมีมารยาท

“ท่านอาฉู่ ท่านอาจวิน เอ่อ…อืม…ท่านอา” เมื่อถึงชิงหลางคล้ายกับลืมไปแล้วว่าท่านอาท่านนี้แซ่อะไร ตุ๊กตาน้อยเอียงหัวมองชิงหลางครู่ใหญ่ เอ่ยเรียกอย่างไม่ชัดเจน

จวินซูอิ่งลูบศีรษะของตุ๊กตาน้อย ฉู่เฟยหยางต้องการจะอุ้มเขากลับเข้าไปด้านใน ตุ๊กตาน้อยกลับอาลัยอาวรณ์อยากเล่นกลับพี่ชายทั้งสอง ฉู่เฟยหยางจึงทำได้เพียงวางเขาลง แล้วจูงจวินซูอิ่งเข้าไปในสำนักพร้อมกัน

ประมุขชิงที่ถูกคนอ้ำอึ้งใส่ก็เลิกคิ้ว ช้อนตัวตุ๊กตาน้อยจากพื้นขึ้นมาอุ้มไว้ในอก เขาถูขยี้นิ้วมือแล้วบีบลงบนใบหน้าจ้ำม่ำของตุ๊กตาน้อย

“เจ้าตุ๊กตาน้อยตัวอ้วน เจ้านี่ฉลาดนักนะ”

ตุ๊กตาน้อยเบะปาก รู้ว่าตัวเองดิ้นไม่หลุด จึงใช้ห้านิ้วเล็กสั้นถูบริเวณที่ถูกบีบ มองทางฉู่ฉีและฉู่หลินอย่างขอความช่วยเหลือ

“ท่านอาชิง ให้ข้า ให้ข้า” ฉู่ฉีมองแล้วก็รู้สึกขบขัน จึงยื่นมือไปอุ้มเขากลับมา ตุ๊กตาน้อยที่หลุดพ้นจากเงื้อมมือมารกอดคอฉู่ฉีอย่างใกล้ชิดครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัวยื่นสองแขนขอกอดจากฉู่หลิน

ฉู่หลินรับเขามา แล้วอุ้มตุ๊กตาน้อยเดินเข้าไปในสำนัก

ชิงหลางไม่ไปกับพวกเขา หลังจากเข้าประตูใหญ่ของเรือนด้านในแล้วก็แยกทางใครทางมัน เพื่อไปตามหาซิ่นอวิ๋นเซินด้วยตนเอง

สองมือของตุ๊กตาน้อยโอบคอฉู่หลิน แล้วเปิดปากเอ่ย “ท่านพี่ก้อนหินน้อย ท่านพี่หลินเอ๋อร์ พวกท่านมาเยี่ยมท่านปู่ใช่หรือไม่”

“อืม ร่างกายของท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง” ฉู่ฉีเอ่ยพลางบีบมือเล็กของเขา

สองตาของตุ๊กตาน้อยเหลือบมองท้องฟ้า คล้ายกับกำลังเรียบเรียงคำพูด “อืม ท่านปู่ฟื้นแล้ว หน้าของท่านปู่ไม่แดงถึงเพียงนั้นแล้ว ไม่ร้อนถึงเพียงนั้นแล้ว” สุดท้ายก็เอ่ยอีกครั้ง “ท่านปู่ยังเอาไม้เท้าเคาะเตียงด่าทอคนได้แล้วด้วย”

ฉู่ฉีและฉู่หลินสบสายตากันเงียบๆ เช่นนี้…ดูแล้วท่านปู่คงไม่เป็นอะไรร้ายแรงจริงๆ

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งเดินมาถึงภายในเรือนของซิ่นไป๋ ได้ยินเสียงตำหนิอย่างโมโหของซิ่นไป๋แต่ไกล บ่าวรับใช้สองสามคนยกถ้วยยารักษาแผลและผ้าพันแผลเดินเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว

“พรรคเทียนอี เจ้าฝ่ายอธรรมชั่วช้า! วรยุทธ์ของพรรคนี้เหี้ยมโหดยิ่งนัก ช่างเป็นความอัปยศของผู้ฝึกยุทธ์เสียจริง!” เสียงของซิ่นไป๋ดังทะลุประตูออกมา ยังคงงดงามและมีพลังเช่นเคย

“ท่านพ่อ ใจเย็น ยานี้ท่านรีบดื่มตอนกำลังร้อนเถิด ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงตอนบ่ายพิษนั้นจะยับยั้งไว้ไม่อยู่ ถ้าหากตัวร้อนขึ้นมาอีกก็จะยิ่งลำบาก” เมื่อซิ่นไป๋ได้ตำหนิตามหลักความชอบธรรมแล้ว เกาฟั่งที่ใช้นิ้วมือแคะหูอยู่อีกด้านก็ยกถ้วยยาให้เขา

“ข้าไม่ดื่ม! เด็กอย่างพวกเจ้าไปมาหาสู่กับพรรคมารนั่นอย่างใกล้ชิดก็ช่างเถิด แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ละคนยังปกป้องปีศาจนั่นอีก!” ซิ่นไป๋ตบแผ่นเตียง “เจ้าปีศาจพรรคมารนั่นไปไหนแล้ว! ให้เขามาพบข้า! ข้าต้องการสั่งสอนเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำสักหน่อย!”

เกาฟั่งวางยาลงบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียง ส่ายหน้าเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านหยุดทำท่าทางเช่นนี้ก่อน รักษาบาดแผลให้ดีเถิด อีกอย่างชิงหลางพูดชัดเจน ทั้งยังบอกวิธีถอนพิษให้แล้วไม่ใช่หรือ ทุกอย่างนี้ต่างเป็นความเข้าใจผิด ผู้ที่ทำร้ายท่านและเหล่าผู้อาวุโสไม่ใช่คนของพรรคเทียนอี มีคนเจตนายุยงให้แตกหัก ท่านรู้แล้วเหตุใดยังหลงกลอยู่อีก”

“ใครว่าข้าหลงกล!” ซิ่นไป๋ถลึงตาพ่นลม “นี่ไม่เกี่ยวข้องว่าใครทำร้ายข้า! จุดสำคัญคือวรยุทธ์นอกรีต คนที่ชอบธรรมจะฝึกการต่อสู้ที่เหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ได้อย่างไร! เห็นอยู่ว่าพรรคเทียนอีก็ยังเป็นฝ่ายอธรรมชั่วช้า ไม่ตรงไปตรงมา ไม่ชอบธรรม!”

เกาฟั่งเพียงได้ยินก็เหยียดมุมปากเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านอย่าลืมว่าข้าก็มาจากพรรคมารที่ไม่ตรงไปตรงมาและไม่ชอบธรรมนั้นเช่นกัน เป็นปีศาจพรรคมารไม่ต่างจากผู้นั้น”

ซิ่นไป๋สำลักทันที ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ย “เสี่ยวฟั่งเจ้าอย่าคิดมาก เจ้าเป็นเด็กดี พ่อไม่ได้กำลังพูดว่าเจ้า” เกาฟั่งขึ้นโถงต้อนรับคนได้ยอดเยี่ยม เข้าครัวทำอาหารได้ล้ำเลิศ วิชาแพทย์สูงส่ง ทั้งยังกตัญญูมอบผู้สืบทอดให้ตระกูลไป๋ ลูกสะใภ้เช่นนี้ ต่อให้ไม่ใช่สตรีก็ไม่เป็นไรแล้ว ในใจซิ่นไป๋พึงพอใจเกาฟั่งอย่างยิ่ง จะแข็งใจด่าทอลงได้อย่างไร

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งในช่วงเวลานี้ก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี เกาฟั่งเพียงเห็นจวินซูอิ่ง ดวงตาสีดำก็เปล่งประกายแล้วเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว “ซูอิ่ง พวกท่านมาแล้ว!”

ซิ่นไป๋ส่งเสียงหึๆ จากด้านหลังสองหน ไม่ใช่เพราะอื่นใด เพียงเพราะปัญหาการเรียกขานนี้ทำให้เมื่อก่อนเขาวุ่นวายอยู่ไม่น้อย

เกาฟั่งแรกเริ่มเดิมทีเคยชินกับการเรียกจวินซูอิ่งว่า “ท่านประมุข” มาโดยตลอด ซิ่นไป๋ไหนเลยจะอดทนได้! ในฐานะชาวยุทธ์ที่ชอบธรรม ซิ่นไป๋ยึดถือระดับความอาวุโสอย่างยิ่ง เขาเห็นฉู่เฟยหยางเป็นดั่งบุตร เช่นนั้นจวินซูอิ่งก็คือ…นี่ไม่ต้องพูดให้มากความแล้ว แม้เขาจะไม่กล้าก้าวก่ายจวินซูอิ่งมากนัก แต่ได้ก้าวก่ายเกาฟั่งก็นับว่าเพียงพอ ดังนั้นซิ่นไป๋จึงอบรมเกาฟั่งอย่างแข็งขันให้เปลี่ยนคำเรียกขานให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้องตามความคิดเขาเสียที เขาพอใจกับสิ่งนี้ยิ่งนัก

จวินซูอิ่งพยักหน้าเอ่ย “ชิงหลางเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเราฟังแล้ว ผู้ที่มาครั้งนี้ไม่ได้มาดี พวกเราจำเป็นต้องรับมืออย่างระมัดระวัง”

ฉู่เฟยหยางเดินอ้อมเขาสองคนไปถึงหน้าเตียงของซิ่นไป๋ ยกถ้วยยาส่งให้พร้อมเอ่ย “ท่านอาจารย์ กินยาเถิด ชิงหลางบอกว่าท่านมีพิษหลงเหลืออยู่ ยังไม่หายดี ภายในสามวันล้วนต้องพึ่งยายับยั้งฤทธิ์ของพิษไว้”

ชิงหลางอีกแล้ว เจ้าเด็กน่าชังของพรรคเทียนอีนั่น! กระทั่งฉู่เฟยหยางยังพูด “ชิงหลางบอกว่า” ไม่หยุดหย่อน ไร้เหตุผลเสียจริงๆ ซิ่นไป๋จ้องมองศิษย์คนโตของตนเองครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมรับยามาดื่ม

จวินซูอิ่งเงยหน้ามองฉู่เฟยหยางที่นั่งลงด้านหน้าเตียง น่าจะปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้กับซิ่นไป๋อยู่ ฉู่เฟยหยางหันหน้ากลับมามองเขา ยิ้มพร้อมกวักมือเรียก ส่งสัญญาณให้เขาเข้าไปเช่นกัน

“ท่านพ่อ~” ในตอนนั้นเองเสียงเด็กนุ่มนิ่มก็ดังเข้ามาจากด้านนอกประตู ฉู่หลินอุ้มตุ๊กตาน้อยเดินเข้ามา ฉู่ฉีตามมาด้านหลัง

“ซิ่นหนิงหย่วน! เจ้าโตมากแล้วยังให้พี่ชายอุ้มอีกรึ! พี่หลินเอ๋อร์ของเจ้า ตอนอายุเท่าเจ้าก็ออกจากบ้านไปร่ำเรียนยุทธ์จากท่านอาจารย์แล้ว เจ้ากลับไม่อายที่จะออดอ้อนอวดความเฉลียวฉลาด” เกาฟั่งชี้พื้นด้านหน้า เอ่ยสั่งตุ๊กตาน้อยตัวอ้วน “มานี่”

หลินเอ๋อร์วางตุ๊กตาน้อยลงพื้น เขาเคลื่อนขาเล็กสั้นวิ่งโคลงเคลงไปถึงด้านหน้าเกาฟั่ง แล้วเงยหน้าเอ่ย “ท่านพ่อ”

เกาฟั่งอุ้มเขาขึ้น บีบใบหน้าที่อ่อนนุ่มขึ้นสีชมพูของเขาอย่างรักใคร่

ซิ่นไป๋มองดูฉู่ฉีกับฉู่หลินเดินเข้ามาในห้อง ยามนี้ก็หัวเราะออกมา เอ่ยว่า “หนิงหย่วนเหมือนกับอวิ๋นเซินตอนเด็กยิ่งนัก จ้ำม่ำเหมือนตอไม้ ก้อนหินน้อย หลินเอ๋อร์ ออกจากบ้านไปนานถึงเพียงนี้ รีบเข้ามาให้ปู่ดูสักหน่อย”

เกาฟั่งนึกภาพซิ่นอวิ๋นเซินยามเด็กที่เป็นตุ๊กตาตัวน้อยอ้วนๆ ก็ยิ่งชื่นชอบอย่างยิ่ง หนุ่มน้อยผู้งดงาม ในยามนี้กลายเป็นชายหนุ่มสุขุมตัวสูงใหญ่แล้ว บางครั้งเกาฟั่งกลับคิดถึงวันเวลาในยามแรกที่หนุ่มน้อยผู้สูงเท่าอกของตนติดตามข้างกายคอยประจบประแจงตนเองอยู่ทุกวี่วัน

ฉู่ฉีกับฉู่หลินล้วนไปล้อมอยู่หน้าเตียงพูดคุยกับชายชรา ฉู่เฟยหยางต้องการพูดเรื่องสำคัญกลับแทรกไม่ได้ ทำได้เพียงถอยออกมา

 

[1] ชิงหลางกับฉู่เฟยหยางมักเรียกกันและกันว่า “พี่” ในทำนองกึ่งยกยอกึ่งประชดประชัน ไม่ได้หมายถึงว่าอีกฝ่ายอาวุโสกว่าจริงๆ

ใส่ความเห็น