[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 45 : ตัวข้ารู้ว่าท่านต้องมา

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

45

ตัวข้ารู้ว่าท่านต้องมา

 

เซวียเหมิงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “เทพตูดสุนัข! ตาสุนัขของเจ้าบอดรึ เราบุกรุกอะไร เราถูกจับตัวมาต่างหาก ดูซะให้เต็มตา!”

ซือเม่ย “เปล่าประโยชน์ นี่เป็นเสียงที่เขาทิ้งไว้ ร่างจริงของเขามิได้อยู่ที่นี่ ดูเหมือนโกวเฉินปลอมจะปั่นป่วนการแยกแยะของไจซินหลิ่ว ทำให้เขาคิดว่าเราเป็นผู้บุกรุกที่มีเจตนาร้าย”

เสียงนั้นยังคงเอ่ยต่อ

“อันว่าผู้ที่ควรคู่อาวุธเทพในโลกนี้ ต้องเข้าใจว่าสิ่งใดคือจิตเป็นกุศล สิ่งใดคือมานะพากเพียร ไม่หลงมัวเมาในมายา ไม่สูญเสียสัมปชัญญะ เมื่อพวกเจ้ามาแล้ว จงรับการทดสอบจากข้า หากผ่านการทดสอบ ไร้รอยขีดข่วน เทพศัสตราย่อมตกแก่พวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าฝักใฝ่แต่ตัวตน จิตใจไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่คู่ควรเป็นนายแห่งเทพศัสตรา!”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงดุดันทั้งที่โลหิตเกรอะกรังเต็มปาก “จิตเป็นกุศลอะไร…เอาคนไปทำนาฬิกาโลหิต คือจิตเป็นกุศลที่ท่านว่าหรือ”

แม้จะรู้ว่าโกวเฉินซ่างกงไม่ได้ยิน แต่เขาก็ยังคงเดือดดาล ต่อให้แต่ละคำที่เอ่ยออกมาทำให้ต้องหอบหายใจอย่างหนักหน่วง กระเทือนถึงบาดแผลจนเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าเดิม ก็ไม่อาจควบคุมวาจาเชือดเฉือนของตนได้

เสียงนั้นยังคงดังก้องในคลังเทพศัสตรา “เพื่อทดสอบธาตุแท้ พวกเจ้าจะตกอยู่ในแดนนิมิตมายาของไจซินหลิ่ว หากพวกเจ้ามิอาจตื่นขึ้นจากแดนมายาได้ทันกาล สหายของพวกเจ้า จะต้องหลั่งโลหิตจนหมดกาย ฝังร่าง ณ ที่แห่งนี้”

ทั้งสามหน้าซีดเผือด

ซือเม่ยพึมพำ “อะไรนะ…”

ความหมายก็คือ พวกเขาทั้งสามจะตกอยู่ในแดนมายา

หากมิอาจได้สติทันเวลา พวกเขาก็จะหลงอยู่ในความฝันตลอดกาล ส่วนโม่หรานก็จะหลั่งโลหิตจนหมดร่างและตายไปในโลกแห่งความจริงอย่างนั้นหรือ

เซวียเหมิงตะโกนหลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง “เทพเซียนอะไรกัน! หากฝึกเป็นเซียนแล้วต้องกลายเป็นเช่นเจ้า ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ขอจับกระบี่อีก!”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยอย่างเกรี้ยวโกรธ “ไร้สาระสิ้นดี!”

“อาจารย์!” ซือเม่ยรีบเกลี้ยกล่อม “ท่านอย่าบันดาลโทสะ ระวังบาดแผล”

เจ้าสารเลวโกวเฉินซ่างกงกลับเริ่มขับกลอนขึ้นมาอย่างเนิบช้าในยามนี้ “เทน้ำบนพื้นราบ ไหลหลากทั่วทิศา ชีวิตมีชะตา ไยมัวพร่ำพรรณนา ดื่มสุราปลอบขวัญ ยกจอกสะบั้น ตัดลำนำทรหน หัวใจมิใช่หินฤาไม้ไร้ผัสสะ อมพะนำมิกล้าจำนรรจา”

เซวียเหมิงโกรธจนแทบหน้ามืด “พล่ามฉอดๆ อะไรของเจ้า!”

ซือเม่ย “ทรหนวิถีของเป้าจ้าว ความหมายคือคนเราล้วนมีชะตากรรม จะมัวรำพันคร่ำครวญอยู่ไย ใช้สุราปลอบใจตน เสียงเพลงขาดช่วงเพราะเมามาย ใจคนมิใช่ก้อนหินไร้ความรู้สึก จะบอกก็ยั้ง จะกล่าวก็หยุด”

โกวเฉินซ่างกงถอนหายใจยาว “โลกหล้าไพศาล มีสักกี่คนละทิ้งนิมิตแสนหวานชั่วชีวี เพียงเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โลกหล้าเข่นฆ่าไม่หยุดยั้ง รบทัพกรำศึกไม่จบสิ้น หากเทพศัสตราตกในมือทุรชน ความผิดล้วนตกที่ข้า บาปมหันต์ที่สรรสร้างอาวุธ จะปลดเปลื้องตนเองเช่นไร…”

คลังเทพศัสตราพลันมืดลง ชิ้นส่วนสำหรับหลอมอาวุธที่ลอยอยู่ในอากาศล้วนหยุดนิ่ง หลังคาโค้งค่อยๆ ส่องสว่างด้วยชั้นแสงจางๆ คล้ายดวงดาราค่อยๆ คล้อยลงมาส่องสกาวบนผืนดิน

เสียงกระซิบดังขึ้นในอากาศ “นิทราเถิด…”

แสงกระจ่างอ่อนโยนนี้คล้ายส่งผลลวงใจ ฐานการฝึกบำเพ็ญของซือเม่ยและเซวียเหมิงยังไม่ลึกล้ำ ไม่นานก็ตกสู่สภาวะสลบไสล

“หลับไปแล้ว…”

ฉู่หว่านหนิงกัดฟันแน่น ฝืนต้านทาน ทว่าพลังของเทพผู้สร้างท่วมท้นเพียงใด สุดท้ายเขาก็มิรอดพ้นจากความง่วงงุนซึมเซาที่จู่โจมเข้ามาอย่างหนักหน่วง ล่วงเข้าสู่ห้วงฝัน

คลังเทพศัสตรา

โม่หรานเป็นนาฬิกาโลหิต เป็นเพียงผู้เดียวที่รู้สึกตัว เขากระอักฟองเลือดออกมา มองผ่านม่านน้ำที่อ่อนแรงลง เห็นคนทั้งสามตกอยู่ในนิทรามายาได้รางๆ

ฉู่หว่านหนิง ซือเม่ย เซวียเหมิง ล้วนหลับสนิท

โม่หรานได้ยินคำพูดของโกวเฉิน รู้ว่าหากมีใครคนหนึ่งในนั้นตื่นขึ้นมาทันเวลา อาคมก็จะสลาย และตนก็จะปลอดภัย

ทว่าเวลาผ่านไปทีละน้อย ท่ามกลางความรู้สึกวิงเวียนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับร่างกายที่ค่อยๆ เย็นลง ก็ยังไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาจากความฝัน

ดังคำที่ว่ากรรมตามสนอง ชาติก่อนเคยทำเช่นนี้ต่อฉู่หว่านหนิง ชาตินี้ตนจึงได้รับรู้รสชาติของการที่โลหิตไหลหยดจนหมดตัว

น่าขันจริง

ในพวกเขาสามคน ใครจะละทิ้งฝันดีที่สุด สิ่งที่ปรารถนาที่สุดในชีวิต แล้วมาช่วยข้าได้เล่า

เซวียเหมิงคือผู้ที่เป็นไปไม่ได้ที่สุด

ฉู่หว่านหนิง…ช่างเถอะ ไม่คิดถึงเขาแล้ว

หากจะมี คนผู้นั้น ก็ควรเป็นซือเม่ยกระมัง

เขาครุ่นคิดอย่างเลอะเลือน แต่เพราะเสียเลือดไปมาก จึงเริ่มคงสติไว้ไม่อยู่แล้ว

โม่หรานก้มหน้ามองลงไปที่ใต้เท้า โลหิตสดไหลลงไปตามรูหยดเบื้องล่าง ถูกน้ำในนาฬิกาน้ำทองแดงเจือจาง กระจายเป็นริ้วสีแดงอ่อน

จู่ๆ เขาก็นึกอยากรู้ หากข้าตกอยู่ในแดนมายาของโกวเฉิน สิ่งที่ได้เห็นจะเป็นภาพอะไรนะ

ข้าจะฝันถึงเกี๊ยวน้ำมันพริกเปลือกวาวบางใส รอยยิ้มอ่อนโยนของซือเม่ย คำชมเชยของฉู่หว่านหนิง ยังมีลมพัดดอกไห่ถังทั่วทั้งเขา ยามที่เพิ่งมาถึงยอดเขาสื่อเซิงใหม่ๆ หรือไม่…

“โม่หราน…”

พลันได้ยินเสียงคนกำลังเรียกตน

โม่หรานยังคงก้มหน้า รู้สึกว่าตนคงใกล้จะสูญสิ้นสติรับรู้แล้ว จึงทำให้เกิดอาการหลอน

“โม่หราน”

“โม่หราน”

มิใช่อาการหลอน!

เขาพลันเงยหน้าขึ้นมา

ภาพที่เห็นทำให้รูม่านตาของเขาหดเล็กลง…

เสียงของเขาแทบแผ่วโผย “ซือเม่ย!”

เป็นซือเม่ย!

คนที่ตื่นขึ้นมา คนที่ละทิ้งความสวยงามอันแสนสุข คนที่ไม่ลืมข้า ท่ามกลางความสุขสมปรารถนาทั้งหลายเหล่านี้

เป็นซือเม่ย…

โม่หรานมองเด็กหนุ่มร่างบางที่เดินผ่านม่านน้ำตกเข้ามาหาเขา จู่ๆ ลำคอก็รู้สึกเต็มตื้น

“ซือเม่ย…ท่าน…”

สุดท้ายไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี โม่หรานหลับตาลง เสียงแหบพร่า

“ขอบคุณท่าน…ในยามฝันดีก็ยัง…ยังจำข้าได้…”

ซือเม่ยเดินลุยน้ำมา เสื้อผ้าเปียกโชก ยิ่งขับเน้นคิ้วตาคมคาย รูปโฉมอ่อนโยนเหมือนตอนที่โม่หรานได้เจอเขาครั้งแรก อ่อนโยนเหมือนที่เคยพบในความฝันหลายครั้งเมื่อชาติก่อน อ่อนโยนเหมือนในความทรงจำขณะเขาหนาวเหน็บไปทั่วร่าง

ซือเม่ย “อย่าโง่ พูดขอบคุณอะไรกัน”

เขาเดินเข้ามาใกล้ โม่หรานจึงพบว่าขาทั้งสองของซือเม่ยมีแต่เลือด

ไม่รู้ว่าพื้นดินร้อนระอุขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ดูเหมือนโกวเฉินซ่างกงจะตั้งใจทดสอบคนว่าจะทำเพื่อพวกพ้องได้ถึงขั้นใด ดังนั้นหลังจากการล่อลวงด้วยฝันดี ก็ตามมาด้วยการทรมานอันทารุณ

รองเท้าหุ้มแข้งของซือเม่ยถูกเผาจนทะลุ หากเขาไม่เดินต่อ พื้นดินก็จะคงสภาพเช่นเดิม แต่หากเขายังดึงดันที่จะไปข้างหน้า ทุกฝีก้าวจะปรากฏเพลิงสวรรค์ ความร้อนนั้นไม่สูง ไม่อาจแผดเผาจนไม่สามารถเดินได้ แต่กลับทำให้เจ็บปวดสุดทานทน

ทว่าคนอ่อนโยนผู้นี้ ทั้งที่ตนเองเจ็บปวดถึงเพียงนั้นแล้ว สายตากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม เดินเข้ามาหาเขาทีละก้าว…ทีละก้าว

“โม่หราน เจ้าอดทนไว้”

เขากล่าว

“ข้าจะช่วยเจ้าลงมาเดี๋ยวนี้”

เมื่อสบสายตากับเขา โม่หรานก็รู้ว่า ตนไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดว่า “อย่าเข้ามา”

สายตาของคนผู้นี้เด็ดเดี่ยวเหลือเกิน ทั้งแน่วแน่ยิ่งนัก

สีหน้าเช่นนี้ เขาไม่เคยเห็นบนใบหน้าซือเม่ยมาก่อน

หากโม่หรานตั้งสติได้มากกว่านี้สักนิด เขาจะต้องรู้สึกถึงความผิดปกติแน่นอน

ซือเม่ยเรียกเขาว่า “อาหราน” เสมอ เคยเรียกเขาว่า “โม่หราน” เสียที่ใด

เขาเพียงคิดว่าซือเม่ยดีต่อเขา กลับไม่ได้ตระหนักแม้แต่น้อยว่า ยามนี้คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน ความจริงหาใช่ซือเม่ยไม่ แต่เป็น…

เป็นฉู่หว่านหนิง

อาคมสุดท้ายของต้นหลิ่วบรรพกาล ชื่อว่าปลิดหัวใจ

ที่เรียกว่าปลิดหัวใจ ก็คือการแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณระหว่างคนสองคน

ขณะที่ฉู่หว่านหนิงสลัดหลุดจากแดนมายาและตื่นขึ้นมา กลับพบว่าตนแลกเปลี่ยนหัวใจกับซือเม่ยแล้ว ภายใต้อาคมหลิ่วปลิดหัวใจ สติรับรู้ของเขาถูกเคลื่อนย้ายมายังร่างของซือเม่ย ดูเหมือนซือเม่ยเองก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ซือเม่ยมิได้ตื่นขึ้นมา ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ล้วนไม่รู้ว่าตนถูกแลกเปลี่ยนร่างกายแล้ว

ฉู่หว่านหนิงไม่มีเวลาอธิบาย แต่โม่หรานที่ไม่รู้ความจริง คิดว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าคือซือเม่ยจริงๆ

เขารู้สึกว่าซือเม่ยจะต้องทนต่อความเจ็บปวดลุยฝ่าเข้ามาแน่นอน เหมือนกับตอนที่ตนเผชิญกับความตายก็ไม่เคยลืมความดีของเขา มนุษย์ก็ล้วนมีทิฐิดื้อรั้นรุนแรงเช่นนี้

ฉู่หว่านหนิงมาถึงหน้านาฬิกาโลหิตในที่สุด เริ่มปีนไปตามเถาวัลย์สูงตระหง่าน เพื่อช่วยโม่หรานที่อยู่ด้านบน เถาวัลย์พลันผุดหนามแหลมที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงออกมามากมาย

ฉู่หว่านหนิงไม่คาดคิด มือถูกลวกทิ่มแทงทันที ขณะที่พยายามออกแรงยึดไว้ แต่ร่างกายของซือเม่ยมิได้ฝึกบำเพ็ญจนแข็งแกร่ง เขาจึงลื่นตกลงมา เนื้อหนังที่มือถูกหนามแหลมครูดจนถลอกปอกเปิก

“…!”

ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด พลางลอบสบถเงียบๆ

ซือหมิงจิ้ง เจ้าคนสังขารผุพัง!

โม่หราน “ซือเม่ย!”

ฉู่หว่านหนิงเข่าทรุดอยู่กับพื้น เนื้อหนังที่สัมผัสพื้นดินถูกความร้อนสูงแผดเผาทันที แต่คิ้วของเขากลับขมวดแน่น กัดริมฝีปากไว้ตามความเคยชิน ไม่ยอมร้องออกมา

สีหน้าเช่นนี้ เมื่ออยู่บนใบหน้าของเขาเองดูดุร้ายดันทุรัง แต่พอเปลี่ยนเป็นใบหน้างามอ่อนโยนของซือเม่ย กลับดูน่าสงสารไม่น้อย

คนเรานำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้จริงๆ

“ซือเม่ย…”

โม่หรานเรียก น้ำตาไหลรินลงมา

หัวใจราวกับถูกมีดกรีดเฉือน ในสายตาที่พร่าเลือนรื้นน้ำตา เขาเห็นร่างผอมบางของคนผู้นั้น คนที่อ่อนแอเช่นนั้น มือยึดเถาวัลย์ ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาทีละนิด

หนามแหลมละเอียดทิ่มตำมือเขา เพลิงร้อนเผาผลาญเลือดเนื้อ

สีแดงอาบย้อมเป็นทาง ทุกที่ที่ปีนผ่าน ล้วนเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด

โม่หรานหลับตา สะกดโลหิตที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง เสียงสั่นเครือ สะอื้นทีละคำ

“ซือ…เม่ย…”

คนผู้นั้นอยู่ใกล้มาก โม่หรานมองเห็นความเจ็บปวดที่วูบผ่านในดวงตาเขา ดูเหมือนเขาจะเจ็บปวดอย่างยิ่งจริงๆ กระทั่งน้ำเสียงของโม่หรานก็เป็นการทรมานสำหรับเขา

ด้วยเหตุนี้ แม้คนเบื้องหน้าจะมีสีหน้าแข็งขืน แต่แววตานั้นแทบจะเรียกได้ว่าวิงวอน

“อย่าเรียกข้าอีก”

“…”

“โม่หราน เจ้ารออีกหน่อย ข้าจะช่วยเจ้า…ลงมา…เดี๋ยว…นี้…”

เกือบจะในทันทีที่พูดออกไป แววทรหดในดวงตาเขาก็ลุกวาบ ราวกับคมมีดที่ปลดเปลื้องออกจากฝัก เมื่ออยู่บนใบหน้าที่อ่อนโยนจนเป็นนิสัยนี้ กลับกลายเป็นความงามน่ามองอย่างไม่อาจบรรยาย

ชุดคลุมของฉู่หว่านหนิงพัดกระพือ ถีบตัวกระโดดขึ้นไปบนนาฬิกาโลหิตทองแดง

ใบหน้าของเขาราวกับกระดาษ ร่างกายโงนเงนเจียนล้ม มีเพียงลมหายใจที่ทำให้แตกต่างจากคนที่ตายแล้ว

ชั่วขณะนั้น โม่หรานรู้สึกว่ามิสู้ตนหลั่งเลือดให้แห้งตาย ยังดีกว่าให้เขาต้องทนรับความทุกข์ทรมานเช่นนี้

น้ำเสียงเขาแตกพร่าอยู่ในลำคอ “ขอโทษ”

ฉู่หว่านหนิงรู้ว่าคำว่าขอโทษนี้มิใช่เอ่ยให้ตน เขาคิดจะอธิบาย แต่เหลือบไปเห็นกระบี่สีฟ้าเหลือบประกายของโกวเฉินซ่างกงเล่มนั้นปักคาอกของโม่หรานพอดี ต้นกำเนิดพลังวิญญาณของเถาวัลย์อาจอยู่ที่กระบี่เล่มนี้ เขากังวลว่าหากโม่หรานตกตะลึง จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้วยเหตุนี้จึงยังคงเป็น “ซือเม่ย” ของเขาอยู่

“โม่หราน เจ้าเชื่อข้าหรือไม่”

“ข้าเชื่อท่าน” ไม่ลังเลแม้สักนิด

ขนตายาวของฉู่หว่านหนิงขยับ เหลือบตามองเขา ก่อนจะคว้าด้ามกระบี่ไว้ กระบี่นี้ปักอยู่ใกล้ชีพจรหัวใจพอดี หากพลาดเพียงนิดเดียว โม่หรานก็จะเสียชีวิตได้

“…” มือของฉู่หว่านหนิงสั่นเล็กน้อย จับไว้เช่นนั้น แต่มิได้ขยับ

โม่หรานที่ขอบตายังแดงก่ำ จู่ๆ กลับยิ้มออกมา “ซือเม่ย”

“…หืม”

“…ข้าจะตายแล้วใช่หรือไม่”

“…ไม่มีทาง”

“หากข้ากำลังจะตาย ให้…ให้ข้ากอดท่านสักหน่อยได้หรือไม่”

เขาเอ่ยเช่นนี้อย่างระมัดระวังยิ่ง ดวงตาเป็นประกายชุ่มชื้น ฉู่หว่านหนิงพลันหัวใจอ่อนยวบ

แต่ครั้นนึกได้ว่าผู้ที่โม่หรานมองเห็นในดวงตาคืออีกคนหนึ่ง ความอ่อนโยนนั้นพลันจับผลึกเป็นน้ำแข็งทันที

ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเหมือนตนเป็นตัวตลกที่ไม่มีความสำคัญบนเวที เร้นอยู่หลังแขนเสื้อพลิ้วไหวของตัวพระตัวนาง ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นเขา

ในละครอันน่าประทับใจนี้ เขาเป็นส่วนเกิน

บางทีบทบาทหลักเพียงอย่างเดียว คือวาดลายหน้าให้อัปลักษณ์น่าเกลียด ฉีกยิ้มแสยะที่แต้มด้วยหมึก ขับเน้นอารมณ์รักโลภโกรธหลง ชมชอบชิงชังของผู้อื่น

ช่างน่าขันนัก

โม่หรานไม่รู้เรื่องนี้ เขาเห็นแววตาของฉู่หว่านหนิงวูบไหว ยังคิดว่าซือเม่ยไม่ยินยอม จึงรีบเอ่ยว่า “แค่กอดสักครู่ สักครู่ก็พอ”

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาจนมิอาจสังเกต

“ความจริงข้า…”

“อะไรหรือ”

“…ช่างเถอะ” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “ไม่มีอะไร”

เขาเขยิบเข้าไป แต่มิได้ใกล้มากนัก ด้วยเกรงจะถูกกระบี่เล่มนั้นเข้า จากนั้นก็ยื่นมือไปรวบไหล่ของโม่หรานเบาๆ

ได้ยินโม่หรานเอ่ยข้างหูเขา “ซือเม่ย ขอบคุณที่ท่านตื่นขึ้นมา ขอบคุณที่ท่านไม่ลืมข้าในความฝัน”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตาลง แพขนตาขยับเบาๆ ดุจปีกผีเสื้อ จากนั้นจึงยิ้มจางๆ “ไม่ต้องขอบคุณ”

เงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นมา “โม่หราน”

“หืม?”

ฉู่หว่านหนิงคล้ายกับยังอยู่ในห้วงฝัน โอบกอดเขาเอาไว้ พลางลูบศีรษะเขา ถอนหายใจแผ่วเบา “เจ้ารู้หรือไม่ หากฝันดีเกินไป มักมิใช่ความจริง”

เอ่ยจบก็ผละออกจากการโอบกอดทันที ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ

โม่หรานเหลือบตาขึ้นมอง เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ซือเม่ยพูดนัก รู้เพียงว่าการโอบกอดเล็กๆ ครั้งนี้ คือลูกกวาดที่ซือเม่ยเอื้ออารีเจือจานให้เขา

รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ครั้นสัมผัสที่โคนลิ้น ก็เกิดรสฝาดเฝื่อนขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง

ชั่วขณะที่กระบี่ถูกถอนออกไป โลหิตปานบุปผาสาดสะบัดประหนึ่งดอกไห่ถังที่ปลิดปลิวไปกับสายลมกระโชก

โม่หรานรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ชั่วขณะนั้นคิดว่าตนกำลังจะตายแล้ว ความไม่ยินยอมรุมเร้าปะปนในใจ พลันโพล่งออกมา “ซือเม่ย ความจริงข้าชอบท่านมากมาตลอด ท่านเล่า…”

เสียงกระบี่ตกพื้น เถาวัลย์สลายไปทันที ม่านน้ำตกที่กระหน่ำลงมาจากยอดหลังคาโค้งหยุดนิ่ง คลังเทพศัสตราคืนสู่ความเงียบสงบฉับพลัน

ข้าชอบท่านมากมาตลอด

ท่านเล่า…

ร่างกายถึงขีดจำกัดแล้ว โม่หรานรู้สึกว่าเบื้องหน้าพลันดับวูบ

ชั่วขณะที่ล้มลง มือที่ชุ่มโชกด้วยโลหิตคู่หนึ่งรับเขาไว้ ร่างล้มลงไปอยู่ในอ้อมกอดของซือเม่ย ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนหรือไม่ โม่หรานเห็นคิ้วเรียวของซือเม่ยขมวดน้อยๆ ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ที่ขอบตาคล้ายมีประกายน้ำหยดลงมา

เขาคล้ายได้ยินซือเม่ยเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าก็เช่นกัน”

โม่หราน “!”

น่าจะหลอนไปจริงๆ กระมัง ไม่เช่นนั้น เหตุใดทั้งที่สีหน้าซือเม่ยลำบากใจชัดๆ กลับยังตอบรับข้า

“ข้าเองก็…ชอบเจ้า”

ในที่สุดสติรับรู้ก็แตกซ่าน โม่หรานล่วงสู่ห้วงสลบไสล

 

ใส่ความเห็น