[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 11.2

เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子

Himazan แปล

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

+++++++++++++++++++

ตอนที่ 11.2

 พระสงฆ์จีวรสีฟ้าอ่อนเดินบุกป่าฝ่าดงอยู่ภายใต้แสงจันทร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือสว่างอยู่

นี่คือพระอาจารย์จ้าวสิงของวัดอู๋เลี่ยงที่กำลังเดินธุดงค์ด้วยความยากลำบาก เขาเดินทางด้วยเท้าทั้งสองข้างมาหลายพันลี้ ในทุกๆ วันเขาใช้แอปพลิเคชันนับก้าวในโทรศัพท์จนได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแอป

ตอนที่เจ้าอาวาสมอบโทรศัพท์มือถือให้กับจ้าวสิงได้ติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว จ้าวสิงลองผิดลองถูกจนสามารถใช้ทุกแอปพลิเคชันได้อย่างชำนาญ นอกจากนี้เขายังสามารถวิดีโอคอลกับเหล่าสานุศิษย์ทุกวันเพื่อพูดคุยและรายงานเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของตน

นอกจากโทรศัพท์มือถือ จ้าวสิงก็ไม่ได้พกเงินติดตัวเลย ในเรื่องของการเดินธุดงค์ อาหารการกิน ที่หลับที่นอน หรือแม้กระทั่งการชาร์จแบตโทรศัพท์ต่างก็อาศัยการบิณฑบาตทั้งนั้น หากไม่มีใครทำบุญ จ้าวสิงก็จะเด็ดผลไม้ตามต้น กินกลางป่าหลับกลางแจ้ง หากแบตโทรศัพท์ใกล้จะหมดก็มักจะมีสถานที่ที่สามารถขอชาร์จแบตได้ตลอดเวลา

ตลอดทางมานี้จ้าวสิงได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม และเทศนาหลักธรรมของพุทธศาสนาแก่คนที่ได้พบเจอ และหมั่นสร้างกุศลกรรมเท่าที่เขาจะสามารถทำได้

คืนนี้จ้าวสิงได้เดินทางมาถึงเมืองตงไห่ ที่นี่อยู่ในอาณาเขตปกครองของสำนักหลินสุ่ย เขาจึงไม่ได้วางแผนจะอยู่นานนัก

แต่แม้ไม่คิดที่จะอยู่นาน จ้าวสิงก็ยังเดินทางไปที่สำนักหลินสุ่ยเพื่อกล่าวทักทาย เพราะถึงอย่างไรก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แม้วิถีปฏิบัติจะแตกต่าง แต่ยังต้องไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง อีกทั้งอาจจะมีโอกาสพบปะกันในสมาคมทางศาสนาได้ตลอดเวลา ดังนั้นการที่เขาเดินทางผ่านเมืองตงไห่ก็ควรเข้าไปทักทายสักหน่อย

ทว่านั่นเป็นเรื่องที่ควรทำวันพรุ่งนี้ เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว เขาจะต้องหาที่อาศัยค้างคืนในเมืองเสียก่อน

ระยะทางยังห่างจากตัวเมืองอยู่เล็กน้อย สายตาของจ้าวสิงมองไปเห็นป้ายไฟที่อยู่ตรงหน้า ตัวอักษรที่เขียนอยู่บนป้ายนั้นคือ สวนสาธารณะไหเจี่ยวและสวนสัตว์หลิงโย่ว

จ้าวสิงคิดว่าบางทีอาจจะสามารถขอค้างคืนในสวนสาธารณะหนึ่งคืนก่อนแล้วค่อยเข้าเมืองในตอนเช้า มิฉะนั้นหากเดินทางเข้าเมืองในตอนนี้กว่าจะถึงก็จะดึกมาก คงไม่ดีนักถ้าจะไปขอพักค้างคืนในเวลาที่ดึกดื่นแบบนั้น

ดังนั้นจ้าวสิงจึงเดินไปยังทิศทางของสวนสาธารณะ ในขณะที่เดินผ่านสวนสัตว์หลิงโย่ว เขาก็พบเข้ากับชายรูปร่างกำยำสวมชุดจีนโบราณนั่งยองๆ อยู่หน้าประตูสวนสัตว์ กำลังกินหน่อไม้ที่ถืออยู่ในมือ ทันทีที่ชายรูปร่างกำยำเห็นจ้าวสิงก็รีบยืนขึ้นอย่างกระตือรือร้นทันที “พระอาจารย์ ท่านมาจากไหน ต้องการจะไปที่ใด”

ลักษณะท่าทางของชายคนนี้ดูเหมือนเขาจะเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา เมื่อคิดได้เช่นนั้น จ้าวสิงจึงหยุดเดินทันที “อาตมาเป็นพระวัดอู๋เลี่ยง กำลังอยู่ในช่วงเดินธุดงค์เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม”

“ท่านมีที่พักหรือไม่” สงซือเชียนถามอย่างกระตือรือร้น “ไม่อย่างนั้น ขอเชิญท่านเข้ามากินอาหารก่อนดีกว่า”

นี่คืออะไร…นี่คือผู้มีบุญวาสนาอย่างไรล่ะ!

จ้าวสิงประสานมือคำนับตอบตกลงทันที เขาตัดสินใจจะฉันอาหาร [1] บิณฑบาตของโยมผู้นี้ จากนั้นจะเทศนาคำสอนทางพุทธศาสนาเป็นการตอบแทน นับว่าเป็นบุญวาสนาที่ได้มาเจอกัน

สงซือเชียนพาจ้าวสิงไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนในสวนสัตว์โซนใหม่ จากนั้นก็แบ่งข้าวสวยและผักที่เหลือจากตอนเย็นมาให้เขา “ข้าและท่านอาจารย์ถกปัญหาธรรมภายใต้แสงจันทร์ จะไม่งดงามได้เยี่ยงไร”

คำที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจของสงซือเชียนเต็มไปด้วยวาทศิลป์ แต่จ้าวสิงกลับไม่สามารถซาบซึ้งได้แม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เขาตกอยู่ในภวังค์ของเสียงที่ดังมาจากใบไผ่เรียบร้อยแล้ว ราวกับเสียงนั้นเป็นเสียงจากสวรรค์ที่ดังแผ่วอยู่ข้างหู และเหมือนได้ยินเสียงมู่อวี๋ [2] ที่ดังขึ้นเป็นทำนองไม่เร่งรีบ

หลังจากนั้นจ้าวสิงขยับท่าเป็นนั่งขัดสมาธิ รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า เขาบรรลุธรรมและเข้าใจในเสียงของต้นไผ่ทันที

เมื่อสงซือเชียนเห็นจ้าวสิงบรรลุธรรมขั้นสูงและเริ่มเข้าสู่ห้วงแห่งการฝึกสมาธิ เขาก็นั่งคุ้มครองจ้าวสิงด้วยความหวังดี จนกระทั่งจ้าวสิงลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกได้ว่าตนบรรลุเป้าหมายของการบำเพ็ญตนและฝึกปฏิบัติธรรมแบบก้าวกระโดด

หลังจากนั่งสมาธิจนสติปัญญาเพิ่มพูน เขาจะมัวแต่ไปสนใจฉันอาหารพวกนั้นได้อย่างไรกัน เขารีบพนมมือกราบไหว้สงซือเชียนที่อยู่ด้านหน้าทันที จากนั้นเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายว่า “ท่านต้าเต๋อ” [3] 

จ้าวสิงคิดไม่ถึงเลยว่า ที่แท้คนที่มีบุญวาสนาไม่ใช่ประสกท่านนี้ แต่เป็นวาสนาของเขาที่ได้มาพบเจอท่านผู้นี้ต่างหาก เสียงเสียดสีของต้นไผ่นำมาซึ่งสมาธิ ทำให้ผู้คนบรรลุในพระธรรม นั่นเป็นเพราะว่ามีท่านต้าเต๋อบำเพ็ญตนอยู่ที่นี่

ท่านต้าเต๋อผู้นี้แกล้งทำเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาและนิมนต์เขาให้เข้ามาฉันอาหาร หากเขาไม่เข้ามาก็คงจะไม่ได้พบเจอกับเรื่องเหล่านี้อย่างแน่นอน

สงซือเชียนรีบพูดขึ้นว่า “ข้าเป็นต้าเต๋อเสียที่ไหนกัน”

สงซือเชียนคิดไม่ถึงเลยว่าพระสงฆ์ในโลกมนุษย์จะอ่อนแอและตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ อันที่จริงเมื่อเขาอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์เหล่านี้ แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็น ‘ท่านต้าเต๋อ’ แต่ตัวเขาไม่กล้าที่จะยอมรับ

ไม่ใช่ท่านผู้นี้? จ้าวสิงตะลึงงัน “ถ้าอย่างนั้น ไม่ทราบว่าท่านต้าเต๋ออยู่หนใด”

สงซือเชียนเกาหัวแกรกๆ “คงอยู่ในอาคารสำนักงานกระมัง”

ไม่ว่าจะคิดยังไง ณ ที่แห่งนี้ คนที่สามารถเรียกว่าเป็นท่านต้าเต๋อได้เห็นทีคงมีแค่ลู่ยาเท่านั้นกระมัง แม้ว่าท้ายที่สุดลู่ยาจะไม่ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แต่เขาก็เกิดมาเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ในเวลานี้ต้วนเจียเจ๋อยืนอยู่บนชั้นสองของอาคารสำนักงานที่อยู่ไม่ไกลออกไป เขายืนอยู่ที่หน้าต่างแล้วตะโกนเสียงดัง “เหล่าสง! พระมาจากไหนครับเนี่ย! ”

เดิมทีเขากำลังนั่งเล่นโต้วตี้จู่กับไป๋ซู่เจินและเสี่ยวชิง แต่จู่ๆ ก็ได้ยินไป๋ซู่เจินพูดขึ้นว่า บริเวณใกล้ๆ ดูเหมือนจะมีผู้บรรลุธรรมขั้นสูงกำลังปฏิบัติเพื่อยกระดับสติปัญญาของตนอยู่ ต้วนเจียเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กับนักพรตก็ยังกล้าลงมืออีกเหรอครับ”

“การบรรลุธรรมขั้นสูงระดับนี้เป็นวิถีของศาสนาพุทธ ไม่เกี่ยวอะไรกับนักพรตค่ะ” ไป๋ซู่เจินพูด “ด้านนอกดูเหมือนว่าจะมีคนพาพระสงฆ์เข้ามา”

ต้วนเจียเจ๋อตกตะลึงพรึงเพริดทันที จากนั้นวิ่งไปดูที่หน้าต่างแล้วก็เห็นว่ามีคนหัวโล้นนั่งอยู่ภายใต้แสงจันทร์จริงๆ ไม่ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นสะดุดตามากขนาดไหน อีกทั้งด้านหน้าของคนคนนั้นยังมีสงซือเชียนอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าเขาเป็นคนพาเข้ามา

ไป๋ซู่เจินเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างต้วนเจียเจ๋อ จากนั้นพูดขึ้นอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “นี่แหละค่ะ ในตอนนั้นพวกเราเตือนพี่สงเพียงแค่ว่าให้ระวังตัวต่อหน้านักพรต ไม่ได้บอกให้ระวังถึงเรื่องนี้ด้วย”

นั่นก็เพราะว่าเมืองตงไห่ไม่มีพระ และที่นี่ก็เป็นอาณาบริเวณของลัทธิเต๋าทั้งหมดนี่ครับ!

ต้วนเจียเจ๋อคิดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ วันที่มีพระสงฆ์ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมเดินทางผ่านเมืองตงไห่ และก็บังเอิญถึงขนาดผ่านมาถึงภูเขาไหเจี่ยวได้ อีกทั้งสงซือเชียนยังเป็นเทพที่เฝ้าปกปักรักษาภูเขาให้กับเจ้าแม่กวนอิมมาเป็นเวลาหลายปี เขาจะต้องมีความคิดและทัศนคติที่ดีต่อพระสงฆ์อย่างแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยและเชื้อเชิญเข้ามาด้านในแบบนี้

แถมเข้ามาไม่เท่าไหร่ พระสงฆ์รูปนี้ยังบรรลุธรรมที่นี่อีก!

พระรูปนั้นคำนับทักทายจากระยะไกล “อาตมาเป็นพระสงฆ์จากวัดอู๋เลี่ยง มาขอเข้าพบท่านต้าเต๋อแห่งพุทธศาสนา”

ตั้งแต่ที่เขาบรรลุธรรมขั้นสูงเมื่อสักครู่ จ้าวสิงก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องออกเดินทางธุดงค์อีกแล้ว เขาคิดว่าจะต้องเป็นพระพุทธองค์ที่ชี้นำให้เขามาที่นี่เพื่อแสวงหาธรรมและบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน

พระสงฆ์รูปนี้ดูเหมือนจะรู้แล้วว่าที่นี่มีฆราวาสอาศัยอยู่ อีกทั้งยังพูดถึงท่านต้าเต๋อแห่งพุทธศาสนาอีก

ต้วนเจียเจ๋อกลืนน้ำลาย เขาคิดไปถึงเรื่องตอนที่เหล่านักพรตเจอเข้ากับท่านผู้อาวุโสลู่ยา พวกเขาต่างก้มกราบทำความเคารพอย่างสูงสุด ถ้าหากพระสงฆ์รูปนี้ไปเจอเข้าจะไม่เป็นบ้าไปเลยเหรอ

ทีแรกต้วนเจียเจ๋อรู้สึกว่า ความคิดของลู่ยาที่อุปโลกน์ตนเป็นคนในพุทธศาสนานั้นดีอยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าระดับของลู่ยาจะสูงส่งขนาดนั้น อีกทั้งเขาก็คิดไม่ถึงว่าจะมีพระสงฆ์มาปรากฏตัวขึ้นที่นี่จริงๆ

ต้วนเจียเจ๋อบ่นพึมพำ “หลังจากนี้คงจะไม่มีใครมาอีกแล้วนะ…พวกเราเป็นแค่สวนสัตว์เท่านั้นเอง”

แต่จะว่าไปแล้ว หากมีพระและพุทธศาสนิกชนพวกนี้มาที่นี่บ่อยๆ แล้วเกิดพบว่าคนที่ตนตามหาไม่ใช่พระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเหล่าเทพเซียนที่แปลงกายลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ พวกเขาจะไม่ตกใจจนช็อกตายไปเลยหรือไง

ไป๋ซู่เจินวางมือข้างหนึ่งบนไหล่ต้วนเจียเจ๋อ จากนั้นกระซิบว่า “ผู้อำนวยการคะ การที่พระสงฆ์คิดอยากจะมาที่นี่บ่อยๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าสำนักหลินสุ่ยเห็นด้วยหรือไม่”

เมื่อมีสำนักหลินสุ่ยอยู่ เหล่าสำนักและศาสนาอื่นๆ ก็ไม่สามารถจะเข้ามาอยู่ในเมืองตงไห่ได้ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นอาณาบริเวณที่สำนักลัทธิเต๋าควบคุมดูแลอยู่ ดังนั้นหากสำนักหลินสุ่ยเอ่ยปากยินยอม สำนักของศาสนาและลัทธิอื่นๆ จึงจะสามารถออกความคิดเห็นได้

เดิมทีลู่ยาและไป๋ซู่เจินก็แค่อุปโลกน์ตนเป็นผู้อาวุโสในพุทธศาสนา แต่เวลานี้ไป๋ซู่เจินกลับเปล่งเสียงตะโกนบอกกับพระสงฆ์รูปนั้นอย่างเยือกเย็นว่า “ท่านผู้อาวุโสเข้าฌานบำเพ็ญตบะและปฏิบัติธรรมเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ ท่านสามารถพบเขาได้อีกครั้งร้อยปีหลังจากนี้”

ต้วนเจียเจ๋อหมดคำพูด “พี่ไป๋ครับ…”

ไป๋ซู่เจินมองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ทันใดนั้นก็ได้ยินพระสงฆ์พูดขึ้นช้าๆ “หนึ่งร้อยปี…อาตมาก็อยู่ไม่ถึงสิ”

ไป๋ซู่เจิน “…”

อา…ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้พอหรือนี่ ทันใดนั้นพระสงฆ์นักปฏิบัติธรรมท่านนั้นก็อ่อนแรงลงทันที

นี่เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจอย่างยิ่ง เขาอายุหกสิบปีแล้ว อย่าว่าแต่หนึ่งร้อยปีเลย ต่อให้ลดเวลาไปครึ่งหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ถึงไหม

ไป๋ซู่เจิน “ถ้าอย่างนั้นวาสนาของท่านกับผู้อาวุโสท่านนี้คงจะสิ้นสุดกันแล้ว”

สุดท้ายแล้ววาสนาของเขามีเพียงแค่ได้ฟังธรรมอยู่ในป่าไผ่นิดหน่อยหลังจากที่ฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายปีอย่างนั้นเหรอ

พระสงฆ์ตะลึงพรึงเพริด หรือหลักธรรมของเขายังไม่ล้ำลึกพอ เขาคงทำได้แค่หยุดไว้เท่านี้สินะ

สงซือเชียนถอนหายใจ “พระอาจารย์ แค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว ท่านผู้นั้นเขามักจะไม่พบเจอผู้คนหรอก”

สงซือเชียนสับสนกับสถานการณ์ในตอนนี้ ฟังไป๋ซู่เจินพูดก็รู้แล้วว่าหมายถึงลู่ยาแน่ๆ เขาจึงรีบพูดปลอบใจ ลู่ยาไม่ได้เป็นคนของพุทธศาสนา เขาเพียงแค่เข้าไปอาศัยอยู่ช่วงหนึ่ง จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่สนใจในการ ‘ชี้ทางให้แก่คนรุ่นหลัง’

จ้าวสิงก้มหน้าคอตก

ต้วนเจียเจ๋อเห็นว่าพระสงฆ์รูปนั้นดูเหมือนจะยอมแพ้แล้ว เขาจึงชูนิ้วโป้งให้กับไป๋ซู่เจินและยังพูดหว่านล้อมอีกว่า “เหล่าสง คุณพาพระอาจารย์ไปพักกับคุณสักหนึ่งคืนเถอะครับ”

ดึกขนาดนี้ ต้วนเจียเจ๋อรู้สึกเกรงใจที่จะไล่พระสงฆ์ออกไป

สงซือเชียนเรียกจ้าวสิงให้ฉันอาหารอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ

“รอเดี๋ยว อาตมาต้องแจ้งข่าวก่อน” จ้าวสิงส่งข้อความเสียงให้กับเจ้าอาวาสวัดอู๋เลี่ยง “ศิษย์พี่ พรุ่งนี้กระผมจะเตรียมตัวกลับวัดครับ มีต้าเต๋อท่านหนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษในเมืองตงไห่ ท่านเข้าฌานอยู่ที่ป่าไผ่ของหลิงโย่ว วันนี้กระผมมาพักค้างคืนชั่วคราวก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูงจากเสียงในป่าไผ่ แต่ฆราวาสที่นี่กลับบอกว่า หากกระผมมีวาสนาก็จะได้พบกับท่านผู้นั้นหลังจากนี้อีกหนึ่งร้อยปี วันนี้ไม่มีทางได้เข้าพบ กระผมเลยจะกลับไปฝึกปฏิบัติธรรมใหม่ครับ”

จ้าวสิงไม่ใช่คนโลภมาก แม้การที่ไม่สามารถพบกับผู้อาวุโสท่านนั้นได้จะทำให้เขารู้สึกเสียดายมาก แต่เขาจะมัวทุกข์ใจไม่ได้ วาสนาไม่ถึงก็คือไม่ถึง เพราะการได้เข้ามาถึงที่นี่ก็เป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับเขาในการบรรลุธรรมแล้ว

หลังจากส่งข้อความเสร็จ จ้าวสิงก็ปล่อยวางแล้วฉันอาหารด้วยท่าทีสง่างาม

แต่ว่าจ้าวสิงเพิ่งทิ้งโทรศัพท์เครื่องเก่าแล้วเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนได้ไม่นาน ดังนั้นจึงยังไม่ค่อยคุ้นชินกับระบบของมันมากนัก ประกอบกับเมื่อครู่ตอนส่งข้อความไปก็เหมือนกับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดอยู่ในใจ เลยไม่ทันสังเกตว่าตนเองส่งข้อความไปผิดห้อง

ดังนั้นช่วงเวลาสามทุ่ม เหล่าพระสงฆ์กว่าร้อยรูปที่อยู่ในกลุ่มแชตของ ‘สมาคมบริหารกิจการพุทธศาสนาประจำประเทศจีน’ ต่างได้รับข้อความจากพระอาจารย์จ้าวสิงแห่งวัดอู๋เลี่ยงกันถ้วนหน้า

พระอาจารย์จ้าวสิงเป็นพระที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และเพิ่งจะเข้ามาในกลุ่มแชตไม่นาน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาส่งข้อความ ได้ยินมาว่าท่านกำลังออกธุดงค์บำเพ็ญตนข้างนอก

ไม่รู้ท่านมีความคิดความอ่านอย่างไร หรือมีปัญหาเรื่องพุทธศาสนาที่เคยถกกันไว้ก่อนหน้าและมีคำอธิบายให้กับทุกคนแล้ว ในใจของเหล่าสมาชิกเต็มไปด้วยความคิดเช่นนี้ พวกเขากดฟังข้อความเสียงที่ฝากไว้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงจ้าวสิงพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มว่า “…มีต้าเต๋อท่านหนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษในเมืองตงไห่…บรรลุธรรมขั้นสูง…จะได้พบกับท่านผู้นั้นหลังจากนี้อีกหนึ่งร้อยปี…”

เหล่าสมาชิก “!!!”

จ้าวสิงฉันข้าวจนหมดเกลี้ยง หลังจากที่กล่าวขอบคุณกับสงซือเชียนอีกครั้ง เขาก็สังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือแบตหมดไปแล้ว จึงถามหาปลั๊กเสียบว่าอยู่ตรงไหน และเสียบสายชาร์จเข้ากับโทรศัพท์เพื่อชาร์จแบต

ในตอนนี้เอง หลังจากเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาใหม่เขาถึงสังเกตเห็นว่ามีข้อความจากศิษย์พี่ส่งกลับมาเป็นจำนวนหลายข้อความ และยังมีสายที่ไม่ได้รับอีกเพียบ

พระอาจารย์จี้ซ่าน : ศิษย์น้อง นั่นเป็นเรื่องจริงเหรอ

พระอาจารย์จี้ซ่าน : ศิษย์น้อง!! รีบตอบกลับเดี๋ยวนี้เลยนะ!

พระอาจารย์จี้ซ่าน : ศิษย์น้อง กำลังทำอะไรอยู่

พระอาจารย์จี้ซ่าน : สายเกินไปแล้ว…

จ้าวสิงกดดูด้วยความมึนงง แล้วเขาก็ต้องตกใจที่พบว่าดูเหมือนตัวเองจะส่งข้อความเสียงไปผิดห้อง เดิมทีเขาตั้งใจจะส่งให้กับศิษย์พี่ของตน แต่กลับส่งไปในกลุ่มสมาคมบริหารกิจการพุทธศาสนาประจำประเทศจีนแทน

หลังจากที่จ้าวสิงส่งข้อความเรียบร้อยแล้ว ปกติก็จะมีพระอาจารย์ในกลุ่มไว้หน้าและมีบางคนตอบกลับมาบ้าง แต่หลังจากข้อความเสียงล่าสุดที่ส่งไป จากแชตที่ครึกครื้นกลับเงียบสนิทราวกับยังไม่มีใครเห็นข้อความนั้น

จ้าวสิง “…”

 

 

[1] ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานไม่มีข้อห้ามฉันอาหารในยามวิกาลเหมือนฝ่ายเถรวาท

[2] 木鱼พุทธศาสนาฝ่ายมหายานเรียกว่า “ฝานชุย” (梵吹) เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่พระสงฆ์ใช้ระหว่างสวดมนต์ ทำวัตร หรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

[3] 大德มีความหมายว่า ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ผู้มีบุญญาธิการ หรือพระอาจารย์

ใส่ความเห็น