[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 44 : ตัวข้าไม่อยากติดค้างท่าน

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

44

ตัวข้าไม่อยากติดค้างท่าน

 

ร่างวิญญาณของไจซินหลิ่วไม่ทันตอบ สีหน้าพลันบิดเบี้ยวผิดรูป เขายกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด ปากอ้ากว้าง เปล่งเสียงร้องอย่างไร้สุ้มเสียง แม้จะไม่มีเสียงออกมา ทว่าสีหน้าสยดสยองและสองตาปูดโปนนั้นกลับทำให้คนคล้ายได้ยินเสียงร้องโหยหวนกรีดหัวใจ

ช่วยด้วย

ช่วย…ด้วย!!!

ริมฝีปากของเขาบิดโค้งในลักษณะที่น่าเหลือเชื่อ ไม่นานริ้วเส้นเลือดก็กระจายเต็มลูกตา หากมิใช่เพราะมีตรวนพันธนาการแขนขาไว้ เขาคงพุ่งขึ้นมาอย่างคลุ้มคลั่ง ฆ่าตัวตายไปแล้ว

‘ขอร้องพวกท่าน…รีบ…ทำลายข้าซะ…’

ดูเหมือนระยะเวลาในการคงสัมปชัญญะของไจซินหลิ่วจะถึงขีดสุดแล้ว ร่างวิญญาณของเขาดิ้นรนด้วยความทรมานแต่กลับไม่เป็นผล เห็นเพียงในสระหลอมมีไอดำกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมา ถาโถมใส่กายหยาบของร่างวิญญาณต้นหลิ่วที่แช่อยู่ในสระไม่หยุดยั้ง โซ่เหล็กเสียงดังเคร้งๆ สะเก็ดไฟปะทุแปลบปลาบแตกกระจายไปทั่ว

ฉู่หว่านหนิงเห็นสถานการณ์เปลี่ยนแปลง รีบวาดแขนเสื้อขวางศิษย์ไว้หลังตนเองทันที ถามไจซินหลิ่วด้วยสีหน้าดุดัน “ต้องช่วยท่านอย่างไร”

ไจซินหลิ่วแม้เคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่กลับสามารถสั่งการเหล็กเหลวในสระหลอมอาวุธให้ก่อตัวเป็นตำราโบราณชังเจี๋ยได้ในชั่วอึดใจ

‘ข้ากำลังจะสูญสติสัมปชัญญะ เมื่อถึงเวลานั้น หากทำร้ายพวกท่าน มิได้เกิดจากเจตนา เรื่องอื่นที่เหลือ ข้าไร้แรงช่วยเหลือ ทั้งไม่ทันได้อธิบายอย่างละเอียด ได้แต่บอกอาคมที่ข้าเชี่ยวชาญแก่พวกท่าน หวังว่าจะตั้งใจให้ดี…’

เหล็กเหลวพลันแปรเปลี่ยน

‘อาคมที่ข้าชำนาญสามอย่าง หนึ่ง นิมิตมายา นี่คืออาคมฝันร้าย ผู้ถูกอาคมจะสมมาดปรารถนาในนิทรา ความฝันสวยงามคงอยู่ยาวนาน เพราะเหตุนี้ แม้คนที่มีพลังวิญญาณแข็งแกร่งถึงขั้นสัมผัสได้ว่านี่คือมายา ก็ยังยินยอมติดอยู่ในนั้น ไม่ตื่นขึ้นมาตลอดกาล

‘สอง เคล็ดลวงใจ อาศัยความละโมบในใจคนเป็นเหยื่อล่อ ทำให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเอง

‘สาม คาถาปลิดหัวใจ…’

ยามนี้พลังวิญญาณของเขาถูกใช้ถึงขีดสุดแล้ว ไม่อาจขับเคลื่อนเหล็กหลอมเหลวให้เรียงเป็นตัวอักษรได้อีก

สุดท้ายคาถาปลิดหัวใจนี้เป็นอย่างไรกันแน่ จึงมิอาจรู้ได้

ไจซินหลิ่วดิ้นรนอีกครั้ง พลันระเบิดหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่งออกมา เขาเคลื่อนเหล็กหลอมเหลวไม่ได้ แต่ยังคงใช้ปลายนิ้วแตะโลหิตสดที่ระเบิดออก ลูกตาที่เกร็งกระตุกจ้องฉู่หว่านหนิงเขม็ง สองตาปูดโปน ไม่ยินยอมอย่างยิ่ง

“อาจารย์!” เห็นฉู่หว่านหนิงจะก้าวไปข้างหน้า เซวียเหมิงรีบรั้งเขาเอาไว้ “อย่าไป อาจเป็นอุบาย!”

ไจซินหลิ่วเอ่ยคำไม่ได้ นิ้วมือที่จุ่มเลือดนั้นได้แต่ห้อยค้างไว้ พลันในดวงตามีน้ำตาไหลรินลงมา

ฉู่หว่านหนิง “…ท่านต้องการให้ข้าเข้าไป?”

ไจซินหลิ่วพยักหน้าช้าๆ

“…”

“อาจารย์!”

เซวียเหมิงหมายขัดขวางอีก ฉู่หว่านหนิงกลับส่ายหน้าให้เขา เดินไปข้างหน้าตามลำพัง มาถึงขอบสระหลอมอาวุธ ยื่นมือออกไป

ไจซินหลิ่วคล้ายจะซาบซึ้งใจ เขามองฉู่หว่านหนิงอย่างลึกซึ้ง ดิ้นรนโบกแขนที่ติดเนื้อหนังรุ่งริ่งข้างนั้น คล้ายอยากคารวะ จากนั้นก็ข่มกลั้นความเจ็บปวดมหาศาล คว้ามือของฉู่หว่านหนิงเอาไว้ มือสั่นเทิ้มเขียนลงกลางฝ่ามืออีกฝ่ายว่า

‘จับติ้ว ทำลายฝันร้าย…

‘อย่าได้…สูญเสีย…จิต…ใจ…

‘ฝันร้าย…สลาย…พิบัติ…ดับสูญ!’

ตัวอักษรคำว่า “ดับสูญ” ตัวสุดท้ายยังไม่ทันตวัดหาง ไจซินหลิ่วพลันเหมือนโคลนเลนกองหนึ่ง อ่อนยวบลงไปในสระหลอมเดือดพล่าน หายวับไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ได้ยินเสียงตูมดังสนั่น คลื่นน้ำสีแดงขนาดมหึมาพลันก่อตัวขึ้นในสระหลอมอาวุธ เหล็กเหลวถั่งโถมแหวกอากาศขึ้นมา เสาเพลิงรูปมังกรเก้าต้นพุ่งขึ้นมาจากพื้น ฉู่หว่านหนิงถูกเกลียวคลื่นนี้บีบจนต้องถอยไปด้านหลัง เปลวเพลิงสาดจับใบหน้าอึมครึมของเขา

ภายในเสาที่มีเหล็กเหลวพวยพุ่ง พลันมีติ้วสี่แท่งพุ่งออกมา ลอยสูงอยู่กลางอากาศ

ซือเม่ยนึกถึงสิ่งที่ไจซินหลิ่วกำชับขณะมีสติเมื่อครู่ รีบเอ่ยว่า “นี่ก็คือ…ติ้วที่ไจซินหลิ่วพูดถึงหรือ”

เห็นเขาเดินมาใกล้ ฉู่หว่านหนิงขวางเอาไว้ “อย่าแตะ ไปอยู่ข้างหลังข้าให้หมด”

ซือเม่ย “อาจารย์…”

“มีข้าอยู่ ไม่เป็นไรแน่” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “พวกเจ้าไม่อาจเสี่ยงอันตราย รอข้าจับติ้วแล้ว พวกเจ้าค่อยมา”

ถ้อยคำนี้เอ่ยอย่างเฉยชา คล้ายไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ทว่าโม่หรานฟังแล้วใจกระตุกวูบ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ภาพฉู่หว่านหนิงที่อยู่เบื้องหน้าจึงซ้อนทับกับคนไร้ความรู้สึกที่มองศิษย์ตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างเย็นชาเมื่อชาติก่อน

ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ออกมาได้ เหตุใดชาติก่อนจึงนิ่งดูดายต่อการตายของศิษย์

โม่หรานพลันรู้สึกเหมือนตนไม่เคยเข้าใจฉู่หว่านหนิงผู้นี้เลย

เขาพึมพำอย่างอดไม่ได้ “อาจารย์…”

ฉู่หว่านหนิงมิได้สนใจพวกเขา ยกมือหยิบติ้วแท่งหนึ่งในนั้นลงมา ติ้วนั้นทำจากหยกสีเหลืองนวล เขาพลิกดูทั้งสองด้านรอบหนึ่ง ส่งเสียง “หืม?” เบาๆ

“มีอะไรหรือขอรับ” เซวียเหมิงถาม

ฉู่หว่านหนิง “บนติ้วนี้ไม่มีอักษร”

“ไยจึงเป็นเช่นนี้” เซวียเหมิงประหลาดใจ “เช่นนั้นให้ข้าลองดูบ้าง”

ติ้วสี่แท่งล้วนถูกดึงออกมาจนหมด เซวียเหมิงและซือเม่ยเหมือนกับฉู่หว่านหนิง บนติ้วหยกไม่มีอักษรใดๆ โม่หรานพลิกติ้วของตนเองดู พลันเบิกตากว้าง

“หมิ่นกู่อวี่?”

อีกสามคนมองไปทางเขาทันที เซวียเหมิงมุ่นคิ้ว “หมิ่นกู่อวี่อะไร”

โม่หรานจิ้มติ้วของตนเอง “เขียนอยู่บนนี้”

เซวียเหมิงชะโงกหน้าเข้าไปดู พลันเอ่ยอย่างมีน้ำโห “ถุย! เจ้าอ่านแต่ส่วนที่อ่านออกสินะ”

“…เป็นเสวี่ยตีโล่ว [1] ” ฉู่หว่านหนิงบอก

ตำราโบราณชังเจี๋ยเขาจำได้แปดเก้าส่วนจากสิบส่วน หากมีตัวอักษรที่ไม่แน่ใจ ย่อมไม่เอ่ยส่งเดช ด้วยเหตุนี้ในเมื่อเขาบอกว่าสิ่งที่เขียนอยู่คือ “เสวี่ยตีโล่ว” เช่นนั้นก็ไม่มีทางจำผิดแน่นอน

โม่หรานตกตะลึง “นาฬิกาโลหิตคืออะไร”

ฉู่หว่านหนิงส่ายหน้า “ไม่รู้”

เหมือนตอบคำถามของพวกเขา หลังคาโค้งของคลังเทพศัสตราพลันมีเสียงคำรามครืนๆ นาฬิกาน้ำ [2] ขนาดมหึมาตกลงมาจากฟ้า กระดำกระด่างจับสนิมทั้งอัน เพียงแต่ที่ต่างจากนาฬิกาน้ำอื่นๆ คือด้านบนมีโครงทองแดงรูปกางเขน ไม่รู้ใช้ทำอะไร

ฉู่หว่านหนิงมองนาฬิกาน้ำ จากนั้นก็หลุบตามองติ้วในมือโม่หราน

นาฬิกาโลหิต

ไวเท่าชั่วประกายหินเหล็กไฟ เขาก็เข้าใจว่า “จับติ้ว” ที่ว่านั้นคืออะไร ฉู่หว่านหนิงหน้าเผือดสีทันที ตวาดว่า “โม่หราน รีบโยนติ้วนั่นซะ!”

แม้ไม่รู้ว่าฉู่หว่านหนิงหมายความว่าอะไร แต่คำสั่งที่มาอย่างไม่ให้โต้แย้งนี้ ก็ทำให้โม่หรานทำตามโดยแทบไม่รู้ตัว

ไม่โยนก็ไม่รู้ หลังจากโยนออกไป โม่หรานกลับพบว่าติ้วหยกนั้นไม่รู้ใช้พลังอะไร เกาะติดอยู่กับฝ่ามือเขาแน่น สลัดอย่างไรก็สลัดไม่หลุด

ฉู่หว่านหนิงลอบสบถ พุ่งเข้าไป หมายนำติ้วของตนแลกเปลี่ยนกับของโม่หราน คาดไม่ถึงว่าจะมีเถาวัลย์หนามพุ่งออกมาจากนาฬิกาน้ำทองแดงสนิมเขรอะ จู่โจมไปยังโม่หราน!

“หลบไป!”

“อาจารย์!”

“อาจารย์!”

โลหิตสาดกระเซ็น ในช่วงคับขัน ฉู่หว่านหนิงใช้ฝ่ามือผลักโม่หรานออกไป เถาวัลย์แหลมดุจลูกธนูปีกขนนกพุ่งทะลุพงไพร ปักเข้าเนื้อของฉู่หว่านหนิงทั้งหมด

เวลานี้โม่หรานยังอยู่ในวัยเยาว์ ย่อมไม่อาจต้านแรงของฉู่หว่านหนิงได้ พอถูกเขาผลักก็เซถอยหลัง ล้มลงกับพื้น ทว่าเสียงร่างถูกแทงฉีกขาดน่าสะพรึงดังชัด เสียงเซวียเหมิงกับซือเม่ยที่ร้องเสียงหลงดังเสียดหู

เป็นไปไม่ได้

จะเป็นไปได้อย่างไร…

นั่นคือฉู่หว่านหนิงเชียวนะ

คือฉู่หว่านหนิงที่ตีข้าด่าข้า แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมองข้าด้วยสีหน้าดีๆ คือฉู่หว่านหนิงที่มองศิษย์ตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลือดเย็น คือฉู่หว่านหนิงที่บอกว่าข้า “คุณสมบัติย่ำแย่ เกินเยียวยา” อย่างเย็นชาผู้นั้น คือฉู่…

โม่หรานเงยหน้าขึ้น

ท่ามกลางความสับสน เขาเห็นคนผู้นั้นเลือดสาดกระเซ็นสามฉื่อ เถาวัลย์แหลมคมหนาแน่นปักแผ่นหลังของคนผู้นั้น ทะลุอกเสื้ออย่างน่าสยดสยอง จุดที่แทงทะลุคือจุดที่ถูกเจ้าภาพผีโจมตีอย่างโหดเหี้ยมในครั้งก่อน บาดแผลเก่ายังไม่ทันหาย ยามนี้เนื้อเยื่อน่าจะฉีกขาดเหวอะหวะอีกครั้ง

คือฉู่หว่านหนิง…คือฉู่หว่านหนิงที่ใช้ร่างตนเองปกป้องข้าในโลงศพ จนถูกกรงเล็บทะลุร่างก็ยังข่มกลั้นไม่ส่งเสียงร้องสักแอะผู้นั้น

คือฉู่หว่านหนิงที่หลบอยู่ใต้สะพานหิน แอบกางข่ายอาคมกำบังลมฝนให้ทุกคน แต่ตนเองกลับมิกล้าเผยตัว

คือฉู่หว่านหนิงที่ชาติก่อนห่อเกี๊ยวอย่างงุ่มง่าม เพื่อให้ข้ามีแก่ใจกินอะไรสักหน่อยหลังจากซือเม่ยตายไป

คือคนอารมณ์ร้าย ปากเสีย ที่ยามกินยาก็กลัวขม กินเผ็ดก็สำลัก ที่ข้าคุ้นเคยเป็นที่สุดผู้นั้น

คือคนที่ข้าไม่เคยใส่ใจ เกลียดแค้นจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็รู้สึกสงสารผู้นั้น…

ฉู่หว่านหนิง

หว่านหนิง…

“อาจารย์!” โม่หรานตะโกนเสียงแหบ ตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหา “อาจารย์!”

“ติ้วของเจ้า…” ฉู่หว่านหนิงยกมือสั่นเทาขึ้น สีหน้าซีดเผือด ทว่าแววตายังคงดุดันเหมือนก่อน “แลกกับข้า…”

มือที่เขายื่นให้โม่หราน มีติ้วไร้อักษรที่เขาจับมาเองแท่งนั้นวางอยู่ แขนสั่นระริกเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวดยกขึ้นมาอย่างยากเย็นและเชื่องช้า

นัยน์ตาของฉู่หว่านหนิงเจิดจ้ายิ่งนัก แน่วแน่ยิ่งนัก ปกคลุมด้วยไอน้ำชั้นหนึ่ง

“เร็ว ให้ข้า!”

โม่หรานไม่ทันได้ลุกขึ้นก็รีบคลานเข่ามาตรงหน้าฉู่หว่านหนิง มองบาดแผลเหวอะหวะน่าสะพรึงอย่างทำอะไรไม่ถูก

“ไม่…อาจารย์…”

“อาจารย์!”

เซวียเหมิงกับซือเม่ยคิดจะเข้ามา ฉู่หว่านหนิงคล้ายขัดใจที่ไม่ได้ตามต้องการ กางข่ายอาคมลงมา กันสองคนนั้นออกไป แล้วตวาดกร้าว “เทียนเวิ่น!”

เทียนเวิ่นออกมาตามเสียงเรียก ตัดเถาวัลย์หลายสิบเส้นที่แทงฉู่หว่านหนิงขาดสะบั้น!

ทว่าเถาวัลย์เหล่านั้นมิใช่ของสามัญ ฉู่หว่านหนิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพวกมันกำลังดูดกลืนพลังวิญญาณผ่านเลือดเนื้อของเขา ไม่มีหนทางอื่น เขากัดฟันแน่น ยกมือขึ้นคว้าเถาวัลย์ที่ขาดสะบั้นเหล่านั้น แข็งใจกระชากออกมาอย่างแรงทันที!

โลหิตพุ่งกระฉูด!

ฉู่หว่านหนิงโยนเถาวัลย์ขาดเหล่านั้น หอบหายใจ สกัดชีพจรวิญญาณและจุดลมปราณของตนเพื่อห้ามเลือดชั่วคราว จากนั้นดวงตาดำขลับวาวโรจน์ก็จ้องโม่หราน เอ่ยเสียงแหบพร่า “ให้ข้า”

“อาจารย์…”

“เอาติ้วของเจ้าแลกกับข้า! ข้าจะแลกกับเจ้า!” ฉู่หว่านหนิงเอ่ยน้ำเสียงเฉียบขาด

ยามนี้โม่หรานจึงเข้าใจแล้วว่า “นาฬิกาโลหิต” หมายความว่าอะไร วิธีการโหดเหี้ยมที่โกวเฉินซ่างกงใช้เมื่อร้อยหมื่นปีก่อนช่างคล้ายคลึงกับวิธีที่เขาทรมานอาจารย์เมื่อชาติก่อนเสียนี่กระไร

ไม่ว่าเทพ ปีศาจ มนุษย์ หรือภูตผี หากจิตใจเสื่อมทราม สำนึกและความคิดหดหาย ก็ล้วนใกล้เคียงกับการกระทำเช่นนั้น

นาฬิกาโลหิต

ก็คือใช้หยดเลือดมนุษย์แทนเม็ดทราย ใส่เลือดลงไปแทนน้ำ ปล่อยให้ไหลหยด เพื่อจับเวลา

เลือดมนุษย์ไหลหมด เวลาสิ้นสุด

ชาติที่แล้วตอนที่ข้าตั้งตนเป็นท่าเซียนจวิน ข้าก็ใช้ฉู่หว่านหนิงเป็นนาฬิกาน้ำ หมายให้ฉู่หว่านหนิงมองข้าเหยียบย่ำเหนือบรรดาสำนักเซียน หมายให้โลหิตของฉู่หว่านหนิงไหลรินทีละหยดๆ จนเหือดแห้งต่อหน้าข้ามิใช่หรือ

ทว่าในชาตินี้ ต่อหน้านาฬิกาโลหิตที่โกวเฉินใช้

ฉู่หว่านหนิงกลับยินยอมเป็นฝ่ายเอาติ้วที่ปลอดภัยของตนมาแลกเปลี่ยน เขายินยอมเดินขึ้นโครงทองแดงแทนข้า เขา…

หัวใจของโม่หรานว้าวุ่นไปหมด

เขาถึงขั้นมิอาจไตร่ตรอง

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!

นาฬิกาน้ำทองแดงโจมตีพลาด มิอาจมัดตัวคนได้ จึงเหวี่ยงเถาวัลย์อีกครั้ง หมายจู่โจมระลอกที่สอง

ฉู่หว่านหนิงมองเขา ประกายในดวงตาวูบไหวเล็กน้อย

เขาเจ็บปวดจนหน้าขาวซีด หอบหายใจเล็กน้อย “โม่หราน เจ้า…เจ้าเชื่อฟัง รีบให้ข้า”

“…”

“เร็ว…” สีหน้าของฉู่หว่านหนิงขาวจนเหมือนหิมะแรกใต้จันทรา “…หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าสกัดการโจมตีครั้งที่สองแทนเจ้า”

“อาจารย์…”

เถาวัลย์จู่โจมมาอีกครั้ง

โม่หรานยื่นติ้วให้ในชั่วขณะนั้น ฉู่หว่านหนิงยื่นมือไปรับมาโดยไม่เสียเวลาคิด

ไหนเลยจะคาดว่าขณะที่ฝ่ามือของทั้งสองกำลังจะสัมผัสกัน นัยน์ตาของโม่หรานพลันทอประกายวูบ เขาชักมือกลับแทบจะในทันที พลิกมือบังฉู่หว่านหนิงที่ไม่ทันตั้งตัวไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกัน เถาวัลย์ก็จู่โจมระลอกที่สอง โม่หรานเอาตัวเข้ารับ ร่างของเด็กหนุ่มถูกเถาวัลย์กระหวัดรัดอย่างแน่นหนาทันที จากนั้นก็กระชากไปเบื้องหน้านาฬิกาโลหิต

“โม่หราน!”

เถาวัลย์หลายสิบเส้นรัดตัวเขาติดกับตะแลงแกงรูปกางเขน โม่หรานหันหน้ามา มองไปยังฉู่หว่านหนิง ริมฝีปากขยับ

นัยน์ตาของฉู่หว่านหนิงพลันเบิกกว้าง

เสียงของโม่หรานมิได้ดังเกินไป แต่เขาได้ยินชัดเจน…อย่างไม่มีทางผิดเพี้ยน

“อาจารย์ ความจริงข้าไม่ได้…เลวเกินแก้ไข…”

ฉะนั้น ท่านอย่าละทิ้งข้า…ได้หรือไม่

ทว่าคำพูดท่อนหลัง ไม่อาจเอ่ยออกมาได้อีก ชาติก่อนเขาอยากพูดแต่ไม่ได้พูด ชาตินี้ก็สายไปแล้วเช่นกัน

ฉู่หว่านหนิงจะละทิ้งเขาหรือไม่ เขามองว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

เพียงแค่ไม่อยากติดค้างคนผู้นี้เท่านั้น

เขาโง่งมนัก ไม่กระจ่างในความรู้สึกของตนที่มีต่อฉู่หว่านหนิง ทั้งไม่อยากสับสนไปกว่าเดิมกับเรื่องนี้แล้ว

ชาตินี้ โม่หรานคิดในใจ ผู้ที่ข้าสนใจและใส่ใจ จะมีเพียงซือเม่ยเท่านั้น

ที่ไม่อยากแลกติ้วกับฉู่หว่านหนิง เพียงแค่ไม่อยากรับบุญคุณจากคนผู้นี้โดยไร้สาเหตุ เพียงแค่ไม่อยาก…

ไม่อยากเห็นโลหิตของฉู่หว่านหนิงไหลรินจนแห้งเหือดอีกครั้ง

ข้า…โม่เวยอวี่มิใช่คนไร้หัวจิตหัวใจ เรื่องที่ดีใจที่สุดในชีวิต ก็คือมีคนยอมดีต่อข้า

แค่ดีสักเล็กน้อย ข้าก็ยิ้มหน้าบานแล้ว

หากดีมากๆ เช่นนั้นต่อให้ต้องตาย ข้าก็เต็มใจ

ในเถาวัลย์หนาแน่น พลันปรากฏกระบี่คมปลาบเปล่งประกาย

กระบี่นั้นแค่เห็นก็รู้ว่าเป็นเทพศัสตรา แม้ลักษณะจะโบราณเทอะทะ ทว่าปราณอันกร้าวแกร่งน่าเกรงขามแรงกล้าปะทะใบหน้า ห่วงกลมสองห่วงซ้ายขวา หัวด้ามกระบี่เป็นรอยจักเหมือนหนามแหลม โกร่งกระบี่แคบเล็ก ฝังลายนูนรูปสัตว์หัววัวตัวมังกร ลวดลายซับซ้อน ประกายสีฟ้าไหลเวียนทั่วตัวกระบี่ คมกริบเป่าขนผ่าเส้นผม งอเหล็กสะบั้นทอง

โม่หรานเห็นเพียงคำว่า ‘โกวเฉิน’ บนตัวกระบี่ แม้แต่ ‘ซ่างกง’ ก็ไม่ทันได้เห็นครบ กระบี่ที่เป็นของเทพแห่งสรรพาวุธนี้แทงเข้าที่หน้าอกเขาโดยตรง

โลหิตหลั่งรินทันที ไหลรวมลงสู่นาฬิกาน้ำ

ขณะเดียวกัน คลังเทพศัสตราพลันมีม่านน้ำตกลงมา แยกโม่หรานกับฉู่หว่านหนิงออกจากกัน ทุกคนต่างถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากกะทันหันนี้สกัดไว้

ซือเม่ยตะโกน “อาหราน! อาหราน…!”

ม่านน้ำเชี่ยวกรากถาโถม บดบังสายตาของพวกเขา ทำให้มองไม่เห็นสถานการณ์ของโม่หรานทางด้านหลัง ฉู่หว่านหนิงพยายามฝ่าเข้าไปหลายครั้ง แต่ก็ถูกกระแสน้ำบ้าคลั่งสะท้อนออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายทั้งร่างเขาก็เปียกชุ่มโชก ใบหน้าร้อนรนดำทะมึน ริมฝีปากเผือดสี

ฉู่หว่านหนิงเสียงแหบพร่า

“โม่หราน…!”

เสียงนี้มิได้ดังนัก แต่สั่นเครืออย่างรุนแรงจนแม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัว ซือเม่ยตกใจ หันไปมองเขา กลับเห็นอาจารย์ที่นิ่งเฉยสุขุมเยือกเย็นมาตลอดเปียกซกจนหมดสภาพ ขนตายาวหนาสั่นระริก สีหน้าฉายแววอาดูรลึกล้ำที่ไม่อาจสะกดไว้เสี้ยวหนึ่ง

เห็นเขาเรียกเทียนเวิ่นออกมา คิ้วตาเหี้ยมเกรียมดุดัน ดุจสายเกาทัณฑ์ที่น้าวจนตึงสุด ซือเม่ยกระวนกระวายใจ รั้งตัวเขาไว้ พลางร้องตะโกน “อาจารย์ อย่าไป! เข้าไปไม่ได้!”

ฉู่หว่านหนิงสะบัดมือไม่สนใจ นัยน์ตาคมกริบดุจใบมีด กางข่ายอาคมอย่างเงียบงัน ดึงดันบุกฝ่าเข้าไป ทว่าม่านน้ำนั้นแฝงพลังวิญญาณฟ้าดินของสระจินเฉิง ไม่เพียงไม่อาจแทรกผ่านเข้าไปได้ แต่ยังแหลมดุจหมื่นธนู พุ่งแทงกล้ามเนื้อและกระดูก

เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกจู่โจมอย่างรุนแรงเช่นนี้อีก จึงไม่อาจทรงกาย แม้จะเอามือกุมหน้าอกไว้ ก็ยังทนไม่ไหว เข่าทรุดฮวบลงข้างหนึ่ง สีหน้าซีดเผือด บาดแผลบนแผ่นหลังฉีกขาด โลหิตแดงฉานไหลซึมออกมา

ไม่รู้ว่าบนหน้าของซือเม่ยคือหยดน้ำที่กระเซ็นใส่หรือว่าหยดน้ำตา เขาร้องอย่างเศร้าสลด “อาจารย์! ท่าน…ท่านจะทรมานเช่นนี้ทำไม…”

“ทรมานอะไร ต่อให้คนหลังม่านน้ำคือเจ้า หรือเซวียเหมิง” ฉู่หว่านหนิงน้ำเสียงกร้าว “ข้าก็ต้อง…”

เขาเจ็บปวดรุนแรงจนคิ้วขมวดแน่น ไม่อาจเอ่ยต่อได้อีก

เวลานี้เอง ประกายกระบี่พลันกรีดผ่านออกมา ผ่าม่านน้ำแข็งแกร่งนี้ออกเป็นสองส่วนราวกับตัดเต้าหู้

ปราณกระบี่ดุดันรุนแรงผิดปกติ เล็งลงมายังตำแหน่งที่ซือเม่ยยืนอยู่อย่างแม่นยำ กำลังจะฟันลงบนร่างเขา ฉู่หว่านหนิงเห็นเช่นนั้น พลันสะบัดแขนเสื้อ ใช้พลังวิญญาณทั้งหมดกางข่ายอาคมคุ้มกันซือเม่ยไว้ ส่วนตนสูญเสียพละกำลังไปมากจนกระอักเลือดออกมา

เสียงกังวานของบุรุษดังขึ้นช้าๆ สะท้อนก้องอยู่ในคลังเทพศัสตรา

“ข้าคือเทพศัสตราโกวเฉินซ่างกง เจ้าพวกสามานย์บังอาจบุกรุกดินแดนต้องห้ามของเทพศัสตรา ชั่วช้านัก!”

[1] แปลว่า นาฬิกาโลหิต (血滴漏) ลักษณะเส้นขีดมีส่วนประกอบของอักษร “หมิ่นกู่อวี่” (皿古雨) ที่โม่หรานอ่าน

[2] นาฬิกาน้ำสมัยโบราณของจีน มีลักษณะเป็นถังทองเหลืองสี่ใบวางเรียงลดหลั่นบนขั้นบันได ที่ขอบถังด้านล่างเจาะรูสำหรับให้น้ำไหลลดหลั่นลงมาจากถังบนสุด โดยถังใบล่างสุดจะมีแท่งเหล็กลอยขึ้นมาตามขีดระดับน้ำที่กำหนดบอกเวลา

ใส่ความเห็น