[ทดลองอ่าน] ฝันรักในเงาเมฆ ตอนที่ 5

ฝันรักในเงาเมฆ
别想打扰我暴富

เย่ว์หลิวกวง 月流光 เขียน
สี่เมษา แปล
Jadeline วาดปก

นิยายเล่มเดียวจบ

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

_________________________

 

5

วันครบรอบฮุ่ยลี่

 

ตอนที่กำลังรอปลาย่างให้มาเสิร์ฟอยู่นั้น ซั่งเสี่ยวเฟยกำลังตอบข้อความในมือถือ แค่ประโยคง่ายๆ ประโยคเดียวแต่เธอกลับพิมพ์แล้วก็ลบ ลบแล้วก็พิมพ์อยู่อย่างนั้น จนสุดท้ายก็เพิ่มอิโมติค่อนน่ารักๆ เข้าไป ถึงจะกดส่งได้

หลังจากส่งข้อความไปแล้ว ซั่งเสี่ยวเฟยก็ใช้นิ้วมือปัดหน้าจออย่างติดลม เปิดย้อนกลับไปดูข้อความก่อนหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเห็นอะไรที่น่าสนใจ ภายใต้แสงไฟสีเหลืองสลัวของร้านค้า มุมปากที่เดิมทีกำลังแย้มยิ้มของเธอพลันฉีกกว้างมากขึ้น

แต่เมื่อไม่เห็นข้อความใหม่อยู่นาน รอยยิ้มที่ข้างมุมปากของซั่งเสี่ยวเฟยก็ค่อยๆ หุบลงช้าๆ ราวกับลูกบอลที่แฟบลม

เพราะความผิดหวังทำให้ซั่งเสี่ยวเฟยผลักมือถือออกไปข้างๆ พูดกับผูชิงชิงที่อยู่ตรงข้ามว่า “เธอถูกรางวัลใหญ่เหรอ ทำไมถึงพาฉันมาเลี้ยงข้าวได้”

ผูชิงชิงหัวเราะคิกคัก พูดอย่างภูมิอกภูมิใจว่า “ก็แค่อยู่ๆ ได้เงินมาก้อนหนึ่งน่ะ”

เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็แปลก วันนี้หลังจากมาถึงที่สำนักงานทนายความแล้ว เหรินเซี่ยงหย่วนก็เอาแต่ประชุมกับลูกค้าอยู่ตลอด ผูชิงชิงอดทนต่อความง่วงนอนเข้าไปเสิร์ฟน้ำในห้องประชุมทุกๆ ยี่สิบนาที เธอเองก็มองออกมาว่าเหรินเซี่ยงหย่วนนั้นง่วงมากเช่นเดียวกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้าเขาจำเป็นต้องนั่งหลังตรง มีสติอยู่ตลอดเวลา อยากจะหาวออกมาสักครั้งก็ทำไม่ได้

หลังจากส่งลูกค้ากลับไปแล้ว จู่ๆ เหรินเซี่ยงหย่วนก็ถามเธอว่า “ได้รับเงินหรือยัง”

“เงินอะไรคะ”

ที่แท้เหรินเซี่ยงหย่วนก็ตามหาร้านที่ขายเมล็ดกาแฟให้ผูชิงชิงได้แล้ว บอกว่าเมล็ดกาแฟที่ทางร้านขายนั้นไม่ตรงกับสรรพคุณที่บอกไว้ในโฆษณา ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค จึงต้องการให้ดำเนินการชดใช้ตามกฎหมาย ทางร้านก็เข้าใจในเหตุผลดี เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของเหรินเซี่ยงหย่วน “ผมให้เลขที่บัญชีของคุณไปแล้ว อีกสองวันเงินคงจะเข้า คุณลองดูก็แล้วกัน”

“อ้อ” ผูชิงชิงรู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้าง เธอคิดว่าเรื่องที่เธอซื้อเมล็ดกาแฟผิดนั้นจะจบลงไปแล้ว ไม่นึกถึงว่าเขายังจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดอยู่ตลอด อีกทั้งยังไปร้องเรียนกับทางร้านให้อีก

เหรินเซี่ยงหย่วนพูดจบ ก็นั่งลงหลังโต๊ะทำงาน ยกถ้วยกาแฟที่ผูชิงชิงเพิ่งจะชงเสร็จขึ้นดื่ม กาแฟไหม้และขมปร่าจนแทบจะไม่มีรสชาติอะไรเลย นี่กลับไม่ใช่ลักษณะของกาแฟแก้วที่ดีที่สุด เขาวางแก้วลง ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง

ผูชิงชิงกลับไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนไปบนสีหน้าของเหรินเซี่ยงหย่วน เธอคงจะง่วงมากเกินไปจริงๆ จึงทนกลั้นหาวแล้วรีบร้อนพูดว่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

“เดี๋ยวก่อน” เหรินเซี่ยงหย่วนไม่ได้มองไปทางเธอ เขาย้ายสายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้านข้าง “ถ้าคุณเหนื่อยจริงๆ ก็นอนพักที่โซฟาหน่อยก็ได้”

“คะ” ผูชิงชิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ขณะที่เธอกำลังคิดจะตอบกลับไปว่า “ฉันไม่เหนื่อยค่ะ” เขาก็พูดสำทับขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “จะนอนก็ได้ แต่ห้ามละเมอพูดอะไรออกมา”

‘ฉัน…คุณน่ะสิถึงจะละเมอ’ ผูชิงชิงค่อนแคะในใจ

ปลาย่างมาเสิร์ฟแล้ว บนเนื้อปลามีใบผักชีประดับรวมกับพริกสีแดงสดเล็กน้อย ดูสวยงามมาก ภายใต้ตัวปลามีน้ำมันพริกที่เดือดปุดๆ จากความร้อน สีสันดูน่ารับประทานเป็นพิเศษ

ผูชิงชิงคีบถั่วลิสงขึ้นมากัด “เธอว่าที่เขาพูดหมายความว่ายังไง คงไม่ใช่ว่าฉันเผลอรับสายของเขาตอนที่กำลังฝันอยู่ แล้วพูดสิ่งที่กำลังฝันออกไปให้เขาฟังหรอกใช่ไหม”

ซั่งเสี่ยวเฟยขำออกมาเล็กน้อย “เธอจะกลัวอะไร ได้ยินก็ได้ยินไปสิ ในที่ทำงานไม่ใช่ว่าจะต้องหลับหูหลับตาทนไปตลอดนะ หัดบ่นในเวลาที่ควรจะบ่นเสียบ้าง เขาจะได้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะรังแกกันได้ง่ายๆ”

“มีเหตุผล” ผูชิงชิงพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ไม่แน่อาจจะเป็นเพราะเหรินเซี่ยงหย่วนได้ยินเธอบ่นก็ได้ เขาถึงยอมให้เธอหลับในเวลางาน ดูแล้วเขาก็คงไม่ใช่คนไม่แยกแยะถูกผิด ใจคอคับแคบแบบนั้น

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้วหัวคิ้วของผูชิงชิงก็คลายออก เธอเอื้อมมือใช้ตะเกียบเขี่ยพริกบนเนื้อปลาออก ลอกหนังปลาแล้วคีบกินอย่างมีความสุข เมื่อเทียบกับเนื้อปลาที่สดใหม่แล้ว ผูชิงชิงชอบกินหนังปลามากกว่า ได้กลิ่นหอมของพริกหม่าล่า อีกทั้งยังกรอบอร่อย

“แต่ฉันกลับรู้สึกแปลกใจอยู่อย่างหนึ่ง” ซั่งเสี่ยวเฟยพูด “ทนายเหรินแค่จิบกาแฟคำเดียวก็สามารถรู้ได้เลยเหรอว่ามีอะไรที่ผิดปกติ นี่ออกจะไม่น่าเชื่อไปหน่อยหรือเปล่า”

ผูชิงชิงคีบเนื้อปลาคำใหญ่เข้าปาก พูดอย่างไม่สนใจว่า “บางทีเขาอาจจะเป็นแค่แมวตาบอดที่เห็นหนูตาย [1] ก็ได้”

ซั่งเสี่ยวเฟยคิดเล็กน้อย ก่อนพูดอย่างมีลับลมคมนัยว่า “เธอว่าเป็นไปได้ไหมที่เขาจะมีพลังพิเศษอะไรบางอย่าง อย่างเช่นชิมอะไรที่พวกเราชิมแล้วเดาไม่ออก”

“เขาน่ะเหรอมีพลังพิเศษ” ตะเกียบที่เดิมทีจะใช้พุ้ยข้าวกลับตกลง วนกระทบลงบนถ้วยเซรามิกเล็กน้อย ผูชิงชิงอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน “ฉันก็มีพลังพิเศษนะ ฉันรู้ว่าสามีในอนาคตของเธอเป็นใคร คนนั้นน่ะ ที่ชื่อเยียนๆ เฉี่ยวๆ อะไรนะ…”

“เยียนเฉี่ยวอะไรล่ะ เหยียนหงเสียง” ซั่งเสี่ยวเฟยพูดจบ ตัวเองก็นิ่งงันไปเล็กน้อย

ผูชิงชิงชี้ไปที่เธอพร้อมกับยิ้ม “ไม่แก้ตัวซะด้วย ฉันดูออกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เธอมาก็เอาแต่ส่งข้อความ ไม่สนใจฉันเลยสักนิด”

“อะไรเล่า เป็นเรื่องที่สำนักงานทั้งนั้นแหละ”

“ยังจะมาปฏิเสธอีก ฉันก็เห็นหมดแล้ว เดี๋ยวก็ ‘ยุ่งไหม’ ‘กินข้าวหรือยัง’ ”

“เธอมาแอบดูมือถือฉันทำไมเนี่ย”

หลังจากกินกันจนอิ่มแปล้ ทั้งสองก็ออกมาจากร้านอาหารภายในห้างสรรพสินค้า ตรงกลางของห้างเป็นโดมกระจก เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาก็นำพาความรู้สึกโปร่งสบายเข้ามา ด้านล่างของโซนร้านอาหารเป็นเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ มีเด็กตัวเล็กตัวน้อยมาเล่นด้วยกัน ส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานดังให้ได้ยินเป็นระยะ

แต่ผูชิงชิงนั้นกลับหัวเราะไม่ออก เพราะเธอต้องกลับไปทำงานแล้ว เมื่อคิดว่าจะต้องไปเผชิญหน้ากับเหรินเซี่ยงหย่วนอีกครั้ง เธอก็รู้สึกปวดหัวทันที

ซั่งเสี่ยวเฟยพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “สำนักงานทนายความของฉันกำลังจะจัดงานเลี้ยงครบรอบ เธอมาแจมด้วยกันสิ จะได้มาสนุกกัน”

“ฉัน…ไม่เหมาะมั้ง”

“เหมาะไม่เหมาะอะไรกัน เจ้านายฉันก็บอกแล้วว่าสามารถพาครอบครัวมาได้ เธอก็ถือเป็นครอบครัวของฉัน มีของอร่อยๆ ด้วยนะ”

ผูชิงชิงสาบานเลยว่าเธอไม่ได้ตอบตกลงเพราะของกินแน่ เธอเพียงแค่ไม่เคยเข้าร่วมงานประเภทนี้ก็เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ได้เห็นเพื่อนสมัยเรียนได้ไปงานเลี้ยงประจำปีของบริษัท มีทั้งของกิน มีทั้งจับฉลาก เธอก็รู้สึกอิจฉามาก และเคยคาดเดามาก่อนว่าเหรินเซี่ยงหย่วนจะมีโอกาสจัดงานแบบนี้ไหม ตอนหลังพอมานึกดูว่าในสำนักงานมีแค่พวกเขาสองคน ดูท่าคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดสินะ

และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรินเซี่ยงหย่วนไม่เคยแม้แต่จะพูดเรื่องงานเลี้ยงประจำปี ถ้าไม่ใช่เพราะเธอพูดว่าจะขอลาหยุด ก็ไม่แน่ว่าเหรินเซี่ยงหย่วนจะจำได้ว่าใกล้ปีใหม่แล้ว เชื่อเลยว่าหลังจากนี้ต่อๆ ไปที่สำนักงานก็คงไม่มีทางจัดกิจกรรมอะไรแบบนี้แน่ ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เธอใช้โอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยจะดีกว่า

หลังจากที่ลู่วั่งเทียนได้ยินเข้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ถ้าเธอชอบไปงานเลี้ยงประจำปีก็มาทำงานกับพวกฉันก็ได้นะ งานเลี้ยงของเรามีของจับฉลากเป็นรถด้วย ครั้งล่าสุดก็เป็นของจาก Apple [2]

ช่วงสองสามวันมานี้ลู่วั่งเทียนกำลังอยู่ในช่วงเบิกบานใจ เพราะลูกค้าที่ก่อนหน้านี้เขาพยายามติดต่อมาโดยตลอด ในที่สุดก็เจรจากันสำเร็จแล้ว อีกฝ่ายเป็นแบรนด์แฟรนไชส์ [3] กาแฟที่มีชื่อเสียง มีร้านกาแฟภายในประเทศหลายพันร้าน ต้องการให้ลู่วั่งเทียนใช้เทคโนโลยีมองเมฆงมาช่วยวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศของสถานที่เพาะปลูกเมล็ดกาแฟ เพื่อคำนวณจำนวนการผลิตเมล็ดกาแฟ จะได้สามารถคาดเดาต้นทุนในการผลิตที่ต้องใช้ และปรับเปลี่ยนราคาของเครื่องดื่มในร้านกาแฟภายใต้แบรนด์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ผูชิงชิงรู้สึกดีใจกับลู่วั่งเทียนมาก เขากำลังทำให้ความฝันเป็นจริงทีละก้าวๆ จนตอนนี้ เทคโนโลยีมองเมฆของเขาไม่ใช่เพียงแค่แอปพลิเคชันรายงานสภาพภูมิอากาศให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตง่ายๆ อีกแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถทำให้ธุรกิจต่างๆ เข้าใจถึงมูลค่าของข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยา อีกทั้งช่วยให้พวกเขาใช้ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาเหล่านี้เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจอีกด้วย

งานเลี้ยงประจำปีของสำนักงานทนายความฮุ่ยลี่แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นงานสัมมนาของทนายความที่จัดขึ้นในตอนกลางวัน อีกส่วนหนึ่งเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในตอนค่ำ ผูชิงชิงไม่ได้สนใจกับงานสัมมนาทนายความเท่าไหร่ จึงได้แต่เพียงหวังว่าเหรินเซี่ยงหย่วนจะเลิกงานตรงเวลา ไม่อย่างนั้นเธอคงพลาดโอกาสที่จะได้ไปร่วมงานเลี้ยงแน่ แต่ใครจะรู้ว่า ราวกับต้องการจงใจที่จะแกล้งเธออย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีงานอะไร แต่เขาก็ยังนั่งอยู่ในห้องทำงาน ไม่ยอมเลิกงานเสียที ทำให้เธอต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่

ผูชิงชิงมองไปทางห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วนเป็นระยะ ในขณะเดียวกันนั้นซั่งเสี่ยวเฟยก็โทร.มาเร่งเธอเป็นพักๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจับฉลากแล้วนะ แจกอั่งเปาแล้วนะ ทำเอาผูชิงชิงกระวนกระวายใจไปหมด

“ไม่สนแล้ว” ผูชิงชิงลุกขึ้นยืน ย่ำเท้าอยู่กับที่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็วิ่งตรงไปที่ห้องทำงานของเหรินเซี่ยงหย่วน เธอไม่ได้เคาะประตูแต่พุ่งเข้าไปทันที และเพราะรีบร้อนเกินไปจนทำให้เธอเกือบจะล้มลงกับพื้น ทำได้แต่เพียงคว้าจับลูกบิดประตูไว้มือหนึ่ง ส่วนอีกมือก็ยันพื้นเอาไว้ “บ้านฉันไฟไหม้ ฉันต้องรีบกลับไปดูค่ะ”

ผูชิงชิงพูดจบก็รีบตะเกียกตะกายขึ้นจากพื้น และไม่รอให้เหรินเซี่ยงหย่วนได้มีปฏิกิริยาตอบรับอะไร หันหลังแล้วรีบวิ่งออกไปทันที “นี่!”

ที่ด้านหลังมีเสียงของเหรินเซี่ยงหย่วนตะโกนดังตามมา ผูชิงชิงไม่เพียงแต่ทำเป็นไม่ได้ยินเท่านั้น ทว่ายังพุ่งไปทางประตูสำนักงานด้วยระดับความเร็วที่มากกว่าเดิม แล้ววิ่งออกไปไม่เห็นแม้แต่เงา

เมื่อออกมาจากตึกสำนักงาน ผูชิงชิงก็ใจเต้นราวกับรัวกลองไม่หยุด เธอหันหน้ากลับไปมองเล็กน้อย ก่อนตบอกเบาๆ พร้อมผ่อนลมหายใจออกมา คิดไปคิดมาก็มีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้มากที่สุด ถ้าบอกว่าไม่สบาย เหรินเซี่ยงหย่วนก็คงจะพูดว่าแค่นี้ไม่ตายหรอก ทนอีกหน่อย ถ้าบอกว่ามีธุระที่บ้าน เหรินเซี่ยงหย่วนก็คงจะรู้สึกว่าถ้าเทียบกับเรื่องงานแล้วเรื่องที่บ้านนั้นเล็กน้อย มีแต่เพียงวิธีการทำก่อนค่อยบอกทีหลัง ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตอบโต้แบบนี้เท่านั้นถึงจะได้ผลมากที่สุด

‘นี่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงได้เนียนหรือเปล่า’

บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ผูชิงชิงเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่หวังว่าเหรินเซี่ยงหย่วนจะไม่สงสัยอะไร ทว่าในความทรงจำของเธอ เขาก็ไม่เคยยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นโดยไม่จำเป็น ครั้งนี้ก็คงไม่สืบสาวราวเรื่องว่าบ้านของเธอไฟไหม้จริงๆ หรือเปล่าหรอกใช่ไหม…

ตามที่ซั่งเสี่ยวเฟยบอกทาง ผูชิงชิงหาที่จัดงานเลี้ยงประจำปีของฮุ่ยลี่จนพบ

สำนักงานทนายความฮุ่ยลี่จองห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมไว้ห้องหนึ่ง เมื่อผูชิงชิงเดินเข้าไปด้านในก็รู้สึกตื่นตกใจมาก สถานที่จัดงานใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง ใหญ่กว่าที่คิดจินตนาการไว้เสียอีก โคมไฟคริสตัลขนาดใหญ่ เวทีที่ประกอบด้วยจอแอลอีดี แสงสีตระการตามากมาย…ทำให้ผูชิงชิงแอบรู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่พลาดการมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้

ภายในห้องจัดเลี้ยงมีคนอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่เธอไม่รู้จัก สำนักงานทนายความฮุ่ยลี่มีการบริหารจัดการอย่างสบายๆ ถึงแม้ทนายความส่วนใหญ่จะทำงานกันอยู่ที่นี่ แต่ไม่ต้องเข้าสำนักงานตลอดเวลา มีเพียงบางครั้งที่จำเป็นต้องเข้ามาบ้าง อย่างเช่นการมาประชุมพูดคุยกับลูกความ

ไม่นานก็มีคนสังเกตเห็นเธอ

ผูชิงชิงเองก็รู้สึกว่าวันนี้ตนเองเป็นที่ดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ ซั่งเสี่ยวเฟยกำชับเธอว่าตอนมาร่วมงานจะต้องใส่ชุดสุภาพเป็นทางการ และเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องขายหน้า เธอจึงตั้งใจเลือกเสื้อผ้าที่เก็บไว้ในสุดของตู้ออกมาใส่ เป็นชุดกระโปรงทรงหางปลาปักเลื่อมระยิบระยับ แบรนด์ของเสื้อผ้าชุดนี้ก็ไม่เลวนัก ผูชิงชิงซื้อมาตอนที่กำลังลดราคา เพียงแต่เธอทำงานอยู่ในสำนักงานทนายความ จึงไม่มีโอกาสได้ใส่มาก่อน ในที่สุดก็มีโอกาสได้ใส่ออกงานแล้ว

คนคนนั้นเรียกเธอเอาไว้ ก่อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ทำไมเธอถึงมาอยู่ตรงนี้ รายการต่อไปก็จะถึงตาเธอแล้วนะ”

“หา” ผูชิงชิงมึนงงไปหมด คนที่ทักพอเห็นหน้าเธอแล้วก็รู้ว่าจำคนผิด หัวเราะแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรๆ”

ผูชิงชิงมองไปรอบๆ พักหนึ่ง ก่อนเห็นคนกำลังโบกมือให้จึงรีบวิ่งเข้าไปหา

ซั่งเสี่ยวเฟยบ่น “ทำไมเธอเพิ่งมา”

“อย่าพูดเลย” ผูชิงชิงนั่งลงข้างๆ ถอดรองเท้าส้นสูงออกแล้วนวดข้อเท้าน้อยๆ “ก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้จักคนอย่างเหรินเซี่ยงหย่วนเสียหน่อย เขาอยากจะให้ฉันทำงานอาทิตย์ละเจ็ดวันตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้ลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ ก็คงไม่ได้มาหรอก ฉันละไม่เข้าใจจริงๆ คดีก็มีอยู่ไม่กี่คดี ยังทำเหมือนตัวเองยุ่งมากเสียเต็มประดา เจ้านายเขาก็ไม่มีสักหน่อย ไม่รู้ว่าเสแสร้งไปให้ใครดูกัน”

ซั่งเสี่ยวเฟยพูด “คนเป็นเจ้านายก็อย่างนี้ละ ชอบคิดว่าตัวเองจ่ายเงินเดือนแล้ว เลยไม่อยากให้เธอได้พัก ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองขาดทุน”

บนเวทีกำลังมีการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ผู้ชายสามคนผู้หญิงสองคน ดูคึกคักมาก และเพราะผูชิงชิงมาสาย จึงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มีการแสดงอะไรไปบ้างแล้ว แต่เธอก็ยังหัวเราะในเวลาที่ทุกคนกำลังหัวเราะกัน

หลังจากหัวเราะจบ เธอก็กระซิบกับซั่งเสี่ยวเฟยเสียงเบาว่า “จริงสิ วันนี้ฉันได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง มีสำนักทนายความให้ฉันเข้าไปสัมภาษณ์งานด้วย”

“จริงเหรอ” ผูชิงชิงคิดอยากจะเปลี่ยนงาน เรื่องนี้ซั่งเสี่ยวเฟยเองก็รู้ อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ผูชิงชิงเท่านั้น แต่ทนายความฝึกหัดมากมายต่างก็อยากเปลี่ยนงานหลังจากที่ได้ใบประกอบแล้ว กระทั่งมีทนายความฝึกหัดบางคนที่รับแรงกดดันจากอาจารย์ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนบริษัทใหม่โดยที่ไม่เสียดายระยะเวลาฝึกงาน

ผูชิงชิงกดเก็บความรู้สึกตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่ไหว “ครั้งนี้เป็นบริษัทใหญ่ระดับประเทศที่มีสาขามากมาย หลักๆ ทำเกี่ยวกับเรื่องข้อพิพาทตราสารทุน แต่ฉันยังไม่ได้คิดเลยว่าจะไปดีหรือเปล่า”

ซั่งเสี่ยวเฟยพูดด้วยความแปลกใจ “เธอก็อยากจะไปอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้ลังเลอีกแล้วละ หรือ…” ซั่งเสี่ยวเฟยพูดมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย “หรือเธอเกิดอาลัยอาวรณ์เหรินเซี่ยงหย่วน”

“เขามีอะไรให้อาลัยอาวรณ์กัน” ราวกับว่าต้องการจะปกปิดอะไรบางอย่าง ผูชิงชิงพูดตัดบทว่า “ถ้าจะมีจริงๆ ฉันก็แค่รู้สึกสงสารเขาเท่านั้นละ ในสำนักงานมีแค่สองคน ถ้าฉันไปแล้ว เขาก็คงจะลำบากมาก เธอว่าหากฉันไปแล้ว เขาหาคนใหม่ไม่ได้จะทำยังไง”

ซั่งเสี่ยวเฟยพูดค่อนขอด “ก่อนหน้านี้ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้เลยว่าเธอมีความรับผิดชอบขนาดนี้”

ผูชิงชิงก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม บางทีอาจจะเป็นเพราะเธอไม่อยากออกจากคอมฟอร์ตโซน [4] ที่มีอยู่ในตอนนี้ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต หรือบางที…อาจจะมีเหตุผลอะไรอื่นๆ

ทันใดนั้นเองเสียงปรบมือก็ดังกึกก้อง การแสดงบนเวทีจบลงแล้ว

พิธีกรประกาศว่ารายการต่อไปเป็นการแสดงร้องเพลงเดี่ยวหญิง ซั่งเสี่ยวเฟยก็ลุกขึ้น พูดกับผูชิงชิงว่า “ใกล้จะถึงคิวฉันแล้ว ฉันต้องไปเตรียมตัวที่หลังเวทีก่อนนะ”

การแสดงของซั่งเสี่ยวเฟยเป็นการแสดงชุดกี่เพ้า เป็นการแสดงร่วมของพนักงานในแผนกธุรการ ไม่แบ่งแยกชายหญิง ทุกคนในสำนักงานทนายความให้ความสนใจกับการแสดงรายการนี้มาก ถึงขั้นเตรียมตัวกันล่วงหน้าหนึ่งเดือน โดยจะซ้อมทุกวันวันละหนึ่งชั่วโมง ขนาดใกล้จะถึงวันงานเลี้ยงบริษัทแล้วยังซ้อมลองชุดกันอยู่สองสามรอบ

เมื่อมองเห็นความกระวนกระวายของซั่งเสี่ยวเฟยแล้ว ผูชิงชิงก็นึกดีใจอยู่บ้าง เธอคิดมาตลอดว่างานเลี้ยงฉลองบริษัทเป็นงานที่คนอื่นต้องแสดง ส่วนพนักงานแค่นั่งกินอาหารชมการแสดงอยู่ข้างๆ เท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าต้องเป็นพนักงานที่ออกไปแสดง แล้วให้พวกหัวหน้านั่งกินอาหารพร้อมกับดูการแสดงอย่างนี้

โชคดีที่เหรินเซี่ยงหย่วนไม่จัดงานเลี้ยงครบรอบบริษัท ไม่อย่างนั้นทั้งสำนักงานก็มีแค่เธอคนเดียวที่เป็นพนักงาน หรือจะให้เธอแสดงในงานเลี้ยงคนเดียวอย่างนั้นเหรอ เสียงของเธอก็ไม่ดี แขนขาก็เก้งก้าง ร้องเพลงก็ไม่ได้ เต้นก็ไม่เป็น คงได้แต่แสดงกายกรรมทุบหิน กายกรรมทุบหิน แล้วก็กายกรรมทุบหินอย่างนั้นสินะ

ทนายหญิงที่โชว์การร้องเพลงเดี่ยวขึ้นไปบนเวทีแล้ว เธอถักผม สวมกระโปรงทรงหางปลาปักเลื่อม ส่องประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟ ทำให้ทุกสายตาจ้องมองเธอเป็นจุดเดียว

ผูชิงชิงมองเพียงแวบเดียวก็แอบร้องขึ้นในใจว่าแย่แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าชุดของเธอกับคนที่อยู่บนเวทีนั้นจะเหมือนกันขนาดนี้ มิน่าล่ะเมื่อกี้นี้ถึงมีคนจำเธอผิด

ผูชิงชิงเริ่มนั่งไม่ติดทันที อดไม่ได้ที่จะหันมองไปรอบๆ หวังว่าคงจะไม่มีใครสังเกตเห็นหรอกนะ แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เธอหันกลับมาอย่างไม่ตั้งใจนั้น จะมองเห็นใบหน้าหนึ่งที่ดูคุ้นเคย

เวลานี้เองทนายหญิงคนนั้นก็เริ่มร้องเพลง เสียงที่จู่ๆ ก็สูงขึ้นทำให้ใจของเธอแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ว่าอย่างไรเธอก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอกับเหรินเซี่ยงหย่วนที่นี่!

เหรินเซี่ยงหย่วนมองเธอ ก่อนถามเนิบๆ ว่า “ไฟดับแล้วเหรอ”

“ขะ ขอบคุณที่เป็นห่วง ดับแล้วค่ะ” ผูชิงชิงฝืนพูดตอบ ก่อนที่เธอจะนึกถึงเรื่องที่ตนเองแอบส่งประวัติเพื่อเตรียมที่จะเปลี่ยนงานที่คุยกับซั่งเสี่ยวเฟยเมื่อครู่ขึ้นได้ จึงอึกอักถามว่า “คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

เหรินเซี่ยงหย่วนยกขาขึ้นไขว่ห้าง ตอบคำถามด้วยสีหน้าราบเรียบ “มาก่อนคุณแป๊บเดียว”

ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เธอพูดเมื่อกี้ เขาก็ได้ยินหมดแล้วสินะ แต่ในห้องจัดเลี้ยงเสียงดังวุ่นวายขนาดนี้ อีกทั้งพวกเขาสองคนก็นั่งห่างกันอยู่บ้าง คงจะไม่…

ไม่รอให้ผูชิงชิงได้คิดอะไรต่อ เหรินเซี่ยงหย่วนก็เบนสายตามองออกไปที่ไกลๆ พูดด้วยท่าทีจริงจัง “ขอบคุณในความสงสารของคุณ”

อ๊า! ได้ยินหมดแล้วจริงด้วย

เธอตกใจจนขาอ่อนยวบไปหมด สีหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว ดูมีสีสันยิ่งกว่าแสงไฟบนเวที “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”

เหรินเซี่ยงหย่วนไม่สนใจเธอ พูดเองเออเองว่า “ก่อนหน้านี้เป็นความผิดของผมเองที่ขัดขวางการพัฒนาของคุณ ตอนนี้มีโอกาสที่ดีขนาดนี้แล้ว ได้ทำงานในบริษัทชั้นนำที่น่าอิจฉาขนาดนั้น ก็อย่าทิ้งโอกาสไปเสียล่ะ ไม่แน่หลังจากนี้ผมอาจจะต้องอาศัยการสนับสนุนของคุณก็ได้ พอถึงตอนนั้นแล้วคุณคงไม่ลืมผมหรอกนะ ทนายความใหญ่ผู”

“ไม่ต้องพูดขนาดนี้ก็ได้ค่ะ…” ผูชิงชิงไม่สนใจแววเย้ยหยันที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเหรินเซี่ยงหย่วน เธอแทบอยากจะคุกเข่าลงต่อหน้าเขาในตอนนี้ “ฉันก็แค่อยากจะรู้ว่าเวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ความสามารถในการทำงานของฉันพัฒนาขึ้นบ้างหรือเปล่า และจะได้ถือโอกาสดูศักยภาพของสำนักทนายความอื่นๆ ด้วยเท่านั้นเองค่ะ ฉันก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนงานจริงๆ นะคะ ไม่ได้คิดเลย!” แน่นอนว่าเธอต้องยอมรับผิดอยู่แล้ว ทางนั้นก็ยังไม่ได้ส่งข่าวมาเลย ทางนี้ก็จะโดนไล่ออกก่อนเสียแล้ว เธอยังไม่มีเงินเอาไว้จ่ายค่าห้องเดือนหน้าเลยนะ

“งั้นเหรอ” เหรินเซี่ยงหย่วนยกมุมปากขึ้นอย่างยากที่จะได้เห็นมากๆ “โทร.หาสำนักงานที่คุณไปสมัคร บอกว่าคุณจะไม่ไปแล้ว เดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยวนี้” ผูชิงชิงไม่อยากจะเชื่อเลย

เหรินเซี่ยงหย่วนมองเธอ พูดอีกครั้งอย่างยากที่จะขัด “ใช่ เดี๋ยวนี้”

“ก็ได้ค่ะ…”

ผูชิงชิงต่อสายโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย บอกอีกฝ่ายว่าเธอไม่สะดวกไปสัมภาษณ์แล้ว ฝ่ายนั้นรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดี เขาจึงถามต่อไปด้วยความใจเย็นว่าเป็นเพราะติดขัดเรื่องเวลาหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ยินดีเปลี่ยนเวลาให้เธอ

ผูชิงชิงทำได้เพียงพูดความจริงออกไป “พอดีเจ้านายรู้เรื่องที่ฉันจะเปลี่ยนงานแล้วน่ะค่ะ”

อีกฝ่ายเงียบไปเล็กน้อย ราวกับรู้สึกเสียใจกับผูชิงชิงมาก พ่อหม่า [5] ก็เคยพูดไว้ว่า พนักงานมีเหตุผลมากมายที่จะลาออก แต่มีแค่สองเหตุผลที่เป็นความจริงมากที่สุด หนึ่งคือเงินที่ได้ไม่เหมาะกับงาน สองคือลำบากใจ หรือพูดง่ายๆ คือไม่พอใจกับเจ้านายเก่า และเจ้านายจะปฏิบัติต่อพนักงานที่ไม่พอใจตัวเองเช่นไร คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว

ผูชิงชิงเดาออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงจงใจพูดเสียงดังอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณอย่าเข้าใจผิดนะคะ เจ้านายของฉันไม่ใช่คนที่พอรู้ว่าพนักงานจะเปลี่ยนงานแล้วขัดขวางไม่ให้ไปสัมภาษณ์หรอกค่ะ และเขาก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเพราะพนักงานจะเปลี่ยนงานด้วย”

พูดจบเธอก็ลอบมองไปทางเหรินเซี่ยงหย่วน ซึ่งกำลังเชิดปลายคางขึ้น แค่นเสียงเบาๆ อย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก

[1] สำนวน หมายถึง โชคดี

[2] บริษัท แอปเปิล คอมพิวเตอร์ อิงค์ ผลิตสิ่งของจำพวกของใช้อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แมคบุ๊ก ไอโฟน ไอแพ็ด

[3] กิจการที่แตกสาขาออกมาจากบริษัทแม่ โดยเจ้าของกิจการร่วมทุนกับบริษัทแม่ และมีการแบ่งผลประโยชน์กัน

[4] Comfort Zone หมายถึง พื้นที่ปลอดภัย มักจะใช้ในเรื่องของความรู้สึก

[5] หมายถึง หม่าอวิ๋น หรือแจ็คหม่า ผู้ก่อตั้งอะลีบาบากรุ๊ป

ใส่ความเห็น