[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 46 : ตัวข้าฟื้นแล้ว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

46

ตัวข้าฟื้นแล้ว

 

ตอนที่ฟื้นขึ้นมา โม่หรานพบว่าตนยังอยู่ในคลังเทพศัสตรา

เขารู้สึกเหมือนหลับไปนานมาก แต่เมื่อลืมตาขึ้นมากลับพบว่า เวลามิได้ผ่านไปนานนัก ถึงขั้นคล้ายจะชั่วพริบตาเดียว

ไม่รู้เป็นเพราะอาคมถูกทำลายสำเร็จหรือไม่ ตอนที่ตื่นขึ้นมาจึงพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้น ทว่าทั่วร่างไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย บาดแผลน่าสยดสยอง โลหิตชุ่มโชกนั้น คล้ายฝันร้ายตื่นหนึ่ง ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้บนตัวเขา

โม่หรานทั้งประหลาดใจทั้งดีใจ หันไปมองซือเม่ยอีกครั้ง อีกฝ่ายเองก็ไม่รู้หมดสติไปเมื่อใดเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ

หรือว่าหลังผ่านการทดสอบของโกวเฉินซ่างกงแล้ว โกวเฉินมิเพียงถอนแดนมายาไป ยังฟื้นคืนร่างกายพวกเขาจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับในแดนมายาให้อีกด้วย?

แม้เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว โกวเฉินซ่างกงมิได้มีเจตนาจะทำร้ายคน ตรงกันข้ามเรื่องนี้แค่เป็นไปตามจุดประสงค์แรกเริ่มที่จะทดสอบ ทว่าโม่หรานกลับรู้สึกว่ามิใช่เรื่องจริง ถึงขั้นรู้สึกว่าตนได้ชีวิตใหม่หลังผ่านเคราะห์ภัยด้วย

ในคนทั้งสี่ เขาเป็นคนแรกที่ตื่นขึ้นมา

จากนั้นเป็นซือเม่ย เห็นขนตาซือเม่ยขยับน้อยๆ ดวงตาหรี่ปรือ โม่หรานดีใจยิ่งนัก เอ่ยซ้ำๆ ว่า “ซือเม่ย! เราไม่เป็นไร! ไม่เป็นไร! ท่านรีบมองข้าสิ!”

ในดวงตาซือเม่ยเจือแววสับสน ก่อนจะค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น เชาพลันเบิกตากว้าง “อาหราน?! เจ้า…”

ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกโม่หรานกอดไว้แน่น

ซือเม่ยตกตะลึง แต่ยังคงตบไหล่เขาอย่างอ่อนโยน “เจ้าเป็นอะไรไป…”

“ขอโทษ ข้าทำให้ท่านได้รับความไม่เป็นธรรมมากเช่นนี้”

ซือเม่ยงุนงง “ความจริงก็ไม่นับเป็นอะไร ข้าเพียงฝันไปเท่านั้น”

“นั่นก็เจ็บปวดอยู่ดีเช่นกัน!”

“…เจ็บปวดอยู่ดีอะไรกัน”

ยามนี้เอง เซวียเหมิงเองก็ตื่นขึ้นมา ไม่รู้เขาฝันเห็นอะไร ตะโกนดังลั่น “เจ้าคนถ่อยบังอาจนัก! กล้าลบหลู่ข้า!” พลางผุดลุกขึ้นอย่างดุเดือด

ซือเม่ยเห็นเขาตื่น จึงเข้าไปใกล้ พลางร้องเรียก “ประมุขน้อย”

“เอ๋…เหตุใดเป็นเจ้า เจ้ามาได้อย่างไร” เซวียเหมิงคิดว่าตนยังอยู่ในความฝัน

โม่หรานอารมณ์ดี สีหน้าที่มีต่อเซวียเหมิงจึงอ่อนโยนอย่างยิ่งเช่นกัน ยิ้มพลางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟัง เซวียเหมิงจึงได้สติกลับมา

“ที่แท้เป็นความฝัน…ข้ายังคิดว่า…”

เซวียเหมิงกระแอมเบาๆ ทีหนึ่งเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน พอพบว่าฉู่หว่านหนิงผู้เก่งกาจที่สุดมาตลอดกลับยังหลับอยู่ มิได้ตื่นขึ้นมา เขาก็ตื่นตระหนกเป็นการใหญ่

“เหตุใดอาจารย์ยังไม่ตื่น”

พวกเขาเดินเข้าไป สังเกตเห็นบาดแผลของฉู่หว่านหนิง เนื่องจากฉู่หว่านหนิงได้รับบาดเจ็บก่อนแดนมายาเปิด ตามจุดประสงค์เดิมของโกวเฉินซ่างกง สิ่งที่หายเป็นปกติได้มีเพียงอาการบาดเจ็บในแดนมายาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้บาดแผลที่ไหล่ของฉู่หว่านหนิงจึงยังชุ่มโชกด้วยโลหิต น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก

โม่หรานถอนหายใจ “รอดูอีกสักครู่”

ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป [1] ฉู่หว่านหนิงจึงตื่นขึ้นมาในที่สุด

นัยน์ตาหงส์ลืมขึ้นช้าๆ แววตาว่างเปล่าเย็นชา คล้ายเคยตกอยู่ใต้หิมะหนาขาวโพลน ผ่านไปนาน เขาจึงกลอกตา สายตาไปจับอยู่ที่โม่หราน

แต่ก็เหมือนกับเซวียเหมิง สติยังคงไม่กลับมาเต็มที่ชั่วขณะ เขามองโม่หราน ยื่นมือออกไปช้าๆ น้ำเสียงแหบแห้ง “เจ้า…”

โม่หราน “อาจารย์”

ได้ยินโม่หรานเรียกตน มือของฉู่หว่านหนิงก็ค้างกลางอากาศ ใบหน้าขาวซีดเริ่มมีสีเลือดเล็กน้อย ดวงตาพลันกระจ่างชัด “อืม…”

“อาจารย์!”

เซวียเหมิงพุ่งเข้ามา เบียดโม่หรานไปด้านข้าง กุมมือฉู่หว่านหนิงไว้ “ท่านเป็นเช่นไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่ อาจารย์หลับไม่ตื่นอยู่ตั้งนาน ข้ากังวลแทบตายอยู่แล้ว”

ฉู่หว่านหนิงมองเซวียเหมิง ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นหมอกพร่าเลือนในดวงตาก็ค่อยๆ สลายไป มองโม่หรานอย่างละเอียดอีกครั้ง เห็นว่าทั้งที่อีกฝ่ายกำลังมองตนอยู่ แต่กลับยังกุมมือซือเม่ยแน่น ไม่ยอมปล่อยแม้เพียงชั่วขณะ

“…”

ฉู่หว่านหนิงตื่นขึ้นเต็มที่แล้ว สีหน้ากลับมาสงบเยือกเย็น จากนั้นก็เหมือนปลาในสระน้ำแห้งเหือด ตายสนิทในที่สุด

ซือเม่ยเอ่ยอย่างห่วงใย “อาจารย์ ท่านยังสบายดีหรือไม่ ไหล่…เจ็บหรือไม่”

ฉู่หว่านหนิงน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าไม่เป็นไร ไม่เจ็บ”

เซวียเหมิงช่วยประคองเขาลุกขึ้นช้าๆ โม่หรานงุนงงไปชั่วขณะ ฉู่หว่านหนิงได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ เหตุใดขณะลุกขึ้น ฝีเท้าจึงดูไม่มั่นคง คล้ายกับขาได้รับบาดเจ็บ

โม่หรานคิดว่าฉู่หว่านหนิงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในแดนมายาเมื่อครู่ จึงเล่าคร่าวๆ ให้ฟังอีกรอบ

ตอนที่ซือเม่ยฟังอยู่ด้วยก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกตงิดใจ ยามนี้ได้ฟังอีกครั้ง ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด อดออกปากมิได้ “อาหราน เจ้าบอกว่าข้าช่วยเจ้า?”

“ใช่แล้ว”

ซือเม่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ ว่า “แต่เมื่อครู่…ข้า หลับฝันอยู่ตลอดเวลา มิได้ตื่นขึ้นมา”

โม่หรานตะลึง จากนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ “ท่านอย่าล้อเล่นน่า”

“ข้ามิได้ล้อเล่น ข้าฝัน…ฝันถึงพ่อแม่ข้า พวกเขาล้วนยังมีชีวิตอยู่ ฝันนั้นสมจริงเหลือเกิน ข้าเหมือน…เหมือนไม่อาจตัดใจทิ้งพวกเขาได้ ข้า…”

ยังไม่ทันเอ่ยจบ ก็ได้ยินเสียงเยือกเย็นของฉู่หว่านหนิง “นี่มิใช่เรื่องแปลก คงเพราะแดนมายาของโกวเฉินลบความทรงจำของเจ้าขณะช่วยเหลือคนไป สรุปคือ ข้ากับเซวียเหมิงล้วนไม่ได้ช่วยเขา ในเมื่อเขาบอกว่าเจ้าเป็นคนช่วย ก็ย่อมต้องเป็นเจ้า”

ซือเม่ย “…”

“มิเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรได้ หรือว่าโกวเฉินยังมีวิธีแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณของคน?” น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงเย็นชา

เขามิได้อยากตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่น [2] เดิมเขาเองก็อยากบอกความจริงกับโม่หราน เดิมหวังว่าโม่หรานจะสังเกตได้ เข้าใจว่าคนที่อยู่ในแดนมายามิใช่ซือเม่ย แต่เป็นตนที่เปลี่ยนจิตวิญญาณกับซือเม่ย

ทว่าคำสารภาพสุดท้ายที่โม่หรานบอกต่อซือเม่ย สำหรับฉู่หว่านหนิงแล้ว เป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนอย่างแท้จริง

ตอนที่ฟื้นขึ้นมา เห็นนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายของโม่หราน ชั่วขณะนั้น ฉู่หว่านหนิงคิดว่า บางทีในใจโม่หรานก็น่าจะมีความรู้สึกใส่ใจเขาอยู่บ้างเหมือนกัน

ความคาดหวังอันแสนต่ำต้อยนี้ คือความคิดอันอ่อนแอที่เขาใช้ชีวิตผ่านมานานเหลือเกินกว่าจะกล้าเผยออกมาอย่างเงียบๆ

แต่นั่นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์อ่อนไหวเพียงฝ่ายเดียวของเขา

โลหิตที่หลั่งริน บาดแผลที่ได้รับ โม่หรานล้วนไม่มีทางรู้ และไม่จำเป็นต้องรู้

เขามิได้โง่ แม้ไม่พูดออกมา แต่ก็รู้สึกได้นานแล้วว่าโม่หรานให้ความสำคัญกับคนที่อ่อนโยนและสมบูรณ์แบบผู้นั้นเพียงใด จะมองเห็นตนที่ยืนหลบอยู่ในมุม เหมือนหุ่นกระบอกที่ฝุ่นจับเขรอะได้อย่างไร

ทว่าตอนที่ได้ยินโม่หรานเอ่ยออกมาเองว่า “ข้าชอบท่านมากมาตลอด” ฉู่หว่านหนิงยังรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก รู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

การโอบกอดในแดนมายา ในสายตาโม่หราน คือซือเม่ยเจือจานให้เขา

แต่โม่หรานไม่มีวันรู้ว่า การโอบกอดนั้น ความจริงคือตัวเขา เจือจานให้คนน่าสงสารอีกคนหนึ่ง

ฉู่หว่านหนิงไม่เคยคิดว่าโม่หรานจะชอบตน ฉะนั้นความรู้สึกส่วนนี้ เขาจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับเอาไว้ ไม่ร้องขอ ไม่รบเร้า ไม่แตะต้อง

ความรักอันมุทะลุและความลุ่มหลงอันเร่าร้อนเหล่านั้น เพียงงอกงามขึ้นบนผืนดินแห่งวัยเยาว์ ในวัยเด็ก เขาเองก็เคยหวังว่าจะมีคนเคียงข้างตน ร่ำสุราใต้แสงจันทร์ด้วยกัน แต่เขารอคอยมาตลอด คนที่รอคอยก็ไม่เคยปรากฏตัว ใช้ชีวิตผ่านไปวันแล้ววันเล่า ชื่อเสียงและตำแหน่งในโลกบำเพ็ญเพียรของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนล้วนยกย่องนับถือ ว่ากันว่าเขาผิดมนุษย์มนา ต่อมาเขาจึงยอมรับการยกย่องนับถือและความผิดมนุษย์มนาเช่นนี้

เขาเหมือนหลบอยู่ในรังไหม แรมปีผันผ่าน พ่นใยไหมรอบตัวเอง แรกเริ่มเขายังพอเห็นแสงสว่างที่แทรกผ่านรังไหมเข้ามาจากภายนอกได้ ทว่าปีแล้วปีเล่า ใยไหมชั้นแล้วชั้นเล่า รังไหมหนาขึ้นเรื่อยๆ เขามองไม่เห็นแสงสว่างอีกต่อไป ในรังไหมมีเพียงตัวเขา กับความมืดมน

เขาไม่เชื่อในความรัก ไม่เชื่อในชะตาลิขิต ยิ่งไม่อยากแสวงหาอะไร หากเขาผ่านความยากลำบากทั้งมวล กัดรังไหมที่หุ้มรอบตัวออกมาอย่างสะบักสะบอม ทว่าด้านนอกไม่มีผู้ใดรอเขาอยู่ เขาควรทำเช่นไร

แม้เขาจะชอบโม่หราน แต่คนผู้นี้เยาว์วัยเหลือเกิน ห่างไกลเหลือเกิน ทั้งร้อนแรงเหลือเกิน ฉู่หว่านหนิงไม่อยากเข้าใกล้ กลัวว่าสักวันหนึ่งจะถูกเปลวไฟเช่นนี้แผดเผาจนเป็นเถ้าถ่าน

ฉะนั้น ทางถอยที่เขาเดินได้ทั้งหมด เขาล้วนถอยหมดแล้ว

เขาไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด

ถึงขั้นยังเหลือความฝันลมๆ แล้งๆ แต่แล้วก็ต้องถูกน้ำฝนหนาวเหน็บที่เพียงพอจะปกคลุมทั่วฟ้าชะหายไป

“อาจารย์ รีบดูทางนั้น!” เสียงอุทานของเซวียเหมิงเรียกสติของฉู่หว่านหนิงกลับมา เขามองไปตามเสียง เห็นเพียงเหล็กหลอมเหลวร้อนระอุในสระหลอมอาวุธม้วนตลบขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางเปลวเพลิงห้อมล้อม วิญญาณต้นหลิ่วบรรพกาลพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าดวงตาทั้งสองเหลือกขาว เห็นชัดว่าอยู่ในสภาวะสูญเสียสัมปชัญญะ สองมือถือกระบี่ล้ำค่าเปล่งประกายสีเงินของโกวเฉินซ่างกง

ฉู่หว่านหนิง “วิ่ง! เร็วเข้า!”

ไม่ต้องให้เขาเอ่ยซ้ำเป็นครั้งที่สอง ศิษย์ทั้งสามรีบพุ่งไปยังทางออกทันที

วิญญาณต้นหลิ่วที่ถูกควบคุมแหงนหน้ากู่ร้อง ตรวนทั่วร่างสั่นจนเสียงดังเคร้งๆ ไม่มีใครพูดอะไร แต่ในหูของทั้งสี่ล้วนได้ยินเสียงหนึ่งพร้อมกัน

“ขวางพวกเขาไว้ อย่าให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”

เซวียเหมิงหน้าเผือดสี “มีคนพูดอยู่ในหูข้า!”

ฉู่หว่านหนิง “ไม่ต้องสนใจ เป็นเคล็ดลวงใจของไจซินหลิ่ว! วิ่งอย่างเดียว!”

เขากล่าวเช่นนี้ คนอื่นๆ จึงนึกขึ้นได้ ขณะที่ไจซินหลิ่วยังมีสติครบถ้วนเคยเตือนพวกเขา ที่เรียกว่าเคล็ดลวงใจ ก็คือใช้ความละโมบในใจคนเป็นเหยื่อล่อ ทำให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเอง

ดังคาด เสียงในหูของฉู่หว่านหนิงส่งเสียงฟ่อๆ

“ฉู่หว่านหนิง เจ้าไม่เหนื่อยหรือ

“ปรมาจารย์แห่งยุค หว่านเยี่ยอวี้เหิง บุคคลเช่นนี้ กลับได้แต่แอบรักศิษย์ของตนเอง เจ้าทุ่มเทให้เขามากมาย เขากลับไม่รู้ดีชั่ว ไม่เห็นเจ้าในสายตา ชอบเพียงศิษย์พี่ผู้น่ารักอ่อนโยนผู้นั้น เจ้านี่ช่างน่าเวทนานัก”

ฉู่หว่านหนิงสีหน้าซีดเซียว ไม่สนใจเสียงรบกวนในหู พุ่งกายไปที่ทางออก

“มาหาข้า หยิบกระบี่บรรพชนนี้ขึ้นมา แล้วสังหารซือเม่ยเสีย เท่านี้ก็จะไม่มีใครขวางระหว่างพวกเจ้าแล้ว มาหาข้า ข้าจะช่วยเจ้าสมปรารถนา ทำให้ผู้ที่เจ้าชอบหลงรักเจ้า มาหาข้า…”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเกรี้ยว “ต่ำช้าเช่นนี้ ยังไม่ไสหัวไปอีก!”

คนอื่นต่างได้ยินเสียงนั้นเสนอเงื่อนไขแตกต่างกันไป ฝีเท้าของพวกเขาแม้ชะลอลง แต่ยังคงต้านทานการล่อลวงได้ ยิ่งพวกเขาวิ่งไกลออกไป ไจซินหลิ่วคล้ายยิ่งบ้าคลั่ง เสียงในหูยิ่งกรีดครวญจนแทบผิดเพี้ยน

“คิดให้ดี! ออกจากประตูนี้ไป ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว!”

เสียงในหูของทุกคนไม่เหมือนกัน ตะโกนด้วยเสียงโหยหวน

“ฉู่หว่านหนิง ฉู่หว่านหนิง เจ้าจะโดดเดี่ยวไปชั่วชีวิตจริงหรือ”

“โม่เวยอวี่ บนโลกนี้มีเพียงข้าที่รู้ว่าโอสถคืนชีพอยู่ที่ใด มาหาข้าสิ ข้าจะบอกเจ้า…”

“ซือหมิงจิ้ง ข้ารู้ความปรารถนาส่วนลึกในใจเจ้า มีเพียงข้าที่ช่วยเจ้าได้!”

“เซวียจื่อหมิง เทพศัสตราที่เจ้าเลือกเป็นของปลอม! สระจินเฉิงเหลือเทพศัสตราที่โกวเฉินซ่างกงสร้างเพียงหนึ่งเดียวแล้ว เจ้ากลับมา กระบี่บรรพชนเล่มนี้จะเป็นของเจ้า! เจ้าต้องการเทพศัสตราเลิศภพมิใช่หรือ เจ้าคือบุตรรักของสวรรค์มิใช่หรือ ไม่มีเทพศัสตรา เจ้าจะไม่มีวันเหนือกว่าผู้อื่นได้! มาหาข้า…”

“เซวียเหมิง!” โม่หรานพลันพบว่าญาติผู้น้องซึ่งวิ่งอยู่ข้างๆ ตนหายไปแล้ว

หันกลับไป เห็นฝีเท้าของเซวียเหมิงชะลอลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็หยุด หันไปมองกระบี่ประกายฟ้าที่ลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในสระหลอมอาวุธ

โม่หรานหนาวสะท้านในใจ

เขารู้ว่าเซวียเหมิงปักใจกับเทพศัสตราลึกล้ำเพียงใด หลังจากเด็กหนุ่มผู้นี้รู้ว่าอาวุธที่ตนได้มาคือของปลอม คงผิดหวังอย่างยิ่ง ไจซินหลิ่วนำกระบี่บรรพชนมาล่อลวงเขา ประเสริฐนัก!

“เซวียเหมิง อย่าเชื่อเขา อย่าไป!”

ซือเม่ยก็ร้องตะโกนว่า “ประมุขน้อย รีบไปเถอะ เราใกล้จะถึงทางออกอยู่แล้ว!”

เซวียเหมิงหันมามองพวกเขาด้วยแววตาเลื่อนลอย เสียงที่ดังก้องในหูกลับยิ่งลวงใจกว่าเดิม “พวกเขาริษยาเจ้า ไม่อยากให้เจ้าได้เทพศัสตรา เจ้าลองคิดดู โม่เวยอวี่ได้เทพศัสตราของเขาแล้ว เขาหวังให้เจ้าไม่ได้อะไรเลย เจ้าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน หากเจ้าสู้เขาไม่ได้ ตำแหน่งประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง ย่อมต้องเป็นของเขา”

เซวียเหมิงพึมพำ “หุบปาก”

โม่หรานที่อยู่เบื้องหน้าคล้ายตะโกนใส่เขาด้วยความร้อนรน ทว่าเขาได้ยินไม่ชัดเลย เพียงกุมศีรษะพูดซ้ำไปมา “หุบปาก! เจ้าหุบปาก!”

“เซวียจื่อหมิง คลังเทพศัสตราไม่มีอาวุธที่เหมาะสมกับเจ้าแต่แรกแล้ว หากเจ้าพลาดกระบี่บรรพชนไป ภายหน้าก็ได้แต่ยอมจำนนต่อโม่เวยอวี่ เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะเป็นประมุขของเจ้า เจ้าต้องคุกเข่าเบื้องหน้าเขา รับคำสั่งจากเขา! เจ้าลองคิดดู สังหารเขา ก็ไม่เป็นปัญหา! นับแต่โบราณพี่น้องขัดแย้งมีอยู่ไม่น้อย ทั้งเขายังเป็นเพียงญาติผู้พี่ของเจ้า! ยังมัวลังเลอะไร! มานี่สิ…ข้าจะมอบกระบี่ให้เจ้า…”

“เซวียเหมิง!”

“ประมุขน้อย!”

เซวียเหมิงพลันหยุดดิ้นรน เขาลืมตาขึ้น นัยน์ตาแดงก่ำ

“มาหาข้า…เจ้าคือบุตรรักของสวรรค์…เหมาะที่จะเป็นเจ้าแห่งสรรพาวุธ…”

ฉู่หว่านหนิงเสียงเกรี้ยว “เซวียเหมิง!”

“มานี่สิ…มีเพียงเจ้าเป็นประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างจึงจะสงบสุขสันติ…เจ้าลองนึกถึงผู้คนที่ทุกข์ยากเหล่านั้น นึกถึงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่พวกเจ้าได้รับ…เซวียจื่อหมิง ให้ข้าช่วยเจ้า…”

เซวียเหมิงมาถึงข้างสระหลอมอาวุธที่เดือดพล่านโดยไม่รู้ตัว วิญญาณของไจซินหลิ่วถือกระบี่บรรพชนของโกวเฉินซ่างกง ลูกตาที่เหลือกขาวกระจายด้วยริ้วเส้นเลือด

“ดีมาก นำกระบี่นี้ไป ขวางพวกเขาเอาไว้!”

เซวียเหมิงยื่นมือออกไปช้าๆ รับกระบี่ล้ำค่าประกายฟ้ามาอย่างสั่นเทา

“สังหารพวกเขา”

“สังหารโม่เวยอวี่”

“เร็วสิ…อ๊ากกก!”

จู่ๆ เซวียเหมิงชักกระบี่ยาวออกจากฝัก กวัดแกว่งคมกระบี่เจิดจ้า จากนั้นพลันตวัดมือแทงออกไป ประกายวิญญาณที่ไหลเวียนในกระบี่บรรพชนสะท้อนรูปโฉมหล่อเหลาของบุตรรักของสวรรค์จนเจิดจ้า ท่ามกลางประกายกระบี่ ในดวงตาเขาไร้สีเลือดแผ่กระจาย แต่กลับกระจ่างใสกว่ายามปกติ

กระบี่นั้นมิได้แทงไปที่โม่หราน แต่กลับพุ่งตรงไปยังร่างจริงของไจซินหลิ่ว ทะลุช่องอก!

พลันนั้น ฟ้าดินสั่นสะเทือน ต้นหลิ่วบรรพกาลไหวเอน

เคล็ดลวงใจแตกสลาย คลังเทพศัสตราถล่ม

เซวียเหมิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดสลัดหลุดจากการล่อลวง เขาจ้องไจซินหลิ่ว บนใบหน้าอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความดึงดันและความบริสุทธิ์ไร้มลทินของวัยเยาว์ ในแววตาลุกร้อนนั้น มองเห็นความหยิ่งผยองและความไร้เดียงสาได้อย่างชัดเจน

ที่เรียกว่าบุตรพญาหงส์ ไหนเลยเพียงเพราะแตกฉานในวิชายุทธ์

“เจ้าอย่าได้คิดล่อลวงข้า และอย่าคิดทำร้ายคนอื่นอีก”

เซวียเหมิงหอบหายใจกล่าวจนจบ พลันดึงกระบี่ยาวออก!

ไจซินหลิ่วระเบิดโลหิตคาวคลุ้งทันที ชั่วขณะที่กำลังจะตาย สติกลับคืน รังสีอำมหิตบนร่างพลันสลาย

เขากุมหน้าอก ฝืนประคองร่างที่โงนเงนเจียนล้ม เงยหน้าขึ้น อ้าปาก แม้ไร้เสียง ทว่ารูปปากชัดเจนจนจำแนกได้

“ขอบ…คุณ…ท่าน…ที่ขัดขวาง…ข้า…”

ร่างเดิมของไจซินหลิ่วคือวิญญาณบรรพกาล มีพลังเทียบเคียงกับอานุภาพของกระบี่บรรพชน เมื่อปะทะกันจึงบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย กระบี่บรรพชนในมือเซวียเหมิงพลันสูญประกายวิญญาณเช่นกัน ดับมืดสิ้นรัศมีในทันใด

ขณะเดียวกัน วิญญาณต้นหลิ่วบรรพกาลหมื่นปีก็แตกสลาย

ชั่วขณะนั้น ประกายนับหมื่นกระจายเข้าไปในคลื่นน้ำ ดุจหิ่งห้อยบินว่อนรอบกลุ่มคน สุดท้ายประกายสีทองสดใสก็ค่อยๆ จางหายไป

ซือเม่ย “ประมุขน้อย เร็วเข้าเถอะ ที่นี่จะถล่มแล้ว!”

พื้นดินสั่นสะเทือน ไม่อาจรั้งอยู่นาน

เซวียเหมิงหันกลับไปมองดูคลังเทพศัสตราเป็นครั้งสุดท้าย เสียงดังเคร้ง เขาทิ้งกระบี่บรรพชนที่ชำรุด แล้วจากไป เบื้องหลังเขา อิฐหินดินทรายพังทลายดั่งหิมะถล่ม

[1] เป็นการประเมินระยะเวลาคร่าวๆ สมัยโบราณ 1 ก้านธูป เท่ากับประมาณ 15-30 นาที ขึ้นอยู่กับความยาวธูป และความเร็วในการเผาไหม้

[2] หมายถึง ลำบากเพื่อผู้อื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ

ใส่ความเห็น