[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 11.4

เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子

Himazan แปล

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

+++++++++++++++++++

 ตอนที่ 11.4

สถานการณ์ปัจจุบัน

พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายสิบรูปจากวัดต่างๆ ยืนอออยู่หน้ากรงสุนัขจิ้งจอกแดง ทั้งหมดชี้นิ้วไปที่มัน ต่างคนต่างแย่งกันพูดไม่หยุด

“เจ้าปีศาจตนนี้จะต้องเป็นร่างแปลงแน่ๆ เป็นไปไม่ได้ที่ปีศาจจะตัวเล็กขนาดนี้”

“ดูจากกลิ่นอายปีศาจ มันน่าจะมีชีวิตมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี”

“ปีศาจจิ้งจอกเป็นปีศาจที่เจ้าเล่ห์มากที่สุด เมื่อปีที่แล้วอาตมาเคยจับได้ตนหนึ่งที่เมืองเย่ตู้ แต่มันก็ดันหนีไปได้ น่าเจ็บใจจริงๆ”

“ท่านประมาทเกินไปแล้ว แต่อาตมาก็มักจะพลาดเช่นนี้อยู่เหมือนกัน…”

เหล่าพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงต่างพูดคุยถึงวิธีปราบปีศาจกันอย่างมีความสุข

หูต้าเหวยในตอนนี้ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง

กล้าดียังไง เขารู้จักท่านผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ แล้วพระพวกนี้มีสิทธิ์อะไรมาทำให้เขาตกใจกลัวแบบนี้กัน

หูต้าเหวยไม่อาจมองเห็นท่านเทพเซียนโหย่วซูผ่านเหล่าพระสงฆ์ที่ยืนเบียดเสียดหนาแน่นอยู่ด้านนอก เขาคาดว่าตอนนี้ท่านเทพเซียนคงกำลังกินอาหารและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือไม่ก็คงหลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะพระสงฆ์เหล่านี้ต่างเห็นเธอเป็นเพียงแค่สุนัขจิ้งจอกธรรมดาๆ …

ส่วนอีกด้าน ต้วนเจียเจ๋อและเหล่าพนักงานกำลังถวายน้ำดื่มให้เหล่าพระสงฆ์ที่นั่งอยู่บนพื้น ตอนนี้มีคนจ่ายเงินเพื่อเลี้ยงรับรองพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

ในหมู่พระสงฆ์เหล่านี้ บางรูปก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลัง แต่บางรูปที่ระดับความสามารถไม่ถึงก็จะไม่สามารถสัมผัสกับพลังได้ ส่วนต้นไผ่ดำเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนต้นไผ่ธรรมดาๆ สำหรับพวกเขาเท่านั้น

ต้วนเจียเจ๋อยังได้ยินพระสงฆ์บางรูปพูดอีกว่า รู้สึกผิดหวังต่อลูกศิษย์ที่พามาที่นี่เพื่ออบรมสั่งสอนและรู้สึกสิ้นเปลืองโอกาสดีๆ แบบนี้มาก คิดไม่ถึงว่าจะไม่เข้าใจและไม่สามารถบรรลุอะไรเลยได้ถึงเพียงนี้ สรุปได้ว่า เธอคือคนที่แย่ที่สุดตั้งแต่อาตมาเคยพบมา!

เจ้าอาวาสจี้ซ่านก็มาที่เมืองตงไห่ด้วยตัวเองเช่นกัน เขาพูดกับต้วนเจียเจ๋อด้วยความหดหู่ “คุณต้วน พวกเราไม่มีวาสนาจะได้เข้าพบท่านผู้นั้นสักคนเลยหรือ”

ต้วนเจียเจ๋อสีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “ไม่มีจริงๆ ครับ ท่านเจ้าอาวาส เรื่องนี้ผมเองก็ไม่มีอำนาจที่จะสามารถตัดสินใจได้ครับ”

หากมีพระสงฆ์จากวัดไหนเข้ามาหา เขาก็จะตอบประโยคนี้กลับไปทุกครั้ง

จี้ซ่านแอบมองต้วนเจียเจ๋อด้วยสายตาสงสัย พระสงฆ์รูปอื่นอาจจะเชื่อคำพูดของต้วนเจียเจ๋อ แต่เขาไม่เชื่อ หากผู้อำนวยการสวนสัตว์ต้วนคนนี้ไม่มีอำนาจจริงๆ ท่านต้าเต๋อผู้นั้นจะมาเลือกอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ทำไม และที่นี่จะสามารถขายตั๋วร่วมกับสำนักหลินสุ่ยได้อย่างไรกัน

ต่อให้อยู่นานไปกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อำนวยการต้วนเอาไว้ดีกว่า

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน จี้ซ่านจึงรีบพูดขึ้นทันทีว่า “ไม่ทราบว่าสวนสัตว์แห่งนี้รับเลี้ยงสัตว์หรือไม่”

“เลี้ยงอะไรครับ” ต้วนเจียเจ๋องุนงง

จี้ซ่านพูดด้วยรอยยิ้ม “ในตอนที่พระจากวัดที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยแห่งหนึ่งมาเยี่ยมเยียนวัดอู๋เลี่ยงก็ได้มอบของกำนัลให้มากมาย หนึ่งในนั้นมีช้างเผือกเอเชียรวมอยู่ด้วย และตอนนี้เราก็เลี้ยงดูมันอยู่ภายในวัดมาตลอด แต่พวกเราไม่ได้เป็นมืออาชีพ อาตมาเลยหวังว่าทางสวนสัตว์จะสามารถรับเลี้ยงเอาไว้ได้ตราบชั่วชีวิตของมัน เพราะสวนสัตว์คงดูแลช้างได้ดีกว่าวัด นอกจากนี้ยังมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับมัน”

การเลี้ยงสัตว์คุ้มครองจำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการเลี้ยงดู ถึงแม้ว่าช้างเชือกนี้จะเป็นของกำนัลแลกเปลี่ยนที่ได้มา แต่วัดอู๋เลี่ยงเองก็ได้ยื่นขอใบอนุญาตและยังได้เชิญมืออาชีพมาคอยเลี้ยงดูมันอีกด้วย แม้จะไม่มีคำถามว่าในหมู่พระสงฆ์มีมืออาชีพในการเลี้ยงช้างอยู่หรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงอีกแล้ว เพราะเขาเพียงแค่หาข้ออ้างในการเชื่อมความสัมพันธ์ก็เท่านั้น

ต้วนเจียเจ๋อ “!”

เขาจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน ช้างเอเชียเป็นสัตว์คุ้มครองประเภทหนึ่ง หากรับมันมาภารกิจก็จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และที่บอกว่าเลี้ยงดูตลอดชั่วชีวิตของมัน ที่จริงแล้วก็เป็นเหมือนกับการส่งมอบของกำนัลต่อเท่านั้น

ช้างเอเชียเชือกนี้ไม่เพียงแต่เป็นช้างเผือกที่หายาก แต่ยังเป็นของกำนัลทางศาสนาจากประเทศอื่นซึ่งมีความหมายที่พิเศษมาก มันจะต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวและเป็นจุดสนใจของสวนสัตว์นี้อย่างแน่นอน และไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สามารถเพาะพันธุ์ช้างเผือกได้

ตามตำนานเล่าขานกันว่า พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ได้ทรงคชสารสีเผือกที่มีหกงา เป็นคชสารที่มีรูปร่างใหญ่โต มีพลังทรหดอดทน และอ่อนโยน ซึ่งสอดคล้องกับความเมตตาและพลังอำนาจของพระโพธิสัตว์ ในสมัยโบราณประเทศไทยก็ให้ความสำคัญกับช้างเผือกเป็นอย่างมากจนยกให้เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง

การที่จี้ซ่านส่งช้างมาให้กับหลิงโย่วเลี้ยงไว้ หากมองผิวเผินก็เพื่อให้ช้างได้มีชีวิตที่ดี ซึ่งสมเหตุสมผลและมีที่มาที่ไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเขายังสามารถใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับหลิงโย่ว และในอนาคตก็สามารถอ้างว่าให้พระมาที่นี่เพื่อเยี่ยมช้างได้ด้วย…

ถึงแม้โหย่วซูจะไม่ได้มาชี้แนะ ต้วนเจียเจ๋อก็ตกปากรับคำไปเรียบร้อยแล้ว หากพวกพระสงฆ์จะมาก็ปล่อยให้มา ถึงอย่างไรพวกเขาก็หาลู่ยาไม่เจอ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ แม้กระทั่งหน่อไม้พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะกินมันได้แม้แต่หน่อเดียว เสียเงินซื้อตั๋วเข้าหลิงโย่วไปฟรีๆ ก็แล้วกัน

“ท่านเจ้าอาวาสก็ได้เยี่ยมชมและรับรู้เงื่อนไขของพวกเราแล้ว ผมจะไม่ขอพูดอะไรมาก เอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับความไว้วางใจของท่านแล้วกันนะครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหารือเรื่องรายละเอียดต่างๆ กันดีกว่า…” ต้วนเจียเจ๋อตัดสินใจทันที

จี้ซ่านหัวเราะชอบใจและเดินเคียงคู่ไปกับต้วนเจียเจ๋อเพื่อพูดคุยรายละเอียดต่างๆ ที่อาคารสำนักงาน

พระสงฆ์รูปอื่นต่างจ้องมองจี้ซ่านด้วยความอิจฉาริษยา อันที่จริงตอนนี้พระสงฆ์ของแต่ละวัดต่างกำลังขบคิดหาวิธีเชื่อมสัมพันธ์กับหลิงโย่วอย่างหนัก หลังจากที่ขบคิดและถกเถียงกันเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ยังจะต้องหาข้ออ้างเพื่อมาที่นี่ให้บ่อยครั้งให้ได้

แต่สมองของพวกเขาไม่ได้ฉับไวเหมือนกับจี้ซ่านขนาดนั้น อันที่จริงในวัดของพวกเขาก็เลี้ยงลิงหรือสิงโตเอาไว้ มีบางวัดเหมือนกับวัดอู๋เลี่ยงที่มีใบอนุญาต แต่บางวัดก็ไม่มี

น่าเจ็บใจจริงๆ ทำไมท่านต้าเต๋อผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ถึงได้เลือกที่จะพำนักอยู่ที่เมืองตงไห่ด้วย หากเป็นเมืองอื่นพวกเขาคงจะเข้ามาได้อย่างง่ายดาย และคงจะสามารถเปิดสำนักกิจการพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ได้แล้ว

ทว่าตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าสำนักหลินสุ่ยจะตกลงยินยอมหรือไม่ หรือจะเสนอข้อเรียกร้องอะไรออกมาหรือเปล่า

ต้วนเจียเจ๋อพาจี้ซ่านเข้าไปนั่งในห้องรับรองของอาคารสำนักงานและชงชาให้เขา

จี้ซ่านจ้องหลุมสองหลุมที่อยู่บนพื้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลุมหนึ่งใหญ่ หลุมหนึ่งเล็ก พื้นกระเบื้องแตกร้าวเป็นวงกว้างจนเป็นรอยคล้ายใยแมงมุม

ต้วนเจียเจ๋อเห็นสายตาที่จับจ้องของเขาแล้วก็หัวเราะแหะๆ “เผลอทุบมันโดยไม่ทันระวังครับ”

“ดูแล้วต้องเป็นของหนักแน่ๆ” จี้ซ่านพูดขึ้นอย่างรอบคอบ

ต้วนเจียเจ๋อและจี้ซ่านปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องที่จะส่งช้างเผือกเข้ามา สวนสัตว์โซนใหม่ของเขามีพื้นที่จัดแสดงที่เหมาะสมสำหรับช้างอยู่ หากมีช้างเผือกจริงๆ ต้วนเจียเจ๋อก็จะต้องรับสมัครเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญในการเลี้ยงช้างมาอีกสองคน

จี้ซ่านพูดถึงเรื่องนี้ออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ว่าเรื่องแบบนี้เขาสามารถติดต่อกับสื่อเพื่อช่วยกระจายข่าวออกไปได้

หลังจากหารือเสร็จจี้ซ่านก็ถามขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ “ไม่ทราบว่าวันหลังสามารถมาที่นี่บ่อยๆ ได้หรือไม่ อาตมาอยากจะมาเยี่ยมช้างเผือกบ้าง”

ต้วนเจียเจ๋อพยักหน้า “ได้แน่นอนครับ ส่วนทางด้านท่านนักพรตโจว ผมจะไปคุยให้เอง”

“ผู้อำนวยการต้วนทราบไหมว่า หลังจากนี้เหล่าลูกศิษย์ของวัดอื่นจะยังสามารถมาที่ตงไห่ได้อีกหรือไม่” จี้ซ่านถาม

ต้วนเจียเจ๋อ “ระ…เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับ เพราะผมไม่สามารถตัดสินใจได้…”

จี้ซ่านพยักหน้า ไม่ว่าจะมาได้หรือไม่ เขาก็คว้าโอกาสมาแล้ว แถมยังเป็นการคว้าแบบบริสุทธิ์และเปิดเผยอีกด้วย

จี้ซ่านคุยกับต้วนเจียเจ๋ออีกสักพัก จากนั้นก็เพิ่มเพื่อนในวีแชตแล้วถึงได้จากไป

ช่วงเย็น หลังจากที่เหล่าพระสงฆ์ทยอยกลับออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ต้วนเจียเจ๋อถึงได้วิ่งไปถามโหย่วซูว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

หลังจากที่บรรดาพระสงฆ์มาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาจะต้องยังไม่พอใจและอยากกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน นอกจากนี้ความปรารถนาของพวกเขาจะต้องแรงกล้ามากยิ่งขึ้นไปอีก หากสำนักหลินสุ่ยยังขัดขวางเอาไว้ คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องเกิดความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน โจวซินถังของสำนักหลินสุ่ยในตอนนี้ทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เขากระวนกระวาย ได้แต่หวังว่าทางหลิงโย่วจะให้คำแนะนำแก่เขาได้

ทว่าต้วนเจียเจ๋อกลับคิดไม่ออกว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ชายหนุ่มจึงได้แต่ฝากความหวังไว้ที่โหย่วซู

ขณะที่โหย่วซูคิดอยากจะเอ่ยปาก ก็ถูกลู่ยาพูดแทรกขึ้น “ทำไมนายจะต้องไปถามความคิดเห็นจากเธอตลอดเวลา ยัยปีศาจจิ้งจอกน่าตายนี่มีดีแต่หาเรื่องเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง นายลองคิดหาวิธีด้วยตัวเองสิ”

โหย่วซูเหลือบมองลู่ยา แม้จะไม่ได้พูดอะไร ทว่าสายตากลับไม่เห็นด้วยอย่างมาก

ต้วนเจียเจ๋อนั้นถึงกับกลัดกลุ้ม ในใจจึงได้แต่ถามว่านี่ไม่ได้หรืออย่างไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้สวัสดิการและเงินเดือนเหล่านั้นก็เป็นของฮ่องเต้แท้ๆ

ไป๋ซู่เจินยิ้มและพูดขึ้น “ผู้อำนวยการสามารถพูดความคิดเห็นของตัวเองออกมาได้นะคะ”

หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อศึกษาและเรียนรู้มาได้สักระยะหนึ่ง ในเรื่องของการนำสัตว์เข้ามาในสวนสัตว์ การประสานงานติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการวางแผนโฆษณาต่างๆ เขาก็จัดการได้อย่างไร้ที่ติ ทว่ากับเรื่องแบบนี้เขาไม่สามารถจัดการเองได้ ดังนั้นจึงมักจะขอคำแนะนำจากโหย่วซูและไป๋ซู่เจินทุกครั้งไป

แม้แต่ไป๋ซู่เจินก็ยังพูดแบบนี้ ต้วนเจียเจ๋อจึงจำต้องคิดหาวิธีด้วยตัวเองอย่างน่าเวทนา “ผมไม่เก่งเรื่องนี้…ขอลองคิดดูก่อนนะครับ…”

ขณะที่ต้วนเจียเจ๋อกำลังคิดหาวิธีอยู่นั้น ลู่ยาก็ได้หยิบขนนกสองอันออกมาจากในกระเป๋าแล้วโยนไปให้ต้วนเจียเจ๋อ จากนั้นพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “…ของวันนี้”

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

วันนี้ต้วนเจียเจ๋อมัวยุ่งอยู่กับการต้อนรับเหล่าพระสงฆ์เลยไม่มีเวลาไปที่กรงของลู่ยา ชายหนุ่มคิดไม่ถึงเลยว่าลู่ยาจะเป็นฝ่ายหยิบขนนกของตัวเองมาให้เขาแบบนี้

นี่มันน่าซาบซึ้งใจใช่ไหมล่ะ

ต้วนเจียเจ๋อประคองขนนกเก็บเข้ากระเป๋าของตัวเองอย่างนอบน้อม “ขอบคุณครับเต้าจวิน”

ในตอนนี้เองเขาถึงได้พบว่าคนอื่นๆ ต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาด

ต้วนเจียเจ๋อ “…อะไรเหรอครับ”

โหย่วซูพูดอย่างประหลาดใจ “เต้าจวิน คุณให้ขนนกกับผู้อำนวยการต้วนเหรอคะ”

สีหน้าแบบนี้แค่ดูก็รู้แล้วว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ต้วนเจียเจ๋อเหงื่อตก “เข้าใจผิดแล้วครับ เต้าจวินแค่ให้รางวัลผม เพราะว่าผมอยากจะเก็บเอาไว้ทำหมอน และก็พอดีกับที่เต้าจวินจะต้องสะบัดขนทิ้งก็เลยให้ผมเก็บไว้ ไม่ได้มีความหมายพิเศษแบบนั้นหรอกครับ”

ท่าทางของลู่ยาเต็มไปด้วยความจริงใจ “ใช่ ในเมื่อมันไร้ประโยชน์ เลยให้เขาเป็นรางวัลก็เท่านั้น”

โกหก! ทุกคนคิดในใจ ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่ให้รางวัลพวกเราด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สำหรับโลกมนุษย์ นี่ก็เปรียบเสมือนหญิงสาวในสมัยโบราณที่มอบเส้นผมของตนให้กับชายผู้เป็นที่รัก เพราะว่าขนของนกมีไว้เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม และยังสามารถใช้เป็นฐานรองรับรังของพวกมันอีกด้วย ขนของอีกาทองสามขาแฝงไปด้วยพลังแห่งเปลวเพลิงที่แท้จริง และมีความหมายลึกซึ้งเป็นอย่างมาก

แม้จะยืนยันว่าไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่การให้ของสิ่งนี้ไป ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ถือเป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกันแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร

คนอื่นมีไหวพริบและเก็บความคิดเจ้าเล่ห์เอาไว้ในใจ แต่เสี่ยวชิงกลับโพล่งออกมาอย่างไม่ทันคิด “ล้อเล่นหรือเปล่า ฉันว่ามันมีอะไรผิดปกตินะ ไม่ใช่ว่าเต้าจวินยังไม่เคยมีคู่แห่งโชคชะตามาก่อนหรอกเหรอ”

ลู่ยา “…”

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

ต้วนเจียเจ๋อพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง “ทำไมความคิดของคนในโลกเทพเซียนอย่างพวกคุณถึงได้ก้าวกระโดดไปไกลได้ขนาดนั้นกันครับ แค่เห็นขนนกที่ร่วงแล้วก็คิดกันไปถึงขนทั้งตัว และก็คิดไปถึงเรื่องหาคู่ ไปจนถึงเรื่องคู่แห่งโชคชะตา เรื่องรักร่วมเพศ คิดไปจนถึงเรื่องที่คนกับนก…”

ทุกคน “…”

เมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นของต้วนเจียเจ๋อ เสี่ยวชิงก็ละอายใจจนรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตัวเองกำลังถูกทรมานอย่างหนัก “ฉันผิดไปแล้ว ฉันก็แค่รู้สึกว่าปกติเต้าจวินมักจะพร่ำบ่นดุด่าอยู่ตลอดเวลา แต่อันที่จริงเขากับผู้อำนวยการดีต่อกันมากๆ …”

เสี่ยวชิงไม่กล้าพูดเรื่องคู่แห่งโชคชะตาในเวลานี้อีกต่อไปแล้ว ส่วนคนอื่นก็ยิ่งไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต้วนเจียเจ๋อประณามว่าในหัวเต็มไปด้วยความคิดที่ไร้สาระ

ใบหน้าลู่ยาเขียวคล้ำขึ้นมาทันที “ใครจะไปดีกับเขากัน!”

ต้วนเจียเจ๋อพูดขึ้นด้วยใบหน้าถมึงทึง “งั้นคุณยอมรับว่าตัวเองชอบดุด่าผมแล้วใช่ไหมครับ…”

ลู่ยา “…”

ทุกคน “…”

บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบวังเวงจนน่าอึดอัด ผ่านไปได้สักพักโหย่วซูถึงได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบงัน ถามขึ้นว่า “ผู้อำนวยการคิดได้หรือยังคะ”

ต้วนเจียเจ๋อพูดขึ้นอย่างลังเล “มีอยู่ความคิดหนึ่ง ผมจะลองเล่าให้ฟัง หากพวกคุณมีปัญหาตรงไหนก็ถามได้เลยนะครับ ”

ทุกคนพยักหน้า ทำท่าทางตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

ต้วนเจียเจ๋อกลัวว่าจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนจึงหยิบสมุดขึ้นมาและใช้ปากกาจดลงไปสองสามคำ จากนั้นพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ “ผมยืมความคิดของโหย่วซูและพี่ไป๋ก่อนหน้านี้มาครับ นั่นก็คือให้วัดเหล่านี้ติดตั้งป้ายและจอวิดีโอโฆษณาของพวกเราไว้ที่วัด เพราะผมรู้ว่ายังมีวัดบางแห่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สำคัญมาก

“แต่ว่าสวนสัตว์ของพวกเราเป็นแค่สวนสัตว์เล็กๆ แน่นอนว่าไม่สามารถจะดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวจากที่ไกลๆ ได้เท่าที่ควร ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องเข้าไปร่วมมือกับสำนักงานการท่องเที่ยวของเมือง ให้เขาติดตั้งป้ายโฆษณาพวกนั้นโปรโมตไปทั่วเมืองตงไห่ ดูเหมือนว่าทางเมืองเองก็ตั้งใจจะโปรโมตเมืองนี้ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอีกด้วย และเมื่อไม่นานมานี้คลิปวิดีโอถ่ายทอดสดของพวกเราก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่วนโฆษณาที่เราถ่ายทำไปก็สามารถเอาไปขึ้นป้ายเพื่อโปรโมตหลิงโย่วไปในตัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นรู้สึกว่ามาที่ตงไห่จะต้องมาที่หลิงโย่วให้ได้ ด้วยวิธีนี้เราก็จะมีทรัพยากรที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้น และใช้ได้ไม่จำกัดเฉพาะคนในพื้นที่

“ส่วนข้อแลกเปลี่ยน พวกเรายังจะต้องเจรจาปัญหากับทางสำนักหลินสุ่ยเกี่ยวกับเรื่องพระที่จะเข้ามาที่เมืองตงไห่ เพื่อไม่ให้กระทบกับความปรองดองของทั้งสองฝ่าย ผมคิดว่าสามารถให้วัดพวกนี้ผลัดเปลี่ยนส่งคนมาเป็นอาสาสมัครทำงานที่หลิงโย่ว และเพื่อหลีกเลี่ยงความน่าสงสัย ไม่ต้องให้พวกเขาสวมจีวรพระ ไม่สามารถเทศนาธรรม และห้ามออกจากอาณาบริเวณของหลิงโย่วตามใจชอบ

“ก็ประมาณนี้ครับ…”

หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อพูดจบ เขาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนจ้องมาที่เขาและไม่พูดไม่จา ต้วนเจียเจ๋อรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที เขาเกาหัวแล้วพูดขึ้นว่า “ทำไมพวกคุณถึงไม่พูดอะไรกันเลยล่ะครับ จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจ พวกคุณคิดว่ามันจะเกินไปหรือเปล่าถ้าเราไม่จ่ายเงินเดือนให้กับพระสงฆ์พวกนี้”

ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่!!”

ไป๋ซู่เจินยิ้มหวาน “ผู้อำนวยการมีความก้าวหน้าตามคาด พิจารณาได้รอบคอบมากค่ะ”

โหย่วซูปรบมือแล้วพูดว่า “ไม่เลวค่ะ ความคิดนี้เหมาะมาก ครอบคลุมทั่วทุกด้าน”

วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีป่าเถื่อนที่ขอให้แต่ละวัดบริจาคเงินหนึ่งล้านหยวนเข้ามา แต่เป็นวิธีที่อาจสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งล้านหยวนในทางอ้อม เป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนาหลิงโย่ว และก็ไม่ได้ทำให้หลิงโย่วขาดทุนแต่อย่างใด มีแต่ได้กับได้ แม้แต่ทางสำนักหลินสุ่ยเองก็อาจจะมีรายได้มากขึ้นเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

การให้พระสงฆ์มาทำงานฟรี อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถทำสมาธิอยู่ใต้ต้นไผ่ทุกวัน ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็มีความสุขด้วยตัวเองได้ เพราะทุกคนต่างก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะเปิดโปงความลับอะไร อีกทั้งด้วยทักษะด้านพลังของพวกเขา แม้จะรู้ว่าสัตว์ในตอนกลางวันสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ในเวลากลางคืน ก็คงคิดได้แค่ว่า นั่นเป็นปีศาจที่ถูกท่านต้าเต๋อปราบจนอยู่หมัดเหมือนกับหูต้าเหวย

แม้แต่ลู่ยาที่อำมหิตที่สุดก็ยังพยักหน้าเห็นด้วย

 

ใส่ความเห็น