[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 47 : ตัวข้ามักรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

47

ตัวข้ามักรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย

 

ฉู่หว่านหนิงได้รับบาดเจ็บ อีกสามคนก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง หลังจากวิ่งมาถึงทางเดินด้านนอกคลังเทพศัสตรา ฉู่หว่านหนิงจึงให้พวกเขาหยุดพักเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งไม่มีผู้ใดพูดอะไร บ้างยืน บ้างนั่ง ตรวจดูบาดแผลบนร่างกายตนเองและคนอื่นๆ พลางพักเอาแรง

มีเพียงเซวียเหมิง เขาเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่

โม่หรานเรียก “เซวียเหมิง…”

เซวียเหมิงไม่สนใจผู้ใด เขาเดินไปเบื้องหน้าฉู่หว่านหนิงอย่างแข็งทื่อ เงยหน้าขึ้นเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่า

“อาจารย์”

ฉู่หว่านหนิงมองเขา อยากยื่นมือไปลูบเส้นผมยุ่งเหยิงของเขา ทว่าสุดท้ายยังคงยั้งไว้

“เทพศัสตราที่ข้าเลือกก่อนหน้า เป็นของปลอมหรือ”

ฉู่หว่านหนิงไม่พูดอะไร

ขอบตาเซวียเหมิงแดงก่ำ ในดวงตาที่แยกขาวดำชัดเจนมีริ้วเส้นเลือดกระจายทั่วราวกับใยแมงมุม หากมิใช่เพราะความดึงดันและความเย่อหยิ่งที่ประคองเขาไว้ เกรงว่าคงหลั่งน้ำตาลงมาทันที

“ข้าจะไม่ได้อาวุธในสระอีกแล้วใช่หรือไม่”

สุดท้ายฉู่หว่านหนิงก็หลับตาลง ค่อยๆ ถอนหายใจเบาๆ

ทางเดินเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเย็นเยียบของฉู่หว่านหนิง

“…เด็กโง่”

คำว่า “เด็กโง่” ที่เจือความทอดถอนใจและจนปัญญา ทำให้สติเส้นสุดท้ายของเซวียเหมิงขาดผึง เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป พุ่งเข้าไปในอ้อมอกฉู่หว่านหนิง กอดเอวฉู่หว่านหนิงไว้พลางร้องไห้เสียงดัง

“อาจารย์…อาจารย์…”

พลาดเทพศัสตราที่สระจินเฉิง ก็เท่ากับพลาดคุณสมบัติของการไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของโลกบำเพ็ญเพียร นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้ดี พลังอาคมของมนุษย์มีขีดจำกัด หากไม่มีเทพศัสตราช่วยเหลือ ต่อให้ฝืนเพียงใดก็เป็นเพียงกายหยาบเท่านั้น

ประมุขน้อยในสำนักของโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงเหล่านั้น มากน้อยก็ล้วนมีเทพศัสตราที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แม้จะไม่สอดคล้องกับพลังวิญญาณในร่างตน แต่ก็มีพลังแข็งแกร่งที่มิอาจดูแคลน มีเพียงเซวียเหมิง เนื่องจากพี่น้องของเซวียเจิ้งยงก่อตั้งตระกูลด้วยมือเปล่า ไม่เคยได้อาวุธจากสระจินเฉิง

ด้วยเหตุนี้ ขณะเขาตัดสินใจใช้กระบี่บรรพชนยอมตายไปพร้อมกับไจซินหลิ่ว ก็เท่ากับเขาตัดสินใจละทิ้งความสูงส่งเหนือผู้คนและจิตใจฮึกเหิมในอดีตของตนลง

ฉู่หว่านหนิงไม่ถามอะไร ทั้งไม่เอ่ยอะไรมากความอีก เขาโอบกอดเซวียเหมิงที่เปล่งเสียงร้องไห้ไว้ในอ้อมอก พลางลูบศีรษะอีกฝ่าย เซวียเหมิงถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ไม่เคยได้รับความไม่เป็นธรรมใดๆ ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่จำความได้จึงไม่เคยร้องไห้มาก่อน มีแต่โอ้อวดบารมี ยโสโอหังทั้งวัน

ทว่าเวลานี้ น้ำตานองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขา แต่ละถ้อยแต่ละคำร้าวราน ราวกับเขาถูกลิขิตให้ไม่มีวันได้ครอบครองเทพศัสตรา ราวกับความฝันของวีรบุรุษที่เขาเคยคิดว่าคว้ามาได้ง่ายดายล้วนแหลกสลายไปหมดสิ้นแล้ว

“เซวียเหมิง” ฉู่หว่านหนิงกอดศิษย์ในอ้อมอก พลางปลอบใจเขา

เสื้อคลุมขาวและผมยาวดำขลับของฉู่หว่านหนิงพลิ้วสะบัดท่ามกลางคลื่นน้ำใต้ทะเลสาบ ชั่วขณะนั้นโม่หรานทันเห็นเพียงแพขนตาเรียวของเขาหลุบลง ปิดบังประกายตาอ่อนโยน จากนั้นคลื่นน้ำถาโถมแรงขึ้น ชายเสื้อกับผมยาวสะบัดยุ่งเหยิง ท่ามกลางความหม่นสลัว จึงเห็นใบหน้าด้านข้างของฉู่หว่านหนิงไม่ชัดอีก

ได้ยินเพียงเขากล่าวว่า “ไม่ร้องแล้ว เจ้ายอดเยี่ยมมากแล้ว”

น้ำเสียงไม่นับว่าอ่อนโยน แต่เมื่อออกจากปากฉู่หว่านหนิง ก็ถือเป็นถ้อยคำที่อ่อนโยนที่สุด

บนเส้นทางลับ คนทั้งสี่ต่างมีเรื่องราวในใจ ไม่มีผู้ใดพูดอะไรอีก

โม่หรานพิงผนังเย็นเยียบ มองฉู่หว่านหนิงกอดเซวียเหมิง พลางลูบหลังลูบไหล่อีกฝ่าย ในใจพลันไม่สบอารมณ์

การเดินทางสู่สระจินเฉิง

ขามา เสื้อผ้าอาภรณ์สะอาดตา อาชาพ่วงพี

ขากลับ โศกกำสรดเสมือนจงหย่ง [1]

เซวียเหมิงเป็นบุตรรักของสวรรค์มาตลอดสิบห้าปี

เปี่ยมสง่าราศรี ฮึกเหิมอาจหาญ

แต่แล้ววันหนึ่ง หอแดง [2] ก็พังทลาย

จากนี้ไป เขาต้องใช้ชีวิตอันยาวนานลืมเลือนความเหิมหาญทะนงตนสิบห้าปีนี้

ขณะหนีออกจากคลังเทพศัสตรา ทุกคนเห็นไจซินหลิ่วล้มลงในน้ำช้าๆ เหมือนยักษ์บรรพกาลอ่อนล้าสิ้นแรง เหมือนความตายของควาฟู่ [3] ทั้งยังเหมือนดวงตะวันดับสลาย เจียวหลงที่เหลืออยู่ในที่นั้นตกใจหนีกระเจิงรอบด้าน

คลังเทพศัสตราเมื่อหลายร้อยหมื่นปีก่อน พังภินท์ภายในชั่วข้ามคืน

ต้นไม้เทพล้มครืน ก่อเป็นกระแสน้ำบ้าคลั่งในสระจินเฉิง เบื้องหน้ากระแสน้ำวนขนาดยักษ์ เหล่าเจียวหลงต่างคืนร่างเดิมขนาดมหึมา เพื่อต้านทานเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำ ประกายเกล็ดระยิบระยับในทะเลสาบพลิกตลบ มังกรมัจฉาพุ่งกระโดด มนุษย์ธรรมดายากยืนหยัด

โม่หรานตะโกน “ไม่ได้ ออกไปไม่ได้!”

ระหว่างนั้นเอง หางกำยำมหึมาของเจียวหลงก็ฟาดลงมา โม่หรานหลบหลีกไปได้อย่างหวุดหวิด

ยามนี้ พลันปรากฏมังกรดำพุ่งเข้ามา ร่างของมันใหญ่โตกว่าเจียวหลงตัวอื่นๆ เกล็ดดำเมื่อมไหลเวียนด้วยประกายสีทอง

โม่หรานร้องด้วยความตกใจ “วั่งเย่ว์?!”

วั่งเย่ว์กู่คำรามยาว เดิมเขาเป็นมังกรใบ้ ยามนี้จู่ๆ กลับเอ่ยปากออกเสียงได้ ก้องกังวานดั่งระฆัง ตะโกนเสียงต่ำ “เกาะหลังข้าไว้ ไจซินหลิ่วล้มแล้ว สระจินเฉิงกำลังจะพินาศ เร็วเข้า! ข้าจะพาพวกท่านหนีออกไป!”

ไม่มีทางเลือกอื่นอีก พวกเขาเองก็ไม่มัวสนว่าวั่งเย่ว์เป็นศัตรูหรือสหาย พากันทำตามคำบอก วั่งเย่ว์นำทั้งสี่คนแหวกฝ่าคลื่นน้ำโหมกระหน่ำไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางหมื่นมังกรคะนองน้ำ

“เกาะให้แน่น!”

สิ้นคำ มังกรเฒ่าก็แยกน้ำพุ่งขึ้นสู่อากาศทันที พวกโม่หรานรู้สึกเพียงกระแสน้ำบ้าคลั่งปะทะใบหน้า ดุจหมื่นอาชาพันขุนพลห้อตะบึง เหยียบย่ำเลือดเนื้อกองกระดูก พวกเขาไม่อาจลืมตา ไม่อาจสูดอากาศหายใจ สองมือเกาะหลังมังกรแน่นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด เพื่อไม่ให้ถูกเหวี่ยงตกลงไปในทะเลสาบ

ในที่สุดเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็ขี่มังกรทะลุเมฆ ลอยอยู่เหนือสระจินเฉิงแล้ว บนยอดเขาซวี่อิ้ง ละอองน้ำที่พุ่งกระจายระเหยเป็นประกายแสงนับหมื่น โปรยปรายลงมาจากเกล็ดมังกรที่เหมือนคันฉ่องขนาดยักษ์ ชั่วขณะนั้นพยับหมอกมืดครึ้ม แปรสภาพเป็นสายรุ้ง วั่งเย่ว์แหงนหน้าร้องคำรามกึกก้อง แปดทิศาเปลี่ยนสี

โม่หรานได้ยินเสียงร้องอย่างตื่นเต้นของเซวียเหมิงดังมาจากด้านหลังท่ามกลางสายลมกระโชกแรง ถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย จึงลืมความกลัดกลุ้มเศร้าใจเพราะเรื่องอื่นไปชั่วขณะได้อย่างง่ายดาย

“สวรรค์! ข้ากำลังบิน! ขี่มังกรบิน!”

วั่งเย่ว์โฉบฉวัดเฉวียนเหนือยอดเขาซวี่อิ้งหลายรอบ ก่อนจะค่อยๆ หดร่างเล็กลง โน้มตัวร่อนลงช้าๆ เมื่อหยุดนิ่งลงที่ข้างสระจินเฉิง ร่างกายก็หดเล็กลงเหลือไม่ถึงครึ่งของก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ถึงขั้นทับต้นไม้ใบหญ้าโดยรอบ เขาขดตัวอยู่ที่เดิม รอให้พวกโม่หรานลงจากหลังเงียบๆ

ทุกคนหันไปมองสระจินเฉิง เห็นเพียงน้ำแข็งยะเยือกหมื่นจั้งละลาย คลื่นยักษ์ก่อตัว ซัดสาดเศษน้ำแข็ง ยามนี้แสงอรุณเจิดจ้า ฉายฉานเบื้องบูรพา ตะวันสาดส่อง ทอลำแสงบนสระจินเฉิง เกิดเป็นริ้วคลื่นระยิบระยับไปทั่ว

ซือเม่ยพลันเอ่ยด้วยความตกใจ “ดูเจียวหลงในสระนั่นสิ!”

เจียวหลงที่แหวกว่ายม้วนตลบตามฟองคลื่นถาโถมเหล่านั้น ค่อยๆ ไม่ไหวติง จากนั้นแต่ละตัวก็แหลกละเอียด แปรเป็นเถ้าถ่าน หมากสีดำเม็ดแล้วเม็ดเล่าลอยขึ้นมาจากทะเลสาบ รวมกันกลางอากาศ

โม่หรานพึมพำ “กลหมากเจินหลง…”

เจียวหลง สิ่งมีชีวิตต่างๆ ไปจนถึงไจซินหลิ่วในสระนี้ ล้วนถูกสะกดด้วยอาคมกลหมากเจินหลง เหตุการณ์ในสระแห่งนี้ล้วนเป็นการสร้างสถานการณ์ของใครบางคนที่หลบอยู่ในที่ลับ

จู่ๆ โม่หรานก็สั่นสะท้านขึ้นมา

เขาตระหนักได้ว่า โลกหลังเกิดใหม่ผิดปกติ มีเรื่องราวบางส่วนเกิดขึ้นล่วงหน้าโดยไร้สาเหตุ

ชาติก่อนขณะเขาอายุสิบหกปี ไม่มีผู้ใดสามารถสำแดงกลหมากเจินหลงถึงขั้นนี้ได้เด็ดขาด โกวเฉินตัวปลอมผู้นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่

เซวียเหมิงร้อง “วั่งเย่ว์!”

โม่หรานหันไป เห็นเพียงวั่งเย่ว์ทอดกายไม่ขยับเขยื้อน บนร่างเขากลับไม่มีหมากสีดำปรากฏ ทว่าเขาอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาหรี่ปรือ

“พวกท่าน…ทำได้ดี…ให้สระจินเฉิงของโกวเฉินซ่างเสิน…พินาศไปจะดีกว่า มิอาจ…มิอาจให้ตกอยู่ในมือทุรชนเด็ดขาด…”

สิ้นคำ ทั้งร่างเขาพลันเปล่งประกายสีทอง หลังจากประกายสลายไป เขาก็กลายเป็นร่างมนุษย์ที่มีเรือนร่างค่อนข้างเล็ก

“เป็นท่าน?!”

โม่หรานกับเซวียเหมิงร้องแทบจะพร้อมกัน

วั่งเย่ว์ที่อยู่เบื้องหน้าก็คือเจียวหลงชราผมขาวที่นำพวกเขาไปหาร่างวิญญาณที่คลังเทพศัสตรา วั่งเย่ว์เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาฉายแววละอาย

“ข้าเอง”

เซวียเหมิงเอ่ยด้วยความตกใจ “เหตุ…เหตุใดท่านต้องพาเราไปยังคลังเทพศัสตรา ท่านจะช่วยเราหรือทำร้ายเรากันแน่ หากทำร้ายเรา เหตุใดยังต้องพาเราส่งขึ้นฝั่ง หากช่วยเรา เกิดเราทำลายด่านเคราะห์ของไจซินหลิ่วไม่ได้ เช่นนั้นจะไม่…”

วั่งเย่ว์หลุบตา เสียงแหบพร่า “ขออภัย เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนั้นมีแต่ต้องทำเช่นนี้ การฝึกบำเพ็ญของโกวเฉินตัวปลอมยังไม่เพียงพอ ล้วนต้องอาศัยพลังวิญญาณของไจซินหลิ่วใช้อาคมต้องห้าม มีเพียงทำลายไจซินหลิ่ว อาคมของเขาจึงเสื่อม นอกจากข้าต้องพาพวกท่านไปลองดูแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่น”

ฉู่หว่านหนิงส่ายหน้า จากนั้นเดินเข้าไป วาดมือใช้คาถารักษาแผลให้เขา

วั่งเย่ว์ถอนหายใจยาว “ท่านนักพรตมีเมตตา แต่ไม่จำเป็นแล้ว ข้าก็เป็นเช่นสรรพสิ่งในสระ สิ้นสุดอายุขัยแล้ว เดิมเพียงอาศัยปราณวิญญาณของไจซินหลิ่วประคองชีวิต ในเมื่อเขาล้มแล้ว ข้าก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

ฉู่หว่านหนิง “…”

วั่งเย่ว์เอ่ยต่อ “เป็นตายมีลำดับมิอาจฝืน ได้เห็นฝันร้ายของสระจินเฉิงถูกทำลายก่อนตาย ข้าก็สมปรารถนาแล้ว เพียงแต่เหตุสุดวิสัยในสระส่งผลถึงพวกท่าน น่าละอายยิ่งนัก”

ฉู่หว่านหนิง “ไม่เป็นไร …ท่านคงทราบว่า คนที่สวมรอยเป็นโกวเฉินผู้นั้นคือใครกันแน่ และมีจุดประสงค์ใด”

วั่งเย่ว์ “ข้าไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่จุดประสงค์ของเขา คงเพื่อรับพลังของไจซินหลิ่วมาฝึกสามอาคมต้องห้าม”

ฉู่หว่านหนิงครุ่นคิดพลางเอ่ย “พลังวิญญาณที่อาคมต้องห้ามต้องการน่าทึ่งยิ่งนัก หากได้วิญญาณต้นไม้บรรพกาลช่วยเหลือ ก็ทุ่นแรงไปได้มากทีเดียว”

“ถูกต้อง คนผู้นั้นก็กล่าวเช่นนี้ เขาบอกว่าร่างวิญญาณบรรพกาลมีพลังมหาศาล ทว่าหายากยิ่ง ร่องรอยเพียงหนึ่งเดียวที่พบในตำราก็คือไจซินหลิ่ว

“ความจริงเขาเพิ่งปรากฏตัวเมื่อไม่นานก่อนหน้า ทว่านับตั้งแต่เขาควบคุมสระจินเฉิง ก็อาศัยพลังของไจซินหลิ่ว ฝึกสองอาคมต้องห้าม ‘เกิดใหม่’ และ ‘กลหมากเจินหลง’ ใต้ทะเลสาบมาตลอด”

วั่งเย่ว์ทอดถอนใจ แววตาว่างเปล่าซึมเซาอยู่บ้าง

โม่หรานใจกระตุกวูบ

ดังคาด…การเดินทางมาสระจินเฉิงต่างจากชาติก่อนโดยสิ้นเชิง เหตุสุดวิสัยเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นาน เกิดความผิดพลาดที่ใดกันแน่ จึงทำให้ทุกสิ่งพลิกผันไปจากวิถีเดิม

“ความสามารถของเขาไม่เพียงพอ ยังไม่อาจควบคุมสิ่งมีชีวิตได้ ดังนั้นจึงสังหารสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในทะเลสาบ ทดลองควบคุมสิ่งไร้ชีวิต ครั้งนี้เขาทำสำเร็จ ดังนั้นในเวลาสั้นๆ ไม่กี่สิบวัน เขาจึงสังหารสัตว์ภูตทั้งหมดในทะเลสาบมาทำเป็นหมาก เหลือไว้บางส่วนสำหรับการทดลอง ข้าคือหนึ่งในนั้น”

โม่หรานถาม “ฉะนั้นตอนที่ข้าขออาวุธ แล้วท่านขึ้นมาบนผิวน้ำ ตอนนั้นท่านถูกโกวเฉินตัวปลอมควบคุม?”

“มิใช่” วั่งเย่ว์หลับตาลงช้าๆ “เขาควบคุมผู้อื่นได้ ควบคุมปีศาจจิ้งจอกได้ ควบคุมไจซินหลิ่วได้ ทว่ามิอาจควบคุมข้า ข้าคือสัตว์ภูตที่โกวเฉินซ่างเสินเป็นผู้สยบขณะสร้างโลก หลายร้อยหมื่นปีก่อนตอนที่ข้ายินยอมให้ซ่างเสินควบคุม อาคมของเขาก็ผนึกลงบนเกล็ดย้อนของข้า นับจากนั้นเป็นตายล้วนซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นนาย”

“เช่นนั้นท่าน…”

“ไม่มีทางเลือก จำต้องเสแสร้ง” วั่งเย่ว์ถอนหายใจ “ผู้บุกรุกผู้นั้นแม้ไม่มีวิธีควบคุมข้า แต่ถึงอย่างไรผนึกอาคมของซ่างเสินผ่านกาลเวลามานับร้อยหมื่นปี ประสิทธิผลไม่เท่าเศษเสี้ยวของเมื่อแรกเริ่ม บางส่วนในร่างกายข้ายังคงได้รับผลกระทบจากโกวเฉินตัวปลอม…ตอนที่พวกท่านพบข้า ที่ข้าเป็นใบ้ก็เป็นเพราะเสียงของข้าถูกคนผู้นั้นควบคุม ไม่ฟังคำสั่งตนเองอีก มีเพียงอาคมของเขาเสื่อม ข้าจึงสามารถพูดได้อีกครั้ง”

โม่หรานถาม “โกวเฉินตัวปลอมผู้นั้นรู้หรือไม่ว่าท่านเสแสร้ง”

“ข้าคิดว่าเขาไม่รู้” วั่งเย่ว์มองโม่หราน “ตามแผนของเขา วันนี้ข้าจะชิงแก่นวิญญาณของท่านมาต่อชีวิตให้ไจซินหลิ่ว แต่เขาไม่คิดว่าข้าจะพาพวกท่านกลับไปยังคลังเทพศัสตราอีกครั้ง เพื่อทำลายต้นหลิ่วบรรพกาล เขาไม่ทันระวังข้า”

ฉู่หว่านหนิงพลันเอ่ย “ไม่แน่ว่าเขาจะไม่เคยระวังท่าน บางทีใจอาจคิด แต่ไร้กำลังกระทำ”

“ความหมายของท่านนักพรตคือ?”

ฉู่หว่านหนิง “ข้ายังคงรู้สึกว่าผู้ที่สวมรอยเป็นโกวเฉินซ่างกงผู้นี้แปลกประหลาดนัก”

[1] ตัวละครในบทประพันธ์ซางจงหย่ง (กำสรดของจงหย่ง) ของหวังอานสือ นักเขียนในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ฟางจงหย่งเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านกลอนกวีตั้งแต่เด็ก แต่บิดาไม่ให้เขาเล่าเรียน และใช้เขาเป็นเครื่องมือหาเงิน เมื่อจางจงหย่งเติบใหญ่จึงเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ เปรียบได้กับผู้มีพรสวรรค์ที่ขาดการสนับสนุน

[2] หมายถึง ตำหนักอันสวยหรู เปรียบเหมือนสิ่งที่เจิดจรัสงดงาม

[3] ในตำนานคือยักษ์ผู้วิ่งไล่ตามดวงอาทิตย์ ระหว่างทางกระหายน้ำอย่างรุนแรง จึงดื่มน้ำในแม่น้ำจนแห้งเหือดไปหลายแห่ง แต่ก็ยังไม่อาจดับกระหาย สุดท้ายมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ไกลโพ้นอีกแห่งหนึ่ง ทว่าไปไม่ทัน ล้มลงสิ้นใจตายก่อน ไม้เท้าในมือเขาตกลงพื้นกลายเป็นป่าท้อกว้างไกลนับพันหลี่ ต่อมาสำนวน “ควาฟู่ไล่ตามตะวัน” ถูกนำมาใช้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ในแง่บวกหมายถึงผู้มีปณิธานแรงกล้า ในแง่ลบคือผู้ที่ไม่รู้จักประมาณตน

ใส่ความเห็น