fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 191 : อาจารย์ ข้ากับเซวียเหมิง…

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

191

อาจารย์ ข้ากับเซวียเหมิง…

 

ในโลกนี้ คนที่สำคัญที่สุดสำหรับโม่หราน นอกจากฉู่หว่านหนิง ก็คือซือเม่ย

โม่หรานเคยคิดว่าตนรักซือเม่ย ภายหลังแม้จะพบว่าไม่ใช่ แต่ความรู้สึกที่ดีต่อเขาและให้ความสำคัญต่อเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แม้จะค่อยๆ รู้สึกว่าซือเม่ยแปลกหน้ากว่าเดิม รู้สึกว่าบุรุษร่างสูงเพรียว คิ้วตาทรงเสน่ห์ผู้นี้เหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่ง แม้ว่าเกี๊ยวน้ำมันพริกในตอนแรกเป็นเพียงสิ่งที่ซือเม่ยรับคำสั่งมาส่งแทนฉู่หว่านหนิง แต่ไม่ว่าอย่างไร ซือหมิงจิ้งก็คือซือหมิงจิ้งในตอนแรกผู้นั้น

เป็นสหายที่คอยส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา ยื่นมือออกมาให้เขาท่ามกลางความมืดมนและผิดหวัง

เป็นศิษย์พี่ที่คอยเคียงข้างเขา คอยปลอบใจเขายามที่เขารู้สึกเดียวดาย และไม่ยอมประนีประนอม

เขานึกขึ้นได้ว่าซือเม่ยเองก็กำพร้าบิดามารดา ไม่มีญาติพี่น้องแม้แต่คนเดียวบนโลกนี้ มิหนำซ้ำเซวียเหมิงยังเย่อหยิ่งลำพอง แม้จะมีความสัมพันธ์อันดีกับซือเม่ย แต่หลายปีที่ผ่านมา ซือเม่ยไม่เคยเรียกชื่อเซวียเหมิงตรงๆ แต่เรียกเขาว่าประมุขน้อยด้วยความเคารพนอบน้อมเสมอ

คำว่า “สหาย” ที่เรียกขานกันได้อย่างแท้จริง สำหรับซือเม่ยแล้ว ก็มีเพียงตัวเขา

สุดท้ายตนก็ทำร้ายจิตใจซือเม่ยเข้าจนได้

เซวียเหมิงซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่ สองมือกอดอกมองดูอยู่นาน เห็นโม่หรานยังนิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่ขยับเขยื้อน มือเล่นหวีเงิน คล้ายมีเรื่องในใจ

รออยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัว เซวียเหมิงเริ่มรู้สึกว่าตนเองเหมือนคนปัญญาอ่อน…

ข้าคิดอะไรของข้ากันแน่ เหตุใดจึงคิดว่าอาจารย์กับโม่หรานมีความสัมพันธ์อะไรกัน สมองพังไปแล้วหรือ…เขายิ่งยืนก็ยิ่งกระดาก ยิ่งต่อสู้กับความคิดในใจตนก็ยิ่งรู้สึกว่าตนประหลาด ยืนอยู่จนสุดท้ายเตรียมจะหันกายผละจากไป แต่ด้วยความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ทั้งสองจึงทำพลาดแบบเดียวกัน

พอคลายใจลงก็ไม่ทันระวังฝีเท้า

โม่หรานผุดลุกขึ้น น้ำเสียงเคร่งขรึมดุดันดังผ่านม่านผ้าโปร่ง “ผู้ใด”

“…”

ใต้แสงจันทร์ เซวียเหมิงก้าวออกมาอย่างอิดออดและกระอักกระอ่วน สายตาหลบเลี่ยง กระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง

โม่หรานชะงัก “เจ้ามาทำอะไร”

“ปล่อยขุนนางวางเพลิง แต่ไม่ให้ชาวบ้านจุดตะเกียง [1] ” เซวียเหมิงไม่กล้าสบตาโม่หราน สายตาลอกแลก พูดจาฉะฉาน แต่ใบหน้ากลับแดงเถือก “ข้าก็แค่อยากมาดูอาจารย์สักหน่อย”

โม่หรานเริ่มสะกิดใจ พอจะเข้าใจความเป็นไปได้ที่เซวียเหมิงแอบตามตนมาได้รางๆ สีหน้าพลันแข็งค้าง แต่ไม่นานก็ปรับมาเป็นปกติ ขณะที่เซวียเหมิงยังไม่ทันสังเกต ก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิมแล้ว

“ในเมื่อมาแล้ว ก็นั่งสักครู่เถอะ”

เซวียเหมิงไม่ปฏิเสธ เดินเข้ามาในศาลาไผ่

โม่หรานถามเขา “ดื่มชาหรือว่าสุรา”

“ชา” เซวียเหมิงกล่าว “ดื่มสุราจะเมา”

บนโต๊ะมีทั้งสุราและชา โม่หรานจุดเตาดินเผาเล็กๆ เปลวไฟสว่างขึ้นในความมืด ส่องเค้าโครงใบหน้าเขาชัดเจน เขาต้มชาแปดสมบัติบนเตา สองพี่น้อง คนหนึ่งนั่งบนม้านั่งยาวของศาลาไผ่ คนหนึ่งพิงเสาศาลา รอชาเดือด

เซวียเหมิงถาม “เหตุใดเจ้ามาเร็วนัก เดิมควรเป็นซือเม่ยเฝ้าเวรอีกครึ่งคืน”

“ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็มาแล้ว” โม่หรานยิ้ม “เจ้าเองก็เหมือนกันมิใช่หรือ”

เซวียเหมิงคิด ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น

โม่หรานคงเหมือนกับเขา เพียงแค่เป็นห่วงอาจารย์เท่านั้น ถึงอย่างไรนับตั้งแต่เกิดศึกรอยฟ้าแยก โม่หรานก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เวลานี้ผ่านมาหลายปีแล้ว โม่หรานต่างจากเด็กหนุ่มที่เคยคิดเล็กคิดน้อยผู้นั้นมากแล้ว ศิษย์ที่ฉู่หว่านหนิงใช้ชีวิตช่วยมา ในที่สุดก็โตเป็นบุรุษที่เปิดเผยเที่ยงตรงผู้หนึ่ง

เซวียเหมิงหลุบตาลง เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา

โม่หราน “มีอะไร”

“เปล่า นึกถึงตอนอาจารย์เก็บตัวครั้งก่อน” เซวียเหมิงกล่าว “ตอนนั้นเจ้ายังโกรธอาจารย์อยู่สิบวันเต็มๆ เจ้ามาดูเขาเพียงแวบเดียว บอกว่าตนมีความสามารถไม่พอ เกรงจะปรนนิบัติอาจารย์ไม่ได้ แล้วก็หนีไปจัดตำรากับท่านพ่อที่หอตำรา ตอนนั้นข้ายังนึกเคืองเจ้า ไม่คิดว่าผ่านไปเจ็ดปี เจ้าจะกลายเป็นเช่นนี้ได้”

โม่หรานเงียบไปสักพัก จากนั้นก็เอ่ย “คนเราล้วนต้องเปลี่ยนแปลง”

เซวียเหมิงถาม “หากให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ให้เจ้าย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน เจ้าจะยังหนีหรือไม่”

“เจ้าว่าอย่างไรเล่า”

เซวียเหมิงคิดอย่างจริงจัง จากนั้นกล่าว “เกรงว่าคงอยากอยู่ข้างกายอาจารย์สิบวันสิบคืน”

โม่หรานหลุบตายิ้ม

“หึ เจ้ายิ้มอะไร” เซวียเหมิงขยับเปลี่ยนท่า พาดขาข้างหนึ่งบนม้านั่งยาวของศาลาไผ่ เท้าข้อศอกสบายๆ แหงนศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย ปรายตามองญาติผู้พี่ของตน “บัดนี้เราต่างก็มีความคิดต่ออาจารย์เหมือนกัน ข้าคิดเช่นไร เจ้าคงเดาได้ไม่มากก็น้อย”

โม่หรานหลุบตา “อืม”

เซวียเหมิงเหลือบมองกระดิ่งลมที่มุมศาลา “เยี่ยมจริงๆ ตอนที่อาจารย์ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต ข้าโกรธแค้นที่อาจารย์ใช้ชีวิตตนแลกเปลี่ยนกับชีวิตเจ้า เวลานี้ดูแล้ว คนอย่างเจ้าก็ใช่ว่าจะไร้จิตสำนึก”

โม่หรานไม่รู้ควรพูดอะไรดี จึงตอบเพียง “อืม”

กระดิ่งลมดังกรุ๋งกริ๋งท่ามกลางสายลม

เงียบไปนาน เซวียเหมิงหันมา แววตาวาววับ หว่างคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย พลันถามขึ้นมาว่า “แค็ก คือว่า…ความจริงมีเรื่องหนึ่ง ข้าอยากถามเจ้า”

“เจ้าว่ามา”

“เจ้าบอกข้าตามจริง ที่เขาด้านหลังวันนั้น พวกเจ้า…”

ความจริงโม่หรานรู้ว่าเซวียเหมิงอยากถามเรื่องนี้มาตลอด

อ้อมค้อมอยู่นาน สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้น เขารอให้เซวียเหมิงเอ่ยต่อ

แต่เซวียเหมิงอึกอักอยู่นาน สีหน้าขาวแล้วก็แดง แดงแล้วก็ขาว สุดท้ายก็ยังเอ่ยประโยคนั้นไม่ออก เพียงมองโม่หรานนิ่งๆ เอ่ยว่า “พวกเจ้า…กำลังหาปีศาจเหนียนเกาดอกกุ้ยจริงๆ หรือ”

น้ำเดือดแล้ว ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาท่ามกลางความมืดหนาวเหน็บ ก่อนจะสลายตัวไป

สายตาของทั้งคู่สบประสานกัน สองตาของเซวียเหมิงเปี่ยมไปด้วยความร้อนรน ลุกวาบด้วยเปลวไฟร้อนแรง ขณะที่นัยน์ตาดำสนิทของโม่หรานนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น ราวกับบ่อน้ำโบราณ ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง

“ดื่มชาได้แล้ว”

เซวียเหมิงพลันคว้าแขนเขา จ้องเขาเขม็ง “พวกเจ้ากำลังหาปีศาจเหนียนเกาดอกกุ้ยจริงหรือ”

“…”

โม่หรานชะงัก สลัดมือเขาออก เอื้อมไปหยิบกาเหล็กสีดำ รินชาให้คนละถ้วย

จากนั้นเขาก็เหลือบตาขึ้น “หากไม่ได้กำลังหาปีศาจเหนียนเกาดอกกุ้ย จะให้เราหาอะไรเล่า”

“เจ้า…”

“อาจารย์ไม่มีทางหลอกเจ้า เจ้าไม่เชื่อข้า ก็ต้องเชื่ออาจารย์”

เซวียเหมิงคล้ายงูพิษตัวน้อยที่ถูกคว้าจุดเจ็ดชุ่น มือที่วางบนตักกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก้มหน้าเอ่ยทันที “มิใช่ข้าไม่เชื่ออาจารย์”

“เช่นนั้นก็ดื่มชาเถอะ” โม่หรานถอนหายใจ “วันๆ เอาแต่คิดอะไรของเจ้า มีแต่เรื่องเหลวไหลทั้งเพ” เขาก้มหน้า เป่าไอร้อนที่ลอยกรุ่น ท่ามกลางไอน้ำอบอวล ใบหน้าของเขาหล่อเหลายิ่งนัก แต่ก็เลือนรางไม่ชัดเจน ดั่งบุปผาในคันฉ่องจันทรากลางวารี

ชาแปดสมบัติร้อนกรุ่น รสออกเค็มปะแล่ม เซวียเหมิงค่อยๆ จิบสองสามอึก รู้สึกว่าความร้อนที่แผ่ซ่านนั้นทำให้หัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ สงบลง เขาดื่มชาจนหมด ในถ้วยยังเหลือความร้อนอยู่ ไอร้อนลอยอ้อยอิ่ง

เซวียเหมิงก้มหน้า พลันชะงักไป คล้ายกำลังเอ่ยกับโม่หราน ทั้งคล้ายพึมพำกับตนเอง “ข้าใส่ใจอาจารย์มากเกินไปจริงๆ จึงได้คิดมากเช่นนั้น แค่ลมพัดหญ้าไหว ข้าก็…”

“ข้ารู้” โม่หรานเอ่ย “ข้าเองก็เช่นกัน”

เซวียเหมิงหันมามองเขา

โม่หรานพิงเสาศาลา ชาในถ้วยยังไม่หมด เขาจิบอีกอึกหนึ่ง จากนั้นเอ่ย “เมื่อครู่ยังเข้าใจซือเม่ยผิดเพราะเรื่องนี้ อย่างน้อยเจ้าก็ดีกว่าข้าอยู่บ้าง ไม่ถึงขั้นวู่วามเช่นนั้น”

เซวียเหมิงประหลาดใจ “มิน่าเห็นเขาพูดกับเจ้าไม่กี่คำก็ไปแล้ว เจ้าเข้าใจอะไรเขาผิด”

“…ไม่พูดถึงจะดีกว่า” โม่หรานยิ้มขื่น “ข้าคิดฟุ้งซ่านยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก”

เซวียเหมิงย่นจมูก “เขาเป็นคนน่าสงสาร ท่ามกลางความอดอยากแร้นแค้น ผู้คนแลกบุตรกันกิน หากไม่ได้ท่านพ่อช่วยกลับมา เขาคงกลายเป็นเนื้อในหม้อชาวบ้านที่หิวโหยแล้ว…ซือเม่ยดีต่อเจ้ามากมาตลอด เจ้าอย่ารังแกเขา”

“อืม ข้ารู้ ก่อนหน้าเป็นเพราะวู่วามชั่วขณะ ต่อไปไม่ทำแล้ว”

สองคนเฝ้าฉู่หว่านหนิงอยู่ในศาลา พูดคุยกันคนละคำสองคำ

ความรู้สึกนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ภายใต้แสงจันทร์ โม่หรานมองใบหน้าหล่อเหลาและค่อนข้างเย่อหยิ่งโดยธรรมชาติของเซวียเหมิง คนผู้นี้เองที่ชาติก่อนแทงอกเขาทะลุ ต่อมาทุกครั้งที่พบหน้าล้วนมีแต่เลือดและน้ำตาไหลนอง

คิดไม่ถึงว่าทั้งสองจะยังพูดคุยกันได้อย่างสงบเยือกเย็น ชงชาต้มสุราอยู่ริมสระบัวใต้แสงจันทร์เช่นนี้

ใช่แล้ว ต้มสุรา

หลังจากดื่มชาเสร็จ เซวียเหมิงก็ไม่คิดจากไป

โม่หรานจึงต้มสุรา ร่ำสุรากันหลายจอก อยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกัน ขอเพียงไม่เมา ย่อมไม่มีอะไรร้ายแรง

แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความสามารถในการดื่มสุราของเซวียเหมิงสูงเกินไป

พวกเขาศิษย์อาจารย์ทั้งสี่ คนที่ดื่มพันจอกไม่เมามายคือฉู่หว่านหนิง ส่วนตนนับว่าพอใช้ได้ ความสามารถในการดื่มสุราของซือเม่ยย่ำแย่ยิ่งนัก แต่ผู้ที่เกินเยียวยาที่สุดคือเซวียเหมิง

สุราขาวดอกสาลี่สองจอกถ้วน คนผู้นี้ก็วิงเวียนศีรษะ พูดจาอ้อแอ้แล้ว

โม่หรานกังวลว่าจะเกิดเรื่อง รีบเก็บสุราทั้งหมด ไม่ให้เขาดื่มอีก

แม้เซวียเหมิงจะสติเลอะเลือน แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่รู้ตัวโดยสิ้นเชิง สติยังพอจะแจ่มชัดอยู่บ้าง ใบหน้าแดงก่ำ ยิ้มเอ่ยว่า “เก็บไปก็ดี ข้า…ข้ามิอาจดื่มอีกแล้ว”

“อืม” โม่หรานกล่าว “เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เดินเองไหวหรือไม่ หากไม่ไหวข้าจะถ่ายทอดเสียงให้ท่านลุงมา”

“อ้อๆ ไม่ต้องให้เขามา ไม่ต้องให้เขามา” เซวียเหมิงยิ้มตาหยีพลางโบกมือ “ข้าเดินกลับเองได้ ยังจำทางได้”

โม่หรานไม่วางใจ ยื่นนิ้วหนึ่งนิ้วไปตรงหน้าเขา “นี่คือเท่าใด”

“หนึ่ง”

โม่หรานชี้ไปที่ฉู่หว่านหนิง “นี่คือใคร”

เซวียเหมิงยิ้ม “พี่ชายเทพเซียน”

“…พูดดีๆ”

“ฮ่าๆ อาจารย์อย่างไรเล่า ข้าจำได้” เซวียเหมิงยิ้มพลางกอดเสา

โม่หรานนิ่วหน้า ลอบด่าในใจ เหตุใดความสามารถในการดื่มสุราของเซวียเหมิงถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินลงไปทุกปี ยังคงไม่วางใจ ชี้ตัวเองพลางถามเขา “แล้วข้าเล่า เจ้าดูให้ชัด อย่าทำเป็นเล่น ข้าคือใคร”

เซวียเหมิงใจลอยอยู่สักพัก

ชั่วขณะนั้น กาลเวลาราวกับซ้อนทับกับภาพความทรงจำเก่า คืนฉลองส่งท้ายปีที่โรงยายเมิ่งปีนั้น เซวียเหมิงก็เมามายเช่นกัน เขาจำใบหน้าของซือเม่ยได้ บอกว่าฉู่หว่านหนิงคือพี่ชายเทพเซียน จากนั้นมองโม่หราน หัวเราะฮ่าๆ บอกว่าโม่หรานคือสุนัข

โม่หรานมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตั้งท่าว่าถ้าเซวียเหมิงยังตอบว่าสุนัขอีก เขาจะแอบอัดเซวียเหมิงสักที จากนั้นค่อยเรียกเซวียเจิ้งยงมาพาเจ้าขี้เมาน้อยนี่กลับไป

แต่เซวียเหมิงมองเขาอย่างเลื่อนลอยครู่หนึ่ง ทำสีหน้าประหลาดบอกไม่ถูก สุดท้ายริมฝีปากก็อ้าออก ห่อปากกลมเล็กน้อย คล้ายเตรียมจะออกเสียงว่า “สุนัข” [2]

โม่หรานเตรียมจะยื่นมือไปปิดปากเขา

“พี่ชาย [3] …”

มือที่ยังไม่ได้ยกขึ้นแข็งค้าง เซวียเหมิงมองเขาด้วยสายตาพร่าเลือน ค่อยๆ เรียกเสียงแผ่ว “พี่ชาย”

โม่หรานตกตะลึงราวกับถูกผึ้งต่อย ความรู้สึกเจ็บแปลบกลายเป็นความปวดร้าว ความปวดร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกชาเพราะพิษร้าย เขารู้สึกจุกในลำคอ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้แต่จ้องใบหน้าเซวียเหมิงอย่างอึ้งงัน ใบหน้าอ่อนเยาว์ หยิ่งทะนง และห้าวหาญนั้น

บนใบหน้านี้ โม่หรานเคยเห็นความเคียดแค้น ความเดือดดาล และความเหยียดหยามมาจนชินชาแล้ว

ทว่ากลับไม่เคยเห็นสีหน้าในชั่วขณะนี้ของเขามาก่อน

เซวียเหมิงลูบดาบประจำกายหลงเฉิงตรงข้างเอวตน นั่นคือดาบที่ฝังศิลาวิญญาณชั้นยอดที่โม่หรานฆ่าฟันปีศาจโดยไม่คำนึงถึงอันตรายเพื่อให้ได้มา และส่งมาให้เขา

หากไม่มีดาบเล่มนี้ เขาอาจไม่สามารถชิงอันดับหนึ่งของงานชุมนุมเขาหลิงซานมาก็ได้ หากไม่มีดาบเล่มนี้ เขาอาจเป็นเพียงผู้ฝึกบำเพ็ญที่ไร้ชื่อเสียง แบกรับความรันทดเหมือนจงหย่ง

ยามที่เขามีสติแจ่มชัด เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะความหยิ่งในศักดิ์ศรีและหน้าตาตนเอง เขาจึงไม่เคยเอ่ยขอบคุณโม่หรานดีๆ เลยสักครั้ง แต่ความจริงเขาไม่เคยสบายใจเลย…ทุกวันขณะเช็ดหลงเฉิง ความรู้สึกก็เคล้าระคนปนเป

โดยเฉพาะหลังกลับมาจากสำนักหรูเฟิง พอรู้ว่าโม่หรานช่วยตนจากเงื้อมมือสวีซวงหลิน เซวียเหมิงก็ยิ่งทุกข์ทรมานใจ หลังจากฟื้นขึ้นมา ได้ยินว่ายังไม่ได้เบาะแสโม่หรานกับฉู่หว่านหนิง เขาก็ร้องไห้เสียงหลงด้วยความเจ็บปวด ทุกคนต่างคิดว่าเขาเพียงแค่ร้องไห้ให้อาจารย์ของตนเอง มีเพียงตัวเซวียเหมิงเท่านั้นที่รู้แก่ใจว่า คืนนั้นทั้งคืนเขานอนกอดดาบหลงเฉิงอยู่บนเตียง สายตามองไปในความมืด เอ่ยเสียงแหบพร่า

“พี่ชาย ขอโทษ”

เจ้าอยู่ที่ใด…เจ้ากับอาจารย์…ยังปลอดภัยดีหรือไม่…

โม่หรานพูดไม่ออก จะขยับก็ขยับไม่ได้ ทั้งร่างราวกับถูกตรึงไปแล้ว ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่เช่นนั้น

เรื่องราวทั้งหลายในวันวานราวกับสายน้ำ ไหลเชี่ยวกรากผ่านไปเบื้องหน้าสายตา…

เขานึกถึงยอดเขาสื่อเซิงเมื่อชาติก่อน เซวียเหมิงขึ้นเขามาเพียงลำพัง ยืนอยู่ในตำหนักอูซานอันวังเวง ถามหาฉู่หว่านหนิงจากเขาด้วยขอบตาแดงก่ำ

เซวียเหมิงเอ่ย “โม่เวยอวี่ เจ้าหันมาดูสักหน่อย…”

เขานึกถึงช่วงเวลาหลังจากตนเป็นท่าเซียนตี้จวินแล้ว เซวียเหมิงกับเหมยหานเสวี่ยดักซุ่มลอบสังหารเขา เหมยหานเสวี่ยเข้าขวางทางเขากลางวันแสกๆ เซวียเหมิงแผดร้องด้วยโทสะ ใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัว ดาบโค้งแทงทะลุอกเขา โลหิตสาดกระเซ็น

เซวียเหมิงกล่าว “โม่เวยอวี่ ผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้ บนโลกนี้ไม่มีที่ให้คนเช่นเจ้า!”

เขานึกถึงความอาฆาตแค้น ความเดือดดาล ความดุเดือดเลือดพล่านของทุกเรื่องราว

เขานึกถึงวันที่ฉู่หว่านหนิงตายในชาตินี้ เซวียเหมิงพุ่งเข้ามากดเขากับกำแพง เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน ร้องคำรามราวกับสัตว์ร้ายที่ติดกับ “เจ้าพูดได้อย่างไรว่าอาจารย์ไม่ช่วยเจ้า! เจ้าพูดออกมาได้อย่างไรว่าเขาไม่ช่วยเจ้า!”

จู่ๆ ความคิดก็ผุดขึ้นมาราวกับแสงสว่างที่วูบผ่านเบื้องหน้า

อาจเป็นเพราะยืนทื่ออยู่นานเกินไป นานจนทำให้เขานึกถึงความทรงจำอันเลือนรางที่สุดเมื่อนานมากแล้ว…

โม่หรานคล้ายเห็นเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งผอมกะหร่อง สั่นเทิ้มด้วยความตื่นกลัว ราวกับสุนัขจรจัดที่ถูกเฆี่ยนตีเป็นประจำจนเคยชิน นั่งคุดคู้อย่างกระวนกระวายอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเล็กในห้องพักศิษย์ มือน้อยกำแน่น นั่งกอดเข่านิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน นั่นคือตัวเขาเอง

ยังมีเด็กหนุ่มอีกคน ใบหน้าขาวดุจหิมะ ดูเย่อหยิ่งน่ารัก ราวกับไก่ฟ้าตัวน้อยที่อวดปีกหางสีสวยสดแยงตา เขากำลังยืนอยู่ ข้างเอวเหน็บดาบโค้งสวยงามเล่มหนึ่ง เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ นัยน์ตาดำสนิทจ้องโม่หรานเขม็ง

“แม่ข้าให้ข้ามาดูเจ้า” เซวียเหมิงในวัยเยาว์เอ่ย “ได้ยินว่าเจ้าเป็นญาติผู้พี่ของข้า? …หน้าตาขี้ริ้วจริงๆ”

โม่หรานก้มหน้านิ่ง ไม่คุ้นเคยกับการถูกคนจ้องอย่างสังเกตสังกา

เซวียเหมิงถาม “นี่ เจ้าชื่ออะไร โม่…โม่…อะไรนะ บอกข้าหน่อย ข้าจำไม่ได้แล้ว”

“…”

“ข้าถามเจ้าอยู่นะ ไยจึงไม่พูด”

“…”

“เป็นใบ้หรือ!”

หลังจากถามไปสามรอบก็ไม่ได้คำตอบ เซวียเหมิงในวัยเยาว์จึงโกรธจนหัวเราะออกมา “ใครๆ ก็บอกว่าเจ้าเป็นญาติผู้พี่ของข้า ดูเจ้าสิ เหลาะแหละไร้หัวคิด ผอมแห้งแรงน้อย แค่ลมพัดก็ปลิวแล้ว ข้าไหนเลยจะมีพี่ชายน่าขายหน้าเช่นนี้ น่าขันจริงๆ”

โม่หรานยิ่งก้มหน้า ไม่สนใจเขายิ่งกว่าเดิม

เงียบอยู่เช่นนี้ จู่ๆ เบื้องหน้าพลันมีสีแดงวาบพุ่งเข้ามา คนที่ยื่นของสีแดงสดมาให้ช่างหยาบคายเหลือเกิน ของนั้นแทบจะทิ่มปลายจมูกเขาอยู่แล้ว โม่หรานอึ้งงันไป สักพักจึงพบว่านั่นคือถังหูหลุ [4] ไม้หนึ่ง

“ให้เจ้า”

เซวียเหมิงกล่าว

“ถึงอย่างไรข้าก็กินไม่ไหวแล้ว”

เซวียเหมิงถือกล่องขนมมาด้วย โยนไว้บนโต๊ะอย่างส่งๆ ท่าทางเหมือนให้ทาน แต่โม่หรานมองอย่างตกตะลึง รู้สึกว่าเขามือเติบยิ่งนัก ใจกว้างยิ่งนัก ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครยินยอมให้สิ่งของมากมายเช่นนี้แก่ตน ต่อให้ตนคุกเข่าอ้อนวอนก็ไม่เคยได้รับ

“ข้า…นี่…”

“อะไร” เซวียเหมิงนิ่วหน้า “ข้านี่ ข้านี่ อะไร เจ้าจะพูดอะไร”

“ไม้นี้ ให้ข้ากินได้ทั้งหมดหรือ”

“หา?”

“ความจริงลูกเดียวก็พอแล้ว…เจ้ากินไม่ลง ข้าค่อย…”

“เจ้านี่มันบ้ารึเปล่า เป็นสุนัขหรือ ถึงจะกินสิ่งของที่คนอื่นเหลือทิ้ง?” เซวียเหมิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “ย่อมต้องเป็นของเจ้าทั้งหมด! ทั้งไม้นี้ ทั้งกล่องนี้ เป็นของเจ้าหมดเลย!”

กล่องขนมสีดำงามประณีต ด้านบนวาดรูปกระเรียนเซียนและเมฆมงคลด้วยผงทอง หรูหราชนิดที่โม่หรานไม่เคยเห็นมาก่อน

เขาไม่กล้ายื่นมือออกไป ดวงตาดำขลับเอาแต่จ้องเป๋งไปที่กล่องนั้น จ้องจนเซวียเหมิงชักจะขนลุก จึงยื่นมือไปเปิดกล่องขนมแทนเขา กลิ่นนม กลิ่นผลไม้ และกลิ่นถั่วแดงกวนหอมฟุ้งปะปนกันเป็นกลิ่นเดียว ขนมเรียงรายสามแนวตั้งสามแนวนอน รวมทั้งหมดเก้าช่อง บ้างเป็นขนมอบสีเหลืองทองเปลือกบางกรอบ บ้างขาวนุ่มละมุนลิ้น ทั้งยังมีแบบที่เปลือกนอกสุกใสแวววาว เพียงเป่าก็ขาดทะลุได้ เห็นไส้ถั่วแดงกวนนุ่มนวลข้างในได้รางๆ

เซวียเหมิงในวัยเยาว์ไม่แม้แต่จะเหลือบแล ผลักขนมทั้งกล่องนี้ไปตรงหน้าเขา เอ่ยอย่างหงุดหงิด “รีบกินเข้าสิ หากไม่พอ ที่ข้ายังมี ข้ากินไม่หมด แบ่งให้เจ้าได้พอดี”

ท่าทีของคุณชายน้อยผู้นี้เลวร้ายยิ่งนัก น้ำเสียงก็ไม่น่าฟังเลยสักนิด ทั้งดวงตาที่แยกดำขาวชัดเจนยังกลอกตาขาวใส่ รูจมูกเชิดชี้ฟ้าดูถูกผู้คน

แต่ขนมและผลไม้เคลือบน้ำตาลที่ยื่นให้เขาช่างหอมหวานนุ่มละมุนยิ่งนัก

รสชาติหวานละมุนอันห่างไกลเหล่านั้นราวกับผ่านความขมฝาดและคาวเลือดของสองชาติภพ กลับมาสู่ปลายลิ้นอีกครั้ง โม่หรานมองใบหน้าเมามายของเซวียเหมิงภายใต้แสงจันทร์ เซวียเหมิงเองก็ปรือตามองเขา ผ่านไปสักพัก เซวียเหมิงก็ยิ้มออกมา เพราะฤทธิ์สุราพาไป ไม่รู้ว่ายิ้มอะไรอยู่

เขาคลายมือจากเสาที่กอดอยู่ คล้ายอยากเข้าไปตบไหล่โม่หราน แต่ฝีเท้าไม่มั่นคง จึงโซเซล้มลงไปในอ้อมอกโม่หราน

“อื้อ…พี่ชาย…”

โม่หรานตะลึงงัน ค่อยๆ หลุบตาลง ตบหลังเซวียเหมิงเบาๆ ลมราตรีพัดโชยมา ปอยผมตกลงมาปรกใบหน้าหล่อเหลาครึ่งซีก ไม่มีผู้ใดรู้ว่าโม่หรานมีสีหน้าอย่างไร ผ่านไปพักใหญ่ เซวียเหมิงที่คอไม่แข็งก็พิงอยู่ในอ้อมอกเขาคอพับหลับสนิท ยามนี้โม่หรานจึงเอ่ยเสียงแหบ…

“เซวียเหมิง ขอโทษ ข้าไม่คู่ควรเป็นพี่ชายเจ้า…”

 

[1] หมายถึง ตนเองใช้อภิสิทธิ์หรืออำนาจทำได้ แต่ไม่ให้คนอื่นทำ หรือใช้อำนาจในทางมิชอบ

[2] ในภาษาจีน เรียกสุนัขว่า “โก่ว” เวลาออกเสียงต้องห่อปากกลม

[3] ในภาษาจีน ออกเสียงว่า “เกอ” ฐานเสียงเดียวกันกับ “โก่ว”

[4] ผลไม้เสียบไม้เคลือบน้ำตาล เรียกว่า “ถังหูหลุ” หรือ “ถังหูลู่” แปลว่า น้ำเต้าเคลือบน้ำตาล ในสมัยโบราณใช้ผลซานจาสองลูก ลูกหนึ่งใหญ่ ลูกหนึ่งเล็ก นำมาเสียบไม้ ทำให้ดูเหมือนกับน้ำเต้า แล้วนำไปเคลือบน้ำตาล จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว

2 thoughts on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 191 : อาจารย์ ข้ากับเซวียเหมิง…

  1. Chayada Comprasert says:

    เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ ระหว่างรอ ก็อ่านซ้ำเล่ม 1 ถึง 5 ตอนได้เล่ม 5 มา อ่านทีเดียวยาวจบเล่มเลย ไม่หลับไม่นอน หลงรักศิษย์และอาจารย์ทั้ง 4 คนนี้ เคยรู้มาว่า ซือเม่ย เกี่ยวกับเบาะคนงามกระดูกผีเสื้อ รออ่านความจริงจากหนังสือค่ะ ใจจริงอยากให้ออก ครบ 10 เล่มเลยทีเดียว ทุ่มสุดตัวค่ะ 55 รอ box set ด้วยนะคะ

ใส่ความเห็น