fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 192 : อาจารย์ให้ชีวิตข้า

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

192

อาจารย์ให้ชีวิตข้า

 

วันเก็บตัวของฉู่หว่านหนิงสิ้นสุดลง ยอดเขาสื่อเซิงมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน

ก๊อกๆๆ

เช้าตรู่ ประตูของศาลาหงเหลียนถูกเคาะอย่างเร่งร้อน

โม่หรานกำลังปรนนิบัติฉู่หว่านหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้า การฝึกบำเพ็ญของคนผู้นี้เพิ่งสิ้นสุด หลังจากเข้าฌานทำจิตให้ว่างอยู่สิบวันเต็ม เวลานี้จึงยังสับสนมึนงงอยู่บ้าง ได้ยินเสียงเคาะประตู จึงเอ่ยเสียงค่อนข้างเย็นชา “เชิญเข้ามา”

โม่หราน “พรืด”

“…เจ้าหัวเราะอะไร”

“อาจารย์กางข่ายอาคมที่ประตู นอกจากข้ากับพวกเซวียเหมิง ผู้ใดจะเข้ามาได้”

ฉู่หว่านหนิงจึงนึกขึ้นได้ ยกมือสลายข่ายอาคม ด้านนอกมีศิษย์มาส่งข่าวอย่างรีบร้อน ทั่วร่างคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ท่าทางเหมือนแมลงวันไร้หัว [1] “ผู้อาวุโสอวี้เหิง แย่แล้ว ที่ประตูตำหนักตานซินมีปีศาจ!”

คนทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่ง รุดไปยังตำหนักตานซินทันที

โม่หรานเห็นน้ำเต้ายักษ์ลูกหนึ่งกำลังหมุนไปทั่วลานได้แต่ไกล ผู้อาวุโสกับศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังมองดูอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

โม่หราน “…ปีศาจ?”

น้ำเต้าอ้วน “กลุกๆๆ ป๊อก”

เห็นฉู่หว่านหนิงกับโม่หรานมาแล้ว เซวียเจิ้งยงดวงตาลุกวาว ตบเข่าฉาดทันที “อ๊ะ! อวี้เหิง! ตื่นได้จังหวะพอดี! มีเรื่องให้ช่วยแล้ว มีเรื่องให้ช่วยแล้ว มาเร็วเข้า!”

ฉู่หว่านหนิงยังมึนงงอยู่บ้าง เพียงแต่ใบหน้าเขาเย็นชาโดยกำเนิด แม้จะมึนงง แต่ก็ยังดูนิ่งขรึมลึกล้ำยากหยั่ง “หืม?”

“เป็นปีศาจที่หลุดมาจากเจดีย์จินกู่อีกตน” เซวียเจิ้งยงนิ่วหน้า ทั้งฉิวทั้งขำ “วิ่งพล่านอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหน…น้ำเต้าเมามาย!”

ฉู่หว่านหนิงมองน้ำเต้าใหญ่ที่วิ่งพล่านไปทั่วลาน สูงเท่าสองช่วงตัวคน ทั่วร่างเลี่ยมมุกเป็นประกาย ปากน้ำเต้าประเดี๋ยวพ่นควันสีชมพูดอกท้อ ประเดี๋ยวพ่นสุราออกมา เป็นปีศาจน้ำเต้าเมามายดังว่าจริงๆ

ฉู่หว่านหนิง “ปีศารตนนี้ไม่ทำร้ายคน”

“แต่มันมอมสุราคน!”

คำพูดนี้เป็นจริง น้ำเต้าเมามายวิ่งไล่ศิษย์กลุ่มหนึ่งไปทั่วลาน ขอเพียงไล่ตามใครทัน ก็จะอ้าปาก พ่นสุราเข้าปากคนผู้นั้นทันที พ่นไปพลางส่งเสียง “กลุกๆ ป๊อก!” ที่ไม่มีความหมาย

ฉู่หว่านหนิง “…”

“ได้ยินว่ามันยอมรับเพียงคนที่คอแข็งกว่ามัน” เซวียเจิ้งยงว่าพลางทำตาปริบๆ “อวี้เหิง ท่านดู…”

ฉู่หว่านหนิงกุมขมับอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า ทะยานลงไปที่ลาน เรียกเทียนเวิ่นออกมา ขวางอยู่หน้าน้ำเต้าเมามาย

“ไม่ต้องวิ่งแล้ว” เขากล่าว “ข้าจะดื่มกับเจ้า”

น้ำเต้าอ้วนดีใจยิ่งนัก ส่ายไปส่ายมา ปากที่อ้าออกเชิดขึ้นทันที พ่นสุราใส่หน้าเย็นชาของฉู่หว่านหนิง ไหนเลยจะคาดว่าฉู่หว่านหนิงหลบสุราอึกนี้พ้นอย่างสงบเยือกเย็น กลุ่มคนเห็นเพียงประกายสีทองสว่างวาบ น้ำเต้าอ้วนถูกเทียนเวิ่นรัดไว้อย่างแน่นหนาแล้ว

“เปลี่ยนวิธีดื่ม เจ้ามีถ้วยหรือไม่”

“กลุกป๊อก!” น้ำเต้าอ้วนพ่นกระบวยน้ำเต้าเล็กอันหนึ่งออกมาจากปาก สุราใสเย็นเต็มกระบวย “ป๊อก!”

ฉู่หว่านหนิงจึงนั่งลงบนพื้น ดื่มสุรากับน้ำเต้าเมามายท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน

“กลุก ป๊อกๆๆ!”

“ไม่เลว เอามาอีก”

“ป๊อก!”

“มีสุราขาวดอกสาลี่หรือไม่”

“ป๊อกๆๆ!”

เซวียเจิ้งยงเอ่ยด้วยความตกตะลึง “อวี้เหิง ท่านเหมือนฟังเข้าใจที่มันพูด?”

“อืม” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “คำพูดของปีศาจจำพวกนี้ เข้าใจได้เล็กน้อย”

น้ำเต้าเมามาย “ป๊อกๆๆ!”

โม่หรานยิ้ม “อาจารย์ ครั้งนี้เขาพูดว่าอะไร”

ฉู่หว่านหนิง “กำลังคุยกับข้า บอกว่ามันไม่ได้เจอแสงแดดมานานมากแล้ว”

น้ำเต้าเมามายลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้เพราะเหตุใด มันเองก็เข้าใจคำพูดของฉู่หว่านหนิงเช่นกัน จึงเขยิบเข้าไปใกล้อย่างสนิทสนม รินสุราให้เขาอย่างใส่ใจอีกหนึ่งกระบวยเต็ม

“ครั้งนี้คือสุราขาวดอกสาลี่?”

“ป๊อก!”

“ข้าไม่ชอบนารีแดง”

“ป๊อก…” น้ำเต้าเมามายเทสุราทิ้ง เปลี่ยนอีกกระบวยหนึ่ง

ทุกคนตะลึงงัน พูดไม่ออก

เห็นหนึ่งคนหนึ่งปีศาจคู่นี้ดื่มตั้งแต่เช้ายันเที่ยง คนไม่เมา ปีศาจเบิกบานใจ ทุกคนปากอ้าตาค้าง คนที่ออกันอยู่ที่ประตูตำหนักตานซินมากขึ้นเรื่อยๆ

เซวียเหมิงกับซือเม่ยก็มาถึงแล้วเช่นกัน

โม่หรานเห็นซือเม่ย นึกถึงความเข้าใจผิดครั้งก่อนก็รู้สึกละอาย จึงคิดเป็นฝ่ายขอโทษเขา ไม่คาดว่าแค่หางตาซือเม่ยเหลือบเห็นเขา ก็หันกายผละไปทันที

เซวียเหมิงมองออก จึงเอาข้อศอกกระทุ้งโม่หราน “ดูเหมือนเขาจะยังโกรธที่เจ้าเข้าใจเขาผิดคราวก่อน”

โม่หรานกลัดกลุ้ม “เช่นนั้นควรทำอย่างไร”

“ไปคุยกับเขาดูเถอะ พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าอยู่ตรงกลางก็ลำบากใจ” เซวียเหมิงกล่าว “รีบไปสิ ถึงอย่างไรที่นี่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า”

โม่หรานมองฉู่หว่านหนิงที่กำลังประลองสุรากับน้ำเต้าเมามาย รู้สึกว่าไปสักประเดี๋ยวคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงเอ่ยกับเซวียเหมิง “เช่นนั้นข้าไปหาเขาก่อน เจ้าอยู่ที่นี่อย่าไปไหน ดูอาจารย์เอาไว้ หากมีเรื่องอะไร ต้องบอกข้าทันที”

ใช้เวลาไม่มากนักก็ตามตัวซือเม่ยเจอ โม่หรานเรียกเขาไว้หน้าลานฝึกกระบี่ “ซือเม่ย!”

“…”

“ซือเม่ย!”

ซือเม่ยหยุดฝีเท้า หันมามองเขาเงียบๆ “อาหรานหาข้ามีธุระ?”

“ไม่มี…” โม่หรานโบกมือ มุ่นคิ้วเอ่ย “ข้ามาเพราะอยากพูดกับท่าน เรื่องคราวก่อน เป็นข้าไม่ดีจริงๆ”

“เจ้าหมายถึงเรื่องใด”

โม่หรานชะงักเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง “อะไรนะ”

สีหน้าซือเม่ยยังคงเรียบเฉยและอ่อนโยน ลมพัดมา เขาลูบปอยผมข้างขมับตนเอง “เป็นเจ้าเข้าใจผิดว่าข้าจะทำอะไรอาจารย์ที่ศาลาหงเหลียน หรือว่าตอนกินข้าวด้วยกันที่หมู่บ้านอวี้เหลียง พวกเจ้าล้วนไม่นั่งโต๊ะเดียวกับข้า หรือว่าเป็นก่อนหน้านั้นอีก ตอนอาจารย์ฟื้นขึ้นมา ข้าไปส่งสุราให้พวกเจ้า ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าพูดกับข้าไม่กี่คำ เจ้าหมายถึงเรื่องใด”

ไม่คิดเลยว่าเขาจะยกเรื่องที่นานกว่านั้นขึ้นมาพูด โม่หรานถึงกับงุนงงชั่วขณะ ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ย “ท่าน…ท่านโกรธข้าตั้งแต่แรกแล้ว?”

ซือเม่ยส่ายหน้า “เรียกไม่ได้ว่าโกรธ แต่ก็เก็บมาใส่ใจ”

“…”

“อาหราน ตั้งแต่อาจารย์ฟื้นขึ้นมา เจ้าก็จงใจห่างเหินจากข้ามาตลอด”

โม่หรานพูดไม่ออก เขาจงใจห่างเหินจากซือเม่ยจริงๆ พวกเขาทั้งสองเคยเดินใกล้กันมาก ใกล้จนฉู่หว่านหนิงเห็นชัดเจน

เพียงเพราะมักรู้สึกว่าขาดบางสิ่งบางอย่างไป ในวัยเยาว์ ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันจึงเหมือนมีชั้นกระดาษกั้นไว้ระหว่างกัน ไม่เคยถูกเจาะทะลุ [2] ต่อมาเมื่อโม่หรานเข้าใจหัวใจตนเอง จึงไม่รู้ว่าควรจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซือเม่ยเช่นไร…

เขาเคยคิดจะคุยกับซือเม่ยให้ชัดเจน แต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม

เขาไม่เคยสารภาพกับซือเม่ยมาก่อน ทั้งไม่รู้ว่าในใจซือเม่ยมีความรู้สึกอย่างไรกับตนกันแน่ หากทะเล่อทะล่าไปบอกว่าตนไม่ได้คิดอะไร เช่นนั้นก็ออกจะโจ่งแจ้ง และคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป

ฉะนั้นสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดได้คือ ค่อยๆ ทำตัวเหินห่าง

ซือเม่ยมองเขาเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ตอนที่เจ้าเพิ่งมาอยู่ยอดเขาสื่อเซิง ข้าเคยบอกเจ้าว่า ข้าเองก็ไม่มีบิดามารดา มีสหายไม่มาก นับจากนี้ไปเราก็คือคนในครอบครัวเดียวกัน”

“…อืม”

“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนไป”

โม่หรานลำบากใจยิ่งนัก ในใจพลันสับสนงุนงง ไม่รู้ว่าเหตุใดตนต้องทำตัวเหินห่างซือเม่ยเช่นนี้

นับตั้งแต่กลับมาจากโลกภูตผี เขาพูดกับซือเม่ย นับรวมกันแล้วยังไม่รู้ว่าเกินร้อยประโยคหรือเปล่าด้วยซ้ำ

คนสองคนที่เคยเป็นเหมือนเงาตามตัวของกันและกัน บัดนี้กลับยิ่งห่างกันไปทุกที โม่หรานเริ่มลังเลว่าตนทำเกินไปใช่หรือไม่

เขากล่าว “ขอโทษ”

“…ไม่มีอะไรต้องขอโทษ” ซือเม่ยเบือนสายตา “ช่างเถิด ให้เป็นไปตามนี้แล้วกัน”

“ท่านอย่าโกรธเลย หากท่านโกรธ ข้า…ก็รู้สึกไม่ดี ท่านดีต่อข้ามากมาตลอด”

ในที่สุดซือเม่ยก็ยิ้มจางๆ “ข้าดีต่อเจ้ามาก เช่นนั้นเทียบกับอาจารย์เล่า”

“นี่ไม่เหมือนกัน”

ซือเม่ยมองทิวเขาดำทะมึนไกลโพ้น “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าเคยบอกข้าว่า ข้าดีต่อเจ้า ให้ความอบอุ่นแก่เจ้ามากมาย แล้วอาจารย์เล่า”

“เขาให้ชีวิตข้า”

ซือเม่ยนิ่งไปนาน สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวๆ “เทียบไม่ได้จริงๆ”

โม่หรานเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ในใจยิ่งรู้สึกย่ำแย่ “เดิมก็ไม่มีอะไรต้องเปรียบเทียบอยู่แล้ว คนสองคนล้วนแตกต่างกัน ท่าน…”

ซือเม่ยไม่รอให้เขาพูดจบ หันหน้ามาด้านข้าง ต้านกระแสลม ยื่นมือตบแผ่นอกโม่หราน “เอาละ เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า ความจริงข้าเองก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไร แต่ก่อนหน้าที่เจ้าเข้าใจข้าผิด ข้าเสียใจมากจริงๆ”

“อืม…”

“ช่างเถิด ผู้ใดก็ไม่ต้องคิดอีกแล้ว”

นัยน์ตาดำขลับของโม่หรานอ่อนโยนลง สักพักจึงพยักหน้า แทบจะเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “ตกลง”

ซือเม่ยร่างเพรียวบาง พิงอยู่ข้างรั้วหยกของลานฝึกกระบี่ เขามองใบไผ่ที่สั่นไหวเบื้องล่าง ผ่านไปครู่หนึ่ง…

“กลับกันเถอะ”

“ปีนั้นเจ้าอยากบอกอะไรข้า”

โม่หรานชะงัก ก่อนจะเอ่ยปากแทบจะในทันที “ปีใด”

“ปีที่เกิดรอยฟ้าแยก”

โม่หรานจึงนึกถึงคำสารภาพที่ตนยังไม่ได้เอ่ยออกไป ตอนที่เกิดเหตุรอยฟ้าแยกที่ตำบลไฉ่เตี๋ยครั้งแรก จากนั้นก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ

“ตอนแรกเจ้ามีคำที่ยังพูดกับข้าไม่จบ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าอยากบอกอะไร ตอนนี้ข้าถามเจ้าได้หรือไม่”

โม่หรานกำลังจะตอบ พลันได้ยินเสียงดังมาจากทางตำหนักตานซิน

สีหน้าของเขากับซือเม่ยแปรเปลี่ยน โม่หรานเอ่ย “เป็นทางด้านอาจารย์!”

ซือเม่ยเองก็ไม่ว่างคุยต่อแล้ว “รีบกลับไปดูเถอะ”

ทั้งสองรุดกลับไปยังตำหนักหลักพร้อมกัน เมื่อถึงหน้าประตูตำหนักตานซิน พบว่าบนลานกว้างมีน้ำเต้าอ้วนอีกตนเพิ่มขึ้นมา

โม่หรานตะลึงงัน “นี่คือตัวอะไรอีก!”

เซวียเจิ้งยงปิดหน้ากล่าว “น้ำเต้าเสเพล”

“มีกี่ตัวกันแน่!”

“สอง ตัวหนึ่งน้ำเต้าเมามาย ตัวหนึ่งน้ำเต้าราคะ พวกมันเป็นฝาแฝดกัน” ศีรษะเซวียเจิ้งยงแทบจะระเบิดอยู่แล้ว “ตัวที่ประลองสุรากับอวี้เหิงคือน้องชาย ตัวที่มาตอนนี้คือพี่ชาย”

โม่หรานคิ้วกระตุก ผ่านไปสักพักก็ตอบสนองขึ้นมา “น้ำเต้าเมามายชอบประลองสุรากับคน เช่นนั้นน้ำเต้าราคะ…” เขาหันไปด้วยสีหน้าซีดเผือด มองน้ำเต้าอ้วนสีชมพูดอกท้อที่หมุนติ้วตนนั้น

เซวียเจิ้งยงเอ่ยอย่างกระดากใจ “น้ำเต้าราคะเก่งเรื่องล่อลวงที่สุดในใต้หล้า มันฟังคำสั่งเพียงคนที่บริสุทธิ์ที่สุด”

โม่หรานหันไปร้องเรียก “เซวียเหมิง!”

ซือเม่ย “เอ๋ เหตุใดเซวียเหมิงไม่อยู่ ไปที่ใดแล้ว”

เซวียเจิ้งยงชี้น้ำเต้าราคะตนนั้น “…รับการทดสอบอยู่ในน้ำเต้าแล้ว เขาบอกว่าจะช่วยอวี้เหิงแบ่งเบาความลำบาก”

โม่หรานโล่งอก “เช่นนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร หากบนโลกนี้แม้กระทั่งเซวียเหมิงก็ไม่บริสุทธิ์ เช่นนั้นก็ไม่มีคนที่บริสุทธิ์แล้ว”

เพิ่งขาดคำ ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังปุ้ง

ร่างของเซวียเหมิงถูกพ่นออกมาจากปากน้ำเต้าราคะ ตกลงท่ามกลางผู้คนอย่างแรง เสียงความเคลื่อนไหวดังสนั่น ทำให้ทุกคนหันมามอง แม้แต่ฉู่หว่านหนิงที่ดื่มสุรากับน้ำเต้าเมามายก็หันมา

ซือเม่ยตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้น”

มีคนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “คงมิใช่ว่าแม้แต่ประมุขน้อยก็…”

“แค็กๆๆ” เซวียเหมิงหน้าแดงฉาน ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล นัยน์ตาทั้งคู่เดือดดาลและอับอาย คำรามใส่น้ำเต้าราคะ “เจ้า…เจ้ามันปีศาจร้าย เจ้าๆๆ เจ้าหน้าเหม็น ไร้ยางอาย!”

โม่หรานมองดู พบว่าเซวียเหมิงเปลี่ยนไปสวมชุดคลุมมงคลสีแดงทองตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ รู้สึกทั้งน่าขันและประหลาดใจ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

เซวียเจิ้งยงยกมือกุมขมับ พูดไม่ออก

ซือเม่ย “เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน ความจริงน้ำเต้าราคะมิได้บ้าตัณหา แต่คลั่งรัก มันอยากหาเนื้อคู่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ลุ่มหลงในรักที่สุด รวมทั้งยังไม่มีผู้ใดในใจ มาเป็นคู่สมรส ว่ากันว่าคนที่ถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้า ล้วนต้องอยู่ในห้องหอ”

“…จากนั้นเล่า”

“จากนั้นจิตปฐม [3] ของน้ำเต้าราคะจะเปลี่ยนเป็นเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว แต่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว ล้วนปิดใบหน้าเอาไว้ รออีกฝ่ายเปิดผ้าคลุมหน้าออกด้วยมือตนเอง”

โม่หราน “สิ่งที่เห็นหลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าคือร่างที่แท้จริงของน้ำเต้าราคะหรือ”

“ย่อมมิใช่ สิ่งที่เห็นหลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าจะแตกต่างกันไปตามบุคคล หากมีคนในใจแล้ว สิ่งที่เห็นจะมีรูปร่างลักษณะเหมือนคนในดวงใจ หากไม่มีคนในดวงใจ แต่เป็นพวกบ้าตัณหา ว่ากันว่าสิ่งที่เห็นก็จะเป็น…” ซือเม่ยกระแอมเบาๆ ทีหนึ่งอย่างขัดเขิน “บุรุษหรือสตรีงามเลิศล้ำไม่สวมเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงคนที่บริสุทธิ์ที่สุด จึงจะเห็นร่างจริงแท้ของน้ำเต้าราคะได้”

โม่หรานไม่ค่อยอยากเชื่อ หันไปมองเซวียเหมิงที่กำลังโกรธจัดจนควันพุ่ง “เช่นนั้นเซวียเหมิงเห็นอะไร”

เขาไม่อาจเชื่อได้จริงๆ ว่าเซวียเหมิงจะมีคนในดวงใจ แต่ก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเซวียเหมิงจะเห็นหญิงงามหรือชายงามร่างเปลือยเปล่า

ทว่าเซวียเหมิงถูกน้ำเต้าราคะพ่นออกมาจริงๆ ทั้งดูจากท่าทางกระโดดโลดเต้นไปทั่ว กลิ้งไปกลิ้งมาอย่างชอบอกชอบใจของน้ำเต้าราคะ เห็นชัดว่ามันกำลังหัวเราะเยาะเซวียเหมิง

ซือเม่ยไม่อาจนิ่งเฉย รีบแก้ต่างแทนเซวียเหมิง “น้ำเต้าราคะอาจตัดสินผิดก็ได้…”

เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเซวียเหมิงชักหลงเฉิงออกมา ชี้ไปที่น้ำเต้าราคะ คำรามอย่างกราดเกรี้ยว “บัดซบ เจ้าบังอาจสร้างภาพมายาของตัวข้ามาหลอกข้า! ยังให้ตัวข้าในภาพมายาสวมชุดสตรี! เจ้า…เจ้ามันน้ำเต้าสุนัข! บังอาจลบหลู่ข้า!”

“…” ศิษย์ทั้งหลายของยอดเขาสื่อเซิงรวมถึงโม่หรานต่างเงียบกริบ คิดจะกลั้นแต่กลั้นไม่อยู่ สุดท้ายก็หัวเราะฮ่าๆๆ ออกมา

เซวียจื่อหมิงหลงตัวเองเป็นที่สุด เหมือนนกยูงรำแพนหาง สุ่ยเซียนหลงเงา [4] พอเซวียเหมิงเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่น้ำเต้าราคะเสกขึ้นมา สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าที่แต่งโฉมอย่างสวยพริ้งของตนเอง…

“สมเหตุสมผล” โม่หรานกลั้นสุดความสามารถไม่ให้หัวเราะจนเกินกว่าเหตุ จากนั้นก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “หากเซวียเหมิงเป็นแม่นาง คงงามมากแน่ๆ”

เขายังไม่ทันจะเพลิดเพลินเต็มที่ ก็ได้ยินเซวียเจิ้งยงตะโกนอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า “อวี้เหิง จัดการน้ำเต้าเมามายแล้ว น้ำเต้าราคะนี่ ท่านก็มาช่วยจัดการสักหน่อย?”

 

[1] หมายถึง ร้อนรน ทำอะไรไม่ถูก

[2] หมายถึง ไม่เคยเผยความในใจต่อกัน

[3] หมายถึงจิตวิญญาณในร่างกายตามความเชื่อของลัทธิเต๋า

[4] หรือ “นาร์ซิสซัสหลงเงา” มีที่มาจากเทพปกรณัมกรีก เกี่ยวกับนาร์ซิสซัสที่หลงใหลในรูปโฉมงดงามหล่อเหลาของตนเอง เอาแต่มองภาพสะท้อนของตัวเองในน้ำจนกระทั่งตาย กลายเป็นดอกนาร์ซิสซัสในที่สุด ต่อมาจึงใช้เรียกปมนาร์ซิสซัส (Narcissus complex) หรือโรคคลั่งไคล้ตัวเองอย่างรุนแรง (Narcissus Personality Disorder : NPD)

 

ใส่ความเห็น