fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 194 : อาจารย์ ข้าคือน้องหรานที่ท่านรักมิใช่หรือ

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

194

อาจารย์ ข้าคือน้องหรานที่ท่านรักมิใช่หรือ

ฉู่หว่านหนิงซึ่งกำลังอิ่มตื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “แต่งบ้าแต่งบออะไร เจ้าเป็นผู้ชาย พูดจาเช่นนี้ไม่รู้จักอายบ้างหรือ…”

โม่หรานยิ่งยิ้มเจิดจ้า “เช่นนั้น หากมิใช่ท่านแต่ง [1] ข้า ก็เป็นข้าแต่งท่านใช่หรือไม่”

ฉู่หว่านหนิงยิ่งโมโหกว่าเดิม ไม่เพียงโมโห ยังอับอายด้วย

ถึงตายเขาก็ไม่มีวันบอกโม่หรานว่า สิ่งที่น้ำเต้าราคะเสกออกมาคือสิ่งที่ตนเคยฝันถึง คือโม่หรานที่ผิวค่อนข้างขาวซีดผู้นั้น

ยิ่งไม่มีทางบอกโม่หรานว่า ในฝันทั้งสองซุกไซ้นัวเนียและร่วมรักกันอย่างดุเดือดจนเหงื่อร้อนชุ่มโชกอย่างไรบ้าง

ดังคำว่าคนต้องการหน้าตา ต้นไม้ต้องการเปลือกหุ้ม หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดบนโลกนี้ ก็คือหน้าตาของเขา

ด้วยเหตุนี้ฉู่หว่านหนิงจึงสะบัดแขนเสื้อกล่าว “หากเจ้ายังจะพูดเหลวไหลอีกก็ออกไปซะ ไม่อนุญาตให้เจ้าอยู่ที่นี่”

ตอนนี้โม่หรานจึงสงบเสงี่ยม เม้มริมฝีปาก ท่าทางคล้ายน้อยอกน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังนับว่าเฉลียวฉลาดน่ารัก นัยน์ตาดำขลับฉ่ำชื้นจ้องมองเขา ทั้งยังถูไถปลายจมูกกับแก้มของฉู่หว่านหนิง ท่าทางอ่อนโยนออดอ้อน “อ้อ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามอะไรแล้ว อาจารย์คนดี ท่านอย่าไล่ข้าไปเลยนะ”

“อาจารย์ก็อาจารย์ ไม่ต้องเติมคำว่า ‘คนดี’ ” ฉู่หว่านหนิงถูกเขาพูดจนใจอ่อน เริ่มไม่อาจต้านทาน แต่ยังผลักศีรษะที่ยื่นเข้ามาของเขาออก ปั้นหน้ากล่าว “ห้ามเรียกส่งเดช”

“แต่เรียกอาจารย์เฉยๆ ดูไม่สนิทสนมสักนิด”

“เช่นนั้นหรือ”

โม่หรานจึงเริ่มตะล่อม “ท่านดู ต่อหน้าผู้คน ข้าเรียกท่านว่าอาจารย์ หากยามอยู่ด้วยกันตามลำพังยังเรียกท่านว่าอาจารย์อีก เช่นนั้นคงน่าเบื่อยิ่งนัก ถูกหรือไม่”

ฉู่หว่านหนิงไม่หลงกล “ไม่ถูก”

“…” โม่หรานจึงเปลี่ยนลูกไม้ ดึงฉู่หว่านหนิงไว้พลางเรียกไม่หยุด “อาจารย์ อาจารย์ อาจารย์” แต่ละครั้งที่เรียกล้วนทำเสียงหวานเลี่ยน ทำเอาฉู่หว่านหนิงขนลุกชันไปทั้งแผ่นหลัง สุดท้ายทนไม่ไหว คว้าม้วนตำราข้างกายมาฟาดใส่หน้าโม่หราน

“หุบปาก”

ม้วนตำรานั้นหนามาก ทว่าเมื่อกระแทกถูกกลับเบายิ่งนัก ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด

โม่หรานยิ้มพลางหยิบม้วนตำราลงมา เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้เทียบเทียม “ข้ากลัวว่าถ้าเรียกเช่นนี้จนเคยแล้ว จะเผลอเรียกต่อหน้าคนอื่น ฉะนั้นหาคำเรียกอย่างอื่นจะดีกว่า”

ฉู่หว่านหนิงมุ่นคิ้ว “เจ้าเปลี่ยนคำเรียกอื่น แล้วจะไม่เรียกจนเคยชิน จนหลุดไปเรียกต่อหน้าคนอื่นหรือไร”

โม่หรานถอนหายใจ “เหตุใดท่านไม่กินเบ็ดเลย”

“…” ถูกคำพูดว่า “กินเบ็ด” นี้ทิ่มแทง ฉู่หว่านหนิงยิ่งไม่สบอารมณ์ ก้มหน้าจัดตำราของตน ไม่สนใจศิษย์ที่ฟุบอยู่กับโต๊ะพลางเป่าปอยผมที่ปรกนัยน์ตาอีก

เงียบสงบไปได้สักพัก โม่หรานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงละห้อย “ข้าอยากเอาใจอาจารย์นี่นา”

“หืม?”

“ซือเม่ยกับเซวียเหมิงต่างเรียกท่านว่าอาจารย์ ข้าก็เรียกท่านว่าอาจารย์ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ความจริง…ความจริงข้าไม่ต้องการอะไรมาก แค่อยากหาคำเรียกที่ต่างกัน…คำที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่เรียกได้”

ฉู่หว่านหนิงชะงักมือ เหยียดตัวตรง พลางมองเขา

“ข้าจะไม่เรียกบ่อย” แพขนตาหนาของโม่หรานหลุบลง ทาบเป็นเงาบางๆ ข้างจมูก “แค่บางครั้ง…ก็ไม่ได้หรือ”

“…”

“หากไม่ได้จริงๆ ก็ช่างเถอะ” โม่หรานเสียงละห้อยกว่าเดิม “ไม่เรียกก็ไม่เรียก”

สุดท้ายฉู่หว่านหนิงก็ยอมแพ้

คงเพราะอายุมากกว่าโม่หรานสิบปี หรืออาจเพราะทนการใช้ไม้อ่อนออดอ้อนเหมือนเด็กๆ ของคนหนุ่มไม่ไหว

เขามองชายหนุ่มหล่อเหลาที่ยิ้มเจิดจ้าพร่าตายิ่งกว่าเดิมหลังจากเห็นตนพยักหน้า พลันรู้สึกเหมือนตนเองถูกหลอกนิดๆ …

เขาทำเป็นดุร้าย แยกเขี้ยวกางกรงเล็บมาตลอด ทว่าสุดท้ายมักเป็นฝ่ายประนีประนอม ยอมคล้อยตามโม่หราน

ปลาอย่างเขา วนไปวนมาอยู่นาน สุดท้ายก็เวียนหัว “กินเบ็ด” ที่ชื่อโม่หรานนี้จนได้

“ข้าเรียกท่านว่าอะไรดีนะ” เบ็ดถาม

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย “ตามใจ”

“จะตามใจได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องสำคัญมากเชียวนะ”

โม่หรานคิดอยู่นาน แต่ความคิดช่างอัตคัดนัก ถึงขั้นออกจะหยาบๆ อยู่บ้าง สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “ที่รัก?”

ฉู่หว่านหนิงนึกถึงความฝันนั้นขึ้นมาทันที รู้สึกรับไม่ได้ “ไม่เอา”

“ฉู่หลาง [2] ?”

ฉู่หว่านหนิงรู้สึกสะอิดสะเอียน ถามด้วยสีหน้าอึมครึม “…เช่นนั้นต้องให้ข้าเรียกเจ้าว่าน้องโม่หรือไม่”

“ฮ่าๆๆ ไม่ค่อยดีจริงๆ” โม่หรานเกาหัวแกรกๆ ยิ้มได้สักพัก ก็เริ่มนิ่วหน้าครุ่นคิดอีก แต่เพราะตั้งใจคิดเกินไป ผลออกมาจึงยังคงย่ำแย่ “ฉู่หลางที่รัก?”

พูดจบ แม้แต่ตนเองก็รู้สึกรับไม่ค่อยได้ จึงกุมศีรษะอย่างอับจนนิดๆ

ฉู่หว่านหนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ไม่ต้องคิดแล้ว คิดหนักเช่นนี้จะไปมีความหมายอะไร รังแต่จะขัดเขิดยิ่งกว่าเดิม”

โม่หรานรู้สึกว่าเขาพูดมีเหตุผล แต่ก็ยังไม่ยอมใจ สุดท้ายก็ยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นต่อไปข้าจะต้องตั้งใจคิดให้ดีๆ หาคำเรียกที่เหมาะสมที่สุดให้ท่าน”

โม่หรานชะงัก ดึงฉู่หว่านหนิงที่จัดตำราอยู่ข้างๆ เข้ามาหา โอบรอบคอฉู่หว่านหนิง ให้เขานั่งบนตักตน จ้องมองฉู่หว่านหนิงสักพัก

ฉู่หว่านหนิงเริ่มอึดอัด “ทำอะไร…”

โม่หรานจึงถอนหายใจ เอ่ยพึมพำ “ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ก็อดใจไม่อยู่”

“พูดจาเลอะเทอะอะ…อื้อ…”

ยังไม่ทันพูดจบ ริมฝีปากก็ถูกผนึก ริมฝีปากร้อนชุ่มชื้นของโม่หรานประทับลงมา ชวนให้รู้สึกหอมหวาน เขากอดคนบนตัก ทั้งสองจุมพิตกันอย่างดูดดื่มบนเก้าอี้ ด้านนอกฝนโปรยลงมาดังเปาะแปะ เสียงฝนกลบเสียงเหนียวหนึบน่าอายขณะลิ้นพัวพันกัน

ตอนที่ผละออกจากกัน ฉู่หว่านหนิงค่อยๆ ลืมดวงตาเปียกชื้นขึ้น อยากมองโม่หราน แต่ก็มิกล้ามอง

โม่หรานยิ้ม รู้ว่าเขาหนังหน้าบาง จึงกอดเขาไว้ในอ้อมแขน พลางลูบไล้เขาอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงหัวใจเต้นประสานกันดังตึกๆ

“ความจริงเรียกท่านว่าอะไรก็ล้วนดีทั้งสิ้น”

“หืม?”

“ไม่มีอะไร” โม่หรานยิ้ม สุดท้ายเพียงเอ่ย “อาจารย์ดีที่สุดแล้ว”

ฉู่หว่านหนิงซบอยู่ตรงหัวไหล่เขา ความรู้สึกประเภทนี้หวานเลี่ยนยิ่งนัก แต่ก็ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก

ฉู่หว่านหนิงนั่งคร่อมอยู่บนตักโม่หราน รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่แข็งร้อนนั้น เขารู้สึกว่าศีรษะตนเองกำลังมีควันพวยพุ่ง

สักพักจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เหตุใดเจ้า…

“แค็ก ไม่มีอะไร

“…ข้าช่วยเจ้า…” พูดจบ ใบหน้าของฉู่หว่านหนิงก็ร้อนลวก

โม่หรานรีบเอ่ย “ไม่ต้อง ประเดี๋ยวอาจารย์ยังต้องไปประชุมผู้อาวุโส”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบมองนาฬิกาน้ำ “ยังมีเวลาอีกหนึ่งถ้วยชา น่าจะ…”

โม่หรานเอ่ยอย่างขัดเขิน “ไม่พอ”

“หืม?”

“…ทำไม่ออกหรอก”

ฉู่หว่านหนิงอึ้งไป พอตั้งสติได้ หน้าก็ยิ่งแดงกว่าเดิม

เขารีบลุกขึ้นจากตัวโม่หราน ถอยหลังไปหนึ่งก้าว

พอถอยออกไปแล้วก็นึกเคือง คงรู้สึกว่าทำเช่นนี้เหมือนตนขี้ขลาด จึงก้าวขึ้นหน้าอีกก้าว

โม่หรานมองอย่างขบขัน เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ มิได้ปกปิด แม้มีเสื้อผ้าบดบัง แต่จุดที่ความปรารถนาลุกผงาดขึ้นมายังคงดุร้ายน่าสะพรึงอย่างเห็นได้ชัด สามารถคร่าชีวิตคนได้

“ไม่แกล้งท่านแล้ว” สุดท้ายโม่หรานยังคว้าข้อมือเขาไว้ เดิมอยากดึงเขาเข้ามาจุมพิตอีกครั้ง ทว่ารสชาติของฉู่หว่านหนิงช่างเย้ายวนนัก โม่หรานกลัวว่าสัมผัสแล้วจะลุ่มหลงจนควบคุมตนเองไม่อยู่ สุดท้ายจึงเพียงแค่กุมมือฉู่หว่านหนิงไว้

เขาดึงมือนั้นมาที่ริมฝีปากตน จ้องมองฉู่หว่านหนิง ก่อนจะหลุบตาลงจุมพิตทีหนึ่งอย่างจริงจังยิ่งนัก

สุดท้ายยังเลียหลังมือของฉู่หว่านหนิงเบาๆ

“อาจารย์ ท่านช่างหวานเหลือเกิน”

ฝนของสู่จงตกๆ หยุดๆ ตลอดครึ่งเดือน วันนี้นับว่าท้องฟ้าปลอดโปร่ง มองเห็นดวงตะวันสดใส

โม่หรานเหยียบแอ่งน้ำขังลึกบ้างตื้นบ้าง เดินอยู่ในป่าไผ่ วันนี้กลับมาฝึกช่วงเช้าตามปกติ แต่ฉู่หว่านหนิงไม่มา ได้ยินว่าเขาไปที่เขาด้านหลัง สอนศิษย์โง่ทั้งหลายของผู้อาวุโสเสวียนจีปาดาวกระจาย

ยังไม่ทันเดินไปถึงลานฝึกซ้อม ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำเย็นชาของฉู่หว่านหนิง “มือต้องผ่อนคลาย หนีบดาวกระจายไว้ในซอกนิ้วของนิ้วชี้กับนิ้วนาง ควบคุมพลังวิญญาณไว้ที่ปลายนิ้ว รอจนกระทั่งที่ขอบเปล่งประกายสีทอง ค่อยปาไปยังเป้าหมาย”

ฟึ่บ…

ฟังจากเสียง โม่หรานก็รู้ว่าศิษย์หลายคนพลาดเป้า แต่ละคนส่งเสียงโอดครวญขึ้นมา

“สวรรค์ ยากชะมัด”

“ผู้อาวุโส ท่านแสดงให้เราดูอีกรอบได้หรือไม่”

ฉู่หว่านหนิง “ขณะประกายสีทองแผ่ออกมา ดาวกระจายจะร้อนเล็กน้อย อาศัยการสัมผัสอย่างละเอียด อย่าใช้ตามอง”

“ไม่มองจะปาแม่นได้หรือ”

ฉู่หว่านหนิงยังไม่ทันตอบ ก็ได้ยินเสียงเจือแววยิ้มหัวดังขึ้นที่ด้านหลัง “แน่นอนว่าย่อมได้”

ฉู่หว่านหนิงหันมา “เจ้ามาได้อย่างไร”

ศิษย์ใหม่กลุ่มนั้นร้องทัก “ศิษย์พี่โม่”

ในบรรดานั้นมีศิษย์หญิงหน้าตาสวยน่ารักคนหนึ่ง พอเห็นโม่หรานก็หน้าแดง ประสานมือคารวะอย่างทำตัวไม่ถูก

โม่หรานไม่ได้สนใจศิษย์ของผู้อาวุโสเสวียนจี เดินตรงไปยังเบื้องหน้าฉู่หว่านหนิง “มิสู้อาจารย์ปิดตาปาให้พวกเขาดูสักหน่อย?”

“…ได้”

เมื่อได้รับอนุญาต โม่หรานจึงคลายผ้าคาดศีรษะสีม่วงอ่อนบนศีรษะตนลงมา แถบผ้ากว้างสามนิ้วมือคาดปิดดวงตาฉู่หว่านหนิง ผ้าคาดศีรษะผูกแน่น แต่มิได้บีบรัด สัมผัสของเนื้อผ้าไหมราวกับสายน้ำ ปลายผ้าคาดศีรษะสะบัดพึ่บพั่บกลางสายลม

ฉู่หว่านหนิง “ดาวกระจาย”

ศิษย์ของผู้อาวุโสเสวียนจีเดินเข้ามา ยื่นดาวกระจายของตนให้ฉู่หว่านหนิง

ฉู่หว่านหนิง “สามดอก”

“หา?” ศิษย์ผู้นั้นแม้จะไม่อยากเชื่อ แต่ยังคงหยิบดาวกระจายจากในถุงอาวุธลับออกมาอีกสองดอก ยื่นให้เขา นิ้วมือเรียวขาวของฉู่หว่านหนิงลูบไล้ผิวโลหะเย็นเยียบของดาวกระจาย เขาเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไร ทั้งมิได้รั้งรอนาน เพียงชั่วประกายหินเหล็กไฟ ดาวกระจายก็พุ่งออกไปแล้ว…

เคร้ง!…ฉึก!

เสียงแหวกอากาศชัดเจน

“ไอ้หยา ปาโดนแล้ว! สีแดงกลางเป้า! แต่มีเพียงดอกเดียวนี่นา”

ฉู่หว่านหนิงไม่พูดอะไร โม่หรานเอ่ยเสียงเรียบ “ยังมีที่เป้าด้านหลังพวกเจ้าอีกสองดอก”

ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักเหล่านั้นได้ยินต่างไม่เชื่อ พากันหันไปมอง จากนั้นทุกคนต่างครั่นคร้าม ดาวกระจายสองดอกที่เหลือปักลึกอยู่ในเป้าทิศตรงกันข้าม หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา เข้าเป้าสีแดงอย่างแม่นยำ

ท่ามกลางป่าไผ่เสียงดังซ่าๆ แสงอรุณสาดส่อง ศิษย์ของผู้อาวุโสเสวียนจีตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก ฉู่หว่านหนิงยกมือปลดแถบผ้าไหมสีม่วงอ่อนที่ปิดตาออก นัยน์ตาหงส์เหลือบขึ้นเล็กน้อย ขนตาสั่นไหว

เขาคืนผ้าคาดศีรษะให้โม่หราน “เสียงแรกเมื่อครู่ คือเสียงที่ดาวกระจายทั้งสามเล่มกระทบกันกลางอากาศ หากควบคุมพลังวิญญาณได้ดี ก็จะทำให้สองดอกในนั้นถูกสะท้อนไปยังทิศทางตรงกันข้าม มักใช้โจมตีโดยไม่ให้ศัตรูทันตั้งตัวระหว่างต่อสู้ เพื่อชิงโอกาสลงมือก่อน”

เหล่าศิษย์หันไปมองกัน พลันศิษย์อายุน้อยคนหนึ่งตะโกนด้วยสีหน้ามุ่งมาด “ผู้อาวุโส นี่…นี่ควรฝึกอย่างไร มีเคล็ดลับหรือไม่”

ฉู่หว่านหนิง “โม่หราน ยื่นมือของเจ้าให้พวกเขาดู”

โม่หรานยิ้มพลางยื่นมือออกไป เหล่าศิษย์น้อยล้อมวงเข้ามา แย่งกันดูว่าบนมือโม่หรานมีความลับอะไร ผลสุดท้ายมองดูอยู่นาน ก็มองอะไรไม่ออกทั้งสิ้น กลับเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญหญิงคนนั้นที่พอมองแล้ว หัวใจก็เต้นกระหน่ำ แววตาระริกไหว

นางเพิ่งเข้าสำนักมาพร้อมกับพี่สาวน้องสาวคนอื่นๆ จิตใจยังไม่นิ่งสงบ มักลงเขาไปซื้อหนังสืออ่านเล่น หนังสือการจัดอันดับชวนพิศวงเล่มที่ฉู่หว่านหนิงเคยอ่านก่อนหน้านี้ พวกนางเองก็เคยเวียนกันอ่าน แม่นางน้อยทั้งหลายเห็นการจัดอันดับขนาด ต่างก็เขินอายและประหลาดใจ หัวเราะกันคิกคัก แอบถกเรื่องนี้กันเบาๆ อยู่ในห้องพักศิษย์…

“ข้าได้ยินว่า นิ้วมือของบุรุษยิ่งยาว จุดนั้นก็ยิ่งใหญ่โตมโหฬาร” ศิษย์พี่หญิงขวัญกล้าคนหนึ่งเอ่ยเช่นนี้ “ครั้งหน้าหากมีโอกาส ตอนไปกินข้าวที่โรงยายเมิ่ง ข้าจะเบียดไปอยู่ด้านหลังศิษย์พี่โม่ให้ได้ จะลองสังเกตดูสักหน่อย ข้าล่ะอยากเห็นนักว่ามือของเขาใหญ่แค่ไหน”

ต่อมาศิษย์พี่หญิงคนนั้นก็เบียดเข้าไปจริงๆ เพื่อจะให้ได้ต่อแถวรับข้าวข้างหลังโม่หราน นางจึงรีบร้อนวิ่งมา ไม่ทันระวังชนชามน้ำแกงหก น้ำแกงร้อนครึ่งชามสาดใส่ร่างโม่หราน

ปากน้อยของแม่นางอ้าเล็กน้อย ท่าทางทั้งเซ่อซ่าทั้งเก้อเขิน ขณะไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี ก็เห็นมือใหญ่เรียวได้สัดส่วนข้างหนึ่งยกชามที่ยังมีน้ำแกงร้อนหกเลอะขึ้นมา วางกลับไปบนตู้อาหาร จากนั้นก็เปลี่ยนชามใหม่มาให้

“อย่าทำหกอีก เสียของมากไม่ดี”

ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดึงดูดของเขา ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นถึงกับไม่กล้าเงยหน้า ใบหน้าแดงวูบ ไอร้อนพวยพุ่งจากศีรษะ เหมือนน้ำแกงในชาม

ตั้งแต่ต้นจนจบนางทำได้เพียงลอบชำเลืองโม่หราน ลอบมองช่วงเอวเขา เค้าโครงทรงพลัง ลอบมองอกเสื้อเขา แผ่นอกกว้าง และแน่นอนว่ามีมือคู่นั้นที่ถูกลอบมองมากที่สุด…

และตั้งแต่นางกลับมา ก็สรรหาคำชมอะไรไม่ออก สุดท้ายโพล่งออกมาได้แค่คำว่า “ชั้นยอด”

ตอนนั้นศิษย์น้องหญิงทั้งหลายในห้องต่างนิ่งงัน เม้มริมฝีปาก ในใจแต่ละคนรุ่มร้อน เต็มไปด้วยจินตนาการอันบรรเจิด

พลันน้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังขัดจังหวะความคิดของนางขึ้นมา…

“เห็นอะไรกันบ้าง”

ศิษย์คนหนึ่งเอ่ย “ผู้อาวุโสโปรดอภัย ศิษย์โง่เขลา มองไม่ออกจริงๆ”

“มือของศิษย์พี่โม่ดูแล้วเหมือนค่อนข้างมีพละกำลังเป็นพิเศษ?”

ทุกคนต่างแย่งกันพูด พอถึงตานาง หน้านางแดงก่ำ รู้สึกประหม่าจนหลุดปากออกไป “นิ้วมือยาวยิ่งนัก”

“?”

โม่หรานชะงัก ไม่รู้ว่าพวกเขาสังเกตเห็นอะไรบ้างกันแน่ จึงถือโอกาสเก็บมือของตน เกาศีรษะพลางหันไปมองฉู่หว่านหนิง

แม้ฉู่หว่านหนิงไม่รู้ว่านิ้วมือสื่อถึงอะไร แต่เขามิใช่คนทึ่มซื่อ เหลือบมองท่าทางใสซื่อเอียงอายของศิษย์หญิงผู้นั้น ในใจก็เริ่มจะรับรู้ได้รางๆ ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ สีหน้าค่อยๆ หม่นทะมึน สะบัดแขนเสื้อ เอ่ยเสียงเย็นชา “ดูอะไรไร้สาระ”

เห็นสีหน้าเขาเริ่มมีน้ำโห ศิษย์เหล่านั้นสะดุ้งตกใจ ต่างก้มหน้างุด

โม่หรานรู้สึกได้ถึงบรรยากาศตึงเครียด เขาไม่อยากให้ฉู่หว่านหนิงถูกเอาไปพูดว่าเป็นคนไร้เหตุผล ดังนั้นจึงเอ่ยยิ้มๆ ว่า “หนังด้านน่ะสิ”

จากนั้นก็เหลือบมองฉู่หว่านหนิง ก่อนเอ่ยต่อ

“ปลายนิ้วถลอกจนหนังด้าน แล้วก็ถลอกอีก วนซ้ำเกือบร้อยครั้ง จึงควบคุมพลังวิญญาณได้แม่นยำ ไม่มีวิธีลัดอะไรทั้งสิ้น”

หลังจากอยู่ฝึกเป็นเพื่อนพวกเขาจนถึงยามเที่ยง ศิษย์ส่วนใหญ่ต่างเริ่มจับเคล็ดกันได้บ้างแล้ว ฉู่หว่านหนิงจึงไม่อยู่ต่ออีก ศิษย์ของคนอื่น ชี้แนะรอบหนึ่งนั้นไม่เป็นไร แต่หากตั้งใจสั่งสอนเกินไป อาจทำให้ผู้อาวุโสเสวียนจีไม่สบายใจได้ เวลานี้ฉู่หว่านหนิงไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหก วัยที่เพิ่งออกจากเขาอีกแล้ว หลักการเรื่องการอยู่ร่วมกันบนโลก เขาย่อมพอจะเข้าใจบ้าง

เขากับโม่หรานเดินออกจากป่าไผ่ด้วยกัน มาถึงข้างสะพานไน่เหอ

ทั้งสองเดินใกล้กันยิ่งนัก ไหล่เคียงกัน ใต้แขนเสื้อที่ห้อยลง หลังมือมักเสียดสีกันอย่างคลุมเครือ เสียดสีจนหัวใจของแต่ละฝ่ายเริ่มชาและหวามละมุน ราวกับต้นอ่อนที่แตกยอดออกมาในฤดูวสันต์

รอบด้านไร้ผู้คน ในที่สุดโม่หรานก็ยื่นมือออกไปเงียบๆ กุมประสานนิ้วมือของฉู่หว่านหนิงเอาไว้ แม้จะเพียงไม่นานก็คลายออก แต่ใบหูของทั้งคู่ก็แดงเรื่อ ลำคอร้อนกระหาย

จะว่าไปนับตั้งแต่แนบชิดกันในคืนฝนพรำที่ตำบลอู๋ฉาง โอกาสที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันตามลำพังก็น้อยจนน่าสงสาร

บางครั้งปิดประตูนัวเนียกันในศาลาหงเหลียน ยังต้องกังวลว่าเซวียเจิ้งยงจะโผล่มาเยือนปุบปับ

ความจริงแล้ว จนกระทั่งบัดนี้ เพียงแค่นิ้วมือสัมผัสกันชั่วครู่ ก็ทำให้ในอกโม่หรานลุกเป็นไฟแล้ว เขาเอ่ยเสียงเบา “อาจารย์ คืนนี้เราไป…”

ยังไม่ทันพูดจบ ด้านหน้าพลันมีคนวิ่งมาอย่างเร่งร้อน ร่างสูงของโม่หรานเหยียดตรงทันที เม้มริมฝีปาก ยืนอยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไร คนผู้นั้นมิได้สังเกตเห็นความผิดปกติ วิ่งเข้ามาทำความเคารพ แล้วจึงเอ่ย “ผู้อาวุโสอวี้เหิง มีเรื่องด่วน ท่านประมุขเชิญท่านให้รีบไปที่ตำหนักตานซิน”

ฉู่หว่านหนิง “เกิดอะไรขึ้น”

“มีอาคันตุกะมา นำข่าวสำคัญมาด้วย เกี่ยวข้องกับสวีซวงหลิน ประมุขเซวียไม่อาจตัดสินใจผู้เดียวได้ จึงเชิญผู้อาวุโสทุกท่านไปหารือตั้งแต่เช้าตรู่ ขาดแต่ท่านแล้ว”

ฉู่หว่านหนิงได้ยินชื่อสวีซวงหลิน จึงไม่สนใจห้วงอารมณ์อ่อนละมุนอีก รุดไปยังตำหนักตานซินทันที

โม่หรานตามไปด้านหลัง พลางร้องเรียก “รอข้าด้วย ข้าเคยประมือกับสวีซวงหลิน อาจช่วยเหลือได้”

สองคนใช้วิชาตัวเบาทะยานไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็ถึงหน้าตำหนักตานซิน

เมื่อผลักประตูตำหนัก ในโถงเงียบกริบ นอกจากเซวียเจิ้งยงกับผู้อาวุโสทุกคนแล้ว ภายในโถงใหญ่ยังมีอีกสองคนที่โลหิตชุ่มโชกไปทั้งร่างยืนอยู่ด้วย

สายตาของโม่หรานตกอยู่ที่กล่องกระบี่ด้านหลังคนหนึ่งในนั้น รู้สึกค่อนข้างคุ้นตา ครู่ต่อมา เขาก็เบิกตากว้าง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน “เยี่ยวั่งซี?!”

 

[1] คำว่า “แต่งงาน” ในบริบทนี้ มาจากคำว่า “ฉวี่” (娶) ที่ใช้ในความหมายว่า “แต่งภรรยา” ในภาษาจีนคำว่าแต่งงาน จะมีการแบ่งแยกคำเรียก ถ้าเป็นผู้ชาย จะใช้คำว่า “ฉวี่” ถ้าเป็นผู้หญิง จะใช้คำว่า “จย้า” (嫁) ที่แปลว่า แต่งออก หรือออกเรือน

[2] ในสมัยโบราณ เป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกชายคนรัก หรือสามี

ใส่ความเห็น