fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 195 : อาจารย์ร้ายกาจที่สุดแล้ว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

195

อาจารย์ร้ายกาจที่สุดแล้ว

 

ได้ยินคนเรียกนาง เยี่ยวั่งซีหันหน้ามา สีหน้าของนางแม้อิดโรย แต่ดูสภาพจิตใจมิได้ย่ำแย่อย่างที่โม่หรานคิดไว้

พอเห็นโม่หราน เยี่ยวั่งซีก็หลุบตาลง ประสานมือทำความเคารพเขา ยังคงเป็นกิริยาเช่นบุรุษ…นางไม่อาจเปลี่ยนความเคยชินนี้ได้ “คุณชายโม่”

โม่หรานมองนาง จากนั้นก็มองหนานกงซื่อที่อยู่ข้างกายนาง

เขาอดถามไม่ได้ “นี่พวกท่าน…มาจากที่ใดกัน เหตุใดทั่วร่างจึงมีแต่เลือด…”

เยี่ยวั่งซี “เราออกเดินทางจากหลินอี๋ ระหว่างทางพบปีศาจและผีร้าย เสื้อผ้าจึงไม่เรียบร้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขออภัย”

โม่หรานกำลังจะถามต่อ เซวียเจิ้งยงเอ่ย “หรานเอ๋อร์มาแล้ว? ก็ดี ทุกคนเข้ามาคุยกันเถอะ”

ฉู่หว่านหนิงเดินเข้าไป ไม่มองโม่หรานอีก เข้านั่งประจำที่ตนเอง จัดเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อย แล้วมองไปยังหนานกงซื่อ

เขากับหนานกงซื่อแม้ไม่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์อาจารย์ แต่ก็มีบุญคุณเคยชี้แนะสั่งสอน มองอยู่สักพักก็รู้สึกสลดใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่ากลับเอ่ยอย่างเรียบง่ายเพียงว่า “…พวกเจ้าสบายดีหรือไม่”

ตั้งแต่สำนักหรูเฟิงล่มสลาย นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพบเจอพวกเขา และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพวกเขา

ขอบตาของหนานกงซื่อแดงเรื่อขึ้นมา เขาก้มหน้าลงทันที มือกำแน่น หลับตาข่มกลั้นอยู่พักใหญ่ จึงระงับอารมณ์ไม่ให้หลั่งน้ำตาต่อหน้าฉู่หว่านหนิงได้ น้ำเสียงแหบพร่า “ไม่…ไม่เป็นไร ล้วนผ่านมาได้”

ฉู่หว่านหนิงกลับถอนหายใจเบาๆ หลุบตาลง มิได้พูดอะไรอีก

เขามิได้เชื่อคำพูดของหนานกงซื่อ หลินอี๋อยู่ห่างไกล หนุ่มสาวสองคนเดินทางมาอย่างทุลักทุเลเช่นนี้ จะไม่ลำบากได้อย่างไร

เซวียเจิ้งยงปวดใจยิ่งนัก ช่วยอธิบายเรื่องราว “อวี้เหิง เมื่อครู่ท่านยังไม่มา เรื่องเป็นเช่นนี้ คุณชายหนานกงกับแม่นางเยี่ยพบเบาะแสบางอย่าง จึงตั้งใจรุดมาบอกพวกเรา”

“ได้ยินแล้ว เกี่ยวกับสวีซวงหลิน?”

“อืม”

ฉู่หว่านหนิง “นั่งลงค่อยพูดเถอะ”

โม่หรานไปยกเก้าอี้มา แต่หนานกงซื่อกับเยี่ยวั่งซีรู้สึกว่าร่างของพวกตนทั้งเหม็นและสกปรก จึงไม่ยอมนั่งลง ฉู่หว่านหนิงเองก็ไม่ฝืนใจพวกเขา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงถาม “หลังจากแยกกันที่หลินอี๋วันนั้น ภายหลังพวกเจ้าไปที่ใด”

หนานกงซื่อ “เนื่องจากไฟบรรลัยกัลป์ ข้ากับเยี่ยวั่งซีจึงถูกบีบให้ต้องไปหลบอยู่ที่เขาเวยซานซึ่งมีแม่น้ำผ่านกลางชั่วคราว” เขาเงียบไปสักพัก ก่อนเอ่ยต่อ “พื้นที่ของเขาเวยซานเปลี่ยวร้างห่างไกล ไม่สะดวกส่งข่าว ทั้งเยี่ยวั่งซียังได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นหลังจากเพลิงมอดดับ เราจึงพักฟื้นระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับ…กลับไปยังสำนักหรูเฟิง”

เวลานี้ได้ยินหนานกงซื่อกล่าวถึงสำนักที่ตนเคยอยู่แห่งนี้ สิ่งของยังอยู่ คนเปลี่ยนไป ฉู่หว่านหนิงเองก็บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร สักพักก็ถอนหายใจ เอ่ยว่า “ที่นั่นคงราบคาบไปหมดแล้ว”

“ปรมาจารย์กล่าวมิผิด ไม่เหลือต้นไม้ใบหญ้าสักต้น แต่ท่ามกลางซากปรักหักพังกลับมีบางสิ่งไต่ออกมา”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบตาขึ้น “อะไรหรือ”

“แมลงเหล่านี้”

หนานกงซื่อเปิดกระเป๋าที่เลอะคราบเลือดกระดำกระด่างตรงหน้าตนออก เปิดขึ้นมาเพียงครึ่งๆ กลางๆ ด้านในเต็มไปด้วยแมลงยั้วเยี้ย เปลือกเขียว มีลายจุดดำ ใหญ่สามเล็กสอง รวมเป็นห้าจุด ที่หางแมลงแผ่กลิ่นคาวเลือดจางๆ แมลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เบียดกันนิ่งอยู่ในกระเป๋า คล้ายกับกลัวแสงไฟ มีบางส่วนที่บินออกมา เกาะอยู่ที่ผนังและเสาในโถงตำหนักตานซิน จุดที่มันไต่ผ่านมีคราบเลือดลากเป็นทาง

โม่หรานจำแมลงชนิดนี้ได้ แมลงกินวิญญาณ

แมลงชนิดนี้มีชีวิตอยู่เฉพาะในสระโลหิตซึ่งอยู่ในละแวกสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋ เป็นแมลงที่อยู่ก็เหมือนไม่อยู่ ตายก็เหมือนไม่ตาย อาศัยกินเนื้อคนและวิญญาณหล่อเลี้ยงชีวิต

ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างรู้สึกว่าแมลงชนิดนี้น่าขยะแขยงยิ่งนัก ลู่ฉุนถึงขั้นเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูก ทนกลิ่นคาวเช่นนี้ไม่ไหว

“เราพบแมลงกินวิญญาณเหล่านี้ในซากปรักหักพัง” หนานกงซื่อกล่าว “เดิมข้าคิดว่าแมลงในสระโลหิตบางส่วนถูกดึงดูดให้บินมาถึงที่นี่ แต่ต่อมาพบว่าไม่ใช่”

“หมายความว่าอย่างไร”

“มีแมลงเยอะมาก ข้ากับเยี่ยวั่งซีเดินผ่านเจ็ดสิบสองเมืองของสำนักหรูเฟิง ตามซอกอิฐ ในดิน ในเถ้ากระดูก ทุกซอกทุกมุมล้วนมีแต่แมลงกินวิญญาณ เรารู้สึกผิดปกติ หลังจากตรวจดูอย่างละเอียด จึงพบว่าไม่เพียงมีแมลงตัวเต็มวัย ยังมีตัวอ่อน…ปรมาจารย์คงเข้าใจความหมายของข้า”

ฉู่หว่านหนิงไม่รู้จักแมลงพิษ แรกเริ่มก็ยังตะลึงอยู่บ้าง แต่พอคิดให้ละเอียด ก็เข้าใจขึ้นมา

สระโลหิตอยู่ข้างเขาเวยซาน มีแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งผ่ากลางแยกจากหลินอี๋ ปีกของแมลงกินวิญญาณเหล่านี้มีแรงบินน้อย ย่อมมีแมลงตัวเต็มวัยไม่มากที่ได้กลิ่นคนตายแล้วบินข้ามมาได้ ข้อนี้นับว่าเข้าใจได้ แต่แมลงตัวอ่อนเล่า

แมลงตัวอ่อนจะมีขาข้ามแม่น้ำข้ามภูเขามาเองได้อย่างไร จะมาถึงซากไหม้เกรียมของสำนักหรูเฟิงเองได้อย่างไร

ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้า “มีคนนำมาปล่อยไว้ที่นี่ล่วงหน้า?”

“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น”

ผู้อาวุโสทานหลางฟังอยู่ข้างๆ เข้าใจทันที “แมลงกินวิญญาณชนิดนี้กักเก็บพลังวิญญาณได้ หลังผ่านภัยพิบัติ วิญญาณพยาบาทกระจายไปทั่ว ในหลินอี๋มีผู้ฝึกบำเพ็ญจำนวนมาก แมลงเหล่านี้กินวิญญาณของผู้ฝึกบำเพ็ญ ก่อเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สะสมพลังวิญญาณต่างธาตุตัวแล้วตัวเล่า มีเมล็ดพันธุ์นับพันนับหมื่นเช่นนี้ ไม่ต้องใช้อาคมของตนเอง ก็สามารถวางค่ายกลจำนวนมากได้

“เช่นนั้นคนที่ปล่อยแมลงจะเป็นผู้ใด มีใครคาดการณ์ภัยพิบัติในหลินอี๋ได้ล่วงหน้า มีใครต้องการพลังวิญญาณจากภายนอก”

ไม่มีผู้ใดตอบ แต่คำตอบล้วนรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา

มีเพียงผู้ก่อการ สวีซวงหลิน หรือควรเรียกชื่อเดิมของเขา หนานกงซวี่

เซวียเจิ้งยง “ดังนั้นที่ช่วงนี้โลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงและล่างอาศัยร่องรอยอาคมหาเบาะแสของสวีซวงหลินมาตลอด สุดท้ายสิ่งที่เขาใช้กลับมิใช่พลังของตนเอง แต่อาศัยแมลงเหล่านี้?”

หนานกงซื่อ “อืม เป็นเช่นนั้น”

เซวียเจิ้งยงไตร่ตรองแล้วจึงเอ่ย “อืม…ตรวจจับอาคม แต่ไรมาล้วนตรวจจับได้เพียงของมนุษย์ ไม่อาจตรวจจับร่องรอยของสัตว์และปีศาจได้ หากสวีซวงหลินใช้วิธีนี้ ก็จะสามารถปกปิดร่องรอยได้นานมากจริงๆ”

เขายังถามทานหลาง “สามารถอาศัยร่องรอยของแมลง หาเบาะแสของสวีซวงหลินได้หรือไม่”

ทานหลาง “เป็นไปไม่ได้ แมลงกินวิญญาณเชื่อมโยงกับยมโลก หลังจากกินเศษวิญญาณจนอิ่มแล้ว พวกมันก็จะหายลงไปใต้ดิน สืบหาร่องรอยไม่ได้”

ฟังถึงตรงนี้ เซวียเจิ้งยงพลันนึกอะไรขึ้นได้ “ในเมื่อไปยังยมโลก เหตุใดไม่ลองถามไหฺวจุ้ยต้าซือดูสักหน่อย เขาน่าจะรู้เรื่องโลกภูตผี”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยทันที “ไม่จำเป็นต้องไปถามเขา”

“เพราะเหตุใด”

“ไปหาเขาก็ไม่มีประโยชน์” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “เขาไม่อยากแทรกแซงธุลีแดง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่มีทางบอก”

ฉู่หว่านหนิงเคยเป็นศิษย์ของไหฺวจุ้ย เวลานี้เขาพูดเช่นนี้ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แม้ทุกคนจะนึกสงสัย แต่ก็ไม่สะดวกใจที่จะพูดอะไรมากอีก ในตำหนักใหญ่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ผ่านไปพักใหญ่ เซวียเจิ้งยงเอ่ยพึมพำ “เช่นนั้นควรทำอย่างไรดี ในเมื่อสวีซวงหลินใช้พลังอาคมของแมลงพิษหลบเลี่ยงการตามล่าได้ เราสืบอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ หรือว่าจะปล่อยเขาไป?”

ฉู่หว่านหนิงเสนอ “เปลี่ยนวิธีตามล่า ได้หรือไม่”

“หมายความว่าอย่างไร”

“ท่านประมุข ตอนที่สวีซวงหลินจากไป เขานำสิ่งของไปด้วยสามอย่าง ท่านคงจำสามสิ่งนั้นได้?”

เซวียเจิ้งยงนับนิ้วกล่าว “แก่นวิญญาณของหลัวเฟิงหฺวา หนานกง…” เขาเหลือบมองหนานกงซื่อแวบหนึ่ง ลอบถอนหายใจ เอ่ยเสียงเบาลง “เจ้าสำนักหนานกง ยังมีเทพศัสตราอีกเล่มหนึ่ง”

ฉู่หว่านหนิง “ประเสริฐนัก คนผู้หนึ่งกระทำการมักต้องมีจุดมุ่งหมาย ตอนที่เขารีบร้อนหนีไป ยังยืนกรานจะนำสิ่งของทั้งสามนี้ไปด้วย ย่อมมิใช่เพราะเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำเด็ดขาด เช่นนั้นตามความเห็นท่านประมุข สวีซวงหลินผู้นี้ พาพี่ชายเขาไปทำไม”

“อืม…แก้แค้น?”

“เช่นนั้นเขานำเทพศัสตราไปด้วย เพื่อทำอะไรอีก”

เซวียเจิ้งยงครุ่นคิด “อาศัยพลังวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งห้า ฉีกรอยแยกโลกภูตผี”

“ฉีกรอยแยกโลกภูตผีเพื่อแก่นวิญญาณของหลัวเฟิงหฺวา” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “เขาไม่มีความจำเป็นต้องฉีกเป็นครั้งที่สอง”

“เช่นนั้นทำเพื่ออะไร”

ฉู่หว่านหนิง “ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง เขาทำเพื่ออาคมเกิดใหม่”

เซวียเจิ้งยงตะลึง “แต่อาคมเกิดใหม่…ไม่ต้องพึ่งพลังวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งห้าก็ได้ ไหฺวจุ้ยต้าซือก็เคยใช้มิใช่หรือ”

ฉู่หว่านหนิงส่ายหน้า “ไหฺวจุ้ยเคยบอกว่า อาคมเกิดใหม่บนโลกมิได้เหมือนกัน ฉะนั้นท่านประมุขไม่จำเป็นต้องอ้างอิงวิธีที่เขาใช้”

ทานหลางฟังถึงตรงนี้ก็แค่นหัวเราะเย็นชาทีหนึ่ง “ผู้อาวุโสอวี้เหิงวาจาเลื่อนลอยไร้หลักฐาน เหตุใดจึงกล้าคาดเดาเป็นตุเป็นตะว่าสวีซวงหลินทำเรื่องเหล่านี้เพื่อฝึกอาคมเกิดใหม่ที่เป็นอาคมต้องห้าม”

ฉู่หว่านหนิง “อาศัยสิ่งสุดท้ายที่เขานำไป แก่นวิญญาณของหลัวเฟิงหฺวา”

ในตำหนักใหญ่ น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงหนักแน่นทุ้มต่ำ ทั้งมีแบบแผน

“หลายปีก่อน ข้าเคยถามวิญญาณของแม่นางที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมผู้หนึ่งในตำบลไฉ่เตี๋ย ในวัยเยาว์แม่นางผู้นี้เคยพบคนบ้าที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด เอาส้มยัดปากให้นางกิน ทั้งยังบอกว่าดวงตาของนางเหมือนสหายเก่าผู้หนึ่งของเขายิ่งนัก สุดท้ายคนบ้าผู้นั้นยังเอ่ยประโยคหนึ่ง…หลินอี๋มีบุรุษ อายุยี่สิบหัวใจก็ตายแล้ว”

อายุยี่สิบปี นั่นคืออายุที่หนานกงซวี่ถูกใส่ร้าย ถูกผู้คนประณามจนไม่อาจลุกขึ้นได้อีกตลอดกาล

งานชุมนุมเขาหลิงซานในปีนั้น เขาฮึกเหิมห้าวหาญ เย่อหยิ่งลำพอง รู้สึกว่าขอเพียงอาศัยพรสวรรค์และความพยายามทั้งชีวิตของตน ก็จะได้ครอบครองความเป็นธรรม ครอบครองสิ่งที่ตนสมควรได้รับ

ทว่าการพยายามอย่างสุดความสามารถของเขา สุดท้ายกลับได้มาเพียงชื่อเสียงฉาวโฉ่ชั่วชีวิต

อาวุธในมือ ปณิธานในใจ กลับสู้ฝีปากและนิสัยเลียแข้งเลียขาของพี่ชายไม่ได้

เขาแค้นนัก

แค้นฝังลึกจนไม่มีที่ให้ร้องขอความเป็นธรรม คนทั้งหมดล้วนหัวเราะเยาะหยันเขา ปรักปรำเขา เหยียดหยามเขา

สุดท้ายคนเป็นกลายเป็นคนตาย คนตายกลายเป็นผีร้าย

ผีร้ายคลานออกมาจากกองเลือดและความเคียดแค้นอันใหญ่หลวง หมายทวงคืนความยุติธรรมที่ตนสมควรได้รับจากวิญญูชนผู้เที่ยงตรงทั้งหมดบนโลกนี้

“คนบ้าผู้นี้คงไม่ต้องพูดให้มากความแล้ว เขาก็คือสวีซวงหลิน เช่นนั้นสหายเก่าของเขาคือใคร ดวงตาของหลัวเซียนเซียนเหมือนผู้ใด”

“ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึง ทั้งยังแซ่หลัว…” เซวียเจิ้งยงเอ่ยด้วยความตกตะลึง “คงมิใช่หลัวเฟิงหฺวากระมัง”

ฉู่หว่านหนิง “ข้าคิดว่าน่าจะเป็นหลัวเฟิงหฺวา ใต้ทะเลสาบจินเฉิง สวีซวงหลินทดลองกลหมากเจินหลงและอาคมเกิดใหม่ กลหมากเจินหลงใช้บงการผู้อื่น อาคมเกิดใหม่ใช้เพื่อผู้ใด เขานำร่างสองร่างไป เจ้าสำนักหนานกง และหลัวเฟิงหฺวา คงมิใช่ทำเพื่อเจ้าสำนักหนานกงแน่”

เซวียเจิ้งยงพึมพำ “แต่เขาจะคืนชีพหลัวเฟิงหฺวาไปทำไม หลัวเฟิงหฺวาคือคนที่เคยใส่ร้ายเขามิใช่หรือ”

“ใจคนยากหยั่ง มิอาจพูดส่งเดช” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “เพียงแต่เขานำร่างของหลัวเฟิงหฺวาไป นอกจากทำให้คืนชีพแล้ว ข้าก็คิดจุดประสงค์อื่นไม่ออก”

ทุกคนนิ่งเงียบ หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียด พวกเขาก็เห็นว่าฉู่หว่านหนิงวิเคราะห์ได้ไม่ผิดจริงๆ แต่ยังคงไร้ข้อยืนยัน ที่สุดแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการสันนิษฐานของพวกเขาเท่านั้น คำตอบของคำถามข้อนี้ คงมีเพียงตัวสวีซวงหลินที่ไม่รู้ว่าเวลานี้หลบซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่ตอบได้

หลังจากเลิกประชุม โม่หรานใคร่ครวญอยู่นาน คืนนั้นเขาไปหาเซวียเจิ้งยงที่เรือนอุ่น

เซวียเจิ้งยงกำลังอ่านตำรา พลิกดูเนื้อหาเกี่ยวกับ “แมลงกินวิญญาณ” หวังจะเจอข้อมูลที่สามารถตามสืบเบาะแสของสวีซวงหลินได้

“ท่านลุง”

“หรานเอ๋อร์? ดึกป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือ”

“นอนไม่หลับ ข้ามีเรื่องอยากถามท่านลุง”

เซวียเจิ้งยงพยักพเยิดให้เขานั่งลง โม่หรานก็ไม่ร่ำไร ถามเข้าประเด็น “ท่านลุงทราบหรือไม่ หลัวเฟิงหฺวา…ซึ่งก็คืออาจารย์ของสวีซวงหลิน เป็นคนอย่างไรกันแน่”

“หลัวเฟิงหฺวาน่ะหรือ” เซวียเจิ้งยงมุ่นคิ้ว หลังจากคิดอยู่นานก็ส่ายหน้า “ข้าไม่ค่อยติดต่อกับเขา จึงบอกไม่ได้แน่ชัด ก็คง…เที่ยงตรง เด็ดเดี่ยว ยุติธรรม พูดน้อย แต่ความจริงนิสัยใจคอดียิ่งนัก ทำสิ่งใดล้วนกล้าหาญ ไม่ชักช้าร่ำไร ช่วงที่เขาเป็นเจ้าสำนักหรูเฟิง ยังเคยส่งศิษย์มาช่วยปราบปีศาจที่โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง”

“เช่นนั้นสรุปก็คือ นอกจากเรื่องที่เขาแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักของสกุลหนานกง จุดอื่นล้วนไม่มีข้อให้ตำหนิใช่หรือไม่”

เซวียเจิ้งยงถอนหายใจ “ถูกแล้ว ไม่เพียงไม่มีข้อให้ตำหนิ เขาเป็นคนดีเลยทีเดียว ข้าไม่เข้าใจเลยว่า คนอย่างเขา เหตุใดจึงลงคำสาปร้ายแรงเช่นนั้นกับศิษย์ของตน”

โม่หรานขบคิดครู่หนึ่ง พลันเอ่ย “ท่านลุงรู้สึกหรือไม่ ที่ท่านบรรยายถึงหลัวเฟิงหฺวาเมื่อครู่ ฟังดูออกจะเหมือนคนผู้หนึ่งอยู่บ้าง”

เซวียเจิ้งยงชะงัก “เจ้าจะบอกว่าอวี้เหิง? …พอเถอะ อวี้เหิงที่ไหนจะนิสัยดี”

“มิใช่ เป็นคนอื่น”

“ผู้ใด”

“เยี่ยวั่งซี”

“หา…” นัยน์ตาพยัคฆ์ของเซวียเจิ้งยงค่อยๆ เบิกกว้าง เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาอย่างช้าๆ “เยี่ยวั่งซี…”

คนผู้นี้ใจกว้างเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งทรหด อุปนิสัยคล้ายคลึงกับหลัวเฟิงหฺวาซึ่งเป็นเจ้าสำนักเพียงหนึ่งปีในความทรงจำผู้นั้นจริงๆ

“เหมือนหรือ”

“…เหมือน”

เซวียเจิ้งยงเริ่มประหลาดใจ เพราะเพศของเยี่ยวั่งซีกับหลัวเฟิงหฺวาต่างกัน อายุก็ห่างกันมาก ตำแหน่งในสำนักหรูเฟิงก็ต่างกัน ฉะนั้นที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยนำสองคนนี้มาเปรียบเทียบกันเลย ยามนี้โม่หรานเอ่ยขึ้นมา จึงรู้สึกว่าสองคนนี้เหมือนกันราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน

เซวียเจิ้งยงยิ่งคิดยิ่งประหลาดใจ ความทรงจำที่ฝุ่นจับมานานค่อยๆ ผุดขึ้นมา เขาถึงขั้นจำได้รางๆ ว่า ตอนที่หลัวเฟิงหฺวายังเป็นเพียงเค่อชิงของสำนักหรูเฟิง เสื้อผ้าที่สวมใส่คล้ายคลึงกับชุดที่เยี่ยวั่งซีสวมใส่เป็นประจำอย่างยิ่ง

ยังมีกิริยาท่าทาง และลักษณะการพูดจาของสองคนนี้

หรือแม้กระทั่งวิธีน้าวคันธนู…

ในวัยเยาว์ เขาเคยเห็นหลัวเฟิงหฺวาน้าวคันธนู ครั้งนั้นเป็นงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของหนานกงหลิ่ว สำนักหรูเฟิงเชิญสองพี่น้องสกุลเซวียเช่นกัน เซวียเจิ้งยงจำได้ว่าท่ามกลางหิมะโปรยปรายติดต่อกันหลายวัน หลัวเฟิงหฺวาใช้เพียงสามนิ้วน้าวสายธนู นิ้วก้อยเกร็งตึง หัวลูกศรพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างงดงาม ฝ่าปุยหิมะเวิ้งว้าง กระต่ายภูตหิมะตัวหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปร้อยก้าวล้มลงกับพื้น

คนโดยรอบพากันชื่นชมฝีมือยิงธนูของเขา หลัวเฟิงหฺวาเพียงยิ้มอ่อนโยน พลิกมือคล้องธนูไว้ที่แขนซ้ายอย่างส่งๆ ปลายนิ้วลูบสายธนูโดยไม่รู้ตัว

นั่นเป็นท่าทางที่ทำออกมาอย่างลื่นไหล ดูเป็นอิสรเสรี มิได้น่าเกรงขามยิ่งใหญ่เหมือนคนอื่น

เซวียเจิ้งยงมองดูอยู่ข้างๆ ด้วยความตื่นตา ถึงกับจดจำได้ขึ้นใจ

เวลานี้ จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ ตอนเกิดศึกรอยฟ้าแยก เยี่ยวั่งซีกับหนานกงซื่อใช้ธนูเหมือนกัน ลูกธนูขนนกของหนานกงซื่อรวดเร็วและรุนแรง แต่เซวียเจิ้งยงกลับไม่รู้สึกประทับใจมากนัก กลับเป็นเยี่ยวั่งซี หลังจากยิงธนูขนนกออกไปแล้ว มักจะคล้องคันธนูไว้ที่ข้อพับแขนข้างซ้ายด้วยความเคยชิน ปลายนิ้วก็ลูบสายธนูโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน

ตอนนั้นตนถึงกับมองซ้ำอย่างอดมิได้ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าท่วงท่าอ่อนโยนไหลลื่น อิสรเสรีและเยือกเย็นเช่นนี้ ช่างเหมือนกับคนผู้หนึ่งยิ่งนัก

เขาพลันตบหน้าผากตนเอง “ไอ้หยา จริงด้วย…จริงด้วยๆๆ! เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!”

โม่หรานเลิกคิ้ว “อะไรเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน”

“ท่ายิงธนู หลัวเฟิงหฺวาเหมือนกับเยี่ยวั่งซียิ่งนัก ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ผิดเพี้ยน!”

โม่หรานมองเซวียเจิ้งยงอุทานด้วยความประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ท่านลุงกล่าวผิดแล้ว”

“หา? ผิดที่ใด”

“เหตุและผลผิดแล้ว”

“เหตุและผล?”

“อืม มิใช่หลัวเฟิงหฺวาเหมือนเยี่ยวั่งซี” โม่หรานถอนหายใจเอ่ย “เป็นเยี่ยวั่งซีเหมือนหลัวเฟิงหฺวาอย่างยิ่ง”

ขณะที่เอ่ยเช่นนี้ นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายเจิดจ้า ในที่สุดครั้งนี้เขาก็แน่ใจได้ ไม่มีทางเดาผิดแน่นอน สวีซวงหลินใช้อาคมเกิดใหม่เพื่อฟื้นคืนชีพหลัวเฟิงหฺวา

แม้เขาไม่รู้ว่าเรื่องแต่เก่าก่อนของสำนักหรูเฟิงในปีนั้นยังซ่อนความดำมืดไว้อีกมากเท่าใด แต่สองชาติแล้ว ชาติก่อนสวีซวงหลินตายเพื่อเยี่ยวั่งซีได้ ชาตินี้ยอมทรยศสำนักหรูเฟิง ไม่ทรยศนาง เพราะเหตุใด

เขาไม่คิดว่าสวีซวงหลินตัดใจไม่ลงเพียงเพราะเยี่ยวั่งซีเป็นบุตรีบุญธรรมของตนเอง

สวีซวงหลินผู้นี้ ดูเป็นคนอิสรเสรียิ่งนัก ที่พูดว่า “หลินอี๋มีบุรุษ อายุยี่สิบหัวใจก็ตายแล้ว” เรือนที่ตนพำนักก็ตั้งชื่อว่า “เรือนซานเซิง” ล้วนสื่อถึงการลืมเรื่องราวในอดีต ถึงขั้นตั้งชื่อบุตรีบุญธรรมของตนอย่างชัดแจ้งเช่นนั้น

วั่งซี

ลืมตัวตนในอดีตและสหายเก่าในวันวาน ลืมบุญคุญความแค้นในอดีต

แต่สวีซวงหลินกลับปลูกฝังเยี่ยวั่งซีจนกลายเป็นเงาสะท้อนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ลืมไม่ลง ปลูกฝังเด็กกำพร้าที่ถูกคนทอดทิ้งผู้นี้จนกลายเป็นอีกคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

คนที่หวังว่าตนจะลืมเลือนเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมดผู้นี้ กลับมีชีวิตจมอยู่ในปลักตมแห่งความทรงจำมาโดยตลอด

ถึงจุดนี้ ในใจโม่หรานก็เริ่มคาดเดาได้รางๆ คงเป็นเพราะตนก็เคยบ้าคลั่งอยู่ในความมืดมน เขาจึงรู้สึกว่าตนน่าจะเดาการกระทำของสวีซวงหลินได้แม่นยำกว่าคนอื่นอยู่บ้าง เพียงแต่ความคิดเหล่านี้เขาไม่สะดวกจะบอกกล่าวกับผู้อื่น ได้แต่ประเมินและเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ เช่นนี้

วันต่อมา เซวียเจิ้งยงที่ค้นตำราแต่ไร้ผลเรียกคนมาหารืออีกครั้ง “กูเย่ว์เยี่ยเชี่ยวชาญเรื่องแมลงพิษ ในเมื่อพบในที่ตั้งเก่าของสำนักหรูเฟิง มิสู้รายงานให้เจียงซีทราบก่อน”

เสวียนจีเห็นด้วย “หัตถ์ทิพย์หานหลินปรมาจารย์โอสถอันดับหนึ่งในใต้หล้าอยู่ใต้อาณัติเจียงซี ให้เขาหาวิธีสืบค้น น่าจะไม่มีข้อผิดพลาด”

ทว่าฉู่หว่านหนิงกลับนิ่วหน้า ถามเยี่ยวั่งซี “แม่นางเยี่ย ตั้งแต่เล็กจนโต เจ้าเคยเห็นพ่อบุญธรรมเจ้าเลี้ยงแมลงพิษหรือสัตว์พิษอะไรหรือไม่”

“ไม่เคย”

“เช่นนั้นวิชาแพทย์กับวิชากำราบสัตว์เล่า เคยศึกษาหรือไม่”

“เขา…เคยเลี้ยงนกแก้วเพียงตัวเดียว อย่างอื่นอย่าว่าแต่สัตว์ประหลาดหรือภูตพราย เพียงแค่ลูกสุนัขธรรมดาๆ เขาก็ไม่มีความคิดจะเก็บมาเลี้ยง วิชาแพทย์ยิ่งอ่อนด้อย”

ฉู่หว่านหนิงฟังจบก็เอ่ยกับเซวียเจิ้งยง “เรื่องแมลงกินวิญญาณ อย่าเพิ่งบอกกูเย่ว์เยี่ย”

“เพราะเหตุใด”

“ในเมื่อสวีซวงหลินไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ทั้งไม่เชี่ยวชาญวิชากำราบสัตว์ เช่นนั้นผู้ที่เลี้ยงและบงการแมลงพิษไม่แน่ว่าจะต้องเป็นเขา แต่เป็นไปได้มากว่าจะเป็นเจ้าของมือที่ยื่นออกมาจากรอยแยกในตอนสุดท้าย”

“ท่านสงสัยกูเย่ว์เยี่ย…”

“มิอาจสรุปส่งเดช” ฉู่หว่านหนิงเอ่ย “แต่รอบคอบไว้จะดีกว่า”

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 195 : อาจารย์ร้ายกาจที่สุดแล้ว

ใส่ความเห็น