fbpx

[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 91

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน), death (การตาย),
depression (ภาวะซึมเศร้า), gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) และ suicide (การฆ่าตัวตาย)

 

———————————————————–

 

ตอนที่ 91

ยามดึกสงัด

กระแสลมเย็นทวีความเร็วและรุนแรงมากขึ้นจนร่างกายสัมผัสได้ สมาชิกทั้งสิบสี่คนแขวนตัวอยู่บนต้นไม้ ใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที

“เหอจือเวิ่น นายลองดูอีกที” ซ่งเฝ่ยยังไม่ยอมแพ้

เหอจือเวิ่นประคองรีโมตบังคับโดรนไว้บนหน้าขาที่สั่นสะท้าน มือหนึ่งโอบรอบกิ่งไม้ มือหนึ่งขยับคันโยก บังคับให้เครื่องบินโดรนกลับขึ้นไปบนหลังคาอีกครั้ง ก่อนจะหันมองซ่งเฝ่ยอย่างจนปัญญา “ฉันลองมาหลายครั้งแล้ว นายเองก็เห็นแล้วนี่ว่ามันไม่ได้ผล ถ้าพวกมันไม่เห็นพวกเราก็คงพอไหว แต่ตอนนี้พวกมันล็อกเป้าหมายไว้ที่พวกเราแล้ว ถึงยังไงใบพัดของเครื่องบินก็ไม่น่าดึงดูดเท่ามนุษย์ที่ยังมีชีวิตหรอก”

ชีเหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ต้องหาวิธีทำให้พวกมันมองไม่เห็นพวกเรา”

ซ่งเฝ่ยกลอกตา “พูดน่ะง่าย แต่ตอนนี้พวกเราก็เหมือนกับถังหูลู่ [1] ที่ปักอยู่บนมัดฟาง รอบข้างว่างเปล่า จะไปซ่อนตัวที่ไหนล่ะ”

“นี่ ฉันก็ไม่ได้อยากค่อนแคะว่าพวกนายไม่มีวิสัยทัศน์หรอกนะ แต่ก็ควรจะเลือกต้นไม้แบบพี่ชายนี่ สูงเด่นเห็นแต่ไกล เบื้องล่างลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ต่อให้พวกมันเงยหน้าก็เห็นแต่กิ่งไม้เท่านั้น” หลัวเกิงผู้เลือกต้นไม้ที่อยู่ใกล้หอประชุมที่สุด ลำต้นสูงใหญ่ มีกิ่งก้าน และใบปกคลุมหนาแน่นที่สุดเอ่ยอย่างได้ใจ

“นายปีนขึ้นไปสูงมากเลย” ซ่งเฝ่ยเอ่ยชม

“แน่นอนอยู่แล้ว”

“มองเห็นหลังคาหอประชุมไหม”

“ใกล้แค่เอื้อม ชัดเจนแจ่มแจ้ง”

“มีซอมบี้ไหม”

“นายหมายถึงบนหลังคาเหรอ จะมีได้ยังไง”

“โอเค กระโดดข้ามไปเลย”

“…”

หลัวเกิงมองหลังคาหอประชุมที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งเมตร จากนั้นก็เหลือบมองความสูงราวหุบเหวลึกที่อยู่ด้านล่าง ก่อนจะรีบเย็บปากตนเองทันที

“อันที่จริงฉันก็ไม่ได้ปีนสูงขนาดนั้นหรอก จริงๆ นะ…”

ซ่งเฝ่ยรู้ว่าหน้าที่นี้ค่อนข้างยากลำบาก แต่พอกวาดตามองไปรอบๆ ก็พบเพียงตำแหน่งของหลัวเกิงเท่านั้นที่พอจะลงมือทำได้ “พวกเราจะติดแหง็กอยู่บนต้นไม้ตลอดไปไม่ได้ สูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ อีกอย่าง ซอมบี้ก็ไม่ยอมไปไหนแน่ๆ ยิ่งยื้อเวลาออกไปเท่าไหร่ก็จะยิ่งแย่”

หลัวเกิง “ฉันรู้ว่าพวกเราต้องรีบหาสถานที่ปักหลักให้เร็วที่สุด แต่ถ้าฉันก้าวพลาดล่ะ พวกนายจะสูญเสียสหายที่น่ารักคนหนึ่งไปตลอดกาลเลยนะ พวกนายเคยคิดบ้างไหม!”

ซ่งเฝ่ย “คำพูดที่ฟังดูยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ เรื่องที่ยากลำบากอย่างการตามจีบระเบิดน้อย นายก็อดทนมาได้ตลอดไม่ใช่หรือไง!”

หลัวเกิง “ก็จะทนไม่ไหวแล้วนี่ไง!”

หลินตี้เหล่ย “ช่างเป็นข่าวที่น่าเศร้าจริงๆ”

หลัวเกิง “…”

ซ่งเฝ่ย “…”

หลัวเกิง “ซ่งเฝ่ย ฉันบอกนายกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าห้ามฉัน ฉันกระโดดละนะ!!!”

สิ้นเสียงตะโกนกร้าว หลัวเกิงก็กระโจนตัวขึ้นไปกลางอากาศ ออกแรงถีบกิ่งไม้ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ก่อนจะได้ยินเพียงเสียงกร๊อบอันคมชัดของกิ่งไม้ที่หักร่วงลงไป แล้วหลัวเกิงก็ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงขอบหลังคาหอประชุม

ตำแหน่งความสูงของต้นไม้ที่เขาปีนอยู่นั้น ใกล้เคียงกับหลังคาซึ่งสูงกว่าราวหนึ่งศีรษะ ดังนั้นเมื่อกระโดดขึ้นจึงต้องพุ่งตัวไปด้านหน้าและด้านบนพร้อมกันอย่างรวดเร็ว จึงจะมั่นใจได้ว่าตนเองไม่พลัดตกลงไประหว่างการกระโดด ทว่าสุดท้ายก็เกือบจะทำพลาดซะแล้ว

โชคดีที่ยังเกาะไว้ได้ทัน

ภายในพริบตาเดียว หลัวเกิงก็พยายามใช้ปลายนิ้วที่จับชายคาไว้แน่น ดึงร่างของตนเองขึ้นไปทันที

ในที่สุดศีรษะของเขาก็ปรากฏเหนือหลังคาหอประชุม เท้าข้างหนึ่งเกาะเกี่ยวชายคาอย่างรวดเร็ว มือเท้าสอดประสาน ก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปได้อย่างสวยงาม

หลัวเกิงนอนแผ่อยู่บนหลังคา หอบหายใจถี่พลางจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืน

แม้ริมฝีปากของทุกคนจะมีรอยยิ้ม แต่ก่อนหน้านี้หัวใจของพวกเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ

หลัวเกิงนอนแผ่แค่ครู่เดียวก็รีบดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลดกระเป๋าเป้ ดึงเชือกออกมา ก่อนจะเริ่มมองหาที่ผูก

แม้ซ่งเฝ่ยจะอยู่ใกล้หลังคา แต่ไม่สามารถกระโดดข้ามไปได้แน่ๆ จึงปลดกระเป๋าเป้ออก แล้วเหวี่ยงขึ้นไปให้

หลัวเกิงเข้าใจความหมายในทันที เขาหยิบเชือกของซ่งเฝ่ยออกมา ผูกเชือกสองเส้นต่อกันจนได้ความยาวที่ใช้การได้ สุดท้ายก็โรยเชือกลงไปทางด้านซ้ายประตูทางเข้าหลักของหอประชุม ปลายเชือกอยู่ห่างจากพื้นประมาณหนึ่งเมตร

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องรอคำสั่งจากสหายร่วมรบ หลัวเกิงก็วิ่งไปสุดทางอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหลังของหอประชุม นอนคว่ำลงไปกับหลังคา และเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงทันที

ภายใต้แสงจันทร์ ไม่มีเพลงไหนจะเหมาะเหม็งไปมากกว่าเพลงรักอีกแล้ว

“หากฉันเป็นไฮเพอร์โบลา~~เธอก็คือเส้นกำกับ~~หากฉันเป็นฟังก์ชันผกผัน~~เธอก็คือเส้นแกนพิกัด~~แม้เราจะมีวาสนาต่อกัน~~เกิดขึ้นในระนาบเดียวกัน~~แต่เรากลับไร้วาสนา~~ขนาบข้างไปแต่ไม่บรรจบกัน…” [2]

สหายทั้งหมดไม่รู้ว่าเนื้อเพลงต้นฉบับเป็นอย่างไร แต่เมื่อหลัวเกิงร้องเพลงนี้ออกมา ช่างทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะหลั่งน้ำตาเลยทีเดียว ราวกับเป็นตำนานความรักที่นองไปด้วยเลือดและน้ำตา เพราะไม่อาจรั้งหญิงงามเอาไว้ได้

ดวงตาทั้งสิบสองคู่หันมองหลินตี้เหล่ย…ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจหัวอกของหลัวเกิงบ้างเลย

ระเบิดน้อยทำไม่รู้ไม่ชี้ ยืนนิ่งมองคนอื่นแก้สมการคณิตศาสตร์โดยไม่ทุกข์ร้อน

ระหว่างที่พวกเขากำลัง “สื่อสารผ่านสายตา” หลัวเกิงก็ดึงดูดซอมบี้ให้ตามเสียงไปได้บ้างแล้ว เขาไม่ได้ร้องเพลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเริ่มวิ่งไปวิ่งมาตรงขอบหลังคาไปด้วย เมื่อทำสองสิ่งพร้อมกัน จึงเรียกความสนใจจากซอมบี้ได้มากกว่าถังหูลู่บนกิ่งไม้อย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายก็เหลือซอมบี้เพียงสองตนที่ยังคงวนเวียนอยู่ใต้ต้นไม้ของเฉียวซือฉีกับโจวอีลวี่

โจวอีลวี่ขี้เกียจชวนทะเลาะว่านี่เป็นเพราะเสน่ห์ของใคร เขาปีนลงมาอย่างเงียบเชียบ เรียกซอมบี้ให้เข้ามาหา ก่อนจะใช้หอกแทงราวสามถึงห้าครั้ง จากนั้นร่างของพวกมันทั้งคู่ก็ล้มตึงลงไป

ขณะนี้ซอมบี้บ้าคลั่งทั้งหลายไปรวมตัวกันที่ด้านหลังหอประชุมหมดแล้ว ส่วนทางประตูด้านหน้าโล่งโจ้งทางสะดวก

สมาชิกทั้งหมดรีบปีนลงมาจากต้นไม้เหมือนนกฮูก ก่อนจะค่อยๆ ไต่เชือกปีนขึ้นไปบนอาคาร

คนสุดท้ายที่ปีนขึ้นไปคือชีเหยียน ทันทีที่สองเท้าเหยียบหลังคา ก็รีบดึงเชือกเก็บ

เป็นจังหวะเดียวกับที่หลัวเกิงเพิ่งร้องเพลงเดิมวนจบเป็นรอบที่สาม

ทุกคนถอยร่นกลับเข้าไปกลางหลังคา เพื่อป้องกันไม่ให้ซอมบี้มองเห็นเงาร่างของสิ่งมีชีวิต แต่แน่นอนว่าบนหลังคาไม่ได้อุ่นไปกว่าบนต้นไม้เลยสักนิด

“ตอนนี้จะทำยังไงต่อดี” เฝิงฉี่ไป๋เอ่ยถาม “รออยู่ที่นี่ ให้พวกซอมบี้แยกย้ายกันไปเองเหรอ”

ไม่รอให้คนอื่นตอบคำถาม ชีเหยียนก็รีบเอ่ยแทรกก่อน “การแสดงของคณะพวกนายมีวันไหน”

“วันที่ยี่สิบธันวาคม ทำไมเหรอ” เฝิงฉี่ไป๋ไม่เข้าใจความหมายของสหายร่วมรบ

“ก็แปลว่าเกิดเรื่องขึ้นก่อนที่จะมีการแสดง”

“ใช่แล้ว มีการปิดหอประชุมเพื่อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษระดับสี่และหก เพราะเสียงกลองในหอประชุมดังเกินไป”

“การซ้อมใหญ่ล่ะ เหลือเวลาอีกสองวันก่อนแสดง ต้องแต่งตัวแต่งหน้ามาซ้อมที่นี่ด้วยไหม”

“การซ้อมใหญ่ในหอประชุมซ้อมเสร็จก่อนสอบล่วงหน้าสองวันแล้ว ถึงแม้คณะของเราจะจัดการแสดงขึ้นมา แต่คณาจารย์ระดับบริหารก็ให้ความสำคัญมาก เลยห้ามคนเข้าไปยุ่มย่ามในหอประชุมหลังจากที่ทำความสะอาดและเตรียมการบริเวณด้านในเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงคณบดีจะรู้สึกไม่วางใจ แต่ก็ให้ซ้อมใหญ่ครั้งสุดท้ายที่คณะของพวกเราเท่านั้น”

“ฉันเป็นพยานได้” นอกจากคนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ อู๋โจวมีสิทธิ์พูดมากที่สุด “ตอนไปตามหาวิทยุ ในอาคารอี้ซินอย่างกับมีเทศกาลวันฮัลโลวีนแน่ะ”

“ชีเหยียน ฉันรู้ว่านายต้องการจะยืนยันเรื่องอะไร” เฝิงฉี่ไป๋ว่า “ตอนนี้ในหอประชุมจะมีซอมบี้ไหม ฉันเองก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้ามี ก็ไม่ใช่เด็กศิลปกรรมกลุ่มใหญ่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เอาชีวิตรอดมาได้ หรือคนที่…ติดเชื้อก็ตาม”

ชีเหยียนพยักหน้า “งั้นก็ดี”

ซ่งเฝ่ยขมวดคิ้วมุ่น “นายถามไปถามมาแบบนี้ หมายความว่ายังไงกันแน่”

ชีเหยียนอธิบายทันที “ตอนปีนขึ้นมาฉันตั้งใจมองประตูใหญ่ จนเห็นโซ่ล็อกจากด้านใน”

“แล้วมันแปลกตรงไหน ตอนที่ไม่ได้ใช้งาน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็จะล็อกประตูหอประชุมจากด้านใน…เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหรอ” ซ่งเฝ่ยเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว

“อืม” ชีเหยียนอธิบาย “ประตูล็อกจากด้านในก็พิสูจน์ได้ว่ามีคนอยู่ภายในหอประชุม อีกทั้งเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในตอนกลางวัน หอประชุมไม่ถูกใช้งาน ก็ไม่น่าจะเปิดไฟทิ้งเอาไว้ แต่ตอนนี้ด้านในกลับสว่างโร่ บางทีผู้รอดชีวิตอาจอยู่รอดจนถึงช่วงกลางคืน หรืออาจจะเข้ามาตอนกลางคืนก็ได้ ถ้าตอนนั้นเป็นช่วงซ้อมหรือซ้อมใหญ่ แม้คนที่อยู่ข้างในจะรอดชีวิต แต่ผ่านไปหลายวันขนาดนี้ ก็บอกยากว่าสถานการณ์ข้างในนั้นจะเป็นยังไงบ้าง แต่ถ้าไม่มีการซ้อมใหญ่และสถานการณ์ปกติ ด้านในก็อาจจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่แค่ไม่กี่คน หรือมีผู้รอดชีวิตที่บังเอิญวิ่งเข้ามาระหว่างเกิดเรื่องแค่จำนวนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วที่นี่ค่อนข้างไกล ไม่น่าจะเป็นสถานที่แรกที่คนเลือกมาหลบภัย ดังนั้นไม่ว่าสถานการณ์ข้างในจะเป็นยังไง ขอเพียงจำนวนไม่มากจนสร้างความกดดัน ก็น่าจะรับมือได้ไม่ยาก”

“อาจจะเป็นไปได้” ซ่งเฝ่ยคิดตามข้อสันนิษฐานของชีเหยียน “นับจากสองสามวันแรกที่เกิดการระบาดจนผ่านไปสิบกว่าวัน อาจมีคนหนีมาที่นี่และใช้เป็นฐานที่มั่น เหมือนกับพวกเราที่ปักหลักอยู่ในโรงอาหารสินะ”

“ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยิ่งดีสิ เป็นไปได้มากที่พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ พวกเราเองก็ไม่ต้องห่วงว่าจะเจอซอมบี้หรือเจอเพื่อนนักศึกษาที่ตายไปแล้ว”

คำพูดของชีเหยียนค่อนข้างมีหลักการ มีเหตุผลน่าฟัง แต่ซ่งเฝ่ยกลับรู้สึกว่าเขาทำเรื่องง่ายให้ซับซ้อน “นายก็แค่จะเข้าไปฟื้นคืนกำลัง พักอบอุ่นร่างกาย จะคิดมากไปทำไม”

ชีเหยียนกลอกตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ นึกอยากจะบ่นออกมา แต่อดทนกลืนลงไปก่อน จากนั้นก็เริ่มอธิบายอย่างใจเย็น “ในเมื่อไม่รู้สถานการณ์ปัจจุบันของสถานที่นั้นๆ ก็ต้องเตรียมการล่วงหน้า เพราะหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ จะได้เตรียมใจและรับมือได้ง่ายด้วย”

ซ่งเฝ่ยเงียบกริบ

อันที่จริง หากเข้าไปแล้วเห็นศพนอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้น หรือเจอคนกินเนื้อคน เขาก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะรับไหวไหม แค่นึกถึงภาพในสนามกรีฑาที่มีซอมบี้เดินโงนเงนอยู่เงียบๆ ซ่งเฝ่ยก็รู้สึกชาไปถึงหนังศีรษะแล้ว

ชีเหยียนยังคงพูดถูกเหมือนทุกครั้ง ทว่าตอนนี้กลับไม่มีปัญหาเรื่อง “คิดถูกแต่แสดงออกไม่ดี” แล้ว…บ้าฉิบ ทำไมตัวร้ายอย่างนายถึงมีวิวัฒนาการก้าวกระโดดอย่างนี้อะ!!!

ชีเหยียน “ไม่มีคำถามแล้วใช่ไหม”

ซ่งเฝ่ย “มี”

ชีเหยียน “ยังมีอีกเหรอ”

ซ่งเฝ่ย “นายช่วยดุด่าฉันเหมือนเมื่อก่อนได้ไหม”

ชีเหยียน “…”

คำขอร้องชวนงง ทำให้แม้แต่คนเฉลียวฉลาดอย่างชีเหยียนก็ยังต้องหยุดคิด

หวังชิงหย่วนที่อยู่อีกด้านหนึ่งยกมือกุมขมับ นึกอยากลากรูมเมตไม่ได้เรื่องโยนกลับเข้าไปในเตาหลอม [3] ซะเลย!

“คือว่า” เฉียวซือฉีสูดจมูก ยกมืออันสั่นเทาขึ้นมา “พวกเราหนาวจนทนไม่ไหวแล้ว ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะเข้าไปในหอประชุม ก็ช่วยไปจีบกันหลังจากเข้าไปข้างในเรียบร้อยแล้วได้ไหม”

ซอมบี้รอบกำแพงด้านล่างยังไม่จากไป พวกเขาจึงยังไปไหนไม่ได้ แม้ก่อนนี้จะกังวลเรื่องสถานการณ์ในหอประชุม แต่เมื่อเทียบกับสายลมที่บาดผิวเนื้ออยู่ในตอนนี้ ความกังวลที่เคยมีกลับไม่ได้มากขนาดนั้น

ตึงๆ

ตึงๆๆ

หัวเหล็กของค้อนขนาดเล็กที่ผูกตรงปลายเชือกกระทบกับกระจก

ตรงนี้คือหน้าต่างระบายอากาศของห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านข้างอาคาร หากเป็นไปตามที่ชีเหยียนคาดการณ์ ว่าคนที่ล็อกประตูคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เช่นนั้นพวกเขาก็ควรจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ของตนเองมากที่สุด

แต่กลับไม่มีการตอบสนอง

หลัวเกิงยังคงนอนคว่ำดึงดูดซอมบี้อยู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนด้านที่มีค้อนขนาดเล็กห้อยค้างอยู่ข้างกำแพงก็ยังคงเงียบงันเช่นเคย

ไม่มีการตอบสนองจากด้านใน ด้านนอกมีเพียงเสียงลมหวีดหวิว

สถานการณ์แบบนี้มีความเป็นไปได้สามข้อ ข้อแรก คนข้างในเป็นเหมือนเพื่อนนักศึกษาที่ติดอยู่ในห้องสมุด แม้จะปลอดภัยแต่ก็ขาดแคลนอาหารและน้ำ จนไม่สามารถอดทนได้ถึงที่สุด ข้อสอง มีคนถูกกัดตอนหนีเข้าไป แต่ยังอยู่ในช่วงฟักตัว กระทั่งประตูหน้าต่างถูกล็อกแน่นหนา ในช่วงเวลาที่คิดว่าปลอดภัยแล้ว คนที่ถูกกัดก็เริ่มกลายพันธุ์ ข้อสาม ผู้ที่รอดชีวิตไม่ได้อยู่ในห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ไปซ่อนตัวอยู่ในส่วนอื่นของหอประชุม

พวกเขาคาดหวังให้เป็นข้อสาม แต่ก็เตรียมพร้อมรับมือกับข้อสองเอาไว้ด้วย

“ทุบ”

ชีเหยียนออกคำสั่ง จากนั้นจ้าวเฮ่อก็ยื่นแขนขาเรียวยาวออกไปอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะใช้ค้อนทุบมุมหน้าต่างระบายอากาศเต็มแรง!

เพียงสองครั้งก็ได้ยินเสียง “กึก” ปรากฏรอยแตกร้าวบริเวณที่ค้อนทุบและลามไปทั่ว สุดท้ายกระจกทั้งบานก็กลายเป็นลายใยแมงมุม

จ้าวเฮ่อเลื่อนค้อนไปตรงกลางกระจก จากนั้นก็ลงมือทุบอีกครั้ง

บานกระจกแตกละเอียด

ซอมบี้ที่ได้ยินเสียงเริ่มทยอยวิ่งมา แต่เนื่องจากช่องระบายอากาศอยู่ค่อนข้างสูง พวกมันจึงทำได้เพียงเงยหน้ามองผ่านช่องว่างอย่างสิ้นหวัง

แสงไฟภายในสว่างเจิดจ้า ชีเหยียนอาศัยแสงไฟ ชะโงกศีรษะลงมาเพื่อพิจารณาสถานการณ์ภายในห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

จากมุมของเขามองเห็นด้านในได้เพียงสองในสามส่วนเท่านั้น อีกหนึ่งส่วนที่เหลือคือริมหน้าต่างซึ่งถือเป็นจุดบอด ชีเหยียนจึงมองไม่เห็น

แต่เขามองเห็นหน้าต่างระบายอากาศบนประตูชัดเจน บานหน้าต่างเปิดอ้า มองเห็นโถงทางเดินของหอประชุมที่อยู่ด้านหลังประตูสว่างจ้า

โถงทางเดินว่างเปล่า เหมือนตอนที่พวกเขาไต่เชือกปีนขึ้นมาจากประตูหลัก

ระเบียงทางเดินของหอประชุมมีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกระเบียงทางเดินคือกำแพง ส่วนด้านในคือสถานที่จัดงานที่ถูกปิดมิดชิด หากเดินตรงไปข้างหน้าตามโถงทางเดิน ก็จะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นได้ เท่ากับเดินรอบนอกของหอประชุมได้หนึ่งรอบ

การออกแบบคล้ายคลึงกับฮอลล์จัดแสดงคอนเสิร์ตหลายแห่ง คือมีโครงสร้างชั้นในครอบเวทีและหอประชุมเอาไว้เพื่อเก็บเสียง จากนั้นจึงครอบเอาไว้อีกชั้นด้วยโครงสร้างชั้นนอกที่ติดไฟสว่างไสว มีทางเดินตรงกลางระหว่างโครงสร้างทั้งสองชั้น แน่นอนว่าหลังเวทีก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีทางเชื่อมกับโลกภายนอก เพื่อแยกนักแสดงกับผู้ชมออกจากกัน

พวกเขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าทางเดินวงกลมนั้นปลอดภัยตลอดทาง แต่อย่างน้อยบริเวณนี้ก็ไม่มีอันตราย จึงไม่รีรออีกต่อไป รีบแทรกตัวเข้าไปตามช่องระบายอากาศในทันที

คนแรกที่เหยียบพื้นคือชีเหยียน ทันทีที่เท้าแตะพื้นเขาก็รีบหมุนตัวกลับ

โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในจุดบอด

วินาทีต่อมา เขารีบพุ่งตัวไปล็อกประตูห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ล็อกยังใช้การได้ ไม่มีร่องรอยทำลายจากฝีมือมนุษย์

หลังจากนั้นประมาณหนึ่งนาทีกว่าๆ สหายทั้งหมดก็เข้ามาได้อย่างปลอดภัย

ภายในห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีเพียงตู้เก็บของ โต๊ะทำงาน และเก้าอี้อย่างละสองตัว บนโต๊ะนอกจากสมุดบันทึกก็มีเพียงโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง เครื่องวิทยุสื่อสารแบบชาร์จแบตเตอรี่สองเครื่อง หัวของตัวชาร์จยังคงเสียบติดอยู่กับปลั๊กไฟ แต่ด้านบนกลับว่างเปล่า ไม่มีวิทยุสื่อสารวางอยู่ ดูเหมือนจะเป็นการเสียบคาเอาไว้ตลอดทั้งปี เพื่อให้พร้อมชาร์จได้ตลอดเวลา

ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่มีวิทยุสื่อสาร ไม่มีการต่อสู้ และไม่มีร่องรอยของการอยู่อาศัยระยะยาว

นี่เป็นเพียงห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยธรรมดาๆ ที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกไปลาดตระเวนหรือไปเข้าห้องน้ำ

กระแสลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างระบายอากาศ แต่ก็เบาบางกว่าบนหลังคากับยอดไม้มาก

ทุกคนซุกตัวเข้ามุม หลบเลี่ยงสายลมเย็น ให้ร่างกายค่อยๆ ฟื้นคืนความอบอุ่นทีละน้อย แต่ร่างกายก็ยังคงเย็นเยียบ

น้ำในตู้กดน้ำยังเหลืออีกครึ่งถัง แต่ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว พวกเขาจึงช่วยกันยกถังลง ก่อนจะตรวจสอบภายในตู้กดน้ำอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร จึงนำถังกลับขึ้นไปวางไว้ด้านบนอีกครั้งและกดปุ่มทำความร้อน

แม้ว่าทุกคนจะมีน้ำเปล่าเป็นของตัวเอง แต่หนึ่งคือเย็นเกินไป สองคือมีจำกัด หากประหยัดได้ก็ควรจะประหยัด

หลังจากกดปุ่มทำความร้อนได้ไม่นาน สัญญาณก็เด้งไปที่โหมดรักษาความร้อนอัตโนมัติ

ทุกคนกดปุ่มปล่อยน้ำออกโดยไม่นำภาชนะมารอง ปล่อยให้น้ำไหลนองลงพื้นแทน

หลังจากปล่อยน้ำไหลออกมาพักหนึ่ง จนรู้สึกว่าน้ำร้อนน่าจะฆ่าเชื้อได้มากพอประมาณแล้ว ก็กดทำความร้อนอีกครั้ง รอจนกระทั่งน้ำร้อนอีกรอบ จากนั้นก็ใช้แก้วสังกะสีเคลือบที่นำมาจากโรงอาหารมารองน้ำ แล้วแบ่งกันดื่ม

ในที่สุดน้ำร้อนจัดก็ช่วยฟื้นคืนความอบอุ่นให้ทุกคน พวกเขาต่างรู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงกลับมาอีกครั้ง

จ้าวเฮ่อย้ายโต๊ะไปไว้ใต้หน้าต่างระบายอากาศ เหยียบโต๊ะขึ้นไปและมองลงไปด้านล่าง จากนั้นก็หันกลับมารายงานสถานการณ์ของสมรภูมิรบรอบนอก…ซอมบี้ยังไม่ไป

เดิมทีทุกคนก็ไม่ได้คาดหวังให้พวกมันไปไหนอยู่แล้ว การที่ซอมบี้แยกย้ายกระจายตัวไปได้โดยอัตโนมัติถือเป็นเรื่องดี แต่ต่อให้พวกมันไม่ไป พวกเขาก็จะไม่นั่งรอความตายอยู่ที่นี่

เข้ามาในหอประชุมก็เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ตอนนี้อุ่นมากพอแล้ว ได้เวลาออกเดินทางต่อ

แต่…

“เดี๋ยวค่อยไปได้ไหม”

ซ่งเฝ่ยเอ่ยขัดจังหวะนักศึกษาจ้าวที่เตรียมจะกระโดดออกทางหน้าต่างระบายอากาศเป็นคนแรก

“นายคิดจะทำอะไร” จ้าวเฮ่อถามอย่างระมัดระวัง รับรู้ได้ว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องดี

ซ่งเฝ่ยยกยิ้มอย่างเป็นมิตร เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ในเมื่อเข้ามาแล้ว ก็ลองสำรวจดูก่อนแล้วค่อยไป”

ว่าแล้ว

จ้าวเฮ่อดูระแวดระวัง “ทางเดินด้านนอกหรือด้านในหอประชุม”

ซ่งเฝ่ยกลับไม่ทุกข์ร้อน “เดินถึงไหนได้ก็ถึงตรงนั้นแหละ”

จ้าวเฮ่อทำหน้าเซ็ง แต่เฉียวซือฉีความอดทนต่ำยิ่งกว่า เขาพุ่งตัวไปทางซ่งเฝ่ย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน “นายคิดจะทำอะไรกันแน่ ไฟสว่างโร่ ไม่มีคนอยู่ ถ้าค้นแล้วไม่เจอศพก็ต้องเจอซอมบี้แทนนะ คุณพี่ชาย”

“จอห์นส์ นายพัฒนาขึ้นแล้ว” ซ่งเฝ่ยเอ่ยชมอย่างจริงใจ เพราะเฉียวซือฉีเอ่ยออกมาสั้นกระชับและชัดเจน ถ้าไม่ใช่เพราะน้ำเสียงที่เอ่ยสามคำสุดท้าย เขาคงคิดว่าชีเหยียนเป็นคนพูดด้วยซ้ำ

เฉียวซือฉีหย่อนก้นนั่งลง ปฏิเสธด้วยภาษากาย “เมื่อก่อนตอนฉันดูหนังสยองขวัญ ก็มักจะสงสัยและไม่เข้าใจว่าทำไมคนในหนังถึงชอบไปสถานที่ที่ไม่ปกติ อย่างบ้านที่มีลักษณะและบรรยากาศแปลกๆ ที่ดูยังไงก็มีวิญญาณร้ายสิงสถิต ถ้าคนปกติก็ต้องรีบวิ่งหนีใช่ไหม แต่คนพวกนั้นใช้ตรรกะบ้าอะไรถึงได้วิ่งเข้าหา!”

ซ่งเฝ่ยนึกขัน รีบปรี่เข้าไปลากเฉียวซือฉี “เอาละ ฉันไม่แกล้งนายแล้ว”

อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น หน้าตาเหลอหลา “นายหมายความว่ายังไง”

“เขาแค่อยากลองตามหาวิทยุสื่อสาร” ชีเหยียนไม่อาจทนมองอีกต่อไป จึงรีบไขปริศนาทันที

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจยังอยู่ในหอประชุม แม้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือพวกเขากลายพันธุ์เป็นซอมบี้ไปแล้ว แต่วิทยุสื่อสารก็น่าจะยังติดอยู่กับตัว สำหรับห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อที่ต้องอาศัยการตะโกนเป็นทางเลือกเดียวมาตลอด และยังต้องมีคนบังคับเครื่องบินด้วย สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนสายฝนที่ตกลงมาได้จังหวะพอดี

หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องแยกย้ายกันไปเหมือนคราวตามหาวิทยุ พวกเขาก็ไม่ต้องเป่าขลุ่ยอีก เมื่อจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์แยกกันเป็นสองทีมก็ใช้วิทยุสื่อสารแทน

เฉียวซือฉีชะงักไปครู่หนึ่ง แทบจะมีควันพวยพุ่งออกมาจากศีรษะ แต่เมื่อเหลือบมองแท่นชาร์จวิทยุสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

แต่ถึงจะมีเหตุผลอย่างไร ภารกิจนี้ก็ยังอันตรายอยู่ดี

“ถ้าหาไม่เจอจะทำยังไง”

ชีเหยียน “ถ้าหาไม่เจอก็ถอนตัว”

“ถ้าหาไม่เจอแล้วยังบังเอิญเจอซอมบี้หนึ่งตัว ซอมบี้ตัวใหญ่ หรือซอมบี้กลุ่มใหญ่ล่ะ”

ชีเหยียน “ความเป็นไปได้ที่จะเจอซอมบี้หนึ่งตัว ซอมบี้ตัวใหญ่ หรือซอมบี้กลุ่มใหญ่มีค่อนข้างน้อย”

“ค่อนข้างน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์สักหน่อย”

ชีเหยียน “ตอนนี้ทางเดินว่างเปล่า ถ้ามีซอมบี้ก็คงอยู่แค่ในหอประชุม พวกเราก็ไปที่ประตูหนึ่งที่อยู่ใกล้ห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สุด ปิดไฟทางเดินรอบๆ จากนั้นก็แง้มประตูดูข้างใน ถ้าสถานการณ์ภายในพอจะรับมือได้ก็ลงมือต่อ แต่ถ้ารับมือไม่ได้ก็ถอนตัว”

“พูดง่าย แล้วถ้ามีซอมบี้โผล่ออกมาจากประตูอื่น แล้วโจมตีนายจากทางด้านหลังล่ะ”

ชีเหยียน “ต้องมีคนคอยดูต้นทางอยู่แล้ว”

“…”

ชีเหยียน “นายจะไม่อาสาทำหน้าที่นี้จริงเหรอ”

“ไม่เห็นเหรอว่าฉันเงียบไปก่อนแล้วเนี่ย!”

เฉียวซือฉีถูกชีเหยียนทำร้ายจิตใจจนน้ำตาแทบรินไหล

ทว่าซ่งเฝ่ยกลับตกใจ

ไม่ใช่เพราะชีเหยียนรับมือได้อย่างลื่นไหล แต่ทุกคำที่ชีเหยียนพูดออกมา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจะพูด ไม่ขาดตกแม้แต่คำเดียว!

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวัน ซ่งเฝ่ยรู้สึกได้ว่าความเข้าใจชนิดที่มองตาก็รู้ใจระหว่างพวกเขาอัปเกรดขึ้นมาก แต่อัปเกรดได้รวดเร็วและล้ำลึกขนาดนี้เชียวเหรอ เขารู้สึกขนพองสยองเกล้าเป็นอย่างมาก จากนี้ไปถ้าเขาสบถด่าชีเหยียนในใจว่าไอ้คนชั่วช้าเลวทราม หมอนั่นจะได้ยินไหมนะ

“ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาชื่นชมบูชาขนาดนั้นหรอก ฉันพึ่งพาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

เยี่ยม ความคิดในใจยังปลอดภัยดี

 

[1] ผลไม้เคลือบน้ำตาลที่ชาวจีนนิยมรับประทานในฤดูหนาว ซื่งผู้ขายมักนำไปเสียบไว้บนมัดฟางให้ลูกค้าเลือกซื้อ

[2] เพลง เศร้าเกินความเป็นจริง ขับร้องโดย หวังยวนเชา โดยเนื้อเพลงเปรียบเทียบความรักที่ไม่สมหวังกับนิยามเชิงเรขาคณิต

[3] เป็นการเปรียบเปรยคนที่มีข้อเสียหนักมากจนควรเอาไปหลอม เพื่อให้ข้อเสียนั้นหายไป

ใส่ความเห็น