fbpx

[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 92

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน), death (การตาย),
depression (ภาวะซึมเศร้า), gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) และ suicide (การฆ่าตัวตาย)

 

———————————————————–

 

ตอนที่ 92

 

บนเวทีแทบมืดสนิท เบาะที่นั่งกลืนอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟริบหรี่บนผนัง

ที่นี่คล้ายห้องฉายของโรงภาพยนตร์ มีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือโรงภาพยนตร์มีจออยู่ด้านหน้า แต่ที่นี่มีเวที แน่นอนว่าที่นี่มีขนาดใหญ่กว่า กว้างขวางกว่า และมีจำนวนที่นั่งมากกว่าโรงฉายภาพยนตร์ด้วย

แสงไฟเกือบจะมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟขนาดเล็กที่ติดอยู่บนผนังทั้งสองด้าน แสงไฟพวกนั้นจะสว่างขึ้นเช่นเดียวกับตอนที่ภาพยนตร์กำลังจะจบ

เมื่อแสงไฟค่อยๆ สว่างไสวมากขึ้น ผู้ชมก็จะเดินออกจากโรงไปจนหมด

แต่ที่นี่กลับไม่ใช่

ราวกับหยุดเวลาเอาไว้ในช่วงที่ภาพยนตร์ใกล้จะจบ แสงสีเหลืองสลัวแทรกผ่านความมืดมิด สะท้อนให้เห็นกลุ่มเงาที่กำลังยืนนิ่งงัน

บ้างยืนอยู่แถวที่สอง บ้างยืนอยู่แถวที่เก้า บ้างยืนอยู่ทางด้านซ้ายของแถวที่ห้า บ้างยืนอยู่ทางด้านขวาของแถวที่สิบ ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ราวกับพวกมันเป็นผู้ชมเพียงประปรายที่สะเปะสะปะลุกขึ้นยืนตรงเก้าอี้

ทันใดนั้นเอง แสงสีขาวก็สาดเข้ามาทางประตูหมายเลขสามตามรอยแง้มประตูที่เปิดออกเพียงเล็กน้อย แต่เนื่องจากแสงสว่างจ้าเกินไป ดวงตาจึงเกือบพร่ามัว ทำลายความสงบของสถานที่อันมืดมิดนี้จนหมด

ด้านนอกประตูหมายเลขสาม สมาชิกทั้งหมดของห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อเดินวนรอบโถงทางเดินเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย มีสี่คนยืนแยกซ้ายขวาดูต้นทาง อีกสิบคนที่เหลือเบียดเข้าหากันและมองไปตามรอยแง้มของบานประตู

เฉียวซือฉี “ใช่คนไหม”

โจวอีลวี่ “ถ้าเป็นคนจะยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมซอมบี้ในความมืดแบบนั้นเหรอ”

ซ่งเฝ่ย “ดูเหมือนจะมีหกตน”

ชีเหยียน “ข้างประตูหนึ่งยังมีที่ยืนติดกำแพงอีกหนึ่ง”

จ้าวเฮ่อ “เจ็ดตน พวกเรามีสิบสี่คน ก็สองต่อหนึ่งพอดี”

หลี่จิ่งอวี้ “จำเป็นต้องสองต่อหนึ่งด้วยเหรอ”

จ้าวเฮ่อ “ใช่สิ แต่ถ้าใครอยากหนึ่งต่อหนึ่งก็เอาเลย!”

หลี่จิ่งอวี้ “เสี่ยวเหอ พวกเรามาสู้แบบสามต่อหนึ่งกันดีกว่า”

เหอจือเวิ่น “เยี่ยม!”

จ้าวเฮ่อ “…”

สุดท้ายแนวคิดที่จะสู้แบบสองต่อหนึ่งก็เป็นอันตกไป พวกเขาแบ่งเป็นสามกลุ่ม ซ่งเฝ่ยกับชีเหยียน ฟู่ซีหยวนกับอู๋โจว และจ้าวเฮ่อคนเดียว พวกเขายอบตัวคลานเข้าไปในความมืดก่อนแล้ว เข้าไปอย่างเงียบเชียบที่ด้านหลังของซอมบี้สามตนที่อยู่ใกล้ประตูหมายเลขสามมากที่สุด ก่อนจะลงมือโจมตีพร้อมกัน ซอมบี้สามตนไม่ทันได้กลิ่นสาบมนุษย์ ไม่ได้ยินเสียง และมองไม่เห็นใคร ทั้งยังไม่ทันป้องกันตัวก็ถูกปลิดชีพซะแล้ว

เสียงต่อสู้ดึงดูดความสนใจของซอมบี้สี่ตนที่เหลือ แต่เสียงร้องคำรามของพวกมันก็ถูกกักเอาไว้ภายในฮอลล์แห่งนี้เท่านั้น ร่างกายก็ถูกที่นั่งกั้นเอาไว้ จึงไม่สามารถทำอะไรห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อได้

ซอมบี้สองในสี่ตนคือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย วิทยุสื่อสารที่แขวนอยู่บนเอวของพวกมันราวกับส่องแสงออกมา พวกเขาทำได้เพียงเริ่มโจมตีก่อน ทั้งสิบคนร่วมแรงร่วมใจ มีโจวอีลวี่กับเฉียวซือฉีคอยดูต้นทางอยู่ที่โถงทางเดิน ส่วนเหอจือเวิ่นกับหลี่จิ่งอวี้ยังไม่สบโอกาสโจมตีระยะประชิด แต่ในที่สุดก็ล้มซอมบี้ทั้งสี่ตนที่เหลือได้สำเร็จ

เจ็ดศพ นอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองตน อีกสามตนคืออาจารย์ และอีกสองตนคือนักศึกษา

หลังจากปลดวิทยุสื่อสารและตรวจสอบรองเท้าทั้งสามคู่ด้วยตาเปล่าแล้วว่าน่าจะเป็นประโยชน์ พวกเขาก็รีบออกจากฮอลล์ทันที โดยวิ่งย้อนกลับไปยังโถงทางเดิน

แสงสว่างมักทำให้คนรู้สึกอุ่นใจมากกว่าความมืดเสมอ

เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงสว่าง ซ่งเฝ่ยรีบเปิดใช้งานวิทยุสื่อสารทันที หลังจากบิดและกดอยู่นานก็ยังใช้งานไม่ได้ ซ่งเฝ่ยทนไม่ไหวจนต้องตบตัววิทยุสื่อสารดัง “ปึกปัก”

ชีเหยียนทนดูต่อไปไม่ไหว เขาคว้าวิทยุไปปกป้องไว้ได้ทันท่วงที “แบตเตอรี่หมดไม่ใช่ความผิดร้ายแรงนะ”

ซ่งเฝ่ยทำหน้ายู่ ก่อนจะตระหนักได้ว่าตนเองบื้อแค่ไหนที่คิดว่าวิทยุสื่อสารเสีย

เป็นไปได้ว่าวิทยุสื่อสารอาจติดอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้ติดเชื้อมาหลายวันแล้ว แต่ซ่งเฝ่ยคิดแค่ว่าในห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีแท่นชาร์จเสียบไว้ตลอดเวลา จึงคิดเองเออเองว่าแบตเตอรี่ของวิทยุสื่อสารก็น่าจะเต็มอยู่แล้ว

ทางด้านเหอจือเวิ่นยังคงลังเลกับรองเท้าสามคู่ที่อยู่บนพื้น ปล่อยให้เท้าข้างขวาที่สวมถุงเท้าลายทางสัมผัสกับพื้นเย็นเยียบอยู่อย่างนั้น

“มัวทำอะไรอยู่ รีบลองสวมดูสิว่าคู่ไหนพอจะใส่ได้” ซ่งเฝ่ยเร่งอีกฝ่าย

เหอจือเวิ่นยื่นมือออกไปแล้วก็หดกลับเข้ามาอีกครั้ง วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ร้องไห้สะอื้นฮักพลางส่ายหน้าไปมา

ซ่งเฝ่ยเข้าใจความอึดอัดของเขา หากพูดไปก็เกรงจะไม่รื่นหูนัก แต่การเก็บข้าวของของคนตายมาใช้ ย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นธรรมดา

“บ้าฉิบ” ซ่งเฝ่ยกระชากตัวเหอจือเวิ่น ก่อนจะหยิบรองเท้าหนึ่งในสามคู่ที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา “นายเอารองเท้าฉันไป ฉันใส่คู่นี้เอง!”

เหอจือเวิ่นพลันรู้สึกประทับใจในคุณธรรมสูงส่งเทียมฟ้าของซ่งเฝ่ย ซาบซึ้งใจจนอยากจะหลั่งน้ำตา “ขอบคุณ…”

ซ่งเฝ่ยโน้มเข้าไปใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย พูดซ้ำอีกครั้งว่า “นายเอารองเท้าฉันไป ฉันใส่คู่นี้เอง!”

เหอจือเวิ่นกะพริบตาด้วยความมึนงง “ใช่ไง ขอบคุณนะ”

ซ่งเฝ่ย “…”

เหอจือเวิ่น “…”

ซ่งเฝ่ย “ทำไมนายถึงตอบตกลงได้ไร้ยางอายแบบนี้ นายไม่อยากใส่ เลยให้เพื่อนคนอื่นใส่อย่างนั้นเหรอ เหอจือเวิ่น ฉันขอปรามาสนาย นายนี่มันเห็นแก่ตัว ขี้ขลาด แล้วก็ทำให้ฉันผิดหวังชะมัดเลย!”

เหอจือเวิ่น “…”

ซ่งเฝ่ย “นายเอารองเท้าฉันไป ฉันใส่คู่นี้เอง”

เหอจือเวิ่น “ไม่ ไม่เป็นไร ฉันใส่เอง”

ซ่งเฝ่ย “ฉันละภูมิใจในตัวนายจริงๆ”

…ซ่งเฝ่ย นายมันคือปีศาจ!!!

เหอจือเวิ่นสวมรองเท้าคู่หนึ่งจากในสามคู่นั้นได้ ถึงแม้จะค่อนข้างหลวมไปหน่อย แต่ย่อมดีกว่าการกระโดดด้วยเท้าเปล่าแน่นอน

เขาไม่อยากทิ้งรองเท้าคู่เดิมไว้ จึงยัดกลับเข้าไปในกระเป๋า เผื่อว่าตอนที่ออกจากหอประชุม อาจมีโอกาสเก็บรองเท้าอีกข้างขึ้นมาก็ได้

คนที่เหลือมองสหายร่วมรบแซ่เหอที่เหมือนซินเดอเรลล่าถูกบังคับให้ลองสวมรองเท้าทั้งที่ไม่ได้หลงรักเจ้าชาย ต่างรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายจริงๆ แต่เมื่อเหลือบมองแม่เลี้ยงซ่งที่อยู่ข้างๆ พวกเขาก็รีบเก็บงำความเห็นอกเห็นใจนี้กลับเข้าไปในหัวใจเงียบๆ

“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังคิดไม่ตก เจ็ดคนนั้นติดเชื้อกลายพันธุ์ แล้วใครเป็นคนล็อกประตูหอประชุมจากด้านใน”

เมื่อกลับมาถึงห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จ้าวเฮ่อก็เอ่ยถามสิ่งที่รบกวนจิตใจมานาน

“น่าจะยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนอื่นอีก” หวังชิงหย่วนตอบ “บนประตูใช้โซ่ที่มักจะใช้ล็อกประตูหอประชุม โดยปกติก็น่าจะเก็บไว้ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประตูซ้ายขวาที่อยู่ด้านหลังถูกล็อกในลักษณะเดียวกัน ทั้งยังไม่มีร่องรอยการทำลาย แปลว่าตอนนั้นพวกเขาล็อกประตูอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบ อย่างน้อยก็น่าจะมีเวลาเหลือเฟือ ไม่ใช่การล็อกชั่วคราวเพราะถูกไล่ล่า เป็นไปได้ว่าพอเห็นสถานการณ์ภายนอกไม่ค่อยดี พวกเขาก็รีบล็อกประตูจากด้านในทันที”

“แล้วทำไมถึงยังติดเชื้อล่ะ” ฟู่ซีหยวนยังคิดไม่ตกเหมือนกับจ้าวเฮ่อ

หวังชิงหย่วนตอบ “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในหอประชุมตลอดเวลา แต่ห้าคนที่เหลืออาจจะไม่ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะเพิ่งวิ่งเข้ามาตอนที่เกิดเรื่อง หรือมาขอความช่วยเหลือหลังจากที่ล็อกประตูไปแล้ว แต่พอเข้ามาได้อาจมีบางคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายเลยทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

จ้าวเฮ่อกับฟู่ซีหยวนเข้าใจแล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

สมาชิกคนอื่นๆ ก็เงียบลงเช่นกัน

การคาดเดาทั้งหมดเป็นเพียงการสันนิษฐานตามหลักเหตุผลเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในหอประชุมแห่งนี้กันแน่ สิ่งที่พวกเขาเห็นอาจเป็นเพียงเศษซากของนรกก็เป็นได้

เหอจือเวิ่นอธิบายว่า โดยปกติวิทยุสื่อสารต้องใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มสองถึงสามชั่วโมง แต่ห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อไม่มีเวลามากขนาดนั้น สุดท้ายจึงฝืนรอไปอีกหนึ่งชั่วโมง เมื่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือบอกเวลาเที่ยงคืน พวกเขาก็ไม่อาจรีรออีกต่อไป

ชีเหยียนกับหวังชิงหย่วนนำแท่นชาร์จทั้งสองตัวใส่เข้าไปในกระเป๋าของแต่ละคน ส่วนซ่งเฝ่ยก็หยิบเอาวิทยุสื่อสารและปีนหน้าต่างระบายอากาศกลับขึ้นไปบนหลังคาเป็นคนแรก

จากนั้นไม่นาน สหายทั้งสิบสามคนที่ยังคงอยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงปีศาจของซ่งเฝ่ยลอดมาตามเสียงซ่าๆ เหมือนกระแสไฟฟ้า

“ฮัลโหล ฮัลโหล ได้ยินไหม ฉันหล่อหรือเปล่า”

สหายทั้งสิบสามคนตะเบ็งเสียงตอบกลับไปทางวิทยุสื่อสารที่อยู่ในมือของชีเหยียนโดยพร้อมเพรียง “ไปให้พ้น”

ชีเหยียน “…คำถามง่ายๆ แบบนี้ยังต้องถามด้วยเหรอ ก็ต้องหล่ออยู่แล้ว”

สหายทั้งหมด “หัดรู้จักเวล่ำเวลาซะบ้างสิ!!!”

ถึงแม้จะถูกบังคับให้กินอาหารสุนัขคุณภาพต่ำ แต่ประสิทธิภาพของวิทยุสื่อสารก็เพียงพอที่จะชดเชยความบอบช้ำให้พวกเขาได้บ้าง

เมื่อเก็บวิทยุสื่อสารอย่างดีแล้ว ชีเหยียนและสหายร่วมรบที่เหลือก็เดินเรียงแถวต่อกัน ก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปบนหลังคา

แต่ซอมบี้รอบหอประชุมยังคงไม่ไปไหนเหนือความคาดหมาย แม้พวกมันไม่ได้รวมกลุ่มกัน แต่กลับกระจายตัวอยู่รอบๆ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แทบไม่คิดจะออกห่างไปเลยสักนิด ราวกับรู้ว่ามีเหยื่ออยู่ด้านใน แม้ไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“แปลก” ในเมื่อซอมบี้ยังไม่ยอมไป ซ่งเฝ่ยจึงกล้าพูดออกมา “ถ้าซอมบี้ที่หอพักหรือโรงอาหารมองไม่เห็นมนุษย์หรือไม่ได้ยินเสียง ไม่นานพวกมันก็จะแยกย้ายกันไป แต่ทำไมซอมบี้ที่นี่ถึงยึดติดแบบนี้เนี่ย”

ทุกคนหันมองหน้ากัน นายมองฉัน ฉันมองนาย ล้วนตกอยู่ในอาการสับสน

หวงมั่วเลยอธิบายแนวคิดของตัวเอง “ซอมบี้พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ขวางทางพวกเราบนถนนหลักของมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นอย่างที่พวกเราคาดเดาเอาไว้ พวกมันถูกนักศึกษาที่หนีออกมาจากสนามกีฬาของคณะพลศึกษาพามาที่ถนนหลัก แปลว่าพวกมันต้องมีประสบการณ์การต่อสู้มากกว่าซอมบี้ที่อื่น แถมยังรอดตายมาได้ด้วย”

ซ่งเฝ่ย “ความหมายของเธอคือ เด็กคณะพลศึกษาพวกนั้นช่วยพัฒนาความสามารถด้านการต่อสู้ให้กับพวกมันอย่างนั้นเหรอ”

หวงมั่ว “ก็เป็นไปได้นะ เพราะมันต้องเผชิญหน้ากันทั้งสองฝ่ายนี่”

ทุกคนขมวดคิ้วพลางมองไปทางจ้าวเฮ่อ

ดวงตาอีกฝ่ายเบิกกว้าง นี่เรียกว่าคนนั่งอยู่ในบ้านแท้ๆ ก็มีหม้อลอยมาจนได้ [1]

เรื่องแซะจ้าวเฮ่อเป็นอันจบไป แต่หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ซอมบี้ก็ยังไม่ไปไหน แม้เหอจือเวิ่นจะลองใช้เครื่องบินโดรนซ้ำอีกครั้งก็ยังไม่ได้ผล นับแต่ที่พวกเขาปีนขึ้นมาบนหลังคา ซอมบี้จำนวนมากที่อยู่ด้านล่างก็เริ่มล็อกพวกเขาเป็นเป้าหมายอีกครั้ง

เวลาเที่ยงคืน ลมหนาวพัดโชยมา

ความอบอุ่นที่ยากจะหวนคืนของพวกเขาเริ่มจางหายไปทีละน้อย

ทุกคนไม่สามารถยืนโง่ๆ อยู่บนหลังคาได้อีกต่อไปแล้ว จะต้องทำอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็ต้องย้อนกลับเข้าไปพักค้างคืนในห้องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน แต่ตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน พวกเขาไม่อยากตัดใจยอมแพ้เร็วขนาดนั้น แม้จะไม่สามารถบุกเข้าไปในลานจอดรถใต้ดินภายในคืนนี้ แต่ทุกคนก็หวังจะเข้าใกล้ลานจอดรถและประตูมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด แค่ร่นระยะทางให้สั้นลงก็ยังดี

“เอาแบบนี้ไหม” ซ่งเฝ่ยโพล่งความคิดออกมา อันที่จริงเขามีแนวคิดนี้มาตั้งแต่โยนเหรียญทายหัวก้อยและตัดสินใจเดินมายังบริเวณพื้นที่จัดกิจกรรมแล้ว แต่ความคิดเพิ่งจะมาเป็นรูปเป็นร่างในตอนนี้ “พวกเรามาแบ่งช่วงระยะทางจากที่นี่ไปยังลานจอดรถเป็นจุดย่อยๆ ดู อย่ามุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถในทันที แต่หาปลายทางให้ไปได้สำเร็จทีละจุด สำเร็จจุดหนึ่งก็ค่อยพิจารณาจุดต่อไป ถ้าไหวก็ไปต่อ แต่ถ้าไม่ไหวก็อยู่จุดเดิมไปก่อน”

หลัวเกิงเข้าใจทันที “ความหมายของนายคือ แบ่งงานใหญ่ให้เป็นงานย่อยใช่ไหม”

“ถูกต้องนะครับ!” ดวงตาซ่งเฝ่ยเป็นประกาย “กินให้อ้วนในคำเดียวเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าค่อยๆ กินทีละนิดก็จะทำให้อ้วนได้”

เหอจือเวิ่นตัวกลม “ฉันยืนยันเรื่องนี้ได้”

ซ่งเฝ่ยยกยิ้ม รู้สึกคันมือชอบกล ก่อนจะแนบฝ่ามือเข้ากับใบหน้าของนักศึกษาเหอ

ชีเหยียนกลอกตามองบน เอ่ยถามถึงประเด็นสำคัญ “นายคิดจะแบ่งยังไง”

“แบ่งตามโครงสร้างอาคาร” ซ่งเฝ่ยใช้ตะเกียบโลหะวาดเส้นบนพื้นผิวหลังคาที่มีฝุ่นหนาเตอะ จุดเริ่มต้นคือหอประชุม จุดสิ้นสุดคือทางเข้าลานจอดรถที่อยู่ด้านหลังอาคารโฮ่วเต๋อ จุดหมายระหว่างทางก็คืออาคารแต่ละแห่ง “สระว่ายน้ำอยู่ใกล้หอประชุมมากที่สุด ถัดไปคือสนามบาสเกตบอล ด้านหลังสนามบาสเกตบอลคือทะเลสาบหมิงเฟิง ผ่านทะเลสาบหมิงเฟิงไปก็คือศูนย์วิชาการ ทางใต้ของศูนย์วิชาการก็คืออาคารเรียนรวมซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารโฮ่วเต๋อ เมื่อพวกเราไปตามเส้นทางนี้ เป้าหมายคือสถานที่ต่อไป เมื่อไปถึงอาคารเป้าหมายก็เท่ากับคว้าชัยชนะแล้ว จากนั้นก็ค่อยคิดว่าจะไปต่อหรือพักก่อนดี”

ชีเหยียนขมวดคิ้วมุ่น “ฟังดูเหมือนง่าย แต่นายรับรองได้ไหมว่าสถานที่พวกนี้จะใช้พักเหนื่อยได้”

“ถ้าพูดถึงโครงสร้างอาคาร ฉันคงอยู่เฉยไม่ได้” โจวอีลวี่สะบัดผม แผ่นหลังเหยียดตรง ปลายหอกชี้ไปยังจุดหมายบนแผนที่ของซ่งเฝ่ย “สระว่ายน้ำกับสนามบาสเกตบอลถือว่าไม่สูง มิหนำซ้ำยังมีท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ด้านนอก สามารถปีนท่อน้ำขึ้นไปบนหลังคาได้โดยตรง บริเวณโดยรอบทะเลสาบหมิงเฟิงคือต้นไม้ หากพบเจออันตรายก็ปีนขึ้นต้นไม้ได้เลย ศูนย์วิชาการมีสามชั้น ปีนขึ้นไปตรงๆ ไม่ได้ แต่ทุกประตูของชั้นหนึ่งจะมีกันสาด และหน้าต่างไม่ได้สูงจากพื้นจรดเพดาน ดังนั้นเมื่อเหยียบขอบหน้าต่างแล้วกระโดดเป็นแนวเฉียงขึ้นไป ก็จะขึ้นไปบนกันสาดได้อย่าง so easy ส่วนอาคารเรียนนั้นตั้งเรียงรายข้างกัน ฉันคิดว่าพวกเราจะผ่านแนวอาคารไปถึงห้องกระจกที่เป็นทางเข้าลานจอดรถได้ราบรื่นเหมือนลมพัดเลยละ ถ้าหากว่าต้องหยุดก็ปีนขึ้นต้นไม้ต่อ อย่ามองว่ามหาวิทยาลัยของเราแห้งแล้งสิ มันก็มีสีเขียวอยู่นะ”

เมื่อโจวอีลวี่พูดจบ ลำคอของเขาก็แทบจะมีควันพวยพุ่งออกมา

จากนั้นก็พบว่าสหายทั้งหมดกำลังมองเขานิ่งๆ ตาไม่กะพริบ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

โจวอีลวี่รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก “หรือว่าฉันพูดไม่ถูก”

สหายทั้งหมด “พูดถูกมากๆ”

โจวอีลวี่ “แล้วพวกนายทำท่าทางอะไรกันเนี่ย”

ซ่งเฝ่ย “พวกเขากำลังนึกเสียใจที่ไม่ได้เลือกเรียนวิชาเอกของเราสองคนตั้งแต่แรกน่ะสิ”

ใครจะสามารถรอดพ้นจากอันตรายได้อย่างสวยงาม ก็ต้องเป็นหญ้าน้อยซ่งจากภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว แม้เขาจะมีทักษะการหลบหนียอดเยี่ยมที่สุด แต่หากกล่าวถึงการออกแบบอาคารก็ต้องมองหาท่านชายโจวเท่านั้น

ผ่านไปสองนาที

เงาทั้งสิบสี่ร่างกำลังรวมตัวกันอยู่บริเวณมุมหลังคาด้านหลังของหอประชุม เปล่งเสียงเพลงขับขานดังกึกก้องไปทั่วจักรวาล…

“พายุหวีดหวิว~~ม้าร้องคำราม~~แม่น้ำฮวงโหคำรน~~แม่น้ำฮวงโหคำรน! ซัดสันเขาทะยานเสียดฟ้า~~แม่น้ำทางตะวันออกและทางเหนือ เมล็ดข้าวฟ่างสุกแล้วหนา~จากหมื่นเขาพร้อมใจราญต้านญี่ปุ่น~จอมยุทธห้าวหาญทระนงในป่าข้าวโพด…” [2]

การเลือกเพลงที่ทุกคนรู้จักและมีพลังถือเป็นเรื่องยากมาก แต่โชคดีที่บรรพบุรุษของพวกเราทิ้งสมบัติเอาไว้มากมาย

กลุ่มนักร้องประสานเสียงจากห้องเกรียงไกรไม่ย่อท้อดึงดูดซอมบี้จากทั่วทุกสารทิศมาได้อย่างงดงาม มีซอมบี้ตนหนึ่งที่ไม่สามารถยับยั้งความร้อนรุ่มภายในใจได้ จึงกางแขนออกและกระโดดขึ้นมา พยายามจะสัมผัสกับสายน้ำแห่งมารดา [3] สักครั้ง

ในที่สุดซอมบี้ก็ถูกล่อไว้ที่ด้านหลังของหอประชุมอย่างเนืองแน่น สองจากสิบสี่คนถอยออกไปก่อน ถัดมาอีกสองคน และสองคน จนถึงจังหวะสุดท้ายก็เหลือเพียงเสียงร้องของซ่งเฝ่ยกับชีเหยียนสองคนเท่านั้น เนื่องจากสมาชิกอีกสิบกว่าคนได้เคลื่อนย้ายไปยังด้านหน้าหอประชุม และทยอยปีนลงไปเงียบๆ แล้ว

ชีเหยียนกับซ่งเฝ่ยร้องตะโกนโหยหวนนานสิบนาที กระทั่งเสียงจากวิทยุสื่อสารดังลอดมา

เป็นเสียงของหวังชิงหย่วน “ถึงหลังคาสระว่ายน้ำโดยสวัสดิภาพ ไม่ทราบสถานการณ์ภายในสระว่ายน้ำที่แน่ชัด พวกนายรีบมา”

ซ่งเฝ่ยตอบเสียงแหบ “ได้”

หวังชิงหย่วนสงสัย “คอเป็นอะไรไป”

ซ่งเฝ่ย “นายลองแหกปากคนเดียวให้ดังเท่าเจ็ดเสียงสักสิบนาทีสิ! ระยะทางแค่สามสี่ร้อยเมตร พวกนายใช้เวลาเดินตั้งสิบนาทีเลยรึไง!!!”

หวังชิงหย่วน “แต่พอพวกนายมาก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วนะ เพราะพวกฉันช่วยจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้ว”

ซ่งเฝ่ย “เพื่อนรัก ฉันรู้ดีว่านายเป็นคนพึ่งพาได้”

เฉียวซือฉี “ซ่งเฝ่ย นายนี่มัน…”

คลิก

กดปุ่มปิด จากนั้นซ่งเฝ่ยก็พูดกับชีเหยียนอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ถอนกำลังได้”

สิ้นคำพูดของซ่งเฝ่ย ทั้งสองคนที่หารือกันแล้วก็รีบวิ่งไปยังปลายหลังคาอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ใช้เชือก แต่กระโดดลงไปบนกันสาดที่อยู่เหนือประตูหลัก จากนั้นก็กระโดดจากกันสาดลงไปบนพื้นอีกครั้ง

เมื่อสองเท้าแตะพื้นดิน ทั้งสองก็เหมือนลูกธนูที่พุ่งออกจากสาย ดำดิ่งสู่ค่ำคืนมืดมิดโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้แต่นิดเดียว!

ทั้งคู่วิ่งไปอย่างบ้าคลั่ง จนมองเห็นเป้าหมายในกรอบสายตา สระว่ายน้ำ!

แต่เมื่อบนหลังคาไม่มีแม่น้ำ ก็ไม่อาจดึงดูดซอมบี้ได้อีกต่อไป รวมถึงตอนที่พวกเขากระโดดลงมาพร้อมกับเสียง “ตุ้บ” ที่ดังขึ้นถึงสองครั้ง แล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็วปานสายลม พวกซอมบี้ก็จับการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว แล้วรีบไล่ตามเสียงมาในทันที!

เหมือนอย่างที่ซ่งเฝ่ยว่าเอาไว้ ระยะทางที่เป็นเส้นตรงระหว่างสระว่ายน้ำกับหอประชุมห่างกันเพียงสามหรือสี่ร้อยเมตรเท่านั้น

แต่คำว่า “เส้นตรง” ที่ว่านั้น จำเป็นต้องวิ่งผ่านผืนป่าเล็กๆ ด้วย

คนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังอาศัยร่มเงา หวังชิงหย่วนไม่ได้โกหก ภายในป่ามีศพซอมบี้อยู่หลายตน และซ่งเฝ่ยกับชีเหยียนก็เหยียบข้ามพวกมันไปได้โดยไร้อุปสรรคขวากหนามใดๆ

ทว่าซอมบี้ที่อยู่ด้านหลังกลับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!

ทั้งสองคนวิ่งไปถึงสระว่ายน้ำ พินิจมองอย่างตั้งใจ ก่อนจะล็อกเป้าหมายที่มุมท่อระบายน้ำอย่างรวดเร็ว!

ท่อระบายน้ำหนาทึบสะท้อนแสงเงาภายใต้แสงจันทร์

ชีเหยียนวิ่งไปถึงใต้ท่อระบายน้ำก่อนซ่งเฝ่ยหนึ่งก้าว แต่ด้วยเวลาที่กดดันอยู่จึงไม่อาจชักช้ารีรอได้อีก ในเมื่อต้องปีนขึ้นไปอยู่แล้ว เขาจึงโอบรอบท่อระบายน้ำอย่างไม่ลังเล เอาทักษะการปีนป่ายต้นไม้มาประยุกต์ใช้เต็มที่

ซ่งเฝ่ยตามหลังมาติดๆ ขณะที่ชีเหยียนเพิ่งปีนขึ้นไปได้สองเมตร เขาก็เร่งมือตามขึ้นไป จนศีรษะเกือบจะติดกับฝ่าเท้าของชีเหยียน

ท่อระบายน้ำเรียบลื่นกว่าลำต้นของต้นไม้มาก จึงปีนยากและลำบากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนวิ่งผ่านป่า ซ่งเฝ่ยไม่ได้วิ่งบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดตลอดทาง มีหลายครั้งที่เขาเผลอเหยียบลงไปในแอ่งโคลน เท้าจึงลื่นจนแทบเหยียบไม่อยู่ ถ้าไม่ใช้แขนเกาะเอาไว้แน่นๆ ป่านนี้คงตกลงไปบนพื้นนานแล้ว

ชีเหยียนขึ้นไปบนหลังคาได้ภายในชั่วพริบตา แต่เขากลับเพิ่งปีนขึ้นมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น

ซ่งเฝ่ยกัดฟันแน่น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก

ซอมบี้ด้านหลังไล่ตามออกมาจากป่าแล้ว ทั้งยังตามติดอย่างกระชั้นชิด!

“จับเชือกไว้”

ไม่รู้ว่าเสียงใครตะโกนอะไรมาจากด้านบน ซ่งเฝ่ยแยกแยะไม่ออก

แต่มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า ซ่งเฝ่ยจึงสั่นศีรษะจนมองเห็นชัดเจน นั่นคือเชือกที่สหายร่วมรบหย่อนลงมาให้เขา!

ซ่งเฝ่ยปลื้มใจ เอื้อมมือออกไปคว้าเชือก

เขาพยายามระมัดระวังให้มากแล้ว ถึงขั้นที่ใช้มือข้างหนึ่งจับเชือกเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ยังคงกอดท่อระบายน้ำแน่น

แต่ยังไม่เพียงพอ เขาประเมินตัวเองสูงเกินไป

ทันทีที่แขนข้างหนึ่งผละออก ร่างของเขาก็ลื่นไถลลงอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือที่จับท่อระบายน้ำครูดจนผิวหนังถลอก ยังไม่ทันที่ซ่งเฝ่ยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ร่างของเขาก็ร่วงลงสู่พื้นดิน!

 

[1] เป็นการเปรียบเปรยว่า ยังไม่ทันทำอะไรก็ถูกคนอื่นว่าร้ายเสียแล้ว

[2] เพลง ปกปักษ์ฮวงโห แต่งคำร้องโดย กวงเว่ยหราน ในปี ค.ศ.1939 ขับร้องโดยคณะนักร้องประสานเสียงหลายกลุ่มเรื่อยมา

[3] แม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำแยงซีเกียง ถือเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมและชีวิตของชาวจีน จึงเปรียบเป็นมารดาผู้ให้ชีวิต

ใส่ความเห็น