fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 7 บทที่ 223 : เขาเจียวซาน อิสรจร

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

223

เขาเจียวซาน อิสรจร

 

สิ่งที่ถาโถมมาหาพวกเขาอย่างบ้าคลั่งเป็นคลื่นยักษ์ที่ใดกัน เป็นงูพิษที่รวมตัวกรูกันเข้ามาชัดๆ!

ในช่องทางเดินคับแคบพลันโกลาหล เจ้าผลักข้า ข้าเบียดเจ้า ชั่วพริบตาก็มีคนไม่น้อยถูกเหยียบตาย เจียงซีรุนหลังหนานกงซื่อไปข้างหน้า “เจ้าไปก่อน ที่นี่ข้ารับมือเอง”

เขาว่าพลางสาดผงโอสถที่เปล่งประกายระยิบระยับออกมาจากในแขนเสื้อ ฝูงงูเหล่านั้นพอได้กลิ่นผงโอสถนี้ ก็พากันหยุดชะงัก ขดอยู่ที่เดิมไม่กล้าเข้ามา

เจียงซีตะโกนเสียงเกรี้ยวไปทางด้านหน้า “ทุกคนตั้งสติ รีบถอยกลับไปที่ตำหนักกลาง อย่าเบียดกัน!”

เขาสยบกระแสคลื่นอสรพิษ จากนั้นรีบไล่ตามคนอื่นๆ ไป ขณะถอยไปถึงหน้าประตูศิลา ก็พบว่าหนานกงซื่อกำลังตรวจสอบรูปสลักมังกรผงาดตรงนั้นอยู่ เขาถาม “เกิดอะไรขึ้น”

“มังกรปีศาจต้องถูกควบคุมแล้วเป็นแน่” หนานกงซื่อกล่าว “ข้าอยากกลับไปตรวจดูที่สระหลงหุนสักหน่อย”

เขาว่าพลางจะผละไป เจียงซีรั้งเขาไว้ “งูพวกนั้นจะทำอย่างไร ข้าไม่ได้พกผงขับไล่มามากนัก หลังจากฤทธิ์ยาสลาย พวกมันจะต้องกรูมาอีกแน่”

เยี่ยวั่งซี “ข้าเอง”

นางได้รับการฝึกฝนจากเมืองอั้นเฉิงของสำนักหรูเฟิงมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้จึงเชี่ยวชาญการสู้ตัวต่อตัวในที่มืดมิดคับแคบกว่าผู้ใด แม้หนานกงซื่อไม่อยากให้นางอยู่ต่อ แต่เยี่ยวั่งซีสีหน้าแน่วแน่ อีกทั้งนอกจากนางแล้วก็ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ฉะนั้นสุดท้ายหนานกงซื่อจำต้องตบไหล่นาง

“ที่นี่มืดมาก ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบ เจ้าต้านไว้สักครู่ ข้าจะรีบกลับมา”

เจียงซีกับหนานกงซื่อคือคนสุดท้ายที่ออกจากช่องอุโมงค์ ทันทีที่ออกมา หวงเซี่ยวเย่ว์ก็พุ่งเข้ามาหา ท่าทางดุดันจนไม่เหมือนลักษณะที่ชายชราผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนพึงมี

“หนานกงซื่อ! เจ้ายังกล้าบอกว่ามิได้เล่นตุกติกอีก?”

หนานกงซื่ออดทนมานาน ยามนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว ในที่สุดเขาก็ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “หากข้าเล่นตุกติก ตอนนี้เจ้าจะยังยืนอยู่ที่นี่ได้หรือ หลีกไป อย่าเกะกะ!”

หวงเซี่ยวเย่ว์ชะงัก จากนั้นก็ชี้จมูกเขา “ดูสิ ดูสิ ฉีกหน้ากากออกมาแล้วสินะ เผยหางจิ้งจอกของเจ้าแล้วกระมัง เสแสร้งมาตลอด ยามนี้ตกมาอยู่ในถิ่นเจ้าแล้ว แม้แต่เสียงก็ดังขึ้นมาเชียว เจ้าคิดว่าตนเองยังเป็นทายาทสำนักหรูเฟิงที่มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่อีกรึ ถึงได้กล้าจองหองพองขนเช่นนี้!”

“หวงเซี่ยวเย่ว์”

นอกจากหนานกงซื่อ คนที่ทนถึงขีดจำกัดแล้วยังมีอีกคน

เจียงซีเหลืออดแล้วจริงๆ เขาเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างน่าสะพรึง “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าวางอำนาจข่มเหงผู้อื่น เพราะมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

หวงเซี่ยวเย่ว์เก็บมือทันที สีหน้าแปรเปลี่ยน แต่ยังคงฝืนวางท่าสงบนิ่ง “เจ้าสำนักเจียงคงไม่เข้าใจความรู้สึกของข้าผู้เฒ่า ข้ากับสำนักหรูเฟิงมีความแค้นฆ่าน้องชาย ข้า…”

“ข้าไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของนักพรตหวงจริงๆ” เจียงซีกลอกตา มองเขาอย่างเฉยชา “และข้าก็ไม่สนใจห้องลับซ่อนขุมทรัพย์ของสำนักหรูเฟิงแม้แต่น้อย”

สายตาของเขาราวกับคมดาบที่ชักออกจากฝัก หวงเซี่ยวเย่ว์ถึงกับผงะไปสองก้าว มองเจียงซีอย่างอึ้งงัน ริมฝีปากขยับเปิดปิด เหมือนปลาขาดน้ำอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

เจียงซี “หนานกง เจ้าไปตรวจดูเถอะ”

แต่สระหลงหุนเป็นเพียงสระน้ำ ล้อมด้วยผนังทั้งสี่ด้าน มองไปก็เห็นได้ทั่ว ไม่มีสิ่งบดบังสายตา หลังจากตรวจดูอย่างละเอียดหลายรอบ ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ หนานกงซื่อส่ายหน้า “ข้าจะลองไปดูที่ตำหนักหน้าสักหน่อย”

ตำหนักหน้าประดับประดาอย่างซับซ้อนด้วยสิ่งของตกแต่งมากมาย ไหนจะยังมีหมากเจินหลงพวกนั้นอีก ส่วนหนานกงหลิ่วเวลานี้ถูกทิ้งไว้อยู่ในตำหนัก ตอนที่หนานกงซื่อเข้าไป เขากำลังกอดตะกร้าส้ม หลับกรนครอกๆ

หนานกงซื่อยืนอยู่เบื้องหน้าบิดาครู่หนึ่ง แววตาเลื่อนลอยว่างเปล่า ทว่าขอบตาแดงรื้นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เขาไม่กล้ายืนดูอยู่นาน ทั้งมิได้ปลุกบิดาที่ถูกทำเป็นหมาก กวาดตามองผ่านหมากทีละตัว หวังจะพบร่องรอยอะไรสักเล็กน้อย

เมื่อครู่ตอนที่ทุกคนยังอยู่ที่ตำหนักหน้า เขาไม่มีแก่ใจมองดูอย่างละเอียด รู้เพียงที่นี่ถูกแบ่งเป็น “แดนสุขาวดี” และ” แดนชำระบาป” ยามนี้เมื่อสังเกตดูหุ่นเชิดแต่ละตัว ก็พบว่ามีสหายเก่าที่คุ้นเคยไม่น้อย เขาเห็นอาสี่ที่ไม่ลงรอยกับสวีซวงหลินมาตลอดตกอยู่ใน “แดนชำระบาป” ถูกย่างสดอยู่บนเตาไฟ เขาเห็นสาวใช้หลายคนในเรือนซานเซิงกำลังไล่ตะครุบหิ่งห้อยจับผีเสื้อกันอยู่ใน “แดนสุขาวดี” …

เขาถึงขั้นเห็นปู่ของตน

แต่หนานกงซื่อไม่มีเวลามาอาลัยอาวรณ์มากนัก เพราะเขาพลันคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นคนผู้หนึ่ง คนที่…

จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียง

ท่ามกลางเสียงอื้ออึงเหมือนกระแสน้ำ เขาได้ยินแล้ว

เสียงสั่นเครือ แผ่วเบาราวกับเสียงยุง…

“ซื่อเอ๋อร์…”

หนานกงซื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางศีรษะ ยังไม่ทันหันไป น้ำตาก็เอ่อท้นเต็มสองตา

เขาหันกาย ท่ามกลางม่านน้ำพร่าเลือน เห็นเพียงร่างสีครามเลือนราง เขารีบวิ่งไปยังร่างนั้น ตะโกนเสียงแหบพร่า “ท่านแม่! ท่านแม่!”

น้ำตาไหลรินลงมา สายตาจึงแจ่มชัดขึ้น

ใน “แดนสุขาวดี” สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างแช่มช้อย เป็นหรงเยียนมารดาเขา นางก็เหมือนกับหนานกงฉางอิงที่วางตัวแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวเสมอ กอปรกับสวีซวงหลินรักษาความรู้สึกนึกคิดของหมากในตำหนักใหญ่นี้ไว้ ดังนั้นแม้หนานกงซื่อจะเติบใหญ่จนไม่เหลือเค้าเมื่อยังเยาว์แล้ว แต่นางในร่างนี้ก็ยังจดจำบุตรชายของตนได้ทันทีที่เห็นเขาวิ่งเข้ามาในระยะสายตา

นางยื่นนิ้วมือแข็งทื่อไปหาบุตรชาย เค้นเสียงสั่นเครือออกมาอย่างยากลำบาก “ซื่อ…เอ๋อร์…”

เสื้อผ้าของหรงเยียนเป็นชุดเดียวกับที่นางสวมตอนหนานกงซื่อเห็นมารดาเป็นครั้งสุดท้าย เขาคุกเข่าเบื้องหน้านาง คล้ายย้อนกลับไปในปีนั้น คืนที่แสนปกติสุขในสำนักหรูเฟิง มารดาไปหาเขาที่ห้องหนังสือ จันทร์เต็มดวงลอยอยู่นอกหน้าต่าง

หนานกงซื่อคุกเข่าเบื้องหน้ามารดา เขาเงยหน้าจ้องมองนาง มีคำพูดมากมายอยากเอ่ย ทว่าสุดท้ายกลับเอ่ยออกมาได้เพียงคำพูดสั่นเครือประโยคหนึ่ง “ท่านแม่…ทั่วหล้าต่างชื่นชม ไม่บากบั่นไปกว่า ทั่วหล้าต่างตำหนิ ไม่ท้อแท้ไปกว่า…”

กาลเวลาย้อนกลับไป

มารดาผู้เข้มงวดในวันวานยืนอยู่ข้างหน้าต่าง คิ้วงามขมวดมุ่น “ทั่วหล้าต่างตำหนิ ไม่ท้อแท้ไปกว่า ท่อนก่อนหน้าคืออะไร”

เด็กน้อยอึกอัก ตอบไม่ได้

ต่อมานางจากไปอย่างปุบปับ เขาคุกเข่าเบื้องหน้าโลงศพสีดำสนิทของนาง ยังคงไม่อาจท่องตำราม้วนสุดท้ายที่มารดากำชับไว้เมื่อยามมีชีวิต ให้เขาท่องจำให้ได้ทั้งหมด

คำกล่าวที่ว่า “ทั่วหล้าต่างชื่นชม ไม่บากบั่นไปกว่า ทั่วหล้าต่างตำหนิ ไม่ท้อแท้ไปกว่า” ท่อนนี้ ผ่านคืนวันอันยุ่งเหยิงวุ่นวายมาสิบกว่าปี ในที่สุดก็ตกตะกอนแล้ว

หนานกงซื่อคุกเข่าเบื้องหน้านาง เหมือนเมื่อตอนที่จากกันในคืนจันทร์เพ็ญคืนนั้น ร่างของทั้งสองซ้อนทับกับในครั้งนั้น เพียงแต่ความเจ็บแค้นเต็มทรวงเมื่อคราแรก บัดนี้กลับกลายเป็นความรวดร้าวแทบใจสลาย ทั้งสตรีงามสะคราญในตอนนั้น บัดนี้ก็กลายเป็นหมากที่ถูกควบคุมไปแล้วเช่นกัน

หรงเยียนลูบจอนผมและแก้มของบุตรชาย สุดท้ายกุมมือที่เปื้อนคราบเลือดกระดำกระด่างของเขา นางหลับตาลงอย่างสั่นไหว

“ซื่อเอ๋อร์ บัดนี้ร่างกายแม่ถูกควบคุม ไม่ต่างจากเนื้อบนเขียง สูญสติรับรู้ได้ทุกเมื่อ…แต่ว่าซื่อเอ๋อร์ เจ้าต้องเชื่อว่า…คำพูดเหล่านี้ของแม่ ล้วนมาจากใจจริง…ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในใจแม่ยามที่จากไป แม้แม่จะแค้นเคืองการกระทำเช่นนี้ของอาเจ้ายิ่งนัก…แต่แม่ก็ซาบซึ้งต่อเขา…”

“ท่านแม่…”

“หากมิใช่เขา…สร้างแม่เป็นหมาก แม่จะได้พบเจ้า…พูดคุยกับ…กับเจ้าเช่นนี้อีกได้อย่างไร….” หรงเยียนโน้มตัวลงมาอย่างช้าๆ และแข็งทื่อ มือสั่นเทายื่นออกไป กอดบุตรชายไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่น

“ก่อนแม่จากไป สิ่งสุดท้ายที่เสียใจที่สุดก็คือ…” นางสะอื้น ทว่ามิใช่เพราะจะถูกสวีซวงหลินควบคุมอีกครั้ง นางกอดบุตรชายแน่น เอ่ยเสียงสั่นเครือ “สิ่งสุดท้ายที่แม่เสียใจที่สุด ก็คือที่ผ่านมาล้วนไม่เคย…ที่ผ่านมาล้วนไม่เคยกอดเจ้าอย่างเต็มที่เช่นนี้…ซื่อเอ๋อร์…

“แม่รักลูกนะ”

หนานกงซื่อสะอื้น “ลูกรู้…ลูกรู้ทั้งหมด ท่านแม่ ลูกรู้ทั้งหมดแล้ว”

จู่ๆ พื้นดินก็สั่นสะเทือน หรงเยียนลืมตาขึ้นอย่างหวาดผวา “พันธะโลหิตของหวั่งหลีกำลังจะฉีกขาดแล้ว…”

“อะไรนะ”

“พันธะโลหิตของหวั่งหลีจะฉีกขาดแล้ว! แม่อยู่ที่นี่ ทุกวันล้วนมองเห็น!” หรงเยียนพลันเคร่งเครียดขึ้นมา “ซื่อเอ๋อร์ แม่จะไปหยุดยั้งเขา…แม่จะหยุดยั้งหนานกงซวี่…”

หนานกงซื่อเช็ดน้ำตา ดึงนางไว้ “ท่านแม่ ท่านอยู่ที่นี่เห็นอะไร พันธะโลหิตจะฉีกขาดแล้วอะไรกัน”

“เจ้าฟังแม่” หรงเยียนเงียบไป รูม่านตาหดเล็ก คล้ายพลันถูกควบคุมอีกครั้ง แต่นางกัดฟันแน่น รวบรวมความรู้สึกนึกคิดในกาย ต้านทานการควบคุมของหมากเจินหลง “เจ้าฟังแม่ หนานกงซวี่รวบรวมเทพศัสตราทั้งห้าแล้ว เทพศัสตราทั้งห้านี้ได้ดื่มโลหิตหมื่นมนุษย์จนเต็มเปี่ยม หากมันผนึกกำลังกัน ก็จะตัดพันธะระหว่างมังกรปีศาจกับสกุลหนานกงได้!”

“ตัดพันธะ?!”

“มิผิด เอ็นมังกร คืออย่างแรกที่ถูกตัดพันธะ”

หนานกงซื่อหวาดผวา “ฉะนั้นผีดิบที่จู่ๆ ก็อาละวาดด้านนอกนั่น ความจริงเป็นเพราะเอ็นมังกรถูกตัดพันธะ จึงสลัดหลุดจากการควบคุม?”

“เป็นเช่นนั้น” หรงเยียนเอ่ยเสียงแหบพร่า “อย่างที่สอง คือเกล็ดมังกร”

หนานกงซื่อพลันนึกถึงงูพิษที่พบเจอเมื่อครู่ ทั้งหมดคงแปรสภาพมาจากเกล็ดมังกร

“อย่างที่สาม คือหางมังกร”

หนานกงซื่อหน้าถอดสี “เช่นนั้นแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ คือพันธะของหางมังกรขาดแล้วใช่หรือไม่!”

“มิผิด จากนั้นเป็นหัวมังกร สุดท้ายเป็นตัวมังกร” หรงเยียนกล่าว “เมื่อหนานกงซวี่ใช้อาคมผ่านเทพศัสตราที่ห้าสำเร็จ ทั้งเขาเจียวซานนี้ก็จะหลุดจากการควบคุม…ไม่ยอมรับ…ไม่ยอมรับเจ้าสำนักใหญ่เป็นนายอีก…”

สีหน้านางเจ็บปวดอีกครั้ง ไม่อาจเอ่ยวาจาชั่วขณะ ดูเหมือนสวีซวงหลินจะสังเกตเห็นการกระทำของนางแล้ว กำลังพยายามยึดครองร่างกายของนางสุดความสามารถ

หรงเยียนร้องครางเบาๆ นิ้วมือเรียวขาวซีดจิกเข้าไปในมวยผมแน่น “ไม่…ไม่…”

“ท่านแม่!”

“ซื่อ…ซื่อเอ๋อร์…”

เสียงของเขาปลุกสติของนางขึ้นมาอีกครั้งทันที นางเหมือนคนที่กำลังจะกระหายน้ำตายได้รับน้ำใสสะอาดดับกระหาย นางคว้าตัวบุตรชายเอาไว้แน่น สีหน้าหวาดหวั่นไร้กำลังจะทำอะไรได้

นั่นเป็นสีหน้าอับจนหนทางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนบนใบหน้ามารดา

หนานกงซื่อปวดใจราวกับถูกมีดกรีด เขากอดนางไว้ในอ้อมแขน แต่ก่อนตอนที่เขายังเป็นเด็กน้อย มารดามักเย็นชา และเข้มงวดกวดขันกับเขายิ่งนัก แทบจะไม่เคยโอบกอดเขาเลย

บัดนี้ในที่สุดเขาก็ปกป้องมารดาได้แล้ว

แม้เป็นเพียงบุปผาในคันฉ่องจันทราในวารี เป็นเพียงเสี้ยวสติเพียงเล็กน้อยยามมีชีวิตที่ยังซ่อนอยู่ในร่าง ไม่เหลือแม้กระทั่งวิญญาณแล้วก็ตาม

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

หรงเยียนขดกาย สั่นเทิ้มเล็กน้อยในอ้อมอกบุตรชาย ผ่านไปพักใหญ่ นางจึงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและน้ำตา

หนานกงซื่อรู้สึกฝาดเฝื่อนในลำคอ ยื่นมือไปเช็ดหน้าให้มารดา แต่เช็ดอย่างไรก็ยังคงเปรอะเปื้อน เช็ดอย่างไรก็ยังคงไม่อาจเช็ดคราบเลือดเหล่านั้นออกได้ เขาหลับตาลงอย่างรวดร้าว

หรงเยียนกล่าว “แม่รู้สึกได้ว่าเขา…เขารับรู้การกระทำของแม่แล้ว…แม่เหลือเวลาไม่มาก…ฟังแม่ เขาตัดพันธะโลหิต เพื่อ…เพื่อทำพันธะใหม่กับมังกรปีศาจ ถึงตอนนั้น…อ๊าก!”

สติของนางสับสนพร่าเลือนจนไม่อาจเอ่ยต่อ

แต่หนานกงซื่อเข้าใจแล้ว ใบหน้าเผือดสีเลือดทันที “ถึงเวลานั้น หวั่งหลีจะฟังคำสั่งเขาเพียงผู้เดียว เราทุกคนบนเขาเจียวซานจะ…หนีไม่รอดแม้แต่คนเดียว?!”

“จะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด…”

“จะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!”

แม่ลูกเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน

หนานกงซื่อก้มหน้ามองมารดา “ท่านแม่คงรู้ว่าควรทำเช่นไร?”

“หนานกงซวี่ยังฝึกไม่ถึงขั้น…” สีหน้าหรงเยียนฉายแววเย็นเยียบ “เขา…เขาไม่อาจสะกดหมากเจินหลงได้…จึงถูกผลย้อนทำร้าย แม่…แม่รู้ว่าควรทำอย่างไร…เจ้าฟังแม่”

หรงเยียนคว้าแขนบุตรชาย กวาดตาไปทีละน้อย จนสุดท้ายตกอยู่ที่ร่างสามีนาง

เนื่องจากเมื่อครู่พื้นดินสั่นสะเทือน หนานกงหลิ่วจึงถูกปลุกให้ตื่น กำลังกอดตะกร้าส้มของตน กวาดตามองโดยรอบอย่างสับสนงุนงง ท่าทางไม่รู้เรื่องรู้ราว

นางจ้องเขาเขม็ง ราวกับเหยี่ยวจ้องงูในถ้ำ

“ต้องตายคนหนึ่ง” ริมฝีปากแดงขยับ หรงเยียนเอ่ย “ซื่อเอ๋อร์ เจ้าไปสังหารเขา”

ใส่ความเห็น