fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 7 ตอนที่ 224 : เขาเจียวซาน คำสัญญาของวิญญูชน

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

224

เขาเจียวซาน คำสัญญาของวิญญูชน

 

“!” หนานกงซื่อผวา “ท่านแม่?”

“พันธะของมังกรปีศาจ มีเพียงต้องใช้โลหิตของคนสกุลหนานกงสังเวยจึงจะเสริมความแข็งแกร่งได้” หรงเยียนกล่าว “มีเพียงเจ้า หรือเขา ฉะนั้นย่อมเป็นเขา…เขากลายเป็นหมากไปแล้ว เป็นเพียงซากศพเดินได้…อีกอย่าง เขามีสิทธิ์อะไรมีชีวิตอยู่ เขาเป็นสามีไม่ซื่อสัตย์ เป็นบิดาไม่เคร่งครัด เป็นวิญญูชนไม่น่าเคารพ เขาเสียชาติเกิด ใครจะรู้ว่าเหตุใดหนานกงซวี่จึงเกิดเมตตาชั่ววูบ ถอนคำสาปผลหลิงฉือให้เขา ปล่อยให้เขากลายเป็นคนโง่!”

หนานกงซื่อแข็งค้างอยู่ที่เดิมด้วยความตกตะลึง ราวกับตนเองกลายเป็นหมากไปแล้ว แข็งทื่อจนไม่อาจขยับเขยื้อน

“ซื่อเอ๋อร์ แม่ไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้ ยากจะลงมือ บัดนี้มีเพียงเจ้า…มีเพียงเจ้าโยนเขาลงสระหลงหุน เมื่อโลหิตตกลงในสระ…ชีวิต…ชีวิตต่ำช้าของเขา ก็จะแลกมาซึ่งความสงบสุขของผู้คน ก็นับว่าเขา…ได้สั่งสมกุศลหลังความตาย!”

หนานกงซื่อยังไม่ทันตอบ พลันได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากทางด้านสระหลงหุน “นี่มันอะไร แมลงปีกแข็งพวกนี้มาจากที่ใด”

แมลงปีกแข็ง…?

จากนั้นภายในตำหนักก็มีเสียงแผดร้องดังมาอย่างต่อเนื่อง ยังมีเสียงตะโกนสั่งการของพวกเซวียเจิ้งยงกับเจียงซี หรงเยียนเอ่ยด้วยความร้อนรน “เร็วเข้า พันธะโลหิตของหางมังกรขาดแล้ว ยังเหลือพันธะสองอย่างสุดท้าย หากรอจนคลายออกหมด ต่อให้โยนเขาลงสระโลหิต ก็ไร้ประโยชน์”

หนานกงซื่อถูกนางเตือนสติ

“ยังลังเลอะไรอีก!” หรงเยียนกล่าว “เขาก่อกรรมทำเข็ญไปทั่ว ทำให้สำนักหรูเฟิงมาถึงขั้นนี้ ซื่อเอ๋อร์! เจ้ารีบได้สติสักทีเถอะ! ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เจ้า…!”

เสียงของนางพลันขาดหายไป

จากนั้น นัยน์ตาของนางเหลือกขึ้นช้าๆ รูม่านตาหดเล็กฉับพลัน ดูเหมือนสวีซวงหลินจะไม่อาจทนได้อีก จึงทุ่มพลังวิญญาณที่โหดเหี้ยมที่สุดควบคุมนาง

หรงเยียนไม่หลงเหลือสติรับรู้อีกต่อไป

ใบหน้านางคล้ายกำลังหลับฝันอีกครั้ง นางลุกขึ้นช้าๆ เดินไปทาง “แดนสุขาวดี” กลับไปยังจุดที่ไม่สะดุดตาที่นางอยู่ในตอนแรก แววตาว่างเปล่า พึมพำเสียงเบา “ซื่อเอ๋อร์…ตอบแม่ ทั่วหล้าต่างตำหนิ ไม่ท้อแท้ไปกว่า ท่อนก่อนหน้าคืออะไร”

หนานกงซื่อกำลังสั่นเทิ้ม

เขาคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่กับพื้น แม้มิได้ถูกสิ่งใดควบคุม แต่กลับรู้สึกเหมือนติดอยู่ในบ่วงแห ไร้ทางออก

ทั่วหล้าต่างชื่นชม ไม่บากบั่นไปกว่า ทั่วหล้าต่างตำหนิ ไม่ท้อแท้ไปกว่า…

นี่คือสิ่งที่มารดาคาดหวังว่าเขาจะทำได้

ยากยิ่งนัก

ช่างยากยิ่งนัก

ในวัยเยาว์ ไม่ว่าจะให้เขาท่องจำคัมภีร์อิสรจรที่ยากจะเข้าใจ หรือให้เขายิงธนูสิบดอกให้ถูกกลางเป้าเก้าครั้ง ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน

บัดนี้ มารดาบอกให้เขาใช้เลือดของบิดาเขา ไปเสริมความแข็งแกร่งของพันธะโลหิตเขาเจียวซาน

เขาฟังเสียงแผดร้องโหยหวนด้านนอก ได้ยินเพียงเสียงก็รู้ว่าแมลงปีกแข็งที่แปรมาจากหางมังกรที่ตื่นขึ้นมานั้นน่าสะพรึงเพียงใด เขานึกถึงเยี่ยวั่งซีขึ้นมา เยี่ยวั่งซีกำลังรับศึกกับกระแสอสรพิษเพียงลำพังท่ามกลางความมืด รอเขาตรวจสอบทุกอย่างแล้วรีบกลับไปโดยเร็ว

“ซื่อเอ๋อร์…” ด้านหลังเป็นเสียงพึมพำของมารดา

เขาชักกระบี่ยาวออกช้าๆ เดินไปทางหนานกงหลิ่ว

แค้น

จะไม่แค้นได้อย่างไร

เขามองบุรุษผู้นี้…

ข้าจะไม่แค้นเขาได้อย่างไร

ควักหัวใจมารดาเขาทั้งเป็น ลอบคบชู้กับเจ้าสำนักเจียงตง ทำให้เจ้าหมู่บ้านหลี่แห่งหมู่บ้านปี้ถานต้องตกอยู่ในสถานะลำบาก ทำให้สำนักหรูเฟิงพินาศย่อยยับ ทิ้งความวุ่นวายกับชื่อเสียงฉาวโฉ่เอาไว้ ทำให้เขากับเยี่ยวั่งซีต้องอยู่อย่างหวาดวิตกทุกคืนวัน ไม่มีที่ให้กลับไป ราวกับสุนัขไร้บ้าน เขาจะไม่แค้นคนผู้นี้ได้อย่างไร!

กระบี่ประจำกายเงื้อขึ้น ประกายสีขาวสะท้อนใบหน้าหนานกงหลิ่ว

บนใบหน้าที่ไม่อ่อนเยาว์นั้นแฝงความสงบนิ่งปลอดโปร่งอย่างที่เด็กพึงมีอยู่หลายส่วน

หนานกงหลิ่วมองหนานกงซื่อ มือของหนานกงซื่อสั่นระริก เขาเอ่ย “ท่านลุกขึ้นมา”

“ท่านเป็นใคร เหตุใดต้องให้ข้าลุกขึ้น ข้าจะนั่งที่นี่ ข้าจะรอฝ่าบาท…”

“ฝ่าบาทอะไร!” หนานกงซื่อตวาดเขาอย่างฉุนเฉียว หัวใจเต้นระทึก เลือดในกายพลุ่งพล่าน “นั่นเป็นน้องชายท่าน! จำได้หรือไม่ หนานกงหลิ่ว! นั่นคือน้องชายท่าน!”

“เป็นน้องชายและเป็นฝ่าบาทด้วยหรือ” หนานกงหลิ่วตกใจ หดตัวกลม “ท่านอย่าดุนักสิ ท่าน…ท่าน…ท่านร้องไห้ทำไม”

ข้าร้องไห้?

หนานกงซื่ออึ้งงัน

ข้า…ข้าร้องไห้หรือ

น้ำตาขมปร่าไหลรินลงมา ตกลงบนพื้นพร้อมกับกระบี่ประจำกาย

หนานกงซื่อพลันคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้โฮออกมา

เหตุใดต้องเป็นเช่นนี้

เขาแค้นบิดา เขาคิดว่าตนแค้นจนสามารถบีบให้บิดาตามมายังสระหลงหุน เพื่อทำพันธะโลหิตกับเขาเจียวซานและหวั่งหลีใหม่อีกครั้งได้แท้ๆ

เหตุใดข้าถึงแค้นไม่ได้ คนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ทำให้ข้าไร้บ้านให้กลับ ทำให้บ้านแตกคนตาย เหตุใดข้าไม่แค้น

แต่ว่า…

แต่ว่าข้าไม่อาจลงมือได้จริงๆ

ขณะประกายกระบี่ส่องจับใบหน้าคนผู้นี้ เขาเห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นที่หางตาของคนผู้นี้ สิ่งที่เขาคิด

กลับเป็น…

กลับเป็นช่วงเวลาที่ตนยังเล็กนัก ขณะวิ่งไล่ตามเหน่าไป๋จินอย่างทุลักทุเลในทุ่งหญ้าเซี่ยวเย่ว์

ฝีเท้ายังเตาะแตะไม่มั่นคง สุดท้ายวิ่งจนสะดุดล้ม

หรงเยียนยืนอยู่เบื้องหน้าเขา เอ่ยกับเขาที่ร้องไห้แงๆ “ลุกขึ้นมาเอง”

เจ็บยิ่งนัก

และเพราะเจ็บจริงๆ เขาพยายามตะกายลุกขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ

เขายื่นมือออกไป อ้อนวอนให้มารดาอุ้มเขาสักครั้ง พยุงเขาลุกขึ้นสักหน

แต่หรงเยียนมิได้ยื่นมือมา ไม่เคยยื่นมือมาเลย

สุดท้ายเป็นมือใหญ่อบอุ่นอีกมือ อุ้มเขาที่ยังตัวเล็กขึ้นมาจากพื้น กอดไว้ในอ้อมอก แสงตะวันสาดส่องลงมา เขาเห็นใบหน้านั้น

ใบหน้านั้นยังหนุ่มแน่น เป็นมิตร เหมือนบุรุษแสนดี เปี่ยมด้วยความรักความเมตตา

“ไอ้หยา บางครั้งซื่อเอ๋อร์ของเราก็ต้องให้คนพยุงเหมือนกันนะนี่” คนผู้นี้ลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของเขา แววตาอ่อนโยนยิ่งนัก “หากทุกคนก็ล้วนลุกขึ้นมาเองได้ จะยังมีพ่อแม่ไว้ทำไมเล่า”

นั่นคือความประทับใจเมื่อแรกเริ่มที่หนานกงซื่อมีต่อบิดา ในความทรงจำของเขา

ในตำหนักกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยผีดิบ คนเป็นเพียงผู้เดียวลุกขึ้นมาอย่างซวนเซ

เขาลุกขึ้นมา ทว่าไม่นานก็คุกเข่าลงอีกครั้ง

เขาโขกศีรษะไปยังทิศทางที่หรงเยียนอยู่จากไกลๆ จากนั้นลุกขึ้นอีกครั้ง หันกายหมายผละไป

จู่ๆ แขนเสื้อถูกรั้งไว้

คนที่ดึงเขาไว้ กลับเป็นหนานกงหลิ่ว

“…”

หนานกงหลิ่วหยิบส้มผลหนึ่งจากในตะกร้า ยื่นให้เขา คิดอยู่สักพัก จากนั้นก็ปอกเปลือก แกะส้มกลีบหนึ่งยื่นมาที่ปากเขา

“ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าท่านจะทำอะไร แต่ส้มนี่หวานอร่อยมาก ข้าเก็บมาเองกับมือ ท่านลองชิมดูสิ”

หนานกงซื่อไม่อยากกิน แต่ส้มกลีบนั้นยังจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก หนานกงหลิ่วยื่นให้เขา เหมือนเมื่อตอนเด็กๆ ที่ป้อนอาหารให้เขากินนับครั้งไม่ถ้วน

น้ำส้มหวานอมเปรี้ยวกระจายเต็มปาก หนานกงซื่อเช็ดน้ำตาแรงๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจ โยนกระบี่ทิ้ง หันกายสาวเท้าออกจากตำหนักหน้าไป

เขามาถึงข้างสระหลงหุนที่กำลังโกลาหล

แมลงปีกแข็งที่แปรสภาพมาจากหางมังกรนั้นดุร้ายยิ่งนัก มีผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายต่อสู้จนตัวตาย โลหิตไหลนองพื้นเป็นสายน้ำ เนื่องจากแมลงตัวเล็กมาก ปรมาจารย์ใหญ่อย่างฉู่หว่านหนิงกับเจียงซีจึงปกป้องคนทางด้านหลังได้ไม่มาก สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ราวกับอยู่ในหม้อน้ำเดือด

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นหนานกงซื่อเข้ามา

เขาเดินเข้ามาในตำหนัก

หลายชั่วยามก่อนหน้า เขาสูญเสียแก่นวิญญาณไปแล้ว คิดว่านับจากนี้ตนต้องกลายเป็นคนธรรมดาไปชั่วชีวิต

ยามนี้จึงได้รู้ว่า ที่แท้โชคชะตารู้ว่าเขาหยิ่งทะนง แม้มิได้ชื่นชอบเขา ทว่าสุดท้ายก็ไม่ใจร้ายต่อเขาเช่นกัน

ยังติดค้างก็แต่คนผู้เดียว…

สายตาของเขาตกอยู่ที่อุโมงค์ซึ่งเชื่อมไปยังแท่นเจาหุน

เยี่ยวั่งซี

หนานกงซื่อพลันยิ้มออกมา

เคราะห์ดี สุดท้ายก็ยังไม่ทันได้บอกเจ้า ขอบคุณที่เจ้าไม่จากไปไหน ขอบคุณที่เจ้าไม่เคยเปลี่ยนใจ เคราะห์ดีที่ยังไม่ทันได้บอกเจ้าว่า ในที่สุดข้าก็เข้าใจความปรารถนาดีของเจ้า เข้าใจความรู้สึกของเจ้าแล้ว จะขออยู่กับเจ้านับจากนี้

เคราะห์ดีที่ยังไม่ทันบอก หาไม่คงทำให้เจ้าต้องเจ็บปวดโดยใช่เหตุ เช่นนั้นก็จะ…

ตูม

เช่นนั้นก็จะอะไร…

เขามิได้คิดจนจบ หากคิดอีก ก็คงไม่เหลือความกล้าอีกต่อไป เขามิได้คิดจนจบ สระโลหิตเดือดพล่านก็กลืนกินร่างเขาไป เขามิได้คิดจนจบ ก็แปรเป็นโครงกระดูก สลายเป็นเถ้าธุลี

สิ่งสุดท้ายที่เขาทำทันก่อนตาย คือปลดซองธนูออก โยนซองธนูที่มารดาปักเย็บให้ไปที่ข้างสระพร้อมกับเหน่าไป๋จินที่ส่งเสียงร้องอยู่ข้างใน

ชั่วขณะที่หนานกงซื่อรู้สึกว่าร่างของตนกำลังสลายเป็นเถ้าธุลี คล้ายจะยังมีสติรับรู้อยู่ แต่มิได้รู้สึกเจ็บปวด เขาคล้ายได้ยินเสียงซองธนูตกลงบนพื้นอย่างปลอดภัย เสียงร้องโหยหวนของเหน่าไป๋จิน คล้ายยังได้ยินฉู่หว่านหนิงร้องเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจน ความสงบเยือกเย็นที่เหลือเพียงน้อยนิดมลายหายไป

เขาอยากร้องตอบ

อยากร้องตอบสักคำ

อาจารย์…

ข้ายอมรับท่าน

ข้าจะไม่ยอมรับท่านได้อย่างไร

ความจริงข้าจำได้ทุกอย่าง พิธีโขกศีรษะกราบอาจารย์ใต้ต้นไม้ครั้งนั้น

แต่ว่าท่านปฏิเสธข้า

ข้าเองก็มีความหยิ่งทะนง กลัวว่าท่านจะดูแคลนข้า ฉะนั้นจึงแสร้งทำเป็นว่าตอนนั้นยังเล็กนัก จึงลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว

ต่อมาท่านยอมรับข้า แต่ข้ากลัวจะดึงท่านมาพัวพัน…

ตอนนี้ดีแล้ว

ข้ามีอาจารย์แล้ว ข้าท่องคัมภีร์อิสรจรให้ท่านแม่ฟังแล้ว เยี่ยวั่งซีกับเหน่าไป๋จินก็ไม่เป็นอะไร

ใช่แล้ว คิดไม่ถึงว่าก่อนตาย ยังได้กินส้มกลีบหนึ่ง

เป็นคนผู้นั้น…แกะให้ข้ากินกับมือ…

รสชาติเหมือนส้มที่เขาเคยป้อนให้ข้ากินในวัยเยาว์

หวานอร่อยยิ่งนัก…

วิญญาณของหนานกงซื่อพลันแตกสลาย ทุกสิ่งเลือนหาย ทุกสิ่งกลายเป็นเงามายาในอดีต ความฝันเก่า เรื่องราวแต่หนหลัง ล้วนล่วงเลยไป

กลายเป็นพันธะโลหิต

สระหลงหุนพลันเปล่งแสงสว่างพร่าตา ทุกหนแห่งที่แสงส่องไปถึง บังเกิดเสียงมังกรคำรามกระบี่กรีดร้อง แผ่อานุภาพทำลายล้าง บดขยี้แมลงปีกแข็งหางมังกร อสรพิษเกล็ดมังกร เอ็นมังกรที่ค้ำชูฝูงผีดิบที่ด้านนอกจนแหลกเป็นจุณ

ตอนที่เยี่ยวั่งซีพุ่งออกมาจากอุโมงค์ด้วยร่างที่อาบโลหิต สิ่งที่เห็นคือร่างของหนานกงซื่อในชั่วขณะสุดท้ายที่ตกลงไปในสระ เห็นสระโลหิตเปล่งประกายมังกรเจิดจ้า ยังมีเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญกำลังมองไปที่สระโลหิต เหน่าไป๋จินที่ส่งเสียงร้องไร้ที่พึ่งอยู่ริมสระ ฉู่หว่านหนิงก้มลงอุ้มเหน่าไป๋จินขึ้นมา…

กระบี่ประจำกายของนางตกลงบนพื้นดังเคร้ง

“อาซื่อ!”

เสียงร้องตะโกนแหบพร่า แทบทลายผืนฟ้า!

เยี่ยวั่งซีในยามนี้มีแต่บาดแผลเต็มตัว นางเดินซวนเซไปข้างหน้า ยังไม่ทันถึงริมสระโลหิต ถึงขั้นยังไม่ทันหลั่งน้ำตา สภาพบาดเจ็บสาหัสและอารมณ์คลุ้มคลั่งก็ทำให้นางแตกสลายในที่สุด พิษงูลุกลามไปทั่วร่าง ร่างกายเย็นเฉียบ

“อาซื่อ…”

นางวิ่งไปอย่างโซซัดโซเซทีละก้าว ริมฝีปากเขียวคล้ำขยับพร้อมเสียงสะอื้น หยดน้ำตาไหลรินลงมา นางไม่อาจทรงกายได้อีกต่อไป ล้มลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบอย่างแรง

เบื้องหน้าสายตามืดมัวเป็นวูบๆ แต่นางยังใช้นิ้วมือที่เปรอะไปด้วยคราบเลือดเกาะพื้นไว้ ค่อยๆ คลานไปข้างหน้า

ทั้งๆ ที่รู้ว่าสายเกินไป

เห็นหนานกงซื่อกระโดดลงสระหลงหุนไปกับตาแล้ว

ทุกสิ่งล้วนจบสิ้นแล้ว

แต่นางไม่ยินยอม

จะยินยอมได้อย่างไร…จะยินยอมได้อย่างไร!

ราวกับว่า ขอเพียงแข็งใจคลานไปถึงริมสระ ก็จะทำให้คนผู้นั้นกลับมาได้ ราวกับว่า ขอเพียงยังปักใจกับชั่วขณะนั้น หนานกงซื่อก็ยังกลับมาอยู่ข้างกายนางได้

เจ้าเคยบอกข้า

ที่หน้าโพรงอสรพิษ เจ้ารับปากข้าแล้วชัดๆ …

เจ้าบอกว่า

“ที่นี่มืดมาก ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบ เจ้าต้านไว้สักครู่ ข้าจะรีบกลับมา”

น้ำตาหยดลงมา

นางฝืนยืนหยัดเอาไว้ แม้กัดฟันจนแตกละเอียดก็ยังฝืนทนไว้ คลานไปยังริมสระหลงหุนที่คืนสู่ความนิ่งสงบแล้ว ทีละน้อย…ทีละน้อย อย่างพร่าเลือน ร่างเกร็งกระตุก

ข้ามาแล้ว

เจ้าเล่า

เบื้องหน้ามืดเหลือเกิน รอบด้านก็เย็นยิ่งนัก จะมีผีร้ายมาอีกหรือไม่ จะมีงูพิษจู่โจมมาอีกหรือไม่ เจ้าทำเหมือนเมื่อก่อน ซัดยันต์วิญญาณออกไป แล้วหันกลับมาอย่างน่าเกรงขามได้หรือไม่

บอกกับข้าว่า “ตามข้ามา ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” ได้หรือไม่

“หนานกงซื่อ…อาซื่อ…” นางสะอื้น ในที่สุดก็ร้องไห้เสียงดัง “เจ้ากลับมาสิ! วิญญูชนเอ่ยวาจา เจ้าต้องรักษาสัญญา เจ้ากลับมาสิ!”

แต่เสียงร้องไห้นั้นมิได้คงอยู่นานนัก พิษร้ายรุนแรงกับบาดแผลสาหัสกลืนกินนางไปในที่สุด ก่อนสติของนางจะดับไป สิ่งสุดท้ายที่ทำคือยื่นมือออกไปยังขอบสระหลงหุน ราวกับทำเช่นนี้จะสามารถคว้าชายเสื้อของคนในสระเอาไว้ ให้เขายังคงอยู่ข้างกายนางได้

เดิมทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น…แก่นวิญญาณของอาซื่อแตกสลาย ก็หาวิธีหยุดยั้งได้ ทุกคนล้วนมิได้แค้นเคืองเขาเช่นนั้นอีกแล้ว…เดิม…ก็ใกล้จะหลุดพ้นแล้ว

ทว่าความมืดมิดมาเยือนอีกครั้ง ครั้งนี้ สำหรับนางแล้ว อาจไม่มีแสงอรุณอีก

“อาซื่อ…”

เยี่ยวั่งซีพึมพำ ในที่สุดดวงตาก็ปิดลงช้าๆ

วิญญาณร้ายของมังกรปีศาจถูกสยบในที่สุด หนานกงซื่อใช้เลือดเนื้อของตนสังเวย เสริมพันธะโลหิตที่กำลังจะแหลกสลายให้แข็งแกร่ง ส่วนสระโลหิตมังกรที่ผสานรวมวิญญาณของหนานกงซื่อเข้าไป ย่อมยากที่สวีซวงหลินจะทำลายได้

ทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว

เขาเจียวซานไม่มีต้นไม้ใบหญ้าสักต้นให้สวีซวงหลินใช้งานได้อีก หนานกงซื่อมิได้มีฝีมือเลิศล้ำเหมือนหนานกงฉางอิง ทว่าสุดท้ายกลับเป็นเขาที่ตัดเขี้ยวเล็บแหลมคมที่สุดของสวีซวงหลินไป

ทุกคนนิ่งงัน ได้ยินเพียงเสียงครวญครางเบาๆ ของคนที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้า

แสงเจิดจ้าของสระโลหิตมังกรค่อยๆ สลายไป โม่หรานเดินไปที่ข้างกายฉู่หว่านหนิง ฉู่หว่านหนิงก้มหน้าหลับตา มือข้างที่อุ้มเหน่าไป๋จินขาวซีดเย็นเฉียบ เส้นเลือดสีเขียวจางๆ ใต้ผิวหนังปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อยเพราะกำลังข่มกลั้น

“อาจารย์…”

ฉู่หว่านหนิงมิได้พูดอะไร สุดท้ายเพียงแค่วางเหน่าไป๋จินลงข้างกายเยี่ยวั่งซี พร้อมกับซองธนูของหนานกงซื่อ

เขาลุกขึ้น ในดวงตาจับไอน้ำ ทว่าขณะมองไปยังอุโมงค์ที่เชื่อมไปยังแท่นเจาหุน ไอน้ำนั้นก็เกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งแล้ว

เขาไม่พูดอะไรสักคำ เทียนเวิ่นในมือเปล่งประกายสีทอง เขาเดินไปยังอุโมงค์อันมืดมิดนั้น

โม่หรานตามเขาไป คนของยอดเขาสื่อเซิงล้วนเดินตามไปเงียบๆ

ไม่มีผู้ใดถาม ไม่มีผู้ใดกล่าวคำ

การเป็นแนวหน้าสื่อความหมายถึงอะไร พวกเขาล้วนชัดแจ้งแก่ใจ แต่พวกเขาต่างติดตามไป ไม่มีผู้ใดล่าถอย ตามมาด้วยคนของวังท่าเสวี่ย กูเย่ว์เยี่ย…

ก่อนเจียงซีก้าวเข้าไปในอุโมงค์ ได้สั่งการศิษย์บางส่วนให้อยู่คอยรักษาและปกป้องคนเจ็บ “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลคนบาดเจ็บ โดยเฉพาะแม่นางเยี่ย หากผู้ที่ยังไม่ตายเหล่านี้เสียชีวิตอีก กลับไปจะหักเบี้ยรายเดือนและศิลาวิญญาณของทั้งปี”

“ขอรับ เจ้าสำนัก”

ประตูที่ผ่านไปยังแท่นเจาหุนถูกเปิดออกแล้ว ตลอดทางมานี้สูญเสียกำลังคนไปไม่น้อย แต่พวกเขาก็มาถึงสถานที่แห่งสุดท้ายของตำหนักเทียนกงศาลบรรพชนของสำนักหรูเฟิงจนได้…

ในที่สุดก็มาถึงเสียที สถานที่บวงสรวงและเรียกดวงวิญญาณ

แท่นเจาหุน

ใส่ความเห็น