fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 7 บทที่ 225 : เขาเจียวซาน หัวเราะความฟั่นเฟือนของข้า

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

225

เขาเจียวซาน หัวเราะความฟั่นเฟือนของข้า

 

ฉู่หว่านหนิงก้าวออกจากอุโมงค์เป็นคนแรก เหยียบลงบนบันไดศิลาขั้นสุดท้าย สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือแท่นสูงโล่งกว้างต่างจากความคับแคบในทางเชื่อม กว้างใหญ่จนแทบไม่เห็นสุดทาง ราวกับแดนพิสุทธิ์ที่ลอยอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

ยามนี้ ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางนภา แท่นสูงตั้งอยู่อย่างเดียวดาย ไร้ต้นไม้ใบหญ้างอกเงยแม้สักชุ่น ทอดสายตาไป ที่กึ่งกลางของแท่นสูง ท่ามกลางลมหนาวเย็นที่พัดมาเป็นระลอก เงาเมฆหม่นทึม มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่

สวีซวงหลิน

คนทางด้านหลังทยอยออกมาหมดแล้ว ชั่วขณะนั้นล้วนตกตะลึงเมื่อเห็นสวีซวงหลิน

เซวียเจิ้งยงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เหตุใด…นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

อีกคนสะดุ้งเฮือก เอ่ยเสียงเบา “สวรรค์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”

“เขาตายหรือเป็นกันแน่”

โม่หรานเดินเข้าไปใกล้เขา ยิ่งเข้าใกล้ ภาพเบื้องหน้ายิ่งชวนขนลุก…สวีซวงหลินนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนพื้น ร่างกายซีกขวาของเขาเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว ไม่เหลือเค้าของมนุษย์เลย เลือดและหนอง รวมทั้งของเหลวสีดำไหลซึมออกมาจากร่าง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคุกคามผู้คน รอบกายเขามีเทพศัสตราทั้งห้าปักไว้ สาดรังสีอำมหิตหนาแน่น

โม่หรานกำหมัดแน่นอย่างอดไม่ได้…เขาเห็นปู้กุยแล้ว

ปู้กุยปักลึกอยู่ในพื้นดิน แผ่แสงเรืองรองสีเขียวอ่อนออกมา สุดท้ายรวมลำแสงกับเทพศัสตราทั้งสี่ที่เหลือ ไหลเข้าสู่หัวใจของสวีซวงหลิน ส่องจับใบหน้าซูบตอบของสวีซวงหลินจนเป็นเงาวูบไหว เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง

ที่ด้านหลังของสวีซวงหลิน มีหมอกควันดำสนิทกลุ่มหนึ่งม้วนขดวนเวียน คล้ายเป็นข่ายอาคมที่กำลังจะก่อตัวเป็นรูปร่าง

คนอื่นๆ เดินตามเข้ามา

หวงเซี่ยวเย่ว์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ “นี่คือ…นี่คืออาคมวิญญาณศัสตรา?”

เซวียเหมิงไม่รู้ว่าอะไรคืออาคมวิญญาณศัสตรา กำลังจะถามบิดา พอหันไป กลับเห็นเซวียเจิ้งยงสีหน้าซีดเผือด เห็นชัดว่าไม่เชื่อว่าจะมีคนใช้อาคมชนิดนี้ได้

“นี่มันอะไรกันแน่”

เห็นชัดว่าผู้ที่ไม่รู้จักอาคมวิญญาณศัสตรามิได้มีเพียงเซวียเหมิงคนเดียว ยังมีผู้เยาว์อีกคนถามเสียงเบา

ฉู่หว่านหนิงจ้องใบหน้าสวีซวงหลิน “อาคมวิญญาณศัสตรา คือการนำวิญญาณของตนสังเวยเทพศัสตราที่ดื่มโลหิตจนอิ่ม จากนั้นทำพันธสัญญาต่อเทพศัสตรา สัญญาว่าหลังจากตายแล้ว วิญญาณของตนจะถูกวิญญาณศัสตราของเทพศัสตราฉีกกลืน กลายเป็นเครื่องสังเวยที่หล่อหลอมเทพศัสตรา”

“สังเวยศัสตรา?” เซวียเหมิงตกตะลึง “เหตุใดต้องทำเช่นนี้”

“เพราะพลังวิญญาณของเขาไม่พอ” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “นี่เป็นวิธีที่สามารถเพิ่มพูนพลังของตนได้มหาศาลอย่างรวดเร็ว เขาสังเวยวิญญาณให้เทพศัสตรา ส่วนเทพศัสตราก็ให้เขายืมพลัง”

ขณะกำลังอธิบาย พลันได้ยินเสียงหอบหายใจเบาๆ

ทุกคนต่างผงะถอยก้าวหนึ่ง เซวียเหมิงชักหลงเฉิงออกจากฝัก จ้องใบหน้าสวีซวงหลินเขม็ง

สวีซวงหลินลืมตาขึ้นช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าซีกหนึ่งยังเป็นปกติ ใบหน้าอีกซีกเน่าเฟะโชยกลิ่นเหม็นคลุ้ง

“ปรมาจารย์ฉู่…ทุกท่าน ในที่สุดก็หาเจอจนได้นะ”

มือข้างหนึ่งของเขายันพื้น ลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ สายตาเขากวาดผ่านใบหน้าทุกคน บ้างระแวดระวัง บ้างขยะแขยง บ้างก็หวาดกลัว

เขาไม่สนใจ กลอกดวงตาข้างที่เป็นปกติ นัยน์ตาถึงขั้นฉายแววหยอกเย้าและอำมหิต ทว่าเขากวาดตามองรอบหนึ่ง และอีกรอบหนึ่ง ก็ไม่พบคนที่ต้องการหา รอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าแข็งค้าง ก่อนจะเลือนหายไป

สวีซวงหลินตะโกนเสียงเหี้ยม “เยี่ยวั่งซีเล่า?!”

เซวียเหมิงฉุนจัด “เจ้าคู่ควรเอ่ยชื่อนาง?”

“พวกเจ้าทำอะไรนาง!”

เซวียเหมิงยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม “เจ้าสนใจด้วยหรือ คนไม่มีหัวจิตหัวใจ ไม่มีเลือดเนื้ออย่างเจ้า ยังมีหน้าอะไรไปคิดถึงเยี่ยวั่งซี”

“คิดถึง?” คำนี้คล้ายกระตุ้นอารมณ์สวีซวงหลิน เขาชะงัก จากนั้นหรี่ตา คล้ายจะค่อยๆ สงบลง “ไม่ ข้าจะคิดถึงทำไม น่าขันนัก…”

เจียงซีเอ่ยเสียงน่าสะพรึง “จะพูดพล่ามกับเขาให้มากความทำไม ฆ่าเขาซะ!”

ว่าพลางยกมือขวาขึ้น กระบี่ประจำกายเสวี่ยหวงปรากฏกลางฝ่ามือ ฟันฉับใส่สวีซวงหลินทันที ไม่คาดว่าจะมีเงาดำพุ่งปราดเข้ามารวดเร็วปานสายฟ้า สกัดการโจมตีของเขา

เจียงซีเลิกคิ้ว เอ่ยอย่างเข่นเขี้ยว “ปรมาจารย์โม่ เหตุใดจึงขวางข้า”

“ข้ามีเรื่องจะถามเขา!” โม่หรานว่าพลางหันไป ดวงตาฉายแววซับซ้อน เขาเม้มริมฝีปาก เดิมมีคำพูดมากมาย ทว่าสุดท้ายสิ่งที่เอ่ยออกมากลับมีเพียง “พรรคพวกของเจ้าเล่า”

สวีซวงหลินมีท่าทางเฉื่อยชา…ทั้งที่เป็นเช่นนี้แล้ว กลับยัง…ถูนิ้วเท้าของตนเข้าด้วยกันอย่างเอื่อยเฉื่อย

ด้วยเหตุนี้โม่หรานจึงสังเกตเห็นว่าวันนี้เขาไม่ได้สวมรองเท้าอีกแล้ว

“ทุกคนล้วนบอกว่าเป็นพรรคพวกของข้า” สวีซวงหลินแสยะยิ้ม เห็นฟันขาวเรียงติดกัน รอยยิ้มบนใบหน้าครึ่งซีกนั้นเจิดจ้ายิ่งนัก ทั้งฉายแววเยาะหยัน “เช่นนั้นก็ควรรู้ว่า ข้าไม่มีทางบอกเด็ดขาด ข้าคนแซ่สวี ยังเข้าใจหลักคุณธรรมน้ำมิตรในยุทธภพข้อนี้ ทุกท่านคือวีรบุรุษและผู้เด่นล้ำ คือวิญญูชนและผู้กล้า อย่าสิ้นเปลืองความคิดในเรื่องนี้เลย”

เขาจงใจเหลือบมองเจี้ยนกุ่ยในมือโม่หราน แล้วจึงเอ่ย “วิธีไต่สวนอื่นล้วนไม่จำเป็น อย่างมากก็แค่เงื้อมือลงดาบ ตัดลิ้นตนเอง…ข้ามีหนทางที่จะไม่ต้องพูดความจริง”

เซวียเหมิงอึ้งงัน “คน…คนเช่นเจ้า ยังกล้าพูดเรื่องคุณธรรมน้ำมิตรในยุทธภพอะไรอีก…”

“พิลึกจริง เหตุใดข้าจะพูดเรื่องคุณธรรมน้ำมิตรในยุทธภพไม่ได้” สวีซวงหลินเอ่ย “สหายช่วยเหลือกัน พี่น้องรักใคร่เคารพกัน อาจารย์เมตตา ศิษย์กตัญญู คนดีเสวยสุข คนชั่วรับโทษทัณฑ์ เดิมนี่ก็เป็นครรลองที่พึงเป็นไปของโลก เจ้าคิดว่าหลักการข้อนี้ มีเพียงคนเช่นพวกเจ้าที่เข้าใจหรือ”

เซวียเหมิงตะลึงในความหน้าหนาปานกำแพงเมืองของเขาจนปากอ้าตาค้าง ชี้หน้าเขา “พี่น้องรักใคร่เคารพกัน? อาจารย์เมตตา ศิษย์กตัญญู? …เจ้า?”

สวีซวงหลินเอ่ยเสียงเนิบ “ใช่ ทำไมหรือ”

“เจ้ายังรู้จักละอายอยู่หรือไม่ คนที่เข่นฆ่าพี่น้องคือเจ้า คนที่ยุยงให้หนานกงหลิ่วกินแก่นวิญญาณหลัวเฟิงหฺวาก็คือเจ้า เจ้าทำเรื่องชั่วช้ามาแล้วทุกอย่าง กลับยัง…กลับยังกล้าเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้…นี่คือครรลองที่พึงเป็นไปของโลก?”

เผชิญหน้ากับคำถามยาวเหยียดของเซวียเหมิง สวีซวงหลินก็ยิ้มแฉ่ง มิได้ปฏิเสธ กลับโพล่งขึ้นมาว่า “ปีนี้สหายน้อยอายุเท่าใด”

“เจ้าจะถามไปทำไม”

“เจ้าไม่บอกข้าก็ไม่เป็นไร” สวีซวงหลินมองประเมินเขาศีรษะจรดเท้า “ข้าว่าเจ้าน่าจะอยู่ในวัยยี่สิบ คนวัยนี้มักเลือดร้อน จิตใจบริสุทธิ์ ยืนอยู่บนโลกอย่างหยิ่งผยอง คิดว่าใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่ได้”

เขาเงียบไป ก่อนจะยิ้มเจิดจ้าเอ่ยว่า “เป็นวัยที่ดีที่สุดจริงๆ”

แสงโชติช่วงของเทพศัสตราที่ปักบนพื้นดินยังหลั่งไหลไม่ขาดสาย มอบพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งให้เขาอย่างต่อเนื่อง เขาใช้พลังวิญญาณนี้ค้ำจุนการควบคุมหมากเจินหลงนับหมื่นพัน ต้านทานผลย้อนทำร้าย แม้กระนั้น เนื้อหนังบนร่างก็ยังเน่าเปื่อยทีละน้อยด้วยความเร็วที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า

สวีซวงหลินไม่นำพา เขาคล้ายมองไม่เห็นว่าร่างของตนกำลังถูกกลืนกินด้วยรังสีอำมหิต เขาเดินไปมาหน้าข่ายอาคมที่ไหลเวียนอยู่ด้านหลัง “ยี่สิบปี…เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่ข้าอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเจ้า ข้าทำอะไรอยู่”

“เจ้ายังจะทำอะไรได้” เซวียเหมิงเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “มีผู้ใดไม่รู้ว่าเจ้าทำเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง เจ้าชิงแหวนเจ้าสำนัก ขึ้นเป็นเจ้าสำนักแทนพี่ชายเจ้า ช่วงสามเดือนสั้นๆ เจ้าสังหารประมุขของโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงสองคนติดกัน ต่อมามีคนไปขอคำอธิบายจากเจ้า เจ้ากลับควักดวงตาพวกเขาออกมา…คนวิปริตเช่นเจ้า ไร้คุณธรรม ไร้ศีลธรรม ปิดหูไม่ฟังความ เจ้ามีครบทั้งสิ้น! หากข้าเหมือนกับเจ้า ทำเรื่องเช่นนี้เมื่อตอนอายุยี่สิบ ข้ายอมตายเสียตั้งแต่ตอนนั้นจะดีกว่า!”

เซวียเจิ้งยงเห็นบุตรชายบันดาลโทสะ เกรงว่าเขาจะยิ่งยั่วยุสวีซวงหลินจนต้องรับผลที่ตามมา จึงปรามเสียงเบา “เหมิงเอ๋อร์ เจ้าพูดให้น้อยหน่อยเถิด”

“ไม่ต้อง” คำพูดนี้ สวีซวงหลินได้ยินแล้ว เขายิ้มน้อยๆ พลางโบกมือ “พูดต่อสิ เหตุใดต้องพูดน้อยลงเล่า”

เซวียเหมิงเห็นเขายังยิ้มอยู่ สีหน้าก็เหมือนกำลังมองนกแก้วที่ตีปีกร้องเพลงเจื้อยแจ้วอยู่บนคอน ท่าทางเพลินอกเพลินใจ เลือดร้อนก็พุ่งขึ้นศีรษะอย่างไม่อาจควบคุม เดือดดาลเพราะความอับอาย “เจ้า…เจ้าช่างไร้ยางอายนัก! เกินเยียวยา!”

“ไยยังต้องมียางอาย ทุกสิ่งที่เจ้าว่ามา เดิมก็ไม่นับเป็นอะไรอยู่แล้ว” สวีซวงหลินกล่าว “เจ้าบอกว่าข้าชิงแหวนเจ้าสำนัก…นับแต่โบราณ ตำแหน่งสูงส่งมีไว้ให้ผู้มีความสามารถ สวะอย่างพี่ชายข้า ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง สักแต่ว่ามีลิ้นสามชุ่นไม่เน่าเปื่อย ก็ใช้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองได้แล้ว คนที่ไม่เคยประลองกับเขาจริงๆ ล้วนคิดว่าเขาคือบุคคลอันดับต้นๆ เรียกขานเราสองคนว่าสองคุณชายแห่งหรูเฟิง…พลังวิญญาณและวิชาอาคมคู่คี่สูสี…พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าน่าขันหรอกหรือ

“ข้า กับเขา?” สวีซวงหลินตบหน้าผากหัวเราะเยาะ “เลิกล้อเล่นได้แล้ว ตั้งแต่เด็ก ข้าใช้มือข้างเดียวก็ต้านขาทั้งสี่ของเขาได้ เอาข้าไปเปรียบกับเขา? ขณะที่ข้าฝึกหนักทั้งวัน เขารู้จักแต่ออดอ้อนปอกส้มกินในอ้อมอกมารดาเขา! ข้าฝึกฝนไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาว ส่วนเขา อากาศดีก็ไม่พากเพียร อากาศร้อนก็นอนอุตุ! ต่อมาข้าแสวงหาชื่อเสียงที่สมควรได้ในงานชุมนุมเขาหลิงซาน เขากลับใช้แผนร้ายรอชุบมือเปิบอยู่เบื้องหลัง! จากนั้นเล่า พวกเจ้าใส่ความคนที่ฝึกฝนอย่างหนักว่าแย่งชิง แต่กลับแต่งตั้งเขาเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในใต้หล้า นี่ยุติธรรมหรือ”

เซวียเหมิงเริ่มลังเล แต่ยังคงยืนกราน “ต่อให้เป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้…”

“เหลวไหล! คนยืนพูดไม่มีวันปวดเอว เพ่งโทษผู้อื่นปากเปล่าล้วนง่ายดายยิ่ง พอถึงคราวตัวเองบ้าง ทีนี้ล่ะพลิกหน้าเป็นอีกอย่าง เรื่องงานชุมนุมเขาหลิงซาน หากเป็นเจ้า เจ้าจะทนได้หรือ!”

เซวียเหมิงถูกเขาสวนกลับโดยไม่ทันตั้งตัวก็ถึงกับอึ้งไป

หากเป็นข้า ข้าจะทนได้หรือไม่

“คนมากมายในงานชี้หน้าเจ้า หาว่าเจ้าไม่รู้จักละอาย ส่วนอันดับกับเสียงปรบมือล้วนตกเป็นของเขา สิ่งที่เหลือไว้ให้เจ้ามีแต่ข้อป้ายสีที่ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีวันลบล้าง ความมานะพากเพียรของเจ้าย่อยยับไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าวาจาเป็นดอกบัวของเขา…นี่ก็คือความยุติธรรม?”

“ข้า…”

เห็นเซวียเหมิงอึ้งงันพูดไม่ออก สวีซวงหลินจึงแค่นหัวเราะหยัน “อีกอย่าง เรื่องที่ข้าฆ่าเจ้าสำนักสองคนนั้น พวกเขาสองคน คนหนึ่งเคาะปลาไม้ทั้งวัน สวดนะโมอมิตาภพุทธเสนาะหูกว่าใคร อีกคนบารมีท่วมท้น เป็นวิญญูชนเที่ยงตรงที่ทั่วหล้ารู้จัก แต่พวกเขากลับผลักข้าลงเหวลึกหมื่นจั้งอย่างไม่สะทกสะท้าน เพราะหวังประโยชน์ส่วนตน เรียนถามทุกท่าน เหตุใดข้าต้องไว้ชีวิตสุนัขของพวกเขา”

คนของทั้งสองสำนักซึ่งอยู่ในที่นั้นได้ยินเขากล่าวหาเจ้าสำนักรุ่นก่อนเช่นนี้ ใบหน้าก็ดำทะมึน คิดโต้แย้ง แต่ก็ไม่อาจหาคำพูดที่เหมาะสมมาแย้งได้ สุดท้ายเสวียนจิ้งต้าซือแห่งวัดอู๋เปยถอนหายใจยาว หลับตาประนมมือ “จองเวรจองกรรม เมื่อใดจะสิ้นสุด…”

“ใช่แล้ว ล้วนแต่บอกว่าเมื่อใดจะสิ้นสุด ล้วนแต่อยากจะให้ความอาฆาตแค้นสิ้นสุด แต่เหตุใดต้องเป็นข้า” สวีซวงหลินเอ่ยทีละคำอย่างเดือดดาล ทว่าใบหน้ากลับยังคงยิ้มอยู่ ยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ถึงขั้นเยาะหยัน “ข้าตบหน้าเจ้า จากนั้นบอกว่าจองเวรจองกรรม เมื่อใดจะสิ้นสุด ไม่ให้เจ้าตบกลับ เจ้ายอมหรือไม่ ลาหัวโล้น?”

มีคนเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “หนานกงซวี่ ระวังปากของเจ้าให้ดี! พูดจาเช่นนี้กับผู้อาวุโสได้อย่างไร!”

“มารดาเขาสิเป็นผู้อาวุโสเจ้า” สวีซวงหลินยิ้ม “เด็กน้อย เจ้าเองก็ระวังปากไว้ให้ดีเถอะ”

“…”

หวงเซี่ยวเย่ว์ลูบเครา “หนานกงซวี่…”

ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ อีกฝ่ายก็ยกมือห้าม ยกมุมปากที่สมบูรณ์ครึ่งหนึ่ง เน่าเปื่อยครึ่งหนึ่ง “ขอหารือสักหน่อย เจ้าเรียกข้าว่าสวีซวงหลินได้หรือไม่ ข้าไม่ชอบชื่อหนานกงซวี่”

หวงเซี่ยวเย่ว์สะบัดแขนเสื้อ “ต่อให้ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ในเมื่อเจ้าก็สังหารเจ้าสำนักทั้งสองคนนั้นแล้ว ก็ควรเลิกแล้วต่อกันไป ต่อมายังควักลูกตาคนตั้งมากมาย ยังมีเหตุผลอะไรอีก”

สวีซวงหลินเอ่ยอย่างเยือกเย็นอารมณ์ดี “แต่ก่อนข้าใช้เหตุผลกับพวกเจ้า แต่ไม่มีผู้ใดฟังข้า”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะ “ต่อมาเล่า ข้ากลายเป็นคนบ้า พวกเจ้ากลับดึงคนบ้ามาคุยเรื่องผิดชอบชั่วดี วิญญูชนเที่ยงตรงเช่นพวกเจ้า…ช่างน่าสนใจนัก” เขาปรบมือดังแปะๆ “น่าสนใจเสียจริง”

โม่หรานซึ่งยืนเงียบมาตลอด ยามนี้พลันถาม “ด้วยเหตุนี้ ตัวเจ้าเองก็ต้องการความเป็นธรรมใช่หรือไม่”

“…” สายตาของสวีซวงหลินเลื่อนขึ้นทีละน้อย ไปจับบนใบหน้าโม่หราน

ทั้งสองจ้องตากันนิ่งบนแท่นศิลาท่ามกลางลมหนาวยะเยือก

ในดวงตาโม่หราน เงาของสวีซวงหลินค่อยๆ เลือนราง สิ่งที่เขาเห็นมิใช่บุรุษที่ร่างกายเน่าเฟะร่อแร่ปางตายผู้นี้

เขาเห็นเงาของใครอีกคนผ่านสวีซวงหลิน ศีรษะสวมมงกุฎประดับพู่มุก ร่างสวมชุดคลุมหรูหราปักลายสีดำและทอง เห็นท่าเซียนตี้จวิน เห็นตนเองเมื่อชาติก่อน

“ระหว่างทางที่มาที่นี่ เราได้พบหนานกงหลิ่ว เขาเอาแต่เรียกเจ้าว่าฝ่าบาท เจ้าตั้งตัวเองเป็นเทพแล้ว” โม่หรานเอ่ย “เจ้ากลายเป็นตี้จวินในตำหนักเทียนกงแห่งนี้ กุมอำนาจตัดสิน เจ้าบอกว่าสิ่งใดถูกต้อง สิ่งนั้นก็ถูกต้อง เจ้าบอกว่าสิ่งใดผิด สิ่งนั้นก็ผิดจนไร้เหตุผล เป็นตายชอบชังล้วนขึ้นอยู่กับเจ้า นี่ก็คือความเป็นธรรมของเจ้า?”

สวีซวงหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แค่นหัวเราะเย็นชา

โม่หรานมองเห็นท่าเซียนจวินกำลังแค่นหัวเราะเย็นชา ใบหน้าซีดขาวหล่อเหลาฉายแววเยาะหยัน

“ใช่แล้วอย่างไร เจ้าเองก็เห็นแล้ว ข้าเองก็เคยเชื่อในความเป็นวิญญูชนของพวกเจ้า เชื่อสิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมในโลก แต่ผลสุดท้ายเป็นเช่นไร”

เขาเงียบไป เดินไปมาหน้าค่ายกลเทพศัสตรา ดวงตาสาดประกายวาวโรจน์ “เป็นพวกเจ้า ยกย่องคนขี้ขลาดเป็นวีรบุรุษ เหยียบย่ำวีรบุรุษใต้ฝ่าเท้า เป็นพวกเจ้า เห็นความมานะบากบั่นเป็นมูลสัตว์ เห็นห้องปลดทุกข์เป็นแท่นบูชา เป็นพวกเจ้า เห็นการประจบประแจงเป็นไมตรี เห็นความหยิ่งทะนงเป็นความจองหอง…พวกเจ้าทำเรื่องชั่วช้า ถีบข้าลงในปลักโคลน! จากนั้นบอกข้าว่า ต่อให้ข้าจะได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด ต่อให้พี่น้องทะเลาะวิวาทใส่ร้ายกัน ต่อให้ต้องทนทุกข์กับความอัปยศ…นั่นก็เป็นเรื่องของข้าเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรระบายความอาฆาตแค้นกับผู้บริสุทธิ์…ฮ่าๆ น่าขัน!”

โม่หรานเห็นท่าทางหัวเราะหยันของท่าเซียนจวินเกินจริงขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแสยะยิ้ม

“คนที่ถูกผู้คนชี้หน้าด่าทอมิใช่เจ้า ผู้ที่แบกรับคำครหาที่ไม่ควรมีก็มิใช่เจ้า เจ้าย่อมพูดจาสวยหรูในโลกมนุษย์ได้! ส่วนข้า…ข้าแค่ใช้วิธีของข้า แสวงหาคุณธรรมในใต้หล้าเท่านั้น”

“…คุณธรรมในใต้หล้า?” โม่หรานยืนอยู่ตรงข้ามกับท่าเซียนตี้จวิน เขาถาม “เพื่อคุณธรรมในใต้หล้าของตัวเจ้าเอง เจ้าฆ่าคนไปเท่าใด เจ้าตั้งตนเป็นตี้จวิน ใต้ฝ่าเท้าคือกองกระดูกขาว โลหิตไหลนอง หรือเจ้าไม่เคยสำนึกเสียใจแม้สักน้อย?”

“มีอะไรน่าสำนึก ข้าฆ่าพวกเขา แต่ข้าก็ให้โอกาสพวกเขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง พวกเขาทั้งหมดกลายเป็นหมากใต้อาณัติข้า นับจากนี้มีข้าเป็นผู้ควบคุม นับจากนี้ขาวดำชัดแจ้ง ดีชั่วแบ่งแยกชัดเจน นี่ต่างหากคือความเป็นธรรมในโลกมนุษย์”

โม่หรานเงียบไปครู่หนึ่ง “ดูเหมือนเจ้าจะเอาตนเองเป็นไม้บรรทัด คอยวัดโลกมนุษย์นี้จริงๆ”

“ข้านี่แหละคือไม้บรรทัด”

สวีซวงหลินยืนอยู่ท่ามกลางสายลม

เขาคือหนานกงซวี่ในสายตาทุกคน

คือท่าเซียนจวินในสายตาโม่หราน

เขากล่าว “เจ้าลองดูตำหนักหน้า ไม่รู้สึกว่าสวยงามหรอกหรือ คนดีใช้ชีวิตผาสุก คนชั่วช้าถูกไฟเผาร่าง หมกไหม้ในหม้อต้มกระทะทอด ผู้ใดเคยใช้มีดแทงคนอื่น ก็ให้เขาเอาคอพาดรอถูกเชือดเพื่อชดใช้ ทุกบัญชีสะสางชัดเจน หนี้เลือดชดใช้ด้วยเลือด มีสิ่งใดผิด”

โม่หราน “เจ้าให้ค่าตนเองสูงจริงๆ”

จากนั้นเขาได้ยินท่าเซียนจวินตอบ “เหตุใดข้าต้องดูถูกตนเองเล่า ในสายตาข้า นี่ก็คือกรรมตามสนองที่ดีที่สุด”

ชั่วขณะนั้นทุกคนเงียบกริบ

คงเพราะตื่นตะลึงกับถ้อยคำวิปริตของสวีซวงหลิน

ก่อนมาที่นี่ ทุกคนล้วนคิดว่าที่สวีซวงหลินทำทั้งหมดนี้ คงเพื่ออำนาจ เพื่อความแค้นส่วนตัว

ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า สวีซวงหลินกลับเห็นว่าทุกสิ่งที่ตนกระทำคือความถูกต้อง และทำเพื่อความเป็นธรรม

แต่ในโลกนี้ ใครจะเป็นไม้บรรทัดที่เที่ยงธรรมที่สุดได้เล่า ต่อให้เป็นทายาทแห่งทวยเทพอย่างหอเทียนอินก็ไม่แน่ว่าจะทำได้

โม่หรานยืนนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง ในใจเขาจึงค่อยสงบลง เขามองท่าเซียนจวินที่ยืนคุมเชิงกับตน

มงกุฎหายไปแล้ว ใบหน้าหล่อเหลายุบยวบไป เปลี่ยนเป็นไหม้เกรียม

เขากะพริบตา คนตรงหน้าคือสวีซวงหลิน มิใช่ท่าเซียนตี้จวิน เพียงเพราะพฤติกรรมของสวีซวงหลินกับตนเมื่อชาติก่อนคล้ายคลึงกันเหลือเกิน เขาจึงเกิดภาพหลอนว่ากำลังสนทนากับตนเองผ่านห้วงมิติกาลเวลา

“ประเสริฐ เช่นนั้นข้าเข้าใจเช่นนี้ได้หรือไม่ หมากในตำหนักใหญ่ แม้ว่าเจ้าจะถ่ายพลังวิญญาณให้ก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องให้พวกเขาหลงเหลือความรู้สึกนิกคิดเมื่อยามมีชีวิตอยู่ เจ้าสร้างอาณาจักรของตนเองที่ตำหนักเทียนกงแห่งนี้ นับจากนี้เจ้าคือเทพคือพระ คือฝ่าบาท เจ้าแบ่งโลกเป็นสองส่วน ดีอยู่ส่วนดี ชั่วอยู่ส่วนชั่ว นี่ก็คือความเป็นธรรมที่เจ้าต้องการ”

ขณะกำลังพูดเช่นนี้

ในใจโม่หรานราวกับมีลมหอบหิมะพัดกระโชก ชิ้นส่วนความทรงจำมากมายที่เกี่ยวข้องกับสวีซวงหลินวูบผ่านมาอย่างรวดเร็ว

…ชาติก่อน สวีซวงหลินที่ตายใต้คมกระบี่เพื่อช่วยชีวิตเยี่ยวั่งซี

สวีซวงหลินที่ยืนอยู่ในเรือนซานเซิง เปลือยเท้าเปล่า ยิ้มน้อยๆ แหย่นกแก้วเล่น

สวีซวงหลินที่ขอส้มกลีบหนึ่งจากพี่ชายตนเป็นรางวัล ริมสระจินเฉิง

ต้นส้มบนเขาเจียวซาน หนานกงหลิ่วที่ความรู้สึกนึกคิดย้อนกลับไปในวัยเยาว์ใสซื่อบริสุทธ์ ร่างของหลัวเฟิงหฺวาที่ถูกชิงกลับมาจากนรกอเวจี…แต่ละเรื่องราวร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ถาโถมเข้ามาในความคิดเขาราวกับคลื่นยักษ์

โม่หรานเหลือบดวงตาดำขลับขึ้น ในดวงตานั้นไม่มีทั้งแววเยาะเย้ย ไม่มีทั้งแววเหยียดหยาม เพียงแค่มองเขาอย่างสงบนิ่ง “ข้าพูดถูกหรือไม่ หนานกงซวี่?”

“เรียกข้าสวีซวง…”

“ไม่ เจ้าชื่อหนานกงซวี่” โม่หรานก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว มองบุรุษที่ร่างกายเน่าเปื่อยผุพังผู้นี้ เขารู้ว่าในที่นี้ไม่มีผู้ใดกระจ่างแจ้งในความคิดจิตใจของหนานกงซวี่ยามนี้มากไปกว่าเขาแล้ว พวกเขาสองคนล้วนเคยเป็นคนที่ถูกบีบให้จนตรอก ท่าเซียนจวินเมื่อชาติก่อน สวีซวงหลินในชาตินี้ ล้วนไม่แตกต่างกัน

เขามองเห็นทะลุปรุโปร่ง เขาจ้องมองความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนที่สุดบนใบหน้าของสวีซวงหลิน

เขาหยุดฝีเท้า พลันหลุบตาลง

“อากาศหนาวเช่นนี้ พื้นก็เย็นเฉียบ” โม่หรานเอ่ยเสียงเบา “หนานกงซวี่ เหตุใดเจ้าไม่สวมรองเท้า”

รอยยิ้มบนใบหน้าหนานกงซวี่พลันแข็งค้าง ทว่าไม่นานเขาแววตาก็กลับมาพราวระยับ เย็นเยียบมั่นคงอีกครั้ง “ข้าไม่อยากสวม…”

“เจ้าชอบให้เยี่ยวั่งซีถามคำถามนี้กับเจ้ายิ่งนักใช่หรือไม่”

“…”

“วันนั้นข้าไปที่เรือนซานเซิง พบเจ้าครั้งแรก เจ้าก็มิได้สวมรองเท้า” โม่หรานกล่าว “ต่อมานางกำชับให้เจ้าสวม สีหน้าพึงพอใจของเจ้า เกรงว่าแม้แต่ตัวเจ้าเองก็คงมิได้สังเกต”

โม่หรานจับจ้องใบหน้าของสวีซวงหลิน

นั่นคือคำตอบที่เขาคาดเดาไว้ในใจขณะอยู่บนเกาะเฟยฮวา มองไฟบรรลัยกัลป์ลุกโหมควันหนาม้วนตลบที่หลินอี๋จากอีกฝั่งหนึ่ง

“หนานกงซวี่ เจ้าหวังมาตลอดว่าจะมีสักคนสังเกตเห็นเท้าที่เปลือยเปล่าของเจ้า หวังจะให้มีใครสักคนบอกเจ้าว่า…”

แววหวาดผวาวูบผ่านบนใบหน้าที่ยิ้มน้อยๆ มาตลอดของสวีซวงหลิน เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จมูกย่นยู่ ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี้ยมเกรียม “เจ้าหุบปาก”

โม่หรานย่อมไม่มีทางหุบปาก เขามองสวีซวงหลิน เรื่องที่เดิมเป็นเพียงการคาดเดากลับกลายเป็นความจริง ท่ามกลางการตอบโต้ฉับพลันรุนแรงของอีกฝ่าย

โม่หรานมองเขา รู้สึกว่าคนที่ตนเห็นมิใช่สวีซวงหลิน แต่เป็นตนเองในชาติก่อน ที่ไม่มีที่ให้หลบลี้หนีรอดจากความมืดมิดอันน่าเหนื่อยล้า

“สวมรองเท้าเถอะ พื้นเย็น”

เหมือนเสือเลี่ยเป้าที่จู่ๆ ก็กระโจนออกมา แสงเงาวูบผ่าน เทพศัสตรากรีดเสียง สวีซวงหลินพลันพุ่งเข้าไปกระชากอกเสื้อของโม่หรานด้วยความเดือดดาล มือมนุษย์ข้างที่เป็นปกติกับกรงเล็บภูตผีเน่าเหม็นคว้าเขาไว้พร้อมกัน ดวงตาสวีซวงหลินเต็มไปด้วยริ้วเส้นเลือด เขาเอ่ยอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หุบปาก! เจ้าหุบปาก!”

“ได้ แต่ก่อนข้าจะหุบปาก ขอพูดอะไรอีกสักอย่าง”

“ไม่ต้องพูด…!” ท่าทางของสวีซวงหลินราวกับคนเจียนจะสิ้นหวัง เหมือนมังกรที่ถูกขอดเกล็ดย้อนออกไป เลือดไหลโกรก “อย่าพูด…”

“เยี่ยวั่งซี เหมือนหลัวเฟิงหฺวายิ่งนัก”

คำพูดสื่อนัยนี้สูบเรี่ยวแรงทั้งหมดของสวีซวงหลินจนไม่เหลือหลอในทันใด

เขายืนนิ่งงัน

ผู้คนโดยรอบที่เคยเห็นหลัวเฟิงหฺวาและเคยเห็นเยี่ยวั่งซีต่างตกตะลึง กำลังย้อนนึกถึงสองคนนี้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือด ถึงขั้นในธุลีแดงอันสับสนวุ่นวายนี้ คนหนึ่งตายไปแล้ว อีกคนเพิ่งเกิดมาในภายหลัง…ทว่าภายใต้การชี้นำนี้ พวกเขาพลันสะดุดใจ…อา เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ทุกอากัปกิริยา ทุกกระบวนท่าต่อสู้ ไปจนถึงนิสัยใจคอ สีหน้าวาจาของเยี่ยวั่งซี ล้วนเหมือนกับหลัวเฟิงหฺวาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาของสวีซวงหลินไม่มีผิดเพี้ยน

สวีซวงหลินพลันชักมือที่คว้าอกเสื้อโม่หรานออก กรงเล็บบิดเกร็ง เขาเอาหน้าซุกในฝ่ามือ ไหล่สั่นกระเพื่อมเล็กน้อย

เซวียเหมิงพึมพำ “เขา…เขากำลังร้องไห้หรือ”

ร้องไห้?

ไม่มีทาง

สวีซวงหลินเอาหน้าซุกฝ่ามือ ผ่านไปครู่ใหญ่ ไหล่ของเขายิ่งสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เล็ดลอดผ่านซอกนิ้ว “ฮ่า…” เสียงหัวเราะนั้นราวกับระลอกคลื่น เขาพลันลดมือลง หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆๆๆ เหมือน? คำพูดไร้แก่นสาร! ปรมาจารย์โม่ เจ้าเคยเห็นหลัวเฟิงหฺวาหรือ เจ้าเคยเห็นร่างของเขาเพียงแวบเดียวตอนที่นรกอเวจีเปิด เพียงแค่ชั่วขณะเดียว เจ้าก็บอกว่าสองคนนี้เหมือนกัน? เชื่อมั่นในตนเองไปหน่อยกระมัง”

“ในเมื่อตัวเจ้าเองก็พูดถึงนรกอเวจีแล้ว พูดถึงร่างของหลัวเฟิงหฺวาแล้ว” โม่หรานกล่าว “เช่นนั้นข้าขอถามอีกอย่าง เขาอยู่ที่ใด”

ดวงตาสวีซวงหลินฉายแววเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มพลันเหยียดกว้าง “อะไรคือเขาอยู่ที่ใด”

“ในอาณาเขตของเจ้า ดีชั่วและการลงทัณฑ์ รุ่งเรืองและล่มสลาย ล้วนถูกเจ้าควบคุม ทว่าสุดท้ายแม้แต่หนานกงหลิ่ว เจ้าก็ตัดใจลงมือสังหารไม่ได้ ทั้งยังถอนคำสาปผลหลิงฉือให้เขา…ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพียงแต่…ในเมื่อเขาอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลที่หลัวเฟิงหฺวาจะถูกเจ้าทอดทิ้ง พลังวิญญาณของเจ้าไม่เพียงพอ เจ้าต้องสังเวยวิญญาณให้เทพศัสตรา แต่จากที่เคยประมือกับเจ้าหลายครั้งที่สระจินเฉิงและแดนธารดอกท้อ ข้ารู้ว่าพละกำลังของเจ้าคงไม่ได้เสื่อมถอยถึงเพียงนี้”

สวีซวงหลิน “…”

“ที่ต้านทานไม่อยู่ นอกจากใช้กลหมากเจินหลงมากเกินไป ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือหลายปีนี้เจ้ากำลังทุ่มเทอย่างหนักเพื่อฝึกอาคมต้องห้ามอีกอย่าง”

โม่หรานเงียบไป จากนั้นคำพูดดุจดาบก็แทงลงไปในที่สุด “อาคมเกิดใหม่ของเจ้า ในที่สุดก็ช่วยหลัวเฟิงหฺวากลับมาจากนรกขุมสิบแปดได้แล้วหรือ”

ยังไม่ทันจบคำ สวีซวงหลินก็หน้าซีดเผือด เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง พลันค่ายกลสีดำสนิทด้านหลังมีควันขาวพวยพุ่งขึ้นมา

เซวียเจิ้งยงมีประสบการณ์โชกโชน ตอบสนองเร็วที่สุด “แย่แล้ว ด้านหลังค่ายกลนั่นมีอะไรบางอย่าง!”

ใส่ความเห็น